วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กองทัพเรือสหรัฐฯทดสอบ Tomahawk รุ่นใหม่ที่สามารถยิงเป้าหมายเคลื่อนที่ในทะเลได้

US Navy test shows Tomahawk cruise missile with synthetic guidance can hit moving targets at sea

A synthetically guided Tomahawk cruise missile successfully hits a moving maritime target Jan. 27 after being launched from the USS Kidd (DDG-100) near San Nicolas Island in California. The missile altered its course toward the target after receiving position updates from surveillance aircraft. (U.S. Navy photo)

lA Tomahawk cruise missile hits a moving maritime target Jan. 27 after being launched from the USS Kidd (DDG-100) near San Nicolas Island in California. (U.S. Navy photo)

http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2395

วันที่ 27 มกราคม 2015 เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke DDG-100 USS Kidd กองทัพเรือสหรัฐฯทำการยิงทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนพื้นสู่พื้น Tomahawk Block IV รุ่นใหม่ในการโจมตีเป้าหมายเคลื่อนที่บนผิวน้ำ
ซึ่งเป้าหมายเคลื่อนที่ในทะเล ณ สถานีทดสอบใกล้เกาะ San Nicolas มลรัฐ California ถูกจรวดพุ่งชนประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบนำวิถีสังเคราะห์แบบใหม่(synthetic guidance)
โดยระบบนำวิถีจะทำการสังเคราะห์และรับข้อมูลจากระบบเครือข่ายสื่อสารในเชื่อมโยง ติดตาม และโจมตีเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ในระยะไกลได้
ทีมพัฒนา Naval Air Warfare Center Weapons Division (NAWCWD) ได้ทำการพัฒนาระบบร่วมกับ Tomahawk Weapons System (PMA-280) และ Raytheon Missile Systems
เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของระบบ Tomahawk รุ่นใหม่ ซึ่งมีความอ่อนตัวในการใช้งานและจะประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก

อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk เป็นระบบอาวุธโจมตีเป้าหมายหลักของเรือรบผิวน้ำเช่นเรือพิฆาต และเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ซึ่งเดิมที Tamahawk มีการแบ่งเป็นสองรุ่นหลักคือ Tomahawk Land Attack Missile(TLAM) สำหรับการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน และ Tomahawk Anti Ship Missile(TASM) สำหรับโจมตีเป้าหมายเรือผิวน้่ำ
แต่กองทัพเรือสหรัฐฯได้ยกเลิกการใช้ Tomahawk รุ่น TASM ในช่วงปี 1990s เนื่องจากมีการวิเคราะห์ว่าจรวดมีขนาดใหญ่และช้าเกินไปในการโจมตีเรือรบผิวน้ำที่มีระบบป้องกันกันตัวสูง
การพัฒนา Tomahawk Block IV นั้นจะทำให้กำลังรบผิวน้ำและใต้น้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายได้แทบจะทุกรูปแบบทั่วโลกมากขึ้นครับ