วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียมอง Torpedo Black Shark อิตาลีสำหรับเรือดำน้ำ DSME1400 เกาหลีใต้

Indonesia eyes Black Shark torpedoes for Type 209/1400 submarines
A model of the Black Shark torpedo (IHS Markit/Patrick Allan)
http://www.janes.com/article/73172/indonesia-eyes-black-shark-torpedoes-for-type-209-1400-submarines

อินโดนีเซียกำลังจะมองการจัดหา Torpedo หนักนำวิถีด้วยเส้นลวด Fiber Optic แบบ Black Shark อิตาลีสำหรับเรือดำน้ำโจมตีดีเซลไฟฟ้าชั้น Nagapasa (แบบ DSME 1400T หรือ Type 209/1400)ทั้ง 3ลำ ตามที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียกล่าวกับสื่อท้องถิ่น
ความเห็นถึงความเป็นไปได้นี้มาจาก พลเรือโท Widodo เลขาธิการใหญ่แห่งกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ระหว่างงานแสดงหนึ่งวันที่ Jakarta เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่จัดแสดงผลงานของบริษัทอุตสาหกรรมความมั่นคงของอินโดนีเซีย
งานจัดแสดงดังกล่าวนี้ได้ดำเนินเชื่อมโยงกับการฉลองการครบรอบวันประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียปีที่ 52 ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม

"มันมีความเป็นไปได้ว่าเราจะมี(Black Shark torpedo) ภายในสิ้นปีนี้" พลเรือโท Widodo กล่าวตามที่ถูกรายงานใน Website สถานีข่าว 24ชั่วโมงช่องโทรทัศน์ Metro TV อินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตามไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวขั้นตอนการจัดหาหรือถ้ามีการลงนามสัญญาจัดหาอาวุธแล้วออกมา
ก่อนหน้านี้ พลเรือโท Widodo เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia–Angkatan Laut) ระหว่างปี 2015-2016

ตามข้อมูลจาก Jane’s Weapons: Naval, Black Shark Torpedo ถูกออกแบบให้ยิงได้จากทั้งเรือผิวน้ำหรือเรือดำน้ำ ทั้งแบบผลักด้วยแรงดันของท่อยิงออกมา(Push Out) หรือยิงออกจากท่อด้วยระบบขับเคลื่อนตนเอง(Swim Out) และสามารถโจมตีได้ทั้งเป้าหมายผิวน้ำและเป้าหมายใต้น้ำ
โดย Black Shark เป็น Torpedo หนักมาตรฐาน NATO ขนาด 533mm ซึ่งมีความเข้ากันได้กับท่อยิง Torpedo มาตรฐานตะวันตกส่วนใหญ่
Black Shark Torpedo มีความยาวประมาณ 6m แต่ความยาวของลูก Torpedo จะขึ้นอยู่กับว่าเป็นลูกฝึกหรือลูกยิงจริง

เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำแรกของกองทัพเรืออินโดนีเซียคือ คือ KRI Nagapasa 403 ถูกต่อโดยบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี
ได้มีการรับมอบเรือ KRI Nagapasa เมื่อ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา และกำลังเดินทางไปอินโดนีเซีย ส่วนและเรือลำที่สอง KRI Ardadedali 404 ได้สร้างที่อู่ DSME เกาหลีใต้คาดว่าจะมีการรับมอบในปี 2018
และเรือลำที่สาม KRI Alugoro 405 จะสร้างในอินโดนีเซียโดยรัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือ PT PAL ใน Surabaya อินโดนีเซีย ภายใต้การถ่ายทอด Technology จากเกาหลีใต้

กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือดำน้ำชั้น Cakra (Type 209/1300) ที่จัดหาจากเยอรมนี 2ลำคือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยและยืดอายุการใช้งานออกไปแล้ว
และกำลังมองการจัดหาเรือดำน้ำชั้นใหม่หลายแบบเพิ่มเติมตามที่ได้เคยรายงานไป ทั้งนี้กองทัพเรืออินโดนีเซียยังมีแผนการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มอีกรวมทั้งหมด 12ลำครับ
(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/dcns-pt-pal-dsme.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/05/type-214-aip.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/08/kilo-type-209.html)

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จีนเปิดเผยเครื่องบินขับไล่ J-10B ติดอาวุธภารกิจ SEAD ในการแข่งทางอากาศ Aviadarts 2017

Chinese SEAD-equipped J-10B emerges at Aviadarts contest
A SEAD-mission-equipped J-10B fighter emerged for the first time at a display concluding the 2017 Aviadarts international aerial competition at Changchun Airbase in Jilin province. Source: Via Dingsheng web page
http://www.janes.com/article/73149/chinese-sead-equipped-j-10b-emerges-at-aviadarts-contest

จีนได้ใช้โอกาสในการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศนานาชาติ Aviadart 2017 เป็นครั้งแรกในการเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ J-10B ที่พัฒนาโดย Chengdu Aircraft Corporation(CAC)
ที่ติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์สำหรับภารกิจกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก SEAD(Suppression of Enemy Air Defences) ซึ่งเป็นการเพิ่มแบบเครื่องบินรบของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People’s Liberation Army Air Force) ที่สามารถทำภารกิจนี้ได้


ภาพเครื่องบินขับไล่ J-10B ที่ติดอาวุธและอุปกรณ์ภารกิจ SEAD ปรากฎครั้งแรกในหน้า Web จีน เมื่อ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงภาคพื้นดินของฐานทัพอากาศ Changchun มณฑล Jilin
ที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการแข่งการใช้อาวุธทางอากาศนานาชาติ Aviadarts 2017 ที่ปีนี้จีนเป็นเจ้าภาพจัดสถานที่การแข่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม-12 สิงหาคมที่ผ่านมา


สำหรับภารกิจ SEAD เครื่องบินขับไล่ J-10B ที่ถูกเปิดตัวติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น radar(ARM: Anti-Radiation Missile) แบบ YJ-91 ที่ผลิตโดย Hongdu Aviation Industries ใต้ปีก 2นัด
YJ-91 นั้นพัฒนามาจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำและต่อต้านการแพร่คลื่น Radar เครื่องยนต์ Ramjet ตระกูล Kh-31 ของ Tactical Missile Corporation รัสเซีย ซึ่งถูกพบว่าจีนมีประจำการครั้งแรกในช่วงต้นปี 2000s

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น radar แบบ YJ-91 ถูกรายงานว่าจำเป็นต้องมีการติดตั้งกระเปาะระบบนำวิถีแบบแยกอิสระต่างหากกับอากาศยานที่ติดตั้งใช้งาน
ซึ่งเห็นได้จากกระเปาะนำวิถีสำหรับ YJ-91 ที่ติดตั้งในตำบลอาวุธที่ตำแหน่งลำตัวเครื่องของเครื่องบินขับไล่ J-10B

มีการปรากฎของข้อบ่งชี้ในช่วงต้นปี 2009 ว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น YJ-91 นั้ยังสามารถที่จะติดตั้งได้กับเครื่องบินขับไล่ J-10A รุ่นก่อน
อย่างไรก็ตามรุ่นนี้ยังไม่เคยมีการพบเห็นกระเปาะมาตราการตอบโต้ทาง Electronic/มาตรการสนับสนุนทาง Electronic(ESM/ECM: Electronic Support Measures/Electronic Countermeasures) แบบ K/RKL007A


กระเปาะมาตราการตอบโต้ทาง Electronic แบบ K/RKL007A ที่พัฒนาโดย Southwest Institute of Electronics Equipment (SWIEE) ที่พบว่าติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ J-10B นี้
ทำให้เป็นไปที่ J-10B จะสามารถหรือขยายขีดความสามารถในการโจมตีกลุ่มเป้าหมายทาง Electronic ด้วยตนเองได้

ทั้งนี้ชาติที่เข้าร่วมการแข่งการใช้อาวุธทางอากาศ Aviadart 2017 ปีนี้นั้นมีเพียงสองประเทศคือ รัสเซีย และจีน โดยรัสเซียได้นำอากาศยานของตนเองมาใช้ในการแข่งทั้ง
เครื่องบินขับไล่ Su-27, Su-30, Su-35 และ MiG-29 เครื่องบินโจมตี Su-25 เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด Su-34 เครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-22M3 เครื่องบินลำเลียง IL-76 เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52, Mi-28 เฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-35 และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Mi-8/Mi-17

เช่นเดียวกับจีนที่นำอากาศยานของตนเข้าร่วมการแข่งในประเทศตนเองทั้ง เครื่องบินขับไล่ J-10, J-11 และ Su-30MKK เครื่องบินฝึกโจมตีเบา JL-10 เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด JH-7 เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 เครื่องบินลำเลียง Y-9 และ IL-76 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Z-10 เป็นต้น
ซึ่งผลการแข่งที่ออกมานั้นคือเสมอกัน ทำให้การแข่งขันทางอากาศ Aviadart นั้นดูเหมือนการฝึกซ้อมรบทางอากาศร่วมกับของกองทัพอากาศรัสเซียและกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนมากกว่า

http://www.mod.gov.cn/diplomacy/2017-08/17/content_4789109.htm
ล่าสุดกระทรวงกลาโหมจีนได้แถลงการส่งอากาศยานของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนเข้าร่วมการฝึกกับกองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) ในรหัส Falcon Strike 2017 ระหว่างวันที่ ๑๗ สิงหาคม-๓กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
โดยจีนได้ส่งเครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน ๖เครื่องพร้อมเครื่องบินลำเลียงหนัก IL-76 สำหรับสนับสนุนเข้าร่วมการฝึก นับเป็นการฝึกครั้งที่๒หลังจาก Falcon Strike 2015 ที่จีนส่ง J-11(Su-27) ฝึกกับเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ ที่กองบิน๑ โคราชครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จีนเปิดตัวรถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทย และยูเครนเปิดตัว T-72AMT รุ่นปรับปรุงใหม่



VT4(MBT-3000) Main Battle Tanks for Royal Thai Army unveiled in second NORINCO ARMOR DAY 2017 at Inner Mongolia, China, 16 August 2017

A number of China's new domestically-made armored vehicles were put up on show in the city of Baotou, Inner Mongolia Autonomous Region, on Wednesday morning.


NORINCO รัฐวิสหากิจด้านอาวุธยุทโธปกรณ์รายหลักของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้จัดงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของตนในงาน NORINCO Armor Day 2017 ที่ Baotou เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เมื่อ ๑๖ สิงหาคม
นอกจากการแสดงของรถถังเบา VT5, รถถังหลัก VT2B(Type 96B), รถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก VN16((ZTD-05) รถเกราะล้อยาง VN1 และรถรบทหารราบ VN12(ZBD-04) กับรถรบทหารราบ VN17 รุ่นใหม่ล่าสุด และยานเกราะประเภทต่างๆจำนวนมากแล้ว

NORINCO ยังได้เปิดตัวรถถังหลัก VT4(MBT-3000) ที่สามารถติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก(Active Protection System) แบบ GL5 ในวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์และการสาธิต พร้อมการเปิดตัวรถถังหลัก VT4 ในสายการผลิตจำนวนมากสำหรับกองทัพไทยด้วย
VT4 ๗คันที่แสดงในงานสวนสนาม ซึ่งทำสีพรางคล้ายแบบ Woodland NATO น่าจะชัดเจนว่าเป็นรถถังหลัก VT4 ของกองทัพบกไทย โดยที่หมายเลขชั่วคราวที่ติดบนป้องปืนแสดงถึงคันที่๒๖ คันที่๒๓ คันที่๑ และคันที่๑๖ เป็นต้น

กองทัพบกไทยได้ลงนามสัญญาจัดหารถถังหลัก VT4 จากจีนระยะที่๑ จำนวน ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาทในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) และระยะที่๒ อีก ๑๑คัน วงเงินประมาณ ๒พันล้านบาทในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) รวม ๓๙คัน และคาดว่าจะมีการลงนามจัดหาอีกราว ๑๐คันในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) เพื่อให้ครบทั้งกองพัน
ทั้งนี้จากการที่ NORINCO ได้นำ ถ.หลัก VT4 มาแสดง ทำให้เป็นที่เชื่อว่ารถชุดแรกน่าจะส่งมอบให้กองทัพบกไทยได้ภายในปลายปีนี้(2017) โดยคาดว่าจะเข้าประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ เป็นหน่วยแรกครับ

UkroBoronProm unveils T-72AMT





UkroBoronProm has unveiled the T-72AMT, a new upgrade of the T-72. (UkroBoronProm)
http://www.janes.com/article/73097/ukroboronprom-unveils-t-72amt
https://www.facebook.com/szgurets/posts/1266284313499391

UkroBoronProm หน่วยงานด้านการจัดการและส่งออกยุทโธปกรณ์กลาโหมรัฐบาลยูเครนได้เปิดตัวรถถังหลัก T-72 รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ที่รู้จักในชื่อรถถังหลัก T-72AMT ที่พัฒนาโดยภาคเอกชนคือโรงงานยานเกราะ Kiev ยูเครน
รถถังหลัก T-72AMT ได้รับการออกแบบใหม่หลายอย่างเพื่อให้มีอำนาจการสังหาร, ความอยู่รอด และยกระดับขีดความสามารถของระบบ การทดสอบ ถ.หลัก T-72AMT รุ่นปรับปรุงใหม่นี้มีกำหนดจะเริ่มในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

T-72AMT ได้รับการปรังแต่งให้สามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังนำวิถีด้วย Laser แบบ Kombat(Combat) จากปืนใหญ่รถถังขนาด 125mm
ซึ่งหัวรบแบบสองชั้น(Tandem)สามารถเกราะเจาะหนา 550mm ที่ป้องกันด้วยเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA(Explosive Reactive Armour) ได้

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Kombat ยังสามารถใช้งานร่วมกับรถถังหลัก BM Oplot(T-84M Oplot-M) และ T-84 ที่นำวิถีด้วยพลยิงในแบบ SACLOS(Semi-Automatic Command to Line-of-Sight)
ชุดกล้องเล็งและนำวิถีสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีนี้ถูกติดตั้งที่ด้านบนของป้อมปืน ที่ด้านขวาของกล็องเล็งหลัก โดยติดตั้งกล้องเล็งกลางคืนแบบ Generation III รุ่น 1K13-49 Neman แทนกล้องเดิม

เกราะกรงเหล็ก(Slat Armour) ได้รับการติดตั้งที่ด้านท้ายของป้อมปืน เช่นเดียวกับด้านท้ายของตัวรถ เพื่อเพิ่มการป้องกันชุดเครื่องยนต์, ระบบส่งกำลัง และอุปกรณ์อื่นๆจากอาวุธหัวรบดินโพรง(shaped-charge) เช่นเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG(Rocket-Propelled Grenades)
เกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA Nozh(Knife) ที่ติดตั้งในส่วนด้านหน้าของรถใช้ระเบิดดินโพรงแบบตามยาวเพื่อลดแรงปะทะของอาวุธต่อสู้รถถังหัวรบดินโพรงที่ยิงเข้ามา

T-72AMT ติดตั้งชุดวิทยุของ Aselsan ตุรกี ระบบนำร่องดาวเทียม GPS/GLONASS SN-3003 Bazalt สถานีผู้คับการรถติดตั้งกล้องตรวจการณ์ TKN-3UM ใหม่ พร้อมป้อมปืนกลหนัก 12.7mm แบบ Remote พร้อมกล้องตรวจการณ์แบบใหม่ และเพิ่มกระจกมองหลัง
สถานีพลขับติดตั้งกล้องมองกลางคืน TNK-72 หรือ TVN-4BUP ปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซล V-84-1 กำลัง 840HP แทน V-46 กำลัง 780HP ระบบขับเคลื่อนปรับปรุงโดยระบบจากรถถังหลัก T-80 มาใช้ในหลายส่วน เช่น สายพาน แผ่นชายกันน้ำ และบังโคลน เป็นต้นครับ

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ F-35B บินขึ้นจาก Ski Jump โดยติดอาวุธภายนอกครั้งแรก

UK launches externally loaded F-35B from 'ski jump' for first time
An F-35B at the moment of launch from a 'ski-jump' test rig that has been set up at NAS Patuxent River. The aircraft is loaded out with a UK-specific mix of Paveway IV and ASRAAM weapons. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/73080/uk-launches-externally-loaded-f-35b-from-ski-jump-for-first-time


สหราชอาณาจักรได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นในการจัดตั้งกำลังอากาศยานปีกตรึงของตนเองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จากความสำเร็จในการทดสอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) บินขึ้นจากทางวิ่ง Ski-Jump โดยติดตั้งอาวุธภายนอกลำตัวเครื่อง
การทดสอบเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เครื่องบินขับไล่ F-35B STOVL(Short Take-Off and Vertical Landing) รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง ทำการบินขึ้นจากทางวิ่ง Ski-Jump บนบก ซึ่งถูกติดบนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth 2ลำใหม่
โดยติดตั้งระเบิดนำวิถี Laser Raytheon Paveway IV 4นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ MBDA ASRAAM (Advanced Short-Range Air-to-Air Missile) 2นัดที่ตำบลอาวุธใต้ปีกของเครื่อง

ตามข้อมูลจากบริษัท BAE Systems ใน Twitter ที่แถลงถึงการทดสอบด้วย F-35B เครื่องทดสอบรหัส BF-02 ทำการบินโดยหัวหน้านักบินทดสอบระบบ STOVL ของบริษัทคือ Peter 'Wizzer' Wilson
การทดสอบที่สถานีอากาศนาวี (NAS: Naval Air Station) Patuxent River ในมลรัฐ Maryland สหรัฐฯนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ทดสอบยืนยันการส่ง F-35B บินขึ้นด้วย Ski-Jump
เป็นเทคนิคที่พัฒนาโดยอังกฤษเพื่อนำมาใช้ส่งเครื่องบินขับไล่ Sea Harrier จากดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินยาวตลอดลำตัวเรือของตนในปลายปี 1970s

การส่งอากาศยานขึ้นบินด้วย Ski-Jump สามารถทำให้อากาศยานบินขึ้นโดยบรรทึกเชื้อเพลิงและอาวุธ และมีขอบเขตด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับระบบของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corp) ที่ส่งเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II และ F-35B ของตนบินขึ้นจากเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอณ์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) คือ
เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Wasp(LHD: Landing Helicopter Dock) และเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น America(LHA: Landing Helicopter Assault) จากดาดฟ้าเรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ทะเลมีคลื่นลมแรงซึ่งเรือจะโคลงเคลงขึ้นลงตลอดเวลา

Ski-Jump จะถูกใช้เป็นระบบส่งอากาศยานไอพ่นจากดาดฟ้าของเรือบรรทุกเครื่องบิน R08 HMS Queen Elizabeth และ R09 HMS Prince of Wales ที่ถูกสร้างมาสำหรับกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(RN: Royal Navy)
และน่าจะถูกนำมาใช้ใช้กับลูกค้าของ F-35B ที่จะนำมาใช้งานทางทะเลรายอื่นเช่นอิตาลี ซึ่งน่าจะนำมาปฏิบัติการกับเรือบรรทุกเครื่องบิน Cavour ที่ประจำการอยู่ และเรือบรรทุกเครื่องบิน Trieste ที่เพิ่งวางกระดูกงูเรือไปเมื่อ 12 กรกฎาคม 2017
ทั้งนี้การทดสอบการปฏิบัติการบนดาดฟ้าบินเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth ครั้งแรกของ F-35B มีกำหนดจะมีขึ้นในปลายปี 2018 ครับ

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นาวิกโยธินอินโดนีเซียวางรถเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบก BT-3F รัสเซียเป็นตัวเลือกใหม่

Indonesia shortlists BT-3F amphibious tracked vehicle from Russia for marines corps
The BT-3F amphibious tracked armoured personnel carrier. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/73078/indonesia-shortlists-bt-3f-amphibious-tracked-vehicle-from-russia-for-marines-corps

ตามการร้องขอโดยนาวิกโยธินอินโดนีเซีย(KORMAR: Korps Marinir) ในการถอนตัวอย่างเป็นทางการจากโครงการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4 8x8 ยูเครน ที่ใกล้จะได้รับอนุมัติจากรัฐบาลอินโดนีเซียนั้น
หนึ่งในตัวเลือกใหม่ของนาวิกโยธินอินโดนีเซียที่เปิดเผยออกมาว่าอยู่ในแถวหน้าของรายการตัวเลือกโครงการยานเกราะแบบใหม่ทดแทนคือ รถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BT-3F รัสเซีย

แหล่งข่าวจากกองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) ซึ่งนาวิกโยธินอินโดนีเซียอยู่สายการบังคับบัญชา กล่าวกับ Jane's เมื่อ 14 สิงหาคมว่า นั่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เข้มงวดตามขั้นตอนเพื่อเลือกรถเกราะแบบใหม่ทดแทน
ผู้บัญชาการทหารนาวิกโยธินอินโดนีเซีย พลเรือตรี Bambang Suswantono และคณะตัวแทนนายทหารระดับสูงของกองทัพอินโดนีเซียจะเดินทางเยือนรัสเซียในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ เพื่อรับชมการสาธิตของรถเกราะสายพาน BT-3F ใกล้นครหลวง Moscow

นายพล Bambang จะยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมทางเทคนิคการทหารในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Army 2017 ในฐานะส่วนหนึ่งของการเยือน และเยี่ยมชมโรงงาน Concern Tractor Plants ภาคส่วนอุตสาหกรรมหนักผู้พัฒนายุทโธปกรณ์รัสเซียที่เป็นผู้ออกแบบรถเกราะสายพาน BT-3F
โดย BT-3F นั้นเป็นรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงสะเทินน้ำสะเทินบกที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในหน่วยทหารราบกองทัพเรือรัสเซีย(Naval Infantry) ซึ่งมีพื้นฐานพัฒนามาจากแคร่ฐานรถรบทหารราบสายพาน BMP-3(http://aagth1.blogspot.com/2016/08/bt-3f-typhoon-k.html)

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกลาโหม, ข่าวกรอง และการต่างประเทศ ของสภาผู้แทนราษฏรอินโดนีเซีย(Komisi I) ได้อนุมัติงบประมาณรวม $95 million ภายใต้งบประมาณกลาโหมประจำปี 2017 ของอินโดนีเซีย
เพื่อการจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-4 แทนรถเกราะสายพานลำเลียงพล BTR-50PK รัสเซียที่มีอายุการใช้งานมานาน การอนุมัติได้ผ่านในการจัดหาเพิ่มเติมจาก BTR-4 ชุดแรก 5คัน ที่กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียสั่งจัดหาจาก UkrOboronProm ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014

อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบระหว่างการทดลองรถตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 คือการลอยตัวขณะเคลื่อนที่ในน้ำที่อ้างว่า BTR-4M มีสมดุลหัวรถจมใต้น้ำมากเกินไปเมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด
ทำให้นาวิกโยธินอินโดนีเซียได้ยื่นการร้องขอทางการต่อรัฐบาลอินโดนีเซียในการเพิกถอนการจัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4M 8x8 เพิ่มเติม(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/btr-4.html)

ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นนาวิกโยธินอินโดนีเซียได้พิจารณายานเกราะแบบอื่นที่จะถูกจัดหาแทน BTR-4 เช่น รถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-80 รัสเซีย, รถรบหุ้มเกราะสายพาน ACV-19 ตุรกี และรถรบทหารราบสายพาน K21 สาธารณรัฐเกาหลี(http://aagth1.blogspot.com/2017/02/blog-post_11.html)
ถ้ารถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BT-3F รัสเซียได้รับเลือกโดยมีการลงนามสัญญาจัดหาโดยนาวิกโยธินอินโดนีเซียจริง จะทำให้อินโดนีเซียเป็นลูกค้าส่งออกต่างประเทศรายแรกของ BT-3F ครับ

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ภาพเปิดเผยเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K จีนติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน KD-20 รุ่นใหม่

Images indicate possible precision-guided version of China's KD-20 LACM
An image appearing on the PLAAF-affiliated 'Blue Sky' website showing a Xian H-6K bomber being loaded with two KD-20 LACMs with nose covers: an indication it uses an optical seeker. Source: Blue Sky web page
http://www.janes.com/article/73028/images-indicate-possible-precision-guided-version-of-china-s-kd-20-lacm

ภาพที่ปรากฎใน Webpage ที่มี Link เชื่อมโยงกับ Website ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force)
แสดงถึงความเป็นไปในการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนอากาศสู่พื้น(LACM: Land Attack Cruise Missile)แบบ CJ-10K/KD-20 รุ่นใหม่ที่มีความยำสูงด้วยระบบตรวจจับกล้อง Optic ซึ่งพัฒนาโดย China Aerospace Science and Industry Corporation(CASIC)

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Web page Blue Sky ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มสังคมของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน มีการเผยแพร่ภาพประกอบของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ H-6K ที่สร้างโดย Xian Aircraft Corporation
กำลังติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อนแบบ KD-20 2นัด และ YJ-63/KD-63 โดยส่วนหัวจรวดของ KD-20 นั้นมีมีป้องกันครอบปิดไว้ ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า KD-20 บางนัดนั้นได้รับการติดตั้งระบบค้นหา Optical หรือ Infrared ขณะที่เก็บบรรจุหรือกำลังติดตั้ง

มีความเป็นไปได้ที่กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนจะใช้งาน KD-20 รุ่นที่ติดตั้งระบบนำวิถีขั้นสุดท้ายแบบใหม่ ที่อาจจะกำหนดแบบเป็น KD-20A ได้ถูกตั้งข้อสังเกตครั้งแรกโดย Hui Tong ใน Blog ภาษาอังกฤษและภาษาจีนของเขา
เขากล่าวว่าในช่วงต้นปี 2013 กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนได้ปรับปรุงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน KD-63 ระยะยิง 180-200km ที่ใช้ระบบนำวิถีขั้นสุดท้ายแบบกล้อง TV ด้วยระบบค้นหาแบบสร้างภาพความร้อน(IIR: Imaging Infrared)

สำหรับการนำวิถีอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนโจมตีภาคพื้นดิน KD-20 ซึ่งคาดว่าจะมีระยะยิงราว 1,500km ได้ถูกรายงานก่อนหน้านี้ว่าใช้ระบบนำวิถีแรงเฉื่อย(INS: Inertial Navigation System)
เสริมด้วยระบบวัดความสูงด้วย Radar เพื่อสร้างภาพแผนที่ภูมิประเทศ และเป็นไปได้ว่าจะมีระบบนำร่องด้วยดาวเทียม(GNSS: Global Navigation Satellite System)

ระบบค้นหา IIR ที่ติดตั้งกับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน KD-20 น่าจะทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K สามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้ในระยะไกลเกินกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้
ทั้งนี้กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนมี H-6 ซึ่งลอกแบบมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด Tupolev Tu-16 รัสเซีย เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบเดียว โดย H-6K เป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัยและสามารถโจมตีเป้าหมายระยะไกลด้วยความแม่นยำสูงครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สรุปผลการแข่งรถถัง Tank Biathlon 2017 และการแข่งพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 รอบ Final

Tank Biathlon 2017 final race T-72B3 Russia team vs Type 96B China team vs T-72B3 Kazakshtan team and T-72BME Belarus team(TV Zvezda tvzvezda.ru/)


Tank Biathlon 2017 final race T-72B3 Russia team taked 1st place

Tank Biathlon 2017 final race T-72B3 Kazakhstan team taked 2nd place


Tank Biathlon 2017 final race Type 96B China team taked 3rd place

Tank Biathlon 2017 final race T-72BME Belarus team taked 4th place


ผลการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2017 ที่สนามฝึก Alabino, Moscow รัสเซีย ในการแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ในวันที่ 12 สิงหาคม
ซึ่งเป็นการแข่งรอบชิงชนะเลิศ(Final Stage)และวันสุดท้ายของการแข่ง โดยมีทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 4ประเทศคือ รัสเซีย จีน เบลารุส และคาซัคสถาน
โดยทีมรัสเซียและทีมคาซัคสถานนั้นใช้รถถังหลัก T-72B3 ทีมเบลารุสใช้รถถังหลัก T-72BME ที่ตนปรับปรุงเอง และทีมจีนใช้รถถังหลัก Type 96B ของตนเอง

ผลการแข่งนั้นในการยิงเป้าหมายต่างๆทั้งเป้ารถถัง 3เป้าขณะเคลื่อนที่ยิงด้วยปืนใหญ่รถถัง 125mm, เป้าอากาศยาน และเป้ารถยนต์บรรทุก ด้วยปืนกลหนัก 12.7mm และทหารราบถือเครื่องยิงจรวด 2เป้าด้วยปืนกลร่วมแกน 7.62mm
ทีมรัสเซีย และทีมจีน สามารถทำคะแนนการยิงเป้าหมายต่างได้อย่างแม่นยำแม้ว่าจะพลาดบางเป้า ส่วนทีมคาซัคสถาน และทีมเบลารุส  ทำการยิงเป้าหมายพลาดเป้ามากกว่าสองทีมแรกบ้าง
อย่างไรก็ตามผลการแข่งในสนามวิบากนั้นรัสเซีย คาซักสถาน จีน และเบลารุส ทำเวลาได้เร็วสุดตามลำดับ ทำให้ผลการแข่งรางวัลชนะเลิศอันดับที่1คือ รัสเซีย อันดับที่2 คาซัคสถาน อันดับที่3 จีน และอันดับ4 เบลารุส

จะเห็นได้ว่าการแข่งรถถังหลักนานาชาติ Tank Biathlon 2017 ปีนี้นอกจากความชำนาญในการควบคุมรถถังและการบริหารเวลาในแต่ละวงรอบของการวิ่งแข่งในสนามวิบากแล้ว สมรรถนะของตัวรถถังที่นำมาเข้าแข่งขันนั้นมีความสำคัญมากเช่นกัน
โดยทีมจีนที่ใช้ Type 96B ของตนเองที่ติดเครื่องยนต์ดีเซลกำลัง 1,000HP และทีมเบลารุสที่ใช้ T-72BME ซึ่งมีระบบควบคุมการยิงที่ทันสมัยของตนเองนั้น ทำให้มีข้อได้เปรียบมากถ้าเทียบกับ T-72B3 ที่ทีมชาติที่ลงแข่งยืมรัสเซียมาใช้ที่ติด ย.ดีเซลกำลัง 840HP และกล้องเล็ง SOSNA-U
ยกเว้นรถถังหลัก T-90S Brishma ทีมอินเดียที่มีความทันสมัยทั้งระบบควบคุมการยิงและเครื่องยนต์ 1,000HP แต่ก็น่าเสียดายที่การแข่งรอบ Semi-Final เครื่องยนต์เกิดขัดข้องในช่วงท้ายการแข่งจนต้องถอนตัวตกรอบตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/08/tank-biathlon-2017-semi-final.html)

Result of Sniper Frontier 2017 Thailand team taked 15th place with WRONG National Flag picture(that Tajikistan flag)
http://armygames2017.mil.ru/results_of_contests_ru

ผลสรุปการแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier 2017 หนึ่งในการแข่งทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ที่จัดขึ้นที่สนามฝึกใช้อาวุธ Gvardeisky ของกองทัพคาซัคสถานใน Otar คาซัคสถาน ที่ประกาศในวันที่ ๘ สิงหาคมนั้น
รางวัลผู้ชนะการแข่งพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 ชนะเลิศอันดับที่๑ คาซัคสถาน(เจ้าภาพ) อันดับที่๒ รัสเซีย(เจ้าภาพร่วม) อันดับที่๓ จีน(เจ้าภาพร่วม) อันดับที่๔ เบลารุส และอันดับที่๕ อุซเบกิสถาน
โดยอันดับคะแนนของทีมกองทัพไทยยังอยู่อันดับที่๑๕ เหนืออันดับที่๑๖ แอฟริกาใต้ และอันดับที่๑๗ กรีซ เช่นเดียวกับผลคะแนนการแข่งในรอบแรกตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/08/sniper-frontier-2017_9.html)
ซึ่งนับเป็นผลงานที่ไม่สู้ดีสำหรับกำลังพลชุดพลซุ่มยิงของ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย ศตก.บก.ทท(CTOC: Counter Terrorist Operations Center)

อย่างไรก็ตามที่เห็นได้จากภาพตารางอันดับผลการแข่งใน Website ทางการของกระทรวงกลาโหมรัสเซียที่ลงธงชาติไทยผิดเป็นธงชาติทาจิกิสถานนั้น ก็แสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้ใส่ใจอะไรกับไทยเราซึ่งเป็นชาติ ASEAN ประเทศเดียวในการแข่ง Sniper Frontier 2017 เลย
ก็เหมือนกับที่คนชาติตะวันตกส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าประเทศไทย(Thailand) ก็คือไต้หวัน(Taiwan) คนรัสเซียก็เข้าใจว่าประเทศไทยก็คือทาจิกิสถาน(Tajikistan) ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของอดีตสหภาพโซเวียต
เช่นเดียวกับลาวชาติ ASEAN เดียวในการแข่งรถถัง Tank Biathlon ที่คนรัสเซียอ่านชื่อผิดเป็น 'ลา-ออส' ที่แสดงให้เห็นว่าฝรั่งไม่ว่าชาติใด ก็ไม่เคยใส่ใจชาวกลุ่มประเทศ ASEAN จริงจัง เห็นได้จากตัวอย่างเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
แม้ว่าอาจจะมองดูเป็นเรื่องความผิดพลาดเล็กน้อยก็จริง แต่ส่วนตัวมองว่ากองทัพไทยควรจะต้องพิจารณากันใหม่ว่า เราควรจะส่งกำลังพลไปลงแข่งในปีต่อไปโดยเตรียมตัวให้พร้อมมากกว่านี้ หรือควรจะขยายไปการแข่งรายการอื่นที่แข่งอย่างไรกลุ่มประเทศเจ้าภาพก็ได้รางวัลชนะเลิศหรือไม่ครับ

วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ภาพเปิดเผยเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH กองทัพอากาศไทยครั้งแรก

fire fighting training at Korea Aerospace Industries was revealed first photo of T-50TH Lead-In Fighter Trainer for 401st Squadron, Wing 4, Royal Thai Air Force
https://www.instagram.com/p/BU0IHY5BaUT/?taken-by=kim_myonghun

ภาพใน Instagram ของการฝึกการดับเพลิงร่วมของโรงงานอากาศยาน Korea Aerospace Industries สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ได้เปิดเผยภาพเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ KAI T-50TH ของกองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) ในสายการผลิตของโรงงานเป็นครั้งแรก
แม้ว่าภาพที่ปรากฎจะมีขนาดเล็ก(ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นภาพตัดต่อหรือไม่) แต่ก็เห็นรายละเอียดได้ส่วนหนึ่งว่าเครื่องบินฝึกขับไล่ T-50TH สีพรางเทาที่ปรากฎในภาพนั้นติดเครื่องหมายธงชาติไทย และหมายเลขเครื่องและสัญลักษณ์มังกรไฟของ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี
โดยเครื่องยังประกอบไม่เสร็จสมบูรณ์ในส่วนของกระจกครอบห้องนักบิน(Canopy) ที่ติดรองพื้นอยู่ และในส่วนด้านท้ายเครื่องที่ยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F404-GE-102

กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50TH ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท($108 million) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) ซึ่งภาพที่ปรากฎน่าจะเป็นเครื่องชุดแรก ๔เครื่องดังกล่าว
ต่อมาวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐(2017) กระทรวงกลาโหมไทยได้ส่งเรือให้คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50TH ระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่อง วงเงินประมาณ ๘,๘๐๐ล้านบาท($258 million) ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามสัญญากับ KAI ภายหลังในเร็วๆนี้
โดยกองทัพอากาศไทยยังมีความต้องการจัดหา T-50TH ในระยะที่๓ อีกราว ๔เครื่องเพื่อให้ครบฝูงรวม ๑๖เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ฝึก บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART เชคที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994) ซึ่งล้าสมัยและมีโครงสร้างอากาศยานกับเครื่องยนต์ที่อายุการใช้งานสั้น

ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยได้ส่งนายทหารนักบินชุดแรก ๖นาย พร้อมช่างอากาศยานและเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมการบิน TAI(Thai Aviation Industries) รวม ๔๐นาย
เข้ารับการฝึกและถ่ายทอด Technology ที่สาธารณรัฐเกาหลีระหว่างวันที่ ๒๑ พฤษภาคม-๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ทั้งในส่วนของบริษัท KAI และกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(Republic of Korea Air Force)
คาดว่าเครื่องบินขับไล่ฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH ของกองทัพอากาศไทยจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้ โดยกองทัพอากาศไทยมีกำหนดการรับมอบ KAI T-50TH เครื่องชุดแรก ๔เครื่องในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/kai-t-50th.html)

ชื่อของ PAK FA คือเครื่องบินขับไล่ Su-57 และรัสเซียปฏิเสธการอ้างว่าอินเดียไม่พอใจ MiG-29K

Russia’s 5th-generation fighter jet named as Su-57
Russian state-of-the-art fighter jet took to the skies for the first time in 2010
http://tass.com/defense/960000

Russian army to start getting 5th-generation fighter jets in 2018
T-50 with the advanced engine would perform its debut flight in the fourth quarter of 2017
http://tass.com/defense/960039

เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Sukhoi T-50 PAK FA ได้รับดัชนีอนุกรมอย่างเป็นทางการในชื่อเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-57
ตามที่พลอากาศโทพิเศษ(Colonel General) Viktor Bondarev ผู้บัญชาการกองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ TV Zvezdaเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม

"การตัดสินใจนี้ได้มีขึ้นแล้วและเครื่องบินได้รับการตั้งชื่อเหมือนเด็กแรกเกิด Su-57 เป็นชื่อที่ตอนนี้เราจะเรียกมัน T-50 หรือ Su-57 จะถูกเปิดตัว มันจะเริ่มการส่งมอบให้กองทัพอากาศรัสเซียในปีหน้า นักบินจะเรียนรู้ที่จะปฏิบัติการกับพวกมัน" นายพล Bondarev กล่าว
สื่อได้รายงานก่อนหน้านี้โดยการอ้างจากแหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมอากาศยานรัสเซียว่าเครื่องบินขับไล่ Sukhoi T-50 จะได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า Su-57

เครื่องบินขับไล่ PAK FA(Perspective Aviation Complex of Frontline Aviation) เครื่องต้นแบบเครื่องแรกได้ทำการบินขึ้นครั้งแรกในปี 2010 ตามที่ได้รายงานก่อนหน้างานออกแบบการทดลองของเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยนี้ควรจะเสร็จสิ้นภายในปี 2019
Yuri Slyusar ผู้อำนวยการบริหาร United Aircraft Corporation(UAC) กลุ่มเครืออุตสาหกรรมอากาศยานรัสเซียกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ Su-57 ในชุดก่อนสายการผลิตจริงจะมีจำนวน 12เครื่อง โดยจะส่งมอบเครื่องแรกได้ในปี 2018

มีรายงานว่าเครื่องยนต์ไอพ่นหลักขั้นก้าวหน้าที่จะใช้ติดตั้งกับ Su-57 ควรจะเปิดตัวได้ในไตรมาสที่4 ของปี 2017นี้ ปัจจุบันเครื่องยนต์ไอพ่นที่ถูกเรียกว่าเครื่องยนต์ระยะแรกคือ 117S ได้ถูกติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ต้นแบบของรัสเซียแล้ว

ส่วนเครื่องยนต์แบบใหม่ที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อและถูกกำหนดตามแบบว่าเป็นเครื่องยนต์ระยะที่สองครับ

Russia refutes claim India unhappy with MiG-29K fighters
Media reports that the Indian Navy is unhappy with its carrier-based MiG-29K fighters have been refuted by Russian Aircraft Corporation. (US Navy)
http://www.janes.com/article/73018/russia-refutes-claim-india-unhappy-with-mig-29k-fighters

รัสเซียได้ปฏิเสธการอ้างของสื่อว่ากองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy)ไม่พอใจกับความน่าเชื่อถือและการบริการของเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน MiG-29K(NATO กำหนดรหัส Fulcrum-D) ตามการแถลงด้วยข้อความที่รุนแรงซึ่งถูกส่งให้ Jane's เมื่อ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา
Russian Aircraft Corporation(RAC) รัสเซียกล่าวว่าการอ้างที่มีในบทความสหรัฐฯล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาการบำรุงรักษาอย่างร้ายแรงที่กองทัพเรืออินเดียมีประสบการณ์จากเครื่องบินขับไล่ MiG-29K จำนวน 45เครื่องของตนนั้น "ไม่เป็นความจริงเด็ดขาด"

"เราขอปฏิเสธทุกทางทุกข้อกล่าวหาในเชิงทุกในบทความที่เกี่ยวกับ...MiG-29 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบเดียวบนเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ทั้งเราและหุ้มส่วนเราไม่ได้รับข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการใดๆเกี่ยวกับปัญหาในการปฏิบัติการกับเครื่องบินขับไล่ MiG รัสเซีย
มันควรจะอ้างถึงว่าเครื่องบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya และ INS Vikrant ได้ถูกปรับแต่งเพื่อบรรทุกอากาศยานที่รัสเซียออกแบบรวมถึง MiG-29K/KUB ระบบทางเทคนิคทั้งหมดของเรือ, radar และระบบอื่นๆบนเรือถูกผลิตในรัสเซียและถูกออกแบบเพื่อปฏิบัติการเฉพาะกับเครื่องบิน MiG"
RAC รัสเซียกล่าวในการแถลง

ในบทความต้นฉบับที่กระตุ้นให้ RAC ออกมาปกป้อง MiG-29K ของตนนั้น เจ้าหน้าที่กองทัพเรืออินเดียที่ไม่ระบุชื่อกล่าว่าเครื่องบินขับไล่ MiG-29K กำลังได้รับการสูญเสียจากความเสียหายตามการใช้งานปกติที่เกิดขึ้นกับการปฏิบัติงานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าชิ้นส่วนหลักของเครื่องทั้งหมดควรจะต้องได้รับการซ่อมโดยรัสเซียที่เป็นผลเนื่องมาจากโครงสร้างข้อตกลงการจัดซื้อว่าเป็นอย่างไร

ตามรายงานก่อนหน้านี้กองทัพเรืออินเดียประสบปัญหาจำนวนมากกับเครื่องบินขับไล่ MiG-29K/MiG-29KUB ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเครื่องของอินเดียนั้นมีความแตกต่างจาก MiG-29K ที่กองทัพเรือรัสเซียสร้างเพื่อประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ตนเอง
ซึ่งรายการอุปกรณ์ของ MiG-29K/KUB อินเดียวส่วนหนึ่งที่ผลิตจากยูเครนและตะวันตกได้รับผลกระทบจากการระงับการส่งออกยุทโธปกรณ์ให้รัสเซีย อินเดียจึงต้องนำเข้ามาเองและมาติดตั้งกับเครื่องของตนโดยตรง(http://aagth1.blogspot.com/2016/07/vikramaditya-mig-29k.html)

เช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ซึ่งเดิมคือเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Gorshkov ก่อนที่จะเข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียได้ในปี 2013 การดัดแปลงเรื่องใหม่มีปัญหาความล่าช้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงบานปลายมาก
ซึ่งการดัดแปลงเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ที่เดิมปฏิบัติการด้วยอากาศขึ้นลงทางดิ่งเช่นเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขับไล่ขึ้นลงทางดิ่ง Yak-38 ให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน STOBAR(Short Take-Off But Arrested Recovery) ยังไม่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นอีกมาก

ทั้งนี้กองทัพเรืออินเดียได้ประกาศโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบใหม่(MRCBF: Multi-Role Carrier Borne Fighters) จำนวน 57เครื่อง สำหรับประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ที่ประจำการแล้วและ INS Vikrant ที่กำลังสร้าง
หลังจากที่เครื่องบินขับไล่ Tejas รุ่นปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน(Tejas Navy/Naval LCA) ที่พัฒนาโดย Hindustan Aeronautics Limited(HAL)อินเดียเองถูกยกเลิกโครงการไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_29.html)

เครื่องบินขับไล่ที่คาดว่าจะถูกนำเสนอในโครงการ MRCBF กองทัพเรืออินเดียมีเช่น Dassault Rafale M ฝรั่งเศส รวมถึง SAAB Gripen M(หรือ Sea Gripen เดิม) เป็นต้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/03/saab-gripen-m-gripen-cd.html)
อย่างไรก็ตามสำหรับเครื่องบินขับไล่ MiG-29K รัสเซียนั้นจะยังคงเป็นกำลังเครื่องบินขับไล่หลักประจำเรือบรรทุกเครื่องบินอินเดียต่อไปจนกว่าจะมีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบใหม่ครับ

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สหรัฐฯอนุมัติการขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II สำหรับเรือฟริเกต ร.ล.ท่าจีน กองทัพเรือไทย

Government of Thailand – RGM-84L Harpoon Block II Surface Launched Missiles
WASHINGTON, Aug. 10, 2017 - The State Department has made a determination approving a possible Foreign Military Sale to the Government of Thailand for RGM-84L Harpoon Block II Surface Launched Missiles.
http://www.dsca.mil/major-arms-sales/government-thailand-rgm-84l-harpoon-block-ii-surface-launched-missiles

Royal Thai Navy's new Frigate FFG-471 HTMS Tachin launching ceremony at Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) Okpo-Dong shipyard, Geoje, South Gyeongsang, Busan, Republic of Korea, 23 January 2017
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1408382035879815
https://www.facebook.com/prthainavy

DSME DW3000H Frigate model at 3rd Ship Tech 2016 (My own Photo)

กระทรวงการต่างประเทศได้มีมติอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II ให้รัฐบาลไทยในรูปแบบการขาย Foreign Military Sale วงเงินประมาณ $24.9 million(ประมาณ ๘๓๑ล้านบาท)
สำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DCSA: Defense Security Cooperation Agency) ที่ประกาศเอกสารแจ้งการรับรองไปยังสภา Congress เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคมที่ผ่านมา

รัฐบาลไทยได้ร้องขอความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II จำนวน ๕นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีฝึก RTM-84L Harpoon Block II จำนวน ๑นัด
รวมถึงชุดบรรจุ, อะไหล่และชิ้นส่วนการซ่อม, การสนับสนุนและอุปกรณ์ทดสอบ, สิ่งพิมพ์และเอกสารทางเทคนิค, การฝึกกำลังพลและอุปกรณ์การฝึก รัฐบาลสหรัฐฯและตัวแทนผู้รับสัญญาจะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค, วิศวกรรม และบริการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องในโครงการ

การเสนอการขายนี้จะเป็นการสนับสนุนต่อนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชาติของสหรัฐฯในการช่วยสร้างความแข็งแกร่งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์สหรัฐ-ไทย
และเพิ่มความมั่นคงของหุ้นส่วนที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การขยายขีดความสามารถในประสิทธิภาพการป้องกันเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของไทย

ไทยจะนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II ไปติดตั้งใช้กับเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓) ซึ่งเป็นเรือฟริเกตแบบ DW3000 ที่สร้างโดยบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_23.html)
การขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II และการสนับสนุนจะเพิ่มศักยภาพความเป็นหุ้นส่วนทางทะเลของกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon มาก่อนแล้วและจะไม่มีปัญหาใดๆในการนำมาใช้ในกองทัพเรือไทย

ผู้รับสัญญาหลักคือบริษัท Boeing ใน St.Luis ในมลรัฐ Missouri โดยไม่มีข้อตกลงชดเชยใดๆเสนอในการเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ในในการขายนี้ โดยไม่มีผลกระทบด้านความพร้อมด้านกลาโหมของสหรัฐฯ และด้านความมั่นคงใดๆในภูมิภาคนี้
การดำเนินการขายนี้จะมีความจำเป็นที่บุคลากรของรัฐบาลสหรัฐฯและตัวแทนผู้รับสัญญาจะต้องเดินทางไปประจำประเทศไทย เพื่อสรุปทางเทคนิค, สนับสนุน และควบคุมการทำงาน เป็นเวลาประมาณ ๕ปี

อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II เป็นหนึ่งในระบบอาวุธของสหรัฐฯที่กองทัพเรือไทยเลือกมาติดตั้งกับโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓)
ร่วมกับระบบป้องกันระยะประชิดปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน Phalanx CIWS 20mm และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ พร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launch System) ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯครับ

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger เยอรมนีใบพัดหักกลางอากาศก่อนตกที่มาลี

German Tiger 'broke up' prior to crashing
Reuters has said that a report into the loss of a German Tiger attack helicopter in Mali has found that the main rotor blades separated prior to the crash. (Bundeswehr)
http://www.janes.com/article/72999/german-tiger-broke-up-prior-to-crashing

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Airbus Helicopters EC665 Tiger กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ที่เกิดเหตุตกระหว่างปฏิบัติภารกิจที่มาลีจนนักบินทั้งสองนายเสียชีวิตนั้น มีรายงานว่าเครื่องเกิดการแตกหักกลางอากาศก่อนที่จะตก
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมว่ากระทรวงกลาโหมเยอรมนีรายงานการพบว่าใบพัดประธานของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger ได้แยกตัวออกจากเครื่องเป็นระยะเวลาสั้นๆก่อนที่เครื่องจะตกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ในช่วงที่เกิดเหตุดังกล่าวกองทัพเยอรมนีกล่าวว่า ฮ.โจมตี Tiger ที่สูญเสียไปนั้นเกิดจากเหตุการณ์ที่ 'ไม่สามารถอธิบายได้' และการกระทำจากฝ่ายข้าศึกถูกเชื่อว่าไม่ได้เป็นสาเหตุในกรณีนี้
"ตามข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ เมื่อเครื่องได้เริ่มลดระดับลง ชิ้นส่วนของตัวอากาศยานเกิดการแตกหักซึ่งรวมถึงใบพัดประธานที่ความเร็ว 250km/h(135knots) ที่ความสูง 1,800ft.(550m) ซึ่งเครื่องได้กดหัวดิ่งร่วงลงเป็นแนวชันทันทีก่อนจะตกและระเบิดเป็นไฟลุกท่วมใน 10วินาที" Reuters รายงาน

ตามที่รายงานชั่วคราวของกระทรวงกลาโหมเยอรมนีซึ่งยังไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะกล่าว ยังไม่เป็นที่ชัดเจนจากบทความของ Reuters ไม่ว่าจะการสูญเสียใบพัดเป็นสาเหตุของการตก หรือการที่ใบพัดแยกตัวจากเครื่องยังไม่มีรายงานผลสรุปในเหตุขั้นต้น
โดย Jane's ไม่สามารถเข้าถึงกระทรวงกลาโหมเยอรมนีเพื่อขอความเห็นได้ ขณะที่ทางบริษัท Airbus Helicopters ผู้ผลิตเครื่องกล่าวว่าจะสนับสนุนกองทัพบกเยอรมนี(Heer) ในการสอบสวนสาเหตุ

"เรารับทราบรายงานชั่วคราวและเตรียมการเพื่อจะสนับสนุนการสอบสวนเมื่อมีความต้องการจากผู้มีอำนาจ ในระหว่างนี้เราจะไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติม" โฆษกของ Airbus Helicopters กล่าว
นอกจากกองทัพบกเยอรมนีที่มีเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger UHT ประจำการราว 27เครื่อง ฮ.โจมตี Tiger ยังมีประจำการในกองทัพบกฝรั่งเศษรุ่น Tiger HAP 40เครื่อง และ Tiger HAD 40เครื่อง กองทัพบกสเปนรุ่น Tiger HAD 24เครื่อง และกองทัพบกออสเตรเลียรุ่น Tiger ARH 22เครื่อง

กองทัพบกเยอรมนีได้วางกำลัง ฮ.โจมตี Tiger UHT 4เครื่อง ร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป NH90 4เครื่องที่มาลีเมื่อต้นปีนี้ เพื่อสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพหลังจากที่กองทัพเนเธอร์แลนด์ถอนกำลังเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache ของตนไป
ซึ่งชาติสมาชิก NATO ในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ส่งกำลังทหารเพื่อสนับสนุนการรักษาสันติภาพในมาลีที่มีความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผลการแข่งรถถังหลักนานาชาติ Tank Biathlon 2017 รอบ Semi-Final


Tank Biathlon 2017 3rd semi-final race T-90S Brishma India team vs Type 96B China team(TV Zvezda tvzvezda.ru/)



Tank Biathlon 2017 3rd semi-final race Type 96B China team (1st place)(TV Zvezda tvzvezda.ru/)



Tank Biathlon 2017 3rd semi-final race T-90S Brishma India team (4th place) Withdrawal by Tank's Engine Malfunction(TV Zvezda tvzvezda.ru/)

ผลการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2017 ที่สนามฝึก Alabino, Moscow รัสเซีย ในการแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม
ซึ่งเป็นแข่งรอบก่อนชิงชนะเลิศ(Semi-Final Stage)ซึ่งมีทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบนี้ 12ประเทศคือ รัสเซีย เบลารุส จีน อินเดีย คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน คีร์กีซสถาน เซอร์เบีย มองโกเลีย อาร์มีเนีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา

ผลการแข่งรอบ Semi-Final กลุ่มที่1 วันที่ 8 สิงหาคม อันดับที่1 รัสเซีย(เจ้าภาพ) อันดับที่2 อาเซอร์ไบจาน อันดับที่3 เซอร์เบีย และอันดับที่4 คีร์กีซสถาน
โดยการแข่งในกลุ่มที่1 ซึ่งทุกชาติที่ใช้รถถังหลัก T-72B3 ในการแข่งนั้น ทีมรถถังรัสเซียทั้งสามทีมยังคงทำเวลาในสนามวิบากทีมละสี่วงรอบได้ดีที่สุด และมีความแม่นยำในการยิงเป้าหมายต่างๆแม้จะมีความผิดพลาดเล็กน้อยก็ตาม

ผลการแข่งรอบ Semi-Final กลุ่มที่2 วันที่ 9 สิงหาคม อันดับที่1 เบลารุส อันดับที่2 คาซัคสถาน อันดับที่3 อาร์มีเนีย และอันดับที่4 มองโกเลีย
โดยการแข่งกลุ่มที่2 เบลารุสใช้รถถังหลัก T-72BME ที่ตนปรับปรุงเอง ซึ่งแข่งกับคาซัคสถานอย่างสูสีที่ใช้ T-72B3 เช่นเดียวกับ อาร์มีเนีย และมองโกเลีย แต่เบลารุสก็ทำเวลาและคะแนการยิงเป้าหมายได้ดีจนชนะในที่สุด

ผลการแข่งรอบ Semi-Final กลุ่มที่3 วันที่ 10 สิงหาคม อันดับที่1 จีน อันดับที่2 อิหร่าน อันดับที่3 เวเนซุเอลา และอันดับที่4 อินเดีย ซึ่งถอนตัวจากการแข่ง
ที่จริงผลการแข่งในสนามสี่วงรอบแรกของทีม1นั้น รถถังหลัก T-90S Brishma อินเดีย ทำคะแนนการยิงเป้าหมายและเวลาได้ดีกว่า รถถังหลัก Type 96B จีน แต่ก็ถูกทีม2 จีนแซงไปในการแข่งสี่วงรอบที่สอง และทีมอินเดียพลาดในสี่วงรอบท้ายที่รถเกิดปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องจนต้องถอนตัวไป

จึงค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่าทีมชาติที่ได้เข้าไปแข่ง Tank Biathlon 2017 รอบชิงชนะเลิศ(Final Stage) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแข่ง International Army Games 2017 นั้น
จะมีทีมรัสเซียที่ใช้รถถังหลัก T-72B3 ทีมเบลารุสที่ใช้รถถังหลัก T-72BME และทีมจีนที่ใช้รถถังหลัก Type 96B ของตนเองทั้งสามทีม และคาซัคสถานที่เป็นชาติสุดท้ายที่เข้ารอบนั้นจะใช้ T-72B3 เช่นเดียวกับรัสเซียครับ

อินโดนีเซียหารือการจัดหาเรือดำน้ำ Kilo รัสเซีย และอียิปต์รับมอบเรือดำน้ำ Type 209 เยอรมนีลำที่สอง

Russia, Indonesia still discussing delivery terms for Project 636 submarines
Russia's new Project 636.3 (Varshavyanka) diesel-electric submarine (SSK) "B-261 Novorossiysk" transiting in Belgium's EEZ. File Picture: Belgian Navy
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/august-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5463-russia-indonesia-still-discussing-delivery-terms-for-project-636-submarines.html

อินโดนีเซียยังคงการเจรจาหารือกับรัสเซียในการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 636 Varshavyanka(NATO กำหนดรหัส Improved Kilo)
พร้อมกับการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr(NATO กำหนดรหัส SS-N-27 Sizzler) ตามที่ทูตอินโดนีเซียประจำรัสเซีย Wahid Supriyadi ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซีย Rambler News Service
"อินโดนีเซียต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำชั้นนี้ แต่การพูดคุยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนระยะยาวซึ่งยังมีประเด็นทางเทคนิคหลายอย่างที่ควรจะต้องหารือโดยทั้งสองประเทศ" Supriyadi ทูตอินโดนีเซียประจำรัสเซียตอบคำถามเรื่องแผนการจัดซื้อเรือดำน้ำรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ผู้ช่วยที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซียด้านความร่วมมือทางทหารและเทคนิค Vladimir Kozhin กล่าวว่าเรือดำน้ำชั้น Project 636 ที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr เป็นความต้องการมากที่สุดของเรือดำน้ำในตลาดทั่วโลกปัจจุบันนี้
"อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย และประเทศอื่นๆบางรายกำลังอยู่ในตามลำดับ นี่เป็นโครงการที่มีความต้องการมากที่สุด" นาย Kozhin กล่าวในงานแสดงยุทโธปกรณ์ทางทะเล  International Maritime Defense Show (IMDS 2017) ที่ Saint Petersburg เมื่อ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม
ตามที่เขากล่าวรัสเซียได้ส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Project 636 ให้กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(Vietnam People's Navy)ครบทั้ง 6ลำแล้วในปี 2017นี้ตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/5-5-kilo-6.html)

กองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia–Angkatan Laut) มีเเรือดำน้ำชั้น Cakra(Type 209/1300) 2ลำจากเยอรมนี คือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ซึ่งได้รับการปรับปรุงความทันสมัยเพื่อยืดอายุการใช้งานต่อไปแล้ว
และกำลังอยู่ในระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Nagapasa(DSME 1400T หรือ Type 209/1400) จากสาธารณรัฐเกาหลี 3ลำคือ KRI Nagapasa 403 ที่ได้รับมอบแล้ว, KRI Ardadedali 404 และ KRI Alugoro 405 ที่ลำสุดท้ายจะสร้างอินโดนีเซียตามการถ่ายทอด Technology
ทั้งนี้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีความต้องการในการมีกองกำลังเรือดำน้ำรวมทั้งหมด 12 โดยกำลังพิจารณาแบบเรือจากหลายประเทศ ทั้ง Scorpene ฝรั่งเศส และ Type 214 เยอรมนีที่ต่อในตุรกีตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/dcns-pt-pal-dsme.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/05/type-214-aip.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/07/dsme1400.html)

ทางด้านกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy) นั้นตามแผนการปรับปรุงกองทัพเรือ มีความต้องการในการจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าประมาณ 3ลำ ภายในปี 2018-2023
อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณกลาโหมของฟิลิปปินส์ ทำให้ยังจำเป็นต้องมีการจัดหาเรือประเภทต่างๆที่ยังความจำเป็นต้องการอีกมาก ทำให้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของฟิลิปปินส์ยังไม่มีความแน่นอน
ส่วนกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy)ได้มีเลือกแบบเรือดำน้ำ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เพิ่งจะมีการลงนามระยะที่๑ จำนวน ๑ลำเมื่อ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html) จากความต้องการทั้งโครงการ ๓ลำครับ

Second Type 209 sub handed over to Egypt
The second Type 209 submarine ordered by Egypt is handed over at the TKMS yard in Kiel on 8 August 2017. (Egyptian Ministry of Defence)
http://www.janes.com/article/72972/second-type-209-sub-handed-over-to-egypt

วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพเรืออียิปต์ได้รับมอบเรือดำน้ำ S42(หมายเลขเรือ 864) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำชั้น Type 209/1400 ลำที่สองจาก 4ลำที่สั่งจัดหาจากบริษัทอู่ต่อเรือ ThyssenKrupp Marine Systems(TKMS) ใน Kiel เยอรมนี ตามการแถลงของกระทรวงกลาโหมอียิปต์
เรือดำน้ำ Type 209/1400 ลำแรกของกองทัพเรืออียิปต์คือ S41(861) ได้ถูกส่งมอบในเดือนธันวาคมปี 2016 และเดินทางถึงฐานทัพเรือ Alexandria เมื่อเดือนเมษายนตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/type-2091400-alexandria.html)
ทั้งนี้เรือดำน้ำ S41 ได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือ Medusa 2017 ระหว่างกองทัพเรืออียิปต์และกองทัพเรือกรีซ(Hellenic Navy) ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-3 สิงหาคมที่ผ่านมาด้วยครับ

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทีมกองทัพไทยได้อันดับที่๑๕ ในรอบแรกการแข่งพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier 2017

Counter Terrorist Operations Center(CTOC) Royal Thai Armed Forces Headquarters's team take 15th place in first Stage of Sniper Frontier 2017 of International Army Games 2017 at Gvardeisky training area, Otar, Kazakhstan

THE SNIPPER FRONTIER THE RESULTS OF THE FIRST STAGE(4 August 2017)

RATING THE FIRST THREE EXERCISES OF THE FIRST STAGE(1-3 August 2017)
http://armygames2017.mil.ru/results_of_contests_ru

การแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier 2017 หนึ่งในการแข่งทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ที่จัดขึ้นที่สนามฝึกใช้อาวุธ Gvardeisky ของกองทัพคาซัคสถานใน Otar คาซัคสถาน
ซึ่งกองทัพไทยได้ส่งตัวแทนกำลังพลจาก ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย ศตก.บก.ทท. ลงแข่งเป็นครั้งแรกในปีนี้นั้น
รายงานผลการแข่งขันในรอบแรกช่วงวันที่ ๑-๔ สิงหาคม จาก Website กระทรวงกลาโหมรัสเซียก็อย่างที่เห็นครับคือ ทีมกองทัพไทยได้คะแนนรวมเป็นอันดับที่๑๕ เป็นที่สามในท้ายตารางรองจากอันดับที่๑๖ แอฟริกาใต้ และอันดับที่๑๗ กรีซ

ผลการแข่ง Sniper Frontier 2017 ในรอบแรก(First Stage) อันดับที่๑ คาซัคสถาน(เจ้าภาพ) อันดับที่๒ รัสเซีย(เจ้าเหรียญรางวัล) อันดับที่๓ จีน(รองเจ้าเหรียญรางวัล) อันดับที่๔ อุซเบกิสถาน และอันดับที่๕ เบลารุส
ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลการแข่งนั้นทีมประเทศที่ได้คะแนนอันดับต้นๆจะเป็นกลุ่มเจ้าภาพร่วมและชาติพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซีย โดยประเทศที่เพิ่งจะลงแข่งปีนี้เป็นปีแรกนั้นส่วนใหญ่ยังทำคะแนนไม่ได้ดีนักถ้าเทียบกับชาติที่ลงแข่งมาก่อน
โดยเฉพาะกรีซซึ่งเป็นชาติสมาชิก NATO เดียวที่ลงแข่งครั้งแรกใน Sniper Frontier 2016 ปีที่แล้วนั้น ก็ยังคงที่อันดับที่โหลสุดในตารางเช่นเดิมในการแข่ง Sniper Frontier 2017 ปีนี้

เห็นได้ชัดเจนว่าทีมแข่งกองทัพไทยคงจะตกรอบการแข่งพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 แน่นอนแล้ว แม้ว่าตัวแทนกองทัพไทยที่ลงแข่งคือกำลังพลของ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายสากลระดับหัวกะทิของกองทัพไทยก็ตาม
เพราะนอกจากกติกาและการบังคับใช้อาวุธในการแข่งทั้ง ปืนพก Makarov 9mm, ปืนซุ่มยิง Dragunov SVDM 7.62mm และลูกระเบิดขว้าง RGD-5 ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่มีประจำการในกองทัพไทยและตำรวจไทยทั้งสี่เหล่าทัพแล้ว
การแข่ง International Army Games นี้ยังเน้นพละกำลังของกำลังพลเป็นอย่างมากในการวิ่งทำเวลาในการแข่งแต่ละรอบ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทหารไทยแข่งความแม่นยำในการยิงอาวุธปืนได้ และสรีระร่างกายไม่แข็งแรงเท่าทหารอุซเบกิสถาน(ที่๔)ทหารมองโกเลีย(ที่๖) และทหารอาร์มีเนีย(ที่๙) ที่ลงแข่งด้วยในกลุ่มเดียวกัน




ส่วนตัวมองว่าถ้ากองทัพไทยจะยังคงมีแนวคิดจะส่งตัวแทนลงแข่งขันในรายการการแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games ต่อไปไม่ว่าจะ
ในการแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier ปีต่อไป หรือขยายไปการแข่งอื่นๆเช่นการแข่งขันครัวสนามนานาชาติ Field Kitchen ที่เห็นตัวแทนกองทัพบกไทยไปดูการแข่งที่รัสเซียนั้น
ก็ควรที่จะพิจารณาให้ดีอีกครั้งครับว่า กติกาการแข่ง อาวุธ และอุปกรณ์ที่กำหนดมาให้ใช้ ที่เอื้ออำนวยให้รัสเซียกับชาติพันธมิตรชนะและปิดประตูแพ้ทีมกองทัพไทยแบบนี้ เราควรจะเตรียมตัวให้พร้อมมากกว่านี้ก่อนถ้าจะไปลงแข่งอีกดีหรือไม่ครับ

อิสราเอลงดบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache หลังเกิดอุบัติเหตุตก

Israel grounds Apaches after fatal crash
Israel has grounded all of its AH-64A and AH-64D attack helicopters after one crew member was killed and another seriously injured in an incident at Ramon Air Base on 7 August. Source: IHSMarkit/Gareth Jennings
http://www.janes.com/article/72942/israel-grounds-apaches-after-fatal-crash

กองทัพอากาศอิสราเอลได้สั่งงดบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64 Apache ที่มีอยู่ทั้งหมดทุกเครื่องระหว่างการสอบสวนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุตกร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา
ตามประกาศบน Facebook Page ของกองทัพอากาศอิสราเอล คำสั่งงดบินมีขึ้นกับทุกกองพลบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีจนกว่าการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิด ณ ฐานทัพอากาศ Ramon จะเสร็จสิ้น
ยังไม่มีรายละเอียดใดๆที่เปิดเผยสภาพโดยรอบจากที่เหตุตก ยกเว้นรายงานว่านักบินประจำเครื่องทั้ง 2นายนั้น มี 1นายเสียชีวิต และอีก 1นายได้รับบาดเจ็บสาหัส

กองทัพอากาศอิสราเอลได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64A 'Peten'(ภาษาฮีบรูแปลว่า งูเห่า) ชุดแรกจาก 42เครื่องในปี 1990(มี 24เครื่องที่ยังประจำการอยู่)
และเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D 'Saraf'(ภาษาฮีบรูหมายถึง พญางูมีปีกพ่นไฟ) 21เครื่องตามมาในปี 2005(ซึ่งยังคงประจำการอยู่ 20เครื่อง)
กองทัพอากาศอิสราเอลไม่ได้เปิดเผยว่า ฮ.โจมตี Apache ที่ตก ณ ฐานทัพอากาศ Ramon นั้นเป็นเครื่องรุ่นใด

เดิมกองทัพอากาศอิสราเอลจัดหา ฮ.โจมตี Apache เพื่อนำมาปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1E/F Cobra(หรือ 'Tsefa' ภาษาฮีบรูแปลว่างูพิษ Viper ในประจำการของกองทัพอากาศอิสราเอล) 33เครื่อง
ปัจจุบัน Apache เป็น ฮ.โจมตีแบบเดียวที่ประจำการในกองทัพอากาศอิสราเอล หลังการปลดประจำการ ฮ.โจมตี Cobra ในปี 2013 หลังจากที่ได้ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการรบในสงครามต่างๆของอิสราเอลมากว่า 30ปี
โดยในปี 2014 อิสราเอลได้ส่งมอบ ฮ.โจมตี AH-1 Cobra 16เครื่องให้กองทัพอากาศจอร์แดน ซึ่งต่อมาจอร์แดนก็ได้บริจาค ฮ.โจมตี AH-1 Cobra ให้กองทัพอากาศเคนยาจำนวนหนึ่ง

ตั้งแต่เข้าประจำการกองทัพอากาศอิสราเอลได้นำ ฮ.โจมตี AH-64 Apache ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ทั้งเลบานอน และฉนวน Gaza ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
รายงานอุบัติเหตุของ ฮ.โจมตี Apache อิสราเอลเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มีเช่น AH-64A 2เครื่องชนกันในสงครามเลบานอนครั้งที่สองปี 2006 มีนักบินเสียชีวิต 1นาย และอีก 3นายได้รับบาดเจ็บสาหัส และเหตุ ฮ.โจมตี AH-64D อิสราเอลตกจนนักบิน 2นายเสียชีวิตเนื่องจากใบพัดประธานขัดข้อง
ทั้งนี้เมื่อสองเดือนก่อน ฝูงบิน ฮ.Apache ได้ถูกสั่งงดบินเนื่องจากมีการพบรอยร้าวยาว 20cm ในส่วนใบพัดหางในการตรวจสอบตามวงรอบ ทำให้มีการลดเวลาเปลี่ยนชิ้นส่วนใบพัดจาก 6,600ชั่วโมงเป็น 995ชั่วโมง แต่ยังไม่มีการสรุปว่ากรณีนี้มีความเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุตกครั้งล่าสุดครับ

วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียและรัสเซียลงนามการค้าต่างตอบแทนเพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35

Indonesia, Russia sign Su-35 countertrade deal
The Sukhoi Su-35. (IHS Markit/Patrick Allen)
Russia agrees to import Indonesian products to support pending fighter aircraft contract New countertrade deal likely to be one part of wider Russia-Indonesia engagement on Su-35 programme

pilot of "Thunder" Aerobatic team Indonesian Air Force and Su-35S Russian Aerospace Force(timawa.net)
http://www.janes.com/article/72905/indonesia-russia-sign-su-35-countertrade-deal

อินโดนีเซียและรัสเซียได้ร่วมลงนามสัญญาเพื่ออำนวยความสะดวกข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนในการสนับสนุนการรอสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35(NATO กำหนดรหัส Flanker-E) ของอินโดนีเซีย
ที่ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ Moscow ได้ส่งผ่านทางบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding)ที่ลงนามโดย Rostec กลุ่มเครืออุตสาหกรรมความมั่นคงของรัสเซีย และ PT Perusahaan Perdagangan Indonesia(PT PPI) รัฐวิสาหกิจการค้าของรัฐบาลอินโดนีเซีย

ตามการแถลงโดย Rostec บันทึกความเข้าใจมี"เพื่ออำนวยการสำหรับความร่วมมือในการดำเนินโครงการการค้าทวิภาคีภายใต้สัญญาเพื่อการขายเครื่องบินขับไล่ Su-35 ให้อินโดนีเซีย"
Rostec เสริมว่าโครงการการค้าจะมีรูปแบบเพื่อการส่งออกสินค้าของอินโดนีเซียต่อรัสเซีย ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงผูกพันที่รอการดำเนินการสัญญาจัดหา Su-35 โดยเสริมว่ารายการสินค้าส่งออกจะมีการเจรจาโดยกลุ่มทำงานที่จะจัดตั้งขึ้นภายในกรอบของ MOU

"บุคลากรของรัสเซียจะมีสิทธิในการเลือกสินค้าและผู้ผลิตของอินโดนีเซียเพื่อทำหน้าที่เป็นคู่ค้า ข้อตกลงมีโครงสร้างเพื่อประชาสัมพันธ์การส่งออกของสินค้าขั้นก้าวหน้าที่ผลิตโดยบริษัทอินโดนีเซียต่างๆต่อรัสเซีย" Rostec กล่าว
Viktor Kladov ผู้อำนวยการเพื่อความร่วมมือนานาชาติและนโยบายภูมิภาคของ Rostec เสริมว่า "เราเชื่อว่าการลงนามสัญญาจะขยายความร่วมทางทหารและเทคนิคเพิ่มเติมกับอินโดนีเซีย และเพิ่มความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่าเราทั้งสองประเทศ"

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้เลือกเครื่องบินขับไล่ Su-35 เพื่อเข้าประจำการในกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ทดแทนเครื่องบินขับไล่ Northrop F-5E Tiger II สหรัฐฯที่ประจำการมาตั้งแต่ 1980 และจะปลดประจำการในสิ้นทศวรรษนี้
โดยรัฐบาลอินโดนีเซียมีความต้องการในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 ขั้นต้นจำนวน 8-10เครื่อง พร้อมทั้งการถ่ายทอด Technology และสายการผลิตในประเทศ ซึ่งมีการเจรจาด้านราคาเครื่องรวมถึงในส่วนข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับรัสเซียมานาน เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช และยางพารา

ทั้งนี้กองทัพอากาศอินโดนีเซียมีเครื่องบินขับไล่ Su-27SK(NATO กำหนดรหัส Flanker) 5เครื่อง และ Su-30MK2(NATO กำหนดรหัส Flanker-C) 11เครื่อง รวม 16เครื่อง ที่จัดหาจากรัสเซียมากว่าสิบปีอยู่ก่อนแล้ว
ทำให้กองทัพอากาศอินโดนีเซียมีความคุ้นเคยในการปฏิบัติงานกับเครื่องบินขับไล่ตระกูลนี้เป็นอย่างดี และมีรายงานว่ากองทัพอากาศอินโดนีเซียมีการส่งกำลังพลนักบินและช่างเครื่องไปศึกษาที่รัสเซียแล้วด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียถือการปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tu-160 และ Tu-95 มีความสำคัญอันดับต้น

Upgrade of Russian strategic bombers tops Defense Ministry’s priority list
Tu-160 strategic bomber  Marina Lystseva/TASS
These planes are an important component of the country’s nuclear potential, the Russian defense minister says
http://tass.com/defense/959083

การทำงานเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tupolev Tu-160 และ Tu-95MS รวมถึงการเพื่อประสิทธิภาพการรบของพวกมันเป็นรายการความสำคัญอันดับต้นของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย พลเอก Sergei Shoigu กล่าวเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม
"เราจะดำเนินการหารือวันนี้ว่าจะเริ่มงานอย่างไรในการแก้ไขและพัฒนากำลังกองบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tu-160 และ Tu-95MS เครื่องบินเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศ" รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวในการเรียกประชุม
เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ทำการภารกิจการบินตามปกติภายใต้แผนการแสดงกำลังทางนิวเคลียร์เหนือมหารสมุทร Arctic, ทะเลดำ และพื้นที่ตะวันออกไกล ตามที่รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าว

"นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการยืดอายุการใช้งานของระบบบรรทุกอาวุธปล่อยนำวิถีและเพิ่มประสิทธิภาพการการรบของพวกมันจึงอยู่ในงานสำคัญของเรา
ตอนนี้บริษัทร่วมหุ้นมหาชน Tupolev กำลังดำเนินการปรับปรุงความทันสมัยของเครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านี้ร่วมกับภาคส่วนอุตสาหกรรรมอื่นๆ และยังรวมถึงการซ่อมเครื่องยนต์อากาศยาน, อุปกรณ์บนเครื่อง และการเปิดสายการผลิตการสร้างเครื่องใหม่
การพิจารณาที่มีความสำคัญอย่างสูงของการทำงานได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะหารือว่าอะไรควรจะเสร็จภายในเดือนนี้" รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าว

Tu-160 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ไอพ่นซึ่งสามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ เช่นเดียวกับ Tu-95MS ที่เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ใบพัดที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี
Tu-160 ของกองทัพอากาศรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย ร่วมกับขีปนาวุธฐานยิงภาคพื้นดิน และเรือดำน้ำติดขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์
ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียมีแผนการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบใหม่ในชื่อโครงการ PAK DA อย่างไรก็ตามการพัฒนาได้ถูกการเลื่อนกำหนดการออกไปเนื่องจากการเปิดสายการผลิตใหม่ของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tu-160 ครับ