วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM 120mm พัฒนาในประเทศสำหรับกองทัพบกไทย


Weapon Production Center, Defence Industry and Energy Center, Ministry Of Defence Thailand with Elbit Systems Land and C4I Ltd. Israel unvile Autonomous Truck Mounted Mortar-ATMM 120mm Self-Propelled Mortar System for Royal Thai Army at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok Thailand on 6-9 November.(My Own Photo)

ATTM carried Elbit Soltam SPEAR 120mm mortar system

ATTM based-on Indian's TATA 715c 4x4 2.5tons Military Truck(My Own Photo)

ATMM's Forward Obsever and Company Fire Direction Center(My Own Photo)

Model of Royal Thai Army's Autonomous Truck Mounted Gun-ATMG 155mm/39Caliber Self-Propelled Howitzer System developped by WPC, DIEC, MoD Thailand with Israeli Elbit Systems Land and C4I(My Own Photo)

ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท. กระทรวงกลาโหมไทย ร่วมกับบริษัท Elbit Systems Land and C4I อิสราเอล ได้เปิดตัวระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง Autonomous Truck Mounted Mortar-ATMM
เป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

http://wpc.mod.go.th/Award/pdf/price/price9904.aspx
ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) ศอว.ศอพท.ได้ประกาศราคากลางการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์พร้อมติดตั้งและถ่ายทอด Technology สำหรับโครงการปรับปรุงพัฒนาเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mmแบบอัตตาจรล้อยาง วงเงิน ๕๗๐,๒๒๐,๐๐๐บาท จากบริษัท Elbit Systems อิสราเอล
โดยเป็นการพัฒนาอาวุธร่วมระหว่างไทยและอิสราเอลโครงการที่สองต่อจากโครงการปรับปรุงพัฒนาปืนใหญ่แบบลากจูงให้เป็นแบบอัตตาจรล้อยาง ATMG: Autonomous Truck Mounted Gun 155mm

ซึ่งระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ขนาด 155mm/39cal นั้นมีพื้นฐานพัฒนาจากระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Elbit Soltam ATMOS(Autonomous Truck Mounted howitzer System) 155mm อิสราเอล โดยการถ่ายทอด Technology ให้ ศอว.ศอพท.ประกอบภายในไทย
ป.อจ.ล้อยาง ATMG ใช้รถรองปืนเป็นรถยนต์บรรทุก Tatra T815-7 6x6 ขนาด 10tons ของสาธารณรัฐเชค มีกำลังเครื่องยนต์ 400HP ความจุถังน้ำมัน 220liter ระยะปฏิบัติการ 400km ความเร็วสูงสุดบนถนน 90km/h ความเร็วสูงสุดบนภูมิประเทศ 30km/h

ทั้งนี้กองพันทหารปืนใหญ่อัตตาจร มีอัตราจัดที่ต้องการรวม ๑๘ระบบ(๓กองร้อย ร้อย.ป.ละ๖ระบบ) รวมทั้งระบบควบคุมและอำนวยการยิงอัตโนมัติระดับกองพัน ๑ระบบ, ระบบควบคุมและอำนวยการยิงอัตโนมัติระดับกองร้อย ๓ระบบ และ Radar ตรวจสภาพอากาศ ๑ระบบ
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ได้เข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๒๑ กองพลทหารปืนใหญ่ กองทัพบกไทย ตามการจัดหาระยะที่๑ ๖ระบบ และระยะที่๒ อีก ๖ระบบ รวม ๑๒ระบบ(ไม่รวมปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR ฝรั่งเศส ๖ระบบที่ประจำการใน ป.พัน.๗๒๑ พล.ป. อยู่แล้ว)

ทั้งนี้ กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย(Royal Thai Marine Corps Royal Thai Navy) ยังให้ความสนใจที่พิจารณาจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS อิสราเอล
ที่เป็นไปได้มากว่าจะเป็นปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ประกอบในไทยเช่นเดียวกับของกองทัพบกไทย ซึ่งการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของไทยในแต่ละเหล่าทัพด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/atmos.html)

ค.อัตตาจรล้อยาง ATMM กองทัพบกไทยมีพื้นฐานจากระบบแท่นยิงเครื่องยิงลูกระเบิด Elbit Soltam SPEAR ขนาด 120mm ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุก พร้อมระบบเข้าที่ตั้งยิงอัตโนมัติ(กำหนดพิกัดและทิศทางอัตโนมัติ) และระบบควบคุมและระบบอำนวยการยิงอัตโนมัติประจำหมู่เครื่องยิงลูกระเบิด
ATMM จะมีการผลิตให้ กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก ประจำกรมทหารราบ ๙ระบบ และศูนย์การทหารราบ ๑ระบบสำหรับการฝึกศึกษารวม ๑๐ระบบ รวมทั้งระบบควบคุมและอำนวยการยิงอัตโนมัติระดับกองร้อย สำหรับ ร้อย.ค.หนัก ๔ระบบ และ ศร. ๑ระบบ รวม ๕ระบบ

นายทหารประจำโครงการได้เปิดเผยว่า กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนักประจำกรมทหารราบหน่วยแรกที่จะได้รับมอบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจร ATMM จะเป็นหน่วยขึ้นตรงใน กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
ซึ่ง พล.ร.๒ รอ.นั้นกำลังอยู่ในระหว่างกับปรับสภาพเป็นทหารราบยานเกราะทั้งกองพล แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า ร้อย.ค.หนัก ในกรมใดจะได้รับมอบเป็นหน่วยแรก

โดยปัจจุบันในส่วน กรมทหารราบที่๑๒ รักษาพระองค์ พล.ร.๒ รอ.ซึ่งใช้รถสายพานลำเลียง M113 สหรัฐฯทั้งกรมนั้น ไม่มี M113 รุ่นที่ติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mm เช่น M1064
รวมถึง กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ นั้นยังไม่ได้รับมอบยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 ยูเครนครบทุกกองพัน โดยเฉพาะรถหุ้มเกราะล้อยางติดเครื่องยิงลูกระเบิด 120mm BTR-3M2 ที่ได้รับมอบมาจำนวนยังไม่ครบที่สั่ง(ปี 2016 ส่งมา ๑ระบบ)

เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกทางทหาร TATA 715c 4x4 ขนาด 2.5tons ของอินเดีย มีกำลังเครื่องยนต์ 155HP ความจุถังน้ำมัน 200liter ระยะปฏิบัติการ 350km ความเร็วสูงสุดบนถนน 80km/h ความเร็วสูงสุดบนภูมิประเทศ 30km/h
นายทหารประจำโครงการให้เหตุผลว่า การเลือก รยบ.TATA เป็นรถรองปืนนั้นเพราะเป็นรถบรรทุกทางทหารที่มีใช้งานในกองทัพอินเดีย ที่มีสมรรถนะและความทนทานตรงความต้องการ ซึ่งรถบรรทุกพลเรือนในตลาดเช่นของ Isuzu หรือ Hino ไม่สามารถรองรับความต้องการนี้ได้

เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ขนาดลำกล้อง 120mm มีมุมยิง 800-1511mils เขตส่ายซ้ายสุด 800mils เขตส่ายขวาสุด 800mils ระยะยิงไกลสุด 5.6km ระยะเวลาพร้อมยิง ๑๒๐วินาที อัตราการยิง ๑๐นัดต่อนาที พลประจำปืน ๔นาย
เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ระบบต้นแบบได้รับการดำเนินการทดสอบที่อิสราเอลแล้วโดยประสบความสำเร็จอย่างดี และมีการส่งมอบแล้ว ๔ระบบ ซึ่งที่เหลือทั้งหมดจะส่งมอบให้แก่หน่วยผู้ใช้งานได้ในอนาคตครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตุรกีเสนอเฮลิคอปเตอร์โจมตี TAI T-129 ATAK ให้กองทัพบกไทย

Defence & Security 2017: TAI pitches T129 attack helicopter to meet Thai requirement
Turkish Aerospace Industries (TAI) is pitching to meet a Royal Thai Army (RTA) requirement for attack helicopters with its T129 ATAK platform, a company official told Jane’s at the Defence & Security 2017 show in Bangkok on 8 November.
http://www.janes.com/article/75524/defence-security-2017-tai-pitches-t129-attack-helicopter-to-meet-thai-requirement

Turkish Aerospace Industries display T129 ATAK attack helicopter model at Defence & Security Thailand 2017(My Own Photo)



Turkish company's Roketsan display CIRIT 2.75" Guided Missile and Launcher, MAM-C and MAM-L Smart Micro Munition, Mızrak-O and Mızrak-UL(UMTAS) Anti-Tank Missiles(My Own Photo)

บริษัท Turkish Aerospace Industries(TAI) ตุรกีได้ส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 ATAK ของตนเพื่อเข้าแข่งขันในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ของกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army)
ตามที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้ให้ข้อมูลกับ Jane's ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

Tamer Ozmen รองประธานฝ่ายความร่วมมือด้านการสื่อสารของ TAI ตุรกี กล่าวว่า TAI ได้ตอบสนองต่อการประกาศเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) ของกองทัพบกไทย
และเขาคาดว่าบริษัทจะเริ่มต้นการหารือกับเจ้าหน้าที่ของกองทัพบกไทยเกี่ยวกับการทำให้ ฮ.โจมตี T129 ATAK ของตนตรงความต้องการของกองทัพบกไทย

TAI ตุรกีขณะนี้กำลังมองหาหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทย ตามที่บริษัทจะสร้างความแข็งแกร่งของตนในการแข่งขันโครงการโดยเสนอการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทย
นาย Ozmen กล่าว่าการสนับสนุนจะมุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนทางพลาธิการ เช่นเดียวกับการปรนนิบัติ, การซ่อมแซม และการยกเครื่องใหม่

กองทัพบกไทยมีความต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ราว ๖-๘เครื่องเพื่อทดแทน ฮ.จ.๑ Bell AH-1F/AH-1F EDA สหรัฐฯ ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
ปัจจุบัน ฮ.จ.๑ AH-1F ของกองทัพบกไทยมีอายุใช้งานนานและเริ่มล่าสมัย โดยตามที่มีรายงานว่ามีเครื่องที่มีสภาพสมควรต่อการเดินอากาศไม่เกิน ๒เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/vt4-ah-1f.html)

TAI T129 ATAK เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบล่าสุดที่จะเป็นตัวเลือกในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ของกองทัพบกไทย หลังจากที่มีรายงานความสนใจเฮลิคอปเตอร์โจมตีสหรัฐฯคือ Bell AH-1Z และ AH-64E Apache Guardian
รวมถึงล่าสุดที่ Rosoboronexport รัสเซียได้เสนอเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 และ Mil Mi-35M เข้าแข่งขันในโครงการของกองทัพบกไทยด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/mi-17-ka-52-mi-35m.html)

อย่างไรก็ตามกองทัพบกไทยยังคงจะมีแผนประเมินค่าความเป็นไปได้ว่า ฮ.โจมตี AH-1F ทั้ง ๗เครื่องนั้นยังมีสภาพที่พอจะปรับปรุงเพื่อใช้งานต่อได้หรือไม่ ซึ่งถ้ายังจะใช้งานต่อไปก็อาจจะชะลอโครงการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ออกไปก่อน
ซึ่งในกรณีนี้ TAI น่าจะเสนอความร่วมมือกับ Aselsan ตุรกีผู้ผลิตระบบตรวจจับของอากาศยาน และภาคอุตสาหกรรมอากาศยานของไทยในการปรับปรุง AH-1F กองทัพบกไทยให้ทันสมัย เช่นเดียวกับโครงการปรับปรุง AH-1E/AH-1F ของกองทัพอากาศบาห์เรน(Royal Bahraini Air Force)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 ATAK ที่มีพื้นฐานพัฒนาจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี A129 Mangusta ซึ่ง TAI ตุรกีได้สิทธิบัตรการผลิตในประเทศจาก Leonardo(AgustaWestland เดิม) อิตาลี
T129 ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ LHTEC CTS 800-4A สหรัฐฯ สองเครื่องกำลังเครื่องละ 1,361shp ซึ่ง Tusaş Engine Industries(TEI)ตุรกีได้สิทธิบัตรการผลิตในประเทศ

ฮ.โจมตี T129 ATAK ติดตั้งปืนใหญ่อากาศ Gatling 20mm สามลำกล้องหมุนความจุกระสุน ๕๐๐นัด และยังสามารถใช้งานอาวุธแบบเดียวกับ ฮ.โจมตี AH-1W Super Cobra ที่มีประจำการในกองทัพบกตุรกี(Turkish Land Forces)ได้หลายแบบ
โดยเฉพาะอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นที่พัฒนาโดย Rocketsan ตุรกี เช่นจรวดนำวิถี Cirit ขนาด 2.75"(70mm) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Mızrak

TAI ได้รับคำสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 สำหรับกองทัพบกตุรกี ๕๙เครื่อง(อาจสั่งเพิ่มอีกมากกว่า ๓๒เครื่อง) ขณะนี้ได้ส่งมอบให้แล้ว ๒๔เครื่องโดยมีชั่วโมงการบินรวมแล้วมากกว่า ๑๑,๐๐๐ชั่วโมงบิน
ล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา TAI และ Pakistan Aeronautical Complex ปากีสถานได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันในการผลิต ฮ.โจมตี T129 ที่โรงงานอากาศยาน PAC ใน Kamra ปากีสถานครับ

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กองทัพบกไทยจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mi-17 รัสเซียเพิ่ม และเสนอเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 กับ Mi-35M

Russia, Thailand sign delivery contract on Mi-17V-5 multirole helicopters
Further on, the talk can be about a batch of rotorcraft, the deputy director of Russia’s Federal Service for Military and Technical Cooperation said
http://tass.com/defense/974401

Mi-17V5 41st Aviation Battalion(former General Support Aviation Battalion), Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army support exercise of RTA's Ranger Battalion, 3rd Special Force Regiment, 1st Special Force Division, Special Warfare Command
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1597715033633029&id=256263741111505

ไทยได้ลงนามสัญญากับรัสเซียในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mil Mi-17V-5 สำหรับกองทัพบกไทยเพิ่มเติม ๒เครื่อง ตามที่รองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือทางทหารและเทคนิคสหพันธรัฐรัสเซีย นาย Mikhail Petukhov กล่าวกับ TASS เมื่อ ๗ พฤศจิกายน
การลงนามจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 กองทัพบกไทยชุดใหม่ ๒เครื่องมีขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตามข้อมูลของตัวแทนด้านความมั่นคงรัสเซียในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายน

"สัญญาได้มีการลงนามเมื่อเดือนกันยายน 2017 ในการจัดหาเฮลิคคอปเตอร์ Mi-17V-5 จำนวน ๒เครื่องซึ่งเป็นที่สนใจของกองทัพบกไทย ต่อจากนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับอากาศยานปีกหมุนอีกชุด" นาย Petukhov กล่าว
เขาเสริมอีกว่า รัสเซียและไทยยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในกรอบความร่วมมือทางทหารร่วมกันของทั้งสองประเทศตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/panther-gold.html)

ปัจจุบันกองทัพบกไทยได้จัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ชุดแรก ๓เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) ชุดที่สอง ๒เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) รวม ๕เครื่องประจำการใน กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก และมีการสั่งจัดหาล่าสุดอีก ๒เครื่องในชุดที่สามนี้
Mi-17V-5 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของ Mil Mi-8MTV-5 ที่ประจำการในกองทัพรัสเซีย โดยเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปที่ถูกออกมาสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและสัมภาระ รวมถึงสามารถถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการกู้ภัยและติดอาวุธได้

(เช่นที่กองทัพบกไทยใช้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ อย่างภารกิจดับไฟป่า และลำเลียงสิ่งของในพื้นที่น้ำท่วม
https://www.facebook.com/GeneralSupportAviationBattalion/photos/a.407674315976652.97280.403256659751751/998201730257238/)

ทั้งนี้ Rosoboronexport รัฐวิสาหกิจด้านการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซียได้มีการเสนอเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 และ Mil Mi-35M เข้าแข่งขันในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ของกองทัพบกไทย
โดยกองทัพบกไทยมีความต้องการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ราว ๖เครื่องทดแทน ฮ.จ.๑ Bell AH-1F สหรัฐฯ ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/vt4-ah-1f.html)

"ด้านไทยได้ประกาศโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Rosoboronexport กำลังเข้าร่วมการแข่งขันด้วยการเสนอ ฮ.โจมตี Ka-52 และ Mi-35M ให้" นาย Petukhov กล่าว
เขาได้เน้นย้ำว่ารัสเซียมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยทั้งหมด รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางเรือด้วย

Ka-52 Alligator เป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนโจมตีที่ออกแบบมาเพื่อทำลายรถถัง ยานเกราะและรถไม่หุ้มเกราะ, กำลังทหาร, เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานข้าศึกทั้งในแนวหน้าและทางยุทธวิธีเชิงลึก ในทุกกาลอากาศและทุกเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
Mi-35M เป็นเฮลิคอปเตอร์จู่โจม ลำเลียง-โจมตี ที่ออกแบบมาทำลายยานเกราะ ยิงสนับสนุนกำลังทางภาคพื้นดิน รวมถึงการขนส่งกำลังพลและสัมภาระ เคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บ และภารกิจอื่นๆ สามารถใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงและปฏิบัติภารกิจรบให้สำเร็จได้ทุกเวลาและกาลอากาศ

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Defense and Security Thailand 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายนนี้
เป็นอีกปีที่ภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัสเซียโดย Rosoboronexport เช่นเครือกลุ่มอุตสาหกรรม ROSTEC ได้มีการจัดแสดงเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนแก่หน่วยงานความมั่นคงของไทยและประเทศต่างๆในภูมิภาค ASEAN นี้ครับ

จีนกำลังทดสอบยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก 6x6 รุ่นใหม่

China testing new 6x6 amphibious armoured vehicles


Images have emerged suggesting that China is testing new 6x6 amphibious armoured vehicles. The two vehicles are very similar, but one of the apparent differences is that one of them (seen here) is shorter. Source: Via Army.81.cn
http://www.janes.com/article/75374/china-testing-new-6-6-amphibious-armoured-vehicles

ชุดภาพที่ปรากฎใน Online Forums จีนนั้นทำให้เป็นที่ตั้งข้อสังเกตุว่าจีนกำลังทำการทดสอบยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก 6x6 รุ่นใหม่ ชุดภาพได้แสดงถึงยานเกราะล้อยางสองแบบที่มีความคล้ายคลึงกันมาก แต่มีรายละเอียดเชิงลึกที่แตกต่างกัน
โดยรถเกราะล้อยางแบบแรกดูจะมีรูปแบบเป็นยานเกราะล้อยาง 6x6 ตามแบบทั่วไป คือมีสถานีพลขับและสถานีผู้บังคับการรถที่ด้านหน้าและมีช่องทางเข้าออกของทหารที่จะบรรทุกไปกับรถทางประตูท้าย hydraulic ramp ด้านหลังรถ

ป้อมปืนของรถที่พบน่าจะเป็นป้อมปืน Remote ที่ทำให้มีพื้นที่ภายในสำหรับบรรทุกทหารไปกับรถได้มากขึ้นในตัวถังรถขนาดเล็ก
ด้านบนของป้อมปืนติดตั้งเสากล้อง Electro-Optic ขนาดเล็ก และมีชุดแท่นยิงลูกระเบิดควันในแต่ละข้างของอาวุธหลักของป้อมปืนที่ปรากฏภายหลังว่าน่าจะเป็นปืนกลหนัก

รถติดตั้งแผ่นชายน้ำกันคลื่นแบบพับยกขึ้นได้ด้านหน้าและใบจักรขับเคลื่อนในน้ำด้านท้ายรถสำหรับปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก ด้านหลังซ้ายของตัวรถดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานเสริม(APU: Auxiliary Power Unit)
เช่นเดียวกับรถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบอื่น ท่อรับอากาศเข้าและท่อไอเสียเครื่องยนต์ดูเหมือนจะติดตั้งที่ด้านบนหลังคาของตัวถังรถ

นอกจากนี้รถยังมีช่องยิงอาวุธสองช่องในแต่ละละด้านข้างตัวรถสำหรับให้ทหารยิงอาวุธประจำกายจากภายในรถได้ พร้อมกับกล้องที่ติดตั้งในซอกพักด้านบนของช่องยิง
เป็นไปได้ว่ากล้องเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบหยั่งรู้สถานการณ์รอบตัวรถ 360องศาสำหรับกำลังพลประจำรถ

ยานเกราะล้อยาง 6x6 แบบที่สองนั้นดูจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับแบบแรก แต่มีความยาวรถมากกว่าจากโครงสร้างรูปกล่องสองส่วนที่ติดอยู่ด้านหลังตัวถังรถหลักในแต่ละข้างของประตูด้านท้ายรถ  หนึ่งในกล่องนั้นติดตั้ง APU ซึ่งกล่องที่สองน่าดูจะเป็นที่เก็บอุปกรณ์ประจำรถ
ในภาพป้อมปืนได้รับการคลุมด้วยตาข่ายพราง แต่จากที่ปรากฎดูเหมือนป้อมปืนจะได้รับการติดตั้งกล้องเล็ง Panoramic ของ ผบ.รถ ที่ด้านขวาของป้อมปืนครับ

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รัสเซียอาจปรับปรุง Su-57 เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่6 และพัฒนาเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 รุ่นโจมตีที่นั่งเดี่ยว

Russia may upgrade advanced Su-57 aircraft to 6th-generation fighter jet
Russia’s cutting-edge Sukhoi Su-57 fifth-generation aircraft has the upgrade potential to become a sixth-generation fighter jet
Sergey Bobulev/TASS
http://tass.com/defense/973625

Russia may use Su-34 bomber to develop one-seat attack aircraft
A new attack aircraft will have the same engines as the Su-34
Sergey Bobylev/TASS
http://tass.com/defense/973608

Artificial intelligence to replace pilot in aircraft cockpit — Russian senator
Flying robots will be able to act in a formation rather than separately, Viktor Bondarev noted
http://tass.com/defense/973707

เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Sukhoi Su-57 รัสเซียอันล้ำยุคมีศักยภาพที่เป็นไปได้ในการปรับปรุงให้กลายเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่6
ตามที่อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) และประธานคณะกรรมาธิการสภากลาโหมและความมั่นคงสหพันธรัฐรัสเซีย พลอากาศโทพิเศษ(Colonel General) Viktor Bondarev กล่าวกับ TASS เมื่อ 1 พฤศจิกายน

"(Su-57)นี่เป็นเครื่องบินที่วิเศษเลิศเลออย่างแท้จริงและมันสามารถโอบรับได้ทั้งคุณสมบัติเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 และเครื่องบินขับไล่ยุคที่6 มันมีศักยภาพในการปรับปรุงความทันสมัยอย่างมหาศาล
ที่สำคัญมันเป็นที่สุดท่ามกลางเครื่องรุ่นต่างๆที่มีอยู่ด้วยคุณลักษณะตรวจจับได้ยาก(Stealth)ของมัน มันมีความเข้ากันได้กับทุกส่วนที่ดีที่สุดที่หามาได้ในวิทยาศาสตร์การบินสมัยใหม่ ทั้งในรัสเซียและทั่วโลก" นายพลอากาศ Bondarev กล่าว

เวลาที่จำเป็นในการเริ่มต้นสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่ Su-57 ในรัสเซียนั้น Bondarev กล่าวว่า "ในปีแรกกองทัพอากาศรัสเซียจะไม่ได้รับมอบ 20 หรือ 15เครื่อง มันจะได้รับมอบเพียง 2 หรือ 3เครื่อง และเช่นนั้น
เราได้กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมอากาศยานเพื่อจัดการสายการผลิตบางชุดของเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ที่นำสมัย และตอนนี้มันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดว่าเราไม่ต้องการพวกมันไม่ได้ เพราะขั้นตอนที่ย้อนกลับไม่ได้จะเริ่มขึ้น...รัสเซียไม่มีอนาคตที่ปราศจากอากาศยาน"

เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Sukhoi PAK FA T-50(Perspective Aviation Complex of Frontline Aviation) ทำการบินสู่ท้องฟ้าครั้งแรกในปี 2010 ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า
งานออกแบบเครื่องต้นแบบทดสอบของเครื่องบินขับไล่ล้ำยุคควรจะเสร็จสิ้นในปี 2019 และมีการส่งมอบให้กองทัพอากาศรัสเซียได้ในช่วงนั้น ตามที่ผู้อำนวยการบริหาร United Aircraft Corporation(UAC) นาย Yuri Slyusar กล่าวว่าเครื่องในชุดก่อนสายการผลิตจะมีราว 12เครื่อง

และมีรายงานในในช่วงเดือนสิงหาคมว่า Sukhoi T-50 ได้รับการกำหนดแบบเป็น Su-57(http://aagth1.blogspot.com/2017/08/pak-fa-su-57-mig-29k.html)
ในช่วงเดียวกันนั้น พลอากาศโทพิเศษ Viktor Bondarev ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียได้เริ่มการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่6 ซึ่งมีทั้งรุ่นมีคนขับและรุ่นไร้คนขับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/08/2025-6.html)

ปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence)จะทำให้สามารถนำมาแทนที่ทหารในสนามรบและนักบินในห้องนักบินได้ ในความเห็นของอดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศรัสเซีย "ใช่แน่นอนและหุ่นยนต์บินจะทำการในรูปกระบวนกลุ่มมากว่าที่จะทำงานแบบแยกต่างหาก
บางทีผู้ปฏิบัติงานจะนั่งในสถานีภาคพื้นดินและควบคุมฝูงบินไร้คนขับทั้งหมดด้วยการช่วยเหลือจาก Computer วันนั้นใกล้มาถึงแล้วเมื่อยานพาหนะจะติดปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นทำไมไม่ไว้วางใจพวกมันกับอากาศยานและระบบป้องกันภัยทางอากาศล่ะ" นายพลอากาศ Bondarev ตอบคำถาม

พลอากาศโทพิเศษ Viktor Bondarev ยังกล่าวกับ TASS ในวันเดียวกันว่า เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดพหุภารกิจ Sukhoi Su-34 อาจจะมีรุ่นเครื่องบินโจมตีที่นั่งเดี่ยว "ความเห็นของผมนั้นเครื่องบินโจมตีใหม่ควรจะสร้างจากพื้นฐานของ Su-34 นั้นทั้งหมด มันเป็นเครื่องบินที่เลอเลิศ
มันมีความคล่องตัวและบรรทุกระเบิดได้ 8tons ถ้าเทียบกับ Su-25 ที่บรรทุกได้เพียง 4tons มันมีคุณลักษณะที่ยอดเยี่ยม...ผมเชื่อว่ามันเป็นพื้นฐานและเรียบง่ายที่จะสร้างห้องนักบินสำหรับนักบินหนึ่งนายและปล่อยให้ส่วนที่เหลือคงไว้เหมือนเดิม"

นายพลอากาศ Bondarev เสริมว่า เครื่องบินโจมตีใหม่จะมีเครื่องยนต์แบบเดียวกับ Su-34 อย่างแท้จริง "เครื่องบินโจมตีจะเป็นสิ่งที่จำเป็นตลอด เครื่องบินโจมตี Su-25 ได้รับการปรับปรุงเป็นรุ่น Su-25SM3 แล้ว
มันมีโครงสร้างอากาศยานที่น่าเชื่อถือ มีการปรับปรุงความทันสมัยจำนวนมาก และมีศักยภาพในการซ่อม ผมเชื่อว่ามันจะบินได้อีกสัก 10-15ปี เป็นธรรมดาที่เราต้องจัดหาเครื่องทดแทนมันในท้ายที่สุด และตอนนี้เรามีทางเลือกหลายอย่างที่กำลังพิจารณา"

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียกล่าวกับ TASS ว่า การออกแบบเครื่องทดสอบในงานพัฒนาเครื่องบินโจมตีที่มีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในปี 2018
กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ลงนามสัญญาจัดหา Su-34 ครั้งแรกในปี 2008 คาดว่ากองทัพรัสเซียจะได้รับมอบรวม 150-200เครื่อง Su-34 สามารถบรรทุกอาวุธโจมตีภาคพื้นดินแบบต่างๆได้หนัก 8tons ทำความเร็วได้สูงสุด 1,900km/h และมีพิสัยทำการ 4,000km ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียและลิทัวเนียจะจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS นอร์เวย์

Indonesia selects NASAMS air defence system
KONGSBERG has signed a contract worth 77 MUSD with the Ministry of Defence of Indonesia to supply a NASAMS air defence system.
https://www.kongsberg.com/en/kog/news/2017/october/indonesia%20selects%20nasams%20air%20defence%20system/

KONGSBERG contract with Lithuania for NASAMS air defence system worth 109 MEURO
KONGSBERG has today signed a contract worth 109 MEURO (approx. 1.000 MNOK) with the Ministry of National Defence of the Republic of Lithuania to supply a NASAMS air defence system.
https://www.kongsberg.com/en/kog/news/2017/october/kongsberg%20contract%20with%20lithuania%20for%20nasams%20air%20defence%20system%20worth%20109%20meuro/

บริษัท KONGSBERG นอร์เวย์ได้รับการลงนามสัญญาจัดหาวงเงิน $77 million กับกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง NASAMS(Norwegian Advanced Surface to Air Missile System)
โดยสัญญาประกอบด้วยการส่งมอบระบบ NASAMS ที่สมบูรณ์ทั้ง ที่บังคับการ, radar, แท่นยิง, วิทยุและการบูรณาการ และการฝึกและการสนับสนุน
ทั้งนี้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120 AMRAAM รุ่นยิงจากภาคพื้นดินของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ จะเป็นสัญญาจัดหาแยกต่างหากในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและรัฐบาลสหรัฐฯ

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงทางพลเรือนและทางทหารบนภาคพื้นดินจากภัยคุกคามทางอากาศ ความยืดหยุ่นเฉพาะตัวและความเป็นระบบแยกส่วน modular ของ NASAMS ทำให้มันเป็นระบบแก้ไขปัญหาชั้นนำของโลก
ด้วยขีดความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ต่อภัยคุกคามทางอากาศสมัยใหม่ เช่นเดียวกับมีความสามารถในการบูรณาการเข้ากับระบบตรวจจับและระบบอาวุธที่หลากหลาย โดยมีหลายประเทศทั่วโลกที่เลือกจัดหา NASAMS เข้าประจำการในกองทัพชาติตน
ทั้งนอร์เวย์, ฟินแลนด์, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐฯ, สเปน, โอมาน, ลิทัวเนียที่ประกาศลงนามสัญญาจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS สำหรับกองทัพอากาศลิทัวเนียเมื่อ 21 ตุลาคม วงเงิน 109 million Euros($127.7 million) และล่าสุดอินโดนีเซีย

"เรามีความยินดีอย่างมากที่อินโดนีเซียในฐานะชาติแรกในภูมิภาคของตนเลือก NASAMS สำหรับป้องกันบ้านเกิดของตน การประเมินค่าทางเทคนิคและการเพิ่มเติมของกลุ่มผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องยืนยันว่า NASAMS เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก"
Eirik Lie ประธานบริษัท Kongsberg Defence & Aerospace กล่าว อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอีดของระบบที่เกี่ยวข้องในการจัดหา รวมถึงกำหนดเวลาการส่งมอบระบบ NASAMS ให้อินโดนีเซีย
โดยระบบ radar ที่สามารถบูรณาการเข้ากับ NASAMS ได้มี Thales-Raytheon AN/MPQ-64F1 Sentinel หรือ EADS TRML-3D ซึ่งถูกเลือกใช้งานโดยลูกค้าหลายประเทศ

มีความเป็นไปได้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS ที่ส่งออกให้ลูกค้าใหม่ล่าสุดนั้นจะเป็นรุ่น NASAMS 2 ใหม่ ซึ่งรองรับระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายมาตรฐาน Link 16, ระบบ Radar รุ่นใหม่ และกล้อง electro-optical เช่น MSP500 เป็นต้น
โดยในส่วนการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี AMRAAM ของอินโดนีเซียนั้นน่าจะมีการจัดหาจากสหรัฐในรูปแบบ FMS(Foreign Military Sale) เช่นเดียวกับ AIM-120 สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 25 ของกองทัพอากาศอินโดนีเซียที่เดิมเคยประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ซึ่งล่าสุดระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS 2 ยังได้รับเลือกเป็นระบบที่จะใช้พัฒนาในโครงการ GBAD(Ground-Based Air Defence) Project Land 19 Phase 7B ของกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเพื่อทดแทนระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้มาก SAAB RBS 70 สวีเดนครับ

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

SEA อังกฤษจะส่งมอบแท่นยิง Torpedo Launcher Systems ให้กองทัพเรือไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

SEA to Provide Torpedo Launcher Systems for Thai, Philippines & Malaysian Navies
SEA is supplying torpedo launchers to the SE Asia market
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/november-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5679-sea-to-provide-torpedo-launcher-systems-for-thai-philippines-malaysian-navies.html

บริษัท SEA(Systems Engineering & Assessment Ltd.) ในเครือ Cohort plc สหราชอาณาจักรได้มองการสร้างโอกาสของตนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของระบบแท่นยิง Torpedo และเป้าลวงในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตามที่บริษัทจะได้นำเสนอขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ตนในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

เมื่อเร็วๆนี้ SEA ได้เป็นผู้ชนะการสั่งจัดหาระบบแท่นยิง Torpedo เบาแฝดสามแบบ Torpedo Launcher Systems(TLS) สำหรับเรือฟริเกตใหม่สองลำของกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippines Navy)ที่สร้างโดยอู่เรือบริษัท Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี
เช่นเดียวกับการส่งมอบแท่นยิง TLS และระบบควบคุมอาวุธสำหรับเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela กองทัพเรือมาเลเซีย(Royal Malaysian Navy) คือ Littoral Combat Ship(LCS) แบบเรือ Gowind ของ Naval Group ฝรั่งเศสที่สร้างโดยอู่เรือบริษัท Boustead Heavy Industries Corporation Berhad(BHIC) ในมาเลเซีย

ซึ่งมีตามมาจากการส่งมอบแท่นยิง Torpedo เบาแบบ TLS สำหรับเรือฟริเกตสมรรถนะสูงใหม่ของกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) คือเรือหลวงท่าจีน(ลำที่๓) แบบเรือ DW3000H ที่สร้างโดยอู่เรือบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี
โดยแท่นยิง Torpedo Launcher Systems ที่จะติดตั้งกับเรือฟริเกตของกองทัพเรือชาติ ASEAN ทั้งสามประเทศ เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ J+S Torpedo Launcher Systems สหราชอาณาจักร ซึ่งได้ถูกซื้อกิจการโดย Cohort ไปแล้ว

SEA กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการส่งมอบระบบแท่นยิง TLS ของตนสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ชุด ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓) ลำที่๒ ที่กองทัพเรือไทยมีแผนจะสร้างในประเทศไทยที่ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ โดยการถ่ายทอด Technology จาก DSME เกาหลีใต้
นอกจากนี้ยังรวมถึงการมองหาโอกาสที่จะได้รับในการจัดหาแท่นยิง Torpedo เบาใหม่เป็นจำนวนมาก สำหรับโครงการสร้างเรือฟริเกตใหม่และโครงการปรับปรุงความทันสมัยเรือฟริเกตที่มีอยู่ของกองทัพเรือกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

TLS เป็นระบบแท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำที่สามารถเลือกใช้ Torpedo เบาขนาด 324mm มาตรฐาน NATO ได้ทุกแบบ ซึ่งความยืดหยุ่นสูงนี้ทำให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการเลือกแบบ Torpedo เบา และสามารถปรับเปลี่ยนได้ใหม่ตลอดอายุการใช้งานของเรือ
โดย Torpedo เบาที่รองรับมีเช่น Mk44, Mk46 และ Mk54 สหรัฐฯที่อนุมัติขายให้ไทย(http://aagth1.blogspot.com/2016/08/torpedo-mk-54.html,http://aagth1.blogspot.com/2017/09/torpedo-mk54-mod-0.html) รวมถึง Sting Ray อังกฤษ และ A244S อิตาลี

การออกแบบในระบบ Modular แต่แรกทำให้สามารถติดตั้งแผงควบคุมการทำงานท่อยิงเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนวยการรบ(Combat Management System) ระบบควบคุมการยิงสามารถปรับให้เชื่อมโยงติดต่อกับระบบยิงเป้าลวงของเรือเช่นเดียวกับแท่นยิง TLS
โดย SEA กำลังพัฒนาการบูรณาการระบบร่วมกับ Sonar ลากท้ายแบบสายบาง KraitArray ของตนเป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจจับและระบบต่อต้านป้องกันตัวในสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) โดยใช้ชุดคำสั่งการทำงานร่วมกัน

"ระบบของเรามีพื้นฐานมาจากประสบการณ์มากกว่า ๓๐ปีในการส่งมอบและสนับสนุนกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy) และนั่นมีความต้องการที่เติบโตขึ้นสำหรับแท่นยิงของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
David Hinds รองประธานฝ่ายกำหนดยุทธศาสตร์ภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ SEA อธิบายครับ

วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

DTI เตรียมเปิดตัวยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก AAPC สำหรับนาวิกโยธินไทย





Defence Technology Institute or DTI with CHO Thavee PLC. to unveil Amphibious Armored Personnel Carrier(AAPC) 8x8 wheeled amphibious armored vehicle at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok Thailand on 6-9 November.
Prototype of DTI AAPC based on previously Royal Thai Army's DTI Black Widow Spider 8x8 for requirement of Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy.


สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป. หรือ DTI ร่วมกับ บริษัท ช ทวี จำกัด(มหาชน) เตรียมเปิดตัวยานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกต้นแบบ 8x8 Amphibious Armored Personnel Carrier(AAPC) ที่พัฒนาในไทยเป็นครั้งแรก
ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

โครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจของ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย
โดยมีพื้นฐานพัฒนาจากยานเกราะล้อยาง 8x8 แบบ Black Widow Spider สำหรับกองทัพบกไทยที่มีการพัฒนาสร้างและทดสอบรถต้นแบบแล้วจำนวนหนึ่งคัน

ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก AAPC มีการขยายขนาดตัวถังรถเพื่อให้สามารถบรรทุกกำลังพลได้มากขึ้นและมีกำลังลอยตัวในน้ำได้ดีขึ้น รวมถึงด้านบนตัวถังที่รองรับป้อมปืนอาวุธขนาดกลาง(Medium Caliber Weapons) เช่น ป้อมปืน Remote Weapon Station ปืนใหญ่กลขนาด 30mm
เห็นได้จากด้านหน้าของรถที่ติดแผ่นชายน้ำขนาดใหญ่ซึ่งพับยกขึ้นลงได้ รวมถึงด้านท้ายรถที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนขณะลอยตัวในน้ำที่มีกำลังมากขึ้น เพื่อให้สามารถทำความเร็วขณะลอยตัวในน้ำได้สูงกว่ายานเกราะล้อยาง Black Widow Spider

โดยยานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกต้นแบบ มีการกำหนดคุณสมบัติดังนี้
- สามารถบรรทุกเจ้าหน้าที่ประจำรถประกอบด้วย ผบ.รถ/ผบ.หมู่ ๑นาย พลขับ ๑นาย และพลยิง ๑นาย และอัตราบรรทุกทหารราบไม่น้อยกว่า ๑๑นาย
- มีความเร็วเดินทางบนบกโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 80km/h
- มีความเร็วเดินทางในน้ำสูงสุด 15km/h
- มีระยะปฏิบัติการบนบก 600km
- มีระบบเติมลมและปล่อยลงยางอัตโนมัติ
- มีระบบอาวุธหลักขนาด 12.7-30mm และมีระบบอาวุธรองขนาด 7.62mm
- มีเกราะด้านข้างสามารถกันกระสุนตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม กมย.กห.ที่ ๒/๒๕๔๗ ระดับ Level 3
- มีเกราะใต้ท้องสามารถป้องกันระเบิดตามมาตรฐาน NATO Level 2b (STANAG 4569)
- มีระบบป้องกันนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ ภายในห้องโดยสาร
- มีระบบกล้องตรวจการณ์รอบตัวรถและระบบแสดงผล

นาย สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทมีความพร้อมที่ผลิตรถได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะ ๑๐-๒๐ หรือไม่ว่าจะกี่คัน
โดยเมื่อสองปีที่แล้วเคยมีประเทศเพื่อนบ้านของไทยขอซื้อแบบรถกับบริษัท ซึ่งมีการคุยกับ DTI เพื่อผลิตร่วมกันและส่งออกต่างประเทศ ซึ่งสายการผลิตจำนวนมากต่อเดือนคาดว่าจะทำได้ถึง ๑๕-๒๐คันต่อเดือน

พันเอก ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการโครงการของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศกล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายของโครงการนี้ไม่ใช่การผลิตหรือการวิจัย แต่เป็นความเชื่อมั่นของเหล่าทัพผู้ใช้งาน สทป.ต้องสามารถส่งผลงานให้เหล่าทัพผู้ใช้งานทดสอบจนมีความเชื่อมั่นได้
นาวาอากาศโท อธิวัฒน์ บุญมีมา ผู้จัดการโครงการของ สปท. กล่าวว่า ช ทวี และบริษัทที่ปรึกษา ST Kinetics สิงคโปร์ ได้ให้องค์ความรู้ในการออกแบบ ประกอบรวม และทดสอบแก่นักวิจัยของ DTI ซึ่งมีประโยชน์ในการวิจัยพัฒนาและผลิตยานเกราะล้อยางแก่กองทัพไทยในอนาคตได้

มีข้อสังเกตว่ายานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AAPC ของไทยมีความคล้ายคลึงกับยานเกราะล้อยาง Terrex 2 / Terrex 3 ของ Singapore Technologies Kinetics สิงคโปร์(http://aagth1.blogspot.com/2016/07/st-kinetics-terrex.html)
โดย ST Kinetics ได้ร่วมกับ Science Applications International Corporation(SAIC) สหรัฐฯเสนอ Terrex 2 เข้าแข่งขันในโครงการจัดหายานเกราะล้อยาง Amphibious Combat Vehicle Phase 1 Increment 1 (ACV 1.1) นาวิกโยธินสหรัฐฯ(US Marine Corps)ด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2015/09/st-kinetics-terrex-2.html)

ดร.อาทิตย์ ฤทธิ์เลื่อน หัวหน้าระบบวิศวกรรมของ สปท.กล่าวว่า จำเป็นจะต้องบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิจัยพัฒนาเพื่อให้ได้เกิดผลที่ดีที่สุด
ทั้งนี้ยานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกต้นแบบนี้จะถูกส่งมอบให้ DTI และนาวิกโยธินกองทัพเรือไทย เพื่อดำเนินการทดสอบสมรรถนะและประเมินค่าต่อไปในอนาคตครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

IWI อิสราเอลเปิดตัวปืนเล็กยาวจู่โจม Tavor 7 AR ใหม่

IWI launches Tavor AR assault rifle

The latest 7.62x51 mm calibre Tavor AR assault rifle features increased lethality and range. (IWI)


The Tavor AR assault rifle is expected to be available in the first quarter of 2018. Source: IWI
http://www.janes.com/article/75315/iwi-launches-tavor-ar-assault-rifle

บริษัท Israel Weapon Industries(IWI) อิสราเอลเตรียมเปิดตัวรุ่นปรับปรุงใหม่ล่าสุดของปืนเล็กยาวตระกูล Tavor เช่นเดียวปืนพกตระกูลใหม่อีกหลายแบบ
ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 6-9 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

IWI ได้ตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นสำหรับการเพิ่มอำนาจการสังหารและระยะยิงด้วยการออกแบบปืนเล็กยาวจู่โจม TAVOR 7 AR ที่ใช้กระสุนขนาด 7.62x51mm NATO
โดยตอนนี้บริษัทได้ผลิตปืนเล็กยาว Bullpub ตระกูล Tavor ที่ใช้กระสุนมาตรฐาน NATO คือ 9x19mm Parabellum และ 5.56x45mm รวมถึง 7.62x35mm(.300BLK) มาแล้วเท่านั้น

Shlomi Saba ผู้อำนวยการบริหาร IWI ได้อธิบายว่า Tavor 7 AR จะทำให้ลูกค้าสามารถปฏิบัติการได้ใน "รูปแบบสถานการณ์ที่หลายหลากที่ระยะสั้นและระยะกลาง
พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพอำนาจการยิง, ความปลอดภัย, และความง่ายในใช้งาน โดยมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

คุณสมบัติการควบคุมในสองด้านของเรือนปืนและสมรรถนะมีความคล้ายคลึงกับปืนเล็กยาวจู่โจมรุ่น X95 ในตระกูล Tavor ของ IWI ที่รวมถึงคันบังคับการยิง, คันรั้งลูกเลื่อน, ปุ่มปลดซองกระสุน และช่องคัดปลอกกระสุน
Tavor 7 AR ยังมีรางติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่ตำแหน่งด้านซ้าย, ด้านล่าง, ด้านขวา และด้านบนของตัวปืน ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้ง Laser ชี้เป้าหมาย, ไฟฉาย และกล้องเล็ง เป็นต้น

การผลิตตัวปืนทำจาก impact-modified polymer ส่วนที่เป็นโลหะใช้กระบวนการขึ้นรูปแบบ hammer-forged และชุบ chrome-lined
โดยยังมีคุณสมบัติการใช้ลำกล้องแบบลอยตัว free-floating เพื่อเพิ่มความแม่นยำและการสังหาร

ปืนเล็กยาว Tavor 7 AR ทำงานในระบบลูกสูบแก๊ซช่วงชักสั้น มีตัวปรับระดับแก๊ซสี่ระดับซึ่งรวมถึงตำแหน่ง 'ปิด' ซึ่งออกแบบมาสำหรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
รวมถึงระบบการทำงานด้วยลูกเลื่อนหมุนตัวขัดกลอนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และด้ามจับปืนแบบ Modular

ปืนเล็กยาว Tavor 7 AR มีให้เลือกในทั้งสีเทา, เขียว olive drab และดำด้าน flat dark earth รวมถึงตัวเลือกการเปลี่ยนความยาวลำกล้องปืนได้หลายขนาด(17inches และ 20inches) เพื่อให้ตรงความต้องการภารกิจ
Tavor 7 มีน้ำหนักปืนรวม 4.1kg เมื่อไม่บรรจุกระสุน และอ้างว่ามีระยะยิงหวังผลไกลสุดที่ 600m คาดว่าปืนเล็กยาวจู่โจม Tavor AR จะพร้อมการทำผลิตเพื่อจัดหาไปใช้งานสำหรับลูกค้าได้ในไตรมาสแรกของปี 2018

ทั้งนี้กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ได้มีการจัดหาปืนเล็กยาว Tavor TAR-21 มาใช้งานในชื่อ ปลย.๕๐ ซึ่งถูกแจกจ่ายในเหล่าทหารราบและทหารม้า เช่น กองพลที่๑ รักษาพระองค์, กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์, กองพลทหารราบที่๙ และ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์เป็นต้น
เช่นเดียวกับปืนเล็กสั้น X95 ที่มีประจำการใน นาวิกโยธินไทย(Royal Thai Marine Corps) กองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) เช่น กองพันลาดตระเวน นย. รวมถึงมีใช้งานในเหล่าอากาศโยธิน กองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) ครับ

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๐-๑๐


Royal Thai Army have delivered first batch of new 28 VT4(MBT-3000) Main Battle Tanks from NORINCO.
VT4 MBT was transfered to RTA Cavalry Center, Fort Adisorn, Saraburi for trial and acceptance, before transited to commissioned at 6th Cavalry Battalion, 6th Cavalry Regiment, 3rd Cavalry Division, Khon Kaen.
https://www.facebook.com/andrei.btvt

กองทัพบกไทยได้รับมอบรถถังหลัก VT4 ที่ผลิตโดย NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีน ชุดแรก ๒๘คัน โดยทำการขนส่งมาเรือถึงท่าเรือทุ่งโปร่ง สัตหีบ ชลบุรี
ก่อนเคลื่อนย้ายมาโดยรถพ่วงชานต่ำมายัง ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร สระบุรี เพื่อทำการทดลองและตรวจรับมอบรถ ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปเข้าประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ ขอนแก่น
โดยจะมีการโอนย้ายรถถังเบา ถ.๓๒ Stingray จาก ม.พัน.๖ ไป กองพันทหารม้าที่๙ กองพลทหารราบที่๔ แทนรถถังเบา M41A3 ซึ่งจะปลดประจำการลง (ในภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่ารถถังหลัก VT4 ทุกคันมีการแขวนพวงมาลัยเชิญแม่ย่านางรถมาสถิตแล้ว)
กองทัพบกไทยได้มีการสั่งจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๑ จำนวน๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท($147 million) ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ต่อมาสั่งจัดหาระยะที่๒ จำนวน ๑๑คันวงเงินประมาณ ๒,๐๐๐ล้านบาท($60 million)ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) รวมเป็น ๓๙คัน
ราคาต่อคันตามที่ พันเอก วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกระบุคือ ๑๗๒ล้านบาท($5.2 million) และคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018)จะมีการสั่งจัดหาในระยะที่๓ อีก ๑๐คันเพื่อให้ครบ ๑กองพัน จำนวน ๔๙คัน(รถถังยุคใหม่อย่าง K2 Black Panther เกาหลีใต้ราคาสูงถึงคันละ $7.5 million แล้ว http://aagth1.blogspot.com/2017/10/k2-black-panther.html)

Royal Thai Army M48A5 21st Cavalry Battalion, 6th Infantry Division

มีข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนการปรับโครงสร้างอัตราจัดกำลังเหล่าทหารม้าด้วยครับว่า ในส่วนของกองทัพภาคที่๒ นั้นจะมีการโอนย้ายกองพันทหารม้ารถถังในกองพลทหารราบไปเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลทหารม้าที่๓
ซึ่งประกอบด้วย กองพันทหารม้าที่๒๑ กองพลทหารราบที่๖ ที่ใช้รถถังหลัก M48A5 และกองพันทหารม้าที่๘ ที่ใช้รถถังเบา M41A3 จะถูกโอนย้ายไปเป็นหน่วยขึ้นตรง พล.ม.๓ เข้าใจว่าน ม.พัน.๖ และ ม.พัน.๒๑ น่าจะเป็นหน่วยขึ้นตรงใน กรมทหารม้าที่๖
ม.๖ ตามอัตราจัดกรมทหารม้าแบบที่๑ ประกอบด้วย ๒กองพันทหารม้ารถถัง และ ๑กองพันทหารม้าบรรทุกยานเกราะ โดย กรมทหารม้าที่๗ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่จะเป็นกรมทหารม้าแบบที่๒ มี ๑พัน.ม.ถ. และ ๒ พัน.ม.(ก.)(http://aagth1.blogspot.com/2015/05/blog-post_30.html)
โดยตามแผนจะมีการโอน ถ.หลัก M48A5 จาก ม.พัน.๒๑ ไป กองพันทหารม้าที่๑๖ กองพลทหารราบที่๕ แทน ถ.เบา M41A3 เช่นเดียว ม.พัน.๘ ที่จะปลดและจัดหารถถังใหม่แทน ซึ่งจำนวนรถถังในกองพันทหารม้ารถถังจะปรับเหลือเพียง ๓๐คัน จากเดิม ๔๙คัน ลงมาเป็น๔๔คัน
ตรงนี้มองว่าเป็นไปได้มากว่าตามอัตราจัดกำลังเหล่าทหารม้าใหม่นั้น พัน.ถ.ใน พล.ร.อาจจะหายไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะรวมถึงกองร้อยทหารม้าลาดตระเวน และกองพันทหารม้าลาดตระเวน ในกองพลทหารรราบด้วยหรือไม่ครับ

อย่างไรก็ตามนอกจากที่การรับมอบรถถังหลัก VT4 ถูกยกนำมาเป็นประเด็นโจมตีกองทัพบกโดยผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองและสื่อไร้จรรยาบรรณต่างๆที่ใช้การสร้างข้อมูลเท็จซ้ำซากขึ้นมาบ่อยครั้ง เช่นหาว่าเป็นรถถังเก่ามือสองที่จีนหลอกขายไทยจึงส่งมอบได้รวดเร็ว
ทั้งที่ความเป็นจริงเป็นรถถังประกอบใหม่จากโรงงานซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด โดยจีนมีขีดความสามารถด้านการผลิตสูงมากตามที่ได้เคยรายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/vt4-norinco.html)
สื่อกระแสหลักส่วนหนึ่งก็พยายามที่จะเข้าทำข่าวถ่ายรูปภายในค่ายทหารซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมด้านความมั่นคงของประเทศ แต่อีกทางหนึ่งชุดภาพต่างๆที่เผยแพร่ออกมานั้นก็มาจากเจ้าหน้าที่ภายในกองทัพบกเอง(อะไรที่ใส่ลงไปใน Internet แล้วจะเอาคืนภายหลังไม่ได้)
ซึ่งนี่เป็นอีกกรณีที่กองทัพไทยจำเป็นต้องมีการตื่นตัวในการรับมือการเปลี่ยนแปลงของการเผยแพร่ความลับทางทหารในยุคสมัยใหม่
และนับเป็นโครงการจัดหารถถังหลักใหม่จากโรงงานที่มีวงเงินน้อยมากที่ต้องแบ่งเป็นการทยอยจ่ายในหลายปีเนื่องจากข้อจำกัดของงบประมาณกลาโหมไทยที่น้อยไม่ตรงกับสภาพความจริง เมื่อเทียบกับกองทัพต่างประเทศที่สั่งครั้งเดียว ๕๐-๑๐๐กว่าคัน วงเงินไม่ต่ำกว่า $300-500 million ครับ

AH-1F and AH-1F EDA of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army(https://www.facebook.com/ball.kittidej)

สำหรับความคืบหน้าโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ของกองทัพบกไทยเพื่อทดแทน ฮ.จ.๑ AH-1F ๗เครื่อง กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก 
ซึ่งมีอายุการใช้งานนานและหลายเครื่องมีสภาพไม่สมควรเดินอากาศ เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑ UH-1H ที่จะปลดประจำการทั้งหมดเนื่องจากอะไหล่ที่หลายส่วนใช้ร่วมกันได้ปิดสายการผลิตไปแล้วนั้น
ก็เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกลาโหม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และผู้บัญชาการทหารบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ชี้แจงต่อสื่อไปครับว่าขณะนี้ยังไม่ได้การเลือกแบบใดๆ ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาและเสนออนุมัติจะเป็นไปตามปกติซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร
ทั้งนี้ก็ได้ข้อมูลมาอีกทางครับว่าทาง ศบบ.จะมีการประเมินสภาพของ AH-1F ว่ายังสามารถทำการซ่อมบำรุงเพื่อให้ใช้งานต่อไปอีกระยะได้หรือไม่ ซึ่งถ้าประเมินแล้วว่าไม่คุ้มที่จะใช้ต่อ คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นถึงจะดำเนินการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ต่อไปครับ

Royal Thai Navy announce procurement of one Medium Tug Boat and two Coastal Patrol Craft 

Model of Marsun T.111-class Multi-role patrol boat  or M36 Patrol Boat(My Own Photo)

เอกสารจากศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางกองทัพเรือเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ประกาศถึงสองโครงการจัดหาใหม่ของ  สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ คือ 
โครงการจัดหาเรือลากจูงขนาดกลางใหม่ ๑ลำ วงเงิน ๓๕๐ล้านบาท และโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ๒ลำ ในงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๓(2018-2020) วงเงิน ๔๗๕ล้านบาท
แน่นอนว่าเรือลากจูงใหม่ ๑ลำนั้นก็มีความจำเป็นต้องนำมาทดแทนเรือเก่าที่มีอายุการใช้งานมานาน ส่วนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งนั้นก็เป็นม้างานกำลังหลักหนึ่งของ กองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ

โดยเอกสารมีการอ้างอิงถึงเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือชุดเรือ ต.๑๑๑ คือแบบเรือ M36 Patrol Boat ของบริษัท Marsun ไทย จึงอาจจะเป็นแบบเรือ ตกฝ.ใหม่ที่พัฒนาจาก ต.๑๑๑ ที่มีประจำการแล้ว ๓ลำคือเรือ ต.๑๑๑, ต.๑๑๒ และ ต.๑๑๓ 
ส่วนเรือลากจูงขนาดกลางก็น่าจะเป็นการสร้างเรือลากจูงชั้น ร.ล.ปันหยี ลำที่๒ ที่สร้างโดยบริษัท ITALTHAI Marine ออกแบบโดย บริษัท Robert Allan Ltd., Naval Architects and Marine Engineering แคนาดา(http://aagth1.blogspot.com/2016/10/blog-post_43.html)
มองว่าทั้งสองโครงการจะเป็นการต่อเรือโดยบริษัทของไทยเองที่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงอย่างมาก ในการพึ่งพาตนเองของภาคอุตสาหกรรมทางเรือเอกชนและกองทัพเรือไทยครับ

Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy's HMV-150 upgraded of V-150 4x4 by Panus Assembly Co.,Ltd Thailand for field test at Narathiwat has equipped with M2 .50cal(12.7x99mm) Heavy Machinegun and MG3 7.62x51mm Machinegun on turret

นาวิกโยธินพร้อมใช้งาน HMV-150....ทหารนาวิกโยธินกับรถเกราะล้อยาง HMV-150 ซึ่งติดตั้งอาวุธเรียบร้อยแล้ว ที่ค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส ระหว่างฝึกอบรมการใช้งาน จากนี้ไปจะนำรถ HMV-150 ออกปฏิบัติการในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป..."HMV-150 เกราะป้องกันทหารนาวิกโยธิน"





Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy's new PHANTOM 380-X1 Cobra 4x4 by Panus Assembly Co.,Ltd Thailand in field operation at Narathiwat

รถหุ้มเกราะ Phantom 380X1 ของนย.ปฏิบัติงานในภาคใต้......ภาพที่เห็นนี้เป็นการปฏิบัติงานของทหารนาวิกโยธินในจังหวัดนราธิวาสโดยการใช้รถลำเลียงพลหุ้มเกราะป้องกันระเบิด Phantom 380 X1 สร้างโดยบริษัท พนัส แอสเซมบีย์ จำกัด 
ซึ่งกองทัพเรือได้จัดหามาใช้งานจำนวนหนึ่งและสามารถใช้งานได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน โดยกองทัพเรือมีแผนจัดหามาใช้งานเพิ่มเติมอีกในเร็วๆนี้

ตามที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยนำรถหุ้มเกราะล้อยาง HMV-150 ที่บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ ทำการปรับปรุงจากรถหุ้มเกราะล้อยาง V-150 4x4 ที่ประจำการใน กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน มาก่อน วางกำลังที่จุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาสนั้น
จะเห็นได้ว่าระบบอาวุธที่ได้รับการติดตั้งป้อมปืนเป็นระบบมาตรฐานเดิมที่ใช้ในรถเกราะ V-150 ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงคือ ปืนกลหนัก M2 .50cal(12.7x99mm) และปืนกลเอนกประสงค์ MG3 7.62x51mm NATO เช่นเดียวกับ V-150 ของตำรวจตระเวนชายแดน
ซึ่งอาวุธลักษณะนี้เพียงพอต่อการใช้กำลังในการรักษาความสงบจากกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องมีอาวุธหนักสำหรับสงครามตามแบบอย่างปืนใหญ่กลขนาด 20mm-30mm ขึ้นไปแต่อย่างใด

รถหุ้มเกราะล้อยาง Phantom 380-X1 ที่เป็นอีกผลิตภัณฑ์ของบริษัทพนัสที่เข้าประจำการในนาวิกโยธินไทย กองทัพเรือไทย ที่ชายแดนภาคใต้แล้วและกำลังจะจัดหาเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง
ก็จะเห็นได้จากชุดภาพข้างต้นที่มีการนำไปปฏิบัติการจริงที่นราธิวาสว่า ด้านหน้าของตัวรถมีการติดตั้งเครื่องกวาดตะปูเรือใบ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ผู้ก่อความไม่สงบใช้ขัดขวางยานยนต์ล้อยางของเจ้าหน้าที่
จึงเป็นที่ชัดเจนว่านาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยมีความพยายามในการนำรถหุ้มเกราะป้องกันทุ่นระเบิด MRAP(Mine Resistant Ambush Protected) มาใช้งานในพื้นที่ ที่เป็นระบบที่บริษัทของไทยพัฒนาเองครับ

Royal Thai Air Force former L-39ZA/ART of 401st Squadron Wing4 Takhli was transited to combine unit in 411st Squadron Wing41 Chiang Mai, 5 October 2017

นาวาอากาศเอก สุนทร ผ่องอำไพ ผู้บังคับการกองบิน ๔๑ เป็นประธานในพิธีการรับโอนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ (บ.ขฝ.๑) L-39 ZA/ART จาก ฝูงบิน ๔๐๑ กองบิน ๔ ตาคลี นครสวรรค์ มาสังกัด ฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน ๔๑ เชียงใหม่ 
และพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนา ฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน ๔๑ เชียงใหม่ ณ ลานจอดอากาศยาน ฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน ๔๑ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐ 

เครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ข.๑ L-39ZA/ART ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลีที่ยังคงประจำการอยู่ก็ได้มีการรับโอนเครื่องมารวมที่ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ ที่จะเป็นฝูงบินเดียวและฝูงบินสุดท้ายที่จะประจำการ L-39 (จำนวนที่เปิดเผยได้น้อยกว่า ๒๔เครื่อง แต่มากกว่า ๑๒เครื่อง)
โดย บ.ข.L-39ZA/ART ที่กองทัพอากาศไทยจัดหาจากสาธารณรัฐเชคจำนวน ๓๖เครื่อง ที่ได้รับการปรับปรุงระบบอาวุธและ Avionnic ให้เป็นมาตรฐาน NATO โดยบริษัท Elbit อิสราเอล ซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994) ต่อมาจัดหาเพิ่มอีก ๔เครื่องรวม ๔๐เครื่องนั้น
จากเดิมที่ประจำการในฝูงบิน๑๐๑ และฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ กับ ฝูงบิน๔๐๑ โคราชก็มีการยุบฝูงโอนย้ายเครื่องไปรวมฝูงและย้ายฝูงหลายครั้งจนเหลือเพียงฝูงบิน๔๑๑ที่ประจำการ L-39 โดยมีเครื่องจำนวนหนึ่งที่ปลดประจำการจำหน่ายออก หรือนำมาตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศแล้ว
ทั้งนี้ฝูงบิน๔๐๑ จะได้รับมอบเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่  KAI(Korea Aerospace Industries) T-50TH จากสาธารณรัฐเกาหลีระยะที่๑ ชุดแรก ๔เครื่องในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) และอีกระยะที่๒ อีกชุด ๘เครื่องในอนาคตตามแผนที่กองทัพอากาศไทยวางไว้ครับ

แต่ถ้าจะว่ากันโดยตรงในภาพรวมแล้ว เฉพาะการจัดหาอากาศยานตามความต้องการในแต่ละเหล่าทัพนั้น เห็นได้ชัดว่างบประมาณกลาโหมของไทยที่ได้รับมาในช่วงหลายปีมานี้ถึงจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงนัก
ตัวอย่างเช่นโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบต่างๆของกองทัพบกไทยและเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงของกองทัพเรือไทยและกองทัพอากาศไทยที่แต่ละแบบจัดหามาไม่เกิน ๔-๖เครื่องในแต่ละปีงบประมาณโดยส่วนมากเป็น งป.ผูกพันต่อเนื่องระยะเวลา ๓ปี
รวมถึงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH ที่แบ่งการจัดหาเป็น ๓ระยะที่กว่าจะครบฝูง ๑๖เครื่องต้องใช้เวลารวมไม่ต่ำกว่า ๕-๖ปี ก็แสดงให้เห็นว่างบประมาณกลาโหมของไทยนั้นนั้นยังจัดว่าน้อยมากไม่สอดคล้องกับราคาอาวุธยุทโธปกรณ์ในตลาดโลกที่แพงขึ้นเรื่อยๆมาก
จะเห็นได้จากที่รายงานการจัดหาอาวุธของประเทศอื่นไม่ว่าเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ที่ส่วนใหญ่จัดหาทีเดียวหลายสิบเครื่องขึ้นไป การที่ผู้ที่ไม่รู้จริงและไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองมักบอกบ่อยๆว่า งป.กลาโหมไทยสูงเกินไปน่าจะตัดลดไปแบ่งไปให้หน่วยอื่นนั้นจึงไม่ได้ตรงกับความจริงเลยครับ