วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ออสเตรเลียจะขยายกองเรือรบผิวน้ำแต่ลดจำนวนเรือฟริเกตชั้น Hunter ใหม่ลงเหลือ 6ลำ

Australia to expand surface combatant fleet



An artist's impression of the future Hunter-class frigate for the Royal Australian Navy. Canberra has announced plans to reduce its procurement of nine of the type to six. (Commonwealth of Australia)





รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศการเพิ่มขยายหลักของกองเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ภายใต้แผนที่ประกาศเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2024
ในการตอบสนองต่อการทบทวนอย่างอิสระของขีดความสามารถการรบผิวน้ำของกองทัพเรือออสเตรเลีย รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles กล่าวว่า

กองทัพเรือออสเตรเลียจะมีขนาดกองเรือรบของตนมากขึ้นกว่าสองเท่าเพื่อให้ตรงกับความท้าทายทางยุทธศาสตร์ต่างๆในอนาคต ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย
กองเรือรบผิวน้ำอนาคตของกองทัพเรืออสเตรเลียจะประกอบด้วยเรือรบหลักจำนวน 26ลำ รวมถึงเรือรบผิวน้ำระดับ 'Tier 1' จำนวน 9ลำ

เรือรบผิวน้ำระดับ Tier 1 9ลำเหล่านี้คือเรือพิฆาตสงครามทางอากาศชั้น Hobart จำนวน 3ลำที่มีอยู่ในประจำการแล้วโดยได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศและการโจมตี(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/nsm.html)
และเรือฟริเกตชั้น Hunter จำนวน 6ลำ(ถูกลดจำนวนลงจากแผนเดิมจำนวน 9ลำ) ที่จะถูกสร้างโดยบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/bae-systems-hunter-9.html)

แผนยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเรือรบผิวน้ำระดับ 'Tier 2' จำนวน 17ลำ เรือเหล่านี้ประกอบด้วยเรือฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 11ลำ ที่จะมอบ "ขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศและการคุ้มกันทางทะเลและการโจมตีภาคพื้นดิน"
และเรือผิวน้ำมีตัวเลือกมีกำลังพลขนาดใหญ่(LOSV: Large Optionally Crewed Surface Vessel) ใหม่ 6ลำพร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launching System) 32ท่อยิง ที่จะ "เพิ่มขีดความสามารถการโจมตีพิสัยไกลของกองทัพเรือออสเตรเลียอย่างมาก" กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าว

การทบทวนกล่าวว่า เรือฟริเกตอเนกประสงค์จะถูกจัดหาผ่าน "กระบวนการสร้างนอกฝั่งจากนั้นบนฝั่ง ที่ซึ่งเรือจะถูกสร้างจากต่างประเทศก่อนจะทำการขนส่งเพื่อสร้างในออสเตรเลีย"
เสริมว่าเรือ LOSV ควรจะถูกจัดหาผ่านข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) เพื่อทำให้ทำการสร้างได้ทั้งอู่เรือ Henderson ในรัฐ Western Australia หรือต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามการทบทวนเสริมว่า "ความตั้งใจคือจะสร้าง(เรือผิวน้ำมีตัวเลือกมีกำลังพลประจำขนาดใหญ่ LOSV) จำนวน 6ลำเหล่านี้ในออสเตรเลียตะวันตก"
ในระยะใกล้เรือฟริเกตชั้น Anzac จำนวน 8ลำที่เข้าประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1996-2006 จะเริ่มทยอยถูกปลดประจำการลง โดยเรือลำแรกเรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac จะถูกปลดประจำการก่อนกำหนดภายในปี 2024 นี้ครับ

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ST Engineering สิงคโปร์เปิดตัวยานเกราะล้อยาง Terrex s5 ใหม่

Singapore Airshow 2024: ST Engineering unveils Terrex s5







A display of the Terrex s5, which was unveiled at the Singapore Airshow 2024. (Kelvin Wong, ST Engineering, Janes/Ridzwan Rahmat)



บริษัท ST Engineering สิงคโปร์กิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศหลักของสิงคโปร์ได้เปิดตัวรถรบทหารราบ(IFV: Infantry Fighting Vehicle) รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลยานเกราะล้อยาง Terrex 8x8 ของตน
ในชื่อยานเกราะล้อยาง Terrex s5 รุ่นล่าสุดถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2024 ก่อนหน้างานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2024 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 20-25 กุมภาพันธ์ 2024 ณ ศูนย์จัดแสดง Changi Exhibition Centre

"ติดตั้งด้วยระบบ vetronics(อุปกรณ์ไฟฟ้าของรถ) ขั้นก้าวหน้าและทางเลือกระบบขับเคลื่อน hybrid ไฟฟ้า มันเป็นรถหุ้มเกราะ(AFV: Armoured Fighting Vehicle) ล้อยาง 8x8 ที่พร้อมเปิดสายการผลิต" ด้วยการนำส่วน portmanteau ของรถและระบบไฟฟ้าต่างๆมาใช้ 
อ่านจากแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดย ST Engineering สิงคโปร์ "การออกแบบแบบ modular และความสามารถที่จะเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายของมัน ทำให้รถจะถูกปรับแต่งได้สูงเพื่อภารกิจหลากหลายรูปแบบ" บริษัทเสริม

เช่นเดียวกับยานเกราะล้อยาง Terrex 3 รุ่นก่อนหน้า ยานเกราะล้อยาง Terrex s5 มีน้ำหนักตัวรถรวมที่ 35,000kg อย่างไรก็ตาม Terrex s5 สามารถบรรทุกภาระกรรมได้หนักกว่าเล็กน้อยที่ 13,000kg
เปรียบเทียบกับน้ำหนักภาระกรรมบรรทุกที่ 12,000kg ของ Terrex 3 และยานเกราะล้อยาง Terrex s5 สามารถรองรับกำลังพลประจำรถ 2นาย บวกทหารราบเดินเท้า 10นาย

ยานเกราะล้อยาง Terrex s5 ติดตั้งระบบขับเครื่องดีเซล turbo กำลัง 711hp มีความเร็วสูงสุดที่ 120km/h และมีระยะปฏิบัติการบนถนนได้ที่ราว 1,000km
ด้วยตัวเลือกระบบขับเคลื่อน hybrid ยานเกราะล้อยาง Terrex s5 สามารถทำระยะปฏิบัติการด้วยการเคลื่อนที่แบบเงียบที่ 50km สำหรับปฏิบัติการตรวจจับได้ยาก stealth ในระยะทางสุดท้าย(last-mile) เมื่อขับเคลื่อนใน mode ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยานเกราะล้อยาง Terrex s5 สร้างความแตกต่างให้ตนเองจากรถรุ่นก่อนหน้าของมันด้วยการนำระบบภารกิจอัจฉริยะมาใช้เป็นอย่างมาก อย่างเช่นขีดความสามารถการตรวจจับและติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ 
และขีดความสามารถที่จะดำเนินการปฏิบัติการระบบทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming) กับอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) และยานยนต์ไร้คนขับ(UGV: Unmanned Ground Vehicle)

รถต้นแบบของ Terrex s5 ที่ถูกจัดแสดงในรูปแบบรถรบทหารราบล้อยาง IFV ติดป้อมปืน remote(RWS: Remote Weapon Station) แบบ ADDER RWS 30 พร้อมปืนใหญ่กลขนาด 30mm ยังสามารถปรับแต่งรูปแบบสำหรับภารกิจที่หลากหลายรวมถึง
รถที่บังคับการติดป้อมปืน ADDER RWS พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile), รถสนับสนุนการยิงติดป้อมปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm หรือ 120mm, รุ่นเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง, และรถสะเทินน้ำสะเทินบกติดป้อมปืน ADDER RWS Twin ครับ

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์กองทัพเรือไทยร่วมการฝึกผสม MILAN 2024 ที่อินเดีย
















Royal Thai Navy (RTN)'s OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan, the Krabi-class offshore patrol vessel and Dornier Do 228 maritime patrol aircraft of 101 Naval Air Squadron, Naval Air Wing 1, Royal Thai Naval Air Division (RTNAD) departed Phang Nga Naval Base, Third Naval Area Command (3rd NAC), Thailand on 14 February 2024. 
RTN's HTMS Prachuap Khiri Khan and Do 228 conducted 37th INDO-THAI COORDINATED PATROL (37th INDO-THAI CORPAT) with Indian Navy's T72 INS Cheriyam, the Car Nicobar-class patrol vessel and Do 228 at Andaman sea on 15 February 2024. 
HTMS Prachuap Khiri Khan arrived Visakhapatnam naval base, Indian Navy Eastern Naval Command on 18 February 2024 and to be involved Multilateral Naval Exercise MILAN 2024 with participation of 50+ nations, 35 warships & submarines during 19-27 February 2024. (Royal Thai Navy)

“พิธีส่งเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์และอากาศนาวี เดินทางปฏิบัติภารกิจ ฝึกผสม และลาดตระเวนร่วม เชื่อมความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ”
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 พลเรือโท สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมด้วยนายทหารฝ่ายอำนวยการ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีส่งเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และเครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 (DO-228) เพื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการทะเลใน 3 ภารกิจ 
ได้แก่  การลาดตระเวนร่วม ระหว่าง กองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่ 37 (INDO – THAI CORPAT) การฝึกผสม MILAN 2024 ณ เมืองวิสาขปัทนัม สาธารณรัฐอินเดีย  และการเยี่ยมเมืองท่าย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา 
ระยะเวลารวม 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม 2567 
โดย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ กำหนดออกเดินทางจาก ฐานทัพเรือพังงา ในเย็นวันนี้ (วันที่ 14) เพื่อเดินทางไปยังจุดนัดพบกับเรือรบและอากาศยานของกองทัพเรืออินเดีย ในช่วงเช้าของวันที่ 15  เพื่อทำการลาดตระเวนร่วมกัน ภายใต้ชื่อ INDO – THAI CORPAT ครั้งที่ 37 
หลังจากนั้น เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ จะเดินทางต่อไปยัง เมืองวิสาขปัทนัม สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อร่วมการฝึกผสม MILAN 2024 โดยมีกำหนดการถึงในเช้าของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567

“ลาดตระเวนร่วม INDO-THAI CORPAT ครั้งที่ 37”
หลังจากที่เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกเดินทางจาก ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 เมื่อเย็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 แล้ว ในเช้าของวันนี้ (วันที่ 15) ได้เดินทางถึงจุดนัดพบ เพื่อทำการฝึกลาดตระเวนร่วมกับเรือรบ INS CHERIYAM และอากาศยาน INS DO-228 ของกองทัพเรืออินเดีย 
ในภารกิจ INDO-THAI CORPAT ครั้งที่ 37 ภายใต้วัตถุประสงค์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ และยังเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายในทะเล เช่น การทำประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน เป็นต้น 
ในระหว่างที่ทำการฝึกลาดตระเวนร่วม ของกองทัพเรือทั้ง 2 ชาติ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ก็จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและประสบการณ์ ให้กับกำลังพลประจำเรือในการฝึกร่วมกับต่างชาติ และหลังจากเสร็จสิ้นจากภารกิจการลาดตระเวนร่วม INDO-THAI CORPAT ในห้วงเย็นของวันนี้แล้ว 
เรือหลวงประจบคีรีขันธ์ จะเดินทางต่อไปยังเมืองวิสาขปัตนัม สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ 2 นั่นคือ การฝึกผสม MIAN 2024 ที่มีเรือรบจำนวนมาก จากหลายชาติเข้าร่วม มีกำหนดเดินทางถึงในช่วงเช้าของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567

“เดินทางถึงแล้ว กองเรือภาคตะวันออก กองทัพเรืออินเดีย ภารกิจ MILAN 2024”
หลังจากที่เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เสร็จสิ้นภารกิจลาดตระเวนร่วม INDO-THAI CORPAT ครั้งที่ 37 แล้ว ก็ได้ออกเดินทางต่อมายังเมืองวิสาขาปัตนัม สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือภาคตะวันออก กองทัพเรืออินเดีย เพื่อร่วมฝึกผสม MILAN 2024 
โดยเดินทางถึงในวันนี้ (วันที่ 18) เวลาประมาณ 12.00 น. ซึ่งในบริเวณท่าเทียบเรือมีเรือรบของหลายชาติได้ทะยอยเดินทางมาถึงแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกผสม MILAN 2024 

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)
ได้เดินทางออกจากฐานทัพเรือพังงา กองทัพเรือภาคที่๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗(2024) เพื่อทำการลาดตระเวนร่วมกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) รหัส INDO-THAI COORDINATED PATROL ครั้งที่๓๗(37th INDO-THAI CORPAT)
โดยทำการลาดตระเวนร่วมกับเรือตรวจการณ์ชั้น Car Nicobar เรือตรวจการณ์ T72 INS Cheriyam และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Do 228 ของกองทัพเรืออินเดียเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗ ก่อนที่จะเดินเรือไปยังฐานทัพเรือ Visakhapatnam อินเดียในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗

ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนหน้านี้ได้เสร็จสิ้นการลาดตระเวนร่วม 36th INDO-THAI CORPAT และการฝึกผสมทวิภาคี MAIDEN IN-RTN BILATERAL ในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๖ กับกองทัพเรืออินเดียในทะเลอันดามันไปแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/port-blair-nicobar.html)
ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ กองทัพเรือไทยยังมีกำหนดการที่จะเข้าร่วมการฝึกผสมทางทะเลพหุภาคี MILAN 2024 ซึ่งกองทัพเรืออินเดียเป็นเจ้าภาพ โดยมีกองทัพเรือจากมากกว่า ๕๐ชาติเข้าร่วมพร้อมเรือรบและเรือดำน้ำรวมกันถึง ๓๕ลำ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗ นี้ด้วย
หลังจากการฝึกผสมทางเรือ MILAN 2024 ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ ยังมีกำหนดที่จะเดินทางเยือนเมืองท่านคร Yangon พม่าก่อนจะเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๗ เป็นการเดินเรือเพื่ออวดธงและเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศในภูมิภาคทะเลอันดามันของกองทัพเรือไทยครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

กองทัพอากาศไทยจัดงานแสดงขีดความสามารถฝูงบิน๔๑๖ เชียงราย ประจำปี๒๕๖๗












Royal Thai Air Force (RTAF) demonstrated capabilities of its Chiang Rai Airfield (416 Squadron) for supporting Humanitarian Assistance and Disaster Relief (HADR) with Airbus Helicopter H225M (EC725) of 203rd Squadron Wing 2 Lop Buri, and wildfire fighting with Basler BT-67 of 461st Squadron Wing 46 Phitsanulok on 16 February 2024. (Royal Thai Air Force)

งานแสดงขีดความสามารถสนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) รองรับการปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2567 
วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 พลอากาศเอก พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงขีดความสามารถสนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) รองรับการปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2567 
โดยมี นายประเสริฐ  จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ, หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชน, ผู้แทนชุมชน, ประชาชน และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม ณ ฝูงบิน 416 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย
- การสาธิตการปฏิบัติการค้นหาและช่วยชีวิต โดยเฮลิคอปเตอร์แบบที่ 11 (EC-725) จากหน่วยบิน 2033
- การสาธิตการบินลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ โดยเฮลิคอปเตอร์แบบที่ 11 (EC-725) จากหน่วยบิน 2033
- การสาธิตการบินดับไฟป่า โดยเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67) จากฝูงบิน 461 กองบิน 46
- การตั้งแสดงอากาศยาน เฮลิคอปเตอร์แบบที่ 11 (EC-725) จากฝูงบิน 202 กองบิน 2 
- การตั้งแสดงอากาศยาน เฮลิคอปเตอร์แบบ AS350 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
- การจัดหน่วยมิตรประชากองทัพอากาศ ให้บริการประชาชน ได้แก่ การตรวจรักษาโรคและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ การวัดสายตาพร้อมแจกแว่นตา การให้บริการตัดผม การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ การแสดงดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ 
การมอบอุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น 
โดยมี พลอากาศโท ชัยนาท  ผลกิจ ประธานกรรมการบริหารโครงการพัฒนาขีดความสามารถสนามบินเชียงราย เป็นหัวหน้าคณะในการดำเนินการจัดงานในครั้งนี้

ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้จัดทำแผนงานสำหรับพัฒนาพื้นที่สนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) เพื่อให้เป็น ศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 
ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ ในการวางกำลังอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ปฏิบัติการบินลาดตระเวนทางอากาศ และวางกำลังเฮลิคอปเตอร์ปฎิบัติภารกิจค้นหาและช่วยชีวิต รวมทั้งภารกิจการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ 
นอกจากนี้ยังใช้เป็นฐานบินสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือ โดยกองทัพ

การแสดงขีดความสามารถของฝูงบิน๔๑๖ สนามบินเชียงราย กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗(2024) นับเป็นครั้งที่สองที่ได้มีการแสดงการสาธิตให้สื่อและประชาชนในภาคส่วนต่างๆครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023)(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/blog-post.html)
ฝูงบิน๔๑๖ เชียงรายเป็นสนามบินเก่าที่ย้อยกลับไปถึงปี พ.ศ.๒๔๖๙(1926) สงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงสงครามปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะถูกใช้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ก่อนที่จะมีการสร้างท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และกลายเป็นสวนสาธารณะในปัจจุบัน
กองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะปรับปรุงฝูงบิน๔๑๖ เป็นฐานบินส่วนหน้าสำหรับสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief) และการดับไฟป่า(wildfire) ในพื้นที่ภาคเหนือที่ต่างเป็นภัยความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725(Airbus Helicopter H225M) ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม ลพบุรี ซึ่งมีการวางกำลังในหน่วยบิน๒๐๓๓ ที่กองบิน๔๑ เชียงใหม่ในภารกิจค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Rescue) และการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ(Air Medical Transport)
และอากาศยานไร้คนขับตรวจการณ์แบบที่๑ บ.รต.๑ Aeronautics Aerostar BP (UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ฝูงบิน๓๐๒ กองบิน๓ วัฒนานคร ได้ถูกมองที่จะนำมาวางกำลังในฝูงบิน๔๑๖ เป็นฐานบินปฏิบัติการส่วนหน้า รวมการเป็นที่ควบคุมสนับสนุนเครื่องบินลำเลียงแบบที่๒ก บ.ล.๒ก Basler BT-67 ฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๖ พิษณุโลก
การปรับปรุงสนามบินฝูงบิน๔๑๖ ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๖๘(2023-2025) จะรวมการปรับปรุงทางวิ่ง(runway), ทางขับ(taxiway) และลานจอดอากาศยาน(paking area) ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO: International Civil Aviation Organization) ครับ

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

หน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทย-สหรัฐฯเสร็จสิ้นการฝึกผสม Balance Torch 24-3 ในภาคอีสาน












Royal Thai Army (RTA) Special Warfare Command and US Army Special Forces of 1st Special Forces Group (Airborne) held closing ceremony of joint exercise Balance Torch 24-3 at Khok Sung Public Place, Taku Subdistrict, Pak Thong Chai District, Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 15 February 2024.
Balance Torch 24-3 was taking place in 2nd Army Area, RTA during 21 January to 15 February 2024. (Royal Thai Army) 







ทบ.ไทย - ทบ.สหรัฐฯ เสร็จสิ้นการฝึกผสม Balance Torch 24-3
พ.อ. มงคล หอทอง รอง ผบ.พล.ร.3 เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกผสมระหว่าง ทบ.ไทย กับ ทบ.สหรัฐฯ รหัส Balance Torch 24-3 ที่ได้ทำการฝึกในห้วงระหว่างวันที่ 21 ม.ค. - 15 ก.พ. 67 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา 
ซึ่งในวันนี้ผู้เข้ารับการฝึกของทั้งสองประเทศ ได้ร่วมกระโดดร่มทางยุทธวิธี ทั้งแบบสายดึงประจำที่และแบบกระตุกเอง โดยใช้พื้นที่ ที่สาธารณะโคกสูง ต.ตะคุ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เป็นสนามกระโดดร่ม 
ทั้งนี้เพื่ิอแลกเปลี่ยนเทคนิคการกระโดดร่มทางยุทธวิธี และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งกำลังทางอากาศร่วมกัน 
สำหรับการฝึกผสม รหัส Balance Torch 24-3 นั้น กองทัพบกได้มอบหมายให้ กองทัพภาคที่ 2 โดย กองพลทหารราบที่ 3 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก และกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 เป็นหน่วยจัดการฝึก 
ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มพูนขีดความสามารถ ทั้งฝ่ายอำนวยการและกำลังพล ในด้านการปฏิบัติการพิเศษ สงครามนอกแบบ รวมทั้งการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพบกของทั้งสองประเทศ

กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Amy) และกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสม Balance Torch 24-3 เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗(2024) หลังจากมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๗(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/balance-torch-2024.html)
โดยมีการโดดร่มจากเครื่องบินลำเลียงปฏิบัติการพิเศษ Lockheed Martin MC-130J Commando II กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ณ ที่สาธารณะโคกสูง ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวังนครราชสีมา เป็นสนามกระโดดร่มระหว่างหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ รพศ.กองทัพบกไทย 
และกองรบพิเศษที่๑(ส่งทางอากาศ)(1st Special Forces Group (Airborne)) หน่วยรบพิเศษกองทัพบกสหรัฐฯที่รู้จักในชื่อ "Green Berets" โดยฝ่ายไทยมีกองพันทหารราบที่๒ กรมทหารราบที่๓ ร.๓ พัน.๒ กองพลทหารราบที่๓ พล.ร.๓ กองทัพภาคที่๒ ทภ.๒ เป็นเจ้าภาพหน่วยพื้นที่การฝึก

การฝึกผสม Balance Torch 24-3 เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกผสม Balance Torch 2024 ซึ่งเป็นการฝึกร่วมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการปฏิบัติการพิเศษ(Special Operation) ระหว่างหน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยและกองทัพบกสหรัฐฯ โดยมีหน่วยทหารราบของกองทัพบกไทยเข้าร่วมการฝึกด้วย
กองทัพบกไทยและกองทัพบกสหรัฐฯยังคงมีการฝึกผสม Balance Torch 24-4 ในพื้นที่กองทัพภาคที่๔ ทภ.๔ ซึ่งมีมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๗ ณ กองร้อยฝึกรบพิเศษที่๔ ค่ายฝึกรบพิเศษสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๗
การฝึก Balance Torch 2024 เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความแข็งแกร่งด้านความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ อีกทั้งได้แสดงให้เห็นถึงว่าหน่วยรบพิเศษของกองทัพบกไทยมีอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องสนามที่ทันสมัยและสามารถปฏิบัติการร่วมกับหน่วยรบพิเศษชั้นนำของโลกได้ครับ