The exercise Cobra Gold 2026 in Thailand concluded from 24 February to 6 March 2026, involved Royal Thai Army (RTA), Royal Thai Navy (RTN), Royal Thai Marine Corps (RTMC) and Royal Thai Air Force (RTAF); US Army, US Navy (USN) US Marine Corps (USMC), US Air Force (USAF) and US Space Force (USSF); Republic of Korea Navy (RoKN) and Republic of Korea Marine Corps (RoKMC), Japan Self-Defense Forces (JSDF); Indonesia; Malaysia; and Singapore; also with many observer nations. (Royal Thai Armed Forces/US Army/US Navy/US Marine Corps/US Air Force)
บทสรุป “คอบร้าโกลด์ 2026” ปีที่ 45 ผนึก 30 ชาติ เสริมแกร่งความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก
ปัจจุบัน Cobra Gold ถือเป็นหนึ่งในการฝึกทางทหารที่มีประวัติยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่น ความร่วมมือ และความไว้วางใจระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศ
สำหรับแนวคิดการฝึกในปีนี้ เน้นการปฏิบัติการร่วม / ผสมในทุกมิติ หรือ Combined Joint All Domain Operations: CJADO อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX) กับการฝึกภาคสนาม (FTX) เข้าด้วยกัน ผ่านศูนย์อำนวยการยุทธ์ (OC)
โดยครอบคลุมการปฏิบัติการร่วม ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมทั้งให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในมิติห้วงอวกาศ และมิติทางไซเบอร์ (Cyber) เพิ่มเติมด้วยการฝึกวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ (GEOINT) และการฝึกปฏิบัติการข่าวกรองทางสัญญาณ (SIGINT) ตลอดจนการฝึกการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) และการฝึกการอพยพประชาชนจากพื้นที่ขัดแย้ง (NEO)
โดยมี พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 / ผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจฝึกร่วม/ผสม เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกฯ
สะท้อนบทบาทนำกองของทัพบกไทย ในการอำนวยการยุทธ์ระดับพหุภาคี
การฝึกครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การปฏิบัติการร่วม/ผสมเท่านั้น แต่ยังขยายความร่วมมือไปสู่มิติ อวกาศ ไซเบอร์ และการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างยั่งยืน
The Royal Thai Army (RTA) and US Army concluded the exercise Hanuman Guardian 2026 in Thailand from 9 to 20 March 2026. (Royal Thai Army, DEFENSE & SECURITY)
March 20, the U.S. Army Pacific (USARPAC) officially handed over 17 Stryker armored vehicles to the Royal Thai Army (RTA). The grand ceremony, held to mark the closing of the Hanuman Guardian 2026 joint military exercise, took place at the Ban Dilang artillery firing range in Lopburi province.
Lieutenant General Joel Vowell, Deputy Commander of USARPAC; General Phana Klaewplodthuk, Commander-in-Chief of the Royal Thai Army; and Mr. Sean K. O'Neill, U.S. Ambassador to Thailand, attended the handover ceremony.
This delivery, under the U.S. Equipment Acquisition (EDA) program, marks a significant milestone in the history of defense cooperation between the United States and Thailand.
The Stryker is an 8-wheel drive Infantry Armored Vehicle (ICV) manufactured by General Dynamics Land Systems (Canada), designed for modern warfare where speed in deploying infantry troops is crucial.
Underneath its triple-layered armor, the Stryker can carry nine infantrymen with equipment. It offers a variety of weapon options, ranging from .50-inch machine guns to 105mm cannons.
Although these armored vehicles have previously been used by U.S. Army units, they have been refurbished and continuously maintained to ensure they are in combat-ready condition, on par with U.S. Army standards.
These 17 Stryker vehicles will be deployed to reinforce the main fleet of the 111th Combat Battalion of the Royal Thai Army, supporting both training and operational missions. This delivery of Stryker vehicles demonstrates the strong security relationship between the two countries, which has been allies for over 190 years.
สหรัฐฯส่งมอบรถเกราะStryker 17คันให้ไทยแบบไม่คิดมูลค่า
วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก (USARPAC) ได้จัดพิธีส่งมอบรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) จำนวน 17 คัน ให้แก่กองทัพบกไทย (RTA) อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสปิดการฝึกซ้อมรบร่วมหนุมานการ์เดียน 2026 ภายในสนามฝึกยิงปืนใหญ่บ้านดีลัง จังหวัดลพบุรี
โดยมีพลโท โจเอล โวเวลล์ รองผู้บัญชาการ USARPAC, พลเอก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกไทย และนายฌอน เค. โอ'นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีรับมอบ
การส่งมอบยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้โครงการยุทโธปกรณ์ส่วนเกินของสหรัฐฯ (EDA) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย
สไตร์เกอร์เป็นรถเกราะทหารราบ(ICV)ขับเคลื่อน8ล้อ ผลิตโดยบริษัท เจเนอรัลไดนามิคส์ แลนด์ ซิสเต้ม(แคนาดา) ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสภาวะการรบยุคใหม่ ที่เน้นความเร็วในการนำกำลังพลทหารราบเข้าสู่พื้นที่การรบ ภายใต้เกราะป้องกัน3ชั้น บรรทุกทหารราบพร้อมอุปกรณ์ได้9นาย สามารถเลือกติดตั้งอาวุธประจำรถได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ปืนกลขนาด .50นิ้ว ไปจนถึงป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.
รถหุ้มเกราะเหล่านี้แม้จะเคยผ่านการใช้งานโดยหน่วยของกองทัพบกสหรัฐฯ มาก่อน แต่ได้รับการฟื้นฟูสภาพ และดูแลรักษามาอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในสภาพพร้อมรบในระดับเดียวที่กองทัพบกสหรัฐฯใช้งาน
โดยรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ทั้ง 17 คันนี้ จะถูกนำไปประจำการเพื่อเสริมกำลังหลักของรถสไตรเกอร์ของกองพันรบที่ 111 ของกองทัพบกไทย สนับสนุนทั้งในด้านภารกิจการฝึกซ้อมและการปฏิบัติการจริง การส่งมอบรถเกราะสไตรเกอร์ในครั้งนี้ เป็นสมือนการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อับแนบแน่นในด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ที่ร่วมเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานมากว่า190ปี
การฝึกร่วมผสมนานาชาติ Cobra Gold 2026 ระหว่างวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ถึง ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ในประเทศไทยได้เสร็จสิ้นลงตามการฝึกดำเนินกลุยทธ์ด้วยกระสุนจริง(CALFEX: Combined Arms Live Fire Exercise) ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๖ บ้านจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี และพิธีปิด ณ สนามฝึกยิงปืนใหญ่บ้านดีลัง จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2026 ปีนี้เป็นปีที่ ๔๕แล้วและเป็นวงรอบปีฝึกแบบ Heavy Year ที่มีการฝึกครอบคลุมระหว่างกองทัพไทย, สหรัฐฯ และมิตรประเทศใน ASEAN และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกตั้งแต่การปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก(AMPHIBEX: Amphibious Exercise), การฝึกต่อต้านการยกพลขึ้นบก(Counting Landing) และการฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง(NEO/RJNO: Non-Combatant Evacuation Operation/Rescue of Japanese Nationals Overseas)
แม้จะถูกวิจารณ์จากสื่อบางรายว่าแม้การฝึก Cobra Gold ปี ๔๕ ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่มีขนาดใหญ่และยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นวงรอบปี Heavy Year แต่กลับมีจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เข้าร่วมการฝึกจริงไม่มากนัก อย่างก็ตามจะเห็นได้ว่าการฝึกของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพจะนำประสบการณ์ที่ได้จาการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) มาใช้อย่างมาก
การฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ ๙-๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เป็นการฝึกปีที่๑๗ ยังได้ถูกจัดขึ้นตามมาต่อเนื่องหลังเสร็จสิ้นการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2026 ซึ่งครอบคลุมหลายด้านรวมถึงการฝึกภาคสนาม(FTX: Field Training Exercise) ของหน่วยยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 ของกองทัพบกไทยและสหรัฐฯ
ทั้งการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2026 และการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ล่าสุดในปีนี้ยังได้เห็นการมีส่วนร่วมในการฝึกของยุทธโธปกรณ์ที่พัฒนาและผลิตโดยภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตั้งแต่ ยานเกราะล้อยางอเนกประสงค์ D-Tiger 4x4 นาวิกโยธินไทยจากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI มีพื้นฐานจากรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win MPV 4x4 ของ Chaiseri ไทย,
รถเกราะล้อยางใช้ต่อสู้ทางยุทธวิธี First Win AFV 4x4 และรถหุ้มเกราะลาดตระเวนต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ First Win ARV Dron Hunter 4x4 ที่กองทัพบกไทยกำลังได้รับไปทดสอบทดลองใช้ และยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV 8x8 กองทัพบกไทยที่ติดตั้งระบบอำนวยการสนามรบ BMS แบบ MFoCS II ของบริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯ ที่ดำเนินการในไทยโดยบริษัท Chaiseri ไทย ที่ได้รับมอบเพิ่มเติมอีก ๑๗คันครับ
The Royal Thai Air Force (RTAF), the Republic of Singapore Air Force (RSAF), and the United States Air Force (USAF) concluded the exercise Cope Tiger 2026 in Thailand from 15 to 27 March 2026, by closing ceremony which held at at Wing 1 Korat RTAF base on 27 March 2026. (Royal Thai Air Force and Republic of Singapore Air Force)
การฝึกผสมทางอากาศ Cope Tiger 2026 ระหว่างกองทัพอากาศไทย, กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ในประเทศไทยที่เสร็จสิ้นการฝึกภาคสนาม(FTX: Field Training Exercise) ช่วงระหว่างวันที่ ๑๕-๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ก็เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือทางทหารที่แน้นแฟ้นและยาวนานระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศมิตรประเทศใน ASEAN และชาติมหาอำนาจที่มีส่วนส่งเสริมการรักษาความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งยังมีการบูรณาการการฝึกร่วมกับกองทัพบกไทย และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.(ACDC: Air and Coastal Defence Command) กองทัพเรือไทยด้วย
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ปีนี้ดูเหมือนกองทัพอากาศสหรัฐฯจะไม่ส่งอากาศยานใดๆของตนมาวางกำลังฝึกในไทยซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านที่ดำเนินมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว ขณะที่การฝึกระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ตามกำหนดการปีนี้ยังมีการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ที่กองบิน๒๓ อุดรธานี ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ
Followed participated the International Fleet Review 2026 (IFR 2026) India and the exercise MILAN 2026 hold by Indian Navy at Visakhapatnam, the Royal Thai Navy (RTN) Krabi-class offshore patrol vessels (OPV), OPV-551 HTMS Krabi and Donier Do 228 maritime patrol aircraft with Indian Navy P61 INS Kora corvette and Car Nicobar class of offshore patrol vessel concluded 41st INDO-THAI CORPAT at Andaman sea from 28 February to 6 March 2026. (Royal Thai Navy/Indian Navy)
เรือหลวงกระบี่ กองทัพเรือไทย ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2026 (IFR 2026) และกิจกรรมการฝึกผสมพหุภาคีทางทะเล Exercise MILAN 2026 ณ เมืองวิศาขปัตนัม สาธารณรัฐ อินเดีย ระหว่างวันที่ 15–25 กุมภาพันธ์ 2569
โดยการจัดงานครั้งนี้มีประเทศเข้าร่วมกว่า 74 ประเทศ พร้อมเรือรบและกำลังทางเรือจากนานาชาติรวม กว่า 80 ลำ นับเป็นหนึ่งในการรวมกำลังทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
การเข้าร่วมของเรือหลวงกระบี่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงบทบาทของกองทัพเรือไทยในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาชีพ และการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือมิตรประเทศ
ตลอดจนสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของกำลังรบทางเรือของไทยในการปฏิบัติภารกิจร่วมกับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพในภูมิภาคและในเวทีโลก
ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569
เรือหลวงกระบี่ ได้เข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมไทย–อินเดีย หรือ Indo–Thai Coordinated Patrol (CORPAT) ครั้งที่ 41
การลาดตระเวนร่วมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
โดยตลอดการปฏิบัติการได้มีการฝึกปฏิบัติร่วมในหลายรูปแบบ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกำลังทางเรือทั้งสองฝ่าย
ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความปลอดภัยในภูมิภาคทางทะเล อันสะท้อนถึงมิตรภาพและความไว้วางใจที่มีต่อกันระหว่างทั้งสองประเทศ
หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2026(IFR 2026) และการฝึกผสมพหุภาคีทางทะเล MILAN 2026 ที่มีกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) เป็นเจ้าภาพ ณ Visakhapatnam อินเดีย ระหว่างวันที่ ๑๕-๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/blog-post.html)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ร.ล.กระบี่ ก็ได้ทำการลาดตระเวนร่วมกองทัพเรือไทย-กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่๔๑ 41st INDO-THAI CORPAT ระหว่างวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ในทะเลอันดามัน ร่วมกับเรือคอร์เวตชั้น Kora เรือคอร์เวต P61 INS Kola และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Car Nicobar เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง T92 INS Tillanchang
และยังมีส่วนร่วมจาก เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย ก่อนที่ ร.ล.กระบี่ จะเดินทางกลับมาที่ตั้ง ณ ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่๓ ทรภ.๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) ครับ
The Royal Thai Navy (RTN) Krabi-class offshore patrol vessels (OPV), OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan departed the Royal Thai Naval Academy (RTNA) in Samut Prakan Province, Thailand for cadets oversea sea phase training task group on 7 March 2026. (Royal Thai Navy)
The Royal Thai Navy (RTN) LPD-791 HTMS Angthong landing platform dock (LPD); and OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan, the Krabi-class offshore patrol vessel departed Sattahip Naval Base in Chonburi Province, Gulf of Thailand on 18 March 2026 for cadets oversea sea phase training task group from 6 March to 20 April 2026. (Royal Thai Navy)
โบกหมวกอำลา ส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ สู่ประสบการณ์กลางน่านน้ำต่างประเทศ
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ มอบหมายให้ พลเรือตรี อาภากร บุญยิ่ง รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในพิธีส่ง หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือเดินทางไปฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 – 3 ประจำปีการศึกษา 2568
เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ณ ท่าเทียบเรือเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ
พิธีส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือประกอบด้วยการโบกหมวก ซึ่ง เป็นประเพณีชาวเรือที่สำคัญ แสดงถึงการอำลา จากเพื่อน พี่ น้อง และผู้อันเป็นที่รัก ในการส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ที่กำลังออกเดินทางสู่ น่านน้ำต่างประเทศ
“A new journey is beginning.”
การเดินทางครั้งใหม่กำลังเริ่มต้น
“กองทัพเรือจัดพิธีส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1-3 มุ่งเสริมประสบการณ์เดินเรือต่างประเทศ สร้างมิตรภาพนานาชาติ”
เมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในพิธีส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ชั้นปีที่ 1 - 3 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีกำลังพลจากเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงอ่างทอง พร้อมทั้งข้าราชการกองบังคับการหมู่เรือฝึกฯ และนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 - 3 เข้าร่วมพิธี ณ การท่าเรือสัตหีบฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
สำหรับการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม - 20 เมษายน 2569 โดยจอดแวะเยี่ยมเมืองท่าต่างประเทศ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือมิตรประเทศ จำนวน 3 เมืองท่า ได้แก่ จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ปีนัง ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์
"HTMS Naresuan" Stands Proud in Sydney Harbour: Etching Thai Naval History on the Global Stage
On the morning of March 21, 2026, the Exercise Kakadu Fleet Review 2026 unfolded as a breathtaking historical milestone in Sydney Harbour. This grand maritime parade also marks the prestigious 125th Anniversary of the Royal Australian Navy.
Set against Australia's most iconic backdrop, HTMS Naresuan appeared with immense pride as the sole representative from Thailand in the International Fleet Review. This massive naval celebration gathered maritime forces from every corner of the globe into a single, unified display of strength.
With the Sydney Harbour Bridge as a witness, this moment serves as a powerful reminder that the Royal Thai Navy never ceases to evolve, standing with honor and dignity on the international stage.
The Charm of the "Sea of Nations"
This event is far more than a display of military hardware; it is a "Sea of Friendship" that connects nations through spectacular maritime activities.
HTMS Naresuan is not merely a vessel of steel; she is a "Goodwill Ambassador" carrying the hearts of Thai sailors to declare Thailand’s prestige to the world. Seeing a Thai ship berthed alongside the leading warships of global powers is a testament to the profound and enduring bond between Thailand and Australia, a friendship that has flourished for over a century.
“เรือหลวงนเรศวร” ผงาดกลางอ่าวซิดนีย์ จารึกประวัติศาสตร์นาวีไทยในระดับสากล
ในเช้าวันนี้ 21 มีนาคม 2026 การสวนสนามทางเรือ Exercise Kakadu Fleet Review 2026
ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ในอ่าวซิดนีย์ การสวนสนามครั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี กองทัพเรือออสเตรเลีย
(#AusNavy125)" ท่ามกลางทัศนียภาพอันโดดเด่นของประเทศออสเตรเลีย เรือหลวงนเรศวร (HTMS Naresuan) ได้ปรากฏกายอย่างภาคภูมิ ในฐานะตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยในงาน International Fleet Review การเฉลิมฉลองทางเรือครั้งมโหฬารที่รวบรวมเหล่า "นาวี" จากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ ณ จุดเดียว
โดยมีสะพานฮาร์เบอร์เป็นฉากหลัง
นี้คือเครื่องเตือนใจว่า กองทัพเรือไทยไม่เคยหยุดนิ่ง
ที่จะพัฒนา และพร้อมยืนหยัดอย่างมีเกียรติ
ในระดับสากล "
มนต์เสน่ห์แห่ง "Sea of Nations"
งานนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่คือ "มหาสมุทรแห่งมิตรภาพ" ที่เชื่อมโยงนานาชาติเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมสุดตระการตา
เรือหลวงนเรศวรไม่ได้เป็นเพียงเหล็กกล้า
ที่ลอยน้ำได้ แต่คือ "ทูตสันถวไมตรี" ที่บรรทุกหัวใจของทหารเรือไทยไปประกาศศักดาในเวทีโลก
การที่เรือของไทยได้รับเกียรติจอดเคียงข้าง
เรือรบชั้นนำจากประเทศมหาอำนาจ คือข้อพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย
และออสเตรเลียที่มีมายาวนานกว่าศตวรรษ..
โรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy) ได้ทำพิธีส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือเดินทางไปฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่๑-๓ ประจำปีการศึกษา พ.ศ.๒๕๖๘ ระหว่างวันที่ ๖ มีนาคม-๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีกำหนดเดินทางเยือนนครหลวง Jakartar อินโดนีเซีย, เมืองท่า Penang มาเลเซีย และสิงคโปร์
โดยเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกเรือจาก ท่าเทียบเรือเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ตามมาด้วยโดยพิธีส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือชั้นปีที่๑-๓ ที่ประกอบด้วย ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงอ่างทอง จากฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ขณะที่นักเรียนนายเรือชั้นปีที่๔ จำนวน ๗๕นาย ได้เข้าร่วมเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ร.ล.นเรศวร เข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือนานาชาติ KAKADU 2026 ที่จัดขึ้นทุกสองปีโดยมีกองทัพเรือออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ ที่ Darwin, Cairns และ Jervis Bay, New South Wales และกิจกรรมสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2026 ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์- ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่ง ร.ล.นเรศวร ได้ออกเดินเรือจาก ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในอ่าวไทยเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ การที่กองทัพเรือไทยสามารถส่งเรือของตนออกไปอวดธงและร่วมการฝึกที่ต่างประเทศได้ย่อมเป็นการแสดงความพร้อมของกำลังทางเรือและความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศต่างๆทั่วโลก
อีกทั้งการส่งหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ และเข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือนานาชาติ KAKADU 2026 และการสวนสนามทางเรือนานาชาติ IFR 2026 เหล่านี้เป็นกิจกรรมมีกำหนดการมาก่อนล่วงหน้าโดยมีการเตรียมการต่างๆไว้นานแล้ว อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ASEAN ของไทยส่วนใหญ่เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ก็เข้าร่วมการฝึก KAKADU 2026 ที่ออสเตรเลียเช่นกัน
ดังนั้นการที่มีผู้วิจารณ์ว่าการที่กองทัพเรือไทยส่งเรือรบไปฝึกยังต่างประเทศในช่วงที่กำลังเกิดสงครามในตะวันออกกลางจนมีวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อนโยบายการประหยัดพลังงานของภาครัฐนั้นย่อมเป็นความเห็นที่เต็มไปด้วยอคติต่อทหารเรือไทย เพราะถ้าทหารเรือโดยเฉพาะนักเรียนนายเรือไม่นำเรือออกทะเลไปฝึกแล้วจะกองทัพเรือสามารถสร้างความพร้อมรบขึ้นมาได้อย่างไรครับ?
The Royal Thai Navy (RTN) Commander-in-Chief Admiral Pairote Fuangchan has inspected 1st class Submariner Course for Fiscal Year 2026 at Submarine Squadron, Royal Thai Fleet (RTF) in Sattahip District, Chonburi Province, Thailand on 17 March 2026. (Royal Thai Navy)
The RTN is preparing its personnel before their departure for its 1st S26T Submarine training in China.
ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมการฝึกหลักสูตร “นักเรือดำน้ำ รุ่นที่ ๑” ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมกำลังพลเรือดำน้ำของกองทัพเรือ
เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมหลักสูตร “นักเรือดำน้ำ รุ่นที่ ๑” ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ณ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ โดยมี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการฝึกอบรมกำลังพลเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมความพร้อมกำลังพล เพื่อรองรับการเข้าประจำการของเรือดำน้ำของกองทัพเรือในอนาคต โดยกำลังพลหลักสูตร “นักเรือดำน้ำ รุ่นที่ ๑” ถือเป็นกำลังพลชุดแรกที่ได้รับการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่บนเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย
ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบโอวาทแก่กำลังพลนักเรือดำน้ำ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับกระบวนการฝึกอบรม ซึ่งครอบคลุมการพัฒนากำลังพลทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำ และทัศนคติของนักเรือดำน้ำ เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่มีความซับซ้อนและท้าทาย
นอกจากนี้ ยังมีการฝึกสาธิตการจำลองสถานการณ์การปฏิบัติการภายในห้องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นระบบฝึกที่ช่วยให้กำลังพลได้ฝึกการใช้งานระบบ การทำงานเป็นทีม และการตัดสินใจในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยการฝึกดังกล่าวดำเนินการโดยครูฝึกและกำลังพลที่ผ่านการฝึกอบรมจากต่างประเทศ และได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการฝึกของกองทัพเรือ
การเตรียมความพร้อมกำลังพลเรือดำน้ำในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการเรือดำน้ำ โดยได้รับการติดตามและสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำของประเทศไทยดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
การฝึกอบรมครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการวางรากฐานกำลังพลเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติภารกิจในอนาคต อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศต่อไป
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙
ในห้วงเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ กองเรือดำน้ำ กดน.(Submarine Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย ยังกำลังอยู่ระหว่างการฝึกอบรมกำลังพลใน หลักสูตรนักเรือดำน้ำ รุ่นที่๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งมีพิธีเปิดการฝึกหลักสูตรเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการกองเรือดำน้ำ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
โดยเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรือดำน้ำ รุ่นที่๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ แสดงถึงการติดตามความคืบหน้าของการฝึกนักเรือดำน้ำชุดแรกของกองทัพเรือไทยนับตั้งที่ปลดประจำการเรือดำน้ำชุดเรือหลวงมัจฉาณุไปเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔(1951)
ไทยได้มีการลงนามการแก้ไขสัญญาโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ในการยอมรับเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า CHD620 แทน MTU 396 เยอรมนี ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/s26t.html) เช่นเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Hangor ๔ลำแรกของกองทัพเรือปากีสถาน(PN: Pakistan Navy) ที่ปล่อยลงน้ำครบแล้ว คาดว่าเรือดำน้ำ S26T ลำที่๑ ของกองทัพเรือไทยควรจะสามารถปล่อยเรือลงน้ำได้ภายในต้นปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027) ครับ
Royal Thai Navy (RTN) held commissioning ceremony of the new Hydrographic Vessel HTMS Suriya (822) builded by Thai Shipyard ASIMAR at Royal Thai Naval Academy (RTNA) in Samut Prakan Province, Thailand on 30 March 2026. (Royal Thai Navy)
กองทัพเรือไทยได้จัดพิธีรับมอบเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำใหม่ เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๓) ณ ท่าป้อมเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy) ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยเป็นประธานในพิธี
เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๓) ถูกสร้างโดย บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน)(ASIMAR: Asian Marine Service PCL) ไทย ภายใต้โครงการการสร้างเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ วงเงิน ๘๘๕,๐๐๐,๐๐๐บาท($24,552,298.35) ทดแทนเรือหลวงสุริยะ(ลำที่๒) ที่สร้างโดยบริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) ไทย ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๒(1979) รวมอายุการใช้งานราว ๔๖ปี
ร.ล.สุริยะ(ลำที่๓) ได้มีการทำพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/oceanographic.html) และได้ทำทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ณ อู่เรือ ASIMAR ไทย ในตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเครื่องยืนยันถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในไทยอย่างต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ
Thai commercial cargo ship "MAYUREE NAREE" has taking fire by unknown weapon when departed United Arab Emirates (UAE) Khalifa port in Strait of Hormuz on 11 March 2026, 20 of 23 crew abandoned ship and rescued by Royal Navy of Oman (RNO) in Khasab, 3 crews still missing.
Citing to Iranian media outlets Tasnim and Fars News Agency, Iranian Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) said responsibility for firing at Thai cargo ship due violated warning to sail across Strait of Hormuz that its announced, considered that Iran not view Thailand as "friendly country" as it often claims. (Royal Thai Navy)
Royal Thai Navy Monitoring Situation After Thai Cargo Vessel Attacked Near the Strait of Hormuz; Coordinating Assistance for 23 Thai Crew Members
Rear Admiral Paraj Ratanajaipan, Spokesperson of the Royal Thai Navy, revealed that today (11 March 2026) the Maritime Traffic Control Center of the Royal Thai Navy Operations Center received a preliminary report that at approximately 11:00 a.m.,
a Thai-flagged cargo vessel named “Mayuree Naree”, with a displacement of approximately 30,000 tons and owned by Precious Shipping Public Company Limited, was attacked while navigating in waters near the Strait of Hormuz. The vessel had departed earlier today at 03:00 a.m. from Khalifa Port in the United Arab Emirates.
Upon receiving the report, the Royal Thai Navy Operations Center immediately coordinated assistance through international maritime security cooperation. The Royal Thai Navy’s liaison officer assigned to the Combined Maritime Forces (CMF) contacted the Royal Thai Embassy in Muscat, Oman, to request urgent support.
At present, the Royal Navy of Oman has successfully rescued 20 crew members and is continuing efforts to assist the remaining three. The 20 rescued Thai crew members have been safely brought ashore at Khasab, Oman, where they are currently being taken care of and provided with appropriate safety measures. The cause of the attack is still under further investigation.
The Royal Thai Navy, through the Royal Thai Navy Operations Center, will continue to closely monitor the situation and expedite coordination with relevant agencies both domestically and internationally to ensure that all 23 Thai crew members receive assistance as quickly and safely as possible. Further updates will be provided as more information becomes available.
Office of the Royal Thai Navy Spokesperson
11 March 2026
The Royal Thai Navy Issues Additional Maritime Security Advisory for Thai Vessels Regarding Sea Mine Risks in the Persian Gulf, Gulf of Oman, and Strait of Hormuz
Rear Admiral Paraj Ratanajaipan, Spokesperson of the Royal Thai Navy, announced that the Royal Thai Navy, through the Maritime Traffic Control Center under the Naval Operations Center, issued an additional maritime security advisory dated 13 March 2026.
The advisory aims to inform Thai shipping operators and Thai-flagged merchant vessels to exercise heightened caution when navigating in the Persian Gulf, the Gulf of Oman, and the Strait of Hormuz, following indications of increasing regional tensions.
According to the maritime security assessment, there is a possibility that sea mines could be deployed in these areas, which may pose a significant threat to commercial shipping and to one of the world’s most critical maritime transportation routes.
The Maritime Traffic Control Center has therefore issued additional guidance for Thai vessels and shipping operators. Key recommendations include:
1. Avoid entering designated High Risk Areas unless absolutely necessary.
2. Ship-owning companies are advised to conduct thorough risk assessments and strengthen security measures in accordance with the ISPS Code and the Best Management Practices (BMP).
3. Closely monitor the situation and comply with guidance issued by maritime security authorities.
4. Maintain continuous radio communication on Maritime Band Channel 16 and remain ready to respond to contact from maritime security authorities in the area.
5. If suspicious objects or unusual incidents are observed, immediately report to the Maritime Traffic Control Center, the United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO), and other relevant authorities.
In addition, the Royal Thai Navy has provided operational guidance on procedures to follow when encountering potential sea mine threats in order to help ship crew reduce risks and enhance navigational safety while transiting through these waters.
The Royal Thai Navy urges Thai shipping operators and merchant vessels to closely follow maritime safety advisories and information updates and to strictly adhere to recommendations issued by relevant authorities to ensure the safety of Thai vessels and their crews.
The Royal Thai Navy will continue to closely monitor and assess the situation and will promptly issue further advisories as necessary.
Office of the Royal Thai Navy Spokesperson
14 March 2026
กองทัพเรือติดตามสถานการณ์เรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานช่วยเหลือลูกเรือไทย 23 คน
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าประมาณเวลา 11.00 น. เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มีบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ
ถูกโจมตี ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ภายหลังได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันนี้
ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Combined Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที
โดยปัจจุบันกองทัพเรือโอมาน ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน สำหรับลูกเรือชาวไทย 20 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
กองทัพเรือ โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยทั้ง 23 คนเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
11 มีนาคม 2569
กองทัพเรือแจ้งเตือนภัยเพิ่มเติม แนะเรือไทยเพิ่มความระมัดระวัง “ทุ่นระเบิด” ในอ่าวเปอร์เซีย–อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลเพิ่มเติม ลงวันที่ 13 มีนาคม 2569
เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในพื้นที่ อ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
จากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเล พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ทุ่นระเบิดทางทะเล (Sea Mines) ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของโลก
ศูนย์ควบคุมการจราจรและควบคุมเรือทางทะเล จึงได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทยและผู้ประกอบการเดินเรือ โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงสูง (High Risk Area) หากไม่มีความจำเป็น
2. ขอให้บริษัทเจ้าของเรือ ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตาม ISPS Code และแนวปฏิบัติ Best Management Practices (BMP)
3. ขอให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด
4. ขอให้เรือดำรงการติดต่อสื่อสารทางวิทยุ Maritime Band ช่อง 16 และพร้อมตอบสนองต่อการติดต่อจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่
5. และหากตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือเหตุผิดปกติ ให้แจ้งให้ศคจร.ฯ, UKMTO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ แนวทางปฏิบัติเมื่อเผชิญภัยจากทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อให้กำลังพลประจำเรือสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว
กองทัพเรือขอให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ติดตามประกาศแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและเรือไทย โดยกองทัพเรือจะยังคง ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมแจ้งเตือนข้อมูลที่จำเป็นในทันที
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
14 มีนาคม 2569
จนถึงเวลาที่เขียนบทความนี้(๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙) เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกองสัญชาติไทย "มยุรีนารี"(Mayuree Naree) ที่มีบริษัท Precious Shipping จำกัด(มหาชน) ไทยที่ถูกยิงเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ จากอาวุธของอิหร่าน(คาดว่าจะเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือน้ำ หรือยานผิวน้ำไร้คนขับ USV หรือยานใต้น้ำไร้คนขับ UUV แบบพลีชีพโจมตีทางเดียว One Way Attack)
ขณะออกจากเดินเรืออออกจากเมืองท่า Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ UAE ผ่านช่องแคบ Hormuz โดยหลังถูกยิงลูกเรือ ๒๐คนจาก ๒๓คนได้สละเรือได้รับการช่วยเรือจากกองทัพเรือโอมาน(RNO: Royal Navy of Oman) ขึ้นฝั่งที่ Khasab โอมานและเดินทางกลับถึงไทย ขณะที่เรือลอยเข้าฝั่งอิหร่านโดยยังมีลูกเรืออีก ๓นายที่ยังคงสูญหายได้มีประสานงานขึ้นเรือจากอิหร่านและโอมานในวันที่ ๒๔-๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙
สงครามอิหร่านที่เริ่มต้นโดยสหรัฐฯและอิสราเอลนั้นทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งอิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ โอมาน บาห์เรน และกาตาร์ กลายเป็นเป้าโจมตีจากขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ ซึ่งนอกจากมีแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต ๑คนแล้ว การทำลายกองทัพและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านได้นำมาสู่วิกฤติพลังงาน Petroleum ทั่วโลกที่ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงครับ
(ธรรมชาติของทุกสงครามคือแต่ละฝ่ายก็คิดว่าฝ่ายตนเองเป็นฝ่ายถูกทั้งนั้น สำหรับประเทศเป็นกลางที่ไม่ได้เป็นคู่สงครามโดยตรงอย่างไทยสิ่งที่สำคัญคือการมองให้ออกและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในสงคราม ซึ่งไม่ว่าผลของสงครามจะออกมาเป็นอย่างไรไทยเรายังคงต้องคบค้ากับทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และประเทศต่างๆในตะวันออกกลางต่ออยู่ดี ตามแนวคิดการเมืองระหว่างประเทศแบบสัจนิยม
ดังนั้นการจะมาทะเลาะกันเองเลือกแบ่งฝ่ายว่าฝ่ายนี้ถูกฝ่ายนี้ผิดเพราะยิงเรือไทยยิงขีปนาวุธใส่ทำให้คนไทยตาย หรือทิ้งระเบิดฆ่าเด็กในโรงเรียนฆ่านักข่าว ฯลฯ สุดท้ายประเทศเป็นกลางอย่างไทยก็ต้องเลือกตัดสินใจในสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์ที่สุดหรือเสียหายน้อยที่สุดอยู่ดี การเลือกข้างจนประเทศมหาอำนาจตัดความสัมพันธ์ทางทหารและเศรษฐกิจ หรือกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายสากลต่างไม่ใช่เรื่องที่ดีทั้งนั้น)
U.S. 7th Fleet flagship USS Blue Ridge (LCC 19) arrived in Laem Chabang, Thailand for a port visit, March 26, 2026. Blue Ridge’s last port visit to Laem Chabang was in 2024.
https://www.c7f.navy.mil/Media/News/Display/Article/4443297/blue-ridge-visits-laem-chabang-thailand/
The 7th Fleet flagship departs Laem Chabang, Thailand, following a scheduled port visit, March 30. This visit marks our commitment to a strong continuing U.S.-Thai alliance.
เรือบัญชาการ LCC-19 USS Blue Ridge เรือธง(flagship) ของกองเรือที่๗(7th Fleet) กองเรือแปซิฟิก(USPACFLT: Pacific Fleet) กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้เสร็จการเดินทางเยือนประเทศไทยโดยเดินทางมาจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเทียบเรือ C-0 จังหวัดชลบุรี ในอ่าวไทย ระหว่างวันที่ ๒๖-๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙
เรือบัญชาการ LCC-19 USS Blue Ridge ได้เดินทางมาเยือนไทยครั้งล่าสุดคือปลายเดือยมิถุนายนปี พ.ศ.๒๕๖๗ หรือสองปีที่แล้ว การเยือนไทยของเรือธงของกองเรือที่๗ กองทัพเรือสหรัฐฯซึ่งได้นับการต้อนรับจากกองทัพเรือไทยและกองทัพไทย เป็นหนึ่งในเครื่องหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางทหารอันยาวนานและแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯและไทย
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการฝึกทางทหารต่างๆกับกองทัพสหรัฐฯเช่นการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2026 และการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ที่เสร็จสิ้นไปก่อนหน้าที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกข้างสหรัฐฯในช่วงที่สหรัฐฯกำลังทำสงครามในตะวันออกกลาง แต่แม้ว่าท่าทีรัฐบาลประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump จะก้าวร้าวและคาดเดาได้ยาก แต่กองทัพสหรัฐฯยังคงพยายามรักษาสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศอยู่ครับ
Royal Thai Marine Corps (RTMC) Chaiseri AWAV (Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) 8x8 and V-150 Commando 4x4 also multirotor attack Unmanned Aerial Vehicle (UAV) involved the opening ceremony of Royal Thai Navy (RTN) annual exercise Fiscal Year 2026 at RTMC Headquarters on 18 March 2026. (Royal Thai Marine Corps/Royal Thai Navy)
ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึก กองทัพเรือประจำปี 2569
วันนี้ (18 มีนาคม 2569 ) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด การฝึกกองทัพเรือประจำปี 2569 ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีพลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือประจำปี 2569
ตลอดจนผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือในพื้นที่ ให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบโอวาทแก่กำลังพลที่เข้าร่วมการฝึก โดยมีความสำคัญ ว่ากองทัพเรือได้จัดให้มีการฝึกกองทัพเรือเป็นประจำทุกปี เพื่อให้กำลังพลจากหน่วยต่าง ๆ ได้มีโอกาสทำการฝึกร่วมกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสาขาปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งในระดับยุทธการและยุทธวิธี
เพื่อทดสอบขีดความสามารถตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ซึ่งในปีนี้จะเป็นการทดสอบขีดความสามารถของกำลังที่มีอยู่จริงทั้งทางบกและทางเรือ เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังกองทัพเรือ ทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ให้มีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์จริงได้ และสามารถเผชิญภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตต่อไป
“ผมจึงขอให้ผู้เข้าร่วมการฝึกทุกคน มุ่งมั่น ตั้งใจในการฝึก เรียนรู้เทคนิค และประสบการณ์ รวมทั้งขอให้นำบทเรียนที่ได้รับจากการฝึกและจากการปฏิบัติการในสถานการณ์จริงที่ผ่านมา มาปรับใช้ในการพัฒนาแผนการฝึกของหน่วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้และให้กองทัพเรือมีความพร้อมรบสูงสุด เป็นปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรืออย่างแท้จริง”
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้บัญชาการทางเรือได้ร่วมชมการฝึกการปฏิบัติการทางทหารกับที่หมายสำคัญ โดยมีการปฏิบัติที่สำคัญคือ การใช้โดรนโจมตีทิ้งระเบิดที่หมาย การสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์บนบกด้วยการระดมยิงฝั่งจากเรือในทะเล การใช้ชุดปฏิบัติการดำเนินกลยุทธ์ในการโจมตีกวาดล้างข้าศึกและยึดพื้นที่
จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมชมการจัดแสดงอาวุธยุทธโธปกรณ์ (Static Display) ซึ่งจัดจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือประกอบด้วย
- อากาศยานไร้คนขับของหน่วยที่ทำการศึกษาวิจัย จากสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
- ชุดถ่ายทอดระบบสื่อสารภาพสัญญาณในการอำนวยการยุทธ์ จากกรมสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศทหารเรือ
- ชุดปฏิบัติการพิเศษ (ชุดเคลียร์คูเลต) ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ
- เรือสนับสนุนในการฝึกปฏิบัติการทางทหาร เป็นเรือสมมติในการสนับสนุนระดมยิงฝั่ง จากกองเรือยุทธการ
นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงอาวุธยุทธโธปกรณ์จากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อีกจำนวนหนึ่ง
สำหรับการฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ ซึ่งดำเนินการจัดการฝึกเพื่อให้สอดคล้องและเป็นตามนโยบาย “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” “ทำการฝึกให้เสมือนการรบจริง เมื่อรบจริงต้องชนะ” โดยทำการฝึกการวางแผนทางทหาร การจัดทำคำสั่งยุทธการ
โดยใช้แนวความคิดการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ รวมทั้งแนวทางการใช้กำลังของ ทร. การอำนวยการยุทธ์ การทดสอบความพร้อมของกำลังรบ ทำการฝึกปฏิบัติการตามสาขาต่าง ๆ ตามรูปแบบและการปฏิบัติการนอกแบบ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้
ซึ่งจะได้นำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ ต่อไป
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
พิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ที่มีขึ้น ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ มีการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากพิธีเปิดการฝึกก่อนหน้าคือมีนาวิกโยธินไทยเป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยเน้นไปที่การสาธิตการปฏิบัติการในยุทธการ "ตราดปราบปรปักษ์" ต่อกองทัพต่างชาติที่จังหวัดตราดเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘
การฝึกและการแสดงระบบอาวุธยุทธโปกรณ์ต่างๆในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๙ นี้ยังได้เน้นระบบที่วิจัยพัฒนาในไทยเป็นจำนวนมากตั้งแต่ รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ของนาวิกโยธินไทยที่ผลิตโดยบริษัท Chaiseri ไทยที่ได้ถูกนำมาใช้งในการรบกับกองทัพฝ่ายตรงข้ามจริงในยุทธการตราดปราบปรปักษ์ โดยมีการติดเกราะไม้เสริมเพื่อลดอำนาจการทำลายของอาวุธต่อสู้รถถัง
อากาศยานไร้คนขับหลากหลายแบบที่พัฒนาโดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office) ที่ถูกนำมาใช้งานจริงแล้ว และจะมีการพัฒนารุ่นใหม่ๆที่จะใช้บนเรืออย่างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศรต่อไป จนถึงเรือเพื้นน้ำไร้คนขับในการสนันสนุนการฝึก และระบบสำหรับชุดปฏิบัติการพิเศษกองพันลาดตระเวน พัน ลว.นย.และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.RTN SEAL ครับ
(แม้ว่ากองทัพเรือไทยจะกล่าวได้ว่าได้รับชัยชนะในการเข้ายึดพื้นที่ต่างๆคืนได้เป็นจำนวนมาก แต่จนถึงตอนนี้ประเทศฝ่ายตรงข้ามไม่คิดว่าตนเองจะแพ้ไทยเลยแม้แต่นิดเดียว ตราบใดที่ผู้นำประเทศฝ่ายตรงข้ามยังเป็นกลุ่มอำนาจเดิมในปัจจุบันอยู่ พวกเขาจะใช้วิธีทำสงครามบั่นทอนกำลัง(War of Attrition) สร้างสถานการณ์พื้นที่สีเทา(Grey Zone)ก่อกวนยั่วยุไทยเราไปเรื่อยๆทั้งในพื้นที่พิพาทและในเวทีการเมืองระดับนานาชาติ
ทำให้ไทยเราเกิดอาการล้าจากสงครามที่ยาวนาน(War Weariness) ทั้งทหารในแนวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศฝ่ายตรงข้ามสามารถรอได้นานถึงชั่วอายุคนหนึ่งหรือราว ๒๐-๓๐ปีเลยทีเดียว ถึงตอนนั้นประเทศฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าตนจะชนะไทยในทางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างที่สหรัฐฯที่มีแสนยานุภาพทางทหารและการเมืองเหนือกว่าและเริ่มต้นสงครามด้วยความชอบธรรมแพ้ในอัฟกานิสถาน)
































































