วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยบอกใบ้การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑


A Scaled model of the Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16A Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat, shown with four Diehl IRIS-T short-range air-to-air missiles, presented to Prime Minister of Thailand Mr. Anutin Charnvirakul during his visit at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 14 August 2026. (Airlinesweek)


Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) was inspection Armament section of Wing 1 Korat RTAF Base on 23 July 2026, seen RTAF F-16A/B of 103rd Squadron being equipped with Diehl IRIS-T short-range air-to-air missile on its wingtip station by European officials. (Royal Thai Air Force)








The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat perform air strike demonstration and escort flight to Socata TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul on 14 August 2026. (RTAF Insider)

นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี 
ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 
นอกจากนี้ ยังได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ พร้อมกันนั้น ได้เยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ มีหน้าที่เตรียมกําลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กําลังกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบ
ของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดย นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ 
เนื่องด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง 
ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม
ภาพ​ถ่า​ยโดย​ กิตติ​เดช ​สงวน​ทองคำ

อารักขาบนฟ้า ตรวจความพร้อมบนพื้น
ภารกิจเดียวสะท้อนกำลังทางอากาศ และขีดความสามารถของนักรบทางอากาศ
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังทางอากาศ ณ กองบิน 1 โคราช พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น และทุกส่วนสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพอากาศในทุกมิติ 
ในการนี้ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อพิจารณาด้านความมั่นคงบริเวณด้านตะวันออกจากกองทัพอากาศ รวมถึงการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ" (Unbeatable Air Force) ดังนี้
1 การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ : การผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ เพื่อให้เป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมและยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศของเราในอนาคต
2 กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง : การขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน "ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ" ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างครอบคลุม
3 การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน : การใช้ขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและทันท่วงทีในทุกวิกฤต
4 การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ : การพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อก้าวไปสู่ National Link โดยบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด 'One Team ทัพไทย' ให้กำลังรบทั้ง 3 เหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
5 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : การมุ่งสู่ ‘การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน’ โดยการผลักดันผลงานวิจัยและยึดหลักนโยบายชดเชย (Defence Offset) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการยกระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ท้ายที่สุด ทุกการพัฒนาของกองทัพอากาศมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปกป้องชาติและประชาชน” พร้อมพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทย และยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศในทุกสถานการณ์

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ดำเนินการตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1 เพื่อพบปะข้าราชการ รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน 
ตลอดจนรับทราบข้อขัดข้อง ปัญหา และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของหน่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติงานด้านสายวิทยาการสรรพาวุธ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพอากาศ
ในการนี้ นาวาอากาศเอก พิชญาณ อะสีติรัตน์ ผู้บังคับการกองบิน 1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และข้าราชการกองบิน 1 ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในสายวิทยาการสรรพาวุธให้มีความพร้อม รองรับภารกิจของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security Council) พร้อมรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ และคณะ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ได้แสดงขีดความสามารถการบินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930 ที่ทำการบินโดยนายกรัฐมตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้บอกใบ้ถึงขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Diehl IRIS-T เยอรมนีกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของฝูงบิน๑๐๓

แบบจำลองย่อขนาดของเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙ F-16A Block 15 OCU หมายเลข "10310" ที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A หมายเลข 10310 เครื่องจริงที่มีการทำเครื่องหมาย score mark การใช้อาวุธในปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ก็ถูกจัดแสดงพร้อมกับเครื่องรบหลักแบบอื่นๆของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน
แบบจำลองเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A 10310 ได้แสดงการติดตั้งแบบจำลองอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/diehl-defence-iris-t.html) ที่ตำบลอาวุธที่๑ และที่๙(Station 1 and 9) ปลายปีกทั้งสองข้าง และตำบลอาวุธที่๒ และที่๘ (Station 2 and 8) ใต้ปีกคู่นอกสุด ซึ่งแบบจำลองที่มอบให้บุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการไม่น่าจะแสดงการติดอาวุธที่ทำไม่ได้จริง

นี่ยังสอดคล้องกับการรตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ของพลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) และคณะเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16 ไม่ทราบรุ่นและฝูงบินของกองทัพอากาศไทยถูกจอดที่โรงเก็บอากาศยานที่ตำบลอาวุธที่๙ ปลายปีกติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T พร้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปด้วย
ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เป็นหน่วยบินแรกของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่จัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan I จำนวน ๑๒ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988), และภายใต้โครงการ Peace Naresuan II จำนวน ๖เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) รวม ๑๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html)

ต่อมาได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ๒เครื่อง และ บ.ข.๑๙ก F-16B ๕เครื่อง รวม ๗ เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)(โครงการ Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) และโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ จำนวน ๑๐เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-16a-adf.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้ถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/f-16ambm-lizard-3-amraam.html) ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) และได้ปรับปรุงความทันสมัยครึ่งอายุ EMLU(Enhanced Mid-Life Update) ที่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018),

เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gripen-cd.html) และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-5th-super-tigris.html) ซึ่งต่างใช้งานร่วมกับหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display)
และจะมีการทดสอบกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) รวมถึงเป็นอาวุธหลักหนึ่งของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ที่กำลังจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่ประจำการในในฝูงบิน๑๐๓ นั้นเดิมรองรับการติดตั้งรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-114/A ซึ่งรองรับเฉพาะการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P/AIM-9L/AIM-9M Sidewinder ขณะที่เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จะรองรับรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-129 ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-5 AMRAAM
เช่นเดียวกับการบูรณาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่ใช้รางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-7 ที่เก่ากว่า อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้รับการออกแบบให้มีมิติขนาดและส่วนติดต่อและการติดตั้งเข้ากับอากาศยานที่รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ตระกูล AIM-9 Sidewinder ได้ตั้งแต่ต้น เป็นที่เข้าใจว่าครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ 

จะได้รับการดัดแปลงรางอาวุธ LAU-114/A และ LAU-129 ดั้งเดิม รวมถึงการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ของระบบจัดการอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SMS: Stores Management System) ผ่านหน้าจอควบคุมระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SCP: Stores Control Panel) เพื่อให้รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T โดยไม่มีการดัดแปลงโครงสร้างหลักและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่มเติม
ตามสมุดปกขาวของกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html) เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ มีกำหนดที่ถูกปลดประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๘(2028-2035) การปรับปรุงบูรณาการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T จึงน่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถระยะสุดท้ายในประจำการครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โปแลนด์ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือฟริเกตชั้น Miecznik ลำแรก ORP Wicher

Poland launches its first Miecznik frigate







A side profile of Poland's first Project 106 Miecznik frigate, Wicher, being launched off Gdynia on 12 August 2026. (PGZ)





เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 Janes ได้สังเกตการณ์อู่เรือบริษัท PGZ Naval Shipyard(PGZ Stocznia Wojenna) โปแลนด์การปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกตชั้น Project 106 Miecznik("ปลาดาบ" Swordfish ในภาษาโปแลนด์) ลำแรกเรือฟริเกต ORP Wicher 
ซึ่งเป็นเรือลำแรกจากเรือฟริเกตชั้น Miecznik จำนวน 3ลำที่กำลังถูกสร้างสำหรับกองทัพเรือโปแลนด์(Polish Navy, Marynarka Wojenna) บนพื้นฐานแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 ของบริษัท Babcock สหราชอาณาจักร

ไม่เหมือนกับการปล่อยเรือลงน้ำด้วยทางเลื่อน slipway ตามแบบ การปฏิบัติงานได้รับการดำเนินการโดยการใช้เรือโป๊ะบรรทุกหนักท้องแบนกึ่งจมใต้น้ำได้(semi-submersible heavy transport barge) แบบ Boabarge 33
สะท้อนถึงขนาดของเรือฟริเกตชั้น Miecznik และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน ณ อู่เรือ PGZ Stocznia Wojenna ใน Gdynia โปแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/miecznik-orp-huragan.html)

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 เรือฟริเกตชั้น Miecznik ลำแรก เรือฟริเกต ORP Wicher ได้ถูกเปิดตัวออกจากโรงประกอบตัวเรือบูรณาการของอู่เรือ PGZ Stocznia Wojenna และถูกเคลื่อนย้ายไปยังเรือโป๊ะบรรทุกหนัก Boabarge 33
เรือฟริเกต ORP Wicher ถูกเคลื่อนย้ายโดยการใช้รถขนส่งแยกส่วนอัตตาจร(SPMT: Self-Propelled Modular Transporter) ทำงานประสานกัน 287ตัว ก่อนนำตัวเรือไปวางตำแหน่งและทำให้มั่นคงบนเรือโป๊ะบรรทุกหนัก

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องหมายถึงครั้งแรกที่ตัวเรือฟริเกต ORP Wicher ได้ออกจากโรงประกอบสร้างตั้งแต่ที่การต่อประกอบตัวเรือได้เริ่มต้นขึ้น(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/miecznik-orp-wicher.html)
Jan Grabowski สมาชิกคณะกรรมการบริหารของบริษัท PGZ โปแลนด์ที่รับผิดชอบด้านโครงการทางเรือต่างๆกล่าวกับ Janes ว่า "การเปิดตัวของเรือฟริเกต ORP Wicher ในอนาคตเป็นสัญลักษณ์แห่งช่วงเวลา"(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/miecznik.html)

"ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของโปแลนด์กำลังแสดงให้เห็นต่อลูกค้าว่า(เรือฟริเกตชั้น Miecznik) กำลังถูกส่งมอบตรงตามเวลาและอยู่ภายในงบประมาณที่วางไว้ แน่นอนเป็นสิ่งที่ตรงตามที่ลูกค้าคาดหวังทุกประการ" Grabowski กล่าว
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 เรือฟริเกต ORP Wicher ได้ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำและพิธีเจิม(christened) อย่างเป็นทางการใน Gdynia โปแลนด์ โดยมีประธานาธิบดีโปแลนด์ Karol Nawrocki และนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ Donald Tusk ร่วมพิธี

เรือฟริเกตชั้น Miecznik ของกองทัพเรือโปแลนด์มีพื้นฐานจากแบบเรือ Arrowhead 140 ของ Babcock สหราชอาณาจักร เรือมีความยาวตัวเรือที่ 138m ความกว้างที่ 20m และมีระวางขับน้ำเต็มที่(รวมอุปกรณ์เพิ่มเติมและการตอกปูพื้นผิวตัวเรือ plating)ที่ประมาณ 7,000tonnes 
จะมีระยะปฏิบัติการสูงสุดที่ประมาณ 8,000nmi, ความเร็วสูงสุดที่ 28knots ด้วยระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลสี่เครื่องรูปแบบ CODAD(Combined Diesel and Diesel) เครื่องยนต์ลูกสูบดีเซล, สองใบจักรที่ควบคุมได้ มีกำลังพลประจำเรือที่ราว 120นาย และพื้นที่สำหรับกำลังเพิ่มเติมอีก 60 นาย

ระบบอาวุธของเรือฟริเกตชั้น Miecznik โปแลนด์รวมถึง ระบบปืนเรือ Leonardo OTO 76/62 Super Rapido 76mm พร้อมระบบควบคุมการยิง Strales สำหรับนำวิถีกระสุนนำวิถีแบบ DART(Driven Ammunition with Reduced Time of Flight)
และระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง MBDA Sea Ceptor สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ CAMM(Common Anti-Air Modular Missile) ในแท่นยิงแนวดิ่ง Lockheed Martin Mk 41 VLS(Vertical Launch System) พร้อม ExLS Host ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/saab-visby-sea-ceptor.html)

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump สั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford เปลี่ยนระบบรางดีดส่งอากาศยานแม่เหล็กไฟฟ้าไปเป็นระบบไอน้ำ

Trump directs Pentagon to submit plans to replace electric catapult and elevator equipment with steam and hydraulic systems





The electromagnetic catapult system is shown here being installed in USS Gerald R Ford. The Pentagon is working on plans to reinstall steam catapults on Ford-class ships. (US Navy)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ส่งบันทึกข้อความถึงรัฐมนตรีกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ Pete Hegseth สั่งการให้เขายืนแผนต่างๆสำหรับการเปลี่ยนระบบรางดีดส่งอากาศยานขึ้นบิน catapult และ lift ยกระบบไฟฟ้า
ที่ถูกติดตั้งบนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/ford-cvn-79-uss-john-f-kennedy.html) ไปเป็นระบบไอน้ำและ hydraulic ทำเนียบขาว White House ยืนยันเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ใน post online

บันทึกข้อความสั่งการให้รัฐมนตรีการสงครามสหรัฐฯ Hegseth ด้วยการให้คำปรึกษาของรักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ Hung Cao เพื่อมอบแผนดังกล่าวภายใน 60วันตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2026
แก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump ผ่านผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงบประมาณสหรัฐฯ(OMB: Office of Management and Budget) และผู้ช่วยประธานาธิบดีสหรัฐฯด้านกิจการความมั่นคงแห่งชาติ(National Security Affairs)

แผนเกี่ยวกับ "มาตรการต่างๆที่จำเป็น" เพื่อแทนที่ระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีด catapult แม่เหล็กไฟฟ้า(EMALS: Electromagnetic Aircraft Launch System) และ lift ยกอาวุธชั้นก้าวหน้า Advanced Weapons Elevator(AWE) ต่างๆ
ด้วยระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีด catapult ระบบไอน้ำ และ lift ยกอาวุธระบบ hydraulic สำหรับการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สี่ เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-81 USS Doris Miller รวมถึงกำหนดเวลาและข้อกำหนดด้านทรัพยากรต่างๆ post online กล่าว 

ถูกจัดหาในปีงบประมาณ 2019 เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-81 USS Doris Miller เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดซื้อเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford จำนวนสองลำร่วมกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สาม เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-80 USS Enterprise 
การยื่นงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2026 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายการจัดจ้างของตนทั้งหมดที่ $15.2 billion กองงานวิจัยสภา Congress สหรัฐฯ(CRS: Congressional Research Service) เน้นในรายงานของตนในเดือนธันวาคม 2025

พิธีวางกระดูกงูเรือของเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-81 USS Doris Miller มีแผนที่จะมีขึ้นภายหลังในปี 2026 และขณะนี้กองทัพเรือสหรัฐฯคาดหวังว่าเรือจะถูกส่งมอบได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2034
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump ได้วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯต่อสาธารณะสำหรับการพึ่งพาอย่างหนักในระบบไฟฟ้าต่างๆที่ใช้ปฏิบัติงานบนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำแรก เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-78 USS Gerald R Ford

และมองการออกแบบใหม่ โดย Trump กล่าวว่าระบบไฟฟ้าต่างๆเหล่านี้มีความซับซ้อนมากเกินไป เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-78 USS Gerald R Ford ได้เข้าประจำการและผ่านการวางกำลังปฏิบัติการจริงแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/ea-18g-growler.html)
ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สอง เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy กำลังอยู่ระหว่างการทดลองเรือในทะเลต่างๆ และมีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือสหรัฐฯในเดือนมีนาคม 2027 ครับ

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มต้นโครงการปรับปรุงรถถังหลัก K2

South Korea initiates K2 tank upgrade





Hyundai Rotem's K2 MBT of the RoKA. (Republic of Korea Army)



สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีได้ริเริ่มโครงการเพื่อที่จะเพิ่มขยายสมรรถนะของรถถังหลัก K2 MBT(Main Battle Tank) ของกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army)

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA กล่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 ว่าโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความอยู่รอดและประสิทธิภาพการรบของระบบรถถังหลัก K2 เพื่อต่อต้านภัยคุกคามระบบต่อต้านยานเกราะต่างๆที่อุบัติขึ้น
DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าโครงการปรับปรุงรถถังหลัก K2 MBT ของกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการในช่วงปี 2028-2046 และจะใช้งบประมาณที่วงเงินประมาณ 3.45 trillion Korean Won($2.5 billion)

รถถังหลัก K2 MBT ที่ได้รับการปรับปรุงถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะได้รับการติดตั้งด้วยระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System), ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAV: Counter-Unmanned Aerial Vehicle)
ด้วยระบบสงคราม electronic(EWS: Electronic Warfare System) และระบบอาวุธป้อมปืน remote(RWS: Remote Weapon Station) DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าการปรับปรุงเพิ่มขยายต่างๆ

มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเพิ่มพูนขีดความสามารถของรถถังหลัก K2 MBT เพื่อต่อต้านภัยคุกคามต่างๆที่อุบัติขึ้นในสนามรบ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile),
จรวดต่อสู้รถถัง(RPG: Rocket-Propelled Grenade) และอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ/อาวุธลอยตัว(Loitering Munition) ต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/rv-connex-arun-k-18m.html)

รถถังหลัก K2 ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2014 มีน้ำหนักรถที่ 56tonne ผลิตโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี ตามข้อมูลของ Janes กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีมีรถถังหลัก K2 ในประจำการแล้วจำนวนมากกว่า 200คัน
รถถังหลัก K2 ติดตั้งอาวุธด้วยปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ 120mm L/55 และติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MTU 883 V12 เยอรมนีหรือเครื่องยนต์ดีเซล Doosan DV27K สาธารณรัฐเกาหลี กำลัง 1,500hp ที่มอบความเร็วบนถนนสูงสุดที่ 70km/h

รถถังหลัก K2 ยังติดตั้งด้วยระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ต่างๆ, ระบบกันกระเทือน hydro-pneumatic ที่ปรับระดับได้, เกราะวัสดุผสมและเกราะปฏิกิริยา, และระบบป้องกันเชิงรุก APS แบบ soft-kill
บริษัท Hyundai Rotem ไม่ได้ตอบสนองต่อการตั้งคำถามต่างๆจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/hyundai-rotem-k2-black-panther.html)

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ออสเตรเลียประกาศจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM สหรัฐฯ

Australia announces AIM-260 acquisition



The RAAF F/A-18F Super Hornet aircrafts, seen here during the exercise Pitch Black 2026. (Commonwealth of Australia)

This infographic shows a rendering of the AIM-260 JATM, based on information of the classified missile that US Naval Air Systems Command (NAVAIR) published in March 2025. (NAVAIR/Janes)

รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond Visual Range Air-to-Air Missile) พิสัยไกลแบบใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/aim-260-jatm.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศทางยุทธวิธีขั้นก้าวหน้าร่วม Lockheed Martin AIM-260 Joint Advanced Tactical Missile(JATM) สหรัฐฯสำหรับกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)

การจัดซื้อจัดจ้างจะทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกนอกสหรัฐฯที่จะปฏิบัติการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียในนครหลวง Canberra กล่าวเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026
รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles ประกาศการจัดซื้อจัดจ้างนี้ ณ การฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ฐานทัพอากาศ RAAF Base Darwin ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2026

ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Marles งบประมาณวงเงิน A$736 million($518 million) จะถูกลงทุนเพื่อจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ภายใต้กลไกการจัดหารูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯ
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ขั้นต้นจะถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18F Super Hornet ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/thai-boomerang-2025.html)

ตามมาด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/f-35a-72.html) และเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ Boeing EA-18G Growler
(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/ea-18g-growler.html) ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/fa-18f.html)

"การจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM จะมอบระบบอากาศยานรบต่างๆของกองทัพอากาศออสเตรเลียด้วยการป้องปรามที่น่าเชื่อถือในการต่อต้านเป้าหมายทางอากาศต่างๆ
เสริมต่อขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศต่างๆที่มีอยู่ และขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีภาคพื้นดินต่างๆทั่วทั้งกองทัพออสเตรเลีย(ADF: Australian Defence Force)" กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเสริม

AIM-260 เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา BVRAAM ยุคอนาคตที่ออกแบบเพื่อมอบขีดความสามารถที่เหนือกว่าอย่างมหาศาลกว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศต่างๆที่มีอยู่ของสหรัฐฯ แม้ว่ารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับอาวุธเป็นความลับ 
โครงสร้างลำตัว(fuselage) ของ AIM-260 มีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่กับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางตระกูล RTX AIM-120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) แต่ขาดครีบช่วงกลางโครงสร้างลำตัวส่วนหลัง

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM คาดว่าจะมีความยาวที่ราว 4m และมีระยะยิงไกลเกิน 180km โดยยังถูกออกแบบเพื่อให้ติดตั้งได้พอดีในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-22 Raptor
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ประกอบด้วยสี่ส่วนหลักคือ ส่วนระบบนำวิถี, ส่วนหัวรบระเบิดแรงสูงแตกสะเก็ด(high-explosive blast-fragmentation), ส่วนหน่วยควบคุม, และส่วนระบบขับเคลื่อนครับ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือฟริเกตชั้น Formidable สิงคโปร์ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear อิสราเอลแล้ว

Singapore Formidable-class frigates fitted with Blue Spear missile



File image of the Formidable-class frigate RSS Steadfast at Hawaii during the exercise RIMPAC 2026. (US Navy)

เรือฟริเกตชั้น Formidable ของกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) ได้รับการติดตั้งด้วยด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear SSM(Surface-to-Surface Missile) แล้ว Janes สามารถยืนยันได้
อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ได้รับการติดตั้งในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงครึ่งอายุ(MLU: Mid-Life Upgrade) ของเรือฟริเกตชั้น Formidable แทนที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon ASM(Anti-Ship Missile) ดั้งเดิม

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ถูกเห็นได้บนเรือฟริเกตชั้น Formidable ลำที่สาม เรือฟริเกต RSS Steadfast หมายเลขเรือ 70(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/formidable-rss-stalwart-aster.html)
ซึ่งกองทัพเรือสิงคโปร์จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมพร้อมการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรือสำราญนานาชาติ Tokyo International Cruise Terminal ในกรุง Tokyo ญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2026

สิงคโปร์ได้เปิดเผยเป็นครั้งแรกถึงแผนที่จะติดตั้งเรือฟริเกตชั้น Formidable ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Janes ก่อนหน้างานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางเรือ IMDEX 2023
ผู้บัญชาการกองเรือที่1(First Flotilla) กองทัพเรือสิงคโปร์ ณ เวลานั้น นาวาเอก Ng Kok Yeng Daniel ได้ร่างเค้าโครงความตั้งใจระหว่างก่อนเริ่มงานแสดง IMDEX 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blue-spear-formidable.html)

กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ได้แถลงตามมาต่อเนื่องว่าโครงการปรับปรุงครึ่งอายุของเรือฟริเกตชั้น Formidable จะยังรวมถึงการปรับปรุงระบบอำนวยการรบ, ระบบสื่อสาร และระบบทางวิศวกรรมต่างๆของเรือ
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ได้รับการทำตลาดโดยบริษัท Proteus Advanced Systems กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอล และบริษัท ST Engineering สิงคโปร์

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear สามารถสืบย้อนไปได้ถึงต้นกำเนิดในตระกูลอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Gabriel และได้รับการพัฒนาสำหรับทั้งภารกิจโจมตีเรือผิวน้ำและโจมตีภาคพื้นดินต่างๆ
ตามข้อมูลคุณลักษณะที่เผยแพร่โดยบริษัท Proteus Advanced Systems อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีความเร็วต่ำกว่าเสียง subsonic มีระยะยิงที่ราว 290m และสามารถโจมตีเป้าหมายต่างๆในระยะนอกสายตา(BLOS: Beyond Line-of-Sight) ได้

อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ได้นำชุดระบบหัวค้นหา seeker และระบบนำวิถีมาใช้ที่ออกแบบเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าหนาแน่นและเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามที่วางกำลังระบบมาตรการต่อต้านทาง electronic ต่างๆ
เจ้าหน้าที่ในภาคอุตสาหกรรมกล่าวกับ Janes ก่อนหน้านี้ว่า อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear สามารถโจมตีเป้าหมายต่างๆได้ทั้งเป้าหมายทางทะเลและเป้าหมายภาคพื้นดิน และสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของตนได้อย่างพลวัตในการต่อต้านเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ต่างๆ

อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ยังทำการบินโคจรในรูปแบบบินเรี่ยดผิวน้ำ(sea-skimming) ระดับต่ำโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยุ่งยากในการตรวจพบและสกัดกั้น(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html)
เรือฟริเกตชั้น Formidable ทั้ง 6ลำ ลำแรกเรือฟริเกต RSS Formidable(68), ลำที่สองเรือฟริเกต RSS Intrepid, ลำที่สามเรือฟริเกต RSS Steadfast(70), ลำที่สี่เรือฟริเกต RSS Tenacious(71), ลำที่ห้าเรือฟริเกต RSS Stalwart(72) และลำที่หกเรือฟริเกต RSS Supreme(73) ถูกขึ้นระวางประจำการในช่วงปี 2007-2009 ครับ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ตุรกีทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สามและลำสุดท้ายของมาเลเซีย KD Tunku Osman Jewa

Türkiye launches Malaysia's final LMS Batch 2 vessel



Tunku Osman Jewa , the third and final corvette of the Littoral Mission Ship Batch 2 (LMS Batch-2) programme for the Royal Malaysian Navy, seen here being launched at Istanbul Shipyard on 9 August 2026. (STM)



บริษัท STM ตุรกีได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของโครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง Littoral Mission Ship(LMS) Batch 2 ของกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เรือคอร์เวต KD Tunku Osman Jewa หมายเลขเรือ 143 ถูกทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการ ณ อู่เรือ Istanbul Shipyard เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 บริษัท STM ประกาศในวันเดียวกัน

บริษัท STM ตุรกีกล่าวว่าเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ทั้งสามลำได้ถูกปล่อยเรือลงน้ำในช่วงระยะเวลาสี่เดือน ลำแรก เรือคอร์เวต KD Tunku Laksamana Abdul Jalil หมายเลขเรือ 141 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026
(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lms-batch-2-kd-tunku-laksamana-abdul.html) และลำที่สอง เรือคอร์เวต KD Raja Laut หมายเลขเรือ 142 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/lms-batch-2-kd-raja-laut.html)

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 จำนวน 3ลำกำลังได้รับการสร้างโดยบริษัท STM ภายใต้ข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ(G-to-G: government-to-government) ระหว่างมาเลเซียและตุรกี
โครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ได้มีขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lms-batch-2-stm-3.html) เมื่อมาเลเซียได้ส่งมอบจดหมายตอบรับ(LoA: Letter of Acceptance) สำหรับการจัดหาเรือจำนวน 3ลำ

บริษัท STM อธิบายโครงการนี้ในฐานะการส่งออกเรือคอร์เวตแบบแรกของตุรกีแก่ลูกค้าในเอเชีย-แปซิฟิก พิธีตัดเหล็กของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีขึ้นในมหานคร Istanbul ในเดือนธันวาคม 2024 
ขณะที่พิธีวางกระดูกงูเรือสำหรับเรือลำแรกมีขึ้นในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/lms-batch-2-3.html) ถูกออกแบบสำหรับความต้องการของกองทัพเรือมาเลเซียโดยมีพื้นฐานจากแบบเรือคอร์เวตชั้น Ada ของกองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy)

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีความยาวเรือรวมที่ 99.56m, กว้างที่ 14.42m, กินน้ำลึกที่ 3.94m และมีระวางขับน้ำที่ราว 2,500tonnes ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล 4เครื่องในรูปแบบ CODAD(Combined Diesel and Diesel) 
ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มากว่า 26knots และมีระยะปฏิบัติการที่มากกว่า 4,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ที่ 14knots มีระยะเวลาปฏิบัติการได้นาน 14วัน, รองรับกำลังพลประจำเรือได้ 111นาย และมีดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้ 

ระบบอาวุธของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ประกอบด้วยปืนเรือ 76mm เป็นปืนหลัก, ปืนกลขนาด 30mm เป็นปืนรอง, แท่นยิงอาวุธปล่อยวิถีพื้นสู่พื้นสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด, และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ
มาเลเซียยืนยันการเลือกระบบป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะจุด(point-defence) ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อรัฐบาลมาเลเซียใน Putrajaya ได้ลงนามสัญญาวงเงิน $94 million กับบริษัท LIG Defense & Aerospace สาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM(Korean Ship‑to‑Air Anti Missile) จำนวน 48นัด ซึ่งจะติดตั้งในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) จำนวน 16นัดในแต่ละลำ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k-saam-lms-batch-2.html)
แยกออกไปต่างหากในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกันมาเลเซียยังได้ลงนามสัญญากับบริษัท ROKETSAN ตุรกีสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ ATMACA จำนวน 24นัดสำหรับเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ที่จะถูกส่งมอบแก่กองทัพเรือมาเลเซียได้ครบทั้ง 3ลำภายในปี 2027 ครับ 

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โปรตุเกสลงนามสัญญาจัดหาเรือฟริเกต FREMM EVO อิตาลี 3ลำ

Italy advances FREMM EVO programme as Portugal signs for three frigates under SAFE





A rendering of the second-of-class FREMM EVO frigate for the Italian Navy, Aviere, displayed at the steel cutting for the vessel on 23 July 2026. (Italian Navy)

อิตาลีได้มีความคืบหน้าในการสร้างของโครงการเรือฟริเกตยุคอนาคต FREMM EVO(Evolution) ของตน ขณะที่ในสัปดาห์เดียวกันในเดือนกรกฎาคม 2026 โปรตุเกสได้ลงนามข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ(G-to-G: government-to-government)
ที่จะจัดหาเรือฟริเกต FREMM EVO จำนวน 3ลำภายใต้การสนับสนุนเงินกู้ผ่านการดำเนินการด้านความมั่นคง(SAFE: Security Action for Europe) ของสหภาพยุโรป(EU: European Union)

ในเดือนเมษายน 2026 บริษัท Fincantieri อิตาลีได้ทำพิธีตัดเหล็กสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรก เรือฟริเกต Bersagliere สำหรับกองทัพเรืออิตาลี(Italian Navy, Marina Militare)
เหตุการณ์สำคัญของโครงการได้มีขึ้นตามมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 โดยทำพิธีตัดเหล็กสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO ลำที่สอง เรือฟริเกต Aviere ณ อู่เรือ Riva Trigoso ของบริษัท Fincantieri

เรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรก เรือฟริเกต Bersagliere และลำที่สอง เรือฟริเกต Aviere ได้ถูกจัดหาภายสัญญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในเดือนกรกฏาคม 2024
ระหว่างองค์การความร่วมมืออาวุธยุทโธปกรณ์ร่วม(OCCAR: Organisation for Joint Armament Co-operation, Organisation Conjointe de Coopération en matière d’Armement) ยุโรป

และบริษัท Orizzonte Sistemi Navali(OSN) อิตาลี กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ของบริษัท Fincantieri(ถือหุ้นที่ร้อยละ51) และบริษัท Leonardo อิตาลี(ถือหุ้นที่ร้อยละ49)
เพื่อที่จะส่งมอบเรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรกเรือฟริเกต Bersagliere และลำที่สองเรือฟริเกต Aviere แก่กองทัพเรืออิตาลีในปี 2029 และปี 2030(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/bergamini-fremm-f598-spartaco-schergat.html

ตามข้อมูลจาก Fincantieri อิตาลี เรือฟริเกต FREMM EVO จะมีการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ที่มีความยืดหยุ่นทาง cyber(cyber-resilient) แบบ SADOC 4,
การปรับปรุงต่างๆต่อระบบสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ต่างๆ, ระบบปืนเรือและอาวุธปล่อยนำวิถี, ชุดระบบตรวจจับ sonar, ระบบสื่อสาร, ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี(TDL: Tactacal Data Link),

ขีดความสามารถการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAV: Counter-Unmanned Aerial Vehicle), และการบูรณาการสำหรับระบบไร้คนขับต่างๆ เรือฟริเกต FREMM EVO จะติดตั้งชุด radar fixed-face สองย่านความถี่ X-C-band
radar fixed-face ตระกูล Kronos Grand Naval ของ Leonardo อิตาลีถูกออกแบบเพื่อช่วยปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆรวมถึงขีปนาวุธพิสัยใกล้(SRBM: Short-Range Ballistic Missile) จนถึงขีปนาวุธพิสัยกลาง(MRBM: Medium-Range Ballistic Missile)

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 กระทรวงกลาโหมโปรตุเกสได้ลงนามข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO จำนวน 3ลำสำหรับกองทัพเรือโปรตุเกส(Portuguese Navy, Marinha Portuguesa) พร้อมการบริการการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องต่างๆ
กระทรวงกลาโหมโปรตุเกสประกาศ เรือฟริเกต FREMM EVO ใหม่จะทดแทนเรือฟริเกตชั้น Vasco da Gama(MEKO 200PN) จำนวน 3ลำที่ถูกขึ้นระวางประจำการในปี 1991-1992 ตั้งแต่หลังปี 2035 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/vasco-da-gama.html)