วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

TAI ไทยและ Embraer บราซิลหารือการจัดตั้งศูนย์บริการอากาศยานในไทยแก่กองทัพไทย

Embraer positions Thai Aviation Industries for local maintenance and support to the Royal Thai Armed Forces



Embraer ERJ135 jet transport aircrafts in Royal Thai Navy (RTN) and Royal Thai Army (RTA) service. (Royal Thai Air Force)

Embraer also see strong potential for the KC‑390 Millennium’s advanced multi‑mission capabilities to support Thailand’s long‑term strategic defense requirements. (Embraer)

Embraer has advanced discussions with Thai Aviation Industries (TAI) for a potential partnership aimed at establishing TAI as a future local authorized service center. (Embraer)



ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ ๓-๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) บริษัท Embraer บราซิลได้มีความคืบหน้าการหารือกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทย สำหรับความเป็นไปได้การเป็นหุ้นส่วนที่มุ่งเป้าที่การจัดตั้ง TAI ไทยในฐานะศูนย์บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในอนาคต 
การริเริ่มนี้สามารถเพิ่มขยายขีดความสามารถการซ่อมบำรุงในไทยสำหรับฝูงบินเครื่องบินลำเลียงไอพ่น ERJ135 ของกองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) การริเริ่มนี้อาจจะเริ่มต้นดำเนินการปฏิบัติใช้งานภายในสิ้นปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้ บริษัท Embraer กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙

ปัจจุบันกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) มีประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียงไอพ่น Embraer ERJ135LR กำหนดแบบเป็นเครื่องบินใช้งานทั่วไปแบบ๑๓๕ บ.ท.๑๓๕ ERJ135LR จำนวน ๒เครื่อง และกองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) กำหนดแบบเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบที่๒ บ.ลล.๒ ERJ135LR จำนวน ๒เครื่อง
ความร่วมมือนี้เป็นเครื่องหมายถึงขั้นระยะต่อไปของบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) ระหว่าง Embraer บราซิลและ TAI ไทย เสริมความแข็งแกร่งความสำคัญของการสนับสนุนร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการบินและการป้องกันประเทศที่แข็วแกร่งในไทย ผ่านการมีส่วนร่วมของภาตอุตสาหกรรมในไทยและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

"ฝูงเครื่องบินลำเลียง ERJ135 จะเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยและเราประจับใจกับผลงานที่เติบโตขึ้นของอากายานของ Embraer บราซิล ความเป็นหุ้นส่วนของเรากับบริษัท Embraer แสดงถึงขีดความสามารถต่างๆที่เติบโตขึ้นของไทยในการบริการการสนับสนุนด้านการบิน
เราภูมิใจที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของ Embraer ในภูมิภาคแและมองไปข้างหน้าที่่จะสำรวจโอกาสต่างที่เปิดกว้างขึ้นในฐานะความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเรา" พลอากาศเอก พิบูลย์ วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ(MD: Managing Director) บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI) ไทยกล่าว

"ความเป็นหุ้นส่วนนี้กับ TAI ไทย เป็นเกี่ยวกับการสร้างการพึ่งพาตนเองและขีดความสามารถในระยะยาวในภาคอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยการลงทุนในความเป็นหุ้นส่วนต่างๆภายในไทย เรากำลังสร้างการจัดตั้งการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นทั่วทั้งผลงานของเรา รวมถึงโอกาสต่างๆสำหรับระบบอื่นๆในอนาคต
เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่แข็งแกร่งสำหรับขีดความสามารถพหุภารกิจขั้นก้าวหน้าต่างๆของเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC‑390 Millennium ที่จะสนับสนุนความต้องการทางยุทธศาสตร์กลาโหมต่างๆในระยะยาวของไทย" Carlos Naufel ประธานและผู้อำนวยการบริหารบริษัท Embraer Services & Support บราซิลกล่าว

บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด หรือ Thai Aviation Industries(TAI) ไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการการเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมทำใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) ในประเทศแก่อากาศยานของรัฐบาลไทยและเอกชนไทยในเชิงพาณิชย์
รัฐบาลไทยได้อนุมัติการจัดตั้งบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI) ไทย เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖(2003) ซึ่งดำเนินการกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และให้การบริการสนับสนุนอากาศยานต่างในประจำการกองทัพไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police) และหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลไทย

ในงาน Singapore Airshow 2026 บริษัท Embraer ได้เปิดเผยการยืนยันว่ากองทัพอากาศอุซเบกิสถาน(Uzbek Air Force) คือลูกค้าที่ไม่เปิดเผยและรายแรกในกลุ่มประเทศเอเชียกลางที่ได้สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน ๒เครื่องในเดือนธันวาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html)
โดยมีกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) เป็นลูกค้าเปิดตัวรายแรกในเอเชีย-แปซิฟิกสำหรับเครื่องบินลำเลียง C-390 ที่เครื่องแรกได้ประกอบเสร็จแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html) Embraer บราซิลได้มองกองทัพอากาศไทยในฐานะลูกค้าที่เป็นไปได้สำหรับการทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่๘ บ.ล.๘ Lockheed Martin C-130H Hercules จำนวน ๑๒เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/c-130h-elephant-walk.html)

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

KAI เกาหลีใต้เสนอการบูรณาการเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50 มาเลเซียกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120 AMRAAM

Singapore Airshow 2026: KAI moves to boost Malaysia's FA-50 package with proposed AMRAAM integration





A model of the FA-50 on display at Singapore Airshow 2026. (Royal Thai Armed Forces, Korea Aerospace Industries, MK84.com)

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีกำลังมองที่จะเสริมความแข็งแกร่งตำแหน่งของตนในโครงการเครื่องบินรบเบา LCA(Light Combat Aircraft) ของมาเลเซีย
โดยการเสนอการบูรณาการการเพิ่มขยายระบบอาวุธต่างๆสำหรับแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 สำหรับกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia)

ตัวแทนของบริษัท KAI กล่าวกับ Janes ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026 ว่า
KAI สาธารณรัฐเกาหลีกำลังเสนอขีดความสามารถสำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ที่จะติดตั้งใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM‑120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile)

เป็นการสร้างเครื่องหมายที่แสดงถึงย่างก้าวที่สำคัญในการเพิ่มขยายขีดความสามารถสงครามทางอากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVR: Beyond‑Visual‑Range) ของเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50
ตัวแทนบริษัท KAI กล่าวว่าข้อเสนอเป็นส่วนหนึ่งของหลากหลายความพยายามที่จะเพิ่มความน่าสนใจข้อตกลงสำหรับรัฐบาลมาเลเซียตามที่มีความคืบหน้ามุ่งไปสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 เพิ่มเติมจำนวน 18เครื่อง

ความเป็นไปได้สำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 จำนวน 18เครื่องได้เป็นที่รับทราบครั้งแรกโดย KAI สาธารณรัฐเกาหลีในปี 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/kai-fa-50-18.html)
เมื่อบริษัท KAI กล่าวว่ามาเลเซียได้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างตามมาในเวลาอันสั้นหลังการลงนามสัญญาวงเงิน $920 million สำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่1 จำนวน 18เครื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/fa-50.html)

ในเวลานั้นบริษัท KAI สาธารณรัฐเกาหลีบ่งชี้ว่าการบรรลุผลอย่างเป็นทางการของสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 คาดว่าจะมีขึ้นตามมาในเวลาอันสมควร
เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 Block 20 จำนวน 18เครื่องแรกของกองทัพอากาศมาเลเซียจะได้รับการติดตั้ง Active Electronically Scanned Array(AESA) radar แบบ PhantomStrike ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ

PhantomStrike AESA radar ทำให้เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 Block 20 สามารถที่จะตรวจจับเป้าหมายได้ในระยะไกลและมีความเข้ากันได้กับชุดระบบอาวุธต่างๆของตะวันตกที่หลากหลาย การส่งมอบเครื่องบินชุดแรกคาดว่าจะมีขึ้นในปี 2026 นี้
เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ได้เข้าประจำการแล้วในกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ในชื่อเครื่องบินฝึกไอพ่นและโจมตีเบา T-50i(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/elang-thainesia-2025.html),

กองทัพอากาศอิรัก(Iraqi Air Force) ในชื่อเครื่องบินฝึกไอพ่น/โจมตีเบา T-50IQ(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/t-50iq.html), กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ในชื่อเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50PH(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fa-50ph-12.html)
กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/sky-dragon-fa-50.html) และกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Foce) ในชื่อเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ T-50TH(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html)

และ KAI สาธารณรัฐเกาหลีได้กล่าวว่าความสนใจเพิ่มเติมในเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ของตนได้มีขึ้นจากผู้ใช้งานต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางและอเมริกากลาง-อเมริกาใต้(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/fa-50.html)
แบบจำลองของเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ที่แสดงในงาน Singapore Airshow 2026 อยู่ในรูปแบบเครื่องบินรบที่นั่งเดี่ยว โดยโครงสร้างอากาศยาน(airframe)มีการนำนักบินที่สองและห้องนักบินหลังออกไปและติดตั้งระบบเชื้อเพลิงสำรองขนาด 300gal แทนในพื้นที่นั้นครับ

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

AVIC จีนเปิดตัวอากาศยานรบไร้คนขับ Wing Loong‑X UCAV ใหม่เสนอแก่ตลาดเอเชีย-แปซิฟิก

Singapore Airshow 2026: China's AVIC introduces WL-X UCAV to Asia-Pacific market





A model of the WL-X UCAV on display at Singapore Airshow 2026. (Janes/Ridzwan Rahmat, China Daily)

Aviation Industry Corporation of China(AVIC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอากาศยานของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดตัวอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) แบบ Wing Loong‑X(WL‑X)
ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026 ตัวแทนของ AVIC จีนยืนยันกับ Janes ในงานว่า

อากาศยานรบไร้คนขับ WL‑X(Wing Loong‑X) UCAV ได้สร้างเครื่องหมายถึงการปรากฎตัวครั้งแรกของตนในเอเชีย-แปซิฟิกนอกจีนในการเข้าแข่งขันเพื่อเติมเต็มความต้องการต่างๆในภูมิภาค
สำหรับระบบอากาศยานโจมตีทางทะเลที่มีระยะเวลาทำการบินยาวนานมาก(persistent maritime strike platform) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AVIC จีนกำลังตั้งเป้าหมายผู้ใช้ปฏิบัติงานในเอเชีย-แปซิฟิก

ที่กำลังมองหาอากาศยานรบไร้คนขับ UCAV ระยะเวลาทำการบินยาวนานที่มีขีดความสามารถการตรวจการณ์ทางทะเลในพื้นที่กว้างด้วยความสามารถที่จะดำเนินการปฏิบัติ(prosecute) ต่อเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำต่างๆได้
ตามรายละเอียดต่างที่ AVIC จีนให้ในงานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 อากาศยานรบไร้คนขับ WL‑X UCAV มีความยาวที่ 12.2m ความสูงที่ 4.3m และมีปีกกว้างที่ 24m

ขณะที่ตัวแทน AVIC จีนปฏิเสธที่จะเปิดเผยขีดความสามารถน้ำหนักภาระกรรมบรรทุก(payload) สูงสุด พวกเขากล่าวว่าตัวอากาศยาน(air vehicle) ของ Wing Loong‑X UCAV มี
"ขีดความสามารถในการติดตั้งภาระกรรมบรรทุกขนาดหนัก" รวมถึง torpedo และอาวุธปล่อยนำวิถีต่างๆได้หลายนัด แม้ว่าจะไม่ได้มีการให้รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับอาวุธหรืออุปกรณ์เหล่านี้ก็ตาม

อากาศยานรบไร้คนขับ WL‑X UCAV รุ่นภารกิจทางทะเลได้ถูกร่างเค้าโครงครั้งแรก ณ งานแสดงการบิน Airshow China 2024 ในนคร Zhuhai ระหว่างวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2024
ที่ซึ่ง AVIC จีนได้จัดแสดงอากาศยานรบไร้คนขับ Wing Loong‑X UCAV พร้อมชุดระบบภารกิจและระบบอาวุธทางทะเลต่างๆที่สมบูรณ์ โดยตำบลอาวุธใต้ปีกข้างละสี่จุดได้แสดงการติดตั้ง

กระเปาะจ่ายทุ่นวิเคราะห์เสียงใต้น้ำ sonobuoy จำนวนสี่กระเปาะ, torpedo เบาต่อต้านเรือดำน้ำระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบ ET-60, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำขนาดเบา YJ-9E, 
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL‑108 Lite สองนัดตลอดทั้ง 8ตำบลอาวุธใต้ปีก อาวุธอื่นๆที่ถูกแสดงร่วมกันกับ WL‑X UCAV รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL‑10 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL-12, 

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น radar แบบ LD‑8A, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ CM‑400AKG, และระเบิดนำวิถีร่อนนำวิถีด้วยดาวเทียมความแม่นยำสูงแบบ LS-6 ขนาด 250kg และ 500kg
ตัวแทน AVIC จีนได้ปฏิเสธที่จะพูดคุยในรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมของอากาศยานรบไร้คนขับ WL‑X UCAV รวมถึงเพดานบินปฏิบัติการและความเร็วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Boeing สหรัฐฯถอนการเสนอขายเครื่องบินขับไล่ F-15EX 24เครื่องแก่อินโดนีเซีย

Singapore Airshow 2026: Boeing pulls plug on Indonesian F-15EX campaign





A US Air Force F-15EX Eagle II. Boeing is no longer campaigning to sell its F‑15EX to Indonesia. (US Air Force/Boeing)



บริษัท Boeing สหรัฐฯได้ยืนยันว่าตนไม่ได้มีการรณรงค์การขายเครื่องบินขับไล่ F-15EX Eagle II ของตนแก่กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) อีกต่อไป
ในการตอบสนองต่อคำถามต่างๆจาก Janes ระหว่างงานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026 โฆษกบริษัท Boeing กล่าวว่า

Boeing สหรัฐฯปัจจุบันกำลังมุ่งเน้นความสำคัญในการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-15EX แก่กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/f-15ex-2026.html)
และกำลังขยายขีดความสามารถจำนวนการผลิต ณ โรงงานอากาศยาน St Louis ของตนในมลรัฐ Missouri เพื่อวัตถุประสงค์นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/boeing-f-15ex-lot-2.html)

"มันไม่มีการดำเนินการรณรงค์การขายเครื่องบินขับไล่ F-15EX แก่อินโดนีเซียอีกต่อไป" กล่าวโดยโฆษกบริษัท Boeing ผู้ซึ่งให้การแนะนำเพิ่มเติมว่าการชี้แจงเพิ่มเติมใดๆควรจะต้องมาจากรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอินโดนีเซีย
เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าวนั้นอยู่ภายใต้กรอบการทำงานรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของรัฐบาลสหรัฐฯในนครหลวง Washington DC(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/boeing-ghost-bat-f-15ex.html)

การเปิดเผยเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการกลับลำ(about-face)อย่างมีนัยสำคัญ ตามที่ก่อนหน้าอินโดนีเซียได้ดำเนินการก้าวย่างต่างๆมุ่งหน้าสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-15EX(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/mou-boeing-f-15ex-24.html)
ในเดือนสิงหาคม 2023 กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) กับ Boeing สหรัฐฯสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15EX จำนวน 24เครื่อง กำหนดแบบสำหรับอินโดนีเซียเป็นเครื่องบินขับไล่ F‑15IDN

ระหว่างการลงนามบันทึกความเข้าใจ MoU ในเวลานั้นได้เห็นประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียเดินทางเยือน St Louis สหรัฐฯ
บันทึกความเข้าใจ MoU แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุผลการขายและตามมาพร้อมกันด้วยการแถลงการณ์ต่อสาธารณะที่หนักแน่นต่างๆเกี่ยวกับความสำคัญของเครื่องบินขับไล่ต่อธิปไตยแห่งชาติของอินโดนีเซีย

Boeing สหรัฐฯได้เน้นหนักในเวลานั้นว่ารุ่นเครื่องบินขับไล่ F‑15IDN สำหรับอินโดนีเซียจะมีคุณลักษณะการเพิ่มขยายที่ก้าวหน้าต่างๆรวมถึง ระบบควบคุม digital fly‑by‑wire, ชุดระบบสงคราม Eletronic (EW: Electronic Warfare suite) ที่ทันสมัย,
ห้องนักบินแบบ glass cockpit ล้วน, และชุดคำสั่ง software ระบบภารกิจรุ่นใหม่ล่าสุด บันทึกความเข้าใจ MoU มีขึ้นตามหลังการอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายของรัฐบาลสหรัฐฯแก่อินโดนีเซียก่อนหน้า

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-15 Advanced Eagle โดยกำหนดแบบในเวลานั้นเป็นเครื่องบินขับไล่ F‑15ID จำนวน 36เครื่องแก่อินโดนีเซีย
ในข้อตกลงที่มีมูลค่าวงเงินราว $13.9 billion รวมถึง Radar, ระบบสงคราม eletronic(EWS: Electronic Warfare System), และเครื่องประมวลผล digital ต่างๆครับ(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/f-15id.html)

Boeing สหรัฐฯรับสัญญาปรับปรุงความทันสมัยเครื่องบินขับไล่ F-15K เกาหลีใต้

Boeing receives contract to modernise South Korean F-15Ks





The Republic of Korea Air Force currently has 59 Boeing F-15K aircraft in service. This photo, taken in 2024, shows an F-15K with the 11th Fighter Wing at Kunsan Air Base in South Korea. (Samantha Rodriguez/USMC)

ฝูงเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Boeing F-15K Slam Eagle ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) กำลังเป็นไปตามแผนสำหรับการปรับปรุง
หลังบริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับสัญญาผสมผสาน(hybrid contract) ระยะเวลา 11ปีเพื่อที่จะปรับปรุงความทันสมัยฝูงเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/mh-60r.html)

ภายใต้สัญญาวงเงิน $2.8 billion ที่ประกาศโดยกระทรวงการสงครามสหรัฐฯเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 บริษัท Boeing จะออกแบบและพัฒนา "ชุดบูรณาการของระบบอากาศยานต่างๆ"
สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15K กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีในนามของสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี

การประกาศของสัญญามีขึ้นตามมาเกินสามปีหลังจากสำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA เริ่มต้นโครงการในเดือนธันวาคม 2022 ที่จะปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ของตน
ตามข้อมูลจาก DAPA สาธารณรัฐเกาหลี "โครงการปรับปรุงเพิ่มสมรรถนะ" รวมถึงระบบ Active Electronically Scanned Array(AESA) radar, ระบบสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) และ computer ภารกิจที่ได้รับการปรับปรุง

โฆษกกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลียังกล่าวกับ Janes ระหว่างงนิทรรศการการบินและการป้องกันประเทศนานาชาติ Seoul International Aerospace & Defense Exhibition (ADEX) 2025 ที่จัดขึ้นที่นครหลวง Seoul สาธารณรัฐเกาหลีระหว่างวันที่ 17-24 ตุลาคม 2025 ว่า
กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีจะยังเปลี่ยนแบบระบบพิสูจน์ฝ่าย IFF(Identification Friend-or-Foe) ที่มีอยู่ของเครื่องบินขับไล่ F-15K ไปเป็นระบบ IFF Mode 5, ปรับปรุงระบบ datalink ในเครื่อง และเปลี่ยนแปลงจอแสดงผลในห้องนักบิน "บางส่วนเล็กน้อย"

ภายใต้สัญญาผสมผสานค่าใช้จ่ายบวกค่าธรรมเนียมคงที่(CPFF: Cost-Plus-Fixed-Fee) และราคาคงที่มีแรงจูงใจ(FPI: Fixed-Priced Incentive) ที่ไม่ระบุรายละเอียด Boeing สหรัฐฯจะดำเนินงาน ณ โรงงานอากาศยาน St Louis ของตนในมลรัฐ Missouri
โดยสัญญามีส่วนร่วมของรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯแก่สาธารณรัฐเกาหลี Janes เข้าใจว่าในเดือนตุลาคม 2025 รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในนครหลวง Seoul และรัฐบาลสหรัฐฯในนครหลวง Washington DC

ได้ลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการการปรับปรุงความทันสมัยเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีไปแล้ว และบริษัท Boeing นั้นกำลังดำเนินการทำงานตามสัญญาของตนกับรัฐบาลสหรัฐฯ
ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces(JWAF) ปัจจุบันกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle จำนวน 59เครื่องจากที่สั่งจัดหาระยะที่1 จำนวน 40เครื่อง และระยะที่2 จำนวน 21เครื่องรวม 61เครื่อง ซึ่งเริ่มส่งมอบตั้งแต่ปี 2005 ครับ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สิงคโปร์จัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130H Hercules มือสอง

Singapore Airshow 2026: Singapore acquires used C-130H aircraft to refresh airlift capabilities





A file image of an RSAF C-130 transport aircraft. Singapore has acquired used C-130H airframes to refresh its airlift capabilities. (The Republic of Singapore Air Force)

กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) กำลังดำเนินการยืดอายุบางส่วนของขีดความสามารถการลำเลียงทางอากาศต่างๆของตนด้วยการจัดหาเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130H Hercules มือสอง
เพื่อทดแทนฝูงบินเครื่องบินลำเลียง Lockheed C-130B Hercules ที่มีอายุการใช้งานมานานของตน(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/f-15sg-f-16d-f-16cd-cope-tiger-2023.html)

ความคืบหน้านี้ได้รับการเปิดเผยโดยผู้บัญชาการกองทัพอากาศสิงคโปร์ พลอากาศตรี Kelvin Fan Sui Siong ในการเขียนตอบกลับคำถามต่างๆจากสื่อก่อนหน้างานแสดงการบินนานชาติ Singapore Airshow 2026 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026
"เรามีฝูงบินผสมของเครื่องบินลำเลียง C-130H และเครื่องบินลำเลียง C-130B เครื่องบินลำเลียง C-130B ของเราเก่ากว่าโดยประจำการมาตั้งแต่ปี 1977 และถึงกำหนดสำหรับการทดแทน" พลอากาศตรี Fan กล่าว

"หลังจากการประเมินค่าต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน เราได้ตัดสินใจว่าเครื่องบินลำเลียง C-130 Hercules ยังคงเป็นระบบอากาศยานที่ดีที่สุดที่ตรงความต้องการการปฏิบัติการของเราในอีก 15-20ปีข้างหน้า
ดังนั้นกองทัพอากาศสิงคโปร์จึงได้จัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130H ที่ผ่านการใช้งานแล้ว แต่ยังคงได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเครื่องบินลำเลียง C-130H จะทดแทนเครื่องบินลำเลียง C-130B ที่มีอายุการใช้งานมานานของเรา" เขาระบุ

"การส่งมอบได้เริ่มต้นแล้วและเครื่องบินลำเลียง C-130H (มือสอง)เหล่านี้จะถูกนำมาใช้งานใหม่เพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดความต้องการต่างๆของกองทัพอากาศสิงคโปร์" พลอากาศตรี Fan เสริม
เครื่องบินลำเลียง C-130B จำนวน 4เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 6เครื่องรวม 10เครื่องประจำการในฝูงบินที่122(122 Squadron) ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ และได้ถูกวางกำลังสำหรับทั้งภารกิจทางทหารและภารกิจด้านมนุษยธรรมต่างๆมาแล้ว

เครื่องบินลำเลียง C-130H Hercules ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ได้รับการติดตั้งด้วยระบบ Avionic ที่ทันสมัยมากกว่า รวมถึงระบบนำร่อง, ระบบสื่อสาร และระบบบริหารจัดการการบินที่ปรับปรุงใหม่ต่างๆ
นอกจากนี้เครื่องบินลำเลียง C-130H ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างและระบบต่างๆที่ได้รับการปรับปรุงที่ให้มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่สูงกว่า และน้ำหนักภาระกรรมบรรทุก(payload) ที่มากกว่า

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วเครื่องบินลำเลียง C-130H สามารถที่จะบรรทุกสัมภาระหรือกำลังพลได้มากกว่าตลอดระยะทางที่ไกลกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินลำเลียง C-130B ทำให้ C-130H มีความเหมาะสมมากว่าสำหรับความต้องการการปฏิบัติการต่างๆที่เพิ่มขยายของกองทัพอากาศสิงคโปร์ 
ในการตอบคำถามของเขา พลอากาศตรี Fan ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆที่เกี่ยวข้องกับราคา, จำนวนเครื่อง, หรือแหล่งที่มาดั้งเดิมของเครื่องบินลำเลียง C-130 มือสองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วเหล่านี้ครับ

สหรัฐฯอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ใหม่ 30เครื่องแก่อิสราเอล

US approves Apache, Koala helicopters for Israel



An IAF AH-64D Apache attack helicopter. (Israeli Ministry of Defense)




An IAF AH-64A Apache attack helicopter. The US has now approved the sale of the latest AH-64E to Israel, along with additional AW119Kx training helicopters. (Israeli Ministry of Defense)

สหรัฐฯได้อนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache Guardian และเฮลิคอปเตอร์ฝึก Leonardo AW119Kx Koala แก่อิสราเอลเป็นวงเงินรวมกันที่ $3.95 billion
ประกาศโดยสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ในสองสัญญาที่แยกต่างหากที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ครอบคลุมเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache Guardian จำนวน 30เครื่องเป็นวงเงิน $3.8 billion
และเฮลิคอปเตอร์ฝึก AW119Kx Koala ที่ไม่เปิดเผยจำนวนเป็นวงเงิน $150 million(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/aw119kx-ofer.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/04/th-73a-thrasher.html)

"ข้อเสนอการขายจะเพิ่มขยายขีดความสามารถของอิสราเอลเพื่อให้ตรงต่อภัยคุกคามต่างๆในปัจจุบันและอนาคตโดยการเพิ่มพูนความสามารถที่จะป้องกันพรมแดน, โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ, และศูนย์กลางประชากรของอิสราเอล
ข้อเสนอการขายที่ถูกเสนอนี้จะเพิ่มการทำงานร่วมกันกับกองกำลังของสหรัฐฯและแสดงถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯที่จะปรับปรุงความทันสมัยกองกำลังรักษาความมั่นคงและกองทัพของอิสราเอล" DSCA สหรัฐฯกล่าวในทั้งสองเอกสารการอนุมัติ

การอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องรวมถึง radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) ติดตั้งบนแกนใบพัดประธานแบบ Northrop Grumman AN/APG-78 Longbow
และตัวรับสัญญาณระบบทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming) ขณะที่แท่นยิงอาวุธได้ถูกรวมไว้แต่ตัวระบบอาวุธต่างๆไม่ได้ถูกรวมในข้อเสนอ(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/spike-nlos-ah-64e-apache.html)

แม้ว่าจะไม่ได้ถูกระบุในการประกาศ เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E เหล่านี้จะเป็นมาตรฐาน Version 6 ล่าสุดที่ขณะนี้อยู่ในประจำการกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/ah-64e-apache.html)
และลูกค้าส่งออกนานาชาติต่างๆแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/boeing-ah-64e-apache-29.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/03/ah-64e-apache-29.html)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Version 6 นี้ได้เพิ่มขีดความสามารถการโจมตีระยะยิงไกลเกินพิสัยยิงข้าศึก(stand-off) ของเฮลิคอปเตอร์โจมตีตระกูล AH-64 Apache เป็นอย่างมาก(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/ah-64e-apache-6.html)
ด้วยการเพิ่มระยะตรวจจับและติดตามเป้าหมายของ radar แบบ AN/APG-78 Longbow จาก 8km เป็น 16km เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E v6 ยังมีคุณลักษณะการโจมตีเป้าหมายทางทะเลโดยตรงเป็นครั้งแรกด้วย

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E สร้างใหม่ 30เครื่องเหล่านี้จะทดแทนหรือเสริมต่อเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64A Peten(Cobra "งูเห่า" ในภาษาฮีบรู) จำนวน 23เครื่องที่กองทัพอากาศอิสราเอล(IAF: Israeli Air Force) ได้รับมอบตั้งแต่ปี 1990
เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D Saraf(Fiery Winged Serpent งูใหญ่มีปีกในตำนานในภาษาฮีบรู) จำนวน 20เครื่องที่กองทัพอากาศอิสราเอลได้รับมอบตั้งแต่ปี 2005

การอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์ฝึก AW119Kx ครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องรวมถึงอุปกรณ์สนับสนุนการบินภาคพื้นดิน(AGSE: Aviation Ground Support Equipment) และเครื่องมืออื่นๆ
เฮลิคอปเตอร์ฝึก AW119Kx เพิ่มเติมที่ไม่ระบุจำนวนนี้จะเสริมต่อเฮลิคอปเตอร์ฝึก AW119Kx Ofer(Fawn กวางสายพันธุ์หนึ่งในภาษาฮีบรู) จำนวน 12เครื่องที่กองทัพอากาศอิสราเอลได้รับมอบตั้งแต่ปี 2024 ครับ

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ฟินแลนด์ทำพิธีวางกระดูกงูเรือและเริ่มการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำที่สามและลำที่สี่

RMC lays keel, starts construction of Finland's third and fourth Pohjanmaa-class corvettes





A Pohjanmaa-class corvette under construction for the Finnish Navy, in January 2026. (Rauma Marine Constructions)

บริษัท Rauma Marine Constructions(RMC) ฟินแลนด์ได้ทำพิธีวางกระดูงูเรือของเรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำที่สาม และเริ่มต้นการสร้างเรือลำที่สี่สำหรับกองทัพเรือฟินแลนด์(Finnish Navy, Merivoimat) ในกลางเดือนมกราคม 2026
เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำแรก เรือคอร์เวต FNS Pohjanmaa กำลังอยู่ในขั้นระยะการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์หลังถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนพฤษภาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/pohjanmaa.html)

เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำที่สองกำลังใกล้จะเสร็จสิ้นการต่อตัวเรือแล้วหลังจากที่เริ่มต้นการสร้างในเดือนตุลาคม 2024 และถูกทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนพฤษภาคม 2025 และกำลังพร้อมสำหรับการนำเรือลงน้ำภายหลังในปี 2026 นี้
บริษัท RMC ฟินแลนด์ได้ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญเพื่อการผลิตเรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa จำนวน 4ลำ ซึ่งเป็นเรือรบชั้นแรกที่ถูกสร้างในฟินแลนด์ตั้งแต่ที่เรือเร็วโจมตีชั้น Hamina ลำสุดท้ายถูกส่งมอบในปี 2006

"เราได้ดำเนินการกระบวนการต่างๆและขั้นตอนการก่อสร้างต่างๆของเราให้เป็นระบบทางอุตสาหกรรมเพื่อให้ตรงตามความต้องการของโครงการที่มีความต้องการของลูกค้าของเรา" Mika Nieminen ผู้อำนวยการบริหารและประธานบริษัท RMC กล่าว
ภายใต้โครงการ Squadron 2020 ของกองทัพเรือฟินแลนด์ เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa สี่ลำกำลังได้รับการสร้างเพื่อมอบการสร้างงานโดยตรง 3,600คนต่อปีด้วยงบประมาณวงเงิน 1.2 billion Euros($1.4 billion)

RMC ฟินแลนด์จะจ้างพนักงานเพิ่มอีกมากกว่า 100คน เป็นการเพิ่มแรงงานของตนอีกร้อยละ25เนื่องจากภาระการทำงาน(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/pohjanmaa.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/11/pohjanmaa.html)
เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa มีความยาวเรือที่ 117m, ความกว้างเรือที่ 16.5m, กินน้ำลึกที่ 5m และมีระวางขับน้ำที่ 4,369tonnes กำลังพลประจำเรือและการรองรับกำลังคนบนเรืออยู่ที่ 70นาย สามารถจะเพิ่มเป็น 120คนได้ถ้ามีสถานการณ์ที่จำเป็น

เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa มีตัวเรือที่มีความแข็งแกร่งต่อน้ำแข็งที่ระดับชั้น 1A class จะสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติการต่างๆได้ตลอดทั้งปี เรือมีความเร็วสูงสุดที่ 26knots ที่ได้จากเครื่องยนต์ gas turbine แบบ GE LM2500 หนึ่งเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลแบบ MAN 12V175D สี่เครื่อง
ในระบบขับเคลื่อนรูปแบบ CODLAG(Combined Diesel–Electric and Gas) ที่ให้กำลังรวม 28MW(38,000hp) เพื่อขับสองเพลาใบจักรและสองใบจักรแบบควบคุมการปรับมุมได้(CPP: Controllable Pitch Propeller)

เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ถูกออกแบบเพื่อดำเนินภารกิจหลากหลายรูปแบบรวมถึง สงครามต่อต้านผิวสงครามผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare), สงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) และสงครามต่อต้านทางอากาศ(AAW: Anti-Air Warfare) เช่นเดียวกับการวางทุ่นระเบิด
เรือลำแรกเรือคอร์เวต FNS Pohjanmaa คาดว่าจะถูกส่งมอบและทำพิธีขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือฟินแลนด์ได้ภายในปี 2027 โดยเรือลำสอง, ลำที่สาม และลำที่สี่มีแผนที่จะส่งมอบตามมาครบทั้ง 4ลำภายในปี 2029 ครับ