วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพเรืออินโดนีเซียเปิดตัวยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ Kamikaze USV ที่พัฒนาในประเทศ

Indonesian Navy debuts one-way attack USV in joint exercise




The one-way attack USV, seen here being deployed from the Indonesian Navy hospital ship KRI dr. Soeharso during the Indonesian Armed Forces joint exercise on 5 August 2026. (Indonesian Navy)

The Indonesian Navy fast attack craft KRI Sampari firing of C-705 anti-ship missile. (Indonesian Navy)



กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) ได้เปิดตัวยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) โจมตีแบบพลีชีพทางเดียว(OWA: One-Way Attack) ที่พัฒนาในประเทศเป็นครั้งแรก
ยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV ได้ถูกวางกำลังระหว่างการฝึกร่วมขนาดใหญ่ที่ขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2026 ในหมู่เกาะ Riau ที่มีส่วนร่วมจากทุกเหล่าทัพของกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia)

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV ได้ถูกปล่อยออกจากอู่ลอย(well deck) ของเรือพยาบาล KRI dr. Soeharso (990) ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/torpedo-ksot.html) ควบคู่ไปกับการแสดงสาธิตอื่นๆที่รวมถึง
การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-705 จากเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Sampari(KCR-60M) เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถี KRI Sampari (628) ที่ก่อนนั้นได้ประสบความสำเร็จในการยิงเป้าหมายภาคพื้นดินครั้งแรกต่อเป้านิ่งบนเกาะร้าง Pulau Gundul ในทะเล Java ในเดือนเมษายน 2026

ภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวต่างๆที่เผยแพร่โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียแสดงถึงยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV เดินเรือมุ่งเข้าหาเป้าหมายจำลองที่แนวชายฝั่งก่อนจุดระเบิดในพื้นที่เป้าหมาย
ภาพเหล่านี้ยังบ่งชี้ว่ายานผิวน้ำไร้คนขับ USV มีขนาดรูปทรงที่ค่อนข้ากะทัดรัดและถูกตรวจพบได้ต่ำ ตัวเรือมีการนำพื้นผิวที่เป็นมุมเป็นหน้าเหลี่ยมมาใช้ที่ลดการเห็นด้วยสายตาและสัญญาณ radar ที่เป็นไปได้

ยานผิวน้ำไร้คนขับ USV มีรูปทรงหัวเรือทรงเอียงแหลมและแคบทำให้เรือดูเหมือนถูกปรับแต่งให้เร็วเร็วโจมตีขนาดเล็กเพื่อเข้าเป้าหมายด้วยความเร็วสูง สิ่งที่ติดตั้งอยู่ส่วนบนของส่วนด้านท้ายดาดฟ้ายก(superstructure) 
น่าจะเป็นชุดระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optical and Infrared) ที่ติดตั้งบนเสากระโดงขนาดเล็ก ระบบตรวจจับนี้น่าจะมอบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติระยะไกลด้วยการสร้างภาพเวลาจริงเพื่อการนำร่อง, ตรวจจับเป้าหมาย และนำวิถีขั้นสุดท้ายระหว่างการวิ่งโจมตีสุดท้าย

การจัดวางรูปแบบตั้งข้อสังเกตว่ายานผิวน้ำไร้คนขับ USV ได้ถูฏควบคุมผ่านการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการบัญชาการและควบคุม(C2: Command and Control) มากกว่าที่จะปฏิบัติการระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนท้ายของเรือยังปรากฎที่จะนำช่องท่อไอเสียสำหรับเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในมาใช้ บ่งชี้ว่ายานผิวน้ำไร้คนขับ USV ใช้กำลังขับเคลื่อนระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใช้งานทางทะเลตามแบบ

PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียได้ยืนยันในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ว่าตนเป็นผู้สร้างยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV โดยในขั้นระยะการพัฒนาเรือมีความเร็วในการเข้าหาเป้าหมายที่ 55knots และบรรทุกหัวรบได้หนัก 150kg
PT PAL อินโดนีเซียยังเป็นผู้สร้างเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT(Kapal Selam Otonom) ที่ติด torpedo เบาแบบ Piranha ที่พัฒนาในประเทศ ซึ่งได้รับสัญญาจัดหาจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียแล้วครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/pt-pal-ksot.html)

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือฟริเกต MMSC ซาอุดีอาระเบียที่สร้างในสหรัฐฯเผชิญความล่าช้าและการแก้แบบเรือเพิ่มเติม

Saudi MMSC Vessels Face Additional Design Fixes and Delays



The first MMSC, HMS Saud, seen in the water for the first time, December 20, 2025. Picture by Skip Heckel and Todd Haltaufderheid.

สัญญาใหม่ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุกำหนดถึงความจำเป็นสำหรับงานการออกแบบและทางวิศวกรรมสำหรับเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ(MMSC: Multi-Mission Surface Combatant) ทั้ง 4ลำสำหรับกองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย(RSNF: Royal Saudi Naval Forces)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อบกพร่องต่างๆที่บันทึกในบัตรการทดลอง(trial cards)ที่ถูกใช้ในเอกสารปัญหาต่างๆกับเรือรวมไปกับความคลาดเคลื่อนต่างๆที่ถูกระบุได้ใหม่ที่มีผลในความจำเป็นสำหรับการทำงานเพิ่มเติม

งานออกแบบเพิ่มเติมจะยังแก้ไขการเปลี่ยนแปลงและงานทางวิศวรกรรมที่ได้รับการอนุมติก่อนหน้าที่ถูกทิ้งไว้โดยยังไม่เสร็จสิ้นก่อนการส่งมอบเรือฟริเกตในโครงการ Tuwaiq แบบเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC แต่ละลำงานนี้จะมีผลกระทบต่อเรือฟริเกตทั้งสี่ลำที่มีกำหนดสำหรับกองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย
รวมถึงเรือลำแรกที่ถูกปล่อยเรือลงน้ำแล้ว เรือฟริเกต HMS Saud (820) ที่ถูกนำลงสู่ผิวน้ำ ณ อู่เรือบริษัท Fincantieri Marinette Marine(FMM) สหรัฐฯ-อิตาลีในมลรัฐ Wisconsin ในเดือนธันวาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/mmsc-hms-saud.html)

โครงการเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC ได้ล่าช้ากว่ากำหนดมาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่เนื่องมาจากปัญหาต่างๆที่ค้างคาที่เกิดจากการแพร่ระบาดของ Covid-19, ปัญหาการขาดความพร้องของแรงงาน, การร้องขอการเปลี่ยนการออกแบบโดยกองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย, 
และปัญหาต่างๆในช่วงเริ่มต้นที่มีอยู่แล้วกับแบบพื้นฐานใหม่ในเรือโจมตีชายฝั่ง(LCS: Littoral Combat Ship) ชั้น Freedom ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/lcs-freedom-lcs-1-uss-freedom.html)

กำหนดเส้นตายขั้นต้นในการส่งมอบเรือฟริเกตโครงการ Tuwaiq แบบเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC แก่สำนักงานโครงการ PMS 525 หรือสำนักงานโครงการเรือรบขนาดเล็กนานาชาติ(International Small Combatants program office)
ของกองบัญชาการระบบเรือทางทะเล(NAVSEA: Naval Sea Systems Command) กองทัพเรือสหรัฐฯมีกำหนดที่จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2025 แต่จนถึงขณะนี้กำหนดระยะเวลาของโครงการยังคงมีความไม่แน่นอน

งานของสัญญาโดยหลักจะเป็นส่วนหนึ่งของ ขั้นตรวจความพร้อมหลังการทดลองเรือ(PSA: Post Shakedown Availability) ต่างๆ, การตรวจความพร้อมด้านอุตสาหกรรมหลังการส่งมอบเรือ(IPDA: Industrial Post Delivery Availability) ต่างๆ, และความพร้อมการซ่อมบำรุงต่อเนื่อง(CMA: Continuous Maintenance Availability) ต่างๆ
ในช่วงเวลาตลอดหลายปีข้างหน้าตามที่ตัวเรือแต่ละลำมีความคืบหน้าต่างๆตามการสร้างและงานติดตั้ง สถานที่ดำเนินงานทางเรือใน Moorestown มลรัฐ New Jersey และใกล้กันกับฐานทัพเรือ Naval Station Mayport จะดำเนินการเสริมต่างๆ โดยการสร้างเรือในรอบนี้จะเสร็จสิ้นในปี 2031

ปัจจุบันสาเหตุที่แน่ชัดของการสร้างเรือในรอบนี้ยังคงไม่เป็นที่ทราบเป็นส่วนใหญ่ แต่น่าจะบอกใบ้ไปที่ความเป็นไปได้สำหรับความล่าช้าต่างๆเพิ่มเติม เป็นไปได้ที่จะทำให้ช่วงเวลาการสร้างเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC ยืดเยื้อไปนานอีกเป็นทศวรรษ ตามที่กล่าวในข้างต้น แบบเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC มีพื้นฐานจากเรือโจมตีชายฝั่งชั้น Freedom ที่ปัจจุบันประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ 
เรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC ได้เพิ่มระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Sea Ceptor ของบริษัท MBDA UK สหราชอาณาจักรที่ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ CAMM(Common Anti-air Modular Missile) เป็นตัวทำลาย(effector) หลัก(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/saab-visby-sea-ceptor.html

โดยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ CAMM จำนวน 32นัดถูกติดตั้งในรูปแบบชุดบรรจุสี่นัดต่อหนึ่งท่อยิงในแท่นยิงแนวดิ่ง Lockheed Martin Mk 41 VLS(Vertical Launch System) 8-cell การเพิ่มขยายการออกแบบเพิ่มเติมต่างรวมถึงการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing RGM-84L Harpoon Block II สี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด,
แท่นยิงปืนกล RWS(Remote Weapons Station) แบบ Narwhal 20mm สองแท่นยิงจากบริษัท KNDS ฝรั่งเศส, ระบบ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) แบบ Ceros ของบริษัท Saab สวีเดน และระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) แบบ Rigel ของบริษัท Indra สเปน

โครงการเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC ของกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียที่เป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ Tuwaiq ด้วยเป้าหมายสูงสุดในการปรับปรุงความทันสมัยขีดความสามารถที่มีในปัจจุบันของกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียผ่านเรือและยุทโธปกรณ์ต่างๆที่มีความก้าวหน้ามากกว่า แต่ยังรวมการปรับปรุงการฝึกและการวางแผนการปฏิบัติด้วย
เรือฟริเกตชั้น Saud จำนวน 4ลำแบบเรือรบผิวน้ำพหุภารกิจ MMSC ยังคงเป็นเรือรบที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดเมื่อถูกนำเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในกองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีความแน่นอนว่าเมื่อไรที่เรือฟริเกตชั้น Saud ทั้งสี่ลำนี้จะถูกส่งมอบให้แก่ซาอุดีอาระเบียครับ

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียเลื่อนพิธีตัดเหล็กสร้างเรือดำน้ำ Scorpene ลำแรกเป็น 7 สิงหาคม 2026

Indonesia postpones Scorpene steel-cutting milestone





An artist's visualisation of the Scorpene Evolved submarine in Indonesian waters. (Naval Group)

อินโดนีเซียได้เลื่อนการทำพิธีตัดเหล็กสำหรับเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำแรกของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) เป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2026
แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยืนยันกำหนดวันทำพิธีตัดเหล็กเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำแรกของอินโดนีเซียในการตอบคำถามจาก Janes เกี่ยวกับความล่าช้าที่เห็นได้ชัดของเหตุการณ์สำคัญนี้

PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียกล่าวกล่าวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ว่าเหตุการณ์สำคัญการตัดเหล็กสำหรับโครงการเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ของอินโดนีเซีย
ได้มีการเลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้นเป็นในเดือนกรกฎาคม 2026 จากก่อนหน้าที่ตั้งเป้าหมายในเดือนกันยายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/pt-pal-scorpene-2026.html)

แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่าที่มาของความล่าช้ามาจากความพร้อมของผู้นำระดับสูงต่างๆในกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียและกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia)
รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin และผู้บัญชาการกองทัพเรืออินโดนีเซีย พลเรือเอก Muhammad Ali(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/scorpene-2-2-4.html)

พิธีตัดเหล็กจะเป็นเครื่องหมายถึงเหตุการณ์สำคัญของการเริ่มต้นการสร้างเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำแรกอย่างเป็นทางการและจะถูกจัดขึ้น ณ สถานที่การสร้างเรือดำน้ำของอู่เรือ PT PAL อินโดนีเซียใน Surabaya
โครงการเรือดำน้ำ Scorpène ของอินโดนีเซียได้มีขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้สัญญาที่ลงนามในเดือนมีนาคม 2024 ระหว่างกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย, บริษัท Naval Group ฝรั่งเศส, และ PT PAL อินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/naval-group-scorpene-evolved-2.html)

สัญญาครอบคลุมการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) แบบ Scorpène Evolved จำนวน 2ลำ และรวมถึงการมอบการถ่ายทอดวิทยาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งขีดความสามารถการสร้างเรือดำน้ำในประเทศในอินโดนีเซีย
เรือดำน้ำ Scorpène Evolved ทั้งสองลำมีกำหนดที่ะถูกสร้างในสถานที่สร้างเรือดำน้ำโดยเฉพาะขอวอู่เรือ PT PAL ด้วยความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก Naval Group ฝรั่งเศส(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/pt-pal-scorpene-evolved.html)

โครงการนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะการริเริ่มความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดที่ได้รับการดำเนินการโดยภาคส่วนทางเรือของอินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/scorpene-evolved-2.html)
เรือดำน้ำทั้งสองลำจะมีพื้นฐานจากแบบเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ของบริษัท Naval Group ซึ่งแทนที่การจัดวางรูปแบบระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air Independent Propulsion) ดั้งเดิมด้วย lithium-ion battery ความจุสูง

แบบเรือดำน้ำ Scorpène Evolved มีราวางขับน้ำขณะดำลงใต้น้ำที่ประมาณ 2,000tonnes มีความยาวเรือรวมที่ราว 70m และมีกำลังพลประจำเรือโดยคราวๆที่ราว 40นาย(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/scorpene-evolved-2.html)
ระบบอาวุธติดตั้งด้วยท่อยิงขนาด 533mm จำนวนหกท่อยิง สามารถทำการยิง Torpedo หนัก(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/orka-torpedo-f21-mk-2.html) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ และจะติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ SUBTICS ของ Naval Group ฝรั่งเศสครับ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มต้นการออกแบบรายละเอียดและการสร้างของเรือพิฆาต KDDX ใหม่ลำแรก

South Korea begins detailed design, construction of lead KDDX ship





An artist's rendition of South Korea's future Korean Destroyer Next Generation (KDDX) vessel. (Hanwha Ocean)



สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีประกาศเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ว่าตนได้ลงนามสัญญากับบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี
สำหรับเรือลำแรกในโครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX(Korean Destroyer Next Generation) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)

สัญญาได้ถูกลงนามในวันที่ประกาศเป็นเครื่องหมายถึงว่าโครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX ได้เข้าสู่ขั้นระยะการออกแบบรายละเอียดและการสร้างเรือลำแรก DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าว
สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA กล่าวว่าเรือพิฆาต KDDX ลำแรกมีกำหนดการส่งมอบแก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2032

และอธิบายโครงการเรือพิฆาต KDDX ในฐานะความพยายามหลักที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งขีดความสามารถแกนหลักต่างๆของการปฏิบัติการกองกำลังเฉพาะกิจต่างๆของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี
DAPA สาธารณรัฐเกาหลีเสริมว่าโครงการเรือพิฆาต KDDX มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งมอบเรือพิฆาตที่ติดตั้งระบบการรบ Aegis ลำแรกของสาธารณรัฐเกาหลีที่นำระบบการรบและอาวุธต่างๆที่พัฒนาในประเทศในใช้ในสัดส่วนที่สูง

การประกาศมีขึ้นตามการยื่นรายงานทางเงิน(regulatory filing) ของบริษัท Hanwha Ocean เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/hanwha-ocean-kddx.html) ว่า
ตนได้ถูกเลือกจากสำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA ในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนาสำหรับการออกแบบรายละเอียดและสร้างเรือลำแรกของโครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX

ณ เวลานั้น บริษัท Hanwha Ocean กล่าวว่าการเจรจาต่างๆเกี่ยวกับรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆของสัญญายังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการและข้อตกลงสุดท้ายนั้นยังไม่ได้ถูกสรุปผล
โครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX ได้รับการอนุมัติในปี 2018 และมีจุดประสงค์ที่จะมอบเรือรบผิวน้ำประเภทเรือพิฆาตชั้นใหม่แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี

ที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างโครงการเรือพิฆาต KDX-II เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Chungmugong Yi Sun-sin(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/kdx-ii-cms.html)
และโครงการเรือพิฆาต KDX-III เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Sejong The Great(Daewang)(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/kdx-iii-batch-2-ddg-995-roks-jeongjo.html) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี

เรือพิฆาต KDDX จะมีระวางขับน้ำที่ราว 6,500tonnes และกำลังได้รับการพัฒนาเพื่อที่จะดำเนินภารกิจการป้องกันภัยทางอากาศ, สงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ต่างๆ
เรือพิฆาต KDDX คาดว่าจะมีการนำ radar แบบ MPAR(Multifunction Phased-Array Radar), ระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System), ระบบ Sonar และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่างๆหลายรูปแบบที่พัฒนาและผลิตในสาธารณรัฐเกาหลีมาใช้ครับ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

รัสเซียทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M ลำที่หก K-563 Ulyanovsk

Russia Floats Out Yasen-M-class Nuclear Submarine Ulyanovsk



The launch ceremonth of the 6th Yasen-M submarine Ulyanovsk (Credit: Sevmash Shipyard)

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 อู่เรือ Sevmash รัสเซียได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน(SSGN)ชั้น Project 885M Yasen-M ลำที่หก เรือดำน้ำ K-563 Ulyanovsk
เป็นเครื่องหมายถึงการเสร็จสิ้นขั้นระยะการสร้างตัวเรือของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน K-563 Ulyanovsk และย้ายเข้าสู่ขั้นระยะสุดท้ายของการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์และการทดสอบ

พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน K-563 Ulyanovsk มีขึ้น ณ อู่เรือ Sevmash ใน Severodvinsk เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 ตามแถลงการของอู่เรือ Sevmash 
เรือดำน้ำ Ulyanovsk เป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อเนกประสงค์ชั้น Project 885M Yasen-M เรือดำน้ำได้ถูกย้ายจากโรงประกอบสร้างของเรือลงสู่น้ำของอู่เรือที่ซึ่งงานจะดำเนินต่อเนื่องข้างแนวท่าจอดเรือ

ผู้บัญชาการกองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy) พลเรือเอก Aleksandr Moiseyev กล่าวว่าเรือดำน้ำ K-563 Ulyanovsk มีจุดประสงค์ที่จะเข้าร่วมกองเรือทะเลเหนือ(Northern Fleet) ตามหลังการเสร็จสิ้นการทดลองเรือต่างๆ
ผู้อำนวยการอู่เรือ Sevmash รัสเซีย Mikhail Budnichenko เรือดำน้ำ Ulyanovsk จะเข้ารับการทดลองเรือหน้าท่า, การทดลองเรือในทะเล และการทดสอบตรวจรับระดับรัฐก่อนการส่งมอบ ซึ่งอู่เรือมีแผนปัจจุบันในเดือนธันวาคม 2027

พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำ Ulyanovsk ได้เชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย, กองทัพเรือรัสเซีย และภาคอุตสาหกรรมรัสเซียเข้าร่วม รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย Yuri Trutnev และตัวแทนจากสำนักออกแบบ Malakhit ผู้ออกแบบเรือดำน้ำชั้น Yasen-M
เรือดำน้ำ Ulyanovsk เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Project 885 Yasen/Project 885M Yasen-M ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/khabarovsk.html)

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Project 885 Yasen รุ่นดั้งเดิมลำแรกเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน K-560 Severodvinsk ถูกขึ้นระวางประจำการในกองเรือทะเลเหนือในปี 2014
เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Project 885M Yasen-M รุ่นปรับปรุงเริ่มต้นด้วยลำแรกเรือดำน้ำ K-561 Kazan, ลำที่สองเรือดำน้ำ K-573 Novosibirsk, ลำที่สามเรือดำน้ำ K-571 Krasnoyarsk และลำที่สี่ K-564 Arkhangelsk ถูกรายงานโดยอู่เรือ Sevmash ว่าถูกขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือรัสเซียแล้ว

ยังมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M อีกหลายลำที่กำลังถูกสร้างที่อู่เรือ Sevmash รวมถึงลำที่ห้าเรือดำน้ำ K-572 Perm ที่ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2025 และกำลังอยู่ระหว่างการทดลองเรือในทะเล
อู่เรือ Sevmash อธิบายเรือดำน้ำ Ulyanovsk ในฐานะเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M ลำที่หกในชุดโครงการการปรับปรุงความทันสมัยที่เสร็จสิ้นขั้นระยะการสร้างในทางเลื่อน slipway(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/borei-k-555-knyaz-pozharskiy.html)

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 อู่เรือ Sevmash ยังได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M ลำที่เก้าเรือดำน้ำ Murmansk ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำหลายลำที่กำลังถูกสร้างที่อู่เรือ Sevmash 
ร่วมกับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M ลำที่เจ็ดเรือดำน้ำ Voronezh และลำที่แปดเรือดำน้ำ Vladivostok ที่มีพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2020 โดยกำลังอยู่ในหลากหลายขั้นระยะการสร้างเรือ

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น Yasen-M SSGN มีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นแบบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อเนกประสงค์ตามหลักการของกองทัพเรือรัสเซีย ดำเนินการปฏิบัติภารกิจต่างที่ก่อนหน้านี้ทำโดยเรือดำน้ำแบบเก่าหลายชั้นเรือ
ภารกิจหลักต่างๆของเรือดำน้ำชั้น Yasen-M SSGN รวมถึงสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare), สงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare), การโจมตีเป้าหมายพื้นดิน และการรวบรวมข่าวกรองต่างๆ

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Yasen-M มีคุณลักษณะติดตั้งด้วยท่อยิง torpedo หนัก พร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launch System) ที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนของรัสเซียได้ ระบบยิงเหล่านี้มีความเข้ากันได้ร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนตระกูล Kalibr สำหรับภารกิจโจมตีภาคพื้นดินและต่อต้านเรือ เช่นเดียวกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ P-800 Oniks
ทางการรัสเซียยังได้เผยแพร่ต่อสาธารณะเชื่อมโยงเรือดำน้ำชั้น Yasen-M กับโครงการอาวุธปล่อยนำวิถีความเร็วเหนือเสียงสูงมาก hypersonic แบบ Tsirkon(3M-22 Zircon) แม้ว่าการระบุอาวุธที่ติดตั้งและการบรรทุกอาวุธในปฏิบัติการจะไม่ถูกเปิดเผยโดยปกติ(https://aagth1.blogspot.com/2020/10/admiral-gorshkov-hypersonic-tsirkon.html)

เรือดำน้ำชั้น Yasen-M เป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ทำให้เรือดำน้ำมีระยะเวลายาวนานที่ปฏิบัติกในช่วยระยะเวลาที่ยืดขยายออกไปโดยปราศจากข้อจำกัดต่างๆของเรือดำน้ำพลังงานตามแบบต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/lada-b-586-kronshtadt.html
อู่เรือ Sevmash อ้างว่าเรือดำน้ำชั้น Yasen-M ได้นำมาการออกแบบที่ใช้ระบบขับเคลื่อนที่เงียบกว่า, ระบบตรวจจับ sonar และระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ต่างๆที่ได้รับการปรับปรุง และรูปแบบตัวเรือที่มีจุดประสงค์เพื่อลดการแพร่สัญญาณเสียงเมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์รุ่นก่อนหน้าของรัสเซีย

ขณะที่เรือดำน้ำ Ulyanovsk ขณะนี้ได้ถูกนำลงน้ำแล้ว ส่วนที่มีความจำเป็นมากที่สุดของโครงการยังคงรออยู่ข้างหน้า งานการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์, การทดลองเรือหน้าท่า, และการทดลองเรือในทะเลจะตัดสินว่าอู่เรือ Sevmash สามารถจะทำได้ตรงตามกำหนดการส่งมอบเรือของตนหรือไม่
เมื่อถูกขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน K-563 Ulyanovsk คาดว่าจะเสริมความแข็งแกร่งแก่กองเรือทะเลเหนือของกองทัพเรือรัสเซียในขีดความสามารถการโจมตีจากใต้ทะเลระยะไกลและการต่อต้านเรือดำน้ำในการเข้าถึงมหาสมุทร Arctic และมหาสมุทร North Atlantic ครับ

ลูกค้าที่ไม่เปิดเผยในตะวันออกกลางสั่งจัดหาเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab GlobalEye สวีเดน 2เครื่อง

Saab receives GlobalEye order from undisclosed Middle East customer





An undisclosed Middle East customer has ordered two GlobalEye aircraf to be delivered in 2030. (Saab)



บริษัท Saab สวีเดนได้รับคำสั่งจัดหาสำหรับเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab GlobalEye AEW&C(Airborne Early Warning and Control) 
จากลูกค้าที่ไม่เปิดเผยในตะวันออกกลาง(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/saab-globaleye.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/01/saab-globaleye-2.html)

Saab สวีเดนผู้ผลิตอากาศยานได้ประกาศคำสั่งซื้อวงเงิน 10.1 billion Swedish Krona($1.03 billion) สำหรับเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye จำนวน 2เครื่องเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2026
โดยกล่าวเพียงว่าการส่งมอบจะมีขึ้นในปี 2030(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/saab-globaleye-2.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/06/saab-globaleye-2.html)

"เนื่องจากธรรมชาติของอุตสาหกรรม สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าและผลประโชน์ความมั่นคงแห่งชาติต่างๆ จะไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งสั่งซื้อนี้หรือลูกค้าที่ถูกมอบให้" บริษัท Saab กล่าว
ก่อนหน้านี้ระหว่างการประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ NATO Summit Defence Industry Forum 2026 ณ นครหลวง Ankara ตุรกี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 

เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab GlobalEye จำนวน 10เครื่องยังได้ถูกเลือกโดย 11ชาติสมาชิก NATO คือ เบลเยียม, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โรมาเนีย และสวีเดน
เพื่อทดแทนเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ Boeing E-3A Sentry AWACS(Airborne Warning And Control System) สำหรับกองกำลังควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ NATO(NAEW&C: NATO Airborne Early Warning and Control Force)

ระบบควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye ถูกสร้างจากพื้นฐาน radar แบบ Saab Erieye ER(Extended Range) ที่ยังคงใช้จานสัญญาณ Radar ทรง 'แท่งแผ่นกระดาน' หนอกบนหลังภายนอกเครื่องเช่นเดียวกับระบบ Erieye ดั้งเดิมของบริษัท Saab
ติดตั้งด้วย Gallium Nitride(GaN) และวิทยาการต่างๆอื่นๆ Erieye ER เป็นระบบ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar ที่มีประสิทธิภาพพลังงานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Erieye radar รุ่นก่อน 

Erieye ER มีระยะการทำงานของ radar ที่มากกว่า 650km ซึ่งสามารถเพิ่มขยายโดยการเน้นในจุดสนใจของพลังงานของ AESA radar "GlobalEye ตรวจจับเป้าหมายโดยการมอบการตรวจจับระยะไกลและแพร่สัญญาณต่ำที่มีความถี่การปรับปรุงข้อมูลสูง 
ตั้งแต่ภัยคุกคามที่ถูกตรวจพบได้ต่ำ, ตรวจจับได้ยาก stealth จนถึงอากาศยานไร้คนขับ drone, ขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีความเร็วเหนือเสียงสูงมาก hypersonic ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณสะท้อนรบกวน high clutter และการก่อกวนสัญญาณ jamming สูง" บริษัท Saab กล่าว

สมรรถนะที่เปิดเผยโดยการให้ข้อมูลจาก Saab สวีเดน เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye มีระยะเวลาการบินปฏิบัติการที่มากกว่า 13ชั่วโมง และมีความเร็วสูงสุดที่ 450knots 
เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab GlobalEye จำนวน 5เครื่องอยู่ในประจำการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/saab-globaleye-5.html)

ขณะที่ประเทศดังกล่าวนั้นได้ปกป้องข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye ของตน การขายที่มีตามมาล่าสุดที่ถูกเผยต่อสาธารณะและเป็นรายล่าสุดในตะวันออกกลางจึงน่าจะเป็นสำหรับลูกค้ารายใหม่
จนถึงขณะนี้เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye ยังได้รับการสั่งจัดหาหรือถูกเลือกแล้วจากสวีเดนจำนวน 3เครื่อง, ฝรั่งเศสจำนวน 2เครื่องและมีตัวเลือกเพิ่มอีก 2เครื่องรวม 4เครื่อง, และแคนาดาถึงจำนวน 6เครื่องครับ

สิงคโปร์ทำพิธีปล่อยเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สอง RSS Valour

Launch of the Singapore Navy’s Second Multi-Role Combat Vessel





The Republic of Singapore Navy (RSN)’s second Victory-class Multi-Role Combat Vessel (MRCV), Valour, was launched at ST Engineering’s Benoi Shipyard on 23 July 2026. (Singapore Ministry of Defence)





รัฐมนตรีประสานงานความมั่นคงแห่งชาติสิงคโปร์และรัฐมนตรีมหาดไทยสิงคโปร์ Mr K Shanmugam ได้ทำพิธีปล่อยเรืออย่างเป็นทางการของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(Multirole Combat Vessel) ลำที่สองของกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour ณ อู่เรือ Benoi Shipyard ของบริษัท ST Engineering สิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026
เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour หมายเลขเรือ 89 ถูกทำพิธีปล่อยเรือโดย Dr Seetha Subbiah ภริยาของรัฐมนตรี Mr K Shanmugam ผู้ซึ่งเป็นสุภาพสตรีผู้สนับสนุนของเรือ พิธียังได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Chan Chun Sing, รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโสด้านกลาโหม Zaqy Mohamad, ผู้บัญชาการกองทัพสิงคโปร์(Chief of Defence Force) พลเรือโท  Aaron Beng, 
ผู้บัญชาการฝ่ายวิทยาศาสตร์กลาโหมสิงคโปร์(Chief Defence Scientist) Mr Tan Peng Yam, ผู้บัญชาการกองทัพเรือสิงคโปร์ พลเรือตรี Sean Wat, และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์, กองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces), และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) เข้าร่วม

การกล่าวปราศรัยในพิธี รัฐมนตรีประสานงานความมั่นคงแห่งชาติสิงคโปร์และรัฐมนตรีมหาดไทยสิงคโปร์ Mr Shanmugam เน้นย้ำว่ากองทัพเรือที่แข็งแกร่งและมีขีดความสามารถเป็นส่วนสำคัญในการคุ้มครองรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล(SLOC: Sea Lines of Communication) และอธิปไตยของสิงคโปร์ 
"นี่เป็นลำดับความสำคัญแห่งชาติพื้นฐานสำหรับเราที่จะดำรงการรักษาการเข้าถึงทางทะเลที่เปิดกว้างและเสรีของเราในข้อเท็จจริงมันเป็นเรื่องของความอยู่รอด เรือรบอเนกประสงค์ MRCV เสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถของกองทัพเรือสิงคโปร์ของเราเพื่อเติมเต็มภารกิจนี้ 
สภาพแวดล้อมความมั่นคงในอนาคตจะมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เราจะไม่สามารถที่จะคาดการณ์ทุกๆความท้ายทายที่เราจะเผชิญได้ แต่เราสามารถสร้างระบบที่สามารถปรับแต่งและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่หลากหลายและวิวัฒนาการควบคู่ไปกับความท้าทายต่างๆเหล่านี้" เขาเสริม

เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour เป็นเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สองจากทั้งหมด 6ลำที่ถูกปล่อยทำพิธีปล่อยเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html) ตามหลังเรือลำแรกเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำแรก RSS Victory หมายเลขเรือ 88 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/mrcv-rss-victory.html)
และเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำที่สามและลำที่สี่ที่มีพิธีตัดเหล็กเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/victory-mrcv.html) เรือรบอเนกประสงค์ MRCV ถูกออกแบบเพื่อทำงานในฐานะ "เรือแม่"(mothership) สำหรับระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle), 
และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) สำหรับการดำเนินการปฏิบัติการทางเรือต่างๆ เรือรบอเนกประสงค์ MRCV ยังจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับขั้นก้าวหน้าต่างๆ, ระบบอาวุธต่างๆ และขีดคสามารถการทำงานเป็นเครือข่าย นี่จะทำให้เธอสามารถที่จะรับมือภัยคุกคามต่างๆที่หลากหลายรูปแบบ และทำงานในฐานะเรือบัญชาการ

ถูกออกแบบด้วยระบบอัตโนมัติขั้นก้าวหน้า เรือรบอเนกประสงค์ MRCV จะสามารถปฏิบัติการอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพด้วยกำลังพลประจำเรือที่จำนวนน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเรือรบอื่นๆที่มีขนาดและขีดความสามารถเช่นเดียวกัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/formidable-rss-stalwart-aster.html)
เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour จะเข้ารับการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์, ระบบและการบูรณาการระบบการรบต่างๆและการทดลองเรือเพื่อตรวจรับ ในทางคู่ขนานกันกำลังพลชุดรับเรือของเรือรบอเนกประสงค์ MRCV จะยังเริ่มต้นการฝึกเพื่อเตรียมตัวพวกตนที่จะปฏิบัติการเรือในอีกหลายปีข้างหน้าที่จะมาถึง 
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory มีกำหนดจะถูกส่งมอบในปี 2028 และจะครบ 6ลำภายในปี 2030 ที่จะทยอยทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งได้ถูกขึ้นระวางประจำการตั้งแต่ปี 1990 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือพิฆาตชั้น Kongo ญี่ปุ่นทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ครั้งแรก

JMSDF conducts first firing of Tomahawk missile





JMSDF Kongo-class destroyer JS Chōkai , seen here firing a Tomahawk missile for the first time on 29 July 2026. It marks the service's first firing of the Tomahawk. (Japan Ministry of Defense)

ญี่ปุ่นได้ดำเนินการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ครั้งแรกของตนแล้ว เหตุการณ์สำคัญนี้ได้ทำให้เกิดขึ้นโดยเรือพิฆาตชั้น Kongo เรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai
ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในการประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 

การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ครั้งแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 โดยการสนับสนุนจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
เรือพิฆาต JS Chokai ได้อยู่ในสหรัฐฯตั้งแต่ปี 2025 เพื่อเข้ารับการดัดแปลงต่างๆและการเตรียมการต่างๆอื่นๆในการนำขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk มาใช้งาน(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/tomahawk-kongo.html)

ด้วยการยิงลูกจริงครั้งปฐมฤกษ์ ขีดความสามารถของเรือพิฆาตชั้น Kongo ที่จะทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk และความชำนาญของลูกเรือที่จะปฏิบัติงานขีดความสามารถขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้ว 
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในแถลงการณ์ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่าการยิงแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างมั่งคงในโครงการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/tomahawk.html)

และสนับสนุนความพยายามต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อที่จะจัดตั้งขีดความสามารถการป้องกันจากระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม(stand-off) สำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นพร้อมแถลงการณ์แสดงให้เห็นถึงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ถูกยิงจากแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launch System) ของเรือพิฆาต JS Chokai ที่ตั้งอยู่ส่วนหน้าของเรือก่อนถึงสะพานเดินเรือ 

แถบวงแหวนสีส้มที่เห็นได้รอบทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ซึ่งตั้งข้อสังเกตุว่าอาวุธปล่อยนำวิถีได้รับการติดตั้งด้วยเครื่องวัดประกอบรวบรวมข้อมูล telemetry ในส่วนภาระกรรมบรรทุกของจรวด
ในแถลงการของตนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆเกี่ยวกับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ที่ถูกทำการยิงแต่กล่าวว่าเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai คาดว่าจะเดินทางกลับมายังญี่ปุ่นในเดือนกันยายน 2026

ในต้นเดือนมีนาคม 2026 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศว่าเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai ได้กลายเป็นเรือลำแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นที่จะเสร็จสิ้นการดัดแปลงเรือต่างๆ
และการฝึกกำลังพลประจำเรือที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/tomahawk-kongo.html)

ญี่ปุ่นวางแผนที่จะทยอยวางกำลังอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ตลอดทั่วทั้งกองเรือพิฆาตของตนที่ติดตั้งระบบการรบ Aegis ที่รวมถึงเรือพิฆาตชั้น Kongo ทั้ง 4ลำ เรือพิฆาต DDG-173 JS Kongo เรือพิฆาต DDG-174 JS Kirishima เรือพิฆาต DDG-175 JS Myoko และเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai ,
เรือพิฆาตชั้น Atago ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-177 JS Atago และเรือพิฆาต DDG-178 JS Ashigara, และเรือพิฆาตชั้น Maya ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-179 JS Maya และเรือพิฆาต DDG-180 JS Haguro(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/maya-ddg-180-haguro.html) ครับ

นาวิกโยธินสหรัฐฯเสร็จสิ้นโครงการจัดหาอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey โดยการรับมอบเครื่องสุดท้าย

USMC finishes MV-22B program of record







Bell/Boeing MV-22B Osprey (US Marine Corps)

นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ได้ประกาศการเสร็จสิ้นของโครงการจัดซื้อจัดจ้างผูกพันต่อเนื่อง(PoR: programme of record) อากาศยานใบพัดกระดก Bell-Boeing MV-22B Osprey เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026
โครงการอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey ได้เข้าสู่ความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) แรกในปี 2007 ก่อนการเสร็จสิ้นการส่งมอบเครื่องที่359 เป็นเครื่องสุดท้ายในปี 2026

นาวิกโยธินสหรัฐฯกล่าวว่าอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B ได้ทำการบิน "มากกว่า 686,500ชั่วโมงบินในตลอดการวางกำลังปฏิบัติการ 114ครั้ง" และยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอากาศยานที่อเนกประสงค์ที่สุดในฝูงบินของตน
ตามข้อมูลของนาวิกโยธินสหรัฐฯ อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey เป็นแหล่งที่มากำลังหลักร้อยละ75 ของการสนับสนุนการจู่โจมกองบินปีกหมุนนาวิกโยธินในปัจจุบัน

นาวิกโยธินสหรัฐฯกล่าวว่าโดยที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างผูกพันต่อเนื่องได้เสร็นสิ้นลง นาวิกโยธินสหรัฐฯจะดำเนินการปฏิบัติยุทธศาสตร์การปรับปรุงความทันสมัยระยะยาวเพื่อดำรงสภาพอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B ไปจนถึงปี 2055
"การริเริ่มขณะนี้คือการมุ่งความสนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงการเดินสายท่อทางโครงนอกเครื่องยนตร์(nacelle wiring) เพื่อลดชั่วโมงการซ่อมบำรุง, ผลักดันการปรับปรุงชุด gear boxes แกนใบพัดด้วยโลหะผสม triple-melted,

ปรับแต่งคัดกรองชิ้นส่วนประกอบที่เป็นเหล็กกล้า steel ต่างๆ, การจัดรูปแบบอากาศยานให้เป็นมาตรฐานทั้งฝูงบิน, และะออกแบบชิ้นส่วนประกอบหลักต่างๆใหม่เพื่อเพิ่มขยายความปลอดภัยและทำให้อากาศยานดำรงสภาพความพร้อมมากขึ้น"
นาวิกโยธินสหรัฐฯกล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตน Janes ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่าผู้นำระดับสูงของนาวิกโยธินสหรัฐฯกำลังสำรวจยุทธการขยายสองพับทบ(two-fold) ของฝูงบินอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey

โดยมุ่นเน้นความสำคัญเกี่ยวกับการความเสี่ยงต่างๆของระบบและการปรับปรุงความทันสมัยของอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey ที่เก่ากว่า(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/cobra-gold-2022.html)
โครงการการเฝ้าตรวจเครื่องวัดประกอบระบบขับเคลื่อน, ความปลอดภัย, สุขภาพ Osprey(ODSSHI: Osprey drive system, safety, health instrumentation monitoring) ได้ถูกออกแบบเพื่อลดความเสี่ยง

ขณะที่ยังแจ้งข้อมูลขีดความสามารถการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ต่างๆสำหรับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) ที่กำลังอยู่ในขั้นตั้งต้นของนาวิกโยธินสหรัฐฯ
ขณะที่เหล่าผู้นำฝูงบินทางยุทธวิธี TACAIR นาวิกโยธินสหรัฐฯกำลังนำระบบความพยายามปรับแต่งและลดรูปแบบฝูงบิน V-22(VFORCE: V-22 Fleet Optimization and Reduction in Configuration Effort) มาใช้

โดยระบบ VFORCE ถูกออกแบบเพื่อเปลี่ยนผ่านอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Block B รุ่นดั้งเดิมไปเป็นรูปแบบอากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Block C รุ่นปัจจุบันครับ