วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ม้างานที่ยืนยงของรัสเซียเหนือยูเครน

Special Report: Su-34, Russia's enduring workhorse over Ukraine





The Su-34 is the stalwart of Russian combat operations over Ukraine where, despite suffering relatively heavy losses in the early stages of the war, it continues to provide airborne strike primarily through the use of stand-off weapons. (Ministry of Defence of the Russian Federation)

ตั้งแต่ที่รัสเซียเริ่มต้นการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Sukhoi Su-34(NATO กำหนดรหัส 'Fullback')(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/su-34.html)
ได้กลายเป็นม้างานของกองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Forces, VKS: Vozdushno-Kosmicheskiye Sily) ในภารกิจโจมตีทางลึกและการลาดตระเวนระยะไกลต่างๆ

ภาพเคลื่อนไหววีดิทัศน์ที่เผยแพร่ทาง online เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 ได้แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ทำการบินต่ำเหนือภูมิภาค Kharkiv ของยูเครน
บ่งชี้ว่าเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดสองเครื่องยนต์ไอพ่นสองที่นั่งเคียงกัน Su-34 ได้เข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fpv-drone.html)

บุคคลที่ทำการบันทึกภาพยนตร์เคลื่อนไหวได้ยินการกล่าวว่านี่เป็นเครื่องบินเครื่องที่เจ็ดที่ทำการบินเหนือเขา โดยปราศจากการกล่าวว่าเครื่องบินแบบอื่นๆที่เคยบินผ่านเป็นเครื่องบินแบบใด
ตั้งแต่ที่ถูกนำมาใช้ปฏิบัติการในยุทธบริเวณ เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ถูกเห็นว่าประสบความสำเร็จและล้มเหลวในบางครั้งในการกระจายอำนาจทางอากาศของกองทัพอากาศรัสเซียลึกเข้าไปในดินแดนของยูเครน

แต่ราคาที่ต้องแลกมาคือเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 น่าจะเป็นหนึ่งในอากาศยานที่มีอัตราการสูญเสียสูงที่สุดของกองทัพอากาศรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/ka-52-mi-28.html)
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Sukhoi Su-24(NATO กำหนดรหัส 'Fencer') โดยได้รับการประกาศการเข้าประจำการปฏิบัติการโดยกองทัพอากาศรัสเซียในปี 2014

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียง Su-34 เป็นหนึ่งในระบบเครื่องบินรบที่มีความทันสมัยที่สุดและมีขีดความสามารถมากที่สุดในรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ในประจำการของกองทัพอากาศรัสเซีย
เป็นชิ้นส่วนศูนย์กลางที่สำคัญหนึ่งของโครงการการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพรัสเซียที่จะทดยุทโธปกรณ์ยุคอดีตสหภาพโซเวียที่ล้าสมัยของตนด้วยเครื่องบินรบ, เฮลิคอปเตอร์โจมตี, เครื่องบินฝึก และเครื่องบินลำเลียงใหม่ต่างๆมากกว่า 200เครื่อง

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้รับการติดตั้งด้วยระบบชี้เป้าหมายด้วย laser และ TV ต่างๆ และมีคุณลักษณะตำบลอาวุธจุด 12จุดแข็งภายนอกลำตัวที่ไม่เพียงบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นหลักต่างๆ แต่ยังรวมถึงอาวุธอากาศสู่อากาศเพื่อป้องกันตัวบางส่วนด้วย
ระบบอาวุธไม่นำวิถีหรือ 'dumb weapons' ที่สามารถติดตั้งโดยเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ประกอบด้วยลูกระเบิดอากาศ FAB-500T, BETAB-500ShP, ODAB-500PM, OFAB-250-270, ODAB-100-120, และ P-50T

เช่นเดียวกับจรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 80mm แบบ S-8OM, S-8BM, S-8KOM จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 122mm แบบ S-13OF จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 340mm แบบ S-25OFM-PU
อาวุธนำวิถีหรือ 'smart weapons' ประกอบด้วย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-27R1(ER1), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศกลาง R-27T1(ET1), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ R-73E และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล RVV-AE

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-59ME, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31A, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31P, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29T(TE), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29L และจรวดอากาศสู่พื้นนำวิถี S-25LD
ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-500Kr, KAB-500L, KAB-1500KR, KAB-1500L และระเบิดอมภัณฑ์ย่อย RBK-500 SPBE-D เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ยังติดตั้งปืนใหญ่อากาศ GSh-301 ขนาด 30mm ความจุกระสุน 150นัดด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

HAL อินเดียมั่นใจว่าการผลิตเครื่องบินขับไล่ Tejas จะตรงตามเป้าหมายในปี 2026

HAL upbeat on meeting Tejas production targets in 2026





The first-production Tejas Mk 1A prepares for take-off from the HAL airport in Bangalore on 28 March 2023. (HAL)

การตอบสนองต่อการวิจารณ์เกี่ยวกับอัตราการผลิตของเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จาก Hindustan Aeronautics Limited(HAL) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอากาศยานของอินเดียกล่าวว่า
ตนคาดว่าจะเสร็จสิ้นการผลิตเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 16เครื่องภายในสิ้นปีงบประมาณ 2025 ของอินเดียในเดือนมีนาคม 2026 นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/tejas-mk-1a-97.html)

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 HAL กล่าวใน post บนบัญชีทางการ X(Twitter เดิม) ของตนว่าเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 5เครื่องได้ "พร้อมเต็มอย่างเต็มรูปแบบสำหรับการส่งมอบ"
และได้รวมขีดความสามารถหลักต่างๆทั้งหมดเข้าไว้ในเครื่องบินตามที่ได้รับสัญญาจากกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/hal-tejas-mk-1a-2025.html)

เครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่มเติมอีกจำนวน 9เครื่องได้มีความสมควรเดินอากาศ(airworthy) แล้ว ขณะที่เครื่องบินเพิ่มเติมอีก 2เครื่องกำลังอยู่ในการผลิต แหล่งข่าวของ HAL กล่าวกับ Janes
อย่างไรก็ตาม Janes เข้าใจว่า HAL อินเดียยังไม่ได้รวมขีดความสามารถรองมาเข้ากับเครื่อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยกองทัพอากาศอินเดียเข้าสู่ระบบเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A

แต่อย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 5เครื่องแรกได้ "พร้อมเต็มรูปแบบ" สำหรับการตรวจรับโดยกองทัพอากาศอินเดียสำหรับการทดสอบต่างเพื่อนำเข้าประจำการ แหล่งข่าวของ HAL กล่าว
"การปรับปรุง software ต่างๆสามารถที่จะเพิ่มเข้าสู่เครื่องบินตามแต่ละความต้องการต่างๆตลอดช่วงระยะเวลาการทดสอบ" แหล่งข่าวเสริมต่ออีกว่า HAL ปัจจุบันได้เกิดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกับการดำรงสภาพต่างๆตามที่เครื่องบินยังคงจอดรอเดินเครื่องยนต์ในโรงเก็บ

กองทัพอากาศอินเดียไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกำหนดการตรวจรับของเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A ตามข้อมูลจาก HAL อินเดียตนกำลังอยู่ใน
"การหารืออย่างกระตือรือร้นกับกองทัพอากาศอินเดียที่จะส่งมอบเครื่องบินโดยเร็วที่สุด" Janes ไม่สามารถเข้าถึงโฆษกของกองทัพอากาศอินเดียเพื่อขอความเห็นได้ ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่

จำนวนพร้อมใช้งานที่จำกัดของเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ F404-GE-IN20 ได้หมายความว่าเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่มเติม 9เครื่องที่ถูกผลิตแล้วยังไม่พร้อมสำหรับส่งมอบแก่กองทัพอากาศอินเดีย แหล่งข่าวของ HAL กล่าว
HAL อินเดียมองที่จะได้รับเครื่องยนต์ไอพ่น F404-GE-IN20 จำนวน 12เครื่องในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2026 โฆษกบริษัท General Electric(GE) สหรัฐฯยืนยันกับ Janes เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 ว่าตนจะส่งมอบเครื่องยนต์ชุดแรก 12เครื่องแก่อินเดียครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM กับอากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV ที่พัฒนาในประเทศ


The Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology (RDC), Royal Thai Air Force (RTAF) developed SIKAN radio-controlled trainer aircraft displayed at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)






Air Chief Marshal  Seksan Kantha, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) visited the satellite communication (SATCOM) system testing on SIKAN Unmanned Aerial Vehicle (UAV) developed by RDC RTAF with THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED, at RTAF Small Airfield (Thung Sikan) on 12 February 2026. (Royal Thai Air Force)



ผบ.ทอ.เยี่ยมชมการทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) กับอากาศยานไร้คนขับแบบ  "SIKAN" ของ ศวอ.ทอ. 
พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เยี่ยมชมการทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) กับอากาศยานไร้คนขับแบบ SIKAN ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ (ศวอ.ทอ.) ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) 
โดยมี พลอากาศโท ชเนนทร์ สุขวารี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับและบรรยายสรุป
การทดสอบในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการขีดความสามารถทั้ง 3 มิติ คือมิติทางอากาศ (Air Domain) มิติไซเบอร์ (Cyber Domain) และมิติอวกาศ (Space Domain) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของกองทัพอากาศ 
โดยใช้ช่องทางการสื่อสารที่มีการเข้ารหัส (Encryption) ผ่านดาวเทียมไทยคม 4 (Thaicom 4) ทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านระยะทางของการส่งสัญญาณแบบ Line-of-Sight (LOS) สามารถควบคุมและสั่งการอากาศยานไร้คนขับได้จากระยะไกลและครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด
ณ สนามบินเล็กกองทัพอากาศ (ทุ่งสีกัน) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Unlock ขีดจำกัดด้านพิสัยการปฏิบัติการบินของ UAV
ขยายพื้นที่ปฏิบัติการให้ไกลกว่าเดิม
กองทัพอากาศ โดย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ บูรณาการขีดความสามารถ 3 มิติ 
Air Domain = UAV
Cyber Domain = Encryption
Space Domain = Satcom
ทำให้สามารถเพิ่มระยะการควบคุมและสั่งการ UAV ได้สำเร็จ 
การพัฒนาครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ผบ.ทอ. ในการนำความรู้ไปต่อยอด สู่การปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 เหล่าทัพ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

ตามข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ศวอ.ทอ.(RDC: Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology) กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)
ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/kb-uav.html)

อากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ SIKAN (สีกัน) เป็นเครื่องบินฝึกบังคับด้วยวิทยุที่นำมาใช้เป็นเครื่องช่วยฝึกสำหรับการฝึกผู้บังคับอากาศยานภายนอก(External Pilot) ก่อนที่จะทำการฝึกกับระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) ที่ใช้ในภารกิจจริง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึก
อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV มีคุณลักษณะความยาว 3.58m ปีกกว้าง 4.58m สูง 1.16m ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ลูกสูบสองจังหวะขนาด 170cc กำลัง 17.5hp ติดตั้งด้วย motor ติดเครื่อง มีน้ำหนักเครื่องเปล่าที่ 65kg น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 80kg

อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV มีความเร็วเดินทางที่ 110km/h ความเร็วสูงสุดที่ 180km ระยะเวลาทำการบินนาน ๑ชั่วโมง เพดานบินสูงสุด 1,000m ระยะปฏิบัติการ 2km ระบบควบคุมการบิน(FLCS: Flight Control System) ด้วยคลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4GHz และ 900Hz
อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV ถูกผลิตและนำเข้าประจำการ ณ ศูนย์การฝึกอากาศยานไร้คนขับกองทัพอากาศ(RTAF-UTC: Royal Thai Air Force-Unmanned Aircraft System Training Center) ที่ กองบิน๓ วัฒนานคร ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย ซึ่งเป็นกองบินอากาศยานไร้คนขับ UAV หน่วยแรกของกองทัพอากาศไทย

การทดสอบการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม(SATCOM: Satellite Communication) กับอากาศยานไร้คนขับ SIKAN ที่มีขึ้น ณ สนามบินเล็กกองทัพอากาศ(ทุ่งสีกัน) แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยเยี่ยมชม
เป็นความร่วมมือระหว่าง ศวอ.ทอ.กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)(Thaicom PLC) ไทยในการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM ที่ใช้ช่องทางการสื่อสารแบบเข้ารหัส(Encryption) ดาวเทียมไทยคม๔(Thaicom 4) เพื่อข้ามขีดจำกัดระยะทางการส่งสัญญาณ(LOS: Line-of-Sight) ที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้กับอากาศยานไร้คนขับ UAV แบบอื่นๆที่กองทัพอากาศไทยพัฒนาเองในประเทศต่อไปครับ

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Airbus ส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M ที่พร้อมรบเครื่องแรกแก่สเปน

Airbus delivers ‘first combat ready' A400M to Spain





The first A400M for the Spanish Air and Space Force to be fitted with the Indra InShield DIRCM countermeasures was delivered to the service on 11 February. (Airbus Defence and Space)



บริษัท Airbus Defence and Space(DS) ยุโรปได้ส่งมอบส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M "เครื่องแรกที่พร้อมรบ(combat-ready)" ของตน ตามที่บริษัท Airbus DS อธิบายเหตุการณ์สำคัญนี้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026
เครื่องบินลำเลียง A400M ที่มีหมายเลขสายการผลิต MSN120 ขอบริษัท Airbus DS เป็นเครื่องแรกที่จะถูกส่งมอบจากสายการประกอบขั้นสุดท้าย(FAL: Final Assembly Line) ใน Seville สเปน

แก่กองทัพอากาศและอวกาศสเปน(Spanish Air and Space Force, EdAE: Ejército del Aire y del Espacio) ที่ได้รับการติดตั้งด้วยระบบมาตรการต่อต้านเชิงรับ(defensive countermeasures)
"Airbus ได้ส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M พร้อมรบเครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศและอวกาศสเปน" บริษัท Airbus DS กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/airbus-a400m.html) โดยเสริมว่า

"การปฏิบัติการในห้วงอากาศที่มีการแข่งขันสามารถเผยเครื่องบินลำเลียง A400M ที่จะมีการเพิ่มสูงขึ้นของภัยคุกคามต่างๆ เพื่อให้ดำรงความมั่นใจในความสำเร็จภารกิจในสภาพแวดล้อมข้าศึกต่างๆ
เป็นครั้งแรกที่ Airbus Defence and Space ได้บูรณาการระบบมาตรการต่อต้าน Infraed แบบกำหนดทิศทาง(DIRCM: Directed Infrared Countermeasures) เข้ากับเครื่องบินลำเลียง A400M ภายในฝูงบินกองทัพอากาศและอวกาศสเปน"

บริษัท Airbus DS เสริมว่ากองทัพอากาศและอวกาศสเปนขณะนี้จะดำเนินการประเมินค่าการปฏิบัติการของระบบมาตรการต่อต้าน DIRCM ตลอดหลายเดือนข้างหน้าที่จะมาถึงก่อนการสร้างการตัดสินใจที่จะเป็นตัวการใช้งานระบบ
ตลอดทั้งฝูงบินเครื่องบินลำเลียง A400M จำนวน 27เครื่อง ซึ่งจนถึงตอนได้ส่งมอบไปแล้วจำนวน 14เครื่องแก่กองบินที่31((31st Wing, Ala 31) ณ ฐานทัพอากาศ Zaragoza ในตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน

ระบบมาตรการต่อต้าน Infraed แบบกำหนดทิศทางแบบ Indra InShield DIRCM ของบริษัท Indra สเปน ใช้วิทยาการลำแสง laser เพื่อเบี่ยงเบนอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยคลื่นความร้อน infrared ต่างๆ
ได้รับการรับรองโดยสถาบันเทคโนโลยีการบินแห่งชาติสเปน(Spanish National Institute for Aerospace Technology, INTA: Instituto Nacional de Técnica Aeroespacial)

และการบูรณาการเข้ากับเครื่องบินลำเลียง A400M หมายเลขสายการผลิต MSN120 ได้มีขึ้นโดยใช้ระยะเวลาประมาณสองปี สอดคล้องกับช่วงเวลาการซ่อมบำรุงเครื่องบินตามกำหนดการ
ในฐานะชาติผู้ผลิตหลักและหนึ่งในเจ็ดชาติหุ้นส่วนของโครงการร่วมกับเบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ลักเซมเบิร์ก, และตุรกี สเปนคาดว่าจะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียง A400M Atlas ครบ 27เครื่องที่ตนสั่งจัดหาและมีความล่าช้าในปี 2030 ครับ

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano อินโดนีเซียทดสอบการปฏิบัติการจากถนนทางหลวง highway

Indonesian Air Force tests aircraft operations from highway





The Indonesian Air Force landed a Lockheed Martin F-16 on a 24 m wide highway on 11 February 2026. (TNI-AU)



กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ได้ปฏิบัติการเครื่องบินรบจากช่วงหนึ่งของถนนทางหลวงสาธารณะ
เป็นการประเมินขีดความสามารถของกองทัพอากาศอินโดนีเซียในการที่จะวางกำลังใช้งานโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนสำหรับกิจกรรมนอกฐานที่ตั้งต่างๆในกรณีเกิดภาวะวิกฤต

ระหว่างการทดสอบที่ดำเนินการปฏิบัติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Embraer A-26B Super Tucano จำนวน 1เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/29-super-tucano-c-uas-2026.html)
และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C Block 25 Fighting Falcon จำนวน 1เครื่องของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/2044.html)

ได้ทำการลงจอดและบินขึ้นจากถนนทางหลวงสาย Terbanggi Besar-Pematanag Panggang-Kayu Agung(ย่อเป็นถนนทางหลวง Terpeka) ช่วงหนึ่งของถนนทางด่วน Trans-Sumatra Toll Road(JTTS) บนเกาะ Sumatra
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย การทดสอบเป็น "ครั้งแรกในการทดสอบแบบนี้ที่ได้ปฏิบัติบนถนนทางด่วนในอินโดนีเซีย" รองรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย พลอากาศเอก Donny Ermawan Taufanto(เกษียณแล้ว) กล่าว

การทดสอบได้รับการอธิบายในฐานะเหตุการณ์ที่มีสำคัญในการเตรียมความพร้อมการป้องกันภัยทางอากาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียกล่าวว่า
การสาธิตเป็นการปูทางสำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซียที่จะวางกำลังอากาศยานของตนใช้งานโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร "ภายใต้เงื่อนไขบางประการ" ในกรณีฉุกเฉินต่างๆ

ตามข้อมูลจากรองรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย พลอากาศเอก Taufanto รัฐบาลอินโดนีเซียได้เตรียมแนวทาง road map สำหรับการพัฒนาถนนทางด่วนและถนนแห่งชาติต่างๆหลายสายในหลายๆภูมิภาค
เพื่อให้ตรงความต้องการสำหรับเป็นลานบิน(airstrip) ทางเลือกตามสถานการณ์ "แนวคิดนี้ได้ถูกพิจารณาว่าสำคัญยิ่งสำหรับการดำรงการเตรียมความพร้อมการป้องกันประเทศในหมู่เกาะ"

"เราต้องการให้เกาะขนาดใหญ่แต่ละเกาะที่จะมีฐานบินทางเลือกหลายๆที่ ถ้าหนึ่งฐานบินถูกขัดขวางให้ไม่สามารถปฏิบัติการได้ มันยังคงมีฐานบินทางเลือกอื่นๆอยู่
ก้าวย่างนี้สอบคล้องกับแผนยุทธศาสตร์กลาโหมสำหรับหมู่เกาะขนาดใหญ่ สร้างความมั่นใจว่าตัวเลือกฐานบินทางเลือกต่างๆจะพร้อมใช้งานเมื่อมีความจำเป็น" พลอากาศเอก Taufanto กล่าวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มาเลเซียทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือฟริเกต LCS ลำที่สาม KD Sharif Mashor

Malaysia launches third Maharaja Lela-class ship







Malaysiaʼs third LCS, the future KD Sharif Mashor , seen here at its launch ceremony. (Malaysia MINDEF/Lumut Naval Shipyard)



มาเลเซียได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela โครงการเรือฟริเกต Littoral Combat Ship(LCS) ลำที่สามสำหรับกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เป็นเครื่องหมายถึงอีกก้าวย่างสำคัญในโครงการต่อเรือรบผิวน้ำสมรรถนะสูงภายในประเทศและแผนลดแบบเรือ 15-to-5 ที่ได้เผชิญหน้ากับความล่าช้าและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง

เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สาม เรือฟริเกต KD Sharif Mashor หมายเลขเรือ 2503 ได้ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการที่อู่เรือบริษัท Lumut Naval Shipyard (LUNAS) มาเลเซียเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026
กระทรวงกลาโหมมาเลเซียประกาศในวันเดียวกัน เรือถูกตั้งชื่อตาม Sharif Mashor หนึ่งในวีรบุรุษของรัฐ Sarawak ผู้นำชาว Malayu และชนพื้นเมืองชาว Iban ในการต่อสู้เพื่อต่อต้านการเข้ามาขยายอำนาจยึดครองดินแดนของชาวอังกฤษ

KD Sharif Mashor เป็นเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สามที่มีพื้นฐานจากแบบเรือ Gowind ของบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสตามเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก เรือฟริเกต KD Maharaja Lela(2501)
ซึ่งล่าสุดเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ได้เดินเรือออกทะเลเพื่อทำการทดลองเรือในทะเลครั้งแรกของตนเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 และเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สอง เรือฟริเกต KD Raja Muda Nala(2502)

เช่นเดียวกับเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ลำก่อนหน้า เรือฟริเกต KD Sharif Mashor มีความยาวเรือรวมที่ 111m ความกว้างเรือที่ 16m กินน้ำลึกที่ 3.85m และมีระวางขับน้ำที่ราว 3,000tonnes
พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกต KD Sharif Mashor มีขึ้นตามมามากกว่าหกเดือนเล็กน้อยหลังจากเรือฟริเกต KD Raja Muda Nala ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/lcs-kd-raja-muda-nala.html)

พิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการของเรือฟริเกต KD Raja Muda Nala ดังกล่าวมีขึ้นตามการยกเรือลงสู่ผิวน้ำจริงทางเทคนิคเมื่อเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/lcs-kd-raja-muda-nala.html
เรือฟริเกต KD Maharaja Lela ได้ถูกนำเรือลงสู่ผิวน้ำจริงทางเทคนิคเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lcs-kd-maharaja-lela.html) เป็นเวลาเกือบ 7ปีหลังจากที่มี "พิธีปล่อยเรือ" ก่อนหน้าในปี 2017 ที่เรือไม่ได้อยู่ในน้ำจริงๆ

เช่นเดียวกับเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela สองลำแรก เรือฟริเกต KD Sharif Mashor จะได้รับการติดตั้งระบบอาวุธด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kongsberg Naval Strike Missile(NSM)(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/nsm-lekiu.html)
ระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA, ปืนเรือ BAE Systems 57mm Mk 3, แท่นยิงปืนกล MSI‑Defence Seahawk 30mm และแท่นยิง torpedo เบาสามท่อยิง J+S 324mm(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/torpedo-sea-maharaja-lela.html)

ชุดระบบตรวจจับต่างๆของเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ได้มีการนำมาติดตั้งใช้ด้วย radar ตรวจการณ์แบบ Thales SMART‑S Mk 2, ระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire‑Control System) แบบ Rheinmetall TMEO Mk 2 TMX/EO
และ sonar ลากท้ายหลายระดับความลึก VDS(Variable Depth Sonar) ความถี่ต่ำแบบ Thales Captas‑2 สำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare) ครับ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

IWI อิสราเอลเสนอระบบควบคุมการยิงอาวุธปืนประจำกาย Arbel แก่หลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก

Special Report: IWI offers Arbel to Asia-Pacific countries





The Arbel computerised weapon system is seen fitted onto IWI's ARAD multicalibre assault rifle. (My Own Photos, Tid's Hobby)





บริษัท Israel Weapon Industries(IWI) อิสราเอลในเครือบริษัท SK Group อิสราเอลกำลังทำการตลาดระบบกลไกการยิงควบคุมด้วย computer สำหรับอาวุธปืนประจำการขนาดเล็กแบบ Arbel แก่หลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
Doron Korol รองประธานฝ่ายการตลาดและการขายเอเชีย-แปซิฟิกของ SK Group อิสราเอลกล่าวกับ Janes ในเดือนธันวาคม 2025 ว่าอินเดียได้แสดงความสนใจที่จะจัดหาระบบควบคุมการยิง Arble พร้อมความเป็นไปได้ในการผลิตในอินเดีย

เขาเสริมว่าบริษัท IWI อิสราเอลยังอยู่ในการเจรจากับไทย โดยกองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) ได้มีการจัดหาอาวุธปืนประจำกายแบบต่างๆจาก IWI อิสราเอลไปแล้วหลายแบบก่อนหน้า
รวมถึงปืนเล็กยาวจู่โจมรูปทรง bullpup แบบ Tavor TAR-21 และปืนเล็กสั้น bullpup แบบ X95, ปืนเล็กยาวจู่โจม Galil ACE-N 23(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kocha-singa-2025.html), และปืนเล็กกล Negev เป็นต้น

Korol กล่าวว่า IWI อิสราเอลกำลังแสวงหาโอกาสเพิ่มเติมต่างๆของระบบควบคุมการยิงอาวุธปืน Arbel ทั่วทั้งเอเชีย-แปซิฟิก และกำลังอยู่ในการการเจรจากับลูกค้าต่างๆหลายรายในภูมิภาค เป้าหมายหลักต่างๆรวมถึงฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, และสาธารณรัฐเกาหลี
ตามข้อมูลจากโฆษกของบริษัท IWI ระบบควบคุมการยิง Arbel มีจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติการในฐานะระบบบูรณาการเพื่อเพิ่มขยายการตรวจจับเป้าหมายและสมรรถนะการยิงของปืนเล็กยาวของเหล่าทหาร

เสริมว่าระบบควบคุมการยิงปืนเล็ก Arbel กำลังได้รับการทำตลาดในฐานะขีดความสามารถระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) โดยไม่ต้องการระบบอื่นๆหรือการฝึกเพิ่มเติม
ในการให้สัมภาษณ์กับ Janes Korol กล่าวว่า IWI อิสราเอลคาดหวังที่จะขยายเข้าไปสู่ตลาดของอินเดียด้วยระบบควบคุมการยิง Arbel ตามสัญญาอาวุธปืนเล็กต่างๆก่อนหน้าของตนกับรัฐบาลอินเดีย

ในเดือนธันวาคม 2025 กระทรวงกลาโหมอินเดียได้ประกาศสัญญากับบริษัท PLR Systems กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท Adani Group อินเดียและบริษัท IWI อิสราเอล
ที่จะส่งมอบปืนเล็กสั้นสำหรับทำการรบระยะประชิด(CQB: Close Quarters Battle) จำนวน 170,000กระบอกแก่กองทัพอินเดียตลอดช่วงระยะเวลาห้าถึงหกปี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/ak-203.html)

ปืนเล็กสั้นทำการรบระยะประชิด CQB จะถูกผลิตในอินเดียและจะมีพื้นฐานจากปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Galil Ace ของ IWI อิสราเอล "ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นแรกของการสนทนาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการระบบ Arbel ในอินเดีย" Korol กล่าว
ระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่อาคาร Challenger Hall 1-2 ศูนย์จัดแสดงสินค้า IMPACT เมืองทองธานี นนทบุรี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)

ระบบควบคุมการยิงอาวุธด้วย computer แบบ Arbel ได้ถูกเห็นติดตั้งกับปืนเล็กยาวจู่โจมหลายขนาดลำกล้อง ARAD ของ IWI อิสราเอลซึ่ง Korol กล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ว่า
ไทยอาจจะเป็นลูกค้ารายแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ใช้ระบบ Arbel นี้ "ผมเชื่อว่าไทยจะจัดหาระบบ Arbel ในปี 2026" Korol กล่าวว่าระบบ Arbel ได้ถูกใช้งานโดยกองทัพต่างๆในชาติตะวันตกแล้วแต่ไม่ได้ให้รายละเอียด

Janes เข้าใจว่าระบบควบคุมการยิงอาวุธปืนเล็กแบบ Arbel กำลังได้รับการเสนอเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับหน่วยรบพิเศษต่างๆของกองทัพไทย โดยเฉพาะความต้องการในการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2025
กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) โดยกรมสรรพาวุธทหารบก สพ.ทบ.(Ordnance Department) มีการตั้งโครงการจัดซื้อระบบช่วยยิงแบบ lock เป้าหมายอัตโนมัติในการป้องกันอากาศยานไร้คนขับไม่ทราบฝ่าย สำหรับปืนเล็กยาว ปลย. และปืนเล็กสั้น ปลส.ขนาด 5.56mm ซึ่งมีการระบุถึงระบบ SMASH 3000 ของบริษัท SMARTSHOOTER อิสราเอลครับ

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ไต้หวันมองจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J ใหม่ 10เครื่อง

Taiwan favours acquisition of new C-130J aircraft





Taiwan operates a fleet of Lockheed Martin C-130H aircraft, which it inducted from 1986. (Sam Yeh/AFP via Getty Images)

ไต้หวันได้เก็บแผนที่จะปรับปรุงฝูงบินเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130H Hercules รุ่นเก่าของตนในความพอใจที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J Super Hercules ใหม่ ตามรายงานสื่อของรัฐบาลไต้หวัน
กองทัพอากาศไต้หวัน(RoCAF: Republic of China Air Force) เดิมมีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง C-130H ที่มีประจำการจำนวน 18เครื่องภายในโครงการที่เรียกว่า Taiwushan No 3(Taiwu Mountain III, "ภูเขา Taiwu" 太武山)

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 "กองทัพได้ประกาศว่าตนจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J จำนวน 10เครื่องจากสหรัฐฯ"(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/c-130j-30-hercules-2.html
เนื่องจากความกังวลว่าการปรับปรุงฝูงเครื่องบินลำเลียง C-130H รุ่นเก่าจะไม่มีความคุ้มค่าในแง่ประสิทธภาพต่อราคา(cost-effective) สำนักข่าว Central News Agency(CNA) ของรัฐบาลไต้หวันกล่าว

ตามรายงานของสำนักข่าว CNA ไต้หวัน การตัดสินใจที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J ใหม่ของกองทัพอากาศไต้หวันมีพื้นฐานจากการประเมินภัยคุกคามและประเมินค่าความต้องการต่างๆ
กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้เริ่มต้นการเชิญชวนผู้เข้าแข่งขันรายต่างๆที่จะปรับปรุงฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ในเดือนธันวาคม 2024 โครงการ Taiwushan No 3 มีความตั้งใจที่จะเริ่มต้นในปี 2025 และเสร็จสิ้นในปี 2030

โครงการ Taiwushan No 3 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มขยายขีดความสามารถการค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search-and-Rescue) ทางทะเลต่างๆของฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ของกองทัพอากาศไต้หวัน
การปรับปรุงต่างๆรวมถึงห้องนักบินแบบ glass cockpit, ระบบนำร่องดาวเทียม GPS ใหม่, และระบบหลีกเลี่ยงการบินชนพื้น(GCAS: Ground-Collision Avoidance System) ตามข้อมูลจากสำนักข่าว CNA ไต้หวัน

อย่างไรก็ตามจากการประเมินของกองทัพอากาศไต้หวันได้ตัดสินใจว่าฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ยังจำเป็นที่จะต้องได้รับการเสริมความแข็งแรงทางโครงสร้างนอกเหนือจากการปรับปรุงชุดคำสั่ง software และ avionic ต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่างๆ
ขณะนี้กองทัพอากาศไต้หวันกำลังมองหาการมีส่วนร่วมภาคอุตสาหกรรมการบินต่างๆในไต้หวันใน "การปรับปรุงแบบพื้นฐาน" ของเครื่องบินลำเลียง C-130H สำนักข่าว CNA ไต้หวันกล่าว

กระทรวงกลาโหมไต้หวันไม่ได้ออกการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในประเด็นนี้ ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ Janes ได้ทำการติดต่อกับกระทรวงกลาโหมไต้หวันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ถ้าเครื่องบินลำเลียง C-130J ได้รับการจัดหากองทัพอากาศไต้หวันจะวางกำลังเครื่องบินใหม่เหล่านี้ "ควบคู่ไปกับเครื่องบินลำเลียง C-130H รุ่นเก่ากว่าในรูปแบบผสม high-low mix" ตามรายงานของ CNA ไต้หวัน

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces ปัจจุบันกองทัพอากาศไต้หวันมีประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 20เครื่องซึ่งได้รับมอบเครื่องแรกตั้งแต่ปี 1986
เครื่องบินลำเลียง C-130H ของกองทัพอากาศไต้หวันถูกวางกำลังในกลุ่มบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่10(10th Tactical Airlift Group) กองบินผสมทางยุทธวิธีที่6(6th Tactical Mixed Wing) ที่มีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Pingtung ครับ