วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มการทดสอบเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EC-2 ใหม่

Update: Japan begins testing of new electronic warfare aircraft






This computer graphics image, presenting an overhead view of the Kawasaki Heavy Industries (KHI) Stand-off Electronic Warfare Aircraft, shows the aircraft's enlarged dorsal fairings. (Janes)



ญี่ปุ่นได้เตรียมการเริ่มต้นการบินทดสอบสำหรับเครื่องบินสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ใหม่ของตนที่ผลิตโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่น
ก่อนหน้าการนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) ในปีหน้าปี 2027 โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes ในเดือนมีนาคม 2026 

การพัฒนาของระบบเครื่องบินสงคราม electronic ได้เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2020 ของญี่ปุ่น โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว ตามแผนต่างๆในปัจจุบัน เครื่องบินสงคราม electronic ใหม่ได้ถูกผลิตแล้วจำนวน 1เครื่องจนถึงขณะนี้
จะ "เข้าประจำการ(ในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น)ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2027" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวต่อ งบประมาณวงเงินทั้งหมด 52.3 billion Yen($328.7 million) ได้รับการจัดสรรสำหรับโครงการระหว่างปีงบประมาณ 2020-2023

โฆษกของสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026
Janes เข้าใจว่ากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นน่าจะจัดหาเครื่องบินสงคราม electronic ใหม่มากกว่า 1เครื่องในอนาคต "จำนวนเครื่องบินที่จะถูกจัดหาหลังจาก(เครื่องบินเครื่องแรก)กำลังอยู่ในการพิจารณา" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว

แม้ว่าโฆษกของ สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง ATLA ญี่ปุ่นและกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้อ้างอิงถึงระบบอากาศยานใหม่ในฐานะ "เครื่องบินสงคราม electronic ระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม"(Stand-off EW Aircraft)
ขีดความสามารถนี้น่าจะทำให้ถูกกำหนดแบบเป็นเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 โดย ATLA ญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes ในปี 2022 ว่าเครื่องบินจะมีพื้นฐานจากเครื่องบินลำเลียง KHI C-2(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/jassm-er.html)

มีรายละเอียดต่างๆเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการหลังการพัฒนาได้เริ่มต้นในปี 2020 ระบบเครื่องบิน EW แบบใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินสงคราม electronic แบบ KHI EC-1 ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 1986 ดังกล่าวขณะนี้ได้เดินหน้าสู่ขั้นระยะการทดสอบแล้ว
ที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 เมื่อกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้เปิดเผยชุดภาพถ่ายอย่างเป็นทางการแรกของระบบเครื่องบินสงคราม electronic ใหม่บนสื่อสังคม online X(Twiiter เดิม)

ชุดภาพได้แสดงถึงเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 ที่มีพื้นฐานจากเครื่องบินลำเลียง C-2 มีโครงสร้างส่วนครอบอากาศยาน(fairing) เป็นโหนก(dorsal) ยื่นขยายออกมาในส่วนหัว, ด้านข้าง, ด้านบน, และด้านหลังของเครื่องบิน
ภาพที่เผยแพร่ในสื่องสังคม Online ของญี่ปุ่นล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 แสดงถึงเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 ใหม่ได้ทำการบินครั้งแรกของตนจากฐานทัพอากาศ Gifu แล้วครับ

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่สามและลำที่สี่ OPV-903 JS Hinoki และ OPV-904 JS Sugi

Japan launches two more Sakura-class OPVs







The fourth Sakura-class OPV, seen here at its launching ceremony on 13 March 2026. (JMSDF/Kosuke Takahashi)



ญี่ปุ่นได้ทำพิธีตั้งชื่อเรือและพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura OPV(Offshore Patrol Vessel) ลำที่สามและลำที่สี่เพิ่มเติมสองลำสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่สามเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-903 JS Hinoki และลำที่สี่เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-904 JS Sugi ตามลำดับได้ลงสู่ผิวน้ำ ณ อู่เรือ Isogo ของบริษัท Japan Marine United Corporation(JMUC) ญี่ปุ่นในมหานคร Yokohama เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นกล่าวในแถลงการณ์ในวันเดียวกัน เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura มีระวางขับน้ำปกติที่ราว 1,920tonnes มีความยาวเรือ 95m กว้าง 12m และกินน้ำลึก 4.2m
การออกแบบของเรือติดตั้งระบบขับเคลื่อนรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้าและดีเซล CODLAD(Combined Diesel‑Electric and Diesel) ขับสองเพลงใบจักร รวมถึงชุดขับเคลื่อน bow thruster ที่หัวเรือ

เพื่อเพิ่มขยายความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ระหว่างการปฏิบัติการในระยะประชิด เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura คาดว่าจะทำความเร็วสูงสุดได้ที่ประมาณ 25knots และสามารถรองรับกำลังพลประจำเรือได้ที่ราว 30นาย
ชุดภาพที่เผยแพร่โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026 บ่งชี้ว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura มีคุณลักษณะรูปทรงตัวเรือที่ถูกตรวจพบได้ต่ำ

สันนิษฐานว่าเพื่อลดภาคตัดขวาง radar(RCS: Radar Cross‑Section) และเพื่อความอยู่รอดระหว่างการปฏิบัติการรักษาความมั่นคงทางทะเล เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสามารถวางกำลังบนดาดฟ้าบินของเรือ
ได้รับการสนับสนุนโดยโรงเก็บอากาศยานและสิ่้งอำนวยความสะดวกทางการบินที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติการอากาศยานปีกหมุน เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura จะติดอาวุธปืนกล 30mm ในตำแหน่งปืนเรือหลัก

โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ของญี่ปุ่นได้รับการริเริ่มภายใต้แผนการกลาโหมระยะกลางสำหรับระหว่างปีงบประมาณ 2019-2023 ซึ่งเรียกร้องการนำเข้าประจำการของเรือตรวจการณ์แบบใหม่ เพื่อลดการใช้งานเรือรบที่มูลค่าสูงจากภารกิจการตรวจตราตามวงรอบและการแสดงกำลังต่างๆ 
ต่อเนื่องตามมาสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2021 ว่า งานเกี่ยวกับแนวคิดเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งยุคอนาคต Next-Generation OPV ได้รับการดำเนินการ 

ในเดือนธันวาคม 2022 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 12ลำสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น โดยบริษัท JMUC ญี่ปุ่นได้รับสัญญาเพื่อสร้างเรือ 4ลำแรกเป็นวงเงิน 35.7 billion yen($230 million)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่แรกเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-901 JS Sakura และลำที่สองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-902 JS Tachibana ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2025 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura สี่ลำแรกมีกำหนดจะถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2027 ครับ

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

โปแลนด์รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D ที่เช่าครบ 8เครื่องเพื่อเตรียมรอรับ AH-64E ใหม่ 96เครื่อง

Poland receives final leased AH-64D as preparations for AH-64E continue





Poland received the last of eight leased Boeing AH-64D Apache Longbow helicopters from the US on 10 March. (Polish Ministry of National Defence)

โปแลนด์ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64D Apache Longbow เครื่องสุดท้ายจาก 8เครื่องที่ตนเช่าจากสหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/ah-64d-8-ah-64e-96.html)
ตามที่โปแลนด์เดินหน้าการเตรียมการสำหรับการมาถึงของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache Guardian รุ่นล่าสุดที่ตนสั่งจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/ah-64e-apache-96.html)

รองนายกรัฐมนตรีโปแลนด์และรัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ Władysław Kosiniak-Kamysz ประกาศเหตุการณ์สำคัญนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 กล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D เครื่องสุดท้าย
ที่เคยประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้มาถึงโปแลนด์แล้วในฐานะการสร้างความคุ้นเคยที่ดียิ่งขึ้นของนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของกองทัพโปแลนด์กับเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่นี้

"เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D เครื่องที่แปดและเครื่องสุดท้ายที่เช่าจากสหรัฐฯได้อยู่ในโปแลนด์แล้ว นี่เป็นข่าวสำคัญสำหรับกองทัพโปแลนด์และความมั่นคงของเรา การฝึกนักบินและเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตามกำหนดการที่วางแผนไว้ 
ขอบคุณต่อสิ่งนี้ เราจะพร้อมที่จะรับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E จำนวน 96เครื่องที่จัดซื้อจากสหรัฐฯ และจะใช้ ฮ.เหล่านี้ในการสร้างขีดความสามารถการป้องปรามและการป้องกันประเทศของเรา" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์กล่าว

ด้วยการเช่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D โปแลนด์ได้พร้อมเริ่มต้นหลักสูตรการฝึกต่างๆสำหรับเหล่านักบิน โดยมุ่งเน้นที่การปฏิบัติการการบินต่างๆและการจัดการระบบอาวุธต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/stryker-8x8-bms-cobra-gold-2026.html)
เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache เป็นก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างมหาศาลในแง่ของวิทยาการและขีดความสามารถต่างๆสำหรับกองทัพโปแลนด์(Polish Armed Forces)

ก่อนหน้านี้กองทัพโปแลนด์มีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-24(NATO กำหนดรหัส 'Hind') ยุค Warsaw Pact ซึ่งมีระยะใช้อาวุธยิงโจมตีไกลสุดที่ราว 4km ด้วยจรวดไม่นำวิถีอากาศสู่พื้น
ในทางตรงกันข้ามเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache Guardian สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114 Hellfire ที่มีระยะยิง 8km(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)

โดยระยะยิงของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire สามารถขยายเป็นที่ 16km ได้ด้วยชุดคำสั่ง Version 6 ของเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/ah-64e-apache-30.html)
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Rafael Spike NLOS(Non-Line of Sight) ซึ่งมีระยะยิงไกลเกินพิสัยยิงของข้าศึก(stand-off) ที่ถึง 50km(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/spike-nlos-ah-64e-apache.html)

ล่าสุดบริษัท Rafael อิสราเอลได้มีการสาธิตการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Spike NLOS จากเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ที่ระยะยิง 30km เนื่องข้อจำกัดของสนามฝึกใช้อาวุธที่นอกชายฝั่งของโปแลนด์ในปี 2025
กองทัพบกโปแลนด์(Polish Army) กำลังจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E จำนวน 96เครื่องภายใต้ความต้องการโครงการ Kruk(นกกา Raven) ของตน โดยการส่งมอบ ฮ.โจมตี AH-64E แก่โปแลนด์จะมีขึ้นในปี 2028 และดำเนินไปจนถึงปี 2032 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

เบลเยียมทดสอบเครื่องบินขับไล่ F-16AM ติดจรวดนำวิถีเลเซอร์ FZ275 LGR สำหรับภารกิจต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ C-UAS

Belgium trials F-16s with laser-guided rockets for C-UAS role





Belgium is trialling the use of the Forges de Zeebrugge (FZ)/Thales FZ275 70 mm laser-guided rocket (LGR) for the C-UAS role, evaluating the weapon aboard its F-16 combat aircraft. (Forges de Zeebrugge (FZ)/Thales,  Belgian Air Force, Tim VdB)

เบลเยียมกำลังทดสอบการใช้เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16AM/BM Block 15 MLU(Mid-Life Upgrade) Fighting Falcon ของกองทัพอากาศเบลเยียม(BAF: Belgian Air Force)
ติดตั้งอาวุธด้วยจรวดนำวิถี laser สำหรับภารกิจระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) กรมการทรัพยากรยุทโธปกรณ์(Directorate General Material Resources) เบลเยียมเปิดเผยการทดสอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026

กรมการทรัพยากรยุทโธปกรณ์เบลเยียมกล่าวว่าภาพถ่ายที่เผยแพร่ทาง online หลายวันก่อนหน้าแสดงถึงเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16AM Block 15 MLU กองทัพอากาศเบลเยียมติดตั้งกระเปาะจรวด LAU-131 ความจุ 7นัดจำนวน 6กระเปาะ
สำหรับจรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น Forges de Zeebrugge(FZ)Thales FZ275 LGR(Laser-Guided Rocket) ขนาด 70mm เกี่ยวข้องกับการทดสอบระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ C-UAS

"drone โจมตีต่างๆได้กลายเป็นภัยคุกคามหลักและมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดในความขัดแย้งต่างๆล่าสุด ดังนั้นกองทัพอากาศเบลเยียมของเราจึงกำลังทำการทดสอบจรวดนำวิถี laser 70mm ต่างๆ
รวมถึงจรวดนำวิถี laser FZ275 LGR ของเบลเยียมจากบริษัท Thales ยุโรป ที่จะมีประสิทธิภาพในการกำจัดภัยคุกคามจาก drone โจมตีต่างๆ" กรมการทรัพยากรยุทโธปกรณ์เบลเยียมกล่าวโดยเสริมว่า

"ระหว่างความขัดแย้งต่างๆล่าสุด เราได้เห็นแล้วว่า drone โจมตีที่มีราคาไม่แพงต่างๆสามาถก่อให้เกิดเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล การวางกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศตามแบบต่างๆเพื่อต่อต้านภัยคุกคามแบบนี้มักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงอย่างหนักมาก 
ตามที่เน้นการเปิดเผย กรมการทรัพยากรยุทโธปกรณ์เบลเยียมกำลังมองที่จะบูรณาการทั้งจรวดนำวิถี laser FZ275 LGR ที่เบลเยียมสร้าง และจรวดนำวิถี AGR-20F Falco APKWS(Advanced Precision Kill Weapon System) ที่สร้างโดยบริษัท BAE Systems Inc. สหรัฐฯ

ที่งทั้งจรวดนำวิถี FZ275 LGR และจรวดนำวิถี AGR-20F Falco APKWS สามารถนำมาใช้ติดตั้งกับแท่นยิงกระเปาะจรวด LAU-131 เช่นเดียวกันได้(แต่ปัจจุบันยังไม่มีจรวดนำวิถี laser AGR-20 APKWS ในคลังอาวุธของเบลเยียม)
จรวดนำวิถี AGR-20F ได้รับการปรับแต่งสำหรับภารกิจอากาศสู่อากาศ ด้วยการกำหนดแบบ F ทำให้จรวดรุ่นนี้มีชื่อเล่นว่า Falco ซึ่งย่อมาจากอาวุธต่อต้าน UAS ยิงทางอากาศจากอากาศยานปีกนิ่ง(Fixed-Wing, Air-Launched Counter-UAS Ordnance)

จรวดนำวิถี AGR-20F Falco APKWS ได้มีการทดสอบบูรณาการในภารกิจ C-UAS กับอากาศยานรบหลายแบบเช่นเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15E Strike Eagle และเครื่องบินขับไล่ F-16C/D ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) แล้ว
ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM Block 15 MLU ของกองทัพอากาศเบลเยียมกำลังจะถูกทดแทนด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) จำนวน 46เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/f-35a-11.html)

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

กองทัพเรือพม่าทำพิธีประจำการเรือฟริเกต UMS King Thalun ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างในประเทศ

Myanmar Commissions Largest Domestically Built Frigate







Myanmar Navy commissioned its largest frigate UMS King Thalun Min (UMS Thalun Min) and held the opening ceremony of a 40,000 ton floating dry dock. (Myawaddy TV)



กองทัพเรือพม่า(Myanmar Navy) ได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกต F19 UMS King Thalun (หรือ UMS Thalun Min) ซึ่งเป็นเรือฟริเกตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตน และได้ทำพิธีเปิดอู่แห้งลอยขนาด 40,000ton ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า
พิธีได้ถูกจัดขึ้น ณ กองบัญชาการอู่ทหารเรือกองทัพเรือพม่า Thanlyin ในมหานคร Yangon เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2026 ที่ได้เชิญผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพพม่า(Myanmar Armed Forces, Tatmadaw) พลเอกอาวุโส Min Aung Hlaing ร่วมพิธี

นอกจากพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกต F19 UMS King Thalun และพิธีเปิดอู่แห้งลอยขนาด 40,000ton ยังได้มีการทำพิธีวางกระดูงูเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำขนาด 63m ใหม่ 2ลำซึ่งจะถูกสร้างที่อู่แห้งใหม่นี้ด้วย
ควบคู่ไปกับเรือฟริเกต King Thalun ยังได้มีพิธีขึ้นระวางประจำการเรือลำน้ำอเนกประสงค์(Inland Multipurpose Vessel) ใหม่ 4ลำ (หมายเลขเรือ 331, 332, 333 และ 334) ที่ถูกสร้างโดยอู่ทหารเรือพม่า เรือลำน้ำอเนกประสงค์เหล่านี้น่าจะถูกนำมาใช้ในสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์และกลุ่มต่อต้านเผด็จการพม่าหลายๆกลุ่ม

เรือฟริเกต F19 UMS King Thalun ที่รู้จักก่อนหน้าในชื่อแบบเรือฟริเกต FF-135 ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/ums-king-thalun.html) เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พม่าสร้างเองในประเทศ
เรือฟริเกต F19 UMS King Thalun มีความยาวเรือที่ 135m, กว้างที่ 14.5m, กินน้ำลึกที่ 4.1m และระวางขับน้ำที่ 3,500tons สามารถทำความเร็วได้ที่ประมาณ 30knots เป็นที่เข้าใจว่าเรือได้นำเทคนิคการสร้างแบบ modular มาใช้ในการต่อเรือ

ในช่วงเวลาก่อนทำพิธีขึ้นระวางประจำการ เรือฟริเกต F19 UMS King Thalun ได้ถูกดำเนินการทดลองเรือในทะเลหลายครั้งในเวลานานกว่าหนึ่งเดือน ครอบคลุมการเดินเรือเป็นระยะทาง 3,418nmi เป็นเวลา 279ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้กองทัพเรือพม่าได้สร้างและขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตชั้น Kyan Sittha ระวางขับน้ำ 3,000tons แล้ว 2ลำคือเรือฟริเกต F12 UMS Kyan Sit Thar และ เรือฟริเกต F14 UMS Sin Phyu Shin(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f14-ums-sin-phyu-shin-radar-revathi.html)

และเรือฟริเกต F11 UMS Aung Zeya ระวางขับน้ำ 2,500tons หนึ่งลำ ยังรวมถึงเรือคอร์เวตชั้น Anawrahta จำนวน 3ลำ, เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Inlay จำนวน 2ลำ, เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถี, และเรือขนาดเล็กขนาดต่างๆ จำนวนมากที่พม่าต่อในประเทศ 
จีน, อินเดีย, และรัสเซียต่างมีประวัติเป็นผู้ส่งออกหลักของระบบและเรือต่างๆแก่กองทัพเรือพม่า รวมถึงเรือดำน้ำชั้น Sindhughosh(Project 877EKM Kilo รุ่นส่งออก) ที่เคยประจำการในกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ในชื่อเรือดำน้ำ S58 INS Sindhuvir 

ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพเรือพม่าในชื่อเรือดำน้ำ UMS Minye Theinkhathu (71) เป็นเรือดำน้ำลำแรกของกองทัพเรือพม่าที่มีพิธีขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/kilo-ums-minye-theinkhathu.html)
และเรือดำน้ำชั้น Type 035B(NATO กำหนดรหัสชั้น Ming) ที่เคยประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) เรือดำน้ำ UMS Minye Kyaw Htin (72) ที่มีพิธีขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/type-035-ums-minye-kyaw-htin.html)

ขณะที่จีนและรัสเซียเป็นผู้ส่งออกระบบอาวุธและอุปกรณ์หลักต่างๆแก่กองทัพเรือพม่า อินเดียยังได้เป็นผู้ส่งออกระบบบางส่วนเช่นระบบ radar, ระบบ sonar และ torpedo เบาสำหรับเรือรบต่างๆของกองทัพเรือพม่า 
เรือฟริเกต F19 UMS King Thalun ใหม่สามารถพิจารณาได้ว่าใช้ระบบอาวุธและอุปกรณ์หลากหลายแบบของจีนและรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ การเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญคือขีดความสามารถในการใช้แท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launching System) แบบ H/AKJ-16 แปดท่อยิง 2แท่นยิง สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HHQ-16 จำนวน 16นัด

ระบบอาวุธต่างๆที่เห็นได้ว่าถูกติดตั้งบนเรือรวมถึงแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้้ำ RBU-6000 สองแท่นยิง, ปืนเรือ H/PJ-26 ขนาด 76mm, ระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) ปืนกลเจ็ดลำกล้องหมุน Type 730 ขนาด 30mm 1แท่นหน้าเรือ และ 2แท่นท้ายเรือ, Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ ET-52 สามท่อยิง 2แท่นยิง และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ C-802A แปดท่อยิง
ปัจจุบันกองทัพพม่ายังคงมีอำนาจในพม่าหลังจากการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2025-มกราคม 2026 กองทัพเรือพม่ากำลังเดินหน้าเสริมสร้างทั้งขีดความสามารถการออกมหาสมุทรและในแม่น้ำเพื่อดำรงเขี้ยวเล็บอันแหลมคมในน่านน้ำเหนือกองกำลังฝ่ายต่อต้านทั้งพลเรือนพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆของตนครับ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีประจำการเรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่ห้า SS-517 JS Chogei

Japan commissions fifth Taigei-class submarine





JS Chogei , the fifth of eight Taigei-class submarines that have either been commissioned, contracted, or approved for acquisition. (ATLA)



ญี่ปุ่นได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK)ชั้น Taigei ลำที่ห้า เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei สำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) 
เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ได้ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการอย่างเป็นทางการตามการส่งมอบเรือและพิธีชักธงนาวีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 ณ อู่เรือ Kobe ของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่น

สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศในวันถัดมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026
เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei เป็นเรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่ห้าจากทั้งหมด 8ลำที่ได้รับการสั่งจัดหาเพื่อปรับเปลี่ยนความทันสมัยกองกำลังใต้น้ำตามแบบของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/taigei-ss-518-sougei.html)

เรือดำน้ำชั้น Taigei เป็นเรือดำน้ำชั้นใหม่ที่ถูกสร้างแทนเรือดำน้ำชั้น Soryu ที่เคยมีการสร้างมายาวนานและได้นำระบบขับเคลื่อนที่ได้รับการปรับปรุง, ระบบตรวจจับยุคอนาคตต่างๆ และการเพิ่มขยายการตรวจจับได้ยากทางเสียง
เรือดำน้ำชั้น Taigei มีระวางขับน้ำที่ประมาณ 3,000tonnes มีความยาวตัวเรือที่ 84m, กว้าง 9.1m และกินน้ำลึก 10.4m และสามารถบรรจุกำลังพลประจำเรือได้ประมาณ 70นาย

เรือดำน้ำชั้น Taigei ยังรวมพื้นที่พักอาศัยโดยเฉพาะสำหรับกำลังพลประจำเรือที่เป็นสตรี ทำให้เรือดำน้ำชั้น Taigei เป็นเรือดำน้ำชั้นแรกของญี่ปุ่นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆดังกล่าวถูกบูรณาการตั้งแต่แรก
ในแง่ของขีดความสามารถการรบ เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ติดตั้งท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm หกท่อยิงที่หัวเรือ ที่สามารถยิง Torpedo หนักนำวิถีด้วยเส้นลวดแบบ Type 89 ได้

และเรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ยังเป็นที่คาดจะบูรณาการด้วย Torpedo หนักแบบ Type 18 ที่ใหม่กว่าตามที่ Torpedo หนัก Type 18 ถูกนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ยังสามารถที่จะทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากท่อยิง torpedo จากเรือดำน้ำใต้น้ำแบบ Boeing UGM‑84L Harpoon ด้วย

เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ได้ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือบริษัท MHI ญี่ปุ่นในนคร Kobe ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/taigei-ss-517-chogei.html)
เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่สี่ เรือดำน้ำ SS-516 JS Raigei ได้มีพิธีขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/taigei-ss-516-raigei.html

และเรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่หก เรือดำน้ำ SS-518 JS Sougei ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่นในนคร Kobe เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2025
คาดว่าเรือดำน้ำ SS-518 JS Sougei จะถูกส่งมอบและทำพิธีขึ้นระวางประจำการได้ในราวเดือนมีนาคม 2027 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/taigei-ss-518-sougei.html)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียจะจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำรักษาฝั่ง BrahMos อินเดียด้วยเงินกู้ต่างประเทศ

Indonesia to fund BrahMos missile purchase with foreign loans





The Brahmos missile system on a Tata launch vehicle. (Indian Ministry of Defence)

อินโดนีเซียจะจัดหาแหล่งที่มางบประมาณสำหรับแผนการจัดซื้อจัดจ้างระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำรักษาฝั่ง BrahMos ของอินเดียผ่านแหล่งเงินกู้สินเชื่อเชิงพาณิชย์ต่างประเทศ
เอกสารต่างๆที่มอบให้แก่ Janes โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ Komisi I คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย(Dewan Perwakilan Rakyat) บ่งชี้ว่า

แผนที่จะจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นรักษาฝั่ง BrahMos นี้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2025
ชุดการจัดซื้อมีมูลค่าที่วงเงินราว $100 million สำหรับระบบชุดยิงหนึ่งกองร้อย(battery) และจะมีตัวแทนในประเทศโดยบริษัทที่ปรึกษาของอินโดนีเซีย บริษัท PT BTI Defence อินโดนีเซีย

การยืนยันจากตัวแทนผู้มีอำนาจต่างๆของอินโดนีเซียว่ารัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้เข้าสู่ข้อตกลงกับรัฐบาลอินเดียในนครหลวง New Delhi 
เกี่ยวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ BrahMos ได้ปรากฎต่อสาธารณะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/brahmos_02142914070.html)

อ้างอิงจากโฆษกกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย Rico Ricardo Sirait สื่อต่างๆหลายรายของอินโดนีเซียรายงานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2026 ว่าอินโดนีเซียได้เห็นชอบที่จะจัดซื้อระบบระบบอาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียไม่ได้ตอบสนองต่อคำถามต่างๆจาก Janes ที่กำลังมองหารายละเอียดต่างๆมากขึ้นในการจัดหา ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ อย่างไก็ตาม Janes เข้าใจว่าสัญญายังไม่มีผลบังคับใช้ตามที่รอการชำระเงินมัดจำแรก

รุ่นรักษาฝั่งภาคพื้นดินของระบบอาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos ที่อินโดนีเซียกำลังเร่งการจัดหาเป็นชุดบรรจุของระบบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนความเร็วเหนือเสียงที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยอินเดียและรัสเซีย
อาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos มีขีดความสามารถทำความเร็วได้ระหว่างประมาณ 2,448km/h ถึง 2,970km/h และมีรูปแบบการนำวิถีแบบยิงแล้วลืม(fire‑and‑forget) ที่ผสมผสานระบบนำร่อง inertial กับระบบนำวิถี active radar homing ในวิถีโคจรระยะสุดท้าย

อาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos ในรูปแบบส่งออกโดยทั่วไปมีระยะยิงที่ประมาณ 290km และสามารถปฏิบัติการยิงในรูปแบบเพดานบินต่ำเลี่ยดผิวน้ำ(sea‑skimming) ได้ ที่มีส่วนช่วยต่อความอยู่รอดของจรวดต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศต่างๆ
นาวิกโยธินฟิลิปปินส์(PMC: Philippine Marine Corps) เป็นลูกค้าส่งออกรายแรกสำหรับระบบ BrahMos รุ่นฐานยิงชายฝั่งในลงนามจัดหาในปี 2022 และวางกำลังในกองพันอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือชายฝั่ง(SBASM: Shore-Based Anti-Ship Missile) ที่ได้รับมอบระบบแรกตั้งแต่ปี 2024 ครับ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ SSN สหรัฐฯยิง torpedo จมเรือฟริเกต IRIS Dena อิหร่าน

Iran conflict 2026: US announces submarine torpedo strike on Iranian warship





Iranian Navy frigate IRIS Dena is shown during the Indian Navy International Fleet Review on 18 February 2026 near Visakhapatnam, India. (Indian Navy)



เรือดำน้ำโจมตีเร็วพลังงานนิวเคลียร์(SSN fast attack submarine) กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ได้จมเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน(IRIN: Islamic Republic of Iran Navy) ด้วย torpedo หนักแบบ Mk 48
ระหว่าง 100ชั่วโมงแรกของการโจมตีอิหร่านโดยกองกำลังผสมกองทัพสหรัฐฯและกองทัพอิสราเอล(IDF: Israel Defense Forces) กองทัพสหรัฐฯยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026

การโจมตีเป็นเครื่องหมายถึงครั้งแรกตั้งแต่ปี 1945 ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองที่เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia SSN ของกองทัพเรือสหรัฐฯได้จมเรือรบข้าศึกด้วย torpedo เจ้าหน้าที่กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ Pentagon กล่าว
เรือผิวน้ำที่แสดงในวีดิทัศน์เผยแพร่ของ Pentagon สหรัฐฯของการโจมตีด้วย torpedo จากเรือดำน้ำในมหาสมุทรอินเดีย เป็นไปได้สูงมากว่าน่าจะเป็นเรือฟริเกต IRIS Dena(75) ของกองทัพเรืออิหร่าน

เรือฟริเกต IRIS Dena กองทัพเรืออิหร่านได้มีส่วนร่วมในพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2026 (IFR 2026) และการฝึกผสมทางทะเล MILAN 2026 ที่มีกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) เป็นเจ้าภาพ 
และได้ถูกบันทึกภพไว้ได้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 ระหว่างพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ IFR 2026 India ที่มีขึ้นใกล้กับ Visakhapatnam อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/blog-post.html)

"ในมหาสมุทรอินเดีย...เรือดำน้ำของอเมริกาได้จมเรือรบอิหร่านที่คิดว่าตนจะปลอดภัยในน่าน้ำสากล" รัฐมนตรีกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ Pete Hegseth กล่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 ระหว่างการบรรยายสรุปต่อสื่อ ณ อาคาร Pentagon สหรัฐฯ
"เราได้ทำลายเรือของกองทัพเรืออิหร่านมากกว่า 20ลำ และกวาดล้างอย่างมีประสิทธิภาพ ณ จุดนี้ในเวลนี้ต่อการแสดงตนในยุทธบริเวณของกำลังทางเรือหลักของอิหร่าน" พลอากาศเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม(JCS: Joint Chiefs of Staff) กล่าวระหว่างการบรรยายสรุปต่อสื่อ

เรือของอิหร่าน(พิสูจน์ทราบโดย Janes ว่าน่าจะเป็นเรือฟริเกต Dena) ถูกจมโดย torpedo หนัก Mk 48 หนึ่งลูก พลอากาศเอก Caine กล่าว วีดีทัศน์แสดงถึงภาพที่บันทึกจากกล้องตาเรือ(periscope) ของเรือดำน้ำขณะที่ torpedo พุ่งชนท้ายเรือและเกิดการระเบิดจนตัวเรือแตกและจมลง 
เรือฟริเกต IRIS Dena ถูกยิงจมห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ของเมือง Galle ในศรีลังการาว 20nmi กองทัพเรือศรีลังกา(SLN: Sri Lanka Navy) ได้ช่วยเหลือชีวิตลูกเรือกองทัพเรืออิหร่านได้ 32นายจากทั้งหมด 180นาย และพบศพผู้เสียชีวิตอีกราว 80ร่าง

เรือฟริเกต IRIS Dena เป็นเรือฟริเกตชั้น Mowj ลำที่สี่จาก 5ลำที่อิหร่านต่อในประเทศซึ่งถูกนำเข้าประจำการในช่วงปี 2010-2023 โดยเรือฟริเกต Dena ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2021
ติดตั้งอาวุธด้วยปืนเรือหลักขนาด 76mm หนึ่งแท่นยิงที่หัวเรือ, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Mehrab สองแท่นยิงหน้าสะพานเดินเรือ, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Qader สี่ท่อยิงสองแท่น 8นัดที่หลังปล่องไอเสีย และ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำสามท่อยิงสองแท่นยิง

นอกจากเรือฟริเกต Dena และเรือฟริเกตชั้น Mowj ลำที่สองเรือฟริเกต IRIS Damavand(77) ที่จมลงระหว่างเกิดพายุในทะเล Caspian ในเดือนมกราคม 2018 โดยมีและเรือฟริเกตชั้น Mowj ลำที่ห้าเรือฟริเกต IRIS Deylaman(78) ทดแทน เรือฟริเกตชั้น Mowj ของกองทัพเรืออิหร่านในอ่าว Persia น่าจะถูกจมไปหมดแล้ว
ตั้งแต่ปฏิบัติการ Operation Epic Fury เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 คือเรือฟริเกตชั้น Mowj ลำแรกเรือฟริเกต IRIS Jamaran(76) และเรือฟริเกตชั้น Mowj ลำที่สามเรือฟริเกต IRIS Sahand(74), รวมถึงเรือข่าวกรองทางสัญญาณ SIGINT เรือ Zagros(313) ที่มีพื้นฐานตัวเรือร่วมกันครับ