วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การส่งมอบเรือฟริเกต LCS ลำแรก KD Maharaja Lela มาเลเซียถูกเลื่อนเป็นเดือนเมษายน 2027

Malaysia's first LCS delivery slips to April 2027







The first Maharaja Lela-class LCS, seen here at Lumut in September 2026. (LUNAS)

เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela โครงการ Littoral Combat Ship(LCS) ของกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia) ที่เต็มไปด้วยปัญหาได้พบกับความล่าช้าต่างๆเพิ่มเติม
โดยเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก เรือฟริเกต KD Maharaja Lela (LCS 1) หมายเลขเรือ 2501 ล่าสุดกำหนดการส่งมอบเรือถูกเลื่อนออกไปเป็นในเดือนเมษายน 2027 แทนกำหนดเดิมในเดือนธันวาคม 2026

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Mohamed Khaled Nordin เปิดเผยต่อรัฐสภามาเลเซียเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ว่าเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ขณะนี้จะส่งมอบล่าช้าไปอีก 4เดือนจากที่ระบุไว้ก่อนหน้า
รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซียยังยืนยันว่าเรือฟริเกต KD Maharaja Lela จะถูกตรวจรับโดยปราศจากขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Naval Strike Missile(NSM) ที่วางแผนไว้(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/nsm.html)

ระหว่างการเดินทางเยือนอู่เรือบริษัท Lumut Naval Shipyard(LUNAS) มาเลเซียเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2026 Janes สังเกตว่ากิจกรรมการสร้างและการติดตั้งหลักยังคงอยู่ในการดำเนินการกับเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก
Janes ยังยืนยันด้วยสายตาว่า radar ตรวจการณ์ทางอากาศแบบ Thales SMART-S Mk 2 ที่วางแผนไว้ของเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ยังไม่ได้รับการติดตั้งบนเสากระโดงเรือบูรณาการของเรือ

แม้ว่าอุปกรณ์การนำร่องและ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) อย่างเช่น Rheinmetall TMEO Mk 2 TMX/EO ปรากฏว่าได้รับการติดตั้งบนเรือฟริเกต KD Maharaja Lela แล้ว
Janes ไม่สามารถตรวจสอบสถานะการติดตั้งต่างๆได้อย่างอิสระขององค์ประกอบระบบการรบอื่นๆระหว่างการเยี่ยมชมอู่เรือ LUNAS มาเลเซีย ระหว่างการกล่าวปราศรัยต่อรัฐสภามาเลเซียเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Khaled กล่าวว่า อู่เรือ LUNAS ได้ยื่นเรื่องแจ้งให้กระทรวงกลาโหมมาเลเซียทราบว่าตนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จะส่งมอบเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ภายในเดือนธันวาคม 2026 ได้อีกต่อไป
ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย ความล่าช้าต่างๆมีส่วนร่วมจากกิจกรรวมการเดินสายต่างๆ, การติดตั้งสิ่งอุปกรณ์, การตรวจสอบต่างๆ, พื้นที่ที่พักอาศัย, งานท่อทางต่างๆ, และการทดสอบตามมาต่างๆได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อกำหนดการของโครงการ

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Khaled เสริมว่ากิจกรรมการทดลองเรือหน้าท่าและการทดลองเรือในทะเลต่างๆได้เนื่องจากผลกระทบต่างๆต่อเนื่องของปัญหาต่างๆเหล่านี้ เขายังแจ้งต่อรัฐสภามาเลเซียว่า
สัญญาสำหรับขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศของโครงการ LCS ยังไม่บรรลุผลเสร็จสิ้นอย่างเต็มรูปแบบแม้ว่าจดหมายตอบรับ(LOA: Letter of Acceptance) ได้รับการลงนามแล้วและเอกสารสัญญาคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2026

เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก เรือฟริเกต KD Maharaja Lela ได้เสร็จสิ้นการทดลองเรือในทะเลครั้งแรกของตนในเดือนเมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lcs-kd-maharaja-lela.html)
ลำที่สอง เรือฟริเกต KD Raja Muda Nala หมายเลขเรือ 2502 ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนกรกฎาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/lcs-kd-raja-muda-nala.html) และมีกำหนดส่งมอบแก่กองทัพเรือมาเลเซียในเดือนสิงหาคม 2027(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/lcs-kd-raja-muda-nala.html), 

ลำที่สาม เรือฟริเกต KD Sharif Mashor หมายเลขเรือ 2503 ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนกุมภาพันธ์ 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/lcs-kd-sharif-mashor.html), ลำที่สี่ เรือฟริเกต KD Mat Salleh หมายเลขเรือ 2504 มีแผนที่จะทำการปล่อยเรือลงน้ำในเดือนมกราคม 2027(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/maharaja-lela-lcs-2027.html) 
ลำที่ห้าและลำสุดท้าย เรือฟริเกต KD Tok Janggut หมายเลขเรือ 2505 กำลังอยู่ระหว่าการต่อเรือที่อู่เรือ LUNAS อย่างก็ตามความล่าช้าต่างๆที่เกิดขึ้นล่าสุดกับเรือลำแรก KD Maharaja Lela ทำให้คาดว่ากำหนดการที่วางแผนไว้เดิมนี้เหล่านี้เป็นได้ว่าจะถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน

เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela โครงการ LCS ของมาเลเซียมีพื้นฐานจากแบบเรือฟริเกต Gowind ของบริษัท Naval Group ฝรั่งเศส มีขนาดความยาวตัวเรือประมาณ 111m และระวางขับน้ำปกติที่ราว 3,000tonnes ระบบอาวุธต่างๆของเรือรวมถึง
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/vl-mica-lcs.html), ปืนเรือ BAE Systems 57mm Mk 3, ปืนกล MSI-Defence Seahawk 30mm, และแท่นยิง torpedo เบาสามท่อยิง J+S 324mm สำหรับ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/torpedo-sea-maharaja-lela.html) ครับ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Fassmer เยอรมนีทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV ลำแรกของสิงคโปร์

Fassmer launches Singapore's first Sentinel-class OPV





Singapore's first Sentinal-class offshore patrol vessel, seen here at its launch ceremony. (Republic of Singapore Navy)



บริษัท Fassmer เยอรมนีผู้สร้างเรือได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV(Offshore Patrol Vessel) ลำแรกจาก 4ลำที่ได้รับการสั่งจัดหาจากกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV ลำแรกของโครงการ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Sentinel หมายเลขเรือ 26 ถูกนำลงสู่น้ำ ณ อู่เรือของบริษัท Fassmer ใน Berne เยอรมนีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026

ภายใต้โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV จำนวน 4ลำกำลังได้รับการสั่งจัดหาเพื่อทดแทนเรือรักษาความปลอดภัยและตอบโต้ทางทะเล(MSRV: Maritime Security and Response Vessel) ชั้น Sentinel ที่ประจำการในกองทัพเรือสิงคโปร์อยู่
ซึ่งเดิมเรือรักษาความปลอดภัยและตอบโต้ทางทะเล MSRV ชั้น Sentinel เคยประจำการในในฐานะเรือตรวจการณ์ชั้น Fearless 12ลำในช่วงปี 1996-1998 ที่ได้ถูกปลดประจำการลงในช่วงปี 2017-2020 โดย 4ลำได้รับการดัดแปลงเป็นเรือ MSRV เข้าประจำการใหม่ในปี 2021

กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ได้ลงนามสัญญากับ Fassmer เยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/opv-4-fassmer.html) โดยการส่งมอบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV มีกำหนดการที่จะเริ่มต้นในปี 2028 เป็นต้นไป
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel มีพื้นฐานจากแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV ของบริษัท Fassmer ที่พัฒนาจากเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Postsdam ที่ประจำกาในหน่วยยามฝั่งเยอรมนี(German Coast Guard, Küstenwache) ตำรวจเยอรมนี(Bundespolizei)

และกำลังถูกสร้างในลิทัวเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/opv-fassmer-4.html) และเยอรมนี กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ระบุว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV ทั้ง 4ลำจะได้รับการตั้งชื่อเรือว่า
ลำแรกเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Sentinel(26), ลำที่สองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Guardian หมายเลขเรือ 27, ลำที่สามเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง  Protector หมายเลขเรือ 28, ลำที่สี่และลำสุดท้ายเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Bastion หมายเลขเรือ 29

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV จะประจำการภายในกองเรือรักษาความปลอดภัยและตอบโต้ทางทะเล(MSRF: Maritime Security and Response Flotilla) และมีวัตถุประสงค์โดยเฉพาะสำหรับหน้าที่การรักษาความปลอดภัยทางทะเลต่างๆในและโดยรอบน่านน้ำอาณาเขตของสิงคโปร์
ตามเอกสารข้อมูล(fact sheet) ที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ที่สอดคล้องการพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV มีความยาวเรือรวมที่ 94.85m, กว้างที่ 15.2m และระวางขับน้ำที่ประมาณ 2,700tonnes

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sentinel OPV สามารถทำความเร็วได้เกิน 23knots โดยมีระยะทำการที่มากกว่า 4,000nmi กำลังพลประจำเรือพื้นฐานถูกระบุว่าอยู่ที่ประมาณ 40นาย มีคุณลักษณะระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้ารูปแบบ CODLOD(Combined Diesel-Electric or Diesel)
ทำให้เรือสามารถปฏิบัติการโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้าเพื่อการลาดตระเวนโดยประหยัดเชื้อเพลิงหรือเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อตอบสนองต่อภารกิจต่างๆที่ความเร็วสูงกว่า ระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm Strales(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html) ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ไต้หวันรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 สร้างใหม่สองเครื่องแรกจาก 66เครื่อง

Taiwan receives first F-16V Block 70 fighters on order







Taiwan has received the first two of 66 F-16V Block 70 fighter aircraft ordered from the US. Taiwan operates 137 F-16A/B Block 20 fighters upgraded to the F-16V standard between 2017 and 2024. (Military Link Magazine)



กองทัพอากาศไต้หวัน(RoCAF: Republic of China Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16V Block 70 Viper สองเครื่องแรกจาก 66เครื่องที่สั่งจัดหาจากสหรัฐฯแล้ว
กระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 ว่าเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 จำนวน 2เครื่องได้ลงจอด ณ ฐานทัพอากาศ Zhihang ใน Taitung ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน

"กองทัพอากาศไต้หวันได้วางแผนการดำเนินการรับมอบและปรับขั้นตอนกระบวนการฝึกใหม่ และทยอยนำมาปฏิบัติใช้ในหลากหลายหน้าที่การซ่อมบำรุงเพื่อให้มั่นใจว่าขีดความสามารถการรบจะค่อยๆถูกจัดตั้งขึ้น" กระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าว
กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้เผยแพร่ความวีดิทัศน์และชุดภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 สองเครื่องเป็นรุ่นที่นั่งเดียวและมีหมายเลขแพนหาง '6727' และ '6728'

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเสริมว่ากองทัพอากาศไต้หวันได้จัดตั้งกองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่7(7th Tactical Fighter Wing) ณ Taitung เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/06/f-16v.html)
เพื่อที่จะประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 Viper ใหม่และเสริมสร้างความแข็งแกร่งขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศต่างๆของกองทัพอากาศไต้หวัน

กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่7 มี "โครงสร้างอัตราจัดกำลังฝูงบินปฏิบัติการต่างๆของตนในสามระยะ และกำลังพลนักบินและช่างอากาศยานซ่อมบำรุงทางเทคนิคส่วนแยกในหลายชุดไปสหรัฐฯเพื่อเข้ารับการฝึกเปลี่ยนแบบ" กระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าว 
ไต้หวันกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 จำนวน 66เครื่องภายใต้โครงการ 'Peace Phoenix Soaring'(Fengxiang, 鳳翔 "หงส์เพลิงทะยานฟ้า") ของตน(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/lockheed-martin-f-16v-block-70-66.html)

เครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 Viper จะเสริมกำลังต่อฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Block 20 Fighting Falcon จำนวน 137เครื่องของกองทัพอากาศไต้หวัน(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/f-16v.html)
ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นมาตรฐานเครื่องบินขับไล่ F-16V Viper ในระหว่างปี 2017-2024 ภายใต้โครงการ 'Peace Phoenix Rising'(Feng Zhan, 鳳展 "หงส์เพลิงผงาดฟ้า")

ไต้หวันได้อนุมัติงบประมาณวงเงิน TWD247.23 billion($7.7 billion) ภายใต้งบประมาณพิเศษครอบคลุมช่วงงบประมาณผูกผันปี 2020-2026 เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 Viper จำนวน 66เครื่อง Janes ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า
การผสมผสานกันของปัญหาห่วงโซ่อุปทานและปัญหาทางเทคนิคกับระบบชุดคำสั่งควบคุมการบินของเครื่องบินได้มีผลต่อความล่าช้าต่างๆ บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 ไต้หวันเครื่องแรกในเดือนเมษายน 2025 ณ โรงงานอากาศ Greenville ของตนครับ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Naval Group ฝรั่งเศสทำพิธีตัดเหล็กเรือฟริเกตชั้น FDI Luleå สวีเดนลำแรก HMS Luleå

Naval Group cuts steel on first Swedish FDI Luleå frigate





A computer-generated image released on 1 October 2026 showing the Swedish Royal Navy's forthcoming FDI frigate, the first unit in the Luleå-class, under construction in Lorient, France. (FMV/Naval Group)

บริษัท Naval Group ฝรั่งเศสได้ทำพิธีตัดเหล็กของเรือฟริเกตชั้น Luleå แบบเรือฟริเกต FDI(Frégate de Défense et d'Intervention) ลำแรกของกองทัพเรือสวีเดน(RSwN: Royal Swedish Navy, Svenska marinen)
ณ อู่เรือของบริษัทใน Lorient ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัท Naval Group ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา

การเริ่มต้นการสร้างเรือฟริเกตชั้น FDI Luleå ลำแรกมีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากสวีเดนได้ลงนามสัญญาวงเงิน 47 billion Swedish Krona($4.9 billion) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/fdi-lulea-4.html)
สวีเดนได้เลือกแบบเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสเป็นผู้ชนะเหนือแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 สหราชอาณาจักร-เดนมาร์ก และแบบแบบเรือฟริเกต ALFA 4000 สเปนสำหรับโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå จำนวน 4ลำ

เมื่อรัฐบาลสวีเดนในกรุง Stockholm ได้เจรจาขั้นต้นต่างๆกับ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดในสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/fdi-lulea-4.html)
ระบุว่าเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสเป็น "ตัวเลือกที่สมดุลและเป็นไปได้จริง" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดระยะเวลาการส่งมอบของบริษัท Naval Group(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fmv.html)

เรือฟริเกตชั้น Luleå ลำแรก เรือฟริเกต HMS Luleå มีกำหนดการส่งมอบในปี 2030 บริษัท Naval Group กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนโดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) เสริมว่า
เรือฟริเกตชั้น Luleå ลำที่สอง เรือฟริเกต HMS Norrköping, ลำที่สาม เรือฟริเกต HMS Trelleborg และลำที่สี่และลำสุดท้าย เรือฟริเกต HMS Halmstad มีแผนที่จะมีการส่งมอบตามมาในปี 2032, 2033 และ 2034 ตามลำดับ

กองทัพเรือสามชาติ NATO กองทัพเรือฝรั่งเศส(French Navy, Marine nationale) ในชื่อเรือฟริเกตชั้น Amiral Ronarc'h(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fdi-d660-amiral-ronarch.html)
และกองทัพเรือกรีซ(HN: Hellenic Navy) ในชื่อเรือฟริเกตชั้น Kimon(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fdi-hn-f601-hs-kimon.html) และล่าสุดสวีเดน ได้สั่งจัดหาเรือฟริเกต FDI ทั้งหมดรวมจำนวน 13ลำแล้วจนถึงตอนนี้

Naval Group ฝรั่งเศสผู้สร้างเรืออ้างว่าโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå แบบเรือฟริเกต FDI ของตนจะสร้าง "ความเป็นหุ้นส่วนเชิงโครงสร้างและระยะยาว" กับภาคอุตสาหกรรมของสวีเดน
ที่จะนำการมีส่วนร่วมของสถานที่ประกอบการและทีมงานต่างๆทั้งหมดของบริษัท Naval Group กล่าวโดย Vincent Martinot-Lagarde รองประธานบริหารฝ่ายเรือผิวน้ำของ Naval Group ฝรั่งเศส

เรือฟริเกตชั้น Luleå ทั้งหมด 4ลำจะมอบขีดความสามารถแก่กองทัพเรือสวีเดนด้วยการป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธปล่อยนำวิถีควบคู่ไปกับขีดความสามารถสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ต่างๆอันทรงพลัง
ที่ยังจะมีการนำระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยสวีเดนมาใช้รวมถึง radar ตรวจการณ์แบบ Saab Sea Giraffe 1X, ปืนเรือ Bofors 57 Mk3b, ปืนกล Bofors 40 Mk4, แท่นปืนกล remote แบบ Saab Trackfire, Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Torped 47 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS 15 Mk4 ครับ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกสิงคโปร์เปิดตัวปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง SIGMA 155mm และอาวุธปล่อยนำวิถี Spike NLOS อิสราเอล

Singapore Army unveils new artillery, precision-strike systems



An image released by the Singapore Army's 6th Singapore Division, shows the service's next generation howitzer (fifth vehicle from the right) and the precision land shooter (fifth vehicle from the left). (The Singapore Army)

กองทัพบกสิงคโปร์(Singapore Army) ได้เปิดตัวสองระบบอาวุธใหม่ที่ไม่เคยมีการเปิดเผยก่อนหน้า ระบบปืนใหญ่อัตโนมัติยุคอนาคต และขีดความสามารถระบบอาวุธโจมตีความแม่นยำสูงใหม่
สองระบบใหม่นี้ได้ถูกเปิดเผยในชุดภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคม online เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงโอกาสครบรอบ 50ปีของกองพลที่6(6th Division) กองทัพบกสิงคโปร์

ชุดภาพได้แสดงระบบปืนใหญ่อัตตาจร(SPH: Self-Propelled Howitzer) แบบใหม่และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีที่ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกผิวบางควบคู่ไปกับระบบต่างๆที่เป็นที่ทราบว่ามีประจำการในกองทัพบกสิงคโปร์แล้ว
รวมถึงรถถังหลัก Leopard 2SG(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/leopard-2a7.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/06/leopard-2sg.html) และจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง HIMARS(High-Mobility Artillery Rocket System)

ระบบปืนใหญ่อัตตาจร SPH ที่ปรากฎประกอบด้วยปืนใหญ่ขนาด 155mm ที่ติดตั้งบนรถแคร่ฐานรถยนตร์บรรทุกทางทหารล้อยางพร้อมห้องโดยสาร/ห้องพลขับแบบมีเกราะป้องกัน(protected cab)
ระบบมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง SIGMA ระบบระบบปืนใหญ่อัตตาจรอัตโนมัติที่พัฒนาโดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/elbit-sigma-155mm.html)

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีที่ปรากฎมีพื้นฐานบนชุดบรรจุแท่นยิงหลายนัดที่ติดตั้งบนแคร่ฐานรถยนต์บรรทุกผิวบาง รูปแบบภายนอกที่ปรากฎมีความคล้ายคลึงกับแท่นยิงที่มีความเกี่ยวข้องกับ
อาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล Spike NLOS(Non-Line-of-Sight) ของบริษัท Rafael Advanced Defense Systems อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/spike-nlos-ah-64e-apache.html)

กองทัพบกสิงคโปร์ไม่ได้ระบุถึงระบบใดในชุดภาพ ในการตอบสนองต่อคำถามต่างๆจาก Janes กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ยืนยันหน้าที่ภารกิจของทั้งสองระบบเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2026 แต่ไม่ได้เปิดเผยถึงผู้ผลิตและคุณลักษณะทางเทคนิคของทั้งสองระบบ 
กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์อธิบายระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางใหม่ในฐานะ"ปืนใหญ่ติดตั้งบนรถยนตร์บรรทุกที่เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบและจะเป็นระบบปืนใหญ่ยุคอนาคตของกองทัพบกสิงคโปร์"

"ระบบปืนใหญ่อัตตาจรใหม่จะทยอยนำเข้าประจำการทดแทนปืนใหญ่อัตตาจร SSPH Primus และปืนใหญ่สนาม FH2000" กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์อ้างอิงถึงระบบปืนใหญ่รุ่นก่อนหน้าที่ผลิตโดยบริษัท ST Engineering สิงคโปร์ 
ซึ่งปืนใหญ่ลากจูง FH2000 ขนาด 155mm/52calibre และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน SSPH Primus ขนาด 155mm/39calibre ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพบกสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 1993 และปี 2002 ตามลำดับครับ

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สามและลำสุดท้าย DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo

South Korea launches final KDX-III Batch II destroyer



The future ROKS Daeho Kim Jong-seo , the third and final KDX-III Batch II destroyer. (HD Hyundai Heavy Industries/ROK Presidential Office)



บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีได้ทำพิธีปล่อบเรือลงน้ำของเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Sejong The Great(Daewang) ลำที่6(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/hhi-kdx-iii-batch-ii.html)
ภายใต้โครงการเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สามและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo บริษัท HD Hyundai Heavy Industries ประกาศในสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026

เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo ถูกนำลงสู่น้ำในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ณ อู่เรือ Ulsan ของ HD Hyundai Heavy Industries สาธารณรัฐเกาหลีสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทระบุ
เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo มีกำหนดที่จะเข้ารับการทดลองเรือในทะเลต่างๆ ก่อนส่งมอบให้แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ในเดือนธันวาคม 2027 บริษัท HD HHI เสริม

พิธีปล่อยเรือลงน้ำเป็นเครื่องหมายถึงจุดสูงสุดของโครงการเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาตยุคอนาคตที่ติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ Aegis จำนวน 3ลำ
เรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำแรก เรือพิฆาต DDG-995 ROKS Jeongjo Daewang(The Great) ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนพฤศจิกายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/kdx-iii-batch-2-ddg-995-roks-jeongjo.html)

ขณะที่เรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สอง เรือพิฆาต DDG-996 ROKS Dasan Jeong Yak-yong ถูกปล่อยเรือลงน้ำในเดือนกันยายน 2025 และมีกำหนดส่งมอบให้แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีภายในเดือนธันวาคม 2026
เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo มีความยาวเรือรวมที่ 170m, กว้างที่ 21m, ระวางขับน้ำเบา(light displacement) ที่ประมาณ 8,200tonnes และสามารถทำความเร็วได้ถึง 30knots

เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo ได้รับการติดตั้งด้วยระบบการรบ Aegis และถูกออกแบบเพื่อมอบขีดความสามารถการป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence) ที่ได้รับการเพิ่มขยายต่างๆ
ในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนบริษัท HHI สาธารณรัฐเกาหลีระบุว่าเรือพิฆาต ROKS Daeho Kim Jong-seo มีการนำระบบตอบโต้ขีปนาวุธมาใช้ที่ทำให้เรือสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นต่างๆที่ไม่พร้อมจะสามารถทำได้ในเรือพิฆาตชั้น KDX-III ลำก่อนหน้า

ไม่มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนของตัวสกัดกั้น(interceptor) ที่ถูกให้ข้อมูลโดยบริษัท HD HHI แต่ค่อนข้างจะแน่นอนมากว่าบริษัทได้อ้างอิงถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Standard Missile-6(SM-6) ที่ไม่มีความเข้ากันได้ในการใช้งานในเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch I จำนวน 3ลำ
ลำแรก เรือพิฆาต DDG-991 ROKS Sejong Daewang, ลำที่สอง เรือพิฆาต DDG-992 ROKS Yulgok Yi I และลำที่สาม เรือพิฆาต DDG-993 ROKS Seoae Ryu Seong-ryong ที่ขึ้นระวางประจำการในปี 2008, 2010 และ 2012 ตามลำดับครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกไทยได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M ใหม่เพิ่ม ๔เครื่องและเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ AH-6i สหรัฐฯ ๘เครื่อง

Royal Thai Army acquires new helicopters



The Royal Thai Army (RTA) has operated Black Hawks for several decades. This image shows the induction of four new UH-60Ms of the RTA's 9th Aviation Battalion at Lopburi Province. (Royal Thai Army)




An initial batch of the RTA's AH-6i Little Birds being unloaded at Kerry Siam Seaport in Chonburi Province. (Boeing)

ศูนย์การบินทหารบก ศบบ.(AAC: Army Aviation Center) กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์หลายแบบเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถกำลังอากาศยานปีกหมุนต่างๆของตน
เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) กองพันบินที่๙(9th Aviation Battalion), กรมบิน(Aviation Regiment) ได้ประกาศการนำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ Lockheed Martin(Sikorsky) UH-60M Black Hawk ชุดใหม่จำนวน ๔เครื่องเข้าประจำการ ณ ค่ายสมเด็จพระศรีนครินทรา จังหวัดลพบุรี

ขณะเดียวกันการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ Boeing AH-6i Little Bird จำนวน ๘เครื่องของกองทัพบกไทยภายใต้โครงการรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯได้ปรากฎที่จะมีความคืบหน้า
โดยเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i ชุดแรกได้ถูกขนส่งทางเรือมาถึงท่าเรือ Kerry Siam Seaport ในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ตามชุดภาพที่เผยแพร่โดยผู้สังเกตการณ์ไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙

กองพันบินที่๙ เป็นหน่วยบินที่ใช้งานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60 Black Hawk หน่วยเดียวของกองทัพบกไทย โดยมีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60L จำนวน ๘เครื่องที่ได้รับมอบชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๔๕(2002)(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/radar-uh-60l.html)
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60A (Refurbished) จำนวน ๓เครื่องที่จัดหาในปี พ.ศ.๒๕๖๕(2022)(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/uh-60a.html) และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M จำนวน ๗เครื่องที่ได้รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) และพ.ศ.๒๕๖๕(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/uh-60m.html)

การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M เพิ่มเติมจำนวน ๔เครื่องน่าจะถูกลงนามในสัญญาฉบับแก้ไขปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024) กับกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)/กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมูลค่าวงเงิน $1.2 billion ที่ประกาศสัญญาแก่บริษัท Sikorsky สหรัฐฯ
สำหรับการผลิตและส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M Black Hawk แก่ออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/uh-60m-black-hawk.html), บราซิล, กรีซ, สวีเดน(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/uh-60m-black-hawk.html) และไทย

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากองทัพบกไทยได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M Black Hawk เพิ่มเติมนอกจาก ๔เครื่องล่าสุดที่ถูกนำเข้าประจำการในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ นี้หรือไม่
กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) และกองทัพบกไทยไม่ได้ตอบสนองต่อการขอข้อมูลจาก Janes เกี่ยวกับสัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่

โฆษกบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M "เพิ่มขยายขีดความสามารถของประเทศหุ้นส่วนที่จะดำเนินการปฏิบัติภารกิจความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญยิ่งและด้านมนุษยธรรมต่างๆ"

ชุดภาพถ่ายและวีดิทัศน์ภาพเคลื่อนไหวของเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i Little Bird ณ ท่าเรือ Kerry Siam Seaport แสดงให้เห็นถึงเฮลิคอปเตอร์อย่างน้อยจำนวน ๔เครื่องถูกลำเลียงขนส่งและเคลื่อนย้ายโดยรถยนต์บรรทุกไปยังสถานที่ที่ไม่ระบุ
ข้อมูลจากกองทัพบกไทยระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i Little Bird จำนวน ๘เครื่องที่มีการส่งมอบในปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้จะถูกนำเข้าประจำการ ณ กองพันบินที่๓(3rd Aviation Battalion), กรมบิน, ศูนย์การบินทหารบก ศบบ. ซึ่งได้มีการฝึกนักบินและช่างอากาศยานชุดแรกแล้ว

กองพันบินที่๓ เป็นหน่วยบินเดียวของของกองทัพบกไทยที่มีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra จำนวน ๗เครื่อง ที่ชุดแรกจำนวน ๔เครื่องได้รับมอบเข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๓-๒๕๓๔(1990-1991) โดยมี ๑เครื่องสูญเสียไปจากอุบัติเหตุในปี พ.ศ.๒๕๔๓(2000)
และต่อมาจัดหาอีก ๔เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ซึ่งล่าสุดยังได้ถูกวางกำลังในระหว่างการปะทะตามแนวชายแดนไทยในความขัดแย้งกับกัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/blog-post.html)

ตั้งแต่ลงนามสัญญาจัดหาวงเงินราว $103.8 million(ประมาณ ๓,๓๔๒,๕๘๙,๐๑๔บาท) ที่ได้รับการอนุมัติการขายจากรัฐบาลสหรัฐฯในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) บริษัท Boeing สหรัฐฯได้เริ่มต้นทำการบินทดสอบ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i เครื่องแรกจากทั้งหมด ๘เครื่องสำหรับกองทัพบกไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๗ ณ โรงงานอากาศยาน Mesa ของตน(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/boeing-ah-6i.html)
ตามเอกสารสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) กล่าวว่า ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i  จะทำให้กองทัพบกไทยสามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ AH-1F ได้ โดยหลังเสร็จสิ้นการส่งมอบให้แก่ไทย บริษัท  Boeing จะปิดสายการผลิต ฮ. AH-6i ของตนลงตามที่ไม่มีลูกค้าที่สั่งซื้อเพิ่มเติมครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/boeing-ah-6i.html)

Boeing ได้รับการประกาศสัญญาเป็นผู้ชนะโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคที่หก F/A-XX กองทัพเรือสหรัฐฯ

DoD, US Navy award USD20 billion contract to Boeing for F/A-XX programme





Boeing F/A-XX concept replacement for the F/A-18E/F Super Hornet (Boeing)

กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) และกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 บริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับการประกาศสัญญา "มูลค่ามากกว่า" วงเงิน $20 billion 
สำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่หก F/A-XX Strike Fighter ของกองทัพเรือสหรัฐฯภายใต้โครงการเครื่องบินขับไล่ครองอากาศยุคอนาคต NGAD(Next Generation Air Dominance)

กระทรวงการสงครามสหรัฐฯกล่าวว่าสัญญามีขึ้นสำหรับขั้นระยะการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ, การจัดหา "เครื่องบินทดสอบหลากหลายแบบสำหรับการทดสอบภาคพื้นดิน, ความสมควรเดินอากาศ, ระบบต่างๆ, และการบูรณาการระบบอาวุธต่างๆ"
รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ Hung Cao กล่าวว่าสัญญาเป็นการแสดงถึง "ยุคใหม่" สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในฐานะเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่จะเป็น "ก้าวกระโดดของยุค(เครื่องบินขับไล่)ในการครองอากาศ"

และมอบขีดความสามารถใหม่ต่างๆตามที่เครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-XX มุ่งเป้าที่จะทำงานร่วมกันกับระบบไร้คนขับต่างๆอย่างเช่นอากาศยานรบทำงานร่วมกัน(CCA: Collaborative Combat Aircraft)(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/rheinmetall-boeing-mq-28-ghost-bat.html)
Steve Parker ประธานและผู้อำนวยการบริหารบริษัท Boeing Defense, Space & Security สหรัฐฯกล่าวในแถลงการณ์ของบริษัทว่า(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/mq-25a-stingrayv.html) 

ความพยายามต่างๆของบริษัท Boeing คือ "เสริมสร้างความแข็งแกร่งโดยการลงทุนต่างๆที่ได้มีขึ้นในสถานที่ประกอบการใหม่ต่างๆที่มีความเหมาะสมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเพื่อที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆหลายหลายรูปแบบด้วยขีดความสามารถยุคอนาคตต่างๆ"
บริษัท Boeing กำลังสร้างโรงงานการผลิตที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ใน St Louis ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ ""ระบบการออกแบบและการผลิตทางการบินและอวกาศแบบ digital ล้วน" ของตน Boeing สหรัฐฯกล่าว

สัญญาโครงการ F/A-XX ได้กลายเป็นการเลือกบริษัท Boeing เป็นครั้งที่สองสำหรับการสร้างเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกหลังจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ประกาศสัญญาสำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่ F-47 ในปี 2025

การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-XX ได้มีความผันผวนตามที่กองทัพเรือสหรัฐฯได้พิจารณาแล้วว่าจะพัฒนาอากาศยานแบบใหม่แยกออกไปสำหรับเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตแบบใหม่ของตน 
หรือนำประโยชน์จากการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-47 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯมาใช้หรือไม่ โดยโครงการ F/A-XX มีวัตุประสงค์เพื่อที่จะทดแทนเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/trump-ford.html)