วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กรีซลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium บราซิล 3เครื่อง

Greece signs for Millennium tanker-transport aircraft





An artist's impression of the KC/C-390 Millennium in Greek markings. The Hellenic Air Force is to receive three such aircraft from 2027, with three more under option under a deal announced on 2 November 2026. (Embraer)

กรีซได้ลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Embraer KC/C-390 Millennium จำนวน 3เครื่อง โดยมีตัวเลือกสำหรับเพิ่มเติมอีก 3เครื่องที่จะได้รับการดำเนินการปฏิบัติภายหลัง
ประกาศโดยบริษัท Embraer บราซิลผู้ผลิตอากาศยานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 ข้อตกลงเป็นระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลระหว่างกรีซและโปรตุเกสซึ่งเป็นลูกค้ายุโรปรายแรกสำหรับเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium

"กองทัพอากาศกรีซ(HAF: Hellenic Air Force) จะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium เครื่องแรกของตนในปี 2027 เป็นการขยายขีดความสามารถการลำเลียงทางอากาศและการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
ขณะที่เสริมความแข็งแกร่งการทำงานร่วมกันกับกองกำลัง NATO และชาติพันธมิตร กรีซจะยังได้รับประโยชน์จากผนึกกำลังร่วมกันของยุโรปในการฝึก, การสนับสนุน และการส่งกำลังบำรุงต่างๆ" Embraer บราซิลกล่าว

ข่าวกหารจัดซื้อจัดจ้างนี้มีขึ้นตามมาราวห้าเดือนหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) ด้านอุตสาหกรรมระหว่าง Embraer บราซิลและบริษัท Hellenic Aerospace Industry(HAI) กรีซ
ในเดือนพฤษภาคม 2026 ตั้งข้อสังเกตว่ากรีซได้ทำการเลือกเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/tai-embraer.html)

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces เครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130B Hercules จำนวน 3เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130H Hercules จำนวน 10เครื่องของ"กองทัพอากาศกรีซได้รับการปรับปรุงความทันสมัยในต้นปี 2000s และจำเป็นต้องได้รับการทดแทน 
ด้วยน้ำหนักบรรทุกที่ 26tons เครื่องบินลำเลียง KC/C-390 มีขนาดอยู่ระหว่าเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J Super Hercules (22tons ในรุ่นยืดความยาวลำตัว)(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/c-130j-12.html)

และเครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas (37tons กำลังได้รับการเพิ่มขยายเป็น 40 tons ในเร็วๆนี้)(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/a400m-53.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/airbus-a400m.html)
กรีซจะเข้าร่วมกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 ทั่วโลกรวมถึง บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/embraer-c-390.html), โปรตุเกส(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/29n-super-tucano-12.html), 


ลิทัวเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/c-390-millennium-3.html), สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c-390-millennium-10.html), 
โคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kc-390-millennium-2.html) และอุซเบกิสถาน(https://aagth1.blogspot.com/2026/10/embraer-c-390-millennium-2.html) โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมทั้งหมดถึง 65เครื่องแล้วจนถึงขณะนี้ครับ

Chess Dynamics อังกฤษรับสัญญาระบบตรวจจับ SeaEagle FCEO สำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo อินโดนีเซีย

Chess Dynamics secures sensor contract for Indonesian frigates





One of the Indonesian Navy's Bung Tomo-class frigate KRI John Lie , which will be fitted with the SeaEagle. (US Marine Corps)



บริษัท Chess Dynamics สหราชอาณาจักรด้านวิทยาการป้องกันประเทศได้รับการประกาศสัญญาวงเงิน 3 million British Pound($4 million) เพื่อจัดส่งระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System)
สำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/pt-pal-mbda-bung-tomo.html) ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

สัญญาได้รับการประกาศโดย PT Len รัฐวิสาหกิจด้านระบบ electronic การป้องกันประเทศของอินโดนีเซีย Chess Dynamics สหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026
ภายใต้สัญญาบริษัท Chess Dynamics จะส่งมอบระบบควบคุมการยิง SeaEagle FCEO(Fire-Control Electro-Optical) แก่เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo สองลำจากทั้งหมด 3ลำ

บริษัท Chess Dynamics ไม่ได้ระบุชื่อเรือแต่น่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ลำแรก เรือฟริเกต KRI Bung Tomo(357) และลำที่สอง เรือฟริเกต KRI John Lie(358) ที่มีพื้นฐานบนระยะเวลาการปรับปรุงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรือชั้นนี้
เรือลำแรกที่เข้ารับการปรับปรุงความทันสมัยคือลำที่สาม เรือฟริเกต KRI Usman Harun(359) ตามที่บริษัท Nevesbu เนเธอร์แลนด์ผู้บูรณาการระบบทางทะเลยืนยันในแถลงการณ์ในปี 2023

Chess Dynamics สหราชอาณาจักรกล่าวว่าตนได้รับคำสั่งจัดหาระยะแรกสำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ลำที่สาม เรือฟริเกต KRI Usman Harun เป็นลำแรกในปี 2023
คำสั่งจัดหาล่าสุดเป็นการขยายแผนการปรับปรุงระบบควบคุมการยิง SeaEagle FCEO สำหรับตลอดเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ทั้ง 3ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/bung-tomo-exocet-mm40-block-3.html)

เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ทั้งสามลำเป็นเรือฟริเกตเบาอเนกประสงค์ที่เดิมถูกสร้างในฐานะเรือคอร์เวตสำหรับกองทัพเรือบรูไน(RBN: Royal Brunei Navy, TLDB: Tentera Laut Diraja Brunei) โดยอู่เรือบริษัท Yarrow Shipbuilders สหราชอาณาจักรภายใต้ข้อตกลงปี 1995 
อย่างก็ตามเรือทั้งสามลำไม่เคยขึ้นระวางประจำการโดยบรูไนเนื่องจากข้อพิพาททางสัญญา เรือทั้งสามลำต่อมาได้ถูกจัดหาโดยอินโดนีเซียและเปลี่ยนการกำหนดแบบอย่างเป็นทางการเป็นเรือฟริเกตเมื่อขึ้นระวางประจำการในปี 2014

เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo มีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 2,000 tonnes และมีความยาวเรือรวมที่ 95m และกว้างที่ประมาณ 13m ระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Oto Melara 76/62 Super Rapid, ปืนกล MSI-Defence 30mm, และแท่นยิง torpedo เบาสามท่อยิง 324mm
การปรับปรุงความทันสมัยของเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo มีส่วนร่วมในสองภาคส่วนหลักโดยแบ่งแยกผู้รับสัญญาหลัก คือ PT Len อินโดนีเซีย และ PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซีย

การปรับปรุงในส่วนระบบการรบรวมถึงระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ TACTICOS และ radar ตรวจการณ์ทางอากาศและพื้นน้ำแบบ SMART-S Mk2 จากบริษัท Thales เนเธอร์แลนด์-ยุโรป
การปรับปรุงระบบอาวุธรวมถึงการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet MM40 Block 3 รุ่นใหม่ที่ได้รับการติดตั้งในเรือฟริเกต KRI John Lie และเรือฟริเกต KRI Bung Tomo แล้ว และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ VL MICA จากบริษัท MBDA ฝรั่งเศส-ยุโรปครับ

Navantia และกองทัพเรือสเปนกำหนดทิศทางการพัฒนาเรือฟริเกตชั้น F110 Flight II IAMD ใหม่

Spanish Navy, Navantia, chart course for F110 IAMD variant





The proposed F110 Flight II design will incorporate a total of 64 Mk 41 vertical launcher cells, as shown in this model. (Navantia/Naval News)
https://www.janes.com/defence-intelligence-insights/defence-news/sea/spanish-navy-navantia-chart-course-for-f110-iamd-variant



กองทัพเรือสเปน(Spanish Navy, Armada Española) และบริษัท Navantia สเปนกลุ่มรัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือและระบบทางเรือต่างๆกำลังเดินหน้าตามแผนที่จะพัฒนาและวิวัฒนาการเรือรบรุ่นใหม่
ของเรือฟริเกตชั้น F110 Bonifaz(https://aagth1.blogspot.com/2026/10/f110-bonifaz-f112-roger-de-lauria.html) ที่ได้การปรับแต่งสำหรับการป้องกันทางอากาศและอาวุธนำวิถีบูรณาการ(IAMD: Integrated Air and Missile Defence)

การประกาศความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 บริษัท Navantia กล่าวว่าแบบเรือฟริเกต F110 Flight II ที่ได้รับการดัดแปลงจะตรงต่อความต้องการต่างๆที่กำหนดโดยกองทัพเรือสเปน
ภายใต้เอกสารแผนกองเรือ Armada 2050 ของกองทัพเรือสเปน การศึกษาเพื่อกำหนดรายละเอียดโครงการเรือฟริเกต F110 Flight II IAMD อย่างเป็นทางการคาดว่าจะเริ่มต้นดำเนินการในต้นปี 2027

ได้รับการจัดหาเพื่อทดแทนเรือฟริเกตชั้น F-80 Santa María จำนวน 6ลำ(เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry สหรัฐฯที่ส่งออกให้สเปนต่อในประเทศ) ที่มีอายุการใช้งานมานานแบบเรือฟริเกต F110 ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อมอบกองทัพเรือสเปนด้วย
เรือรบผิวน้ำพหุภารกิจที่อเนกประสงค์และยืดหยุ่นที่ออกแบบเป็นหลักสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) แต่ยังสะท้อนถึงขีดความสามารถสงครามต่อต้านทางอากาศ(AAW: Anti-Air Warfare) ที่น่าเชื่อถือด้วย

Navantia สเปนได้รับการประกาศสัญญาการผลิตวงเงิน 4.325 billion Euros สำหรับเรือฟริเกตชั้น F-110 Bonifaz จำนวน 5ลำในเดือนเมษายน 2019 โดยเรือลำแรก เรือฟริเกต F-111 Bonifaz มีกำหนดส่งมอบในกลางปี 2028(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/navantia-f110-f111-bonifaz.html) 
ลำที่สอง เรือฟริเกต F-112 Roger de Lauria ในปี 2029, ลำที่สาม เรือฟริเกต F-113 Menéndez de Avilés ในปี 2030  ลำที่สี่ เรือฟริเกต F-114 Luis de Córdova ในปี 2031 และลำที่ห้าและลำสุดท้าย F-115 Barceló ในปี 2032

พื้นฐานระบบการรบเรือฟริเกต F110 บูรณาการ radar แบบ Lockheed Martin AN/SPY-7(V)2 และระบบควบคุมการยิง International Aegis Fire Control Loop(IAFCL) ด้วยระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ SCOMBA ที่พัฒนาในประเทศโดยบริษัท Navantia Sistemas สเปน
สิ่งอุปกรณ์ hardware ระบบ IAFCL รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกระบบ computer ระบบอาวุธ Aegis Weapon System, ระบบควบคุมการยิง(FCS: fire control system) แบบ MK 99, แท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS(Vertical Launching System),

และระบบประมวลผลสัญญาณ Digital Signal Processing Group(มีพื้นฐานจากระบบ Multi-Mission Signal Processor ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) และบูรณาการเข้ากับ AN/SPY-7(V)2 radar) ที่ทำงานชุดคำสั่ง software ระบบสงครามต่อต้านทางอากาศ AAW
เรือฟริเกต F110 Flight I ระยะแรกได้รับการติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell สองแท่นยิง 16ท่อยิงที่สามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Evolved SeaSparrow Missile(ESSM) และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Standard Missile-2(SM-2) Block IIIB

ข้อกำหนดในการออกแบบเรือฟริเกต F110 Flight I สามารถที่จะติดตั้งชุด module แท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell เพิ่มเติมอีกสองแท่นยิงได้ เพิ่มท่อยิงขึ้นเป็นสองเท่ารวมทั้งหมดที่ 32ท่อยิง
ข้อเสนอแบบเรือฟริเกต F110 Flight II จะมีการนำแท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell หกแท่นยิงมาติดตั้งที่ตำแหน่งหน้าเรือ และเพิ่มเติมอีกสองแท่นยิงที่ตำแหน่งกลางลำตัวเรือ เพิ่มท่อยิงขึ้นเป็นรวมทั้งหมดถึง 64ท่อยิงครับ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยรับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพ KB-5E ที่มีสายการผลิตโดย TAI ไทย








Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) has taken delivery of RTAF-developed KB-5E loitering munition from Thai Aviation Industries (TAI) on 30 October 2026. (Royal Thai Air Force, My Own Photos)

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ รับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพ แบบ KB-5E 
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พลอากาศโท ชเนนทร์  สุขวารี เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เป็นประธานรับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพ แบบ KB-5E  จากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด โดยมี นาวาอากาศโท สุรศักดิ์ ภู่ทอง  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และคณะ เป็นผู้แทนจากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด เป็นผู้ส่งมอบ
เพื่อเป็นอากาศยานสำรองในการใช้ฝึกศึกษา ใช้ประโยชน์ด้านต้นแบบ การพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ ตลอดจนใช้เป็นประโยชน์ในการจัดแสดงต่อหน่วยงานและส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยกลางแบบ KB-5E จากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทย โดยมีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ กรมสรรพาวุธทหารอากาศ แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ
อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพแบบ KB-5E ที่กรมสรรพาวุธทหารอากาศได้รับมอบมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอากาศยานสำรองในการใช้ฝึกศึกษา ในประโยชน์ด้านต้นแบบ การพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ และเพื่อการจัดแสดง ซึ่ง KB-5E เป็นส่วนหนึ่งของอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB kamikaze drone ที่พัฒนาในประเทศโดยมีกองทัพอากาศไทยเป็นผู้นำ

บริษัท TAI ไทยได้รับสัญญาจัดหาจากกองทัพอากาศไทยในการเปิดสายการผลิตอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยกลางแบบ KB-5E จำนวน ๑๐ระบบวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($3,141,247) เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ซึ่ง ๑ระบบจะมีตัวอากาศยาน(air vehicle) จำนวน ๘เครื่อง รวมทั้งหมด ๘๐เครื่อง
กองทัพอากาศไทยได้เปิดตัวอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB เป็นครั้งแรก ณ งานนิทรรศการระบบไร้คนขับ Dronetech Asia 2024 ที่อาคาร Challenger Hall 12 ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/kb-uav.html)

และต่อมา ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ทั้งในส่วนจัดแสดงผลงานของกองทัพอากาศไทยและบริษัท TAI ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/kb-uav.html) 
ซึ่งตัวแทนของกองทัพอากาศไทยที่ร่วมการจัดแสดงกล่าวผู้เขียนในเวลานั้นว่าอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB ได้ถูกนำไปใช้โจมตีเป้าหมายทางทหารจริงระหว่างการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘ แล้ว แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

ระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB ได้ถูกพัฒนาร่วมกันโดยศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ(RDC: Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology), กรมสรรพาวุธทหารอากาศซึ่งรับผิดชอบการพัฒนาด้านหัวรบ, 
และด้านวิศวกรรมโดยโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช(NKRTAFA: Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Thai Air Force Academy) อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ KB-5E มีน้ำหนักรวมที่ 25kg ซึ่งรวมหัวรบขนาด 5kg ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ mortor ไฟฟ้า ทำความเร็วได้ที่ 90km/h มีพิสัยการบินไกลที่ 150km และมีความเร็วในการบินดำเข้าโจมตีเป้าหมายที่ 180km/h,

อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยไกลแบบ KB-10G มีปีกกว้างที่ 1.7m และมีน้ำหนักรวมที่ 40kg ซึ่งรวมหัวรบขนาด 10kg ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ลูกสูบซึ่งทำความเร็วได้ที่ 120km/h และพิสัยการบินไกลที่ 500km, และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยใกล้แบบ KB-2E ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ mortor ไฟฟ้า มีปีกกว้าง 2m ยาว 1m ติดตั้งหัวรบขนาด 2kg บินได้ไกล 40km บินได้นาน ๑ชั่วโมง ๓๐นาที ความเร็วได้ 50km/m และมีความเร็วดำเข้าโจมตีเป้าหมายที่ 100km/h
ระบบอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบขีดความสามารถที่จะดำเนินภารกิจการกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก(SEAD: Suppression of Enemy Air Defence) พิสัยกลางและพิสัยไกล ซึ่งถูกบูรณาการระบบนำวิถีด้วยการผสมผสามทั้งระบบนำวิถีดาวเทียม GPS(Global Positioning System)/INS(Inertial Navigation System) กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้รวมถึง ระบบ radar สถานีเฝ้าระวังทางอากาศทางทหาร, ยานยนต์หุ้มเกราะ, ฐานบิน, และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางทหารอื่นๆ

ก่อนหน้านั่น TAI ไทยได้เปิดสายการผลิตและส่งมอบอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์สมรรถนะสูงเพดานบินต่ำ M Solar-X UAV(Unmanned Aerial Vehicle) ที่เป็นผลงานวิจัยร่วมของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน โดยเข้าประจำการจริงแล้วเช่นที่ กองบิน๓ วัฒนานคร, ศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง, และกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่๙ ปัตตานี(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/tai-m-solar-x-uav.html)
ตัวแทนผู้บริหารของบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด TAI ไทยได้กล่าวกับผู้เขียนระหว่างาน Defense & Security 2025 ว่า บริษัทพร้อมจะเปิดสายการผลิตอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB แก่กองทัพอากาศไทย และยินดีจะมอบสายการผลิตให้กองทัพอากาศไทยถ้า TAI จะไม่ได้ทำการผลิตต่อ แสดงถึงขีดความสามารถและความต่อเนื่องในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศของไทยครับ

เอธิโอเปียจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 ใหม่ 12เครื่องและระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย

Ethiopia announces Su-35, S-400 acquisitions





One of two Sukhoi Su-35 multirole fighters with Ethiopian markings seen during Ethiopian Prime Minister Abiy Ahmed's visit to Zhukovsky International Airport. (Prime Minister of the Federal Democratic Republic of Ethiopia )

เอธิโอเปียกำลังอยู่ในกระบวนการของการจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35 (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-E') และระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-400 Triumf จากรัสเซีย
นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy Ahmed ประกาศระหว่างการเดินทางเยือนนครหลวง Moscow รัสเซียเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 โดยในแถลงการณ์ที่มีขึ้นในวันเดียวกันเขากล่าวว่า

เอธิโอเปียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-35 ชุดแรกจำนวน 12เครื่องแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/su-35.html) และจะได้รับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-40 จำนวน 4ชุดยิง(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/lrsam.html)
สำนักนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปียได้เผยแพร่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ Su-35 สองเครื่อง (หมายเลข 2551 และ 2552) โดยมีธงชาติเอธิโอเปียที่แพนหางระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy 

ที่สถานที่ที่สามารถระบุได้ว่าคือท่าอากาศยานนานาชาติ Zhukovsky ใกล้นครหลวง Moscow ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy ถูกเชิญเข้าร่วมการประชุม Russia-Africa summit ครั้งที่สามระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2026
"ผมขอแสดงความขอบคุณต่อเพื่อนของผม ประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin สำหรับการอุทิศตนของเขาในการสร้างความมั่นใจว่าเราได้รับเครื่องบินรบเหล่านี้หนึ่งปีก่อนหน้ากำหนดการที่เราตกลงไว้" นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy กล่าว

การสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 ของเอธิโอเปียไม่ได้รับการยืนยันมาก่อนหน้า ขณะที่เอกสารต่างๆที่อ้างว่าเป็นเอกสารที่หลุดมาจากภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียในเดือนตุลาคม 2025 บ่งชี้ว่า
รัฐบาลเอธิโอเปียในนครหลวง Addis Ababa ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จำนวน 6เครื่องในปี 2022 โดยไม่ได้อ้างถึงเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่ถูกสั่งจัดหาจากแอลจีเรียซึ่งเริ่มรับมอบไปก่อนหน้าในปี 2022

มีการเปิดเผยในเดือนมกราคม 2024 ว่ากองทัพอากาศเอธิโอเปีย(Ethiopian Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-30K (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-C') จำนวน 2เครื่อง
เพื่อเสริมฝูงเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27SK (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-B') ที่มีอยู่จำนวน 16เครื่อง แหล่งข้อมูลต่างๆของรัสเซียกล่าวว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ Su-30K สองเครื่องจาก 6เครื่องที่ถูกส่งคืนโดยอินเดียแต่ไม่ได้ถูกซื้อโดยแองโกลา

กองทัพอากาศเอธิโอเปียยังเสริมกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 และ S-125 ยุคโซเวียตด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ Pantsir-S1 ของรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/01/pantsir-s1-orlan-10e.html) 
เช่นเดียวกับระบบสงคราม electronic(EWS: Electronic Warfare System) แบบ Krasukha-4 และ Moskva-1 ด้วย กองทัพอากาศเอธิโอเปียยังได้รับมอบเครื่องบินฝึกไอพ่น Yakovlev Yak-130 จำนวน 6เครื่องในเดือนมกราคม 2026 นี้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/uac-su-57e-yak-130m.html)

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๙-๑๐




First Gripen E produced in Brazil makes maiden flight
The first Gripen fighter built outside Sweden through the collaboration between Saab and Embraer, marks another milestone in the Gripen programme. (Saab)




A shot from Royal Thai Air Force (RTAF)'s presentation footage shown inspection for Lithuanian firm Unmanned Defense Systems (UDS) Avenger 5 Loitering Munition Unmanned Aircraft System (UAS). (Royal Thai Air Force/UDS)

งานแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ พุทธศักราช 2570 - 2571
     วันนี้ (วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569) พลอากาศเอก เสกสรร  คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ แถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ พุทธศักราช 2570 - 2571 โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ชุมนุมนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นต่าง ๆ ข้าราชการกองทัพอากาศ นักเรียนทหาร และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ร่วมรับฟังการแถลงเจตนารมณ์ฯ ในครั้งนี้ 
ณ ห้องประชุมเฉลิมอากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ทั้งนี้ ได้ทำการถ่ายทอดการแถลงนโยบายผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Tele Conference (VTC) และเผยแพร่ภาพสัญญาณผ่านระบบสื่อออนไลน์ เพื่อให้กำลังพลของกองทัพอากาศ โรงเรียนการบิน และกองบินต่าง ๆ ได้รับฟังอย่างทั่วถึงและพร้อมเพรียงกัน
     สำหรับการแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ พุทธศักราช 2570 - 2571 จัดขึ้นเพื่อเป็นการสื่อสารเจตนารมณ์ของ พลอากาศเอก เสกสรร  คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ไปยังกำลังพลในสังกัดกองทัพอากาศ ให้ทราบถึงทิศทางการขับเคลื่อนกองทัพอากาศที่ดำเนินการต่อจากปี 2569 และมีความตระหนักถึงความรับผิดชอบอันสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ 
สาระสำคัญของการแถลงเจตนารมณ์เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ กองทัพอากาศมุ่งมั่นที่จะ “เสริมสร้างกำลังทางอากาศไปสู่กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ (Strengthening Air Power towards Unbeatable Air Force)” โดยการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ หลักนิยม และสมุดปกขาว เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งห้วงอากาศและอวกาศ 
ตลอดจนปกป้องอธิปไตยและประชาชนคนไทย เน้นการเสริมสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีให้มีคุณภาพเหนือปริมาณ โดยได้ดำเนินโครงการและงานสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 การปฏิบัติการทางอากาศ
- โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2
- โครงการจัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic UCAV) ระยะที่ 1
- โครงการจัดหาอุปกรณ์กระเปาะชี้เป้า (Targeting Pod) ระยะที่ 2
- การจัดหา Precision Guided Munition
- การจัดหา Super Sonic Stand-Off Weapon
- การจัดหา Long Range Precision Weapon
กลุ่มที่ 2 การบัญชาการควบคุมและการป้องกันทางอากาศ
- โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ (D2C2)
- การพัฒนาขีดความสามารถการควบคุมและแจ้งเตือนในอากาศ
- โครงการพัฒนาการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศ (IADS) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2
กลุ่มที่ 3 ระบบตรวจจับ
- การพัฒนาขีดความสามารถ ISR แบบ Real Time โดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์  (AI-Assisted)
- โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ 11 (สร.หาดใหญ่)
- โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ 12 (สร.ภูเก็ต)
- โครงการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ (Satellite)
กลุ่มที่ 4 การลำเลียงทางอากาศ
- โครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีอเนกประสงค์ ระยะที่ 1
- การจัดหาเครื่องบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 19
- การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางรับ-ส่งบุคคลสำคัญ
- การจัดหาเฮลิคอปเตอร์รับ-ส่งบุคคลสำคัญ
กลุ่มที่ 5 การดำรงความพร้อม และการวิจัยและพัฒนา
- โครงการพัฒนาขีดความสามารถการส่งกำลังบำรุงเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์  บ.ข.20/ก (Gripen 39 C/D) ระยะที่ 2
- โครงการจัดหาเครื่องช่วยฝึกทางยุทธวิธี (Tactical Simulator Center)
- โครงการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธระดับยุทธวิธี
กลุ่มที่ 6 การช่วยเหลือประชาชนและการสร้างขวัญกำลังใจ
- โครงการดัดแปลงเครื่องบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวง (BT-67)
- โครงการสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ
- โครงการสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
- การพัฒนาพื้นที่สันทนาการสำหรับข้าราชการและครอบครัว

รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านไซเบอร์ ด้านอวกาศ ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ บนเครือข่ายการเชื่อมโยงข้อมูลที่แข็งแกร่งกับทุกเหล่าทัพ เพื่อให้มีความเหนือกว่าในการตัดสินตกลงใจ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วม 
โดยกองทัพอากาศต้องสร้างกำลังพลที่มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถ มีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีขวัญกำลังใจที่ดี จึงจะสามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งการให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการสร้าง รักษา และธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและเกียรติภูมิของแผ่นดินไทย 
พร้อมทั้งมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติหรือได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข และเชื่อมั่นในกองทัพอากาศตลอดไป 

“ไกลกว่า แม่นยำกว่า รุนแรงกว่า”
ในการแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประจำปี พ.ศ.2570-71 พลอากาศเอก เสกสรร คันธาได้กล่าวถึงนโยบายและ และทิศทางในการพัฒนากองทัพอากาศ ตามแนวคิด “เสริมสร้างกองทัพอากาศไปสู่กองทัพอากาศที่แข็งแกร่ง และ มีประสิทธิภาพ” ที่ยังยึดตามแนวพัฒนาที่ได้ระบุไว้ในสมุดปกขาว โดยมีการปรับเพิ่มเติมรายละเอียดตามความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภัยคุกคาม ตามปัจจัยความเหมาะสม
จากหัวข้อการดำเนินการที่สำคัญในแนวทางที่กองทัพอากาศให้ความสำคัญต่อโครงการ 6กลุ่มหลัก ในหัวข้อกลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มการปฏิบัติงานทางอากาศ อันเป็นภารกิจหลักของภารกิจป้องกันประเทศของกองทัพอากาศ มีการระบุถึงการเตรียมการจัดหายุทโธปกรณ์ รุ่นใหม่ที่จะตอบสนองต่อรูปแบบภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีหัวข้อต่างๆดังนี้

กลุ่มที่1 การปฏิบัติการทางอากาศ
-โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่1 และ2
-โครงการจัดหาระบบอากาศยานไร้นักบิน ติดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์(Strategic UCAV) ระยะที่1
-โครงการจัดหาอุปกรณ์กระเปาะชี้เป้า(Targeting Pod)ระยะที่2
-การจัดหาอาวุธความแม่นยำสูง(Precision Guided Munition)
-การจัดหา อาวุธปล่อยความเร็วเหนือเสียงพิสัยไกล (Super Sonic Stand-off weapon)
-การจัดหาอาวุธพิสัยไกลความแม่นยำสูง( Long Range Precision Weapon )

Defense Info วิเคราะห์สรุปแนวทางการจัดหาระบบอาวุธจากหัวข้อนี้ดังต่อไปนี้
-โครงการจัดหาเครื่องบนขับไล่โจมตี ทดแทน คือโครงการจัดหาเครื่องบินรบแบบกริพเพ่น E/F หลังจากลงนามการจัดซื้อในสัญญาแรกไปแล้ว4ลำ การจัดหาโครงการระยะที่2 ที่มีความจำเป็นที่ต้องลงนามจัดหาในจำนวนที่มากขึ้น คือ8ลำ เพื่อให้ได้จำนวนตามความต้องการพื้นฐานของของฝูงบินรบ ที่จำนวน12ลำ 
เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรในการผลิต(Supply Chaine)ซึ่งเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมความมั่นคงในปัจจุบัน การตัดสินใจที่ล่าช้าจะทำให้กรอบระยะเวลาในความต้องการใช้งาน เกิดผลกระทบทันที และไม่สามารถประเมินความเสียหายที่จะตามมาได้
-โครงการจัดหายานโดรนปฏิบัติภารกิจการรบ หรือยานโดรนขนาดใหญ่ติดอาวุธ เป็นโครงการที่เตรียมความพร้อมสำหรับการการเปลี่ยนถ่ายอากาศยานรบที่มีนักบินควบคุม 2ฝูงหลัก มาสู่ยานโดรนโจมตี ที่จะลดภารกรรมด้านงบประมาณ และบุคลากรของกองทัพอากาศ ไปพร้อมกับการปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีการบินรบยุคใหม่  
โดยคุณลักษณะของUCAVที่กองทัพอากาศต้องการ จะมีขนาด และพิสัยทำการที่มากกว่ายานโดรนลาดตระเวนที่มีใช้งานในปัจจุบัน พร้อมทั้งขีดความสามารถในการใช้อาวุธอากาศสู่พื้นได้เป็นเวลานาน  โดยตัวเลือกของอากาศยานในกลุ่มนี้จะมาจากผู้ผลิต ของ สหรัฐอเมริกา ,อิสราเอล และตุรกี
-การจัดหากระเปาะชี้เป้ารุ่นใหม่ เป็นโครงการจัดหาระบบชี้เป้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องบินรบแบบJAS-39E/F  เพื่อให้ได้ระบบที่มีความพร้อมทันทีที่กองทัพอากาศได้รับมอบเครื่องบินรบรุ่นใหม่ คาดว่ากระเปาะชี้เป้าจะเป็นกระเปาะ Litening 5 ของบริษัทราฟาเอล จากอิสราเอล ที่มีความทันสมัยมากกว่า Litening3 AN/AAQ28 ที่ติดตั้งกับJAS-39C/D ของฝูงบิน701ในปัจจุบัน
-การจัดหาอาวุธความแม่นยำสูง เป็นโครงการสำหรับ ระเบิดปล่อยนำวิถีรุ่นใหม่ นำวิถีด้วยระบบGPS/อินฟราเรด ที่กองทัพอากาศได้รับประสบการจากการปฏิบัติงานจริงจากปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมา โดยมีตัวเลือกจากผู้ผลิตสหรัฐอเมริกา ,อิสราเอล และเกาหลีใต้ สำหรับระบบที่มีความแม่นยำขึ้น พร้อมพิสัยทำการที่ไกลขึ้น
-การจัดหาอาวุธปล่อยความเร็วสูง พิสัยไกล คือ การจัดหารอาวุธปล่อย RAMPAGE จากอิสราเอล ด้วยคุณลักษณะที่สามารถนำมาติดตั้งใช้งานกับเครื่องบินรบแบบF-16 A/B ของกองทัพอากาศได้ทันที ด้วยคุณสมบัติของความเร็วเข้าเป้าด้วยความเร็วเหนือเสียงและพิสัยการยิงที่มากกว่า300กิโลเมตรเมื่อปล่อยจากF-16 ทำให้RAMPAGE คืออาวุธปล่อยที่มีอำนาจทำลายสูงที่สูดที่กองทัพอากาศเคยจัดหามา
-การจัดหาอาวุธปล่อยความแม่นยำสูงพิสัยไกล คือระบบจรวดอากาศสู่อากาศ MeteorของบริษัทMBDA จากสหภาพยุโรป เป็นอาวุธปล่อยพิสัยไกลเกินสายตา(BVR) เพื่อใช้งานบนเครื่องบินรบแบบJAS-39E/F

จากคำแถลงนี้ ทำให้เราได้มองเป็นภาพการจัดเตรียมกำลังของกองทัพอากาศในด้านการเสริมขีดความสามารถในการใช้ระบบอาวุธยุคใหม่ที่จะสอดคล้องกับตัวอากาศยานที่มีอยู่ในประจำการ และที่กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมนำเข้าประจำการ แต่ระบบทั้งหมดล้วนมีสมรรถนะ และเทคโนโลยีสูงกว่าที่เคยมีมา 
โดยเฉพาะพิสัยทำการของอาวุธแต่ละแบบล้วนเพิ่มระยะทำการไกลกว่า100 กิโลเมตร อันเคยเป็นข้อจำกัดของกองทัพอากาศ ที่ถูกจำกัดกรอบการปฏิบัติภารกิจการรบอยู่ภายในประเทศ ตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศเชิงรับที่ดำเนินมาตลอดนับแต่ห้วงเวลาของสงครามเย็น (1947-1991 2490-2534) 
แม้จะเคยมีความพยายามในการจัดหาอาวุธเสริมสมรรถนะของF-16 ด้วยจรวดทำลายพิสัยไกล และระบบทำลายทางวิ่งสนามบิน แต่โครงการต้องถูกระงับไปจากนโยบายต่างประเทศของชาติมหาอำนาจในห้วงเวลานั้น 
การเน้นย้ำของผู้บัญชาการทหารถึง การสร้างความยับยั้งการใช้กำลังต่อภัยคุกคาม กองทัพอากาศจึงให้ความสำคัญต่อระบบอาวุธที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ในระดับที่สูงกว่าที่ภัยคุกคามจะทำการต่อต้านได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ แนวทางการจัดหาจะต้องสอดคล้องกับระบบอาวุธพื้นฐานที่มีอยู่  ไปพร้อมกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรให้สามารถควบคุมใช้งานระบบอาวุธยุคใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
จึงกล่าวได้ว่า การแถลงนโยบายของผู้บัญชาการทหารอากาศในครั้ง คือการประกาศแนวทางการเสริมขีดความสามารถในการรบระยะไกล ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัยกว่าเดิม อันเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่านโยบายของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยได้เปลี่ยนไปแล้วด้วยเช่นกัน  
ด้วยศักยสงครามที่เพิ่มสูงกว่าหลายเท่านี้ จะเป็นสิ่งสร้างความยับยั้งการเปิดการใช้กำลังของคู่ขัดแย้งของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

งานแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ พ.ศ. ๒๕๗๐-๒๕๗๑(2027-2028) โดยผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ณ ห้องประชุมเฉลิมอากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนากำลังรบของกองทัพอากาศไทยในอนาคตหลายประการ แผนงานสำคัญต่างๆรวมถึง
โครงการจัดหาเครื่องบนขับไล่โจมตีทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B คือการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐ บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราช ระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่อง ต่อจากระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องที่ลงนามสัญญาจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ซึ่งกำลังอยู่ในสายการผลิต ที่จะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข บ.ข.๒๐ข Gripen E เครื่องแรกและเครื่องที่สองในปี พ.ศ.๒๕๗๒(2029) 
ตามมาด้วยเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ค บ.ข.๒๐ค Gripen F เครื่องแรกร่วมกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข Gripen Eเครื่องที่สามในปี พ.ศ.๒๕๗๓(2030) โครงการจัดหา บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ทั้งหมด ๑๒เครื่อง เดิมมองที่จะแบ่งการจัดหาเป็นสามระยะคือ ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F ๑เครื่อง, ระยะที่๒ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F ๑เครื่อง, 

และระยะที่๓ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๔เครื่อง ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นการจัดหา บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๗เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F จำนวน ๑เครื่อง ที่จะมีการขออนุมัติในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๑(2028) จะทำให้รับมอบครบ ๑๒เครื่องได้เร็วขึ้นภายในปี พ.ศ.๒๕๗๕(2032) การเสริมสร้างกำลังรบอากาศยานต่างๆยังรวมถึง
อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) ระยะที่๑ วงเงิน ๓,๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($93,858,944) อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงอย่างชุดระเบิดนำวิถี laser แบบ LIZARD 4 จำนวน ๖๐ set วงเงิน ๒๓๕,๓๔๔,๙๖๐บาท($7,011,202), อุปกรณ์กระเปาะชี้เป้า(Targeting Pod) ระยะที่๒ วงเงิน ๖๙๕,๐๐๐,๐๐๐($20,703,939) 
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นความเร็วเหนือเสียงพิสัยไกล RAMPAGE ขณะที่อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธแบบพลีชีพแบบ Unmanned Defense Systems(UDS) AVENGER จำนวน ๑๐ระบบวงเงิน ๔๑,๙๖๐,๑๐๐บาท($1,318,070) มีรายงานว่าบริษัท UDS ลิทัวเนียได้ส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศไทยแล้ว ซึ่งประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบอาวุธลอยตัว(Loitering Munition) จำนวนหลายสิบเครื่องครับ




The Royal Thai Air Force (RTAF) is enhancing personnel readiness regarding radar systems ahead of the factory acceptance inspection in the Kingdom of Spain. (Office of the Defence Attache, Royal Thai Embassy in Madrid, Spain)
From 6 to 26 September 2026, the Naval Attaché and the Acting the Defence Attaché, Royal Thai Embassy in Madrid, together with office personnel, welcomed and provided support to RTAF personnel participating in the OJT System Inspection Training (Prior FAT) course at Indra Sistemas in the Kingdom of Spain. 

กองทัพอากาศไทยเสริมสร้างความพร้อมกำลังพลด้านระบบเรดาร์ ก่อนการตรวจรับขั้นโรงงาน ณ ราชอาณาจักรสเปน
ระหว่างวันที่ ๖ – ๒๖ กันยายน ๒๕๖๙ นาวาเอก ยุทธนาวี มุ่งธัญญา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทย/มาดริด และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทย/มาดริด พร้อมด้วยกำลังพลสำนักงานฯ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่กำลังพลกองทัพอากาศ ซึ่งเข้าร่วมหลักสูตร OJT System Inspection Training (Prior FAT) 
ประกอบด้วย นาวาอากาศเอก สรรเสริญ หมายสุข นาวาอากาศเอก จเร โอทอง และนาวาอากาศโท ไกรสร กิ่งทอง ณ บริษัท Indra Sistemas ราชอาณาจักรสเปน
การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะให้แก่กำลังพลกองทัพอากาศในด้านการตรวจสอบระบบเรดาร์ การปฏิบัติงานของระบบ ตลอดจนการซ่อมบำรุง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมการตรวจรับขั้นโรงงาน (Factory Acceptance Test: FAT) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิต ณ โรงงานของบริษัท Indra Sistemas
ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทย/มาดริด ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ณ บ้านพักฯ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกำลังพลของหน่วยงานไทยที่ปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ
การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและประสานความร่วมมือด้านการฝึกอบรมและการตรวจรับยุทโธปกรณ์ระหว่างหน่วยงานของไทยกับบริษัทผู้ผลิตในราชอาณาจักรสเปน เพื่อให้กำลังพลมีความรู้และความพร้อมในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศต่อไป

กองทัพอากาศไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดหา radar ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกลแบบ Lanza 3D Long Range Radar(LRR) จากบริษัท Indra สเปน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ ๑๒ ที่ สถานีรายงานภูเก็ต (สร.ภูเก็ต) ในอำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย วงเงิน 24,157,000 Euros หรือ ๙๒๒,๙๘๓,๔๐๘.๙๐บาท(ประมาณ $29,310,000) 
ที่กองทัพอากาศไทยประกาศให้บริษัท Indra Sistemas, S.A. ราชอาณาจักรสเปน เป็นผู้ชนะเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีการลงนามสัญญาจัดซื้อ ณ กรุง Madrid สเปน ระหว่างวันที่ ๒๗-๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยกองทัพอากาศไทยกำลังอยู่ระหว่างการส่งกำลังพลของตนไปทำการฝึกศึกษาที่สเปนและเตรียมการตรวจรับขั้นโรงงาน(FAT: Factory Acceptance Test) ก่อนที่จะมีการส่งมอบและติดตั้งตามมา 
บริษัท Indra สเปนยังอยู่ระหว่างการส่งมอบ radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่แบบ LANZA LTR-20 แก่กองทัพเรือไทยที่ลงนามสัญญาจัดซื้อเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/radar-indra-lanza.html) ซึ่งเป็นการเพิ่มขยายขีดความสามารถการทำงานเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศร่วมกันของทั้งสองเหล่าทัพครับ


The Royal Thai Army (RTA) has received eight Boeing AH-6i Little Bird helicopters of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center (AAC) at Fort Princess Srinagarindra, the RTA AAC Headquarters in Lopburi Province, Thailand in October 2026. (Royal Thai Army, Nattapol Kerdsak)

Welcome to Lopburi AH-6i


The Royal Thai Army (RTA) has inducted four new Lockheed Martin (Sikorsky) UH-60M Black Hawk helicopters of 9th Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center (AAC) at Lopburi Province, Thailand in September 2026. (Royal Thai Army, Krit Surisukh)

กองพันบินที่๙(9th Aviation Battalion), กรมบิน(Aviation Regiment) ศูนย์การบินทหารบก ศบบ.(AAC: Army Aviation Center) กองทัพบกไทย ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60M Black Hawk จำนวน ๔เครื่องใหม่เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ประกอบไปด้วยเครื่องที่17 หมายเลข "7450" เครื่องที่18 หมายเลข "7451" เครื่องที่19 หมายเลข "7452" และเครื่องที่20 หมายเลข "7453"
ขณะที่กองพันบินที่๓(3rd Aviation Battalion) กำลังได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ Boeing AH-6i Little Bird จำนวน ๘เครื่อง ซึ่งถูกส่งมอบมาทางเรือจากจังหวัดชลบุรี และทำการประกอบและบินทดสอบแล้ว โดยคาดว่าจะมีการทำพิธีบรรจุเข้าประจำการอย่างเป็นทางการตามมา ซึ่งจะทำให้สามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra จำนวน ๗เครื่องที่ใช้งานมานานได้
ตามที่กองทัพบกไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายสุดท้ายของเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i บริษัท Boeing สหรัฐฯที่เสร็จสิ้นการส่งมอบให้แก่ไทยจึงเตรียมปิดสายการผลิตเฮลิคอปเตอร์ตระกูล Little Bird ของตนและให้ความสำคัญกับสายการผลิตเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ในโรงงานอากาศยาน Mesa ในมลรัฐ Arizona ซึ่งกองทัพบกไทยอาจจะพิจารณาทบทวนว่าจะมีการจัดหา ฮ.จ. AH-64E หรือเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper ผ่านรูปแบบการขาย Foreign Military Sales (FMS) ของสหรัฐในอนาคตอีกหรือไม่ครับ








Nimitz-class aircraft carrier George H.W. Bush (CVN 77) departs Phuket, Thailand, Oct. 9, 2026. George H.W. Bush is conducting routine operations in the U.S. 7th Fleet area of operations. U.S. 7th Fleet, the Navy’s largest forward-deployed numbered fleet, routinely interacts and operates with allies and partners in preserving a free and open Indo-Pacific. (U.S. Navy photo) 

“Welcome to Thailand”
ระหว่างวันที่ 4 – 9 ตุลาคม 2569 เรือรบบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ USS GEORGE H.W. BUSH (CVN-77) และเรือ USS DELBERT D BLACK (DDG-119) เดินทางเยี่ยมเมืองท่าประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพักและฟื้นฟูกำลังพลจากการปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง รวมถึงรับการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง ณ บริเวณอ่าวมะขาม ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ทัพเรือภาคที่ 3 ได้จัดกำลังพลเพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี และแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นของกองทัพเรือทั้ง 2 ประเทศ อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต

“มิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ”
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 พลเรือโท ณัฐพล พรหมขุนทอง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมด้วย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ และนายทหารฝ่ายอำนวยการในกองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เยี่ยมชมเรือ USS GEORGE H.W. BUSH (CVN-77) 
โดยมี  Captain Justin T. Issler Commanding Officer ผู้บังคับการเรือ  USS GEORGE H. W. BUSH (CVN 77) และ Captain Kristopher A. Robinson ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ ณ บริเวณอ่าวมะขาม ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 
การเยือนประเทศไทยครั้งนี้ของกองทัพเรือสหรัฐฯ นอกจากให้กำลังพลได้รับการพักผ่อน และท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากได้ปฏิบัติภารกิจเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ยังสะท้อนถึงมิตรภาพ ความสัมพันธ์ และความไว้วางใจระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐฯ 
ซึ่งมีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกำลังพลของทั้งสองประเทศ  แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้น อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต

กองทัพเรือสหรัฐเปิดให้ภาคพลเรือนไทย เยี่ยมชมเรือบรรทุกเครื่องบินCVN-77 จอร์จ เอช ดับเบิ้ล ยู บุช
ตอกย้ำความเป็นประเทศพันธมิตร แม้จะเสร็จภารกิจจากการปฏิบัติงานในอ่าวเปอร์เซีย   ผู้บัญชาการเรือบรรทุกเครื่องบิน จอร์จ เอช ดับเบิ้ล ยู บุช ได้เชิญภาคส่วนพลเรือนของจังหวัดภูเก็ตขึ้นเยี่ยมชมเรือ ในโอกาสการจอดเแวะพัก นอกเหนือจากภาคส่วนราชการด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทย
การพิจารณาการเปิดเยี่ยมชมเรือ ของกองเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์สหรัฐ เป็นสิ่งบ่งชี้แสดงถึงระดับความสัมพันธ์ของสหรัฐกับชาติพันธมิตรมาโดยตลอด โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กองทัพเรือสหรัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคพลเรือนและสื่อมวลชน ขึ้นชมเรือรบสำคัญมาอย่างสม่ำเสมอ หากมีการจอดเทียบท่าในประเทศไทย
แม้จังหวัดภูเก็ตจะไม่มีท่าเทียบเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ได้ แต่กองเรือสหรัฐจะใช้การจอดเทียบท่าใกล้อ่าว และมีการเตรียมท่าเทียบลอยน้ำมาผูกเทีบ เพื่อใช้เป็นท่าเรือชั่วคราวสำหรับการขนส่งลูกเรือจากอ่าวสู่ฝั่งเพื่อพักผ่อน ไปพร้อมกับการรับเสบียงเพิ่มเติมจากหน่วยงาานที่ประสานงานกันไว้ก่อนล่วงหน้า
CVN-77 และกองเรือคุ้มกัน พร้อมลูกเรือมากกว่า5พันนายจะแวะพักในประเทศไทย ระหว่างวันที่4ถึง9 ตุลาคม นับเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำที่สองที่แวะพักในประเทศไทยในปีนี้

“WELCOME USS SPRUANCE AT PHUKET THAILAND”
ระหว่างวันที่ 10 – 14 ตุลาคม 2569 เรือกองทัพเรือสหรัฐฯ USS SPRUANCE (DDG-111) เดินทางเยี่ยมเมืองท่าประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพักและฟื้นฟูกำลังพล จากการปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง ณ บริเวณอ่าวมะขาม ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
การนี้ ทัพเรือภาคที่ 3 ได้จัดกำลังพลสารวัตรทหารเรือ ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี และแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นของกองทัพเรือทั้ง 2 ประเทศ อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต

กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี George H.W. Bush(GHWBCSG: George H.W. Bush Carrier Strike Group) ที่ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-77 USS George H.W. Bush เป็นเรือธง, กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่๑๐(CSG-10: Carrier Strike Group 10), กองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่๗(CVW-7: Carrier Air Wing 7) ได้เสร็จสิ้นการเดินทางเยือนประเทศไทย
โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-77 USS George H.W. Bush และเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke เรือพิฆาต DDG-119 USS Delbert D. Black ได้แวะจอดที่อ่าวมะขาม ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ ๔-๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) และต่อมาเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke เรือพิฆาต DDG-111 USS Spruance ก็แวะจออที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต  ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี USS George H.W. Bush มีกำลังอากาศยานในกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่๗ ประกอบด้วย ฝูงบินขับไล่โจมตี VFA-103(Strike Fighter Squadron 103) "Jolly Rogers" ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว Boeing F/A-18E Super Hornet และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F/A-18F Super Hornet, ฝูงบินขับไล่โจมตี VFA-83(Strike Fighter Squadron 83) "Rampagers" ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18E Super Hornet, ฝูงบินขับไล่โจมตี VFA-131(Strike Fighter Squadron 131) "Wildcats" ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18E Super Hornet, ฝูงบินขับไล่โจมตี VFA-105(Strike Fighter Squadron 105) "Gunslingers" ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet, 

ฝูงบินโจมตี Electronic VAQ-140(Electronic Attack Squadron 140) "Patriots" ประจำการด้วยเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ Boeing EA-18G Growler, ฝูงบินแจ้งเตือนทางอากาศประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน VAW-116 "Sun Kings" ประจำการด้วยเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศและควบคุม Northrop Grumman E-2C Hawkeye, ฝูงบินสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงกองเรือ VRC-40 (Fleet Logistics Support Squadron 40) "Rawhides" Detachment 3 ประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียง Northrop Grumman C-2A Greyhound
ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์รบทางทะเล HSC-5(Helicopter Sea Combat Squadron 5) "Nightdippers" ประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปประจำเรือ Sikorsky MH-60S Knightwak และและฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเล HSM-46(Helicopter Maritime Strike Squadron 46) "Grandmasters" ประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Sikorsky MH-60R Seahawk
นี่เป็นการแวะพักผ่อนกำลังพลของกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯในไทยเป็นครั้งที่สองในรอบห่างเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-72 USS Abraham Lincoln จอดเทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ ๒-๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ หลังผ่านการปฏิบัติภารกิจในทะเลมาอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ครับ




The Royal Thai Marine Corps(RTMC) Chaiseri AWAVs(Armoured Wheeled Amphibious Vehicles) 8x8. The Royal Thai Navy(RTN) is progressing with the acquisition of a third batch of seven additional vehicles. (Royal Thai Marine Corps/Royal Thai Navy)

จัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง (8X8) ชนิดลำเลียงพล (งบกลาง ๖๙/๒) ()
ปีงบประมาณ 2569
วงเงินงบประมาณ : 503,980,000.00 บาท
วิธีเฉพาะเจาะจง
เรือเอก ณัฐพล จันทราคา
สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ
วันที่ประกาศ 30 ก.ย. 2569

Website จัดซื้อจัดจ้างของกองทัพเรือไทยได้เผยแพร่เอกสารสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ประกาศการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง (8X8) ชนิดลำเลียงพล ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ผ่านงบประมาณกลางปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เป็นวงเงิน ๕๐๓,๙๘๐,๐๐๐บาท(ราว $15 million)
ชัดเจนว่าคือการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) ระยะที่๓ จำนวน ๗คัน จากบริษัท Chaiseri ไทย สำหรับนาวิกโยธินไทย ซึ่งมีอยู่แล้ว ๗คัน และกำลังรอรับมอบรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ระยะที่๒ จำนวน ๗คันที่ประกาศสัญญาในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html) 
ทำให้กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion, Marine Division) จะมีรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ในประจำการรวมเป็น ๒๑คัน ยังเข้าใจว่าอาจจะมีแผนที่จะจัดหารวมทั้งหมดได้ถึง ๓๖คัน เป็นพิสูจน์อีกครั้งถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ต่อเนื่องมั่นคงและยาวนานของกองทัพเรือไทยครับ








Thailand Chaiseri delivered its domestic 43 of First Win AFV (Armoured Fighting Vehicle) 4x4 to Border Patrol Police (BPP), Royal Thai Police (RTP) on 24-25 September 2026, completed total on order of 46 vehicles. (Chaiseri)

บริษัทชัยเสรีฯ ส่งมอบรถยานเกราะล้อยาง First Win 4x4 AFV ครบ 46 คัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ระหว่างวันที่ 24–25 กันยายน 2569  บริษัท ชัยเสรี เม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ได้ดำเนินการทดสอบ ตรวจรับ และส่งมอบ รถยานเกราะล้อยาง First Win 4x4 AFV จำนวน 43 คัน ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (หลังจากส่งมอบรถชุดแรกจำนวน 3 คันไปแล้วในปี 2568) รวมเป็น 46 คัน โดยมี คุณกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้แทนบริษัทในการส่งมอบครั้งนี้
โครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนจัดซื้อของ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธี และทดแทนรถหุ้มเกราะ V-150 Commando ที่ประจำการมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปี โดย First Win 4x4 AFV เป็นยุทธยานยนต์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยด้านยุทโธปกรณ์ความมั่นคง
การส่งมอบครั้งนี้ทำให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย และขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตยุทธยานยนต์เพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย

ชัยเสรี ส่งมอบรถหุ้มเกราะ First Win AFV ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามสัญญา
บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ทำการส่งมอบ รถหุ้มเกราะล้อยาง First Win 4X4 AFV จำนวน43คัน ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากนำส่งรถชุดแรกจำนวน3คันไปก่อนหน้า ทำให้สามารถส่งมอบรถทั้งหมดได้46คันตามหนังสือสัญญา                                         
First Win AFV ทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามแผนจัดซื้อของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) ในความต้องการรถเกราะล้อยางปฏิบัติงานทางยุทธวิธี เพื่อทดแทนรถหุ้มเกราะแบบV-150คอมมานโดที่ประจำการมากว่า50ปี 
โดยเป็นการดำเนินการในรูปแบบของ ครุภัณฑ์นวัตกรรมไทย ด้านยุทโธปกรณ์ความมั่นคง เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องประเทศของไทยโดยตรง ซึ่งรถเกราะล้อยาง First Win AFV 4x4 ได้รับการขึ้นทะเบียนในรายการนวัตกรรมไทยหลังผ่านการทดสอบเพื่อการรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมแล้ว                                                                                    
รถทั้งหมดได้ผ่านการทดสอบตามขั้นตอนมาตรฐานของทางบริษัทอาทิการวิ่งทดสอบระยะทางไกลบนสภาพพื้นถนน และ การทดสอบการเคลื่อนที่ทางยุทธวิธีที่สนามทดสอบยานพาหนะกองทัพบก จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนทำพิธีส่งมอบให้กับคณะกรรมการตรวจรับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
โดยรถชุดแรกจำนวน3คัน ได้ทำการส่งมอบไปก่อนหน้า เมื่อปีพ.ศ.2568 เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้พิสูจน์ประสิทธิภาพในการการปฏิบัติภารกิจจริงในพื้นที่แล้ว
First Win AFV  เป็นรถหุ้มเราะทางยุทธวิถีในตระกูลFirst Win ที่ออกแบบ และผลิตในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้งานรถหุ้มเกราะ4ล้อ ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวจากอาวุธประจำกายในพื้นที่การรบ พร้อม ทั้งระบบขับเคลื่อนและระบบปรับอากาศที่เชื่อถือได้ เพื่อให้กำลังพลทั้ง9นายตามภารกรรมบรรทุก มีความพร้อมในการปฏิบัติงานต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ตัวรถออกแบบให้มีความง่ายทั้งในการใช้งานและซ่อมบำรุง สามารถดำเนินการซ่อมเพื่อให้รถมีความพร้อมในการปฏิบัติสูง ด้วยงบประมาณที่ต่ำกว่า มีความพร้อมในการซ่อมทำทั้งในระดับภาคสนามและระดับโรงงานในสภาวะเร่งด่วน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่ให้กำลังขับมากกว่า330แรงม้า พร้อมเกียรติอัตโนมัติ 6สปีด
การส่งมอบFirst Win AFV ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ด้วยจำนวนการส่งมอบล็อตใหญ่ที่สุด สำหรับยุทธยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ อันเป็นการตอกย้ำถึงขีดความสามารถ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตไทย ต่อกองทัพต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทยได้เสร็จสิ้นการส่งมอบรถเกราะล้อยางใช้ต่อสู้ทางยุทธวิธี First Win AFV(Armoured Fighting Vehicle) 4x4 จำนวน ๔๓คันแก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บช.ตชด.(Border Patrol Police Headquarters) สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย สตช. รวมครบ ๔๖คันแล้ว ตามที่มีการประกาศในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙
สำนักงานตำรวแห่งชาติไทย สชต.ได้สั่งจัดหารถเกราะล้อยางใช้ต่อสู้ทางยุทธวิธี First Win AFV 4x4 จำนวน ๔๖คัน เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น ๙๒๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($26,704,904) หรือราคาที่คันละ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($580,541.4) ในงบประมาณผูกพันงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๖๘(2023-2025) ที่มีการประกาศในปี พ.ศ.๒๕๖๕(2022)(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/first-win-afv-4x4.html)
โดยบริษัท Chaiseri ไทยได้ส่งมอบรถเกราะล้อยาง First Win AFV 4x4 ชุดแรกจำนวน ๓คันในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ซึ่งได้ถูกนำเข้าประจำการในกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค๔ บก.ตชด.๔(Border Patrol Police Region 4) ในภาคใต้ของไทยแล้ว ทำให้ ตชด.สามารถเลิกใช้งานรถเกราะล้อยาง V-150 4x4 ที่มีอายุการใช้งานมานานลงบางส่วนได้ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยด้วยครับ




Thai firm Chaiseri with Thai Defense Industry (TDI) joint venture (JV) between Ministry of Defence of Thailand agency's Defence Technology Institute (DTI) and Chaiseri have signed an agreement with Malaysian company Shafleena to supply 34 wheeled support vehicles for the Malaysian Army's on-order KNDS CAESAR Mk I 155 mm/52-calibre truck-mounted self-propelled howitzers (SPHs). (Gordon Arthur, DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)

DTI ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามสัญญาจัดหายานยนต์สนับสนุนระบบปืนใหญ่อัตตาจร 5 รายการ ระหว่าง บริษัท ชัยเสรีฯ / TDI และ บริษัท SHAFLEENA ประเทศมาเลเซีย
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ได้รับเกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจัดหายานยนต์สนับสนุนระบบปืนใหญ่อัตตาจรแบบ CAESAR ให้แก่กองทัพบกมาเลเซีย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ 
การลงนามดังกล่าวเป็นการประสานความร่วมมือทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่าง บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด / บริษัท ไทยดีเฟนส์อินดัสตรี จำกัด (TDI)โดยมี นายกานต์ กุลหิรัญ กรรมการผู้จัดการ ร่วมกับ บริษัท SHAFLEENA Sdn. Bhd. ประเทศมาเลเซียโดย Dato’ Shafii Hj Roshad กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ลงนามในสัญญา 
ซึ่งโครงการจัดหาในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะ ยานยนต์สนับสนุนระบบปืนใหญ่อัตตาจร CAESAR ของกองทัพบกมาเลเซีย รวมจำนวนทั้งสิ้น 34 คัน ครอบคลุมยานยนต์ปฏิบัติการ 5 ประเภท ได้แก่ 
รถลำเลียงกระสุนปืนใหญ่ (Ammunition Supply Vehicle: ASV), รถซ่อมบำรุงขั้นหน้า (Forward Repair Vehicle: FRV), รถศูนย์อำนวยการยิงและประสานการยิง (Fire Control Coordinating Vehicle: FCC), รถกู้ซ่อมขนาดกลาง (Medium Recovery Vehicle: MRV) และรถหุ้มเกราะตรวจการณ์หน้าแบบ JACKAL 4x4 
นอกจากนี้ พิธีลงนามดังกล่าว จัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเนื่องในวาระครบรอบ 93 ปี กองทัพมาเลเซีย โดยได้รับเกียรติจาก H.E. Datuk Wan Zaidi Wan Abdullah เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้านความมั่นคง ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

การลงนามข้อตกลงเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ระหว่างบริษัท Chaiseri ไทยและบริษัท Thai Defense Industry จำกัด(TDI) ไทย กิจการร่วมทุน(joint venture) ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI(Defence Technology Institute) และบริษัท Chaiseri กับกับบริษัท Shafleena มาเลเซียเพื่อที่จะส่งมอบรถยนต์สนับสนุนล้อยางแบบต่างๆจำนวน ๓๔คัน
สำหรับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง KNDS CAESAR Mk I 155mm/52calibre ของกองทัพบกมาเลเซีย(Malaysian Army, Tentera Darat Malaysia) จำนวน ๑๘คันที่กำลังจัดหารวมถึง รถหุ้มเกราะตรวจการณ์หน้า Jackal 4x4, รถกู้ซ่อมขนาดกลาง(MRV: Medium Recovery Vehicle) จำนวน ๑คัน, รถลำเลียงกระสุนปืนใหญ่(ASV: Ammunition Supply Vehicle), รถซ่อมบำรุงขั้นหน้า(FRV: Forward Repair Vehicle), 
และรถศูนย์อำนวยการยิงและประสานการยิง(FCC: Fire-Control Co-ordination) ที่ไม่เปิดเผยจำนวน เป็นการส่งออกแรกของรถเกราะล้อยาง Jackal 4x4 ที่ถูกใช้งานโดยกองทัพไทยในการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาปี พ.ศ.๒๕๖๘ และระบบรถยนต์บรรทุกสนับสนุนการรบขนาดกลางและขนาดใหญ่แบบใหม่ของ Chaiseri ไทย แสดงถึงความไว้วางใจและเชื่อถือของมิตรประเทศต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครับ




Colt M4 ACC-M (Advanced Colt Carbine-Monolithic) of 3rd Infantry Battalion, 8th Infantry Regiment, 3rd Infantry Division, Royal Thai Army (RTA), one example of the M4s carbine in service with the Royal Thai Armed Forces (RTARF).  
Israel Weapon Industries (IWI) said 22 October 2026 that it completed delivery and installation its Arbel anti-drone system to Ministry of Defence of Thailand for RTARF's M4s in June 2026. IWI did not disclose the number of systems delivered, the contract value, or the service branch or unit operating them. (Royal Thai Army)

บริษัท Israel Weapon Industries(IWI) อิสราเอลกล่าวเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ว่าตนได้เสร็จสิ้นการส่งมอบและติดตั้งระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aerial System) ระบบควบคุมการยิงอาวุธปืนเล็กประจำกาย Arbel แก่กระทรวงกลาโหมไทยสำหรับปืนเล็กสั้นจู่โจม M4 ของกองทัพไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท IWI อิสราเอลไม่ได้ให้รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม
ปืนเล็กสั้นตระกูล M4 เป็นอาวุธปืนประจำกายที่มีใช้งานหลากหลายแบบในกองทัพไทย เช่น ปืนเล็กสั้น Colt ACC-M(Advanced Colt Carbine-Monolithic) ของกองทัพบกไทย ซึ่ง IWI อิสราเอลระบุว่ากองทัพไทยต้องการที่จะจัดหาระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ Arbel ของตนสำหรับการปรับปรุงแทนที่โครงปืนส่วนล่าง(lower receiver) ของปืนเล็กยาวที่มีอยู่ในประจำการแล้วที่ระบุว่าคือ ปลส.M4
ก่อนหน้านี้กองทัพบกไทยมีโครงการจัดซื้อระบบช่วยยิงแบบ lock เป้าหมายอัตโนมัติในการป้องกันอากาศยานไร้คนขับไม่ทราบฝ่าย สำหรับปืนเล็กยาว ปลย. และปืนเล็กสั้น ปลส.ขนาด 5.56mm แบบ SMASH 3000 ของบริษัท SMARTSHOOTER อิสราเอล ซึ่งพบติดตั้งบนปืนเล็กสั้น Colt M5 และ SIG M400 PRO ถูกส่งมอบให้หน่วยผู้ใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นการจัดหาจากประสบการณ์ในการรบกับกองทัพต่างชาติในปี ๒๕๖๘ ครับ