วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Naval Group ฝรั่งเศสทำพิธีตัดเหล็กเรือฟริเกตชั้น FDI Luleå สวีเดนลำแรก HMS Luleå

Naval Group cuts steel on first Swedish FDI Luleå frigate





A computer-generated image released on 1 October 2026 showing the Swedish Royal Navy's forthcoming FDI frigate, the first unit in the Luleå-class, under construction in Lorient, France. (FMV/Naval Group)

บริษัท Naval Group ฝรั่งเศสได้ทำพิธีตัดเหล็กของเรือฟริเกตชั้น Luleå แบบเรือฟริเกต FDI(Frégate de Défense et d'Intervention) ลำแรกของกองทัพเรือสวีเดน(RSwN: Royal Swedish Navy, Svenska marinen)
ณ อู่เรือของบริษัทใน Lorient ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัท Naval Group ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา

การเริ่มต้นการสร้างเรือฟริเกตชั้น FDI Luleå ลำแรกมีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากสวีเดนได้ลงนามสัญญาวงเงิน 47 billion Swedish Krona($4.9 billion) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/fdi-lulea-4.html)
สวีเดนได้เลือกแบบเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสเป็นผู้ชนะเหนือแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 สหราชอาณาจักร-เดนมาร์ก และแบบแบบเรือฟริเกต ALFA 4000 สเปนสำหรับโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå จำนวน 4ลำ

เมื่อรัฐบาลสวีเดนในกรุง Stockholm ได้เจรจาขั้นต้นต่างๆกับ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดในสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/fdi-lulea-4.html)
ระบุว่าเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสเป็น "ตัวเลือกที่สมดุลและเป็นไปได้จริง" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดระยะเวลาการส่งมอบของบริษัท Naval Group(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fmv.html)

เรือฟริเกตชั้น Luleå ลำแรก เรือฟริเกต HMS Luleå มีกำหนดการส่งมอบในปี 2030 บริษัท Naval Group กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนโดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) เสริมว่า
เรือฟริเกตชั้น Luleå ลำที่สอง เรือฟริเกต HMS Norrköping, ลำที่สาม เรือฟริเกต HMS Trelleborg และลำที่สี่และลำสุดท้าย เรือฟริเกต HMS Halmstad มีแผนที่จะมีการส่งมอบตามมาในปี 2032, 2033 และ 2034 ตามลำดับ

กองทัพเรือสามชาติ NATO กองทัพเรือฝรั่งเศส(French Navy, Marine nationale) ในชื่อเรือฟริเกตชั้น Amiral Ronarc'h(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fdi-d660-amiral-ronarch.html)
และกองทัพเรือกรีซ(HN: Hellenic Navy) ในชื่อเรือฟริเกตชั้น Kimon(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fdi-hn-f601-hs-kimon.html) และล่าสุดสวีเดน ได้สั่งจัดหาเรือฟริเกต FDI ทั้งหมดรวมจำนวน 13ลำแล้วจนถึงตอนนี้

Naval Group ฝรั่งเศสผู้สร้างเรืออ้างว่าโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå แบบเรือฟริเกต FDI ของตนจะสร้าง "ความเป็นหุ้นส่วนเชิงโครงสร้างและระยะยาว" กับภาคอุตสาหกรรมของสวีเดน
ที่จะนำการมีส่วนร่วมของสถานที่ประกอบการและทีมงานต่างๆทั้งหมดของบริษัท Naval Group กล่าวโดย Vincent Martinot-Lagarde รองประธานบริหารฝ่ายเรือผิวน้ำของ Naval Group ฝรั่งเศส

เรือฟริเกตชั้น Luleå ทั้งหมด 4ลำจะมอบขีดความสามารถแก่กองทัพเรือสวีเดนด้วยการป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธปล่อยนำวิถีควบคู่ไปกับขีดความสามารถสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ต่างๆอันทรงพลัง
ที่ยังจะมีการนำระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยสวีเดนมาใช้รวมถึง radar ตรวจการณ์แบบ Saab Sea Giraffe 1X, ปืนเรือ Bofors 57 Mk3b, ปืนกล Bofors 40 Mk4, แท่นปืนกล remote แบบ Saab Trackfire, Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Torped 47 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS 15 Mk4 ครับ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกสิงคโปร์เปิดตัวปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง SIGMA 155mm และอาวุธปล่อยนำวิถี Spike NLOS อิสราเอล

Singapore Army unveils new artillery, precision-strike systems



An image released by the Singapore Army's 6th Singapore Division, shows the service's next generation howitzer (fifth vehicle from the right) and the precision land shooter (fifth vehicle from the left). (The Singapore Army)

กองทัพบกสิงคโปร์(Singapore Army) ได้เปิดตัวสองระบบอาวุธใหม่ที่ไม่เคยมีการเปิดเผยก่อนหน้า ระบบปืนใหญ่อัตโนมัติยุคอนาคต และขีดความสามารถระบบอาวุธโจมตีความแม่นยำสูงใหม่
สองระบบใหม่นี้ได้ถูกเปิดเผยในชุดภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคม online เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงโอกาสครบรอบ 50ปีของกองพลที่6(6th Division) กองทัพบกสิงคโปร์

ชุดภาพได้แสดงระบบปืนใหญ่อัตตาจร(SPH: Self-Propelled Howitzer) แบบใหม่และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีที่ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกผิวบางควบคู่ไปกับระบบต่างๆที่เป็นที่ทราบว่ามีประจำการในกองทัพบกสิงคโปร์แล้ว
รวมถึงรถถังหลัก Leopard 2SG(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/leopard-2a7.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/06/leopard-2sg.html) และจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง HIMARS(High-Mobility Artillery Rocket System)

ระบบปืนใหญ่อัตตาจร SPH ที่ปรากฎประกอบด้วยปืนใหญ่ขนาด 155mm ที่ติดตั้งบนรถแคร่ฐานรถยนตร์บรรทุกทางทหารล้อยางพร้อมห้องโดยสาร/ห้องพลขับแบบมีเกราะป้องกัน(protected cab)
ระบบมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง SIGMA ระบบระบบปืนใหญ่อัตตาจรอัตโนมัติที่พัฒนาโดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/elbit-sigma-155mm.html)

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีที่ปรากฎมีพื้นฐานบนชุดบรรจุแท่นยิงหลายนัดที่ติดตั้งบนแคร่ฐานรถยนต์บรรทุกผิวบาง รูปแบบภายนอกที่ปรากฎมีความคล้ายคลึงกับแท่นยิงที่มีความเกี่ยวข้องกับ
อาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล Spike NLOS(Non-Line-of-Sight) ของบริษัท Rafael Advanced Defense Systems อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/spike-nlos-ah-64e-apache.html)

กองทัพบกสิงคโปร์ไม่ได้ระบุถึงระบบใดในชุดภาพ ในการตอบสนองต่อคำถามต่างๆจาก Janes กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ยืนยันหน้าที่ภารกิจของทั้งสองระบบเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2026 แต่ไม่ได้เปิดเผยถึงผู้ผลิตและคุณลักษณะทางเทคนิคของทั้งสองระบบ 
กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์อธิบายระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางใหม่ในฐานะ"ปืนใหญ่ติดตั้งบนรถยนตร์บรรทุกที่เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบและจะเป็นระบบปืนใหญ่ยุคอนาคตของกองทัพบกสิงคโปร์"

"ระบบปืนใหญ่อัตตาจรใหม่จะทยอยนำเข้าประจำการทดแทนปืนใหญ่อัตตาจร SSPH Primus และปืนใหญ่สนาม FH2000" กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์อ้างอิงถึงระบบปืนใหญ่รุ่นก่อนหน้าที่ผลิตโดยบริษัท ST Engineering สิงคโปร์ 
ซึ่งปืนใหญ่ลากจูง FH2000 ขนาด 155mm/52calibre และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน SSPH Primus ขนาด 155mm/39calibre ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพบกสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 1993 และปี 2002 ตามลำดับครับ

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สามและลำสุดท้าย DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo

South Korea launches final KDX-III Batch II destroyer



The future ROKS Daeho Kim Jong-seo , the third and final KDX-III Batch II destroyer. (HD Hyundai Heavy Industries/ROK Presidential Office)



บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีได้ทำพิธีปล่อบเรือลงน้ำของเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Sejong The Great(Daewang) ลำที่6(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/hhi-kdx-iii-batch-ii.html)
ภายใต้โครงการเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สามและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo บริษัท HD Hyundai Heavy Industries ประกาศในสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026

เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo ถูกนำลงสู่น้ำในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ณ อู่เรือ Ulsan ของ HD Hyundai Heavy Industries สาธารณรัฐเกาหลีสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทระบุ
เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo มีกำหนดที่จะเข้ารับการทดลองเรือในทะเลต่างๆ ก่อนส่งมอบให้แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ในเดือนธันวาคม 2027 บริษัท HD HHI เสริม

พิธีปล่อยเรือลงน้ำเป็นเครื่องหมายถึงจุดสูงสุดของโครงการเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาตยุคอนาคตที่ติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ Aegis จำนวน 3ลำ
เรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำแรก เรือพิฆาต DDG-995 ROKS Jeongjo Daewang(The Great) ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนพฤศจิกายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/kdx-iii-batch-2-ddg-995-roks-jeongjo.html)

ขณะที่เรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch II ลำที่สอง เรือพิฆาต DDG-996 ROKS Dasan Jeong Yak-yong ถูกปล่อยเรือลงน้ำในเดือนกันยายน 2025 และมีกำหนดส่งมอบให้แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีภายในเดือนธันวาคม 2026
เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo มีความยาวเรือรวมที่ 170m, กว้างที่ 21m, ระวางขับน้ำเบา(light displacement) ที่ประมาณ 8,200tonnes และสามารถทำความเร็วได้ถึง 30knots

เรือพิฆาต DDG-997 ROKS Daeho Kim Jong-seo ได้รับการติดตั้งด้วยระบบการรบ Aegis และถูกออกแบบเพื่อมอบขีดความสามารถการป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence) ที่ได้รับการเพิ่มขยายต่างๆ
ในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนบริษัท HHI สาธารณรัฐเกาหลีระบุว่าเรือพิฆาต ROKS Daeho Kim Jong-seo มีการนำระบบตอบโต้ขีปนาวุธมาใช้ที่ทำให้เรือสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นต่างๆที่ไม่พร้อมจะสามารถทำได้ในเรือพิฆาตชั้น KDX-III ลำก่อนหน้า

ไม่มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนของตัวสกัดกั้น(interceptor) ที่ถูกให้ข้อมูลโดยบริษัท HD HHI แต่ค่อนข้างจะแน่นอนมากว่าบริษัทได้อ้างอิงถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Standard Missile-6(SM-6) ที่ไม่มีความเข้ากันได้ในการใช้งานในเรือพิฆาตชั้น KDX-III Batch I จำนวน 3ลำ
ลำแรก เรือพิฆาต DDG-991 ROKS Sejong Daewang, ลำที่สอง เรือพิฆาต DDG-992 ROKS Yulgok Yi I และลำที่สาม เรือพิฆาต DDG-993 ROKS Seoae Ryu Seong-ryong ที่ขึ้นระวางประจำการในปี 2008, 2010 และ 2012 ตามลำดับครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกไทยได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M ใหม่เพิ่ม ๔เครื่องและเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ AH-6i สหรัฐฯ ๘เครื่อง

Royal Thai Army acquires new helicopters



The Royal Thai Army (RTA) has operated Black Hawks for several decades. This image shows the induction of four new UH-60Ms of the RTA's 9th Aviation Battalion at Lopburi Province. (Royal Thai Army)




An initial batch of the RTA's AH-6i Little Birds being unloaded at Kerry Siam Seaport in Chonburi Province. (Boeing)

ศูนย์การบินทหารบก ศบบ.(AAC: Army Aviation Center) กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์หลายแบบเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถกำลังอากาศยานปีกหมุนต่างๆของตน
เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) กองพันบินที่๙(9th Aviation Battalion), กรมบิน(Aviation Regiment) ได้ประกาศการนำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ Lockheed Martin(Sikorsky) UH-60M Black Hawk ชุดใหม่จำนวน ๔เครื่องเข้าประจำการ ณ ค่ายสมเด็จพระศรีนครินทรา จังหวัดลพบุรี

ขณะเดียวกันการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ Boeing AH-6i Little Bird จำนวน ๘เครื่องของกองทัพบกไทยภายใต้โครงการรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯได้ปรากฎที่จะมีความคืบหน้า
โดยเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i ชุดแรกได้ถูกขนส่งทางเรือมาถึงท่าเรือ Kerry Siam Seaport ในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ตามชุดภาพที่เผยแพร่โดยผู้สังเกตการณ์ไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙

กองพันบินที่๙ เป็นหน่วยบินที่ใช้งานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60 Black Hawk หน่วยเดียวของกองทัพบกไทย โดยมีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60L จำนวน ๘เครื่องที่ได้รับมอบชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๔๕(2002)(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/radar-uh-60l.html)
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60A (Refurbished) จำนวน ๓เครื่องที่จัดหาในปี พ.ศ.๒๕๖๕(2022)(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/uh-60a.html) และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M จำนวน ๗เครื่องที่ได้รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) และพ.ศ.๒๕๖๕(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/uh-60m.html)

การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M เพิ่มเติมจำนวน ๔เครื่องน่าจะถูกลงนามในสัญญาฉบับแก้ไขปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024) กับกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)/กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมูลค่าวงเงิน $1.2 billion ที่ประกาศสัญญาแก่บริษัท Sikorsky สหรัฐฯ
สำหรับการผลิตและส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M Black Hawk แก่ออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/uh-60m-black-hawk.html), บราซิล, กรีซ, สวีเดน(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/uh-60m-black-hawk.html) และไทย

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากองทัพบกไทยได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M Black Hawk เพิ่มเติมนอกจาก ๔เครื่องล่าสุดที่ถูกนำเข้าประจำการในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ นี้หรือไม่
กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) และกองทัพบกไทยไม่ได้ตอบสนองต่อการขอข้อมูลจาก Janes เกี่ยวกับสัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ UH-60M ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่

โฆษกบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M "เพิ่มขยายขีดความสามารถของประเทศหุ้นส่วนที่จะดำเนินการปฏิบัติภารกิจความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญยิ่งและด้านมนุษยธรรมต่างๆ"

ชุดภาพถ่ายและวีดิทัศน์ภาพเคลื่อนไหวของเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i Little Bird ณ ท่าเรือ Kerry Siam Seaport แสดงให้เห็นถึงเฮลิคอปเตอร์อย่างน้อยจำนวน ๔เครื่องถูกลำเลียงขนส่งและเคลื่อนย้ายโดยรถยนต์บรรทุกไปยังสถานที่ที่ไม่ระบุ
ข้อมูลจากกองทัพบกไทยระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i Little Bird จำนวน ๘เครื่องที่มีการส่งมอบในปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้จะถูกนำเข้าประจำการ ณ กองพันบินที่๓(3rd Aviation Battalion), กรมบิน, ศูนย์การบินทหารบก ศบบ. ซึ่งได้มีการฝึกนักบินและช่างอากาศยานชุดแรกแล้ว

กองพันบินที่๓ เป็นหน่วยบินเดียวของของกองทัพบกไทยที่มีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra จำนวน ๗เครื่อง ที่ชุดแรกจำนวน ๔เครื่องได้รับมอบเข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๓-๒๕๓๔(1990-1991) โดยมี ๑เครื่องสูญเสียไปจากอุบัติเหตุในปี พ.ศ.๒๕๔๓(2000)
และต่อมาจัดหาอีก ๔เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ซึ่งล่าสุดยังได้ถูกวางกำลังในระหว่างการปะทะตามแนวชายแดนไทยในความขัดแย้งกับกัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/blog-post.html)

ตั้งแต่ลงนามสัญญาจัดหาวงเงินราว $103.8 million(ประมาณ ๓,๓๔๒,๕๘๙,๐๑๔บาท) ที่ได้รับการอนุมัติการขายจากรัฐบาลสหรัฐฯในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) บริษัท Boeing สหรัฐฯได้เริ่มต้นทำการบินทดสอบ ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i เครื่องแรกจากทั้งหมด ๘เครื่องสำหรับกองทัพบกไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๗ ณ โรงงานอากาศยาน Mesa ของตน(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/boeing-ah-6i.html)
ตามเอกสารสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) กล่าวว่า ฮ.ลว./อว.๖ AH-6i  จะทำให้กองทัพบกไทยสามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ AH-1F ได้ โดยหลังเสร็จสิ้นการส่งมอบให้แก่ไทย บริษัท  Boeing จะปิดสายการผลิต ฮ. AH-6i ของตนลงตามที่ไม่มีลูกค้าที่สั่งซื้อเพิ่มเติมครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/boeing-ah-6i.html)

Boeing ได้รับการประกาศสัญญาเป็นผู้ชนะโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคที่หก F/A-XX กองทัพเรือสหรัฐฯ

DoD, US Navy award USD20 billion contract to Boeing for F/A-XX programme





Boeing F/A-XX concept replacement for the F/A-18E/F Super Hornet (Boeing)

กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) และกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 บริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับการประกาศสัญญา "มูลค่ามากกว่า" วงเงิน $20 billion 
สำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่หก F/A-XX Strike Fighter ของกองทัพเรือสหรัฐฯภายใต้โครงการเครื่องบินขับไล่ครองอากาศยุคอนาคต NGAD(Next Generation Air Dominance)

กระทรวงการสงครามสหรัฐฯกล่าวว่าสัญญามีขึ้นสำหรับขั้นระยะการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ, การจัดหา "เครื่องบินทดสอบหลากหลายแบบสำหรับการทดสอบภาคพื้นดิน, ความสมควรเดินอากาศ, ระบบต่างๆ, และการบูรณาการระบบอาวุธต่างๆ"
รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ Hung Cao กล่าวว่าสัญญาเป็นการแสดงถึง "ยุคใหม่" สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในฐานะเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่จะเป็น "ก้าวกระโดดของยุค(เครื่องบินขับไล่)ในการครองอากาศ"

และมอบขีดความสามารถใหม่ต่างๆตามที่เครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-XX มุ่งเป้าที่จะทำงานร่วมกันกับระบบไร้คนขับต่างๆอย่างเช่นอากาศยานรบทำงานร่วมกัน(CCA: Collaborative Combat Aircraft)(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/rheinmetall-boeing-mq-28-ghost-bat.html)
Steve Parker ประธานและผู้อำนวยการบริหารบริษัท Boeing Defense, Space & Security สหรัฐฯกล่าวในแถลงการณ์ของบริษัทว่า(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/mq-25a-stingrayv.html) 

ความพยายามต่างๆของบริษัท Boeing คือ "เสริมสร้างความแข็งแกร่งโดยการลงทุนต่างๆที่ได้มีขึ้นในสถานที่ประกอบการใหม่ต่างๆที่มีความเหมาะสมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเพื่อที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆหลายหลายรูปแบบด้วยขีดความสามารถยุคอนาคตต่างๆ"
บริษัท Boeing กำลังสร้างโรงงานการผลิตที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ใน St Louis ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ ""ระบบการออกแบบและการผลิตทางการบินและอวกาศแบบ digital ล้วน" ของตน Boeing สหรัฐฯกล่าว

สัญญาโครงการ F/A-XX ได้กลายเป็นการเลือกบริษัท Boeing เป็นครั้งที่สองสำหรับการสร้างเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกหลังจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ประกาศสัญญาสำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่ F-47 ในปี 2025

การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-XX ได้มีความผันผวนตามที่กองทัพเรือสหรัฐฯได้พิจารณาแล้วว่าจะพัฒนาอากาศยานแบบใหม่แยกออกไปสำหรับเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตแบบใหม่ของตน 
หรือนำประโยชน์จากการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-47 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯมาใช้หรือไม่ โดยโครงการ F/A-XX มีวัตุประสงค์เพื่อที่จะทดแทนเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/trump-ford.html)

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Embraer บราซิลส่งมอบเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium เครื่องแรกจาก 2เครื่องแก่อุซเบกิสถาน

Embraer delivers first C-390 Millennium to Uzbek Air Force





The first of two KC/C-390 Millennium tanker transport aircraft for the Uzbek Air Force was formally handed over on 25 September 2026. (Embraer)



บริษัท Embraer บราซิลได้ส่งมอบเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC/C-390 Millennium เครื่องแรกจาก 2เครื่องแก่กองทัพอากาศอุซเบกิสถาน(Uzbek Air Force) ที่สั่งจัดหาในปลายปี 2024
พิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการมีขึ้น ณ โรงงานอากาศของบริษัท Embraer ใน Gavião Peixoto บราซิลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html)

และพิธีส่งมอบเครื่องบินลำเลียง Embraer C-390 Millennium เครื่องแรกได้เชิญผู้บัญชาการกองทัพอากาศอุซเบกิสถาน พลอากาศตรี Akhmad Jamolovich Burkhonov เข้าร่วมพิธีด้วย
"การส่งมอบของเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium เครื่องแรกแสดงถึงก้าวย่างไปข้างหน้าที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพอากาศอุซเบกิสถาน" พล.อ.ต.Burkhonov กล่าวในพิธี

พิธีส่งมอบมีขึ้นหลายวันให้หลังจาก Embraer บราซิลได้เป็นตัวเครื่องบินลำเลียง C-390 เครื่องแรกสำหรับอุซเบกิสถาน ณ สถานที่เดียวกันเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 กำหนดเวลาการส่งมอบเครื่องที่สองยังไม่ถูกเปิดเผย
กองทัพอากาศอุซเบกิสถานจะใช้เครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC/C-390 ในภารกิจการลำเลียงขนส่งและด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก เป็นการเพิ่มพูดขีดความสามารถต่างๆของตนอย่างมีนัยสำคัญ

เครื่องบินลำเลียง C-390 จะทดแทนและ/หรือเสริมต่อฝูงเครื่องบินลำเลียงปีกนิ่งยุคอดีตสหภาพโซเวียตของกองทัพอากาศอุซเบกิสถานที่ประกอบด้วย เครื่องบินลำเลียง Antonov An-12 (NATO กำหนดรหัส 'Cub'),
เครื่องบินลำเลียง An-24 (NATO กำหนดรหัส 'Coke'), เครื่องบินลำเลียง An-26 (NATO กำหนดรหัส 'Curl') และเครื่องบินลำเลียง Ilyushin Il-76 (NATO กำหนดรหัส 'Candid') เช่นเดียวกับเครื่องบินลำเลียง Airbus C295W ของยุโรปที่ใหม่กว่า

อุซเบกิสถานได้เข้าร่วมกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 ทั่วโลกรวมถึง บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/embraer-c-390.html), โปรตุเกส(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/29n-super-tucano-12.html), ฮังการี(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/embraer-kc-390-2.html), 

สโลวาเกีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-millennium-3.html), ลิทัวเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/c-390-millennium-3.html), สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html),
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c-390-millennium-10.html), และโคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kc-390-millennium-2.html) โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมทั้งหมดถึง 62เครื่องแล้วจนถึงขณะนี้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/tai-embraer.html)

สวีเดนสั่งจัดหาจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS สหรัฐฯ 20ระบบ

Sweden procures HIMARS





The FMV is procuring HIMARS for the Swedish Armed Forces. (US Army)

สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ว่า ตนได้รับมอบอำนาจเป็นการตัวแทนโดยรัฐบาลสวีเดน
เพื่อที่จะจัดหาระบบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS(High Mobility Artillery Rocket System) MRL(Multiple Rocket Launcher) สำหรับกองทัพสวีเดน(Swedish Armed Forces, Försvarsmakten)

FMV สวีเดนให้มูลค่าคำสั่งจัดหาสำหรับจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS จำนวนราว 20ระบบและเครื่องกระสุนจรวดพื้นสู่พื้นต่างๆที่วงเงิน 7 billion Swedish Krona($700 million)
โดยการส่งมอบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS ชุดแรกแก่สวีเดนวางแผนจะมีขึ้นในปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/cv90-mkiv-m142-himars-3.html)

Oscar Elardt หัวหน้ากองการบริหารจัดการระบบกองทัพบก(Army Systems Management Department) ของสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวว่า
จรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS ผสมผสานความแม่นยำสูง, ระยะยิงไกล และมีภาระการส่งกำลังบำรุงที่ค่อนข้างต่ำ เขาเสริมว่าคำสั่งจัดซื้อรวมถึงระบบการสนับสนุนต่างๆ, การฝึก และระบบการซ่อมบำรุงต่างๆด้วย

Elardt เสริมว่า จรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง HIMARS "จะเสริมความแข็งแกร่งแก่กองทัพ(สวีเดน)อย่างมีนัยสำคัญ และท้ายที่สุดขีดความสามารถของกองทัพบกในการรบที่มีความตึงเครียดสูง
เขากล่าวว่า "เกณฑ์การประเมินการคัดเลือกที่สำคัญที่สุดคือเวลาที่ประมาณการณ์ไว้ต่อการมีขีดความสามารถการปฏิบัติการในหน่วยรบต่างๆของกองทัพบกสวีเดน(Swedish Army, Svenska armén)"

Ove Hjärtberg ผู้จัดการโครงการฝ่ายระบบปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดของ FMV สวีเดนเสริมว่า "ความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่และขีดความสามารถที่จะทำการยิงอย่างรวดเร็วยังทำให้ระบบยากสำหรับข้าศึกที่จะตรวจพบและทำการต่อสู้"
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายรูปแบบ Foreign Military Sale(FMS) ของระบบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS และสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่าถึงวงเงิน $930 million แก่สวีเดน

สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศในสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/lockheed-martin-himars-flex.html)
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 บริษัท Saab สวีเดน และบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ร่วมลงนามจดหมายแสดงความจำนง(LoI: Letter of Intent) ที่จะผลิตกระสุนจรวดที่รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น PrSM(Precision Strike Missile) สำหรับจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ในสวีเดนด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

นาวิกโยธินไทยจะจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จาก Chaiseri ไทยระยะที่๓ เพิ่ม ๗คันรวม ๒๑คัน

Thailand plans third batch of Chaiseri amphibious vehicles







The Royal Thai Marine Corps Chaiseri 8×8 AWAVs and AAV7A1s. The Royal Thai Navy is progressing the acquisition of additional vehicles. (Royal Thai Marine Corps/Royal Thai Navy)

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) วางแผนที่จะจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) ระยะที่๓ จำนวน ๗คัน
จากบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย สำหรับนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) เป็นการเพิ่มจำนวนรถในประจำการที่สั่งจัดหาแล้วเป็นจำนวน ๒๑คัน

แผนการจัดซื้อจัดจ้างถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2025) ตามมาด้วยกำหนดร่างขอบเขตของงาน(TOR: Terms of Reference) ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ใน Website จัดซื้อจัดจ้างของกองทัพเรือไทย
สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) กล่าวในเอกสารว่าคำสั่งซื้อใหม่มีมูลค่าราคากลาง(ราคาอ้างอิง)ที่วงเงิน ๕๐๓,๙๘๐,๐๐๐บาท หรือราว ๕๐๔,๐๐๐,๐๐๐บาท($15 million)

ตามการสั่งจัดหาสองระยะก่อนหน้าของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จำนวน ๗คัน ระยะที่๑ มีมูลค่าที่วงเงิน ๔๔๘,๐๐๐,๐๐๐บาท($13 million) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023)(aagth1.blogspot.com/2023/08/chaiseri-8x8.html) 
โดยนาวิกโยธินไทยได้รับมอบเข้าประจำการในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8-chaiseri.html)

คำสั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ระยะที่๒ จำนวน ๗คันเช่นกันที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ และประกาศผู้ชนะสัญญาคือบริษัท Chaiseri ไทยในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html) 
มีมูลค่าที่วงเงิน ๕๐๓,๙๘๐,๐๐๐บาท เช่นกัน จำนวนรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ที่จะจัดหาทั้งหมดเข้าใจโดย Janes ว่าจะอยู่ที่รวมจำนวน ๓๖คัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/rtn-27aug2026.html)

รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ถูกนำเข้าประจำการ ณ กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion, Marine Division) ที่มีที่ตั้งในตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก พัน.รนบ.นย. ยังมีประจำการด้วยรถสะเทินน้ำสะเทินบก รนบ.AAV7A1 สหรัฐฯ ที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยโดย Chaiseri ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/aavp7a1-d-tiger-4x4-dti.html)

ขณะที่ กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง ร้อย ก.พัน.ถ.พล.นย.(RTMC Armored Company, Marine Tank Battalion) ยังมีประจำการด้วยรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 8x8 ยูเครน(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/uvx-calfex.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/05/amphibex-raid.html)
Chaiseri ไทยเปิดตัวต้นแบบรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ครั้งแรก ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2023 ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-chaiseri-awav-8x8.html)

โดยได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับนาวิกโยธินไทย รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV เป็นยานยนต์ทางทหารล้อยาง 8x8 แบบแรกของ Chaiseri ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/chaiseri-awav-8x8.html)
ตามข้อมูลจาก Chaiseri ไทย รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 มีมิติขนาดความยาว 9.2m, กว้าง 3.1m และสูง 3m โดยมีน้ำหนักรวม(gross weight) ของรถที่ประมาณ 25.7tonnes

รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลกำลังขับ 711hp ทำความเร็วสูงบนพื้นดินได้ที่ 105km/h และขณะลอยตัวในน้ำได้ที่ 10km/h และมีระยะปฏิบัติการได้ไกลที่ 600km
รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 สามารถบรรทุกกำลังพลทหารราบไปกับรถได้ ๑๑นาย เพิ่มเติมต่อพลประจำรถ ๓นาย ประกอบด้วย พลขับ, ผู้บังคับรถ และพลยิง

รูปแบบพื้นฐานของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8  มอบการป้องกันกระสุนที่ระดับ STANAG 4569 Level 3 และการป้องกันทุ่นระเบิดที่ระดับ Level 3a/3b(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri.html)
ในรูปแบบสำหรับนาวิกโยธินไทยติดตั้งระบบอาวุธคือป้อมปืน remote(RWS: Remote Weapon Station) แบบ Guardian 1.5 จากบริษัท Escribano Mechanical and Engineering(EM&E) สเปน พร้อมปืนกลหนักขนาด 12.7mm และเครื่องยิงลูกระเบิดควันขนาด 76mm ครับ

กองทัพอากาศไทยจะจัดหา Radar ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกล Indra LANZA 3D LRR สเปน

Royal Thai Air Force to procure Indra's long-range radar





Indra will deliver its Lanza 3D Long Range Radar (LRR) to the Royal Thai Air Force. (Indra/Office of the Defence Attache, Royal Thai Embassy in Madrid, Spain)

คณะผู้แทนกองทัพอากาศไทยลงนามสัญญาโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน
ระหว่างวันที่ ๒๗–๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ นาวาเอก ยุทธนาวี มุ่งธัญญา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทย ประจำกรุงมาดริด และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทย ประจำกรุงมาดริด พร้อมด้วยกำลังพลในสำนักงานฯ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ และคณะ 
ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสเปน เพื่อประกอบพิธีลงนามในสัญญาโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ ๑๒ (สร.ภูเก็ต) LANZA 3D LRR – Phuket Radar Site ณ บริษัท Indra Sistemas กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน
โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศของกองทัพอากาศไทย โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพของระบบตรวจจับและเฝ้าตรวจทางอากาศ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในปัจจุบัน
ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนกองทัพอากาศไทยได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิต การประกอบ และการทดสอบระบบของบริษัท Indra Sistemas ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของสเปนด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทางทหาร 
เพื่อรับทราบศักยภาพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาระบบป้องกันทางอากาศ อันเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทยและสเปนให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ ได้เชิญผู้ช่วยทูตฯ และกำลังพลในสำนักงานฯ ร่วมรับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหาร Red Dragon กรุงมาดริด ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และความร่วมมือระหว่างกำลังพลของกองทัพไทยในต่างประเทศ

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) กำลังจัดหา radar ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกลจากบริษัท Indra สเปนเพื่อวางกำลัง ณ สถานีรายงานภูเก็ต (สร.ภูเก็ต) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย
Indra สเปนกล่าวเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ว่าตนจะส่งมอบ radar แบบ Lanza 3D Long Range Radar(LRR) แก่กองทัพอากาศไทยเพื่อเพิ่มขยายการเฝ้าตรวจและควบคุมน่านฟ้าเหนือน่านน้ำที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบมะละกา

Lanza 3D LRR เป็น radar ย่านความถี่ L-band ที่ปฏิบัติการที่ช่วงความถี่ 1-2GHz มีขีดความสามารถการตรวจจับเป้าหมายต่างๆได้หลายรูปแบบ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ขนาดเล็กและเคลื่อนที่ช้าต่างๆ, อากาศยานแบบตรวจจับได้ยาก stealth, กระสุนและอาวุธปล่อยนำวิถีแบบต่างๆที่แตกต่างกัน บริษัท Indra เสริม
radar แบบ Lanza 3D LRR ถูกออกแบบเพื่อที่จะทำงานในสภาวะสภาพแวดล้อมที่ท้าทายต่างๆ รวมถึงความชื้นสูง และสามารถรักษาสมรรถนะในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าสูงได้ บริษัท Indra กล่าว

ตามข้อมูลจากบริษัท Indra คุณลักษณะของ Lanza 3D LRR radar มีระยะตรวจจับที่วัดได้สูงสุดที่ 470km และสามารถตรวจจับเป้าหมายต่างๆที่เพดานบินความสูงถึง 30,480m ระบบ radar มอบการตรวจจับมุมส่ายครอบคลุมที่ ๓๖๐องศา ทำการกวาดค้นหาทุก ๑๐-๑๒วินาที และให้มุมเงยครอบคลุมที่ ๒๐องศา
บริษัท Indra กล่าวว่าตนจะยังมอบระบบการบัญชาการและควบคุม(C2: Command and Control) แบบ AirDef เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของ radar แบบ Lanza 3D LRR ที่ สร.ภูเก็ต ในอำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยด้วย

ตามข้อมูลจาก Janes C4ISR & Mission Systems: Air ระบบการบัญชาการและควบคุม C2 แบบ AirDef ประกอบด้วยชุดผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนในทุกระดับต่างๆของระบบการบัญชาการและควบคุม C2 ทางอากาศ 
ตั้งแต่การวางแผนภารกิจเพื่อดำเนินการปฏิบัติการเชิงรุก, เชิงรับ และการสนับสนุนทางอากาศต่างๆ ระบบบูรณาการข้อมูลจากหลายๆแหล่งข้อมูลข่าวกรองและการตรวจการณ์เพื่อสร้างภาพการปฏิบัติการทางอากาศร่วม

ความเห็นวิเคราะห์
radar ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกลแบบ Lanza 3D LRR เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ ๑๒ (สร.ภูเก็ต) วงเงิน 24,157,000 Euros หรือ ๙๒๒,๙๘๓,๔๐๘.๙๐บาท(ประมาณ $29,310,000) ที่กองทัพอากาศไทยประกาศให้บริษัท Indra Sistemas, S.A. ราชอาณาจักรสเปน เป็นผู้ชนะเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
โดยมีการลงนามสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ณ กรุง Madrid สเปน ระหว่างวันที่ ๒๗-๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท Indra ยังอยู่ระหว่างการส่งมอบ radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่แบบ LANZA LTR-20 แก่กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ที่ลงนามสัญญาจัดซื้อเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/radar-indra-lanza.html)