วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นอร์เวย์เปิดสายการผลิตรถถังหลัก Leopard 2A8NO และรับมอบรถ 2คันแรกจาก 54คัน

Norway opens Leopard 2A8 production line, receives first two MBTs





The first two Leopard 2A8NO MBTs were delivered to the Norwegian Army on 30 April. (Forsvaret/Synne Nilsson)



บริษัท KNDS เยอรมนีประกาศในสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2025 ว่าตนและบริษัท RITEK นอร์เวย์ผู้ให้บริการและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้เปิดโรงงานสายการผลิตใหม่
สำหรับรถถังหลัก Leopard 2A8NO MBT(Main Battle Tank) ใน Levanger นอร์เวย์ โดยการผลิตรถถังหลัก Leopard 2 สำหรับนอร์เวย์จะเริ่มต้นในไตรมาสที่สามของปี 2026

KNDS เยอรมนียังประกาศว่ารถถังหลัก Leopard 2A8NO MBT สองคันแรกจาก 54คันได้ถูกส่งมอบให้แก่กองทัพบกนอร์เวย์(Norwegian Army, Hæren) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 ด้วยขีดความสามารถที่จะผลิตรถถังได้ 36คันต่อปี
โรงงานการผลิตและทดสอบบูรณาการใน Levanger นอร์เวย์มีสนามทดสอบต่างๆ เช่น สนามทดสอบการวัดระยะ laser พร้อมทางลาดชันและสระน้ำจมได้ทั้งคัน แหล่งพลังงานของโรงงานมาจากแหล่งความร้อนใต้พิภพ ตามข้อมูลจากบริษัท KNDS

รถถังหลัก Leopard 2A8NO จำนวน 17คันกำลังได้รับการผลิตโดยโรงงานของบริษัท KNDS Deutschland เยอรมนีใน Munich(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/leopard-2a7-44.html) และอีกจำนวน 37คันในโรงงานที่ Levanger นอร์เวย์
การวางแผนกำหนดให้รถถังหลัก Leopard 2A8NO จะเริ่มต้นเข้าประจำการในกองทัพบกนอร์เวย์ในปี 2027 หลังการทดสอบและรับรองจะเสร็จสิ้นในปี 2028 เพื่อทดแทนรถถังหลัก Leopard 2A4NO รุ่นเก่าที่ใช้งานมา 30ปี

ก่อนการส่งมอบรถถังหลัก Leopard 2A8NO สองคันแรกที่ค่าย Rena Camp ของกองทัพบกนอร์เวย์ใน Østerdalen รถถังหลัก Leopard 2A8 MBT ชุดแรกสำหรับกองทัพบกเยอรมนี(German Army, Heer) และนอร์เวย์ 
ร่วมไปกับปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน Panzerhaubitze(PzH) 2000 A4 ถูกเปิดตัว ณ บริษัท KNDS Deutschland ใน Munich เยอรมนี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/leopard-2a8-pzh-2000-a4.html)

ในพิธีเปิดตัวผู้บัญชาการกองทัพบกนอร์เวย์ พลตรี Lars Lervik ได้อธิบายถึงรถถังหลัก Leopard 2A8NO MBT ในฐานะ "เสาหลักในการจัดตั้งกองพลน้อยเหนือ(Brigade North) เพื่อให้ตรงเป้าหมายกำลังรบของ NATO สำหรับกองพลน้อยทหารราบยานเกราะ"
สำนักงานยุทโธปกรณ์กลาโหมนอร์เวย์(NDMA: Norwegian Defence Materiel Agency, FMA: Forsvarsmateriell) ได้สั่งจัดหารถถังหลัก Leopard 2A7+ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น Leopard 2A8 จำนวน 54คันในปี 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/leopard-2a7-54.html)

รถถังหลัก Leopard 2A8 รุ่นล่าสุดที่สร้างใหม่ได้ถูกสั่งจัดหาโดยเยอรมนีจำนวน 124คัน, นอร์เวย์จำนวน 54คัน, เนเธอร์แลนด์จำนวน 46คัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/leopard-2a8-46.html), ลิทัวเนียจำนวน 44คัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/leopard-2a8-44.html), 
สวีเดนจำนวน 44คัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/leopard-2a8-strv-123-44.html) และสาธารณรัฐเช็กจำนวน 44คัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/leopard-2a8-44.html) ยังรวมถึงโครเอเชียในอนาคตจำนวนถึง 50คันด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/leopard-2a8-m142-himars.html)

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรือดำน้ำ SS-711 Hai Kun ไต้หวันทดสอบการยิง Torpedo ใต้ทะเล

Taiwan conducts torpedo test from indigenous submarine





Taiwan's donestically developed submarine seen here at its sea trials. (CSBC Corporation)



บริษัท CSBC Corporation ไต้หวันได้เผยแพร่วีดิทัศน์แสดงถึงการยิง torpedo อย่างน้อยสองนัดจากเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ของกองทัพเรือไต้หวัน(RoCN: Republic of China Navy)
ภาพเคลื่อนไหวได้ให้การบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันว่าเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ได้มีความคืบหน้าเข้าสู่ขั้นการบูรณาการและรับรองระบบการรบต่างๆแล้ว

ในวีดิทัศน์ที่เผยแพร่บนช่อง YouTube ทางการของบริษัท CSBC เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 อู่เรือ CSBC อธิบายการยิง torpedo จากเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun
ในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการการยืนยันรับรองระบบอาวุธต่างๆของเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/ss-711-hai-kun.html)

ภาพเคลื่อนไหวแสดงถึงลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่ต่อเนื่องกันด้วยการปล่อย torpedo จากเรือดำน้ำ รวมถึงภาพถ่ายใต้น้ำของ torpedo ที่ออกมาจากท่อยิงและทิ้งรอยพริ้วคลื่นไว้
CSBC ไต้หวันไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดต่างๆของ torpedo ที่ถูกใช้คือการตั้งค่ากำหนดการทดสอบ(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/ss-711-hai-kun.html)

อย่างไรก็ตามหลักฐานภาพที่เห็นในวีดีทัศน์ตั้งข้อสังเกตุอย่างหนักแน่นว่า torpedo สองนัดที่ถูกยิงเป็นรุ่นลูกฝึกหรือลูกบันทึกข้อมูล telemetry ของ torpedo หนักแบบ Mk 48
การประเมินนี้มีพื้นฐานจากลวดลายที่ถูกนำมาใช้กับ torpedo ทั้งสองนัด และและข้อเท็จจริงที่ว่า torpedo ทั้งสองนัดได้ถูกเก็บขึ้นมาจากทะเลหลังจากที่ถูกปล่อยจากเรือดำน้ำแล้ว

เรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun เป็นเรือดำน้ำลำแรกที่สร้างในประเทศของไต้หวัน และได้รับการพัฒนาโดย CSBC ไต้หวันภายใต้โครงการเรือดำน้ำกลาโหมภายในประเทศ(IDS: Indigenous Defence Submarine)
เรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ถูกเปิดตัวในเดือนกันยายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/ss-711-hai-kun.html) และเป็นเรือลำแรกจากแผนที่จะสร้างเรือดำน้ำจำนวน 8ลำ

เพื่อปรับปรุงความทันสมัยการป้องปรามใต้ทะเลของไต้หวันท่ามกลางความตึงเครียดข้ามช่องแคบที่เพิ่มสูงขึ้นกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่นั้นมาเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ได้มีความคืบหน้าในการทดลองเรือหลายชุด
ในเดือนมกราคม 2026 บริษัท CSBC ยืนยันว่าเรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ประสบความสำเร็จในการเสร็จสิ้นการทดลองเรือดำลงใต้น้ำครั้งแรกของตนเป็นเครื่องหมายถึงการอยู่ใต้น้ำครั้งแรกของเรือภายสภาวะการปฏิบัติการต่างๆ

แม้ว่ารายละเอียดคุณลักษณะของเรือดำน้ำชั้น Hai Kun ไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เรือดำน้ำ SS-711 ROCS Hai Kun ถูกประมาณว่ามีความยาวเรือที่ราว 70m โดยมีระวางขับน้ำที่ราว 2,500tonnes โดยประมาณ
ขณะที่ยังคงรูปทรงเรือหลักจากเรือดำน้ำชั้น Hai Lung จำนวน 2ลำของกองทัพเรือไต้หวัน(เรือดำน้ำ SS-793 ROCS Hai Lung และเรือดำน้ำ SS-794 ROCS Hai Hu) ที่จัดหาจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1980s ซึ่งเก่ากว่า

เรือดำน้ำชั้น Hai Kun ที่ใหม่กว่ามีคุณลักษณะต่างๆที่ได้รับการเพิ่มขยายหลายประการในการออกแบบของเรือ รวมถึงหางเสือรูปทรงกากบาทเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ในเขตน่านน้ำตื้น
เป็นที่คาดว่าเรือดำน้ำชั้น Hai Kun จะได้รับการติดตั้งระบบอาวุธด้วย torpedo หนักแบบ MK 48 Mod6 และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากเรือดำน้ำใต้น้ำ UGM‑84L Harpoon ที่ยิงจากท่อยิง torpedo ของสหรัฐฯครับ

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นิวซีแลนด์เดินหน้าแผนพิจารณาเรือฟริเกตใหม่ระหว่างชั้น Mogami ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย หรือ Type 31 อังกฤษ

New Zealand progresses future frigate plans with Australia, UK



The JMSDF's second Mogami-class frigate, JS Kumano , seen here while it was at Sydney in Australia. This design is being considered for New Zealand's requirements. (Commonwealth of Australia)




The first Type 31 frigate on order for the UK Royal Navy, HMS Venturer. (Dougie Coull)

นิวซีแลนด์ได้เดินหน้าเข้าใกล้ที่จะคัดเลือกแบบเรือฟริเกตใหม่สำหรับกองเรือรบผิวน้ำในอนาคตของตน ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Chris Penk ยืนยันว่า
การหารือต่างๆกำลังมีขึ้นกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร และสองแบบเรือฟริเกตที่มีอยู่แล้วกำลังถูกนำมาใช้อ้างอิงต่อแผนการทดแทนของกองทัพเรือนิวซีแลนด์(RNZN: Royal New Zealand Navy)

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk กล่าวว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ในนครหลวง Wellington ได้เริ่มต้นการปรึกษาหารือกับกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) และกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(RN: Royal Navy)
ตามที่ตนกำลังเตรียมการที่จะทดแทนเรือฟริเกตชั้น Anzac ที่้มีอายุการใช้งานมานานทั้ง 2ลำของกองทัพเรือนิวซีแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/mogami.html)

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เสริมว่าทางการนิวซีแลนด์กำลังพิจารณาแบบเรือฟริเกตชั้น Mogami ของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/mogami-3.html)
และแบบเรือฟริเกตชั้น Type 31 ที่พัฒนาโดยสหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fmv.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/05/type-31-f12-hms-venturer.html) ในฐานะจุดอ้างอิง

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เน้นย้ำว่าทั้งโครงการเรือฟริเกตชั้น Mogami และเรือฟริเกตชั้น Type 31 ถูกพิจารณาว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะสนับสนุนการวิเคราะห์รายละเอียดได้
การแถลงการณ์เป็นเครื่องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการสื่อสารต่างๆก่อนหน้าโดยสงสัญญาณการให้ความสำคัญมากขึ้นที่ขั้นตอนการประเมินค่าและจำกัดขอบเขตที่แน่นอนของระบบที่เข้าแข่งขันให้แคบลง

ขณะที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ไม่ได้ประกาศผู้ที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ การระบุอย่างชัดเจนของแบบเรือที่อยู่ในสายการผลิตแล้วตั้งข้อสังเกตความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้นสำหรับแนวทางต่างๆที่มีพร้อมในตลาดที่มีการทำงานร่วมกันสูงสุดและลดความเสี่ยงโครงการ
Penk เน้นหนักว่าการมีส่วนร่วมกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรสะท้อนความปรารถนาที่จะ "ทำงานร่วมกันได้และยกประโยชน์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ" บ่งชี้ว่าการสอดคล้องกับกองทัพเรือชาติหุ้นส่วนจะเป็นศูนย์กลางการพิจารณาในทุกๆการตัดสินใจการจัดซื้อจัดจ้างในท้ายที่สุด

กรอบการทำงานนี้เสริมน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ว่านิวซีแลนด์จะให้ลำดับความสำคัญกับคุณสมบัติร่วม(commonality) ในระบบ, การส่งกำลังบำรุง และระบบการรบที่เป็นไปได้ได้ต่างๆกับกองทัพเรือชาติหุ้นส่วน มากกว่าที่จะแสวงหาแบบเรือที่เฉพาะเจาะจง
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เน้นว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกิดขึ้น และการให้ข้อแนะนำจะถูกส่งมอบให้แก่คณะรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ก่อนสิ้นปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/sh-2gi-super-seasprite.html)

ตามข้อมูลจาก Janes World Navies กองทัพเรือนิวซีแลนด์เป็นกองทัพเรือขนาดเล็กมีเรือรบหลักในประจำการคือเรือฟริเกตชั้น Anzac จำนวน 2ลำคือเรือฟริเกต F77 HMNZS Te Kaha และเรือฟริเกต F111 HMNZS Te Mana ที่เข้าประจำการในปี 1997 และปี 1999 ตามลำดับ
ซึ่งมีคุณสมบัติร่วมกับเรือฟริเกตชั้น Anzac ที่ประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1990s ที่นิวซีแลนด์จัดหาร่วมกัน ที่กำลังจะถูกทดแทนด้วยเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/mogami.html)

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อิสราเอลอนุมัติการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35I และ F-15IA สหรัฐฯเพิ่ม

Israel approves additional combat squadrons







Israel is increasing its buy of both the F-35I (pictured) and F-15IA combat aircraft. (Israeli Air Force)

อิสราเอลได้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างของเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35I Adir(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/f-35i-yak-130.html) เพิ่มเติมอีกหนึ่งฝูงบิน
และเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15IA เพิ่มเติมอีกหนึ่งฝูงบิน(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/boeing-f-15ia-25.html) รวมสองฝูงบิน กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2026

การจัดซื้อจัดจ้างของเครื่องบินขับไล่ F-35I Adir ฝูงบินที่สี่(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/f-35i.html) และเครื่องบินขับไล่ F-15IA ฝูงบินที่สอง(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/f-15ia-25.html)
ได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมาธิการรัฐมนตรีด้านการจัดซื้อจัดจ้าง(Ministerial Committee on Procurement) "นี่เป็นก้าวย่างแรกในการดำเนินการปฏิบัติแผนการเสริมสร้างกำลังรบระยะยาวเป็นทศวรรษของกองทัพอิสราเอล(IDF: Israel Defense Force)"

"ได้รับความเห็นชอบโดยนายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu และรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล Israel Katz ภายใต้การจัดสรรงบประมาณวงเงิน 350 billion Israeli new shekel($119 billion)
ฝูงบินใหม่(สองฝูงบิน)จะทำหน้าที่ในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนากำลังรบระยะยาวของกองทัพอิสราเอล ในการรับมือภัยคุกคามต่างๆในภูมิภาคที่มีวิวัฒนาการและสงวนยุทธศาสตร์การครองอากาศ(air superiority) ของอิสราเอล" กระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าว

ขณะที่จำนวนเครื่องบินขับไล่ F-35I และเครื่องบินขับไล่ F-15IA ที่จะจัดหาเพิ่มเติมไม่ได้ถูกให้ข้อมูลในการประกาศ ฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีของกองทัพอากาศอิสราเอล(IAF: Israeli Air Force) โดยปกติมีจำนวนอากาศยานที่ระหว่าง 20-30เครื่อง
ด้วยการได้รับการอนุมัติในระดับชาติ ขณะนี้กระทรวงกลาโหมอิสราเอลจะเดินหน้าโดยการบรรลุของตกลงต่างๆกับรัฐบาลสหรัฐฯและคู่สัญญาทางทหารรายต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/f-15ia.html)

แยกออกไปต่างหาก กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ว่าเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-46A Gideon ได้ทำการบินครั้งแรกของตนแล้ว ก่อนหน้าการส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2026
อิสราเอลได้สั่งจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A Gideon จำนวน 4เครื่องในเดือนสิงหาคม 2022 และเพิ่มอีก 2เครื่องในในเดือนสิงหาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/kc-46a-2.html) รวมจำนวน 6เครื่อง

ปัจจุบันกองทัพอากาศอิสราเอลมีเครื่องบินขับไล่ F-35I Adir(ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ทรงฤทธา" การกำหนดแบบและชื่อของเครื่องบินขับไล่ F-35A ในประจำการอิสราเอล) ประจำการในสามฝูงบินรวมจำนวน 75เครื่อง
และกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-15IA ฝูงบินแรกที่เป็นเครื่องสร้างใหม่จำนวน 25เครื่อง และปรับปรุงเครื่องบินขับไล่  F-15I(Israel) Ra'am(Thunder "สายฟ้า" ภาษาฮีบรู) ที่มีอยู่ 25เครื่องเป็นมาตฐานใหม่ที่เรียกว่าเครื่องบินขับไล่ F-15I+ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รัฐบัญญัติ Maverick เพื่อฟื้นฟูเครื่องบินขับไล่ F-14D Tomcat ให้กลับมาบินได้ บอกใบ้ถึงการทำลายล้างฝูงบินสุดท้ายของอิหร่าน

US ‘Maverick Act' hints at final destruction of Iran's Tomcat fleet



A US government bill in April 2026 to restore a Tomcat (pictured) to flying status suggests that all of Iran's fleet had been destroyed by that time. (US Navy)



ร่างกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐฯที่รู้จักในชื่อ "รัฐบัญญัติ Maverick"(Maverick Act) ที่ให้การอนุมัติการกลับมาทำการบินใหม่ของเครื่องบินขับไล่ Grumman F-14 Tomcat กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ที่ปลดประจำการไปแล้ว
บอกใบ้เป็นนัยถึงการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จของฝูงเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ในประจำการของกองทัพอากาศอิหร่าน(IRIAF: Islamic Republic of Iran Air Force) ทั้งหมด

ได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพวุฒิสภาสหรัฐฯ(US Senate Armed Services Committee) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 ก่อนหน้าการผ่านความเห็นชอบสุดท้ายตามที่คาดการณ์ไว้โดยสภา Congress สหรัฐฯ
รัฐบัญญัติ Maverick อนุมัติให้เครื่องบินขับไล่ F-14D Tomcat จำนวน 1เครื่องจะถูกฟื้นฟูสภาพให้กลับมาทำการบินได้ และอีก 2เครื่องที่จะอยู่ในสถานะไม่สามารถทำการบินได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดแสดงแก่สาธารณะ

"รัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯอาจจะส่งต่อโดยปราศจากการพิจารณาแก่คณะกรรมการศูนย์อวกาศและจรวดสหรัฐฯ(US Space and Rocket Center Commission) ใน Huntsville มลรัฐ Alabama
สิทธิ, กรรมสิทธิ์, และผลประโยชน์ทั้งหมดของสหรัฐฯในและต่อเครื่องบินขับไล่ F-14D Tomcat ส่วนเกินจำนวน 3เครื่อง(หมายเลข Bureau Number 164341, 164602, 159437) ซึ่งเกินความต้องการการปฏิบัติการของกองทัพเรือสหรัฐฯ"

ร่างกฎหมายรัฐบัญญัติ Maverick ซึ่งตั้งชื่อตามตัวละครหลักในภาพยนตร์ชุด Top Gun คือ นาวาเอก(Captain) Pete Mitchell นามรหัส(callsign) "Maverick"(ที่รับบทโดยนักแสดงชื่อดัง Tom Cruise)
กองทัพเรือสหรัฐฯได้ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-14A/B/D Tomcat เครื่องสุดท้ายของตนในปี 2006(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/12-f-14-tomcat.html)

ปล่อยให้กองทัพอากาศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน(IRIAF)เป็นผู้ใช้งานรายเดียวและรายสุดท้ายของเครื่องบินขับไล่ F-14A Tomcat(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/fakour.html)
เครื่องบินขับไล่ F-14A Tomcat จำนวน 79เครื่องได้ถูกนำเข้าประจำการในอิหร่านในปลายปี 1970s เมื่อถูกส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศจักรวรรดิอิหร่าน(IIAF: Imperial Iranian Air Force) ของพระเจ้า Shah แห่งอิหร่าน

อิหร่านในเวลานั้นได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-14A Tomcat จำนวน 80เครื่อง โดยทั้งหมดได้ถูกส่งมอบยกเว้น 1เครื่องที่ไม่ได้ถูกส่งมอบในเวลานั้นที่เป็นผลจากการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979
กองทัพอากาศอิหร่านมีพยายามอย่างมากในการรักษาขีดความสามารถในการใช้งานเครื่องบินขับไล่ F-14A ของตนที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรหลังการปฏิวัติปี 1979 และถูกใช้ในการรบกับอิรักระหว่างสงครามปี 1980-1988

โดยอิหร่านมีขีดความสามารถในการซ่อมบำรุง ปรับปรุง และผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ที่ขาดแคลน รวมถึงการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศภายในประเทศสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-14A ของตนที่มีแผนจะยืดอายุการใช้งานไปจนถึงปี 2030
อย่างไรก็ตามการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านที่นำโดยสหรัฐฯและอิสราเอลที่เกิดขึ้นในปี 2025-2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/f-35i-yak-130.html) บ่งชี้ความเป็นไปได้ว่าฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-14 ของอิหร่านที่เหลืออยู่น่าจะถูกทำลายลงทั้งหมดแล้วครับ

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียลงนามจัดหาอากาศยานรบไร้คนขับ Kizilelma UCAV ตุรกี 12ระบบ

SAHA 2026: Baykar signs agreement to export Kizilelma to Indonesia





Baykar displayed a full-scale model of its Bayraktar Kızılelma unmanned combat aerial vehicle (UCAV) at SAHA 2026 International Defence and Aerospace Exhibition in Istanbul in May. (Baykar)



บริษัท Baykar Defence ตุรกี และบริษัท PT Republikorp Group อินโดนีเซียได้ลงนามข้อตกลงที่จะพัฒนาและวางตำแหน่งเพิ่มเติมของอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) อัตโนมัติ
แบบ Bayraktar Kızılelma(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/kizilelma-ucav-gokdogan.html) สำหรับกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia)

ตัวแทนจากทั้งบริษัท Baykar ตุรกี และบริษัท PT Republikorp อินโดนีเซียได้ประกาศการปรับปรุงข้อตกลงความร่วมมือ ณ นิทรรศการการป้องกันประเทศและการบินนานาชาติ SAHA 2026 ในมหานคร Istanbul เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026
"ภายใต้ข้อตกลง อากาศยานรบไร้คนขับ Bayraktar Kızılelma UCAV จำนวน 12ระบบจะถูกส่งมอบให้อินโดนีเซียเริ่มต้นในปี 2028" Baykar ตุรกีกล่าวในแถลงการณ์ งานแสดง SAHA 2026 ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2026

ตามข้อมูลจาก Republikorp อินโดนีเซีย ข้อตกลงล่าสุดสร้างขึ้นบนข้อตกลงกิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ที่ลงนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อจะทำการผลิตอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) สองแบบในอินโดนีเซีย
คืออากาศยานรบไร้คนขับ Bayraktar TB3 UAV(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/bayraktar-tb3-ucav-tcg-anadolu.html) และอากาศยานรบไร้คนขับ Akinci UAV(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/bayraktar-akinci-uav.html)

ข้อตกลงล่าสุดได้ขยายความเป็นหุ้นส่วนที่จะพัฒนาระบบสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมทางการบินในอินโดนีเซีย บริษัท PT Republikorp กล่าวเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 Janes เข้าใจว่า
กรอบการทำงานข้อตกลงปัจจุบันมีจุดประสงค์ที่จะจัดตั้งสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกศูนย์ซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมทำใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) ในอินโดนีเซีย

โฆษก Baykar ตุรกีกล่าวกับ Janes ณ นิทรรศการการป้องกันประเทศและการบินนานาชาติ SAHA 2026 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 ว่า ข้อตกลงกับบริษัท Republikorp อินโดนีเซีย 
ร่วมถึงการกำหนดที่เพิ่มจำนวนการส่งมอบอากาศยานรบไร้คนขับ Bayraktar Kızılelma UCAV เป็นจำนวน 48ระบบแก่อินโดนีเซียในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2022/11/baykar-kizilelma.html)

ในระหว่างนี้ สายการผลิตจำนวนมากของอากาศยานรบไร้คนขับ Bayraktar Kızılelma UCAV ได้เริ่มต้นในตุรกีแล้ว โฆษกบริษัท Baykar กล่าวโดยเสริมว่า
บริษัท Baykar ตั้งเป้าที่จะเริ่มต้นการส่งมอบอากาศยานรบไร้คนขับ Kızılelma UCAV แก่กองทัพอากาศตุรกี(TurAF: Turkish Air Force, THK: Türk Hava Kuvvetleri) ในปี 2026 นี้ครับ

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สัญญาจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ NSM นอร์เวย์ของมาเลเซียเผชิญความไม่แน่นอนที่จะถูกยกเลิก

Malaysia pursues diplomacy as missile contract faces uncertainty





Malaysia first-of-class Maharaja Lela frigate, seen here at the RMN's Fleet Open Day on 1-3 May 2026. (LUNAS)

มาเลเซียกำลังแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางการทูตกับรัฐบาลนอร์เวย์หลังความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับแผนของตนที่จะติดตั้งเรือฟริเกต Littoral Combat Ship(LCS)
สำหรับกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia) ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Naval Strike Missile(NSM)

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Mohamed Khaled Nordin กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ว่าการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ NSM จากนอร์เวย์
ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งออกของนอร์เวย์(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/nsm-lekiu.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/08/kedah-nsm.html)

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Khaled ยืนยันว่าสัญญาสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ NSM ได้รับการลงนามกับบริษัท Kongsberg Defence & Aerospace นอร์เวย์แล้ว
แต่เขาเสริมว่าการวางตัวของรัฐบาลนอร์เวย์ขณะนี้ได้ส่งกระทบต่อการนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติใช้แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/lcs-kd-sharif-mashor.html)

บริษัท Kongsberg นอร์เวย์และสำนักงานควบคุมและคว่ำบาตรการส่งออกของนอร์เวย์(Norwegian Agency for Export Control and Sanctions, DEKSA: Direktoratet for eksportkontroll og sanksjoner)
ไม่ได้ยืนยันถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ และไม่ได้ตอบสนองต่อการร้องขอข้อมูลจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/lcs-kd-raja-muda-nala.html)

ในแถลงการณ์รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Khaled กล่าวว่ามาเลเซียจะแสวงหาช่องทางทางการทูตต่างๆกับรัฐบาลนอร์เวย์เพื่อขอการชี้แจงและการทำงานไปข้างหน้าในสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ที่ดีที่สุดในผลประโยชน์แห่งชาติ
เขาเสริมว่ากระทรวงกลาโหมมาเลเซียยังคงมีความุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าความพร้อมด้านการป้องกันประเทศของมาเลเซียไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ยังคงดำรงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีกับนอร์เวย์

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Khaled กล่าวว่า มาตรการต่างๆใดที่จะมีตามมาจะต้องได้รับการดำเนินการอย่างระมัดระวัง และเป็นไปตามแนวทางของผลประโยชน์แห่งชาติของมาเลเซีย
แถลงการณ์ไปได้ยืนยันถึงการยกเลิกใดๆของการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ NSM บ่งชี้ว่าสัญญายังมีผลบังคับใช้อยู่แต่เผชิญความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับปัญหาการอนุญาตส่งออก

NSM ได้ถูกกำหนดเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำตามหลักการสำหรับเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ภายใต้โครงการ LCS ของกองทัพเรือมาเลเซียจำนวน 5ลำ จากเดิม 6ลำที่ล่าช้าและค่าใช้จ่ายบานปลายมายาวนานกว่า 15ปี
เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก เรือฟริเกต KD Maharaja Lela เพิ่งจะมีการทดลองเรือในทะเลในเดือนเมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lcs-kd-maharaja-lela.html) ก่อนการส่งมอบให้แก่กองทัพเรือมาเลเซียที่คาดว่าจะเป็นภายในสิ้นปี 2026 นี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium บราซิล 10เครื่อง

UAE orders Millennium airlifter as Embraer breaks into Middle East market





The Millennium airlifter has now secured the UAE as the latest in a growing list of customers. (Embraer)



สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates) ได้สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง Embraer KC/C-390 Millennium จำนวน 10เครื่อง เป็นเครื่องหมายถึงการขายครั้งแรกของเครื่องบินที่ผลิตในบราซิลในตลาดตะวันออกกลาง
บริษัท Embraer บราซิลผู้ผลิตเครื่องบินประกาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ว่าคำสั่งซื้อสำหรับเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน 10เครื่องสำหรับกองทัพอากาศและป้องกันภัยทางอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE AFAD: United Arab Emirates Air Force and Air Defence)

ได้รับการวางคำสั่งซื้อโดย Tawazun Council for Defence Enablement หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้านการบริหารโครงการการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหม 
โดยมีตัวเลือกสำหรับการจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-390 เพิ่มเติมอีก 10เครื่อง "ตามกระบวนการการวิเคราะห์และประเมินค่าอย่างเข้มงวด รวมถึงการรณรงค์การทดสอบอย่างครอบคลุมในสภาพแวดล้อมการปฏิบัติการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์" 

"กองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เลือกเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium ในฐานะอากาศยานที่เหมาะสมที่สุดที่ต้องต่อความต้องการทางภารกิจที่สำคัญต่างๆ ขณะปรับแต่งการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน
เครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จะทำให้กองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายรูปแบบรวมถึงการลำเลียงขนส่งกำลังพลและสัมภาระ, การปฏิบัติส่งทางอากาศและทิ้งร่มต่างๆ"

"การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม(humanitarian assistance), การส่งกลับทางสายแพทย์(medevac: medical evacuation), การปฏิบัติการต่างๆจากทางวิ่งที่ไม่มีผิวทาง(unpaved runway) ต่างๆ,
และการทำงานร่วมกันอย่างไร้ร้อยต่อกับทรัพยากรแห่งชาติต่างๆ(ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เช่นเดียวกับกับกองกำลังชาติพันธมิตรและชาติหุ้นส่วนต่างๆ" Embraer บราซิลกล่าวเสริม 

เช่นเดียวกับตัวโครงสร้างอากาศยาน(airframe) ข้อตกลงC-390 รวมถึงชุดการซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมทำใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) อย่างครอบคลุม และการบริการหลังการการต่างๆ
ที่จะได้รับการพัฒนาภายใต้ความรวมมือกับบริษัทของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปัจจุบันที่ไม่เปิดเผย การประกาศไม่ได้เปิดเผยว่าสัญญามีมูลค่าที่วงเงินเท่าไรหรือกำหนดระยะเวลาการส่งมอบเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium ใหม่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเข้าร่วมกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 ทั่วโลกรวมถึง บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/embraer-c-390.html), โปรตุเกส(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/29n-super-tucano-12.html), 

สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html) และอุซเบกิสถานครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/tai-embraer.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html