วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กองทัพบกไทยรับมอบยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 สหรัฐฯเพิ่มเติม ๑๗คัน

Thailand receives additional Stryker vehicles







The US Army has delivered 17 Stryker IFVs to the RTA as a part of the EDA programme. (Royal Thai Army)



Joint Visual Inspection (JVI)
เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 69 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสหรัฐอเมริกา กรม สน.พล.ร.11 โดย พัน.ซบร.กรม สน.พล.ร.11 ได้จัดกำลังพลชุดตรวจสภาพร่วม JVI ร่วมคณะผู้แทน ทบ. ตรวจสภาพรถยานเกราะล้อยาง 8x8 แบบ Stryker จำนวน 85 คัน 
และจัดเรียงลำดับ (Priority) สถานภาพตามความสมบูรณ์ เพื่อใช้ในการพิจารณาการจ้างซ่อมก่อนการจัดหายุทโธปกรณ์ของ ทบ. ณ Yakima Training Center (YTC) รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ประกอบด้วย
1. แบบลำเลียงพล (ICV) จำนวน 48 คัน 
2. แบบบังคับการ (CV) จำนวน 6 คัน
3. แบบพยาบาล (MEV) จำนวน 4 คัน 
4. แบบติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด 120 มม. (MCV) จำนวน 11 คัน
5. แบบลาดตระเวน (RV) จำนวน 5 คัน
6. แบบรถทหารช่าง (ESV) จำนวน 9 คัน
7. แบบรถอำนวยการยิง (FSV) จำนวน 1 คัน
8. แบบต่อสู้รถถัง (ATGM) จำนวน 1 คัน
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่แล้วเสร็จ

กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้ส่งมอบรถรบทหารราบ(IFV: Infantry Fighting Vehicle) ยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 เพิ่มเติมจำนวน ๑๗คันแก่กองทัพไทย(RTA: Royal Thai Army)
กองทัพบกไทยประกาศเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ว่ายานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 ได้ถูกส่งมอบภายใต้โครงการความช่วยเหลือยุทโธปกรณ์ส่วนเกิน Excess Defense Articles(EDA) รัฐบาลสหรัฐฯ

ซึ่งผ่านกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) ในการส่งมอบทรัพย์สินส่วนเกิน(surplus  asset) ของกองทัพสหรัฐฯแก่ประเทศพันธมิตร(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/stryker-8x8-4-207.html)
ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์(Public Relations Department) ของรัฐบาลไทย ยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 ใหม่จะได้รับการสนับสนุนผ่านการวางกำลังของกองพลน้อยชุดรบ Stryker(SBCT: Stryker Brigade Combat Team) ในประเทศไทย

เพื่อมอบการฝึกในการซ่อมบำรุงและยุทธวิธีการรบแบบเครือข่าย(network-centric warfare tactics) แก่กองทัพบกไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri-bms-stryker-8x8.html)
การส่งมอบยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 สอดคล้องกับการฝึกร่วมทางหารที่กองทัพบกสหรัฐฯมีส่วนร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ เช่น การฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold 2026 ที่มีพิธีเปิดเเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ และการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เช่นกัน

ยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 ได้รับการผลิตโดยบริษัท General Dynamics Land Systems(GDLS) สหรัฐฯ มีคุณลักษณะรูปทรงตัวถังรถแบบ sponson ด้วยเกราะ glacis แบบลาดชันแบบแผ่นเกราะใต้ท้องที่ขึ้นรูปเป็นมุมจมูกแหลมซึ่งไปสู่หลังคาตัวถังรถ
ด้านข้างของตัวถังรถเป็นทรงลาดเอียงและรวมกล่องเก็บอุปกรณ์ต่างๆในแต่ละข้าง รถมีสี่ล้อในแต่ละข้างซึ่งมีวางในพื้นที่ห่างเท่ากันพร้อมระบบกันสะเทือน hydropneumatic suspension และสองแกนเพลาบังคับเลี้ยวที่ด้านหน้าของรถ

เครื่องยนต์ถูกวางในตำแหน่งด้าหน้าขวาของตัวถังรถโดยมีฝาปิดเปิด hatch เข้าในตัวรถด้านหน้า และท่อไอเสียอยู่บนหลังคาของรถเหนือห้องเครื่องยนต์(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/calfex.html
ยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 มีคุณลักษณะติดตั้งระบบอาวุธ RCWS(Remote-Control Weapon System) ติดตั้งบนด้านขวาของรถหลังห้องเครื่องยนต์(M153 CROWS II(Common Remotely Operated Weapon Station))

ความเห็นวิเคราะห์
กองทัพบกไทยในฐานะผู้ใช้ส่งออกรายแรกได้รับมอบยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV(Royal Thai Army Infantry Carrier Vehicle) 8x8 คันแรกในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) โดยเข้าประจำการ ณ กรมทหารราบที่๑๑๒ กองพลทหารราบที่๑๑ ร.๑๑๒ พล.ร.๑๑(112th Infantry Regiment, 11th Infantry Division)
ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV 8x8 จำนวน ๑๓๐คันที่ได้รับมอบแล้วจนถึงตอนนี้ติดตั้งอาวุธด้วยแท่นยิงปืนกลหนัก M2 .50cal หรือเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ STK 40 AGL 40mm แบบบังคับด้วยมือ(manual) และมีอย่างน้อย ๑๕คันที่ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมอาวุธระยะไกลแบบ M153 CROWS II แล้ว

ในความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) กองทัพบกไทยได้วางกำลังยานเกราะล้อยาง Stryker RTA ICV 8x8 ในพื้นที่การรบของกองทัพภาคที่๑ ทภ.๑(1st Army Area) ทางภาคตะวันออกของไทยซึ่งเป็นการรบครั้งแรกของรถรบรุ่นนี้ในประจำการกองทัพบกไทย
นอกจากการปรับปรุงติดตั้งระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battle Management System) MFoCS II ของบริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯร่วมกับบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย รวมถึงการติดตั้งเกราะตาข่าย anti-drone mesh เพื่อต่อต้าอากาศยานไร้คนขับ และเกราะไม้เพื่อป้องกันอาวุธต่อสู้รถถังแบบแล้ว

กรมทหารราบที่๑๑๒ กองพลทหารราบที่๑๑ ร.๑๑๒ พล.ร.๑๑ ซึ่งเป็นกรมชุดรบยานเกราะล้อยาง Stryker(SRCT: Stryker Regiment Combat Team) ของกองทัพบกไทย จะมีการขยายอัตรากำลังของทั้งกองพลทหารราบที่๑๑ พล.ร.๑๑ เป็นกองพลน้อยชุดรบ Stryker(SBCT) ซึ่งจะทำให้กองทัพบกไทยเป็นผู้ใช้งานส่งออกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
โดยอีกหน่วยขึ้นตรงของกองพลทหารราบที่๑๑ พล.ร.๑๑ คือ กรมทหารราบที่๑๑๑ ร.๑๑๑ พล.ร.๑๑(111th Infantry Regiment, 11th Infantry Division) มีกำหนดจะได้รับมอบยานเกราะล้อยาง Stryker ใหม่เพิ่มเติมในหลายรุ่น ซึ่งได้มีการไปตรวจสภาพรถจำนวน ๘๕คัน ณ Yakima Training Center(YTC) รัฐ Washington เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สวีเดนเปิดตัวรถรบทหารราบ CV90 MkIV สโลวาเกียคันแรกจาก 152คัน

First Slovak CV90 IFV rolled out





The first Slovak CV90 MkIV infantry fighting vehicle was rolled out on 20 February 2026 in an official ceremony at BAE Systems Hägglunds in Örnsköldsvik, Sweden. (Slovak Ministry of Defence)

รถรบทหารราบ CV90 MkIV IFV(Infantry Fighting Vehicle) คันแรกของสโลวาเกียได้ถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ในพิธีทางการ ณ บริษัท BAE Systems Hägglunds สวีเดนใน Örnsköldsvik สวีเดน
โดยเชิญรัฐมนตรีกลาโหมสโลวาเกีย Robert Kaliňák และรัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน Pål Jonson เช่นเดียวกับผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) Mikael Granholm ร่วมพิธี

พิธีเปิดตัวเป็นสัญลักษณ์ตามที่รถรบทหารราบ CV9035SVK MkIV IFV คันแรกสำหรับสโลวาเกียได้ออกจากโรงงานของ BAE Systems Hägglunds สวีเดนสำหรับการทดสอบระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี 2025
รถรบทหารราบ CV90 MkIV IFV ที่ถูกเปิดตัวเป็นรถคันล่าสุดของรถ 4คันแรกของรุ่น(FoT: First-of-Type) สำหรับสโลวาเกียที่ผลิตในสวีเดนโดยบริษัท BAE Systems Hägglunds ที่ขณะนี้กำลังเข้าสู่ขั้นระยะการทดสอบอย่างเข้มงวด

สโลวาเกียได้สั่งจัดหารถรบทหารราบ CV9035SVK MkIV IFV จำนวน 122คัน และรถสายพานที่ใช้รถแคร่ฐานของ CV90 MkIV รุ่นอื่นๆอีก 6แบบจำนวน 30คัน รวมทั้งหมดจำนวน 152คันเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2022
ภายใต้ข้อตกลงรัฐบาลต่อรัฐบาลระหว่างสโลวาเกียกับสวีเดนเป็นมูลค่าที่วงเงิน 1.3 billion Euros($1.37 billion) รวมถึงระบบการฝึกและเครื่องจำลองสถานาการณ์ทางยุทธวิธี simulation(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/cv90mkiv.html)

รถรบสายพาน CV90 MkIV เจ็ดแบบประกอบด้วยรุ่นรถรบทหารราบ CV9035SVK MkIV IFV, รถเกราะที่บังคับการ, รถเกราะลาดตระเวน, รถสายพานลำเลียงชุดปืนซุ่มยิงต่อต้านอมภัณฑ์(AMR: Anti-Materiel Rifle),
รถสายพานลำเลียงชุดยิงเครื่องยิงลูกระเบิด, รถเกราะกู้ซ่อม(ARV: Armoured Recovery Vehicle), และรถเกราะทหารช่าง(AEV: Armoured Engineer Vehicle) สโลวาเกียยังกำลังพิจารณาการจัดหารุ่นรถถังเบา CV90120 ตืดปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm ด้วย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2022 ยังได้มีการลงนามสัญญาต่างๆเกี่ยวกับการแบ่งปันงานด้านอุตสาหกรรมระหว่าง BAE Systems Hägglunds สวีเดนและหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมหลักของตน ZTS Špeciál รัฐวิสาหกิจของสโลวาเกีย
ซึ่งจะสร้างและส่งมอบรถรบทหารราบ CV90 MkIV ในประเทศแก่กองทัพบกสโลวาเกีย(Slovak Army) การพูดคุยในพิธีเปิดตัวกรรมการผู้จัดการ(MD: Managing Director) BAE Systems Hägglunds สวีเดน Tommy Gustafsson-Rask กล่าวว่า

การผลิตรถรบสายพาน CV90 ได้เริ่มขึ้นแล้วในสโลวาเกีย โดยได้มีการทำสัญญากับบริษัทต่างๆของสโลวาเกียมากกว่า 30บริษัท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ40ของมูลค่าสัญญาของรถรบทหารราบ CV90 MkIV
ในการกล่าวเน้นย้ำของเขา Jonson ระบุว่าการแบ่งปันต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่สูงแก่สโลวาเกียนี้ได้สร้างการตัดสินใจในช่วงแรกที่จะจัดหารถรบสายพาน CV90 สวีเดนครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/cv90-mk-iv-246.html)

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยทำการบินเครื่องบินโจมตี บ.จ.๘ AT-6TH อีกครั้งหลังงดบินจากอุบัติเหตุตก












Air Chief Marshal  Seksan Kantha, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) in flight with Fly Missing Wingman formation of Beechcraft AT-6TH Wolverine light attack aircrafts of 411th Squadron, Wing 41 Chiang Mai RTAF base on 17 February 2026. (Royal Thai Air Force, DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)

Defense Info Fact sheet: เรารู้อะไรบ้าง? กรณีการสูญเสีย Thunder07
จากแถลงการณ์ของกองทัพอากาศ ที่ได้ระบุข้อมูลของการสูญเสีย เครื่องบินโจมตีเบา แบบAT-6 TH วูลฟ์เวอรีน ของฝูงบิน 411 กองบิน41 จังหวัดเชียงใหม่  ที่เกิดการสูญเสียขณะทำการฝึกบินประจำวัน ในเช้าวันนี้ ( 29  มกราคม  2569 ) Defense Info สรุปรายละเอียดของเหตุการณ์นี้จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังนี้
-AT-6 TH ลำนี้เป็นเครื่องบินผลิตใหม่ จากบริษัทเท๊กซ์ตรอน บีชคร๊าฟท์ สหรัฐอเมริกา  จัดหาเข้าประจำการจำนวน 8 เครื่อง  รับเข้าประจำการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2568 ที่ฝูงบิน411 กองบิน41 จังหวัดเชียงใหม่ นามเรียกขานฝูงบินคือ ธันเดอร์ 
 เป็นอากาศยานโจมตี/ลาดตระเวนเบา  2ที่นั่ง ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการบินที่ทันสมัย มีคุณลักษณะพื้นฐานเดียวกันกับเครื่องบินฝึกขั้นปลายแบบT-6 เท๊กซ์ซาน2 ที่กองทัพอากาศจัดหามาก่อนหน้า ในภารกิจการฝึกบินที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน 
-AT-6 TH มีระบบเก้าอี้ดีดตัวที่สองที่นั่ง เป็นรุ่นมาร์ตินเบเกอร์ มาร์ค16 อันเป็นเก้าอี้รุ่นมาตรฐานที่ติดตั้งในเครื่องบินรบชั้นนำของโลก อาทิ F-35 ,ราฟาล และยูโรไฟท์เตอร์ ไต้ฝุ่น ทีคุณลักษณะสามารถดีดตัวจากพื้น หรือความสูงเท่ากับ0 ได้ มาร์ตินเบเกอร์จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นเก้าอี้ดีดตัวรุ่นหนึ่งที่มีความทันสมัยมาก
-จากแถลงการณ์ ระบุอากาศยานได้ขึ้นทำการฝีกในภารกิจการฝึกCSAR / Combat Search and Rescueหรือ การบินค้นหา ช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ  โดยAT-6 สองลำจะทำการบินปฏิบัติงาน ร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ช่วยชีวิต เพื่อทำการค้นหา และคุ้มกันเฮลิคอปเตอร์ระหว่างลอยตัวเพื่อนำผู้บาดเจ็บ ออกจากพื้นที่การรบ
 ด้วยอุปกรณ์ตรวจการณ์คุณภาพสูงที่ติดตั้งอยู่กับAT-6 ในการบินAT-6 สองลำจะแยกทำการบินที่ระดับความสูงแตกต่างกัน  เพื่อแบ่งภารกิจ โดยในระดับเพดานบินสูงกว่า จะทำหน้าที่เฝ้าระวังด้วยกล้องเซ็นเซอร์ตรวจจับคุณภาพสูง  
ในขณะที่AT-6 อีกลำจะลดเพดานบินลงมาในความสูงที่ต่ำกว่า 1,000 ฟุตเพื่อเข้าสูงวงจรการบินพร้อมใช้อาวุธ สำหรับการคุ้มกัน เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือ ในบางครั้งการฝึกบินภารกิจนี้นักบินจะต้องควบคุมเครื่องลงสู่เพดานบินที่ต่ำมาก เพื่อให้ความคุ้นเคยกับสภาวะการบินในพื้นที่การรบจริง
-อากาศยานลำที่สูญเสีย จากรายงานของกลุ่มช่างภาพอากาศยานท้องถิ่น ระบุว่า ในการฝึกบินช่วงเช้ามีปรากฏAT-6 จำนวนสองลำขึ้นบิน โดยลำที่ไม่ได้กลับมายังท่าอากาศยานเชียงใหม่ คือ AT-6 หมายเลข 41107
จากแถลงการณ์เบื้องต้นของกองทัพอากาศ จะต้องใช้เวลาในการรวบราวข้อมูลและวัตถุพยานจากพื้นที่เกิดเหตุ จึงยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของการสูญเสียในครั้งนี้ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมขอให้ติดตามจากการแถลงอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศ
Defense Info ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนักบินทั้งสองท่าน คือ นาวาอากาศตรี สมัทชา คุณมาศ (ครูการบิน) และเรืออากาศโท กรวิชญ์  เจนคิด  อย่างสุดซึ้ง

“เราจะจดจำผู้ที่เสียสละชีวิตในหน้าที่และเราจะดูแลคนที่ยังอยู่ นี่คือปณิธานของผม ผมจึงต้องมาในวันนี้ เพื่อมาดูแลพวกเราทุกคนที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป"
ภารกิจการเตรียมกำลังรบของกองทัพอากาศ เป็นภารกิจที่ไม่มีวันหยุด เป็นภารกิจที่มีความต่อเนื่องสืบเนื่องมาตั้งแต่เริ่มมีกองทัพอากาศ ที่นี่เป็นกองบินหลักแห่งเดียวในภาคเหนือที่รับผิดชอบพื้นที่ตอนบน ”
พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ
ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ร่วมทำการบินกับเครื่องบิน AT-6TH ของฝูงบิน 411 เพื่อแสดงความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจและยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลทุกนาย โดยยืนยันว่า.. เราจะดูแลกัน และบินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง 
โดยมีการบินหมู่ “Fly missing wingman formation" เพื่อระลึกถึงและให้เกียรติต่อนักบินผู้สละชีวิตในหน้าที่

พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ร่วมทำการบินกับเครื่องบิน AT-6TH ของฝูงบิน 411 เพื่อแสดงความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจและยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลทุกนาย โดยยืนยันว่า.. เราจะดูแลกัน และบินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง 
โดยมีการบินหมู่ “Missing Man Formation" เพื่อระลึกถึงและให้เกียรติต่อนักบินผู้สละชีวิตในหน้าที่

กองทัพอากาศขอประณามการใช้ “ข้อมูลเท็จ” ที่ "เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้เสียชีวิต" เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
กองทัพอากาศตระหนักถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการสื่อสารในยุคปัจจุบัน แต่การใช้ข้อมูลเท็จหรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง!!!
ก่อให้เกิด "ความเสียหายต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้เสียชีวิต" ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน
"ผู้เสียชีวิตไม่สามารถตอบโต้ได้  กองทัพอากาศจึงขอตอบโต้เพื่อรักษา -เกียรติและศักดิ์ศรีของผู้เสียชีวิต-"

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้กลับมาทำการบินปฏิบัติการของเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ที่มีอยู่จำนวน ๗เครื่องอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) หลังจากถูกงดบินไป ระหว่างการเยี่ยมชมกิจการของกองบิน๔๑ โดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย และคณะ
ซึ่ง พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ได้ร่วมทำการบินกับเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ ในรูปแบบหมู่บิน "Fly Missing Wingman formation" เพื่อระลึกถึงและให้เกียรติต่อนักบินผู้สละชีวิตในหน้าที่ และแสดงความมั่นใจการปฏิบัติภารกิจและยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลทุกนาย ซึ่งผู้บัญชาการทหารอากาศไทยหลายท่านมักจะมีการปฏิบัติเช่นนี้หลังเกิดอุบัติเหตุการสูญเสียอากาศยานและนักบินขึ้น

กองทัพอากาศไทยได้สูญเสียเครื่องบินโจมตี บ.จ.๘ AT-6TH หมายเลข "41107" หนึ่งเครื่องระหว่างทำการฝึกบินในภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ(CSAR: Combat Search and Rescue) ณ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ ตามเวลาท้องถิ่น 1020h ณ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่(Bearing 210 ระยะทาง 60km จากท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่)
อุบัติเหตุทำให้นักบินสองนายเสียชีวิตคือ นาวาอากาศตรี สมัชชา คุณมาศ Callsign "MATCHA" ครูการบิน(Flight Instructor) ซึ่งมีประสบการณ์การบินมาแล้ว ๘ปีและเป็นนักบินชุดที่ไปฝึกศึกษารับมอบเครื่องที่สหรัฐฯ และเรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด Callsign "JB" พิธีพระราชทานเพลิงศพนักบินทั้งสองนายได้มีขึ้น ณ ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙

ขณะที่เขียนบทความนี้กองทัพอากาศไทยยังไม่เผยแพร่ผลสรุปการสอบสวนของอุบัติเหตุอย่างเป็นทางการ เครื่องบินโจมตี บ.จ.๘ AT-6TH ทั้ง ๘เครื่องที่ถูกทำพิธีบรรจุประจำการ ณ ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/at-6th.html) เป็นเครื่องสร้างใหม่จากโรงงาน มีความทันสมัยและติดตั้งเก้าอี้ดีดตัว โดยยังคงมีแผนการจัดหาระยะที่๒ อย่างน้อยจำนวน ๔เครื่องเพิ่มเติม
อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ยังเคยยืนยันว่า เครื่องบินโจมตี บ.จ.๘ AT-6TH ได้มีส่วนร่วมในการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘ ด้วย ทั้งนี้กองทัพอากาศไทยยังได้ปฏิเสธและประนามการสร้างข่าวปลอมของผู้ไม่หวังดีต่อชาติและแนวร่วมประเทศฝ่ายตรงข้ามในสื่อสังคม online ทั้งในและนอกประเทศที่ใส่ร้ายนักบินว่าเป็นต้นเหตุที่ทำเครื่องบินตกเองครับ

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Tata อินเดียเปิดสายการผลิตเฮลิคอปเตอร์ Airbus H125 ในประเทศ

Airbus H125 assembly line opens in India





A new Airbus final assembly line set up in India could also produce the H125M military helicopter. (Airbus)



ด้วยการเปิดสายการประกอบขั้นสุดท้าย(FAL: Final Assembly Line) ของอากาศยานปีกหมุนใหม่ในรัฐ Karnataka อินเดีย บริษัท Airbus Helicopters ยุโรป และบริษัท Tata Advanced Systems Limited(TASL) อินเดีย
กำลังวางตำแหน่งเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดเบาเครื่องยนต์เดี่ยว H125 LUH(Light Utility Helicopter) ในฐานะระบบอากาศยานรบที่สามารถปฏิบัติการในเพดานบินสูงสำหรับกองทัพอินเดีย(Indian Armed Forces)

รัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลอินเดียได้ทำพิธีเปิดโรงงานเฮลิคอปเตอร์เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 ควบคู่กับการประชุมกลาโหมประจำปีอินเดีย-ฝรั่งเศสครั้งที่6 ใน Bangalore กระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าว
โรงงานสายการประกอบขั้นสุดท้าย FAL เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดเบา H125 ของ TASL อินเดียมีที่ตั้ง ณ Vemagal ห่างออกไป 50km ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Bangalore

ขณะที่โรงงานสายการประกอบขั้นสุดท้าย FAL มุ่งเน้นไปที่การผลิตรุ่นพื้นฐานของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป H125 ในตลาดพลเรือน Bruno Even ผู้อำนวยการบริหารบริษัท Airbus Helicopters กล่าวว่า
โรงงาน FAL "จะยังสามารถที่จะผลิตรุ่นทางทหารเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป H125M ด้วยระดับการผลิตในประเทศที่สร้างความมั่นใจว่ากองทัพอินเดียยังคงมีความพร้อมต่อภารกิจในทุกๆเวลา"

ตามข้อมูลจากบริษัท Airbus บริษัท TASL อินเดียจะ "ดำเนินงานการผลิต, การบูรณาการ, การทดสอบ และการบำรุงรักษา" ของระบบอากาศยานปีกหมุน ณ โรงงานอากาศยาน ระหว่าการประชุมกลาโหม
ทางการฝรั่งเศสและอินเดียได้ต่ออายุข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมระยะเวลา 10ปี และหารือ "ภาคส่วนที่มีลำดับความสำคัญอื่นๆสำหรับการพัฒนาร่วมและการผลิตร่วม" ของยุทโธปกรณ์ทางทหาร ตามข้อมูลกระทรวงกลาโหมอินเดีย

บริษัท Bharat Electronics Limited(BEL) อินเดีย และบริษัท Safran Electronics & Defense ฝรั่งเศสยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) ที่เกี่ยวข้อกับกิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture)
ที่จะผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นความแม่นยำสูง AASM(Armement Air‐Sol Modulaire) Hammer(Highly Agile Modular Munition Extended Range) ฝรั่งเศส(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/rafale-114-p-8i-neptune-6.html)

บริษัท BEL อินเดีย และบริษัท Safran ฝรั่งเศสประกาศครั้งแรกที่จะวางแผนจัดตั้งกิจการร่วมค้า JV ระหว่างงานแสดงการบินนานาชาติ Aero India 2025 ใน Bangalore อินเดียระหว่างวันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2025
Janes รายงานก่อนหน้านั้นว่า BEL อินเดียมุ่งเป้าที่จะผลิต, ปรับแต่ง, และขายอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AASM-Hammer ภายใต้กิจการร่วมค้า JV ที่สร้างขึ้นดังกล่าวครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/su-57-rafale.html)

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จีนเริ่มการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 095 SSN ใหม่ลำแรก

China begins outfitting first Type 095 nuclear attack submarine





Vantor imagery showing the first Type 095 SSN at Huludao shipyard in China. (Satellite image © 2026 Vantor/© 2026 Janes)

ภาพถ่ายดาวเทียมที่จับภาพได้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ได้เปิดเผยสิ่งที่น่าจะเป็นเรือลำแรกของเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์(SSN) ชั้น Type 095 ยุคอนาคตแบบใหม่ของจีนกำลังได้รับการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์
ณ อู่เรือ Bohai Shipbuilding Heavy Industry Company(BSHIC) ใน Huludao อู่ต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ในเครือ China State Shipbuilding Corporation(CSSC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมทางเรือของสาธารณรัฐประชาชนจีน 

เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 095 SSN ใหม่ถูกพบว่าถูกจอดในอู่เรือ ณ อู่เรือ Huludao และตามการวัดขนาดที่ได้จากภาพถ่ายเรือมีมิติขนาดความยาวเรือประมาณ 110m และกว้างประมาณ 12m
ตามขนาดดังกล่าวเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 095 SSN ใหม่มีความใกล้เคียงเป็นส่วนใหญ่กับเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 093 SSN (NATO กำหนดรหัสชั้น "Shang") ในแง่ความยาว, ความกว้าง และระวางขับน้ำของเรือ

ซึ่งกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) มีประจำการด้วยกองเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 093 SSN จำนวนหนึ่งแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/type-093b.html)
อย่างไรก็ตามส่วนท้ายเรือของเรือดำน้ำชั้น Type 095 SSN ใหม่มีคุณลักษณะการจัดวางแบบหางเสือรูปทรงตัวอักษร X ที่โดดเด่นด้วยพื้นผิวควบคุมที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติโดยทั่วไป

รูปแบบนี้เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเป็นครั้งแรกว่าจีนได้นำหางเสือรูปทรงตัว X มาใช้สำหรับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และนี่สะท้อนถึงการเดินหน้าผลักดันการเพิ่มพูนความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่เมื่อเรือเดินเรือบนผิวน้ำ
มากกว่านั้น หอเรือของเรือดำน้ำชั้น Type 095 SSN ใหม่แสดงการไม่มีพื้นผิวควบคุมภายนอกที่ชัดเจน การขาดหายนี้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำครีบควบคุมที่ส่วนหัวเรือแบบพับเก็บในตัวเรือได้มาใช้ แม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนจากภาพถ่ายดาวเทียมที่มีก็ตาม

ถ้าคุณลักษณะนี้เป็นจริงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่จากครีบควบคุม fairwater บนหอเรือที่เป็นคุณลักษณะที่มีในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนก่อนหน้า
และเป็นการออกแบบเรือดำน้ำตามแบบ และตั้งข้อสังเกตว่าจีนกำลังผลักดันการเดินหน้าปรับปรุงความสะอาดทางหลักอุทกพลศาสตร์(hydrodynamic cleanliness) ระหว่างการเดินเรือที่ความเร็วสูง

การจัดวางรูปแบบระบบขับเคลื่อนของเรือดำน้ำชั้น Type 095 SSN ใหม่ถูกบดบังบางส่วนจากน้ำแข็งที่พื้นผิวและเงาของท่าเรือแต่แนวทางการออกแบบโดยรวมบ่งชี้ว่าเรือได้รับติดตั้งด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ pumpjet มากกว่าจะเป็นใบจักรท้ายเรือตามแบบ
นี่ตั้งข้อสังเกตว่าเรือดำน้ำชั้น Type 095 SSN ใหม่จะยากขึ้นอย่างชัดเจนที่จะถูกตรวจจับและติดตามได้ โดยเฉพาะยิ่งระหว่างการเดินเรือด้วยความเร็วที่สูงกว่า ซึ่งใบจักรเรือตามแบบมีความเสี่ยงกว่าที่จะเลี่ยงให้ลดการเกิดสัญญาณทางเสียงครับ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การบินมิตรภาพเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH กองทัพอากาศไทยและ T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles เกาหลีใต้
















The Royal Thai Air Force (RTAF) two Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle of 401st Squadron, Wing 4 Takhli and the Republic of Korea Air Force (RoKAF) eight T-50B Black Eagles aerobatic team coducted Frienship Flight over Wing 41 Chiang Mai RTAF base in Thailand on 18 February 2026. (Tango Squadron Air Museum foundation)



วานนี้ (18 ก.พ. 69) กองทัพอากาศไทย โดยฝูงบิน 401 กองบิน 4 สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือทางอากาศครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด "One Sky, One Soul, One Golden Eagle" ในกิจกรรม "Friendship Flight" 
ซึ่งเป็นการบินหมู่ร่วมกันเหนือท้องฟ้าไทยระหว่างเครื่องบินฝึกขับไล่/โจมตี บฝ.2 (T-50TH) และเครื่องบิน T-50B จากฝูงบินผาดแผลงระดับโลก "Black Eagles" ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี เหนือบริเวณพื้นที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ 
การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพของเครื่องบินตระกูล T-50 แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างนักบินของทั้งสองประเทศ แม้จะต่างสัญชาติและพรมแดน ทว่ารวมเป็นหนึ่งด้วยสมรรถนะของอากาศยานรุ่นเดียวกัน และผูกพันกันด้วยจิตวิญญาณของนักบินขับไล่ที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจเพื่อมิตรภาพที่ยั่งยืน

"One Sky, One Soul, One Golden Eagle"
กองทัพอากาศไทย โดย ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ร่วมกับ กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือทางอากาศครั้งสำคัญในกิจกรรม "Friendship Flight" ซึ่งเป็นการบินหมู่ร่วมกันระหว่างเครื่องบินฝึกขับไล่/โจมตี บฝ.2 (T-50TH) และเครื่องบิน T-50B จากฝูงบินผาดแผลงชื่อดังระดับชาติ "Black Eagles"
"แม้ต่างประเทศ ต่างพรมแดน แต่รวมกันด้วย T-50 และผูกพันด้วยห้วใจนักบิน "

Friendship Flight RTAF & ROKAF 
ระยะเครื่องในอากาศ อาจจะวัดค่าได้ 
แต่ระยะความไว้ใจ ไม่ต้องวัดค่า เพราะมีให้กันเกิน 100 %
กองทัพอากาศ จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี ณ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ โดยนำเครื่อง T-50TH ทำการบินร่วมกับ T-50B พร้อมแลกเปลี่ยนนักบินนั่งสังเกตการณ์ทั้ง 2 ประเทศ 
กิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในความร่วมมือทางทหารระหว่าง ไทย–สาธารณรัฐเกาหลี ที่มีความพร้อมปฏิบัติการร่วมกัน ในระดับยุทธวิธี รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นในระดับยุทธศาสตร์ ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการทำงานร่วมกัน บนฟ้าเดียวกันได้อย่างมืออาชีพ

กองทัพอากาศ ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ (Friendship Flight) เสริมสร้างความสัมพันธ์และขยายผลความร่วมมือทางทหาร ณ กองบิน 41
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพอากาศ จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ (Friendship Flight) ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles ของ Republic of Korea Air Force ในโอกาสเดินทางกลับจากการเข้าร่วมงาน Saudi Arabia Air Show 2026 และแวะจอดพักค้างคืน ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์ความสง่างามของ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ณ ดอยอินทนนท์ ผ่านภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเผยแพร่ไปสู่ระดับสากล
ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินขับไล่และฝึก แบบที่ 2 (T-50TH) จำนวน 2 เครื่อง จากฝูงบิน 401 กองบิน 4 ร่วมทำการบินฝึกกับอากาศยานแบบ T-50B จำนวน 8 เครื่อง ของฝูงบิน Black Eagles Team 
โดยมีกิจกรรมสำคัญคือการแลกเปลี่ยนนักบินร่วมสังเกตการณ์ในตำแหน่งที่นั่งหลังของอากาศยานทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน นอกจากกิจกรรมภาคอากาศ กองทัพอากาศได้จัดอากาศยานโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) จากฝูงบิน 411 ร่วมจัดแสดงภาคพื้นประกอบกำลังกับอากาศยานของทั้งสองฝ่าย เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน
ความสำเร็จของกิจกรรม Friendship Flight ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายผลความร่วมมือจากการประชุมระดับผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญยิ่ง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงที่แน่นแฟ้น ตลอดจนเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีสืบไป
ทั้งนี้ ภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกเหนือองค์พระมหาธาตุฯ ซึ่งถือเป็นภาพสำคัญและทรงคุณค่าทางสัญลักษณ์ จะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ขอเชิญติดตามรับชมอีกครั้งหนึ่งผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศต่อไป

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ได้จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ(Friendship Flight) เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ระหว่างเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี จำนวน ๒เครื่อง
และเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B กลุ่มสาธิตทางอากาศที่๕๓(53rd Air Demonstration Group) ที่รู้จักในชื่อฝูงบินผาดแผลง Black Eagles จำนวน ๘เครื่องจากกองบิน๔๑ เชียงใหม่ โดยมีการปล่อยควันสีเป็นสีธงไตร์รงค์ของไทย และถ้าภาพรวมกับเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘  Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ ซึ่งกลับมาปฏิบัติการบินอีกครั้งหลังงดบินจากอุบัติเหตุตกเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

เครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีได้เดินทางออกจากกองบิน๔๑ เชียงใหม่ ทางตอนเหนือของไทยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ โดยจะมุ่งหน้าไปแวะพักที่ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายต่อไป ก่อนจะเดินทางกลับไปที่ตั้งหลัก ณ ฐานทัพอากาศ Wonju ในจังหวัด Gangwon สาธารณรัฐเกาหลี
ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles ได้เสร็จสิ้นการแสดงในงานแสดงการป้องกันประเทศ World Defense Show(WDS) 2026 ที่จัดขึ้นในกรุง Riyadh ซาอุดีอาระเบียระหว่างวันที่ ๘-๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งในการเดินทางขาไปซาอุดีอาระเบียก่อนหน้าเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B Black Eagles ก็ได้มาแวะพักที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

การเดินทางขาไปของเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลียังเป็นครั้งแรกที่ได้ทำการแวะพักที่ฐานทัพอากาศ Naha ญี่ปุ่นและถ่ายรูปร่วมกับเครื่องบินฝึกไอพ่น Kawasaki T-4 ฝูงบินผาดแผลง Blue Impulse กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ 
ซึ่งมีขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ่นของรัฐมนตรีกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี Ahn Gyu-baek ที่มีการเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi ซึ่งทั้งสองชาติกำลังฟื้นฟูและกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังตึงเครียดขึ้นโดยเฉพาะภัยคุกคามร่วมกันจากกองทัพประชาชนเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/600mm.html)

การบินมิตรภาพครั้งแรกระหว่างเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี และเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ กองทัพอากาศไทยยังได้เห็นว่าเครื่องหมายเลข "40101" และ "40102" ติดเครื่องหมาย "bomb score marks" ที่แสดงการใช้อาวุธที่รวมถึงลูกระเบิดอากาศอเนกประสงค์ Mk82 ขนาด 500lbs ในการรบจริงด้วย
กองทัพอากาศไทยได้ประกาศว่าเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH ได้มีส่วนร่วมในการใช้อาวุธทางอากาศระหว่างความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ซึ่งขณะนี้มี บ.ขฝ.๒ T-50TH ในประจำการจำนวน ๑๔เครื่องกำลังอยู่ระหว่างรอรับมอบเพิ่มเติมอีก ๒เครื่องรวมเป็น ๑๖เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html)