วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

RV Connex, Chaiseri และ Narac ไทยร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย




Chaiseri's the Jackal 4x4 high-mobility armoured vehicle, was seen displayed at opening ceremony of THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) show, with attended Prime Minister of Thailand Mr.Anutin Charnvirakul and Minister of Defence of thailand Lieutenant General Adul Boonthamcharoen on 8 July 2026. (Ministry of Defence of Thailand)
The first THAIDEF-EX 2026 show was held at Srisamarn building of the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand from  8 to 10 July 2026.






RV Connex's TITUM M2-200 quad-rotor drone testing arming with Narac's 81mm, 120mm and 105mm munitions. (RV Connex)



RV Connex and Chaiseri Announce Strategic Collaboration to Develop Mobile Radar and C2 Systems for Tactical Armoured Platforms Advancing Thailand's Indigenous Defence Capability at THAIDEF-EX 2026
Nonthaburi, 8 July 2026 — R V Connex Co., Ltd. and Chaiseri Metal and Rubber Co., Ltd. today announced their formal strategic collaboration at the Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026), held at the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand. 
Senior executives from both companies commemorated the occasion with an official photo session.
The collaboration aims to jointly develop and deliver a vehicle-mounted mobile radar system integrated with a Command and Control (C2) platform, designed to support low-altitude air surveillance, early warning, and air defence missions for the Royal Thai Army's Air Defense Artillery Battalion and other air defense units.
The system comprises four core components: the Radar Control Panel incorporating RV Connex's Command and Control (C2) system; the advanced battle proven exMHR AESA radars by DRS RADA Technologies Ltd.; a power generator; and a tactical vehicle platform supplied by Chaiseri. 
The system is designed as a fully mobile, vehicle-mounted solution for field deployment. The collaboration is scheduled to run from 2027 to 2029.
Group Captain Kanputt Mungklasiri, Vice Executive Chairman of R V Connex Co., Ltd., stated: "This collaboration with Chaiseri represents a defining moment for Thailand's defence industry — proof that Thai companies can integrate advanced defence capabilities end-to-end, 
from armoured platforms to command systems, demonstrating Thailand's ability to transform advanced defence technologies into an indigenous operational capability. This is what true defence sovereignty looks like."
Ms. Nardwadee Watanakij, VP Innovation of R V Connex Co., Ltd., added: "The C2 system we have developed is more than software — it is the intelligence layer that fuses radar and sensor data into a single real-time operational picture. 
Developing this in Thailand, integrated onto a Thai-built platform, means we can evolve, maintain, and upgrade the system throughout its entire lifecycle with reduced reliance on foreign technologies and suppliers."
This announcement marks a significant step in Thailand's strategic push to strengthen its domestic defence supply chain — reducing dependence on foreign technologies and equipping the Royal Thai Armed Forces with systems designed, developed, and integrated by Thai expertise.

Thai Drone Meets Thai Munition — RV Connex and Narac Forge Thailand's Indigenous Armed UAS System
Nonthaburi, 10 July 2026 — R V Connex Co., Ltd. and Narac Arms Industry Co., Ltd. announced a strategic collaboration at the Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026), held at the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand. Senior executives from both companies marked the occasion with an official photo session.
The collaboration integrates RV Connex's TITUM M2-200 quad-rotor multi-solution drone platform with a jointly developed munition-release mechanism, designed to carry and deploy Narac's 120mm and 105mm munitions. 
The two companies conducted a joint test at Narac Arms Industry's facility in Ban Pong District, Ratchaburi Province — covering drop-release trials, fuze functionality testing, and system interoperability validation between the drone and munition platforms.
Ms. Nardwadee Watanakij, VP Innovation of R V Connex Co., Ltd., stated: "This collaboration with Narac represents exactly what Thailand's defence industry needs — Thai companies with complementary expertise coming together to build something neither could achieve alone. 
RV Connex brings the UAV platform and software intelligence; Narac brings unmatched munitions expertise. When these capabilities converge, the result is a fully operational, end-to-end system — built by Thais, for Thailand."
Mr. Tanabordi Lusawat, Deputy Director of Commercial at R V Connex Co., Ltd., added: "The fact that Thai private sector companies can now jointly develop, test, and validate an armed drone system entirely within the country is a milestone. 
It proves that Thailand's defence industry is ready for the next level — and that the path to strategic self-reliance runs through Thai-to-Thai collaboration."
This announcement reflects a broader momentum in Thailand's defence technology ecosystem — connecting domestic industry players, strengthening the national defence supply chain, and reducing reliance on foreign systems through meaningful partnerships built on shared expertise and shared purpose.
Both companies intend to continue advancing the system's capabilities with a clear ambition toward operational field deployment — delivering a battle-ready, fully indigenous armed UAS solution to meet the long-term needs of the Royal Thai Armed Forces.

“กระทรวงกลาโหม” เปิดเวที THAIDEF-EX 2026 ครั้งแรกของไทย ผนึกภาครัฐ–เอกชน–นักวิจัย สร้างพลังอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ในวันพุธที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา พลเอก ธราพงษ์  มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด “การจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙” 
หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ - ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (พื้นที่ศรีสมาน)
บรรยากาศภายในพิธีเปิดเป็นไปอย่างคึกคักและยิ่งใหญ่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนผู้ประกอบการและเครือข่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง 
สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่อนาคต
การจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ถือเป็นการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหมที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ 
ผ่านการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภายในประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีในการจัดแสดงศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาต่อยอดสู่การผลิตและการใช้งานจริง 
อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการจ้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล
ภายในงานได้รวบรวมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและผลงานวิจัยที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตจริงจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมกิจกรรมสำคัญที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือในหลากหลายมิติ ได้แก่ การปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารระดับประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา อาทิ
  “ทิศทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” โดย  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” โดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 
และ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและ Dual-use” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “โอกาสและปัจจัยสู่ความสำเร็จในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ” โดยผู้แทนจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท ชัยเสรี จำกัด บริษัท มาร์ซัน จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ
พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการสาธิตเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้พบปะ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือไปสู่การพัฒนาและการลงทุนในอนาคต
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเชื่อมั่นว่า THAIDEF-EX 2026 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างมิติด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะนำไปสู่เป้าหมายการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม และการรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

อาร์วี คอนเน็กซ์ และชัยเสรี ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบเรดาร์เคลื่อนที่และระบบบัญชาการควบคุมบนแพลตฟอร์มยานเกราะ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยบนเวที THAIDEF-EX 2026
นนทบุรี, 8 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด และ บริษัท ชัยเสรี เมทัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ณ งาน Thailand Defence Industry Exhibition (THAIDEF-EX 2026) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทร่วมบันทึกภาพในพิธีดังกล่าว
ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอระบบเรดาร์เคลื่อนที่บนแพลตฟอร์มยานยนต์ยุทธวิธี พร้อมระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) เพื่อรองรับภารกิจแจ้งเตือนภัยทางอากาศระดับต่ำของ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พัน.ปตอ.) และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพบกไทย
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยระบบหลัก 4 ส่วน ได้แก่ แผงควบคุมเรดาร์พร้อมระบบบัญชาการและควบคุม (Radar Control Panel พร้อมระบบ C2) ซึ่งพัฒนาโดย อาร์วี คอนเน็กซ์, ระบบเรดาร์ AESA รุ่น exMHR ที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามรบจริงจาก DRS RADA Technologies Ltd., เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และยานยนต์ยุทธวิธีสำหรับติดตั้งระบบ ซึ่งชัยเสรีเป็นผู้จัดหา 
โดยระบบทั้งหมดได้รับการออกแบบในลักษณะเคลื่อนที่ (Mobile Configuration) ติดตั้งบนรถยนต์ยุทธวิธีเพื่อรองรับการปฏิบัติการภาคสนามอย่างคล่องตัว ระยะเวลาความร่วมมือตามสัญญาอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2570–2572
น.อ.กันต์พัฒน์ มังคละศิริ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับชัยเสรีในครั้งนี้คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยสามารถบูรณาการขีดความสามารถจากภาคเอกชนไทยด้วยกันเองได้อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่แพลตฟอร์มยานเกราะไปจนถึงระบบบัญชาการ 
สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงให้เป็นระบบป้องกันประเทศที่ตอบโจทย์การใช้งานของไทย นี่คือความหมายที่แท้จริงของอธิปไตยด้านการป้องกันประเทศ"
นางสาวนาฏวดี วัฒนกิจ รองประธานฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า "ระบบ C2 ที่เราพัฒนาขึ้นไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ แต่คือสมองที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเรดาร์และเซนเซอร์ทุกชนิดเข้าสู่ภาพสถานการณ์เดียวกันแบบเรียลไทม์ การที่ระบบนี้ถูกพัฒนาโดยคนไทยและติดตั้งบนแพลตฟอร์มของไทย 
คือการรับประกันว่าเราสามารถพัฒนา ปรับปรุง และดูแลระบบได้ตลอดอายุการใช้งานโดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ"
การประกาศความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ในการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทยด้วยระบบที่ได้รับการออกแบบ บูรณาการ และต่อยอดโดยผู้เชี่ยวชาญไทย

โดรนไทยพบกระสุนไทย — อาร์วี คอนเน็กซ์ และ เนแรค ผนึกกำลังสร้างระบบ UAS ติดอาวุธฝีมือไทย
นนทบุรี, 10 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด และ บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ณ งาน Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทร่วมบันทึกภาพในโอกาสนี้
ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบูรณาการขีดความสามารถของทั้งสองบริษัท โดย อาร์วี คอนเน็กซ์ นำโดรนอเนกประสงค์รุ่น TITUM M2-200 ติดตั้งร่วมกับชุดอุปกรณ์จับยึดและปล่อยที่พัฒนาร่วมกัน เพื่อรองรับการใช้งานกระสุนขนาด 120 มม. และ 105 มม. ของเนแรค 
โดยทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการทดสอบร่วมกัน ณ สถานที่ตั้งของ บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งครอบคลุมการทดสอบการทิ้งตัวของกระสุน การทำงานของชนวนหัว และความสามารถในการใช้งานร่วมกันของระบบ
นางสาวนาฏวดี วัฒนกิจ รองประธานฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับเนแรคในครั้งนี้คือภาพที่เราอยากเห็นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย นั่นคือบริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญต่างด้านมาเสริมพลังซึ่งกันและกัน อาร์วี คอนเน็กซ์ นำมาซึ่งแพลตฟอร์ม UAV และระบบซอฟต์แวร์ 
ขณะที่เนแรคนำความเชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มาเติมเต็ม เมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบกัน เราได้ระบบที่สมบูรณ์ พร้อมปฏิบัติการ และเป็นของคนไทยอย่างแท้จริง"
นายธนบดี ลุสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการค้า บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า "การที่ภาคเอกชนไทยสามารถพัฒนาและทดสอบระบบโดรนติดอาวุธร่วมกันได้เองภายในประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นสู่ระดับถัดไปแล้ว"
ความร่วมมือนี้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถการป้องกันประเทศของไทยจากภายในประเทศอย่างยั่งยืน
ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาและขยายขีดความสามารถของระบบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสู่การนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม เพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพไทยในระยะยาว

งานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026(THAIDEF-EX 2026) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(Office of The Permanent Secretary for Defence) ศรีสมาน ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ที่มีพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ได้เห็นการแสดงความพยายามในการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่หลากหลายรูปแบบเป็นจำนวนมากทั้งจาก กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army), กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy), กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force), หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมไทยและของรัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาของไทย และภาคเอกชนไทยต่างๆ

หนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่เกิดขึ้นในงานคือความร่วมมือระหว่างบริษัท RV Connex ไทยและบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย ในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาระบบ radar เคลื่อนที่และระบบบัญชาการควบคุม(C2: Command and Control) บนยานเกราะเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ยังไม่มีการให้รายละเอียดว่า
ระบบยานเกราะที่จะถูกนำมาติดตั้งกับ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ exMHR(Extended Multi-Mission Hemispheric Radar) ของบริษัท DRS RADA Technologies อิสราเอล ในเครือบริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯ ซึ่งบริษัท Chaiseri ไทยมีประสบการณ์ในการบรูณาการระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battle Management System) แบบ MFoCS II เข้ากับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV 8x8 กองทัพบกไทยมาแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri-bms-stryker-8x8.html) นั้นเป็นรถแบบใด

แต่เป็นที่เข้าว่าระบบยานเกราะที่เป็นไปได้อาจจะรวมถึงรถเกราะล้อยาง Jackal 4x4 ที่ Chaiseri ไทยเปิดตัวครั้งแรกในงานนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri.html)
ซึ่งต่อมาถูกพบว่ามีรถเกราะล้อยาง Jackal 4x4 อย่างน้อย ๑คันถูกส่งมอบให้กองทัพบกไทยไปทดลองใช้งาน และพบว่าถูกวางกำลังปฏิบัติการภาคสนามระหว่าการปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งระยะเวลาความร่วมมือตามสัญญาระหว่างปี พ.ศ.๒๕๗๐-๒๕๗๒(2027-2029) คาดหวังที่จะได้เห็นการสร้างต้นแบบรถยนต์ทางยุทธวิธีพร้อมงระบบ radar และระบบ C2 ออกมา

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท RV Connex ไทยและและบริษัท Narac Arms Industry ไทยได้ลงนามความร่วมมือในการบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) แบบ TITUM M2-200 ที่ติดตั้งชุดอุปกรณ์จับยึดและปล่อยที่พัฒนาร่วมกันเพื่อรองรับการใช้กระสุน(เครื่องยิงลูกระเบิด)ขนาด 120mm และ(ปืนใหญ่) 105mm ที่ดัดแปลงให้ปล่อยทางอากาศที่ผลิตโดย Narac ไทย
อากาศยานไร้คนขับปีกหมุน quad-rotor แบบ TITUM M2-200 เป็นหนึ่งในระบบ UAS หลายแบบที่พัฒนาโดย RV Connex ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) เช่นเดียวกับอากาศยานไร้คนขับมุมมองบุคคลที่หนึ่ง FPV drone แบบ T-OR(ต่อ) ที่ใช้ในค้นหาและยืนยันเป้าหมาย และแบบ TANN(แตน) ที่ใช้ในการโจมตีเป้าหมายครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โรมาเนียขึ้นระวางประจำการเรือคอร์เวตชั้น Hisar ตุรกี Contraamiral August Roman ใหม่

Romania commissions new corvette





The Romanian Naval Forces corvette Contraamiral August Roman (261), was commissioned in June 2026. (Romanian Naval Forces/ASFAT)





กองทัพเรือโรมาเนีย(Romanian Naval Forces) ได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือคอร์เวต Contraamiral August Roman หมายเลขเรือ 261 ใหม่ของตนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2026
ที่เดิมถูกสร้างสำหรับกองทัพเรือตุรกี(Turkish Naval Forces) โดยบริษัท ASFAT ตุรกีที่อู่เรือ Istanbul Naval Shipyard ในฐานะเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Hisar(OPV: Offshore Patrol Vessel) ลำแรก เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P-1220 TCG Akhisar

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P-1220 TCG Akhisar ได้ถูกขายให้แก่โรมาเนียก่อนที่เรือจะเข้าประจำการในกองทัพเรือตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/istanbul.html)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Hisar ลำที่สอง เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P-1221 TCG Koçhisar ได้ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือตุรกีในฐานะเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Hisar ลำแรกแทน

เรือคอร์เวต Contraamiral August Roman (261) ได้ถูกจัดหาโดยโรมาเนียเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ในสัญญาวงเงิน 223 million Euros($261 million)(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/istanbul-2.html
แสดงถึงการส่งมอบเรือรบแบบแรกที่สร้างโดยตุรกีแก่ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป(EU: European Union) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO(North Atlantic Treaty Organization)

ภารกิจหลักต่างๆของเรือคอร์เวต Contraamiral August Roman รวมถึงการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence Surveillance and Reconnaissance) และการปฏิบัติการพิเศษทางทะเลต่างๆ
รูปแบบระบบอาวุธและระบบตรวจจับต่างๆในขั้นสุดท้ายของเรือคอร์เวตเป็นประเด็นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เรือได้รับการสร้างในรูปแบบ 'พร้อมสำหรับแต่ยังไม่ได้ติด'(for but not with) กับระบบต่างๆที่หลากหลาย

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เรือคอร์เวต Contraamiral August Roman ของโรมาเนีย และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Hisar ของตุรกีจะมีการติดตั้งอุปกรณ์และอาวุธต่างๆที่คาดว่าจะแตกต่างกัน
กองทัพเรือโรมาเนียกล่าวในเดือนมิถุนายน 2026 ว่าพวกตนจะใช้จ่ายงบประมาณวงเงิน 42 million Euros ในครึ่งหลังของปี 2026 เพื่อจัดหาระบบอาวุธต่างๆเพิ่มเติมสำหรับเรือคอร์เวตใหม่ของตน

กองทัพเรือโรมาเนียยังกล่าวว่าตนมีความตั้งใจที่จะติดตั้งเรือคอร์เวต Contraamiral August Roman ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Naval Strike Missile(NSM) นอร์เวย์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/nsm.html)
ตามที่การจัดซื้อจัดจ้างเรือคอร์เวตได้รับงบประมาณผ่านโครงการสนับสนุนทางการเงินการดำเนินการด้านความมั่นคง(SAFE: Security Action for Europe) ของสหภาพยุโรป EU

ล่าสุดเรือคอร์เวต Contraamiral August Roman ได้ออกเดินทางจากมหานคร Istanbul ตุรกีโดยมีรัฐมนตรีกลาโหมโรมาเนีย Radu Miruță โดยสารมากับเรือหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด NATO summit 2026 ในนครหลวง Ankara ตุรกี
โดยเดินทางมาถึงท่าเรือนคร Constanța ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือโรมาเนียเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ซึ่งถือเป็นเรือคอร์เวตสร้างใหม่ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือโรมาเนียในรอบ 35ปีครับ

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การทดสอบยิงขีปนาวุธใต้น้ำ SLBM จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ SSBN ล่าสุดแสดงการป้องปรามทางนิวเคลียร์ในทะเลของจีน

Special Report: Chinese SLBM test underscores sea-based nuclear deterrent capability



China likely launched the SLBM it fired into the Pacific in July 2026 from one of its Type 094 nuclear submarines. (China Military)

ชุดภาพที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีขึ้นตามการทดสอบยิงขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ(SLBM: Submarine-Launched Ballistic Missile) ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 
บ่งชี้ว่าอาวุธที่ถูกใช้ทดสอบยิงเป็นได้ทั้งขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ SLBM แบบ JL-2 หรือ JL-3 ภาพถ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่าขีปนาวุธ SLBM อาจจะทำการยิงจากทะเลจีนใต้จากสภาพอากาศที่ปรากฎสอดคล้องกับชุดภาพเหล่านี้

เหตุการณ์เป็นเครื่องหมายถึงการเปิดเผยให้สาธารณชนรับรับเป็นครั้งแรกของการยิงขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์โดยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ(SSBN) ของจีนไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก
และมอบโอกาสที่หาได้ยากของการแสดงให้เห็นถึงศูนย์กลางขีดความสามารถการป้องปรามทางนิวเคลียร์(nuclear deterrent)ในทะเลของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนในนครหลวง Beijing

การยิงมีขึ้นในเวลา 1201h ตามเวลานครหลวง Beijing จีนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 เมื่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ SSBN ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนทำการยิงขีปนาวุธ SLBM ที่ติดตั้วหัวรบจำลองไปยิงพื้นที่ตำบลกระสุนตกที่กำหนดไว้ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐบาลจีนหลังจากการยิงไม่นาน รัฐบาลจีนกล่าวว่าขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ SLBM ตกกระทบอย่างแม่นยำในพื้นที่ที่ตั้งใจไว้และอธิบายการยิงในฐานะการฝึกตามวงรอบ

รัฐบาลจีนยังกล่าวว่าประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยรอบได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการยิงเป็นไปตามกฎหมายและหลักปฏิบัติสากล ไม่มีรายละเอียดได้รับเปิดเผยเกี่ยวกับแบบของขีปนาวุธ, พื้นที่การยิง, เรือดำน้ำชั้นที่ทำการยิง หรือจุดที่ขีปนาวุธตกกระทบอย่างชัดเจน
การประเมินต่างๆช่วงแรกของการยิงมุ่งความสนใจที่แถลงการการณ์ที่ออกโดยรัฐบาลญี่ปุ่นและการแจ้งเตือนการเดินเรือที่ออกโดยหน่วยงานปกครองระดับมณฑลของจีน(https://aagth1.blogspot.com/2021/04/type-075-lhd-31-hainan-type-055-type-094.html)

แถลงการณ์ของญี่ปุ่นกล่าวว่าหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น(JCG: Japan Coast Guard) ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากจีนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2026 ว่าพื้นที่อันตรายได้ถูกประกาศทางตอนใต้ของแหลม Shionomisaki
มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าระบบที่ทำการยิงคือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 094 SSBN(NATO กำหนดรหัสชั้นเรือ Jin) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำทางยุทธศาสตร์ในประจำการกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนแบบเดียวที่เป็นที่รับทราบต่อสาธารณะ

แม้ว่าเป็นที่เชื่อว่ากำลังพัฒนาและทดสอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 096 SSBN แบบใหม่ต่อจากเรือดำน้ำชั้น Type 094 SSBN ที่ยังไม่มีหลักฐานเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเรือดำน้ำชั้น Type 096 ถูกนำเข้าประจำการแล้วหรือไม่
เป็นที่ทราบว่ากองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนมีประจำการด้วยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 094 Jin SSBN จำนวน 6ลำ ซึ่งแต่ละลำสามารถบรรทุกขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ SLBM ได้จำนวน 12นัดครับ

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แคนาดาเลือกเรือดำน้ำ Type 212CD เยอรมนีเป็นผู้ชนะโครงการ CPSP ใหม่ 12ลำ

Canada Selects German Firm to Build 12 Attack Boats for Royal Canadian Navy 



Rendering of the German Thyssenkrupp Marine Systems’ (TKMS) Type 212 CD. Thyssenkrupp Marine Systems Photo



แคนาดาประกาศเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ว่าตนจะจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Type 212CD จำนวน 12ลำจากบริษัท Thyssenkrupp Marine Systems(TKMS) เยอรมนีภายใต้โครงการเรือดำน้ำลาดตระเวนของแคนาดา CPSP(Canadian Patrol Submarine Project)
ตามการแข่งขันอย่างเข้มข้นกับบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีสำหรับเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ยุคอนาคตของกองทัพเรือแคนาดา(RCN: Royal Canadian Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/tkms-hanwha-ocean-cpsp.html)

"นี่จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคนาดาและจะติดตั้งกองทัพเรือแคนาดาด้วยขีดความสามารถต่างๆที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยของชาวแคนาดา" นายกรัฐมนตรีแคนาดา Mark Carney กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขัน
รัฐบาลแคนาดาในนครหลวง Ottawa ได้เลือกเรือดำน้ำชั้น Type 212CD ของ TKMS เยอรมนีในฐานะผู้จัดส่งที่พึ่งปรารถนาสำหรับโครงการเรือดำน้ำ CPSP ชนะ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีที่เสนอเรือดำน้ำ KSS-III CPS

ทั้งเรือดำน้ำชั้น Type 212CD เยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/type-212cd-4.html) และเรือดำน้ำ KSS-III สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/kss-iii-batch-ii-ss-087-roks-jang-yeong.html
การออกแบบเรือดำน้ำทั้งสองแบบแสดงขีดความการรบใต้น้ำต่างๆที่ทันสมัยที่สุดที่ทั้งสองชาติสามารถพัฒนาได้ เรือดำน้ำทั้งสองชั้นกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าประจำการในแนวหน้าในกองทัพเรือชาติผู้สร้างในอีกหลายปีข้างหน้า

เริ่มต้นในปี 2024 โครงการเรือดำน้ำ CPSP ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงความทันสมัยและขยายกองเรือดำน้ำของกองทัพเรือแคนาดา ซึ่งปัจจุบันวางกำลังด้วยเรือดำน้ำชั้น Victoria จำนวน 4ลำ ซึ่งเดิมคือเรือดำน้ำชั้น Upholder ยุคสงครามเย็นที่ปลดประจำการจากกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(RN: Royal Navy) ในปี 1994
คือเรือดำน้ำ SSK876 HMCS Victoria ที่เข้าประจำการในปี 2000, เรือดำน้ำ SSK877 HMCS Windsor และเรือดำน้ำ SSK878 HMCS Corner Brook ที่เข้าประจำการในปี 2003, และเรือดำน้ำ SSK879 HMCS Chicoutimi ที่เข้าประจำการในปี 2015

สำนักนายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวว่ามีเรือดำน้ำชั้น Victoria เพียงหนึ่งลำเท่านั้นที่ยังคงมีความสมควรเดินทะเล(Seaworthiness) ในการเปรียบเทียบกับโครงการ CPSP ที่มองจะส่งมอบเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า SSK ชั้นเรือใหม่จำนวน 12ลำ
ซึ่งเป็นสามเท่าของกองเรือดำน้ำชั้น Victoria ในปัจจุบันของกองทัพเรือแคนาดา และการพัฒนาพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของแคนาดาเพื่อที่จะสนับสนุนเรือดำน้ำชั้นใหม่ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/fincantieri-u212nfs.html)

ตามข้อมูลจากรัฐบาลแคนาดากำหนดเวลาการบรรลุผลสัญญากับบริษัท TKMS เยอรมนีสำหรับโครงการเรือดำน้ำลาดตระเวนของแคนาดา CPSP ควรจะเสร็จสิ้นได้ภายในปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/type-212-nfs.html)
กองทัพเรือแคนาดาต้องการจะได้รับมอบเรือดำน้ำชั้น Type 212CD จำนวน 4ลำแรกของตนภายในปี 2034 อย่างไรก็ตามถ้าการเจราจาไม่ประสบความสำเร็จ รัฐบาลแคนาดากล่าวว่าตนสามารถจากเลือกเรือดำน้ำ KSS-III ของ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีเหนือ TKMS เยอรมนีได้

เรือดำน้ำลาดตระเวนในอนาคตของกองทัพเรือแคนาดาคาดว่าจะเติมเต็มการบรรทุกภารกิจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อต่อต้านภัยคุกคามต่างๆที่ขยายตัวมากขึ้น สำนักนายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวว่า "สมมติฐานต่างๆที่เป็นรูปร่างมาหลายทศวรรษของการป้องกันประเทศและความมั่นคงของแคนาดากำลังถูกพลิกผัน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้ภูมิภาค Artic ของเราจะอุ่นขึ้นเกือบสามเท่าเร็วกว่าทั่วโลกโดยเฉลี่ย การเปลี่ยนนั้นทำให้ฝ่ายตรงข้ามต่างๆกำลังมองที่เข้ามาประโยชน์เชิงรุก ในการเพิ่มขึ้นของโลกที่อันตรายและถูกแบ่งแยกนี้ แคนาดาต้องเตรียมตัวที่จะป้องกันตัวเราเองและพันธมิตรต่างๆของเรา" 

นอกเหนือจากพันธกรณีตามธรรมเนียมของตนต่ององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO(North Atlantic Treaty Organization) แคนาดาได้เพิ่มการมองความท้าทายต่างๆที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากอาร์กติกและการแสดงตัวของตนในแปซิฟิกตะวันตก
สำนักนายกรัฐมนตรีแคนาดาเน้นย้ำการเลือกเรือดำน้ำ Type 212CD ว่าเพิ่มขยายการทำงานร่วมกันของแคนาดากับกองทัพเรือเยอรมนี(German Navy, Deutsche Marine) และกองทัพเรือนอร์เวย์(RNoN: Royal Norwegian Navy, Sjøforsvaret) ซึ่งจะประจำการเรือดำน้ำชั้นนี้ในอนาคตได้อย่างไร(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/u212cd.html)

ในการตอบสนองต่อการเลือกเรือดำน้ำชั้น Type 212CD ของรัฐบาลแคนาดา บริษัท Hanwha Ocean กล่าวว่าความพยายามการแข่งขันของตน "ไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคที่มาจากความเป็นพันธมิตร NATO ได้"
เพื่อสนับสนุนการแข่งขันโครงการเรือดำน้ำ CPSP ของแคนาดา Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้รวมข้อเสนอการผลิตยานเกราะและปืนใหญ่(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k9-112.html) ที่สามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภาคส่วนอื่นๆของแคนาดาได้

กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ยังได้ส่งเรือดำน้ำ KSS-III ลำแรกเรือดำน้ำ SS-083 ROKS Dosan Ahn Chang-ho มาเยือนกองเรือแปซิฟิกของกองทัพเรือแคนาดาในเดือนพฤษภาคม 2026 
ก่อนหน้าการเลือกแบบเพื่อแสดงขีดความสามารถของแบบเรือดำน้ำ KSS-III ระยะทางการเดินเรือระหว่างฐานทัพเรือ Busan สาธารณรัฐเกาหลีมายังฐานทัพเรือ Victoria ยังเป็นการเดินเรือที่ไกลที่สุดของเรือดำน้ำกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีในปัจจุบันนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฟิลิปปินส์เลือกจะจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก Chaiseri AWAV 8x8 ไทย

Philippine Navy selects Chaiseri amphibious vehicle




Chaiseri's AWAV in RTMC serviced, is seen displayed at the Defense & Security show in Bangkok in 2025. (My Own Photos)

กองทัพเรือฟิลิปปินส์(PN: Philippine Navy) ได้ประกาศสัญญากับบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทยเพื่อจะจัดส่งรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) 
เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการส่งออกครั้งแรกของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ที่ออกแบบพัฒนาและสร้างในไทยรุ่นนี้(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/uvx-calfex.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/05/calfex.html)

การประกาศสัญญาได้รับการยืนยันต่อ Janes โดยบริษัท Chaiseri ไทยเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) บริษัท Chaiseri ไทยกล่าวว่าข้อตกลงมูลค่าวงเงิน 389 million Philippine Peso($6.8 million)
ครอบคลุมรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ชุดแรกจำนวน ๕คัน โครงการจัดหาน่าจะได้รับการขยายการจัดหาเพิ่มในระยะต่อไปในอนาคตได้แม้ว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ออกเอกสารแจ้งการประกาศสัญญากับบริษัท Chaiseri ไทยเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ กล่าวว่ารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จำนวน ๕คัน ที่จะมีการส่งมอบในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
จะถูกวางกำลังในกองปฏิบัติการรักษาสันติภาพ(Peacekeeping Operations Group) ของนาวิกโยธินฟิลิปปินส์(PMC: Philippine Marine Corps) ที่มีที่ตั้งกองบัญชาการของหน่วย ณ ค่าย Fort Bonifacio ในนครหลวง Manila

กองปฏิบัติการรักษาสันติภาพ นาวิกโยธินฟิลิปปินส์มีหน้าที่หลักในการวางกำลังสำหรับภารกิจการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ(UN: United Nations Peacekeeping) และการรักษาความปลอดภัยและการคุ้มกันกำลังรบที่เกี่ยวข้อง
การประกาศสัญญาของกองทัพเรือฟิลิปปินส์มีขึ้นตามหลังจากที่ Chaiseri ไทยได้ส่งมอบรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 แก่นาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ซึ่งยังคงเป็นผู้ใช้งานรายเดียวของรถรุ่นนี้อยู่

บริษัท Chaiseri ไทยได้รับสัญญาจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จากกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) สำหรับนาวิกโยธินไทย สองระยะแล้ว
สัญญาระยะที่๑ วงเงิน ๔๔๘,๐๐๐,๐๐๐บาทถูกประกาศในปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023) ครอบคลุมการส่งมอบ AWAV 8x8 จำนวน ๗คันซึ่งมีการส่งมอบในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8.html)

ตามมาด้วยสัญญาระยะที่๒ วงเงิน ๕๐๔,๐๐๐,๐๐๐บาทที่ถูกประกาศในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ สำหรับ AWAV 8x8 จำนวน ๗คันเพิ่มเติม(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html)
Chaiseri ไทยเปิดตัวรถต้นแบบของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ณ นิทรรศการอุปกรณ์ป้องกันประเทศ Defense & Security 2023 ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-chaiseri-awav-8x8.html)

โครงการรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ของ Chaiseri ไทยได้รับการดำเนินการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับนาวิกโยธินไทยและกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri.html)
Janes เข้าใจว่านาวิกโยธินไทยใช้รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 ปฏิบัติการจากเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง(ลำที่๓) ของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/navantia-type-071et-lpd.html)

เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Type 071ET LPD(Landing Platform Dock) รุ่นส่งออกที่กองทัพเรือไทยจัดหาจากจีนขึ้นระวางประจำการในปี พ.ศ.๒๕๖๖ นี้มอบขีดความสามารถการยกพลขึ้นบกจู่โจมจากเรือสู่ฝั่งแก่นาวิกโยธินไทย
นาวิกโยธินไทยยังได้ใช้รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 วางกำลังในการปะทะที่ชายแดนจังหวัดตราดทางตะวันออกของไทยระหว่างความขัดแย้งไทยและกัมพูชาในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ซึ่งเป็นการรบจริงครั้งแรกของรถรุ่นนี้ครับ

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

อาเซอร์ไบจานยืนยันการรับมอบเครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III ปากีสถาน-จีนเข้าประจำการแล้ว

Azerbaijan confirms JF-17 delivery







One of the JF-17s at Nasosnaya Air Base. (Ministry of Defence of the Republic of Azerbaijan)



เครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ JF-17 ขณะนี้ได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจาน(AzAF: Azerbaijan Air Force) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/jf-17c-block-iii.html)
เรื่องนี้ได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 เมื่อกระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานได้เผยแพร่วีดิทัศน์แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ JF-17 ใหม่ของกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจานเป็นครั้งแรก

เครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว JF-17 หมายเลข 24-501 และหมายเลข 24-502 ได้แสดงการบินขึ้นโดยติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองภายนอกจำนวน 3ใบและไม่ติดตั้งอาวุธใดๆ
แผ่นป้ายผ้า Patch ที่ติดบนชุดนักบินระบุว่าเครื่องของกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจานเป็นรุ่นเครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/jf-17-block-iii-pl-15.html)

กระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานไม่ได้บอกชื่อฐานทัพอากาศที่วีดิทัศน์ทำการบันทึกภาพเคลื่อนไหวแต่สามารถระบุได้ว่าเป็นฐานทัพอากาศ Nasosnaya ที่ตั้งอยู่ใกล้เมือง Sumqayit ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครหลวง Baku
ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดได้แสดงให้เห็นว่าฐานทัพอากาศ Nasosnaya ได้รับการปรับปรุงที่สำคัญที่รวมถึงการสร้างโรงเก็บอากาศยาน(aircraft shelter) จำนวน 16หลัง

วีดิทัศน์แสดงนักบินกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจาน 2นายกำลังเดินไปยังเครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III ของตนที่แสดงหมายเลข 24-501 ที่อยู่ในโรงเก็บอากาศยานที่12
และเครื่องบินหมายเลข 24-502 อยู่ในโรงเก็บอากาศยานถัดออกไปโดยยังเห็นหัวเครื่องของเครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III อีก 2เครื่องยื่นออกมาจากโรงเก็บอากาศยานใกล้เคียงกัน

มีเครื่องบินโจมตี Sukhoi Su-25(NATO กำหนดรหัส 'Frogfoot') อย่างน้อยจำนวน 5เครื่อง ซึ่งปกติมีฐานที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Kyurdamir ถูกจอดในโรงเก็บอากาศยานในแถวถัดๆไปด้วย
เครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III มีการเขียนตัวอักษร Latin 'Jaguar' และภาพลายเส้นของแมวป่าบนแพนหาเครื่อง สันนิษฐานว่าเป็นตราสัญลักษณ์ของฝูงบินใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการเครื่องบินรุ่นนี้

เครื่องบินโจมตี Su-25 ของกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจานอยู่ในลวดลายพรางสีเทาและมีภาพลายเส้นหมาป่าบนหัวเครื่องแต่หน่วยบินถูกเรียกว่าฝูงบินเครื่องบินโจมตี Su-25
วีดิทัศน์ยังแสดงการเคลื่อนที่บนทางขับ, การบินขึ้นและลงจอดของเครื่องบินขับไล่ JF-17C Block III, เครื่องบินโจมตี Su-25 และเครื่องบินฝึกไอพ่น Aero L-39 Albatros ของกองทัพอากาศอาเซอร์ไบจานด้วย

มีรายงานครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ว่าอาเซอร์ไบจานได้ลงนามสัญญากับปากีสถานในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ JF-17 Block III จำนวน 16เครื่องวงเงิน $1.6 billion และต่อมาในปี 2025 จัดหาเพิ่มอีก 24เครื่องวงเงิน $4.6 billion รวมทั้งหมด 40เครื่อง
เครื่องบินขับไล่ JF-17 Thunder ถูกผลิตโดย Pakistan Aeronautical Complex(PAC) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานปากีสถานในความเป็นหุ้นส่วนกับ Chengdu Aircraft Industry Group(CAIG) ในเครือ Aviation Industry Corporation of China(AVIC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานจีนครับ

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยูเครนลงนามจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E สวีเดน 16เครื่อง

Ukraine signs for 16 Saab Gripen E fighters, as Sweden advances C/D transfer plan



Ukraine's order for 16 Gripen Es is worth around $2.5 billion Source: Saab
Deliveries of new-build jets for Kyiv will start in 2029.

สวีเดนและยูเครนบรรลุผลข้อตกลงที่จะนำให้รัฐบาลยูเครนในนครหลวง Kyiv วางกำลังด้วยเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen C/D ตั้งแต่ต้นปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/gripen-c-2-18.html)
ก่อนที่จะยังตามมาต่อเนื่องด้วยการนำเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว Saab Gripen E รุ่นล่าสุดเข้าประจำการในกองทัพอากาศยูเครน(Ukrainian Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/gripen-e.html)

ภายใต้สัญญาที่ได้รับการลงนามโดยบริษัท Saab สวีเดนผู้ผลิตอากาศยานและสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026
Saab สวีเดนจะส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E สร้างใหม่จำนวน 16เครื่องแก่ยูเครนระหว่างปี 2029-2030 บริษัท Saab ให้มูลค่าของข้อตกลงที่ราววงเงิน 24.6 billion Swedish Krona($2.5 billion)

ด้วยข้อตกลงที่มีผลแล้วในขณะนี้สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวว่าตน "สามารถเดินหน้าการเตรียมการที่จะบริจาคเครื่องบินขับไล่ Saab JAS 39 Gripen C/D (จำนวน 16เครื่อง)
ที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) ซึ่งรวมอยู่ในชุดสนับสนุน 22 ของรัฐบาลสวีเดน"(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/gripen-c-2-4-18.html)

"เป้าหมายคือเพื่อที่จะมีข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ในฤดูใบไม้ร่วง 2026 ที่จะสามารถส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D แก่ยูเครนได้ในต้นปี 2027" สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV เสริม
"นี่จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วของกองทัพอากาศยูเครนและเตรียมการสำหรับการนำเครื่องบินขับไล่ Gripen E เข้าประจำการ" ผู้อำนวยการ FMV สวีเดน Mikael Granholm กล่าว

"ในฐานะก้าวแรก เราจะรับมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 16เครื่องในต้นปี 2027 ในฐานะความช่วยเหลือทางทหาร ขณะที่ข้อตกลงในวันนี้สำหรับรุ่นเครื่องบินขับไล่ Gripen E จะรักษาการครองอากาศ(air superiority) ในระยะยาวของเรา
"เครื่องบินขับไล่ Gripen เหล่านี้จะมีส่วนเสริมขีดความสามารถต่างๆของเราอย่างมีนัยสำคัญในการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ drone, อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน, และอากาศยานข้าศึก การฝึกกำลังอยู่ในการดำเนินการแล้ว" รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน Mykhailo Fedorov กล่าว

"เครื่องบินขับไล่ Gripen จะมาพร้อมกับชุดสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางเทคนิค ผมขอบคุณสวีเดนสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่มีความหมายอย่างยิ่งและสำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่การเริ่มต้นการรุกรานของรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/uav-fire-point.html) เรากำลังทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคงของยูเครนและยุโรปทั้งหมด" ประธานาธิบดียูเครน Volodymyr Zelensky กล่าว

หลังการหารือในเดือนพฤษภาคม 2026 มีการตั้งข้อสังเกตว่ายูเครนจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D มือสองจำนวน 16เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/gripen-c-2-4-18.html
และเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F สร้างใหม่จำนวน 20เครื่อง เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Saab Gripen F รุ่นใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/saab-gripen-f.html) ดูเหมือนจะจะถูกตัดออกไปจากแผนที่วางไว้ในระยะนี้

"ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สวีเดนและบริษัท Saab ที่ตอนนี้สามารถจัดเตรียมการมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E แก่ยูเครน การนำเครื่องบินขับไล่ระดับโลกที่เปลี่ยนโครงสร้างขีดความสามารถของกองทัพอากาศยูเครน
นี่จะเสริมความแข็งแกร่งการป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนอย่างมีนัยสำคัญและช่วยการสร้างความมั่นใจแก่ยูเครนว่าสามารถจะป้องกันประชาชนของตนและรักษาอนาคตของตนได้" ผู้อำนวยการบริหาร Saab สวีเดน Micael Johansson กล่าว

บริษัท Saab อธิบายเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยว Gripen ของตนในฐานะ "เครื่องบินขับไล่ขั้นก้าวหน้าและมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่ง่ายต่อการปฏิบัติการและบำรุงรักษา รวมถึงการการปฏิบัติการจากทางวิ่งที่สั้น, ทางวิ่งชั่วคราว หรือถนน การสนับสนุนการปฏิบัติการแบบกระจายตัวต่างๆ"
การนำเครื่องบินขับไล่ Gripen สวีเดนเข้าประจำการจะเสริมต่อกระบวนการการเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ใหม่ซึ่งได้เห็นกองทัพอากาศยูเครนนำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16AM/BM MLU และเครื่องบินขับไล่ Dassault Aviation Mirage 2000-5 ที่ได้รับบริจาคเข้าประจำการ(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/mirage-2000.html)

ระหว่างการเดินทางเยือนโรงงานสายการผลิตอากาศยานของบริษัท Saab ใน Linköping สวีเดนในเดือนตุลาคม 2025  ประธานาธิบดียูเครน Zelensky ประกาศว่ายูเครนมีความสนใจในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวนถึง 100-150เครื่อง
ยูเครนได้กลายเป็นลูกค้าส่งออกล่าสุดของเครื่องบินขับไล่ Gripen E สวีเดนต่อจากบราซิล, กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html) และโคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/saab-gripen-ef-17.html) ครับ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Edgewing ได้รับสัญญานานาชาติเต็มรูปแบบเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP อังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น

Edgewing awarded full international GCAP contract as programme officially transitions to design and development phase





With the award of the full international contract, the GCAP contract has now progressed to full design and development. (Edgewing)

สัญญานานาชาติอย่างเต็มรูปแบบสำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) ได้ถูกประกาศแล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2026
Edgewing กิจการค้าร่วมทางอุตสาหกรรมที่รับผิดชอบสำหรับการส่งมอบโครงการในนามของชาติหุ้นส่วนต่างๆ อิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่าตนได้รับการประกาศสัญญาวงเงิน 4.6 billion British Pound($6.1 billion) แล้ว

โดยได้รับการประกาศสัญญาโดยสำนักงานโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP Agency ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การรัฐบาลนานาชาติ GCAP(GIGO: GCAP International Government Organisation)
"สัญญาวงเงิน 4.6 billion British Pound จะทำให้สามารถเสร็จสิ้นขั้นระยะแนวคิดขั้นก้าวหน้าและการประเมินค่าของโครงการได้ และการออกแบบรายละเอียดและการพัฒนาร่วมเพิ่มเติม"

"สัญญาระยะเวลา 18เดือนได้รับการประกาศโดยสำนักงานโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP Agency ซึ่งบริหารจัดการโครงการ GCAP ในนามรัฐบาลสามชาติ(รัฐบาลสหราชอาณาจักร, รัฐบาลอิตาลี, และรัฐบาลญี่ปุ่น)
แก่ Edgewing ผู้รับสัญญาหลักและผู้มีอำนาจการออกแบบสามชาติสำหรับอากาศยานโครงการ GCAP" บริษัท Edgewing กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/edgewing-gcap.html)

การประกาศสัญญานี้มีขึ้นตามสัญญาขั้นแรกวงเงิน 686 million British Pound($907 million) ที่สำนักงานโครงการ GCAP Agency ได้มอบให้แก่ Edgewing ในเดือนเมษายน 2026 ในฐานะสะพานไปสู่สัญญาเต็มรูปแบบแรกนี้
(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/edgewing-gcap.html) รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวในกลางเดือนมิถุนายน 2026 ว่าการประกาศสัญญาล่าสุดได้เปลี่ยนผ่านโครงการจากขั้นระยะแนวคิดและการประเมินค่า

ไปสู่ขั้นระยะการออกแบบและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ "ภายในสิ้นเดือน" แผนการลงทุนทางกลาโหม(DIP: Defence Investment Plan) ปี 2026 ของสหราชอาณาจักรที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ให้สัญญาที่จะลงทุนวงเงิน 8.6 billion British Pound แก่โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP ตลอดระยะเวลาสี่ปีข้างหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/gcap-2027-2030-2035.html)

"นี่เป็นการลงทุนอย่างมีนับสำคัญอย่างมากในโครงการ GCAP ร่วมไปกับญี่ปุ่นและอิตาลี เห็นได้ชัดว่านั่นจะมอบการลงทุนที่ผ่านจากแนวคิดและเข้าสู่การออกแบบของโครงการนั้นและจะเป็นลำดับความสำคัญหลักสำหรับรัฐบาล(สหราชอาณาจักร)นี้" ทางการสหราชอาณาจักรกล่าว
โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP เป็นความพยายามการทำงานร่วมกันที่จะเร่งการวางกำลัง 'เครื่องบินขับไล่ยุคที่หก' ภายในกลางปี 2030s ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบอากาศยานไร้คนขับ 'คู่บินภักดี' Loyal Wingman และส่วนประกอบเสริมอื่นๆที่จะได้รับการพัฒนาในระดับชาติครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Hanwha Ocean เกาหลีใต้ถูกเลือกเป็นผู้สร้างเรือพิฆาต KDDX ใหม่ลำแรก

Hanwha Ocean selected to build South Korea's KDDX lead ship





An artist's rendition of South Korea's future KDDX vessel. (Naval News/Hanwha Ocean)

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้ยืนยันว่าตนได้รับเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนาสำหรับการออกแบบรายละเอียดและสร้างเรือลำแรกของโครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX(Korean Destroyer Next Generation)
ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/frigate-4000-hanwha-ocean.html) ในการยื่นรายงานทางเงิน(regulatory filing) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026

บริษัท Hanwha Ocean กล่าวว่าสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีได้แจ้งตนถึงการถูกเลือกหนึ่งวันก่อนหน้าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026
Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าการเจรจาต่างๆเกี่ยวกับในแง่รายละเอียดสัญญาคาดว่าจะเริ่มต้นก่อนข้อตกลงสุดท้ายจะได้รับข้อสรุป(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/hanwha-ocean-hyundai-hd-hhi.html)

การประกาศเป็นเครื่องหมายถึงความคืบหน้าล่าสุดของโครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX ซึ่งมุ่งเป้าที่จะให้กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีมีประจำการด้วยเรือพิฆาตชั้นเรือใหม่ที่มีระวางขับน้ำประมาณ 6,500tonnes
เรือพิฆาต KDDX มีวัตถุประสงค์ที่จะมอบกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีด้วยขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศ, สงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ, และสงครามปราบเรือดำน้ำสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare) ที่เพิ่มขยายต่างๆ

ขณะที่มีการนำวิทยาการต่างๆที่พัฒนาในสาธารณรัฐเกาหลีมาใช้ในระดับสูง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คณะกรรมาธิการโครงการจัดซื้อจัดจ้างกลาโหม(DAPC:  Defence Acquisition Program Committee) ของสาธารณรัฐเกาหลี
ได้เห็นชอบร่างแผนโครงการเรือพิฆาต KDDX ที่เรียกร้องสำหรับขั้นระยะการออกแบบรายละเอียดและการสร้างเรือลำแรกเพื่อที่จะเป็นการแข่งขันระหว่าบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆในสาธารณรัฐเกาหลี

DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวในเวลานั้นว่าผู้รับสัญญาจะถูกเลือกผ่านกระบวนการการแข่งขัน โครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX ได้รับการอนุมัติในปี 2018 โดยมีมูลค่าโครงการทั้งหมดรวมที่วงเงิน 7 trillion Korean Won($6.5 billion)
และมีกำหนดการที่จะดำเนินการไปจนถึงปี 2036 โครงการเรือพิฆาตยุคอนาคต KDDX ครอบคลุมการสร้างเรือพิฆาตชั้นเรือใหม่และการพัฒนาขีดความสามารถการรบต่างๆที่เกี่ยวข้อง

องค์ประกอบสำคัญของโครงการเรือพิฆาต KDDX คือการพัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM II(Korean Surface-to-Air Anti-Missile II) ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะใช้เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันภัยทางอากาศหลักของเรือชั้นนี้
การยื่นรายงานทางการเงินของบริษัท Hanwha Ocean ไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของวงเงินที่คาดการณ์ไว้ในสัญญาการออกแบบรายละเอียดและสร้างเรือลำแรกหรือกำหนดการสำหรับการสร้างเรือลำแรก

ในการตอบสนองต่อคำถามต่างๆจาก Janes DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าการเจรจารายละเอียดขั้นสุดท้ายของตนกับบริษัท Hanwha Ocean คาดว่าจะนำไปสู่การลงนามสัญญาจัดหาได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2026
โดยตั้งเป้าที่จะส่งมอบเรือพิฆาต KDDX ลำแรกแก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีได้ภายในปี 2032 และจะตามมาด้วยการแบ่งงานสร้างเรืออีก 5ลำแก่อู่เรือในประเทศบริษัทอื่นๆที่คาดว่าจะมีการทำสัญญาภายในปี 2028 และส่งมอบเรือครบ 6ลำภายในปี 2036 ครับ