วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยและจีนเสร็จสิ้นการฝึกผสม Falcon Strike 2026
















Falcon Strike 2026
The adaptation training for China-Thailand "Falcon Strike-2026" joint air force training exercise was kicked off at Udorn Royal Thai Air Force Base (RTAF) in Thailand. 
This marks the ninth joint training conducted by two sides. China dispatched multiple types of combat aircraft and surface-to-air missile troops to participate in. The training subjects include joint air defense and humanitarian medical rescue, etc. 
The China-Thailand "Falcon Strike-2026" joint air force training concluded on August 20 at Udorn Royal Thai Air Force Base. 
During the training, the Chinese side deployed various types of equipment, including fighter jets, early warning aircraft, aerial refueling aircraft, helicopter, and surface-to-air missile system, and trained in mixed groups with the Royal Thai Air Force, successfully completing all scheduled tasks. (Royal Thai Air Force, Ministry of National Defense of China/China Military)

พิธีเปิดการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 พลอากาศตรี สิทธิพล ป้อมตรี ผู้อำนวยการสำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศไทย 
พร้อมด้วย พลอากาศตรี หม่า อวี้ผิง ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศไทยกับกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างกำลังพลของทั้งสองฝ่าย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการทางอากาศ 
พร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังทางอากาศในการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี โดยเปิดโอกาสให้กำลังพลทั้งสองประเทศได้ฝึกร่วมกันภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลาย อันจะช่วยเพิ่มพูนทักษะด้านการวางแผน การประสานงาน การอำนวยการยุทธการ และการปฏิบัติภารกิจร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การฝึกยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (Humanitarian Assistance and Disaster Relief: HADR) โดยจำลองสถานการณ์อุทกภัยขนาดใหญ่ เพื่อเสริมสร้างทักษะและความพร้อมในการช่วยเหลือและดูแลผู้ประสบภัย 
ครอบคลุมการจัดตั้งและปฏิบัติภารกิจของชุดปฏิบัติการทางการแพทย์ การลำเลียงทางอากาศและการส่งกลับสายแพทย์ ตลอดจนการประสานงานและบูรณาการการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้กำลังพลสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 21 สิงหาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี โดยนอกจากจะเป็นเวทีในการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลทั้งสองประเทศแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศไทยกับกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 
ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือด้านการบินและความมั่นคงทางอากาศอย่างต่อเนื่องในอนาคต

Falcon Strike 2026 เสริมความพร้อมด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (HADR)
การฝึก Falcon Strike 2026 ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการทางอากาศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (Humanitarian Assistance and Disaster Relief : HADR) 
เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดยการฝึกครั้งนี้มีการบูรณาการขีดความสามารถของหน่วยแพทย์และกำลังพลที่เกี่ยวข้อง ผ่านการจัดตั้ง ทีม Search and Rescue (SAR), ทีม Medical Emergency Response Team (MERT), ทีม Mobile Aeromedical Staging Facility (MASF) และการปฏิบัติงานของ Aeromedical Evacuation Team (AE Team)
 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการค้นหาและช่วยชีวิต รักษาผู้บาดเจ็บในพื้นที่การลำเลียงและดูแลผู้ป่วยทางอากาศ รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานในการตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติ
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพล เพื่อให้สามารถนำศักยภาพด้านการบินและการแพทย์ทางทหารไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมได้อย่างทันท่วงที

เสนาธิการทหารอากาศ ตรวจเยี่ยมการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี 
โดยมี พลอากาศตรี สิทธิพล ป้อมตรี ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศ, นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์ สุเมตติกุล รองผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 และนาวาอากาศเอก สุโขทัย สมศรีใส รองผู้บังคับการกองบิน 23 ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ เสนาธิการทหารอากาศได้ตรวจเยี่ยมพร้อมทั้งพบปะ พูดคุย และให้กำลังใจนักบิน ฝูงบิน 701, ฝูงบิน 702, ฝูงบิน 231 และฝูงบิน 203 ของกองทัพอากาศ และกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และแสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอดห้วงการฝึก
จากนั้น เสนาธิการทหารอากาศได้ตรวจเยี่ยมกำลังพลของกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน โดยมี นายอู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ พลอากาศตรี หม่า อวี้ผิง ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ร่วมให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมอากาศยานที่เข้าร่วมการฝึก
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามการดำเนินการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ตลอดจนเป็นการให้กำลังใจแก่กำลังพลและนักบินที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น รวมถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ FALCON STRIKE 2025 ระหว่างวันที่ ๑๐-๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยมีมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี ประเทศไทย
การฝึกผสม FALCON STRIKE 2025 เป็นการฝึกครั้งที่เก้าแล้ว นับตั้งแต่การฝึกครั้งแรก FALCON STRIKE 2015, ครั้งที่สอง FALCON STRIKE 2017, ครั้งที่สาม FALCON STRIKE 2018, ครั้งที่สี่ FALCON STRIKE 2019, ครั้งที่ห้า FALCON STRIKE 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/09/blog-post.html), 

ครั้งที่หก FALCON STRIKE 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/falcon-strike-2023.html), ครั้งที่เจ็ด FALCON STRIKE 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/falcon-strike-2024.html), และครั้งที่แปด FALCON STRIKE 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/falcon-strike-2025.html)
อากาศยานของกองทัพอากาศไทยที่ร่วมการฝึกรวมถึงเครื่อบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี, เครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓, และเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725(Airbus Helicopter H225M) ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม 

จนถึงชุดค้นหาและช่วยชีวิต PJ Commando กรมปฏิบัติการพิเศษ(Special Operations Regiment) หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน(SFC: Security Force Command) ที่ฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษ(Special Forces) ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนในการฝึกด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief) และการกู้ภัยในพื้นที่การรบ(CSAR: Combat Search-and-Rescue)
ฝ่ายจีนได้มีการนำอากาศยานแบบต่างๆที่เข้าร่วมการฝึก FALCON STRIKE มาหลายครั้งแล้วก่อนหน้าทั้งเครื่องบินขับไล่ Chengdu J-10C รุ่นที่นั่งเดี่ยวและเครื่องบินขับไล่ J-10AS รุ่นสองที่นั่งของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน, เครื่องบินขับไล่ Shenyang J-11BGH รุ่นที่นั่งเดี่ยวและเครื่องบินขับไล่ J-11BSH รุ่นสองที่นั่งของกองการบินกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLANAF: People’s Liberation Army Navy Air Force)

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Xian JH-7AII, เครื่องบินตรวจการณ์สงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) แบบ Shaanxi Y-9LG(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/y-9lg.html), เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Shaanxi KJ-500, เครื่องบินลำเลียง Xian Y-20A, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Xi'an HY-6U ซึ่งมีพื้นฐานจากเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ตระกูล H-6 และเฮลิคอปเตอร์ Mil Mi-171Sh ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน โดยยังมีการนำอากาศยานไร้คนขับ UAV และระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบต่างๆร่วมการฝึก 
ขณะเดียวกันกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ยังได้เสร็จสิ้นการฝึกผสม Balance/Teak Torch 26 ที่เป็นการฝึกร่วมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองพันปฏิบัติการพิเศษ๓ กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ด้วย แสดงให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีการฝึกกับกองทัพอากาศสองชาติมหาอำนาจพร้อมกันได้ครับ

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกสหรัฐฯเลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH ของ Hanwha เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการ MTC

Hanwha wins US Army Mobile Tactical Cannon contract



Hanwha’s K9 Mobile Howitzer (K9MH) wheeled Self-Propelled Howitzer Systems. (Hanwha Aerospace)



บริษัท Hanwha Defense USA(HDUSA) สาธารณรัฐเกาหลีสาขาสหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 ว่าตนเป็นผู้ชนะได้รับการประกาศสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) เพื่อส่งมอบต้นแบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9 Mobile Howitzer(K9MH) สำหรับโครงการปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ Mobile Tactical Cannon(MTC) ใหม่
ข้อตกลงวงเงิน $100,302,961 ถูกมอบสำหรับการเร่งการส่งมอบต้นแบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH จำนวน 6ระบบสำหรับโครงการ MTC โดยมีตัวเลือกสำหรับเพิ่มเติมอีก 12ระบบ รวมทั้งหมด 18ระบบมูลค่ารวมวงเงิน $262,903,274 การประกาศสัญญานี้เป็นสัญญาโครงการหลักแรกของบริษัท HDUSA สหรัฐฯในเครือบริษัท Hanwha Aerospace สาธารณรัฐเกาหลีกับกองทัพบกสหรัฐฯ

บริษัท HDUSA จะมอบความเหนือกว่าทางเทคนิคและความสามารถการวางกำลังได้อย่างรวดเร็วของระบบปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155mm ที่จะสนับสนุนวัตถุประสงค์การปรับปรุงความทันสมัยและระบบอาวุธยิงเล็งจำลองความแม่นยำสูงระยะไกลของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 จำนวนมากกว่า 2,500ระบบที่วางกำลังแล้วทั่วโลก(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k9-112.html)
Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษเพื่อการเป็นหุ้นส่วนกับกระทรวงการสงครามสหรัฐฯเพื่อจัดตั้งขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมการผลิตปริมาณสูง(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/as9-huntsman.html) ที่มีศูนย์กลางหลักที่ปรัชญาการผลิตในช่วงเวลาสงครามของบริษัท Hanwha(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/k9.html)

ยุทธศาสตร์การทำให้เป็นในท้องถิ่นแบบค่อยเป็นค่อยไปของ Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีด้วยการผลิตและการสนับสนุนภายในประเทศหมายความว่าพื้นฐานทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอเมริกาจะได้รับประโยชน์จากเทคนิคการผลิตขั้นก้าวหน้าต่างๆ, วิทยาการที่ได้ถูกแสดงให้เห็นแล้ว, และงานที่ดีต่างๆ บริษัท HDUSA กำลังจัดตั้งสถานที่ระยะที่หนึ่ง Phase I ใน Opelika มลรัฐ Alabama 
ที่จะถูกใช้ในฐานะโรงงานการบูรณาการและทดสอบในสหรัฐฯสำหรับปืนใหญ่อัตตาจรตระกูล K9 ของ Hanwha บริษัท HDUSA ได้ลงนามสัญญาเช่าสามปีในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นทางยุทธศาสตร์ของบริษัทที่จะลงทุนในห่วงโซ่อุปทานระบบปืนใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขยายพื้นฐานทางอุตสาหกรรมรถรบของสหรัฐฯ และถูกใช้ในฐานะหุ้นส่วนการปรับปรุงความทันสมัยปืนใหญ่ระยะยาวแก่กองทัพบกสหรัฐฯ

"เราเป็นเกียรติที่กองทัพบกสหรัฐฯได้เลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9 Mobile Howitzer ของ Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีเพื่อเติมเต็มความต้องการโครงการ MTC ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระบบปืนใหญ่แบบครบวงจรและจะเป็นชิ้่นส่วนแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยอาวุธยิงกองทัพบกสหรัฐฯไปสู่กองกำลังที่ทันสมัยขึ้นมีอำนาจการสังหารมากขึ้น
การเลือกของกองทัพบกสหรัฐเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการส่งมอบที่เป็นไปตามกำหนดของเร็ว, ขีดความสามารถการทำลายล้างอย่างรวดเร็ว, ที่ขนาดที่เหมาะสม, ที่ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และภายในประเทศ ตามที่เป็นรุ่นล้อยางของปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH มอบการขยายเส้นทางไปสู่ขีดความสามารถระบบสายพานด้วยการออกแบบเผื่อล่วงหน้าสำหรับการรบในอนาคต และด้วยขีดความสามารถเช่นดังกล่าว การรบนั้นจะไม่มีความยุติธรรม(กับฝ่ายตรงข้าม)" Mike Smith ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติงาน(COO: Chief Operating Officer) และประธานแผนกระบบภาคพื้นดินของบริษัท Hanwha Defense USA กล่าว 

มีความเข้ากันได้กับชุดเครื่องกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155mm อย่างเต็มรูปแบบของกองทัพบกสหรัฐฯ การเลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH หมายความว่าขณะนี้สหรัฐฯได้เข้าร่วมชาติพันธมิตรเกือบ 12ประเทศที่ซึ่งแบ่งปันเครือข่ายทางอุตสาหกรรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกรวมถึงกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) และนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(ROKMC: Republic of Korea Marine Corps),
เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, นอร์เวย์,โรมาเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/k9.html), โปแลนด์, อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/k9-100.html), ออสเตรเลีย, ตุรกี, อียิปต์, และเวียดนาม(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/k9.html) รวมถึงโอกาสความเป็นไปได้กับสเปน, แคนาดา, สาธารณรัฐเช็ก, สวีเดน, กาตาร์ และอิรัก

"ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของ Hanwha และประสบการณ์การผลิตในประเทศในออสเตรเลีย, อียิปต์(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/k9.html), โปแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/k2-k9.html) และโรมาเนียแสดงความมุ่งมั่นที่ได้รับการพิสูจน์แล้วที่จะดำเนินการปฏิบัติงานในประเทศ เราตื่นเต้นที่จะนำมาสู่สหรัฐฯ การทำภายในประเทศเป็นศูนย์กลางของรูปแบบธุรกิจทั่วโลกของ Hanwha
ยกประโยชน์จากความเป็นผู้นำระดับโลกทางวิทยาการด้านอุตสาหกรรมของเราและกระบวนการในเกาหลีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งอธิปไตยทางอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการต่อเรือ, การผลิตเครื่องกระสุน หรือการผลิตรถรบก็ตาม" Michael Coulter ผู้อำนวยการบริหาร(CEO: Chief Executive Officer) บริษัท Hanwha Defense USA กล่าว

"การประกาศสัญญานี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่ยั่งยืนของ Hanwha ต่อสหรัฐฯและจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เราไม่ได้เพียงแค่ส่งมอบระบบ เรากำลังสร้างกิจการการผลิตของชาวอเมริกัน การส่งมอบวิทยาการ และการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับความร่วมมือทางอุตสาหกรรมในวงกว้าง Hanwha กำลังลงทุนในอเมริกาในระยะยาว" Alex Wong ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์(CSO: Chief Strategy Officer) กลุ่มบริษัท Hanwha Group สาธารณรัฐเกาหลีกล่าว
"เรากำลังให้ความสำคัญมุ่งเน้นในการปักหมุดการสร้างเครือข่ายการผลิตปืนใหญ่อัตตาจร K9 Mobile Howitzer ของสหรัฐฯ ด้วยโรงงานใน Opelika, Alabama ในฐานะจุดเริ่มต้น Phase I ปัจจุบันที่สามารถส่งมอบปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ MTC ที่รวดเร็วและในขนาดที่กองทัพบกสหรัฐฯต้องการ" Jason Pak หัวหน้าแผนกปืนใหญ่-ระบบภาคพื้นดินของบริษัท Hanwha Defense USA กล่าว

บริษัท HDUSA จะเดินหน้าเพื่อประเมินค่าระยะต่อๆไปในอนาคตและวางตำแหน่งในฐานะบริษัทการขยายร่องรอยและขีดความสามารถการผลิตระบบปืนใหญ่ต่างๆของตนในสหรัฐฯ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมกับผู้จัดส่งต่างๆและการพัฒนาแรงงานที่จำเป็นในอนาคตเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวและกิจกรรมการนำวิทยาการมาแทนที่ต่างๆ
ในเวลาที่สหรัฐฯกำลังวางการมุ่งความสนใจใหม่เกี่ยวกับการเสริมความแข็งแกร่งพื้นฐานอุตสากรรมป้องกันประเทศของอเมริกา บริษัท HDUSA เชื่อว่าการผสมผสานขีดความสามารถที่สมบูรณ์แล้วและความมุ่งมั่นทางอุตสาหกรรมของตนได้เสนอทั้งความสอดคล้องในระยะสั้นและมูลค่าในระยะยาว

ปัจจุบันกองทัพบกสหรัฐฯไม่มีระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบใดในประจำการ ระบบปืนใหญ่อัตตาจรที่มีในประจำการในปัจจุบันคือปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A6 Paladin และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A7 ขนาด 155mm/39calibre ที่ผลิตโดยบริษัท BAE Systems, Inc สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/m109a6-paladin.html)
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH ที่จัดหาภายใต้โครงการปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ MTC จะทดแทนปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งลากจูงน้ำหนักเบา M777 155mm/39calibre ที่ผลิตโดยบริษัท BAE Systems, Inc เช่นกันในโครงสร้างอัตราจัดกำลังรบหน่วยปืนใหญ่สนามที่ถูกเลือกของกองทัพบกสหรัฐฯครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/bae-systems-m777.html)

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

อินเดียออกเอกสารขอข้อเสนอ RFP สำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงอเนกประสงค์ MTA ใหม่ 60เครื่อง

India issues RFP for multirole transport aircraft programme





The Indian Air Force (IAF) seeks to replace its ageing Antonov An-32 transport fleet with a multirole transport aircraft capability. (Indian Air Force)

กระทรวงกลาโหมอินเดียได้เผยแพร่เอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposal) เพื่อจะจัดหาขีดความสามารถเครื่องบินลำเลียงอเนกประสงค์ MTA(Multirole Transport Aircraft) แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมยืนยันต่อ Janes
เอกสารขอข้อเสนอ RFP ที่ออกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 มองหาเครื่องบินลำเลียงใหม่จำนวน 60เครื่องที่วงเงินประมาณ 1 trillion Indian Rupee($10 billion) ตามที่ Janes เข้าใจ

เอกสารขอข้อเสนอ RFP มีขึ้นตามการออกเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) ของกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force) ในเดือนกรกฎาคม 2023 สำหรับโครงการ
กองทัพอากาศอินเดียกำลังมองหาเครื่องบินลำเลียงใหม่ที่สามารถบรรทุกได้หนักถึง 18-30tonnes ตามเอกสารขอข้อมูล RFI การส่งมอบต้องมีขึ้นภายใน 36เดือนหลังลงนามสัญญา

ขณะที่รายละเอียดแบบเต็มรูปแบบเกี่ยวกับเอกสารขอข้อเสนอ RFP ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่าผู้เข้าแข่งขันในโครงการเครื่องบินลำเลียงอเนกประสงค์ MTA
มองเครื่องบินลำเลียงใหม่จำนวน 12เครื่องที่จะส่งมอบในสถานะพร้อมทำการบินทันที(fly-away condition) และจำนวน 48เครื่องจะถูกผลิตในอินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/09/c295-2025.html)

เครื่องบินลำเลียงใหม่ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ MTA มีจุดประสงค์ที่จะทดแทนฝูงเครื่องบินลำเลียง Antonov An-32 (NATO กำหนดรหัส 'Cline') ยุคอดีตสหภาพโซเวียตของกองทัพอากาศอินเดีย
บริษัท Airbus Defence and Space ยุโรป, บริษัท Embraer Defense and Security บราซิล, และบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้แสดงความสนใจก่อนหน้านี้ในการมีส่วนร่วมในโครงการ

ในการตอบสนองต่อเอกสารขอข้อมูล RFI ที่ออกในปี 2023 บริษัท Airbus ยุโรปเสนอเครื่องบินลำเลียง A400M Atlas ของตน(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/a400m-53.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/airbus-a400m.html)
ขณะที่เครื่องบินลำเลียง A400M มีน้ำหนักบรรทุกที่ 37tonne เกินความต้องการโครงการ MTA บริษัท Airbus กล่าวกับ Janes ในปี 2023 ว่า A400M Atlas "สามารถเติมเต็มช่องว่างขีดความสามารถการลำเลียงของกองทัพอากาศอินเดีย" จากมุมมองการปฏิบัติการ

Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวในปี 2023 ว่าตนจะเสนอเครื่องบินลำเลียง C-130J Super Hercules เข้าแข่งขัน ซึ่งมีมีน้ำหนักบรรทุกที่ 19tonne(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/c-130j-10.html)
ในปี 2024 บริษัท Embraer บราซิล และบริษัท Mahindra Defence Systems อินเดียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding)  เพื่อที่จะ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kc-390-millennium-2.html)

"ร่วมกันดำเนินการผลักดันโครงการเครื่องบินลำเลียงอเนกประสงค์ MTA" ด้วยเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/c-390-millennium-2.html)
ตามข้อมูลจาก Embraer บราซิลเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium สามารถบรรทุกสัมภาระได้ที่น้ำหนักที่ 26tonnes ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c-390-millennium-10.html)

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

PT PAL เปิดเผยขีดความสามารถยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ Kamikaze USV ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย

PT PAL reveals capabilities of Indonesian Navy's one-way attack USV



The Kamikaze drone from PT PAL. (PT PAL)

PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียได้เปิดเผยรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) โจมตีแบบพลีชีพทางเดียว(OWA: One-Way Attack) ที่พัฒนาในประเทศ
ยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV ที่ได้การเปิดตัวครั้งแรกของตนในต้นเดือนสิงหาคม 2026 นั้น(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kamikaze-usv.html)

ได้มีขึ้นระหว่างการฝึกร่วมที่มีส่วนร่วมจากทุกเหล่าทัพของกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia) ซึ่งมีขึ้นในหมู่เกาะ Riau ระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา
การแสดงคุณลักษณะของระบบมีขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 เมื่อยานผิวน้ำไร้คนขับ USV ถูกปล่อยออกจากอู่ลอย(well deck) ของเรือพยาบาล KRI dr. Soeharso (990) ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

ในการตอบสนองต่อการถามคำถามต่างๆจาก Janes บริษัท PT PAL อินโดนีเซียชี้แจงว่าชุดการแสดงคุณลักษณะของยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA USV จำลองการปฏิบัติการโจมตีต่อกำลังรบข้าศึก
ยานผิวน้ำไร้คนขับ USV ยังสามารถถูกนำไปใช้ในรูปแบบสำหรับภารกิจการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence Surveillance and Reconnaissance) ด้วยการติดตั้งระบบตรวจจับ electro-optical ต่างๆ

PT PAL อินโดนีเซียกล่าว่ายานผิวน้ำไร้คนขับโจมตี USV ซึ่งบริษัทเรียกว่าเป็นยานผิวน้ำไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ Kamikaze USV สามารถทำความเร็วได้ถึง 55knots 
สามารถบรรทุกหัวรบระเบิดได้ถึง 150kg เมื่ออยู่ในรูปแบบการปฏิบัติการโจมตีต่างๆ ไม่มีรายละเอียดต่างๆอื่นๆที่ถูกมอบให้ แต่จากชุดภาพที่เผยแพร่โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียตั้งข้อสังเกตุว่า

ยานผิวน้ำไร้คนขับ USV มีรูปทรงหัวเรือทรงเอียงแหลมและแคบทำให้เรือดูเหมือนถูกปรับแต่งให้สอดคล้องกับเรือเร็วโจมตีขนาดเล็กเพื่อเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วสูง สิ่งที่ติดตั้งอยู่ส่วนบนของส่วนด้านท้ายดาดฟ้ายก(superstructure) 
น่าจะเป็นชุดระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optical and Infrared) ที่ติดตั้งบนเสากระโดงขนาดเล็ก ระบบตรวจจับนี้น่าจะมอบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติระยะไกลด้วยการสร้างภาพเวลาจริงเพื่อการนำร่อง, ตรวจจับเป้าหมาย และนำวิถีขั้นสุดท้ายระหว่างการวิ่งโจมตีสุดท้าย

การจัดวางรูปแบบตั้งข้อสังเกตว่ายานผิวน้ำไร้คนขับ USV ได้ถูกควบคุมผ่านการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการบัญชาการและควบคุม(C2: Command and Control) มากกว่าที่จะปฏิบัติการระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนท้ายของเรือยังปรากฎที่จะนำช่องท่อไอเสียสำหรับเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในมาใช้ บ่งชี้ว่ายานผิวน้ำไร้คนขับ USV ใช้กำลังขับเคลื่อนระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใช้งานทางทะเลตามแบบครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Lockheed Martin สหรัฐฯเสร็จสิ้นการทดสอบระบบการรบของเรือลาดตระเวน ASEV ญี่ปุ่น

Lockheed Martin completes tests of Japan's ASEV combat system





A computer-generated image of Japan's future Aegis System Equipped Vessel (ASEV). (Japan MOD)

บริษัท Lockheed Martin สหรัฐได้เสร็จสิ้นการทดสอบและยืนยันรับรองของระบบการรบบนเรือชุดแรกสำหรับโครงการเรือลาดตระเวนติดอาวุธปล่อยนำวิถี ASEV(Aegis System Equipped Vessel) ของญี่ปุ่น
บริษัท Lockheed Martin ประกาศเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่าชุดระบบการรบทางเรือบูรณาการเต็มรูปแบบชุดแรกสำหรับเรือลาดตระเวน ASEV ได้พร้อมจัดชุดบรรจุภัณฑ์และทำการขนส่งไปยังญี่ปุ่นแล้ว

ชุดระบบการรบทางเรือประกอบด้วยแผงสายอากาศ radar แบบ AN/SPY-7, อุปกรณ์การประมวลผล radar, ระบบจ่ายพลังงานและทำความเย็น, และตู้ควบคุมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบอำนวยการรบ Aegis
สิ่งอุปกรณ์จะถูกติดตั้งบนเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกและเข้ารับการทดสอบตรวจรับขั้นสุดท้ายก่อนเรือขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) Lockheed Martin สหรัฐกล่าว

ตามข้อมูลจากบริษัท Lockheed Martin การตรวจรับรองระบบยืนยันสมรรถนะของ radar แบบ SPY-7 และสถาปัตตยกรรมของระบบการรบ Aegis ที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นแกนหลักของขีดความสามารถการป้องกันขีปนาวุธในทะเลในอนาคตของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นกำลังจัดหาเรือลาดตระเวน Aegis ASEV จำนวน 2ลำสันนิษฐานว่าเพื่อปฏิบัติภารกิจการป้องกันขีปนาวุธที่ปัจจุบันทำหน้าที่โดยกองเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี Aegis ชั้นต่างๆของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นคือ

เรือพิฆาตชั้น Kongo ทั้ง 4ลำ เรือพิฆาต DDG-173 JS Kongo เรือพิฆาต DDG-174 JS Kirishima เรือพิฆาต DDG-175 JS Myoko และเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kongo-tomahawk.html),
เรือพิฆาตชั้น Atago ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-177 JS Atago และเรือพิฆาต DDG-178 JS Ashigara, และเรือพิฆาตชั้น Maya ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-179 JS Maya และเรือพิฆาต DDG-180 JS Haguro(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/maya-ddg-180-haguro.html)

โครงการเรือลาดตระเวน ASEV ได้สอดคล้องตามมากับการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo ปี 2020 ที่ได้ยกเลิกแผนที่จะวางกำลังระบบป้องกันขีปนาวุธฐานบนชายฝั่ง Aegis Ashore
การสร้างเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกที่คาดว่าจะมีหมายเลขเรือ CG-191 ถูกประกาศสัญญากับบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/mogami-ffm-9-natori.html)

ขณะที่บริษัท Japan Marine United(JMU) ญี่ปุ่นได้รับสัญญาเพื่อสร้างเรือลาดตระเวน ASEV ลำที่สองที่คาดว่าจะมีหมายเลขเรือ CG-192 อีกหนึ่งเดือนต่อมาในเดือนกันยายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/sakura-opv-903-js-hinoki-opv-904-js-sugi.html)
เรือลาดตระเวน ASEV ถูกออกแบบบนพื้นฐาน SPY-7 radar ซึ่งมอบการตรวจการณ์ที่ครอบคลุม 360องศาอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลจาก Lockheed Martin สหรัฐฯแบบแผนจะทำให้เรือสามารถที่จะตรวจจับ, ติดตามและโจมตีภัยคุกคามขีปนาวุธและทางอากาศต่างๆจำนวนกลุ่มใหญ่มากได้พร้อมกัน

เรือลาดตระเวน ASEV แต่ละลำจะได้รับการติดตั้งด้วยแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launch System) จำนวน 128ท่อยิง ทำให้พวกเธอจะเป็นระบบเรือรบป้องกันขีปนาวุธที่ติดอาวุธหนักที่สุดในประจำการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
และจะยังสามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SM-6 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น Type 12 ได้ด้วย กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับมอบเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกจากบริษัท MHI ในปี 2027 และลำที่สองจากบริษัท JMU ในปี 2028 ครับ

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สอง CVN-79 USS John F. Kennedy เสร็จสิ้นการทดลองเรือในทะเล

Carrier Kennedy completes acceptance sea trials





Aircraft carrier John F Kennedy completed sea acceptance trials. (HII)

เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Ford ลำที่สอง เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy ได้เสร็จสิ้นการทดลองเรือในทะเล(SAT: Sea Acceptance Trial) ต่างๆแล้ว
บริษัท Huntington Ingalls Industries(HII) สหรัฐฯเจ้าของอู่เรือ Newport News Shipbuilding ที่สร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ยืนยันในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2026

เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy ได้เดินเรือกลับมายังอู่เรือ Newport News Shipbuilding หลังจากการทดสอบและประเมินค่าเพิ่มเติมของระบบและส่วนประกอบสำคัญต่างๆของเรือในทะเล บริษัท HII สหรัฐฯกล่าว
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สอง เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy ถูกจัดหาในปีงบประมาณ 2013(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/ford-cvn-79-uss-john-f-kennedy.html)

"การยื่นงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2026 ของกองทัพเรือสหรัฐฯประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างของตนทั้งหมดที่ราว $13.2 billion ระบุว่าเรือมีกำหนดสำหรับการส่งมอบในเดือนมีนาคม 2027
และร้องของบประมาณวงเงิน $150 million ในค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เพื่อให้เสร็จสิ้น(CTC: cost to complete) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเรือ" กองงานวิจัยสภา Congress สหรัฐฯ(CRS: Congressional Research Service) กล่าว

ในรายงาน "โครงการเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford (CVN-78) กองทัพเรือสหรัฐฯ : ภูมิหลังปัญหาต่างๆสำหรับสภา Congress"(Navy Ford (CVN-78) Class Aircraft Carrier Program: Backgroundand Issues for Congress)
ของ CRS สหรัฐฯที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2025 "ในการยื่นงบประมาณประจำปี 2013 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำหนดการส่งมอบเรือที่เคยถูกคาดการณ์ไว้คือเดือนกันยายน 2022" CRS สหรัฐฯกล่าว

การยื่นงบประมาณประจำปี 2026 ของกองทัพเรือสหรัฐฯแสดงกำหนดการส่งมอบของเรือที่เดือนมีนาคม 2027 ล่าช้าไป 54เดือน" กองงานวิจัยสภา Congress สหรัฐฯ CRS กล่าวในรายงานของตน
กำหนดการส่งมอบของเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy ได้ "ถูกเลื่อนมาเป็นเดือนมีนาคม 2027 จากที่เคยคาดการณ์การส่งมอบในเดือนกรกฎาคม 2025"

"เพื่อสนับสนุนการเสร็จสิ้นการรับรองของอุปกรณ์หยุดอากาศยานขั้นก้าวหน้า Advanced Arresting Gear(AAG) และเดินหน้างาน lift ยกอาวุธชั้นก้าวหน้า Advanced Weapons Elevator(AWE)"
ตามเอกสารการสนับสนุนการร้องของบประมาณประจำปี 2026 ของกองทัพเรือสหรัฐฯต่างๆ งานเกี่ยวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy ได้เผชิญกับความล่าช้าอื่นๆ

เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy เดิมมีกำหนดการขั้นต้นที่จะส่งมอบในสองระยะ โดยตัวเรือและระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องของเรือเป็นอันดับแรกและจากนั้นงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการรบจะเสร็จสิ้นและถูกส่งมอบในภายหลัง 
อย่างไรก็ตามสองขั้นระยะดังกล่าวได้ผสมผสานเข้าสู่การส่งมอบเรือในครั้งเดียวตามปกติแล้ว เกือบจะในช่วงเวลาเดียวกันสภา Congress ได้เรียกร้องว่า(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/trump-ford.html)

เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-79 USS John F. Kennedy จะต้องสามารถรองรับการปฏิบัติการเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35C Lightning II ได้ซึ่งจำเป็นที่ต้องมีการดัดแปลงต่างๆต่อเรือ ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump 
ได้ออกคำสั่งไปยังกระทรวงการสงครามสหรัฐฯสำหรับการยื่นแผนต่างๆในการแทนที่ระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีด catapult แม่เหล็กไฟฟ้า(EMALS: Electromagnetic Aircraft Launch System) ที่ถูกติดตั้งบนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ไปเป็นระบบไอน้ำครับ

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยบอกใบ้การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑


A Scaled model of the Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16A Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat, shown with four Diehl IRIS-T short-range air-to-air missiles, presented to Prime Minister of Thailand Mr. Anutin Charnvirakul during his visit at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 14 August 2026. (Airlinesweek)


Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) was inspection Armament section of Wing 1 Korat RTAF Base on 23 July 2026, seen RTAF F-16A/B of 103rd Squadron being equipped with Diehl IRIS-T short-range air-to-air missile on its wingtip station by European officials. (Royal Thai Air Force)








The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat perform air strike demonstration and escort flight to Socata TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul on 14 August 2026. (RTAF Insider)

นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี 
ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 
นอกจากนี้ ยังได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ พร้อมกันนั้น ได้เยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ มีหน้าที่เตรียมกําลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กําลังกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบ
ของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดย นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ 
เนื่องด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง 
ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม
ภาพ​ถ่า​ยโดย​ กิตติ​เดช ​สงวน​ทองคำ

อารักขาบนฟ้า ตรวจความพร้อมบนพื้น
ภารกิจเดียวสะท้อนกำลังทางอากาศ และขีดความสามารถของนักรบทางอากาศ
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังทางอากาศ ณ กองบิน 1 โคราช พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น และทุกส่วนสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพอากาศในทุกมิติ 
ในการนี้ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อพิจารณาด้านความมั่นคงบริเวณด้านตะวันออกจากกองทัพอากาศ รวมถึงการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ" (Unbeatable Air Force) ดังนี้
1 การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ : การผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ เพื่อให้เป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมและยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศของเราในอนาคต
2 กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง : การขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน "ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ" ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างครอบคลุม
3 การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน : การใช้ขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและทันท่วงทีในทุกวิกฤต
4 การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ : การพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อก้าวไปสู่ National Link โดยบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด 'One Team ทัพไทย' ให้กำลังรบทั้ง 3 เหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
5 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : การมุ่งสู่ ‘การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน’ โดยการผลักดันผลงานวิจัยและยึดหลักนโยบายชดเชย (Defence Offset) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการยกระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ท้ายที่สุด ทุกการพัฒนาของกองทัพอากาศมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปกป้องชาติและประชาชน” พร้อมพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทย และยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศในทุกสถานการณ์

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ดำเนินการตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1 เพื่อพบปะข้าราชการ รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน 
ตลอดจนรับทราบข้อขัดข้อง ปัญหา และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของหน่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติงานด้านสายวิทยาการสรรพาวุธ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพอากาศ
ในการนี้ นาวาอากาศเอก พิชญาณ อะสีติรัตน์ ผู้บังคับการกองบิน 1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และข้าราชการกองบิน 1 ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในสายวิทยาการสรรพาวุธให้มีความพร้อม รองรับภารกิจของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security Council) พร้อมรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ และคณะ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ได้แสดงขีดความสามารถการบินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930 ที่ทำการบินโดยนายกรัฐมตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้บอกใบ้ถึงขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Diehl IRIS-T เยอรมนีกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของฝูงบิน๑๐๓

แบบจำลองย่อขนาดของเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙ F-16A Block 15 OCU หมายเลข "10310" ที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A หมายเลข 10310 เครื่องจริงที่มีการทำเครื่องหมาย score mark การใช้อาวุธในปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ก็ถูกจัดแสดงพร้อมกับเครื่องรบหลักแบบอื่นๆของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน
แบบจำลองเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A 10310 ได้แสดงการติดตั้งแบบจำลองอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/diehl-defence-iris-t.html) ที่ตำบลอาวุธที่๑ และที่๙(Station 1 and 9) ปลายปีกทั้งสองข้าง และตำบลอาวุธที่๒ และที่๘ (Station 2 and 8) ใต้ปีกคู่นอกสุด ซึ่งแบบจำลองที่มอบให้บุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการไม่น่าจะแสดงการติดอาวุธที่ทำไม่ได้จริง

นี่ยังสอดคล้องกับการรตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ของพลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) และคณะเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16 ไม่ทราบรุ่นและฝูงบินของกองทัพอากาศไทยถูกจอดที่โรงเก็บอากาศยานที่ตำบลอาวุธที่๙ ปลายปีกติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T พร้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปด้วย
ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เป็นหน่วยบินแรกของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่จัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan I จำนวน ๑๒ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988), และภายใต้โครงการ Peace Naresuan II จำนวน ๖เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) รวม ๑๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html)

ต่อมาได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ๒เครื่อง และ บ.ข.๑๙ก F-16B ๕เครื่อง รวม ๗ เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)(โครงการ Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) และโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ จำนวน ๑๐เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-16a-adf.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้ถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/f-16ambm-lizard-3-amraam.html) ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) และได้ปรับปรุงความทันสมัยครึ่งอายุ EMLU(Enhanced Mid-Life Update) ที่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018),

เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gripen-cd.html) และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-5th-super-tigris.html) ซึ่งต่างใช้งานร่วมกับหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display)
และจะมีการทดสอบกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) รวมถึงเป็นอาวุธหลักหนึ่งของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ที่กำลังจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่ประจำการในในฝูงบิน๑๐๓ นั้นเดิมรองรับการติดตั้งรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-114/A ซึ่งรองรับเฉพาะการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P/AIM-9L/AIM-9M Sidewinder ขณะที่เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จะรองรับรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-129 ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-5 AMRAAM
เช่นเดียวกับการบูรณาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่ใช้รางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-7 ที่เก่ากว่า อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้รับการออกแบบให้มีมิติขนาดและส่วนติดต่อและการติดตั้งเข้ากับอากาศยานที่รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ตระกูล AIM-9 Sidewinder ได้ตั้งแต่ต้น เป็นที่เข้าใจว่าครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ 

จะได้รับการดัดแปลงรางอาวุธ LAU-114/A และ LAU-129 ดั้งเดิม รวมถึงการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ของระบบจัดการอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SMS: Stores Management System) ผ่านหน้าจอควบคุมระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SCP: Stores Control Panel) เพื่อให้รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T โดยไม่มีการดัดแปลงโครงสร้างหลักและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่มเติม
ตามสมุดปกขาวของกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html) เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ มีกำหนดที่ถูกปลดประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๘(2028-2035) การปรับปรุงบูรณาการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T จึงน่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถระยะสุดท้ายในประจำการครับ