วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยเลือก Hanwha Ocean เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำ

Hanwha Ocean Selected as Preferred Bidder for Thailand’s Next-Generation Frigate Program

Artist impression of the design selected for Thailand’s Next-Generation Frigate Program. (Hanwha Ocean)


Hanwha Ocean OCEAN-40F frigate design on display at Defense & Security 2025 in Bangkok, Thailand. (Naval News)

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้การนำโดย Kim Hee-cheul ประธานและผู้อำนวยการบริหาร ได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ตามเอกสารที่เผยแพร่โดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
โครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยวิธีคัดเลือก นั้น การจ้างสร้างเรือฟริเกต จำนวน ๑ ลำ ผู้ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. โดยเสนอราคา เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๗๓๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($508,202,023)(https://www.navy.mi.th/procurement-result/9125)

บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่ตามว่าเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://www.hanwha.co.kr/newsroom/media_center/news/news_view.do?seq=16255) ว่า "การคัดเลือกเป็นก้าวย่างทางขั้นตอนกระบวนการที่นำไปสู่การหารือในแง่รายละเอียดเฉพาะ 
รวมถึงรายละเอียดคุณลักษณะทางเทคนิคต่างๆและขอบเขตของโครงการ ก่อนหน้าการลงนามสัญญาขั้นสุดท้าย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการเจรจารายละเอียดต่างๆกับกองทัพเรือไทย และเงื่อนไขสัญญาสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยผลลัพธ์ของการเจรจาต่างๆเหล่านั้น"

"ด้วยการถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนา บริษัท Hanwha Ocean วางแผนที่จะเสริมสร้างแข็งแกร่งรากฐานการจัดตั้งสำหรับความร่วมมือการป้องกันประเทศทางเรือรบระยะยาวกับไทยขณะที่เดินหน้าที่ขยายความเป็นไปได้ทางธุรกิจในตลาดเรือรบผิวน้ำทั่วโลกรวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างการเจรจารายละเอียดต่างๆที่กำลังจะมีขึ้น บริษัท Hanwha Ocean ตั้งใจที่จะประสานงานเงื่อนที่จำเป็นต่างๆอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะดำเนินการปฏิบัติได้อย่างน่าเชื่อถือและสร้างเรือรบที่เป็นที่พอใจสำหรับทั้งกองทัพเรือไทยและ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี

"ผ่านขั้นตอนนี้ บริษัท Hanwha Ocean มุ่งเป้าที่จะได้รับเงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสมที่สุดที่เพิ่มการแข่งขันได้และประสิทธิภาพของโครงการต่อเรือรบของตนอย่างถึงขีดสุด กองทัพเรือไทยได้แถลงก่อนหน้าในเอกสารแจ้งต่อสาธารณะว่ากองเรือไทยได้เสนอวงเงิน ๑๖.๗๓ พันล้านบาทหรือประมาณ 683.3 billion Korean Won สำหรับการสร้างเรือฟริเกต ๑ลำ และการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้แข่งขันในโครงการเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยกับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆจากสเปน, สิงคโปร์, ตุรกี และประเทศอื่นๆ บริษัทได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์ตามความแข็งแกร่งของประสบการณ์ความสำเร็จของตนในการส่งมอบเรือฟริเกตลำแรก"

"คือเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุยเดช(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/rtn-27aug2026.html) แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมถึงความเชี่ยวชาญการสร้างเรือรบที่บริษัท Hanwha Ocean สั่งสมมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kddx.html)
การสนับสนุนเชิงรุกจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี, สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี, และกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ยังมีส่วนช่วยในการได้รับการถูกเลือก"

"ความเชื่อถือระหว่างสองชาติราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเกาหลีถูกสร้างผ่านการแลกเปลี่ยนทางกลาโหมที่ยั่งยืนที่ยังถูกใช้ในฐานะรากฐานสำหรับความก้าวหน้าของโครงการ สิ่งต่างๆเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงการแลกเปลี่ยนและการหารือระดับทวิภาคีของกองทัพเรือทั้งสองชาติ,
การเดินทางเยือนไทยโดยหมู่เรือฝึกต่างประเทศ(Cruise Training Task Group) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/blog-post.html) และการฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)" บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตน

ตามที่ Naval News รายงานก่อนหน้านี้การแข่งโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยมีผู้เข้าแข่งขันจาก ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกี, Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์, และบริษัท TAIS Shipyards ตุรกี
ตามที่ Naval News รายงานระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html)

รูปแบบของแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ของ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีสำหรับกองทัพเรือไทยนั้นแตกต่างออกไปจากปกติ เป็นครั้งแรกที่อู่เรือสาธารณรัฐเกาหลีเป็นหุ้นส่วนจะผู้ผลิตระบบการป้องกันประเทศชั้นนำต่างๆของยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html) ระหว่างงาน Defense & Security 2025 
บริษัท Hanwha Ocean ได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) กับบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสเพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบตรวจจับต่างๆ และบริษัท MBDA ยุโรปสำหรับการบูรณาการะบบอาวุธต่างๆ

ความเป็นหุ้นส่วนนี้ส่งมอบขีดความสามารถการโจมตีที่มีศูนย์กลางบนอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ MBDA Exocet MM40 Block 3C ซึ่งให้ขีดความสามารถทั้งการโจมตีที่ระยะเหนือเส้นขอบฟ้าและการโจมตีเป้าหมายชายฝั่ง
บริษัท Hanwha Ocean ยังได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ MoU กับบริษัท Cohort Group สหราชอาณาจักร รวมถึงความร่วมมือเกี่ยวกับระบบ Sonar ต่างๆ, แท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ SEA Torpedo Launcher System(TLS), ระบบตรวจการณ์, ระบบชี้เป้าหมาย และระบบควบคุมการยิงต่างๆ เช่นเดียวระบบจัดการการสื่อสารต่างๆ

บนพื้นฐานจากแบบจำลองเรือฟริเกต Ocean-40F ที่ถูกจัดแสดงในงาน Defense & Security 2025 และชุดภาพล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ๒๕๖๙ โดย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี เรือฟริเกตใหม่ในอนาคตของกองทัพเรือไทยน่าจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับต่างๆ รวมถึง
radar แบบ HENSOLDT TRS-4D, ระบบควบคุมการยิง Chess Dynamics Sea Eagle FCRO(Fire Control Radar Optical) และ SeaEagle FCEO-D(Fire Control Electro-Optical Digital), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) radar ทางยุทธวิธีแบบ L3Harris ES-3601 R-ESM

การป้องกันภันทางอากาศของเรือฟริเกต Ocean-40F กองทัพเรือไทยถูกมอบให้โดยแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) 16-cell ๑๖ท่อยิงติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA NG ๑๖นัด และแท่นยิงอาวุธปล่อนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA SIMBAD RC สองแท่นยิงที่ด้าหน้าและด้านหลังเรือเสริมขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศระยะประชิดเพิ่มเติม
ชุดระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm/62 และแท่นยิง remote(RWS: Remote Weapon Station) DS-30 Mk2 สองแท่นสำหรับปืนกล 30mm ที่ถูกใช้ในแบบทวิประสงค์ทั้งสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำตามแบบและภัยคุกคามแบบอสมมาตรต่างๆที่อุบัติขึ้น เรือฟริเกต Ocean-40F ยังปรากฎที่จะติดตั้งแท่งยิงเป้าลวง Lacroix SYLENA สี่แท่นยิงด้วย

หนึ่งในภาพวาดสร้างจาก computer ที่บริษัท Hanwha Ocean เผยแพร่ล่าสุดยังแสดงเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 VTOL UAV(Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ที่ประจำการในฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) และยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) แบบหนึ่งแล่นควบคู่ไปกับเรือฟริเกต Ocean-40F 
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าระบบไร้คนขับต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กำลังมีขึ้นหรือไม่ บนพื้นฐานจาก MoU ที่ลงนามไปก่อนหน้าสันนิษฐานว่าระบบอำนวยการรบ CMS ของเรือคือ SETIS ของ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมน่าจะมีขึ้นเมื่อไทยลงนามสัญญาจัดหาอย่างเป็นทางการหลังกองทัพเรือไทยแถลงผลการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

ภาพเปิดเผยยานเกราะล้อยาง Type 19 8x8 จีนรุ่นใหม่ติดอาวุธ Laser

China reveals laser-equipped Type 19 armoured vehicle variant





A Chinese Type 19 infantry fighting vehicle carrying a laser C-UAS system, reflecting the PLA's growing emphasis on layered air-defence capabilities on the battlefield. (Janes)

ชุดภาพของยานเกราะล้อยาง 8x8 AFV(Armoured Fighting Vehicle) รุ่นใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีคุณลักษณะป้อมปืนที่ติดตั้งด้วยอาวุธ Laser ได้ปรากฎในสื่อสังคม online ในปลายเดือนสิงหาคม 2026 
การวิเคราะห์ของ Janes บ่งชี้ว่า ยานเกราะล้อยาง 8x8 รุ่นใหม่ติดตั้งด้วยป้อมปืนแบบไร้พลประจำภายในป้อมปืนที่มีคุณลักษณะติดปืนกล 30mm และอาวุธ Laser ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aerial System)

ทำให้เป็นไปได้ที่จะทำให้ยานเกราะล้อยาง 8x8 รุ่นใหม่นี้จะทำภารกิจการยิงสนับสนุนได้ ตัวรถที่ปรากฎน่าจะมีพื้นฐานจากรถรบทหารราบล้อยาง Type 19 8x8 IFV(Infantry Fighting Vehicle)
ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People's Liberation Army) ยังเป็นที่จัดเจนว่าระบบยานเกราะล้อยาง 8x8 ใหม่ดังกล่าวอยู่ในประจำการ, กำลังทดสอบ, หรือถูกใช้ในฐานะระบบสาธิตทางวิทยาการหรือไม่อย่างใด

การวิเคราะห์ของ Janes ตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธ laser C-UAS มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะโจมตีเป้าหมายทางอากาศต่างๆในระยะสายตา(LOS: Line-of-Sight) เมื่อเป้าหมายถูกตรวจพบได้ผ่านระบบตรวจจับกล้อง Electro-Optical(EO) ของรถ 
อาวุธ laser จะส่งลำแสงที่รวมตัวเป็นจุด focus เพื่อทำให้เป้าหมายใช้งานไม่ได้หรือทำลายมัน ระบบอาวุธ Laser ดูเหมือนจะถูกออกแบบเพื่อโจมตีภัยคุกคามที่ละหนึ่งเป้าหมายต่อครั้งด้วยความแม่นยำ

อาวุธ Laser น่าจะสามารถต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ต่างๆที่เพดานบินต่ำและบินช้า ที่ความสูง 50m-80m ระยะยิงน่าจะสอดคล้องกับอาวุธ laser อื่นๆของจีน
อย่างเช่นอาวุธ laser ตระกูล Guangjian(光箭, Light Arrow "ลูกศรแสง") ระบบอาวุธ Laser ยังปรากฎที่จะมีระบบทำความเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงระบบอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนรถจากการเกิดความร้อนสะสมที่สูงเกินไป

ยานเกราะล้อยาง Type 19 8x8 รุ่นใหม่ที่พบยังมีการนำระบบการหยั่งรู้สถานการณ์และระบบกำหนดเป้าหมายต่างๆมาใช้ รวมถึงกล้องกลางวัน/กลางคืนต่างๆ, ระบบ laser วัดระยะ, และกล้องเล็ง panoramic ที่ด้านบนป้อมปืน
ยานเกราะล้อยาง Type 19 8x8 รุ่นใหม่ยังมีคุณลักษณะโครงสร้างต่างๆที่เหมือนกล่องในทั้งแต่ละด้านของป้อมปืนที่จะจะเป็นที่เก็บกระสุน, ระบบตรวจจับต่างๆ, module เกราะ, หรือระบบอาวุธปล่อยนำวิถี

ยานเกราะล้อยาง Type 19 8x8 น่าจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนรถรบทหารราบล้อยาง ZBL-09 8x8(รถรบทหารราบล้อยาง Type 09 8x8 IFV) รุ่นก่อนหน้าที่มีรูปแบบรถแคร่ฐานคล้ายคลึงกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/vn1-8x8-norinco.html)
ยานเกราะล้อยาง Type 19 ถูกพบเห็นแล้วอย่างน้อยสามรุ่นคือรุ่นรถรบทหารราบ IFV ติดป้อมปืนกล 30mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง HJ-16 ATGM(Anti-Tank Guided Missile), รุ่นติดป้อมปืนใหญ่รถถัง 105mm และรุ่นลำเลียงพล APC(Armoured Personnel Carrier) ครับ

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

เกาหลีเหนือทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือพิฆาตชั้น Choe Hyon ลำที่สอง Kang Kon

North Korea assigns second Choe Hyon-class destroyer to nuclear retaliation role







North Korea commissioned the second Choe Hyon-class destroyer, Kang Kon, on 6 September 2026. (KCNA VIA KNS / AFP via Getty Images)



สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Choe Hyon ลำที่สอง เรือพิฆาต Kang Kon (หมายเลขเรือ 52) 
และมอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการของเรือในหน้าที่การตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของกองทัพเรือประชาชนเกาหลี(KPN: Korean People's Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/choe-hyon-2.html)

เรือพิฆาต Kang Kon ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 ณ Wonsan ในชายฝั่งตะวันออกของประเทศ สำนักข่าว Korean Central News Agency(KCNA) สื่อของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีรายงานวันเดียวกัน
ระหว่างพิธีผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี Kim Jong-un อธิบายเรือพิฆาตชั้น Choe Hyon ลำที่สอง เรือพิฆาต Kang Kon ขนาดระวางขับน้ำ 5,000-tonne

ในฐานะองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมการตอบโต้ทางนิวเครียร์ของชาติ และกล่าวว่าเรือพิฆาต Kang Kon ควรจะมีขีดความสามารถที่ส่งมอบ "การโจมตีตอบโต้อย่างมหันต์" ต่อเหล่าศัตรูต่างๆ
KCNA รายงานว่าเรือพิฆาต Kang Kon จะเข้าประจำการในกองเรือทะเลตะวันออก(East Sea Fleet) และดำเนินการปฏิบัติภารกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอธิปไตยทางทะเลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

การขึ้นระวางประจำการของเรือพิฆาต Kang Kon มีขึ้นเป็นเวลาน้อยกว่าสามเดือนหลังจากการระวางประจำการเรือพิฆาตชั้น Choe Hyon ลำแรก เรือพิฆาต Choe Hyon (หมายเลขเรือ 51)
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือพิฆาต Choe Hyon เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/choe-hyon.html)

เรือพิฆาต Kang Kon เดิมมีกำหนดการทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนพฤษภาคม 2025 แต่เรือเกิดพลิกคว่ำล่มจมน้ำระหว่างความพยายามปล่อยเรือลงน้ำล้มเหลวในเดือนนั้น(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/choe-hyon.html)
หลังการซ่อมทำในอู่แห้งเรือพิฆาต Kang Kon ได้ถูกปล่อยเรือลงน้ำใหม่ในเดือนมิถุนายน 2025 เรือเริ่มต้นการทดลองเรือในทะเลในเดือนมิถุนายน 2026 และดำเนินการทดสอบระบบอาวุธต่างๆในเดือนถัดมา

ในเดือนกรกฎาคม 2026 สำนักข่าว KCNA ได้เผยแพร่ชุดภาพที่แสดงเรือพิฆาต Kang Kon กำลังทำการยิงอาวุธหลากหลายแบบ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนทางยุทธศาสตร์, อาวุธต่อต้านอากาศยานต่างๆ, และอาวุธนำวิถีอื่นๆ ระหว่างการตรวจรับและทดสอบระบบการรบ
ในภาพหนึ่งปรากฎว่าเรือพิฆาต Kang Kon ได้ทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อนโจมตีเป้าหมายบนบกแบบ Hwasal-2 จากแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) ระบบ cold-launched ที่ติดตั้งกลางลำเรือครับ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

อุซเบกิสถานรับมอบเครื่องบินขับไล่ J-10CE จีนเข้าประจำการ

Uzbekistan’s J-10CEs break cover





The J-10CEs were revealed in a government video presentation. Source: Uzbek TV



อุซเบกิสถานได้แสดงเครื่องบินขับไล่ Chengdu J-10CE จากจีนชุดแรกของตน เป็นเหตุการณ์การส่งออกที่สำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ภาพเคลื่อนไหวของเครื่องบินขับไล่ J-10CE ใหม่จำนวน 6เครื่องได้ถูกแสดงในวีดิทัศน์ที่ผลิตโดยรัฐบาลอุซเบกิสถานเนื่องในโอกาสวันชาติของอุซเบกิสถานเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา

สื่อท้องถิ่นของอุซเบกิสถานรายงานระบุว่าเครื่องบินขับไล่ J-10CE ชุดแรก 6เครื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสั่งจัดหาทั้งหมดจำนวน 24เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/j-10-type-22-cm-302.html)
การมาถึงนครหลวง Tashkent ของเครื่องบินขับไล่ J-10CE ชุดแรกได้ถูกบอกใบ้ในสื่อสังคม online ของจีนไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าด้วยชุดภาพเครื่องบินที่น่าจะของอุซเบกิสถานในสีพรางเทาเรียบแต่ขาดการทำเครื่องหมายระบุสัญชาติทางการ

การมาถึงของเครื่องบินขับไล่ J-10CE จีนเป็นเครื่องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในการตีตัวออกห่างที่สำคัญสำหรับอุซเบกิสถานประเทศในเอเชียกลางที่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต
ตามที่ฝูงบินเครื่องบินรบต่างๆของกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศและกองทัพอากาศอุซเบกิสถาน(Uzbek Air Defense Forces and the Air Force) เดิมมีประจำการด้วยอากาศยานและอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียล้วน

ตามข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ด้านการบินตั้งข้อสังเกตุว่า ก่อนหน้าการมาถึงของเครื่องบินขับไล่ J-10CE ฝูงเครื่องบินรบไอพ่นความเร็วสูงของกองทัพอากาศอุซเบกิสถานประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29 จำนวน 31เครื่อง
เครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว MiG-29A จำนวน 26เครื่องถูกใช้งานภารกิจการป้องกันภัยทางอากาศ โดยเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง MiG-29UB จำนวน 5เครื่องถูกใช้ในฐานะเครื่องบินฝึก อายุการใช้งานของฝูงเครื่องบินขับไล่ MiG-29 เฉลี่ยอยู่ที่ 37.4ปี

กองทัพอากาศอุซเบกิสถาน(Uzbek Air Force) เคยมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27P จำนวน 31เครื่อง แต่เครื่องบินขับไล่ Su-27P เครื่องสุดท้ายถูกปลดประจำการในปี 2020
สำหรับฝูงบินเครื่องบินปีกนิ่งสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิด(CAS: Close Air Support) กองทัพอากาศอุซเบกิสถานมีประจำการด้วยเครื่องบินโจมตี Sukhoi Su-25 จำนวน 13เครื่อง โดยมีสองเครื่องเป็นรุ่นเฉพาะสำหรับการลากเป้าอากาศ

แยกออกไปต่างหากรายงานจากสื่อบังกลาเทศตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลบังกลาเทศกำลังพิจารณาการจัดหาเครื่องบินขับไล่ J-10CE ภายใต้ความต้องการเครื่องบินรบอเนกประสงค์(MRCA: Multi-Role Combat Aircraft)
Zahed Rahman ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีบังกลาเทศกล่าวว่ารัฐบาลบังกลาเทศในนครหลวง Dhaka หวังที่จะสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ใหม่ในปีงบประมาณปัจจุบันหรือเป็นไปได้ในปีงบประมาณหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/loi-eurofighter-typhoon.html)

"เครื่องบินขับไล่ J-10 ของจีนเป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ขณะที่เครื่องบินขับไล่ Dassault Aviation Rafale ฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด เครื่องบินขับไล่ J-10 มีสมรรถนะที่ดีมากในการรบ 
ด้วยเหตุนี้บังกลาเทศกำลังมุ่งเน้นความสนใจที่ตัวเลือกนี้ และเราหวังที่จะมีความคืบหน้าที่ดี" Zahed กล่าว เขาสังเกตว่าเครื่องบินขับไล่ J-10 จีนมีราคาถูกกว่าเครื่องบินขับไล่ของยุโรปอย่างเครื่องบินขับไล่ Rafale หรือเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon

เครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยว J-10 ได้รับการยกระดับชื่อเสียงขึ้นอย่างมากในความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานในปี 2025 เมื่อเครื่องบินขับไล่ J-10CE ของกองทัพอากาศปากีสถาน(PAF: Pakistan Air Force) ลูกค้าส่งออกรายแรกของเครื่องบินรุ่นนี้
ได้ทำการยิงเครื่องบินขับไล่ Rafale ของกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force) ตก(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/rafale-114-p-8i-neptune-6.html) ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล PL-15 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/jf-17-block-iii-pl-15.html)

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM "Toruk Makto" LIMA 2025 กองทัพอากาศมาเลเซีย









Mini Review: Hobby Master 1/72 Air Power series Sukhoi Su-30MKM Flanker-H "Toruk Makto" M52-16, TUDM, LIMA 2025 (HA9513)
with 4x R-73, 4x R-27 and 4x R-77 air-to-air missiles, 2x Kh-31 air-to-surface missiles, and 2x twin B-8M1 rocket pods for S-8 80mm rockets.
The SU-30MKM is a multirole fighter aircraft operated by the Royal Malaysian Air Force (RMAF, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia). 
This variant of the Su-30 is tailored specifically for Malaysia, featuring advanced avionics, thrust-vectoring engines, and enhanced weaponry, making it highly capable in air-to-air and air-to-ground missions. 
Equipped with a modern radar system, the SU-30MKM can track multiple targets and engage them effectively. Its versatility allows for various roles, including air superiority, reconnaissance, and ground attack. 
The aircraft's capabilities have significantly strengthened Malaysia's defense posture and air combat capabilities, contributing to regional security and deterrence in Southeast Asia. 
Su-30MKM M52-16 of No. 12 Squadron RMAF in special paint scheme "Toruk Makto" featuring Malaysia's national flag, the Jalur Gemilang, was public displayed for fist time at Langkawi International Maritime and Aerospace Exhibition 2025 (LIMA 2025) show. 
Su-30MKM "Toruk Makto" M52-16 peformed aerial display during LIMA 2025 airshow, piloted by Chief of the Royal Malaysian Air Force, General Tan Sri Mohd Asghar Khan Goriman Khan, Callsign "Gunjiz"; and the Commander of the RMAF Gong Kedak Air Base, Colonel Mohd Norazan Othman, Callsign "Sting".

กองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30MKM (NATO กำหนดรหัส "Flanker-H") จำนวน 18เครื่องในปี 2003 โดยลงนามสัญญาวงเงิน $900 million กับบริษัท Irkut Corporation ในเครือของกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation(UAC) รัสเซียในเดือนสิงหาคม 2003
ข้อตกลงการจัดซื้อยังได้รวมข้อตกลงชดเชย(offset) ต่างๆ รวมถึงการค้าต่างตอบแทน(counter trade) ในการชำระค่าใช้จ่าย 1/3 ของวงเงินสัญญาด้วยน้ำมันปาล์มดิบ และการฝึกอบรมและส่งนักบินอวกาศชาวมาเลเซียคนแรกภายใต้โครงการ Angkasawan คือ Dr.Sheikh Muszaphar Shukor สู่สถานีอวกาศนานาชาติ ISS(International Space Station) ด้วยจรวด Soyuz TMA-11 ในเดือนตุลาคม 2007 
กองทัพอากาศมาเลเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM สองเครื่องแรกในเดือนพฤษภาคม 2007 ณ โรงงานอากาศยาน Irkut ในรัสเซีย โดยถูกส่งมอบมายังฐานทัพอากาศ RMAF Gong Kedak ในรัฐ Kelantan ด้วยเครื่องบินลำเลียง Antonov An-124-100 ในเดือนมิถุนายน 2007 และทยอยรับมอบจนครบทั้ง 18เครื่องในเดือนสิงหาคม 2009 เข้าประจำการในฝูงบินที่12(No.12 Squadron)

Su-30MKM เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจสองที่นั่งเรียงกันที่เป็นรุ่นส่งออกสำหรับกองทัพอากาศมาเลเซีย ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Saturn Lyulka AL-31FP พร้อมระบบปรับทิศทางแรงขับ thrust vectoring control(TVC) สองเครื่องให้กำลังขับเครื่องละ 123kN(28,000lbf) เมื่อใช้สันดาปท้าย ทำความเร็วได้สูงสุด Mach 2.0 และมีพิสัยบินไกลถึง 3,000km
เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ประจำเครื่องจากหลายแหล่งนอกจากของรัสเซียอย่าง PESA(Passive Electronically Scanned Array Radar) แบบ N011M Bars ที่สามารถติดตามเป้าหมายในอากาศได้ถึง 15 เป้าหมายและโจมตีได้พร้อมกันต่อเนื่อง 4เป้าหมาย และกระเปาะมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures): แบบ KNIRTI SAP-518
รวมถึงจอแสดงผลตรงหน้า(HUD: Head-Up Display) และกระเปาะชี้เป้าหมาย Damocles ของบริษัท Thales ฝรั่งเศส, ระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับด้วย radar(RWR: Radar Warning Receiver) แบบ RWS-50 ระบบแจ้งเตือนการเข้าหาของอาวุธปล่อยนำวิถี(MAWS: Missile Approach Warning System) แบบ MAW-300 และระบบตรวจจับแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วย laser(LWS: Laser Warning System) แบบ LWS310 จากบริษัท Avitronics แอฟริกาใต้

เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ติดตั้งปืนใหญ่อากาศ GSh-30-1 ขนาด 30x165mm ความจุกระสุน 150นัด มีภารกรรมบรรทุกอาวุธและอุปกรณ์ได้สูงถึง 8,000kg ใน 12จุดแข็งที่ปลายปีกใต้ปีกและใต้ลำตัวรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ R-73, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางตระกูล R-27 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-77,
จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถี S-8 ขนาด 80mm ในกระเปาะจรวดแบบ B-8M1 ความจุ 20นัด, จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถี S-13 ขนาด 122mm ในกระเปาะจรวดแบบ B-13L ความจุ 5นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29T/L, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-59ME อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น radar แบบ Kh-31P และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kh-31A
ลูกระเบิดอากาศ OFAB-100-120, ลูกระเบิดอากาศ OFAB-250-270, ลูกระเบิดอากาศ FAB-500T, ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-500L, ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-1500L รวมถึงยังมีรายงานการทดสอบใช้ระเบิดนำวิถี laser แบบ GBU-12 Paveway II สหรัฐฯด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2017/06/su-30mkm-laser-gbu-12.html)

ในปี 2018 มีรายงานโดยกระทรวงกลาโหมมาเลเซียในขณะนั้นว่าเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ของกองทัพอากาศมาเลเซียจำนวน 14เครื่องจากทั้งหมด 18เครื่องได้ถูกงดบิน(grounded) เนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์และการขาดแคลนอะไหล่(https://aagth1.blogspot.com/2018/08/su-30mkm-4-mig-29n.html) โดยมีการแก้ไขปัญหาความพร้อมผ่านการปรับปรุงภายในประเทศโดยบริษัท Aerospace Technology Systems Corporation(ATSC) ในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/su-30mkm.html) และเสร็จสิ้นในปี 2025 
รวมถึงเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM หมายเลข M52-16 "Toruk Makto" ลวดลายพิเศษที่มีธงชาติมาเลเซีย(Jalur Gemilang) บนเครื่องที่ถูกเปิดตัวครั้งแรก ณ นิทรรศการทางเรือและการบินนานาชาติ LIMA 2025 ที่ Langkawi ระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2025 ที่ทำการแสดงการบินทางอากาศโดยผู้บัญชาการกองทัพอากาศมาเลเซียในขณะนั้น พลอากาศเอก Tan Sri Mohd Asghar Khan Goriman Khan ที่มี Callsign "Gunjiz" และผู้บังคับการฐานทัพอากาศ RMAF Gong Kedak นาวาอากาศเอก Mohd Norazan Othman ที่มี Callsign "Sting"
ซึ่ง Su-30MKM M52-16 "Toruk Makto" นำชื่อมาจากสัตว์นักล่าบินได้ในภาพยนตร์ชุด Avatar สื่อถึงการใช้นักบินที่มีความชำนาญและกล้าหาญระดับสูงถึงจะควบคุมเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดยังได้ถูกนำมาวางกำลัง ณ กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Foce) ในการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAMAL 33/2025 ระหว่างวันที่ ๓๐ มิถุนายน ถึง วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/air-thamal-2025.html) และต่อมาได้ทำการแสดงในงานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่ Changi สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

Hobby Master Su-30MKM "Toruk Makto" M52-16, TUDM, LIMA 2025 (HA9513)  เป็นแบบจำลอง Diecast ล่าสุดที่ผู้เขียนซื้อจากร้าน TOY STUDIO ใน Centerpoint Siam Square ที่ผู้เขียนเป็นสมาชิกได้สิทธิซื้อในราคาลดพิเศษ 10% ผ่านการสั่งจองล่วงหน้า ซึ่งแบบจำลอง Diecast มีก่อนหน้าคือ Hobby Master F-14D VF-31 Tomcatters (HA5202) ตัวแรก(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/12-f-14-tomcat.html), 
Hobby Master F-35A 69-8701, JASDF, March 2020 (HA4423) ตัวที่สอง(https://aagth1.blogspot.com/2022/08/f-35a-302.html), Hobby Master AH-64E Apache Guardian 73117, 1st Air Cavalry, US Army, 2018 (HH1215) ตัวที่สาม(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/ah-64e-apache-guardian-1.html), Hobby Master Eurofighter Typhoon "Bavarian Tigers" 30+29, JG 74, Neurburg Air Base, 2013 (HA6652) ตัวที่สี่(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/eurofighter-typhoon-bavarian-tigers-74.html), Hobby Master AV-8B Harrier II Plus 1-19, Marina Militare, North Arabian Sea, 2002 "Operation Eduring Freedom" (HA2627) ตัวที่ห้า(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/av-8b-harrier-ii-plus.html), Hobby Master F-15SG RSAF 55th Anniversary (HA4537) ตัวที่หก(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/f-15sg-rsaf-55th-anniversary.html), และ Hobby Master Rafale EH BS 001, Indian Air Force, 2020 (HA9616) ตัวที่เจ็ด(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/rafale-eh-bs-001.html)

ตัวแบบจำลองทำจากโลหะแข็งแรงมาก บรรจุภัณฑ์มีขนาดใหญ่โดยตัวแบบจำลองบรรจุในกล่องโฟมที่จัดเก็บมาค่อนข้างดีเอาออกได้ค่อนข้างสะดวกถ้าเทียบกับ series อื่นๆ แต่มีปัญหาคือดูเหมือนจะไม่มีคู่มือการประกอบมาให้ ขาตั้งแสดงฐาน plastic และแกนโลหะจะประกอบค่อนข้างยากหน่อยในช่วงแรก แต่ก็มีความพอดีในการติดตั้งและจัดแสดงแบบจำลองถ้าเทียบกับ F-15 series ที่ขาตั้งแสดงดูไม่แข็งแรงและสมดุลเลย
ห้องนักบินมีรายละเอียดพอประมาณแต่ก็ไม่มากนัก ให้หุ่นนักบินมาสองนายซึ่งฝาปิดห้องนักบินค่อนข้างถอดเข้าออกง่ายและสามารถใส่หุ่นนักบินเข้าไปได้ง่ายกว่าถ้าเทียบ series อื่นๆ ชุดอาวุธที่ให้จะมีอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-73 ที่ปลายปีกสองนัด และติดเพิ่มได้อีกสองนัดรวมสี่นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-77 สี่นัดสำหรับติดที่ตำบลอาวุธใต้ปีก, กระเปาะจรวด B-8M1 แบบแฝดสองสองชุดติดใต้ปีก
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-27 สี่นัดติดใต้ปีกสองนัด และกลางลำตัวสองนัดซึ่งถ้าใส่ขาตั้งแสดงจะติดนัดด้านหน้าไม่ได้, และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31 สองนัดติดที่ตำบลอาวุธใต้ช่องรับอากาศเข้าซึ่งมีปัญหาข้างหนึ่งติดไม่ได้เลยคับมากอีกข้างติดแล้วไม่พอดีหลุดง่ายมากแต่ขยับเบาๆเลยเลือกที่จะไม่ติด และฐานล้อหน้าที่เจอชิ้นส่วนเล็กๆหลุดต้องติดเข้าไปใหม่ เป็นข้อบกพร่องพอประมาณที่พบครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์ทำพิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สาม

Singapore Lays Keel for Third Multi-Role Combat Vessel



A segment of Singapore's third MRCV seen here at the keel-laying ceremony on 3 September 2026. (Republic of Singapore Navy)

บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์ได้ประกาศการทำพิธีวางกระดูกงูเรือของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(Multirole Combat Vessel) ลำที่สามสำหรับสำหรับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ณ อู่เรือของบริษัท
พิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามได้เชิญเจ้าหน้าที่ต่างๆเข้าร่วมรวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ Joseph Leong, ผู้บัญชาการกองทัพเรือสิงคโปร์ พลเรือตรี Sean Wat  พร้อคณะนายทหารกองทัพเรือสิงคโปร์, ตัวแทนจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) และบริษัท ST Engineering Marine

พิธีวางกระดูกงูมีขึ้นตามพิธีตัดเหล็กของเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำที่สามและลำที่สี่เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/victory-mrcv.html) ตามด้วยพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour(89) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/victory-mrcv-rss-valour.html)
ที่มีขึ้น ณ อู่เรือ Benoi ของบริษัท ST Engineering Marine เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory(88) มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/mrcv-rss-victory.html) ด้วยเรือลำที่สามที่ขณะเริ่มการสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โครงการ MRCV มีเรือที่อยู่สถานะการสร้างที่แตกต่างกัน

กองทัพเรือสิงคโปร์วางแผนที่จะทยอยได้รับมอบเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จำนวน 6ลำตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html) เพื่อทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่มีอายุการใช้งานมานาน ซึ่งได้ถูกขึ้นระวางประจำการช่วงระหว่างปี 1990-1991
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะยังคงได้รับการตั้งชื่อเรือและหมายเลขเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory ทั้ง 6ลำที่มีก่อนหน้า ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory และลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour ได้รับการตั้งชื่อเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory เดิมจึงเป็นไปได้ว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามจะมีชื่อเรือคือ เรือรบอเนกประสงค์ RSS Vigilance หมายเลขเรือ 90

เรือรบอเนกประสงค์ MRCV เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีมีความซับซ้อนทางเทคนิคมากที่สุดที่เคยถูกสร้างในสิงคโปร์ เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory มีความยาวเรือรวมที่ 150m, กว้างที่ 21m, และระวางวางขับน้ำที่ราว 8,000tonnes สิงคโปร์อธิบายแบบเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ในฐานะเรือรบและเรือแม่สำหรับระบบไร้คนขับต่างๆ 
โดยมีจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle), และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ควบคู่ไปกับระบบตรวจจับและอาวุธต่างๆของตัวเรือเอง

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ถูกออกแบบที่จะสามารถทำความเร็วได้ที่มากกว่า 22knots และมีระยะการปฏิบัติการไกลเกิน 7,000nmi ราวประมาณสองเท่าของเรือฟริเกตชั้น Formidable ของกองทัพเรือสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/formidable-blue-spear.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV มีกำลังพลประจำเรือขั้นพื้นฐานที่น้อยกว่า 100นาย สิงคโปร์ระบุว่าการลงกำลังพลประจำเรือดังกล่าวเป็นผลจากการนำระบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้อย่างมาก สะพานเดินเรือถูกออกแบบที่จะปฏิบัติการได้โดยลูกเรือสองนายและศูนย์ควบคุมเครื่องจักรของพรรคกลินโดยเจ้าหน้าที่หนึ่งนาย

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังจะบูรณาการด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ สถาปัตยกรรมระบบจ่ายไฟฟ้าของเรือได้ถูกออกแบบให้มีความจุรองรับอุปกรณ์ในอนาคตที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นได้ ดาดฟ้ายก(superstructure) ของเรือสร้างด้วยวัสดุผสมมีจุดประสงค์เพื่อลดน้ำหนักส่วนบนและสงวนพื้นที่ต่างๆสำหรับการเพิ่มเติมภายหลัง
ห้องบรรทุกภารกิจจะรองรับชุดบรรจุ module ต่างๆ 8ตู้ สิงคโปร์ระบบุว่าการใช้งานรวมถึงระบบไร้คนขับต่างๆ, การส่งกำลังบำรุงต่างๆ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ตู้บรรทุกมาตรฐานต่างๆยังจะถูกใช้สำหรับวางกำลังสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์เพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

สำหรับระบบการรบต่างๆ กองทัพเรือสิงคโปร์เปิดเผยว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะติดตั้งด้วย multifunction radar และ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) ของบริษัท Thales ยุโรป, ระบบตรวจจับกล้อง electro-optical และ sonar ตัวเรือของบริษัท Safran ฝรั่งเศส
ระบบอาวุธต่างๆรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm Strales(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html), ระบบแท่นยิงอาวุธปืนกล RCWS(Remotely Controlled Weapon System) แบบ Typhoon Mk 30‑C ขนาด 30mm, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MICA และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Aster ในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) แบบ Sylver จำนวน 16ท่อยิง

สิงคโปร์กล่าวว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นที่ถูกเลือกสำหรับเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะได้รับการยืนยันในภายหลัง มีการคาดว่าจะเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ที่พัฒนาร่วมโดยสิงคโปร์และอิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blue-spear-formidable.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังมีจุดประสงค์ที่จะถูกใช้งานในฐานะเรือบัญชาการสำหรับภารกิจต่างๆของกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces) ระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ได้รับการพัฒนาในประเทศโดย DSTA สิงคโปร์ 

โครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้นำสถาบันวิจัยทางกลาโหมแห่งชาติสิงคโปร์ DSO National Laboratories, บริษัท ST Engineering สิงคโปร์ และหุ้นส่วนนานาชาติต่างๆที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ(รวมถึงบริษัท Saab สวีเดน)มาร่วมทำงานด้วยกัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/saab-mrcv.html)
ST Engineering Marine สิงคโปร์กล่าวว่าโครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้บันทึกสถิติการทำงานครบ 2ล้านชั่วโมงคนงานโดยปราศจากอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงาน ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งชื่อเรือจริงๆ แผนกำหนดการทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำและการส่งมอบของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามครับ

TKMS เยอรมนีส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dolphin II ลำที่สามและลำสุดท้าย INS Drakon แก่อิสราเอล

TKMS delivers final Dolphin II-class submarine to Israeli Navy





Dolphin II-class submarine INS Drakon heading from Germany to Israel on 1 September 2026 after TKMS finished construction. (Michael Niedig/shipspotting.com, Michael Nitz, Naval Press Service)

บริษัท TKMS เยอรมนี และกองทัพเรืออิสราเอล(Israeli Navy) ได้ทำพิธีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 เพื่อส่งมอบเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ชั้น Dolphin-II ลำที่สามและลำสุดท้าย เรือดำน้ำ INS Drakon
จากอู่เรือ Kiel ในเยอรมนีที่เรือดำน้ำถูกสร้างแก่อิสราเอล บริษัท TKMS กล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเสร็จสิ้นโครงการเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/dolphin-ii-ins-drakon.html

ซึ่งเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้นำระบบขับเคลื่อน hybrid ที่มีพื้นฐานบนระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air Independent Propulsion) แบบ fuel cells มาใช้ ทำให้เรือดำน้ำสามารถที่จะปฏิบัติการใต้น้ำได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ 
บริษัท TKMS เสริมว่าเรือดำน้ำ INS Drakon และเรือดำน้ำชั้น Dolphin เป็นหนึ่งในชั้นเรือดำน้ำที่มีความซับซ้อนมากที่สุดที่ตนเคยสร้าง(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/dolphin-ins-drakon.html)

ถูกจัดซื้อโดยกระทรวงกลาโหมอิสราเอลสำหรับกองทัพเรืออิสราเอล กองทัพอิสราเอล(IDF: Israel Defense Forces) กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ว่า
กองทัพอิสราเอลและเจ้าหน้าที่เยอรมนีต่างๆ "กำลังดำเนินการจัดการหารืออย่างครอบคลุมเกี่ยวกับโครงการร่วมที่มีความอ่อนตัวต่างๆในอนาคต ซึ่งจะขยายความร่วมมือไปยังภาคส่วนใหม่ๆของการพัฒนาและการผลิตร่วม"

การผลิตของเรือดำน้ำชั้น Dakar จำนวน 3ลำซึ่งจะทดแทนเรือดำน้ำชั้น Dolphin รุ่นแรกจำนวน 3ลำ ได้เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/dakar-3-tkms.html)
การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dakar ลำแรกคาดว่าจะมีขึ้นในต้นปี 2030s TKMS เยอรมนียังได้สร้างเรือคอร์เวตชั้น Sa'ar 6 จำนวน 4ลำของกองทัพเรืออิสราเอลด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2021/05/tkms-saar-6-ins-oz.html)

เรือดำน้ำ INS Drakon ถูกน้ำลงสู่ทะเลเป็นครั้งแรกจากอู่เรือของบริษัท TKMS ใน Kiel เยอรมนีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 และเริ่มต้นเข้าสู่การทดลองเรือในทะเลต่างๆตั้งแต่นั้น
เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้รับการติดตั้งด้วยท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm จำนวน 6ท่อยิง และท่อยิง torpedo หนักขนาด 650mm จำนวน 4ท่อยิง ซึ่งสามารถรองรับ Torpedo ได้ถึง 16นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีได้ถึง 5นัด

เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II มีความยาวเรือราว 68.6m กว้าง 6.8m กินน้ำลึก 6.2m และมีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำประมาณ 2,400tonnes และสามารถทำความเร็วขณะดำใต้น้ำได้มากกว่า 20knots
เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II สองลำแรก เรือดำน้ำ INS Tanin และเรือดำน้ำ INS Rahav ที่เข้าประจำการในปี 2014 และปี 2016 ตามลำดับ เรือดำน้ำ INS Drakon มีหอเรือ(sail) ที่มีความยาวมากกว่าเรือดำน้ำสองลำแรกอย่างเห็นชัดครับ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันใหม่ ณ อู่เรือ TINDY ไทย








The Royal Thai Navy (RTN) held keel laying ceremony of the new Oil Tanker replenishment ship at Thai International Dockyard Co., Ltd (TINDY)'s shipyard in Tambon Taiban, Amphur Muang, Samutprakarn Province, Thailand, on 1 September 2026. (Royal Thai Navy)



ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน เพื่อสนับสนุนภารกิจในการส่งกำลังบำรุง และส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการต่อเรือ ภายในประเทศ 
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน ณ อู่ต่อเรือบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับการจัดหาเรือน้ำมันในครั้งนี้  เพื่อทดแทนเรือน้ำมันที่กำลังจะปลดประจำการ ในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ  โดยมีภารกิจในการสนับสนุน เตรียมกำลังสำหรับปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงและการสนับสนุมการส่งกำลังบำรุง  
ซึ่งต้องใช้เรือที่มีคุณลักษะเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับการสนับสนุนการส่งกำลังเชื้อเพลิงให้กับทางกองทัพเรือ สนับสนุนการสูบถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเรือที่ต้องเข้ารับการซ่อมทำ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารภัย การช่วยเหลือประชาชนและการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ  

สำหรับคุณลักษณะที่สำคัญของเรือน้ำมันลำนี้ คือ มีระวางบรรทุกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลลิตร  ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 70 กิโลลิตรต่อชั่วโมง  สามารถส่งน้ำมันให้แก่เรือของกองทัพเรือได้ทุกประเภท  มีระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 4,000 ไมล์ทะเล  ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 12 นอต  
ปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเลได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน  มีความคงทนทะเลเมื่อบรรทุกเต็มที่ไม่น้อยกว่าระดับ 4 (Sea State 4)  สามารถรับ - ส่ง น้ำมันระหว่างเรือกับเรือขณะเรือเดินได้ในสภาวะทะเลไม่น้อยกว่าระดับ 3 (Sea State 3)

ทั้งนี้ พิธีวางกระดูกงูเรือถือว่าเป็นพิธีสำคัญพิธีแรกในการสร้างเรือ และได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คำว่า “กระดูกงู” หมายถึง ตัวไม้หรือเหล็กที่ทอดตลอดลำเรือสำหรับตั้งกง ซึ่งพิธีวางกระดูกงูเรือของแต่ละชาติอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติ
ในส่วนของราชนาวีไทยพิธีวางกระดูกงูเรือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือที่จะก่อให้เกิดความสวัสดีมีชัยและความวัฒนาถาวรให้แก่เรือ และยังถือว่าเป็นการอัญเชิญแม่ย่านางเรือให้เข้าสถิตแก่เรืออีกด้วย ซึ่งมีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือมาตั้งแต่สมัยเรือรบที่สร้างตัวเรือด้วยไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนการสร้างจากตัวเรือไม้มาเป็นตัวเรือเหล็ก 
โดยเรือรบที่สร้างด้วยเหล็กและมีการทำพิธีวางกระดูกงูเป็นครั้งแรกคือ เรือหลวงสัตหีบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยกรมอู่ทหารเรือเป็นผู้สร้าง ในพิธีก็จะประกอบไปด้วย พิธีทางศาสนาพุทธ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พิธีพราหมณ์ประกอบการบูชาฤกษ์ การเจิมกระดูกงู คล้องพวงมาลัย แล้วทำพิธีวางกระดูกงู โดยใช้ค้อนตอกย้ำหมุดตัวแรกหรือกดปุ่มสวิตซ์ทำการประสานกระดูกงูด้วยไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับโครงการสร้างเรือน้ำมันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกองทัพเรือในการสนับสนุนและส่งเสริม ศักยภาพอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ตลอดจนการพึ่งพาขีดความสามารถของคนไทยในการออกแบบและก่อสร้างเรือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและขีดความสามารถของประเทศ
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันลำใหม่ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ เป็นประธานในพิธี ณ อู่เรือของบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด(TINDY: Thai International Dockyard Co., Ltd) ไทย ในตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
อู่เรือบริษัท TINDY ไทยเป็นกิจการในเครือกลุ่มบริษัท SC Group ไทยที่ดำเนินธุรกิจการต่อเรือและซ่อมทำเรือมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) โดยกองทัพเรือไทยได้ทำการลงนามสัญญาดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน ๑ ลำกับบริษัท Thai International Dockyard ไทย โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น ๔๓๔,๖๓๔,๐๐๐บาท($13,198,726) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙

เรือน้ำมันใหม่ ๑ลำที่มีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนเรือน้ำมัน เรือหลวงจุฬา(ลำที่๓) ที่ต่อโดยบริษัท Singmarine Shipyard สิงคโปร์ ที่ขึ้นระวางประจำการมาตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓(1980) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕ปี และมีกำหนดที่จะถูกปลดระวางประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
เรือน้ำมันใหม่ความยาวเรือ 65m ที่ต่อโดย TINDY ไทยจะติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องจักรใหญ่ดีเซล Cummins สหรัฐฯ กำลัง 1007kw สองเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MAN Lindenberg เยอรมนี กำลัง 375kw สองเครื่อง ทำความเร็วได้ 12knots และมีกำลังพลประจำเรือ ๔๕นาย โครงการจัดหาเรือน้ำมันเป็นเครื่องยืนยันถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือไทยที่ยาวนานต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ