วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตุรกีทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สองของมาเลเซีย KD Raja Laut

STM Launches Second Vessel of Malaysia’s LMS Batch II Project in Istanbul







The second vessel of the LMS Batch 2 project of the Royal Malaysian Navy, Raja Laut, seen here at its launch ceremony. (Malaysia Ministry of Defence)



บริษัท STM ตุรกีได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง Littoral Mission Ship(LMS) Batch 2 ลำที่สองจากทั้งหมดสามลำของกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เรือคอร์เวต KD Raja Laut หมายเลขเรือ 142 ได้ถูกทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการ ณ อู่เรือ Istanbul Shipyard ในตุรกีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026

พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ลำที่สอง เรือคอร์เวต KD Raja Laut มีขึ้นตามพิธีปล่อยเรือลงน้ำของลำแรก เรือคอร์เวต KD Tunku Laksamana Abdul Jalil หมายเลขเรือ 141 สองสัปดาห์ก่อนหน้า
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lms-batch-2-kd-tunku-laksamana-abdul.html) โครงการเดินหน้าเป็นไปตามแผนโดยเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ลำที่สาม (หมายเลขเรือ 143) มีกำหนดจะถูกปล่อยลงน้ำในเดือนสิงหาคม 2026

พิธีได้ทูลเชิญสุลต่านแห่งรัฐ Selangor Sultan Sharafuddin Idris Shah และพระอัครมเหสี Tengku Permaisuri Hajah Norashikin เสด็จเป็นองค์ประธาน, เชิญรองรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Haji Adly bin Zahari, รองประธานสำนักงานอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(Turkish Secretariat of Defence Industries, SSB: Savunma Sanayii Başkanlığı) และประธานคณะกรรมการบริหาร STM ตุรกี Prof. Dr. İhsan Kaya,
รองประธาน SSB ตุรกี Mustafa Murat Şeker, ผู้บัญชาการกองทัพเรือมาเลเซีย พลเรือเอก Tan Sri Zulhelmy bin Ithnain, ผู้จัดการทั่วไปบริษัท STM Özgür Güleryü เช่นเดียวกับคณะตัวแทนทางทหารจากทั้งสองชาติและตัวแทนจากบริษัทภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆ

การกล่าวในพิธีผู้จัดการทั่วไป STM ตุรกี Güleryü เน้นย้ำถึงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองชาติและความเร็วในการต่อเรือที่ยอดเยี่ยมของโครงการ "ในโครงการสำคัญนี้ ซึ่งแสดงถึงข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล(G2G: Government-to-Government) แรกระหว่างตุรกีและมาเลเซีย และการสงออกเรือคอร์เวตแบบแรกของตุรกีแก่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
เราได้ปล่อยเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำแรก KD Tunku Laksamana Abdul Jalil แค่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน วันนี้การปล่อยเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สอง KD Raja Laut เป็นการแสดงอย่างเป็นรูปธรรมของขีดความสามารถทางวิศวกรรมและความเร็วในการดำเนินงานของ STM ตุรกี เราตั้งเป้าที่จะปล่อยเรือคอร์เวตลำที่สามในเดือนสิงหาคม 2026 และส่งมอบเรือทั้ง 3ลำแก่กองทัพเรือมาเลเซียภายในปี 2027"

เรือคอร์เวตทั้ง 3ลำที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการ LMS Batch 2 ได้รับการตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มาเลเซีย เรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำแรกตั้งชื่อตามพระนาม "Tunku Laksamana Abdul Jalil" พระราชบุตรผู้ล่วงลับขององค์ Sultan Ibrahim ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี 2015 และทรงเป็นเจ้าชายองค์แรกที่ได้รับพระยศ 'พลเรือเอกเจ้าชาย'(Prince Admiral)
เรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สองตั้งชื่อตามพระนาม "Raja Laut" บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของมาเลเซียซึ่งทรงเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์ Selangor ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ปกครองรัฐ Selangor และทรงเป็นผู้วางโครงสร้างการค้าทางทะเลในภูมิภาคระหว่างศตวรรษที19

ภายใต้รูปแบบข้อตกลงรัฐบาลต่อรัฐบาลระหว่างมาเลเซียและตุรกี โครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ได้มีขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lms-batch-2-stm-3.html) เมื่อมาเลเซียได้ส่งมอบจดหมายตอบรับ(LoA: Letter of Acceptance) สำหรับโครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 จำนวน 3ลำนี้
พิธีตัดเหล็กของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีขึ้นในมหานคร Istanbul ในเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่พิธีวางกระดูกงูเรือสำหรับเรือลำแรกมีขึ้นในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/lms-batch-2-3.html

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีพื้นฐานจากแบบเรือคอร์เวตชั้น Ada ของกองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy) ตามข้อมูลจาก STM ตุรกี เรือมีความยาวเรือรวมที่ 99.56m, กว้างที่ 14.42m, กินน้ำลึกที่ 3.94m และมีระวางขับน้ำที่ราว 2,500tonnes
ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล 4เครื่องในรูปแบบ CODAD(Combined Diesel and Diesel) ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มากว่า 26knots และมีระยะปฏิบัติการที่มากกว่า 4,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ที่ 14knots

บริษัท STM ยังให้รายละเอียดตุณลักษณะของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ว่ามีระยะเวลาปฏิบัติการได้นาน 14วัน, รองรับกำลังพลประจำเรือได้ 111นาย และมีดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้
ระบบอาวุธของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ประกอบด้วยปืนเรือ 76mm เป็นปืนหลัก, ปืนกลขนาด 30mm เป็นปืนรอง, แท่นยิงอาวุธปล่อยวิถีพื้นสู่พื้นสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด, และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ

มาเลเซียยืนยันการเลือกระบบป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะจุด(point-defence) ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อรัฐบาลมาเลเซียใน Putrajaya ได้ลงนามสัญญาวงเงิน $94 million กับบริษัท LIG Defense & Aerospace สาธารณรัฐเกาหลี
สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM(Korean Ship‑to‑Air Anti Missile) จำนวน 48นัด ซึ่งจะติดตั้งในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) จำนวน 16นัดในแต่ละลำ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k-saam-lms-batch-2.html

แยกออกไปต่างหากในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกันมาเลเซียยังได้ลงนามสัญญากับบริษัท ROKETSAN ตุรกีสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ ATMACA จำนวน 24นัดสำหรับเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ด้วย เรือยังได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) ระบบปืนจากบริษัท HAVELSAN ตุรกี, 
ระบบ 3D radar ตรวจการณ์, ระบบ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar), ระบบพิสูจน์ฝ่าย(IFF: Identification, Friend-or-Foe), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures), ระบบแท่นยิงเป้าลวง Chaff และชุดระบบตรวจจับอื่นๆจากบริษัท ASELSAN ตุรกีครับ

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มต้นเจรจากับอินโดนีเซียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri มือสอง

Japan, Indonesia begin talks on potential Asagiri-class destroyer transfer





Lead vessel Asagiri , seen here while it was in Joint Base Pearl Harbor-Hickam, Hawaii in 2014. (JMSDF)

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo และรัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้เห็นชอบที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือต่างๆเกี่ยวกับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ
รวมถึงความเป็นได้ที่จะส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

ข้อตกลงมีขึ้นตามการประชุมร่วมกันในกรุง Tokyo ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi และคู่หุ้นส่วนของเขารัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นทั้งสองฝ่ายจะใช้กรอบการทำงานระดับการปฏิบัติงานที่จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อตรวจสอบในแง่มุมการฝึก, การซ่อมบำรุง, และการปฏิบัติการต่างๆของการส่งมอบที่เป็นไปได้ใดๆ 

การประกาศไม่ได้ถือเป็นการตัดสินใจการส่งมอบแต่เป็นการยืนยันว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการต่างๆกำลังอยู่ในการดำเนินการเป็นครั้งแรกในความเป็นไปได้การส่งออกเรือพิฆาตญี่ปุ่นแก่อินโดนีเซีย
ความคืบหน้านี้มีขึ้นตามที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้เริ่มต้นการลดจำนวนกองเรือพิฆาตชั้น Asagiri ของตนลง

เรือพิฆาตชั้น Asagiri เป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ถูกขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี 1980s เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri
ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1988 และถูกปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 หลังจากประจำการมา 38ปีทั้งให้ภารกิจการปฏิบัติการรบและเรือฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/asagiri-dd-151-js-asagiri.html)

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ทั้งหมดจำนวน 8ลำถูกต่อขึ้นระหว่างกลางปี 1980s ถึงต้นปี 1990s ประกอบด้วยลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกส่งมอบในเดือนมีนาคม 1988 ในฐานะเรือพิฆาตชั้น Asagiri และภายหลังได้รับการเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3516 JS Asagiri ในปี 2005 ก่อนได้รับการคืนกลับเป็นเรือรบแนวหน้าอีกครั้งในปี 2012
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สอง เรือพิฆาต DD-152 JS Yamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1989 ภายหลังถูกเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3515 JS Yamagiri ในปี 2004 ก่อนคืนสภาพเป็นเรือรบแนวหน้าในปี 2011 และเปลี่ยนกลับเป็นเรือฝึกอีกครั้งในปี 2025

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สาม เรือพิฆาต DD-153 JS Yugiri และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สี่ เรือพิฆาต DD-154 JS Amagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1989, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่ห้า เรือพิฆาต DD-155 JS Hamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1990
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่หก เรือพิฆาต DD-156 JS Setogiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1990, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่เจ็ด เรือพิฆาต DD-157 JS Sawagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1990 และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่แปดและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DD-158 JS Umigiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1991 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ถูกออกแบบเป็นระบบเรือคุ้มกันพหุภารกิจ จัดตั้งเป็นองค์ประกอบหลักของกองกำลังกองเรือคุ้มกันอเนกประสงค์ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ
เรือพิฆาตชั้น Asagiri แต่ละลำมีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 4,900tonnes ความยาวเรือรวมที่ 137m และความกว้างที่ 14.6m ระบบขับเคลื่อนติดตั้งเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Spey SM1C สี่เครื่องในรูปแบบ COGAG(Combined Gas and Gas) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 30knots 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri รองรับกำลังพลประจำเรือที่ประมาณ 220นาย และได้รับการติดตั้งด้วยดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Mitsubishi Heavy Industries(MHI)/Sikorsky SH-60J Seahawk หนึ่งเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/sh-60l.html)
ในแง่ระบบอาวุธ เรือพิฆาตชั้น Asagiri ติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Mk 112 ASROC(Anti-Submarine Rocket) แปดท่อยิงสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), แท่นยิง Mk 29 แปดท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-7 Sea Sparrow,

และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84 Harpoon แท่นยิงสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด ระบบอาวุธปืนรวมถึงปืนเรือหลัก Oto Melara 76mm/62 และระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) Phalanx สองแท่นยิง
ตามที่เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกปลดระวางประจำการแล้วทำให้เธอเป็นเรือหนึ่งลำที่พร้อมจะส่งออกให้แก่อินโดนีเซียได้ขณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียน่าจะมีความต้องการที่จะจัดหาเรือมากกว่าหนึ่งลำครับ

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Airbus เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon โครงการ Quadriga เยอรมนีเครื่องแรกจาก 38เครื่อง

Airbus presents first ‘Quadriga' Eurofighter for Germany







The first of 38 Tranche 4 Project ‘Quadriga' Eurofighters for the Luftwaffe and a Taurus cruise missile were showcased during at Airbus' Defence Summit 2026 in Manching, Germany, on 20 May 2026. (Michaela Stache / AFP via Getty Images)

บริษัท Airbus Defence and Space DS) ยุโรปได้นำเสนอเครื่องบินขับไล่ EF-2000 Eurofighter Typhoon เครื่องแรกที่ถูกจัดหาไว้สำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ภายใต้โครงการ Project 'Quadriga'
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon หมายเลข 34+03 ถูกเปิดตัว ณ การจัดงานครั้งแรกของการประชุมสุดยอดกลาโหม Airbus Defence Summit 2026 ใน Manching เยอรมนีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026

กองทัพอากาศเยอรมนีกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน 30เครื่อง และรุ่นสองที่นั่งจำนวน 8เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga
เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 1 รุ่นเก่ากว่าทั้งรุ่นที่นั่งเดี่ยวและรุ่นสองที่นั่งรวมจำนวน 38เครื่องเท่ากันที่กำลังจะถูกปลดประจำการ(https://aagth1.blogspot.com/2022/11/eurofighter-typhoon-quadriga.html)

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 สร้างใหม่เหล่านี้จะได้รับการติดตั้งด้วย AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ European Common Radar System(ECRS) Mk 1 Step 0
ที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นมาตรฐานเดียวกับ AESA radar แบบ ECRS Mk 0 สำหรับคูเวต(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/eurofighter-typhoon-1.html) และกาตาร์(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/eurofighter-typhoon.html)

แต่ AESA radar แบบ ECRS Mk 1 Step 0 จะมีการดัดแปลงต่างๆบางส่วน ก่อนจะทำการปรับปรุงเป็นรุ่น ECRS Mk 1 Step 1 ด้วยสิ่งอุปกรณ์ hardware และชุดคำสั่ง softwere ที่ได้รับการปรับปรุง 'เตรียมพร้อมเพื่ออนาคต'(future-proof)
กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) กล่าวกับ Janes ก่อนหน้านี้ว่าเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 จำนวน 15เครื่องจาก 38เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga

จะถูกติดตั้งด้วยกระเปาะสงคราม electronic (EW: Electronic Warfare) แบบ Saab Arexis ที่ตำแหน่งปลายปีกภายใต้ขั้นระยะที่หนึ่ง Step 1 ของโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตีสงคราม electronic(EA: Electronic Attack)
แบบ Eurofighter EK(Elektronischer Kampf: Electronic Combat) ของกองทัพอากาศเยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/typhoon-tranche-5-eurofighter-ek-20.html)

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon หมายเลข 34+03 ที่ถูกจัดแสดงในงานประชุม Airbus Defence Summit 2026 ติดตั้งกระเปาะสงคราม electronic แบบ EuroDASS มาตรฐานที่ปลายปีกเช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter รุ่นต่างๆที่มีอยู่
ตั้งข้อสังเกตว่ากระเปาะสงคราม electronic แบบ Arexis จะได้รับการนำมาติดตั้งใหม่หลังจากที่เครื่องบินอยู่ในประจำการแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/eurofighter-ek.html)

เหตุการณ์สำคัญการนำเสนอเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 4 โครงการ Project Quadriga เครื่องแรกมีขึ้นราว 3ปี 6ปีหลังจากการผลิตได้เริ่มต้นที่สายการประกอบของโรงงานอากาศยาน Manching ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ในเวลานั้นกำหนดการนำเข้าประจำการคาดว่าจะเป็นปี 2025 
เครื่องบินขับไล่ Typhoon หมายเลข 34+03 ยังถูกจัดแสดงในงานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MBDA Brimstone ด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/eurofighter-typhoon-brimstone.html)

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

นาวิกโยธินสหรัฐฯปลดประจำการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II ฝูงบินสุดท้าย

VMA-223 celebrates sundown as Marine Corps’ final Harrier squadron



















A U.S. Marine Corps (USMC)  AV-8B Harrier II with Marine Attack Squadron (VMA) 223, Marine Aircraft Group 14, 2nd Marine Aircraft Wing, sits in front of a crowd at Marine Corps Air Station Cherry Point, June 3, 2026. (U.S. Marine Corps photo by Lance Cpl. Bryan Giraldo)



ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธินที่223(Marine Attack Squadron 223, VMA-223) 'the Bulldogs', กลุ่มอากาศยานนาวิกโยธินที่14(MAG 14: Marine Aircraft Group 11), กองบินอากาศยานนาวิกโยธินที่2(2nd MAW: 2nd Marine Aircraft Wing), นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps)
ได้เฉลิมฉลองบทสรุปของประวัติศาสตร์การปฏิบัติการเป็นเวลาเกือบ 40ปีกับเครื่องบินโจมตี McDonnell Douglas AV-8B Harrier II ระหว่างพิธีต่อสาธารณชน ณ สถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) Cherry Point ในมลรัฐ North Carolina เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026

พิธีย่ำพระสุริย์ศรี(sundown ceremony) เป็นเครื่องหมายถึงช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์สำหรับฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 และยังส่งสัญญาณการสิ้นสุดของยุคสมัยเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II สำหรับการบินนาวิกโยธินตามที่นาวิกโยธินสหรัฐฯเดินหน้าที่จะเปลี่ยนผ่านไปไปสู่ฝูงบินทางยุทธวิธีเครื่องขับไล่ยุคที่ห้าล้วนทั้งหมด
"ฝูงบิน The Bulldogs ภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้ดำเนินการปฏิบัติงานเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II เป็นหน่วยสุดท้ายสำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯ" นาวาโท(Lieutenant Colonel นาวิกโยธิน) John B. Cumbie ผู้บังคับการฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 กล่าว

"ตามที่เครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II นั้นได้ถูกวางกำลังในส่วนหน้าทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เครื่องบินโจมตี Harrier จะถูกจดจำสำหรับมรดกการรบอันโดดเด่นของเครื่อง, ขีดความสามารถการบินขึ้นและลงจอดทางดิ่ง/ระยะสั้น(V/STOL: Vertical/Short Take Off and Landing) ในตำนาน และบรรดานาวิกโยธินและกลาสีที่สร้างชุมชนที่พิเศษนี้" นาวาโท Cumbie เสริม
พิธีย่ำพระสุริย์ศรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ได้เชิญผู้คนมากกว่า 5,000คนเข้าร่วม รวมถึงผู้บัญชาการอาวุโสนาวิกโยธินสหรัฐฯ, เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯและท้องถิ่น, เจ้าหน้าที่นาวิกโยธินสหรัฐฯในประจำการ, สมาชิกชุมชนท้องถิ่น, ครอบครัวและเพื่อนของกำลังพลฝูงบิน VMA-223 และเหล่าทหารผ่านศึกที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุมชนเครื่องบินโจมตี Harrier

พิธีย่ำพระสุริย์ศรีรวมถึงการบินหมู่ห้าเครื่องของเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+(Harrier II Plus) และการแสดงการบินลงจอดในแนวดิ่งที่แสดงขีดความสามารถการบินขึ้นลงทางดิ่ง/ระยะสั้น V/STOL อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องบินโจมตีตระกูล Harrier
เครื่องบินโจมตีตระกูล AV-8 Harrier ได้ดำรงความภาคภูมิใจและเรื่องราวอันเป็นตำนานมาตลอด 55ปีในประจำการนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในปี 1971 นาวิกโยธินสหรัฐฯได้นำเครื่องบินโจมตี Hawker Siddeley AV-8A Harrier เข้าประจำการในรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ของตน

ในปี 1985 ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-331 ที่มีฐานที่ตั้งในสถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS Beaufort มลรัฐ South Carolina กลายเป็นฝูงบินปฏิบัติการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II ฝูงบินแรกของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 ได้เริ่มต้นทำการบินเครื่องบินโจมตี AV-8B ในต้นปี 1987 ตั้งแต่เข้าประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ เครื่องบินโจมตี Harrier II ได้เป็นเครื่องมือในหลายปฏิบัติการรบ
รวมถึง ยุทธการ Desert Shield และ Desert Storm ปี 1990-1991, ยุทธการ Allied Force ปี 1999, ยุทธการ Enduring Freedom ปี 2001, ยุทธการ Iraqi Freedom ปี 2003, ยุทธการ Odyssey Dawn ปี 2011, ยุทธการ Inherent Resolve ปี 2014, และการปฏิบัติการต่างๆในวิกฤตการณ์ทะเลแดง Red Sea

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เครื่องบินโจมตี Harrier ได้แสดงความโดดเด่นของตนเองในฐานะระบบอากาศยานทางยุทธวิธีที่มีอำนาจการสังหาร, มีประสิทธิภาพ และอเนกประสงค์ รู้จักโดยทั่วไปในชื่อเครื่องบิน 'jump jet' สำหรับขีดความสามารถของเครื่องบินที่จะบินขึ้นและลงจอดภายในระยะทางที่สั้นได้
AV-8B เป็นเครื่องบินโจมตีบินขึ้นและลงจอดทางดิ่ง/ระยะสั้นที่ถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจอากาศภาคพื้นดินนาวิกโยธิน(MAGTF: Marine Air-Ground Task Force) โดยการทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินต่างๆและให้การคุ้มกันอากาศยานฝ่ายเดียวกัน

อำนาจการสังหารและขีดความสามารถการบินขึ้นลงทางดิ่ง/ระยะสั้น V/STOL ของเครื่องบินโจมตี AV-8B ทำให้เครื่องบินมีเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมาะสมสำหรับการวางกำลังในการสนับสนุนหน่วยนาวิกโยธินโพ้นทะเล(MEU: Marine Expeditionary Unit) ต่างๆ
หน่วยบินแยก(detachment) ของเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+ หน่วยสุดท้ายของฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 ได้เดินทางกลับที่ตั้งสถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS Cherry Point ในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังการสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆของหน่วยนาวิกโยธินโพ้นทะเลที่22(22nd MEU: 22nd Marine Expeditionary Unit) ในภูมิภาค Caribbean

ในปีงบประมาณ 2028 ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 มีกำหนดที่จะถูกจัดตั้งหน่วยใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธินที่223(Marine Fighter Attack Squadron 223, VMFA-223) และฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธิน VMFA-223 จะเริ่มต้นทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II
ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 เป็นฝูงบินสุดท้ายของนาวิกโยธินสหรัฐฯที่ปฏิบัติการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+ ที่จะถูกทดแทนด้วยเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นและลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off and Vertical Landing) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/f-35.html)

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Saab สวีเดนเปิดตัวเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F เครื่องแรกสำหรับบราซิล

Saab rolls out its first Gripen F fighter for Brazilian air force customer



Brazilian air force chief General Marcelo Kanitz Damasceno (left), with Gripen F and Saab Aeronautics head Lars Tossman. Source: Saab




Swedish-built aircraft already sports its Brazilian air force markings. Source: Saab



เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Saab Gripen F เครื่องแรกได้ถูกเปิดตัวจากสายการประกอบขั้นสุดท้ายของโรงอากาศยานของบริษัท Saab สวีเดนใน Linköping เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
โดยถูกพบในการทำเครื่องหมายและลวดลายของกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira) ที่ได้รับการกำหนดแบบในประจำการกองทัพบราซิลเป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F

เครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยวสองที่นั่ง F-39F Gripen F หมายเลขแพนหาง 4000 เครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศบราซิลยังไม่ได้ทำการบินครั้งแรกของตน "เครื่องบินขับไล่ Gripen F จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์ทดสอบการบินของบริษัท Saab ในสวีเดนที่ซึ่งเครื่องบินจะเริ่มการอุทิศการรณรงค์การบินทดสอบ" ก่อนหน้าที่จะส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศบราซิล Saab สวีเดนกล่าว
บริษัท Saab เน้นว่าเครื่องบินขับไล่ Gripen F รุ่นสองที่นั่ง "ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ตรงความต้องการการฝึกและการปฏิบัติการต่างๆของกองทัพอากาศสมัยใหม่โดยผสมผสานขีดความสามารถการฝึกเปลี่ยนแบบและการรบในระบบเดียวกัน" กระบวนการดังกล่าวนั้นรวมงานการออกแบบร่วมอย่างเข้มงวดที่ดำเนินการหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมของบราซิล บริษัท Embraer บราซิล

ถูกพัฒนาจากเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว Gripen E ที่อยู่ในประจำการกองทัพอากาศบราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/meteor-gripen-e.html) และกองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/gripen-e-60.html)
เครื่องบินขับไล่ Gripen F มีคุณลักษณะที่บริษัท Saab อธิบายว่าเป็น "ห้องนักบินที่สองที่เป็นอิสระอย่างเต็มรูปแบบ ที่ทำให้ครูการบินชี้แนวทางภารกิจต่างๆในการปฏิบัติการเครื่องบินขับไล่เต็มรูปแบบ มอบสถานะภารกิจจริงที่สมจริงแก่เหล่าศิษย์การบิน"

"ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแบบนักบินและการฝึกเตรียมพร้อมสามารถที่จะเร่งให้เร็วขึ้นได้อย่างมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาตามแบบ ขณะที่เพิ่มขยายประสิทธิภาพการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมภัยคุกคามสูงต่างๆผ่านการแบ่งภาระงานและปรับปรุงการบัญชาการภารกิจ" Saab สวีเดนเสริม
"การเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen F แสดงถึงการแบ่งปันการบรรลุความสำเร็จระหว่าง Saab สวีเดน, ภาคอุตสาหกรรมบราซิล และกองทัพอากาศบราซิล สะท้อนความเชื่อมั่นอันลึกซึ้งที่เราได้สร้างรวมกันเป็นเวลาหลายปี" Lars Tossman หัวหน้าแผนก Saab Aeronautics กล่าว

"มันแสดงถึงไม่เพียงเฉพาะเครื่องบินขับไล่ขีดความสามารถสูงสำหรับกองทัพอากาศบราซิล แต่ยังเป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของการพัฒนาร่วมที่ยั่งยืนและการแบ่งปันความทะเยอทะยานร่วมกันด้วย" Tossman เสริม เขาได้นำเสนอเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F เครื่องแรกแก่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศบราซิล พลอากาศเอก Marcelo Kanitz Damasceno ระหว่างพิธีเปิดตัว
"ผ่านโครงการการถ่ายทอดทอดวิทยาการอย่างจริงจัง บราซิลได้ทำการฝึกวิศวกรและช่างเทคนิคมากกว่าร้อยคนแล้ว ขณะที่เสริมความแข็งแกร่งความเชี่ยวชาญการพัฒนาและออกแบบขั้นก้าวหน้าภายในพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมแห่งชาติของบราซิล" Saab สวีเดนเน้น

ภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2014 กองทัพอากาศบราซิลจะรับมอบเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว F-39E Gripen E จำนวน 28เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F Gripen F จำนวน 8เครื่อง รวมจำนวน 36เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/f-39e-gripen-e.html
Saab สวีเดนกล่าวว่าจนถึงขณะนี้กองทัพอากาศบราซิลได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E แล้วจำนวน 11เครื่อง ขณะเดียวกันเครื่องบินขับไล่ Gripen E เครื่องแรกที่ประกอบในบราซิลได้ถูกเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/gripen-e.html)

เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F สำหรับประเทศลูกค้าทุกเครื่องจะถูกประกอบสร้างที่โรงงานอากาศยาน Linköping ในสวีเดน บราซิลจะเป็นลูกค้ารายแรกจากสามชาติที่เป็นลูกค้าที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen F
โดยกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html) และโคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/saab-gripen-ef-17.html) ได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F แล้วในปี 2025

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพอากาศสวีเดนกำลังจัดหาเฉพาะเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว JAS-39E Gripen E เท่านั้นโดยสั่งจัดหาจำนวน 60เครื่อง ล่าสุดยูเครนยังมีความคืบหน้าความสนใจของตนในการจัดหาฝูงบินผสมเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F รุ่นใหม่ และเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D รุ่นก่อนหน้า
แผนที่ได้รับการเปิดเผยซึ่งจะนำให้รัฐบาลยูเครนในนครหลวง Kyiv จัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D มือสองจำนวน 16เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/gripen-c-2-4-18.html) จากรัฐบาลสวีเดนในกรุง Stockholm ควบคู่ไปกับเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F สร้างใหม่จำนวน 20เครื่องครับ