วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM "Toruk Makto" LIMA 2025 กองทัพอากาศมาเลเซีย









Mini Review: Hobby Master 1/72 Air Power series Sukhoi Su-30MKM Flanker-H "Toruk Makto" M52-16, TUDM, LIMA 2025 (HA9513)
with 4x R-73, 4x R-27 and 4x R-77 air-to-air missiles, 2x Kh-31 air-to-surface missiles, and 2x twin B-8M1 rocket pods for S-8 80mm rockets.
The SU-30MKM is a multirole fighter aircraft operated by the Royal Malaysian Air Force (RMAF, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia). 
This variant of the Su-30 is tailored specifically for Malaysia, featuring advanced avionics, thrust-vectoring engines, and enhanced weaponry, making it highly capable in air-to-air and air-to-ground missions. 
Equipped with a modern radar system, the SU-30MKM can track multiple targets and engage them effectively. Its versatility allows for various roles, including air superiority, reconnaissance, and ground attack. 
The aircraft's capabilities have significantly strengthened Malaysia's defense posture and air combat capabilities, contributing to regional security and deterrence in Southeast Asia. 
Su-30MKM M52-16 of No. 12 Squadron RMAF in special paint scheme "Toruk Makto" featuring Malaysia's national flag, the Jalur Gemilang, was public displayed for fist time at Langkawi International Maritime and Aerospace Exhibition 2025 (LIMA 2025) show. 
Su-30MKM "Toruk Makto" M52-16 peformed aerial display during LIMA 2025 airshow, piloted by Chief of the Royal Malaysian Air Force, General Tan Sri Mohd Asghar Khan Goriman Khan, Callsign "Gunjiz"; and the Commander of the RMAF Gong Kedak Air Base, Colonel Mohd Norazan Othman, Callsign "Sting".

กองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30MKM (NATO กำหนดรหัส "Flanker-H") จำนวน 18เครื่องในปี 2003 โดยลงนามสัญญาวงเงิน $900 million กับบริษัท Irkut Corporation ในเครือของกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation(UAC) รัสเซียในเดือนสิงหาคม 2003
ข้อตกลงการจัดซื้อยังได้รวมข้อตกลงชดเชย(offset) ต่างๆ รวมถึงการค้าต่างตอบแทน(counter trade) ในการชำระค่าใช้จ่าย 1/3 ของวงเงินสัญญาด้วยน้ำมันปาล์มดิบ และการฝึกอบรมและส่งนักบินอวกาศชาวมาเลเซียคนแรกภายใต้โครงการ Angkasawan คือ Dr.Sheikh Muszaphar Shukor สู่สถานีอวกาศนานาชาติ ISS(International Space Station) ด้วยจรวด Soyuz TMA-11 ในเดือนตุลาคม 2007 
กองทัพอากาศมาเลเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM สองเครื่องแรกในเดือนพฤษภาคม 2007 ณ โรงงานอากาศยาน Irkut ในรัสเซีย โดยถูกส่งมอบมายังฐานทัพอากาศ RMAF Gong Kedak ในรัฐ Kelantan ด้วยเครื่องบินลำเลียง Antonov An-124-100 ในเดือนมิถุนายน 2007 และทยอยรับมอบจนครบทั้ง 18เครื่องในเดือนสิงหาคม 2009 เข้าประจำการในฝูงบินที่12(No.12 Squadron)

Su-30MKM เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจสองที่นั่งเรียงกันที่เป็นรุ่นส่งออกสำหรับกองทัพอากาศมาเลเซีย ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Saturn Lyulka AL-31FP พร้อมระบบปรับทิศทางแรงขับ thrust vectoring control(TVC) สองเครื่องให้กำลังขับเครื่องละ 123kN(28,000lbf) เมื่อใช้สันดาปท้าย ทำความเร็วได้สูงสุด Mach 2.0 และมีพิสัยบินไกลถึง 3,000km
เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ประจำเครื่องจากหลายแหล่งนอกจากของรัสเซียอย่าง PESA(Passive Electronically Scanned Array Radar) แบบ N011M Bars ที่สามารถติดตามเป้าหมายในอากาศได้ถึง 15 เป้าหมายและโจมตีได้พร้อมกันต่อเนื่อง 4เป้าหมาย และกระเปาะมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures): แบบ KNIRTI SAP-518
รวมถึงจอแสดงผลตรงหน้า(HUD: Head-Up Display) และกระเปาะชี้เป้าหมาย Damocles ของบริษัท Thales ฝรั่งเศส, ระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับด้วย radar(RWR: Radar Warning Receiver) แบบ RWS-50 ระบบแจ้งเตือนการเข้าหาของอาวุธปล่อยนำวิถี(MAWS: Missile Approach Warning System) แบบ MAW-300 และระบบตรวจจับแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วย laser(LWS: Laser Warning System) แบบ LWS310 จากบริษัท Avitronics แอฟริกาใต้

เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ติดตั้งปืนใหญ่อากาศ GSh-30-1 ขนาด 30x165mm ความจุกระสุน 150นัด มีภารกรรมบรรทุกอาวุธและอุปกรณ์ได้สูงถึง 8,000kg ใน 12จุดแข็งที่ปลายปีกใต้ปีกและใต้ลำตัวรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ R-73, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางตระกูล R-27 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-77,
จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถี S-8 ขนาด 80mm ในกระเปาะจรวดแบบ B-8M1 ความจุ 20นัด, จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถี S-13 ขนาด 122mm ในกระเปาะจรวดแบบ B-13L ความจุ 5นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29T/L, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-59ME อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น radar แบบ Kh-31P และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kh-31A
ลูกระเบิดอากาศ OFAB-100-120, ลูกระเบิดอากาศ OFAB-250-270, ลูกระเบิดอากาศ FAB-500T, ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-500L, ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-1500L รวมถึงยังมีรายงานการทดสอบใช้ระเบิดนำวิถี laser แบบ GBU-12 Paveway II สหรัฐฯด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2017/06/su-30mkm-laser-gbu-12.html)

ในปี 2018 มีรายงานโดยกระทรวงกลาโหมมาเลเซียในขณะนั้นว่าเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ของกองทัพอากาศมาเลเซียจำนวน 14เครื่องจากทั้งหมด 18เครื่องได้ถูกงดบิน(grounded) เนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์และการขาดแคลนอะไหล่(https://aagth1.blogspot.com/2018/08/su-30mkm-4-mig-29n.html) โดยมีการแก้ไขปัญหาความพร้อมผ่านการปรับปรุงภายในประเทศโดยบริษัท Aerospace Technology Systems Corporation(ATSC) ในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/su-30mkm.html) และเสร็จสิ้นในปี 2025 
รวมถึงเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM หมายเลข M52-16 "Toruk Makto" ลวดลายพิเศษที่มีธงชาติมาเลเซีย(Jalur Gemilang) บนเครื่องที่ถูกเปิดตัวครั้งแรก ณ นิทรรศการทางเรือและการบินนานาชาติ LIMA 2025 ที่ Langkawi ระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2025 ที่ทำการแสดงการบินทางอากาศโดยผู้บัญชาการกองทัพอากาศมาเลเซียในขณะนั้น พลอากาศเอก Tan Sri Mohd Asghar Khan Goriman Khan ที่มี Callsign "Gunjiz" และผู้บังคับการฐานทัพอากาศ RMAF Gong Kedak นาวาอากาศเอก Mohd Norazan Othman ที่มี Callsign "Sting"
ซึ่ง Su-30MKM M52-16 "Toruk Makto" นำชื่อมาจากสัตว์นักล่าบินได้ในภาพยนตร์ชุด Avatar สื่อถึงการใช้นักบินที่มีความชำนาญและกล้าหาญระดับสูงถึงจะควบคุมเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดยังได้ถูกนำมาวางกำลัง ณ กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Foce) ในการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAMAL 33/2025 ระหว่างวันที่ ๓๐ มิถุนายน ถึง วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/air-thamal-2025.html) และต่อมาได้ทำการแสดงในงานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่ Changi สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

Hobby Master Su-30MKM "Toruk Makto" M52-16, TUDM, LIMA 2025 (HA9513)  เป็นแบบจำลอง Diecast ล่าสุดที่ผู้เขียนซื้อจากร้าน TOY STUDIO ใน Centerpoint Siam Square ที่ผู้เขียนเป็นสมาชิกได้สิทธิซื้อในราคาลดพิเศษ 10% ผ่านการสั่งจองล่วงหน้า ซึ่งแบบจำลอง Diecast มีก่อนหน้าคือ Hobby Master F-14D VF-31 Tomcatters (HA5202) ตัวแรก(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/12-f-14-tomcat.html), 
Hobby Master F-35A 69-8701, JASDF, March 2020 (HA4423) ตัวที่สอง(https://aagth1.blogspot.com/2022/08/f-35a-302.html), Hobby Master AH-64E Apache Guardian 73117, 1st Air Cavalry, US Army, 2018 (HH1215) ตัวที่สาม(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/ah-64e-apache-guardian-1.html), Hobby Master Eurofighter Typhoon "Bavarian Tigers" 30+29, JG 74, Neurburg Air Base, 2013 (HA6652) ตัวที่สี่(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/eurofighter-typhoon-bavarian-tigers-74.html), Hobby Master AV-8B Harrier II Plus 1-19, Marina Militare, North Arabian Sea, 2002 "Operation Eduring Freedom" (HA2627) ตัวที่ห้า(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/av-8b-harrier-ii-plus.html), Hobby Master F-15SG RSAF 55th Anniversary (HA4537) ตัวที่หก(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/f-15sg-rsaf-55th-anniversary.html), และ Hobby Master Rafale EH BS 001, Indian Air Force, 2020 (HA9616) ตัวที่เจ็ด(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/rafale-eh-bs-001.html)

ตัวแบบจำลองทำจากโลหะแข็งแรงมาก บรรจุภัณฑ์มีขนาดใหญ่โดยตัวแบบจำลองบรรจุในกล่องโฟมที่จัดเก็บมาค่อนข้างดีเอาออกได้ค่อนข้างสะดวกถ้าเทียบกับ series อื่นๆ แต่มีปัญหาคือดูเหมือนจะไม่มีคู่มือการประกอบมาให้ ขาตั้งแสดงฐาน plastic และแกนโลหะจะประกอบค่อนข้างยากหน่อยในช่วงแรก แต่ก็มีความพอดีในการติดตั้งและจัดแสดงแบบจำลองถ้าเทียบกับ F-15 series ที่ขาตั้งแสดงดูไม่แข็งแรงและสมดุลเลย
ห้องนักบินมีรายละเอียดพอประมาณแต่ก็ไม่มากนัก ให้หุ่นนักบินมาสองนายซึ่งฝาปิดห้องนักบินค่อนข้างถอดเข้าออกง่ายและสามารถใส่หุ่นนักบินเข้าไปได้ง่ายกว่าถ้าเทียบ series อื่นๆ ชุดอาวุธที่ให้จะมีอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-73 ที่ปลายปีกสองนัด และติดเพิ่มได้อีกสองนัดรวมสี่นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-77 สี่นัดสำหรับติดที่ตำบลอาวุธใต้ปีก, กระเปาะจรวด B-8M1 แบบแฝดสองสองชุดติดใต้ปีก
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-27 สี่นัดติดใต้ปีกสองนัด และกลางลำตัวสองนัดซึ่งถ้าใส่ขาตั้งแสดงจะติดนัดด้านหน้าไม่ได้, และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31 สองนัดติดที่ตำบลอาวุธใต้ช่องรับอากาศเข้าซึ่งมีปัญหาข้างหนึ่งติดไม่ได้เลยคับมากอีกข้างติดแล้วไม่พอดีหลุดง่ายมากแต่ขยับเบาๆเลยเลือกที่จะไม่ติด และฐานล้อหน้าที่เจอชิ้นส่วนเล็กๆหลุดต้องติดเข้าไปใหม่ เป็นข้อบกพร่องพอประมาณที่พบครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์ทำพิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สาม

Singapore Lays Keel for Third Multi-Role Combat Vessel



A segment of Singapore's third MRCV seen here at the keel-laying ceremony on 3 September 2026. (Republic of Singapore Navy)

บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์ได้ประกาศการทำพิธีวางกระดูกงูเรือของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(Multirole Combat Vessel) ลำที่สามสำหรับสำหรับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ณ อู่เรือของบริษัท
พิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามได้เชิญเจ้าหน้าที่ต่างๆเข้าร่วมรวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ Joseph Leong, ผู้บัญชาการกองทัพเรือสิงคโปร์ พลเรือตรี Sean Wat  พร้อคณะนายทหารกองทัพเรือสิงคโปร์, ตัวแทนจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) และบริษัท ST Engineering Marine

พิธีวางกระดูกงูมีขึ้นตามพิธีตัดเหล็กของเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำที่สามและลำที่สี่เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/victory-mrcv.html) ตามด้วยพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour(89) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/victory-mrcv-rss-valour.html)
ที่มีขึ้น ณ อู่เรือ Benoi ของบริษัท ST Engineering Marine เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory(88) มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/mrcv-rss-victory.html) ด้วยเรือลำที่สามที่ขณะเริ่มการสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โครงการ MRCV มีเรือที่อยู่สถานะการสร้างที่แตกต่างกัน

กองทัพเรือสิงคโปร์วางแผนที่จะทยอยได้รับมอบเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จำนวน 6ลำตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html) เพื่อทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่มีอายุการใช้งานมานาน ซึ่งได้ถูกขึ้นระวางประจำการช่วงระหว่างปี 1990-1991
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะยังคงได้รับการตั้งชื่อเรือและหมายเลขเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory ทั้ง 6ลำที่มีก่อนหน้า ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory และลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour ได้รับการตั้งชื่อเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory เดิมจึงเป็นไปได้ว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามจะมีชื่อเรือคือ เรือรบอเนกประสงค์ RSS Vigilance หมายเลขเรือ 90

เรือรบอเนกประสงค์ MRCV เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีมีความซับซ้อนทางเทคนิคมากที่สุดที่เคยถูกสร้างในสิงคโปร์ เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory มีความยาวเรือรวมที่ 150m, กว้างที่ 21m, และระวางวางขับน้ำที่ราว 8,000tonnes สิงคโปร์อธิบายแบบเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ในฐานะเรือรบและเรือแม่สำหรับระบบไร้คนขับต่างๆ 
โดยมีจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle), และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ควบคู่ไปกับระบบตรวจจับและอาวุธต่างๆของตัวเรือเอง

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ถูกออกแบบที่จะสามารถทำความเร็วได้ที่มากกว่า 22knots และมีระยะการปฏิบัติการไกลเกิน 7,000nmi ราวประมาณสองเท่าของเรือฟริเกตชั้น Formidable ของกองทัพเรือสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/formidable-blue-spear.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV มีกำลังพลประจำเรือขั้นพื้นฐานที่น้อยกว่า 100นาย สิงคโปร์ระบุว่าการลงกำลังพลประจำเรือดังกล่าวเป็นผลจากการนำระบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้อย่างมาก สะพานเดินเรือถูกออกแบบที่จะปฏิบัติการได้โดยลูกเรือสองนายและศูนย์ควบคุมเครื่องจักรของพรรคกลินโดยเจ้าหน้าที่หนึ่งนาย

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังจะบูรณาการด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ สถาปัตยกรรมระบบจ่ายไฟฟ้าของเรือได้ถูกออกแบบให้มีความจุรองรับอุปกรณ์ในอนาคตที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นได้ ดาดฟ้ายก(superstructure) ของเรือสร้างด้วยวัสดุผสมมีจุดประสงค์เพื่อลดน้ำหนักส่วนบนและสงวนพื้นที่ต่างๆสำหรับการเพิ่มเติมภายหลัง
ห้องบรรทุกภารกิจจะรองรับชุดบรรจุ module ต่างๆ 8ตู้ สิงคโปร์ระบบุว่าการใช้งานรวมถึงระบบไร้คนขับต่างๆ, การส่งกำลังบำรุงต่างๆ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ตู้บรรทุกมาตรฐานต่างๆยังจะถูกใช้สำหรับวางกำลังสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์เพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

สำหรับระบบการรบต่างๆ กองทัพเรือสิงคโปร์เปิดเผยว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะติดตั้งด้วย multifunction radar และ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) ของบริษัท Thales ยุโรป, ระบบตรวจจับกล้อง electro-optical และ sonar ตัวเรือของบริษัท Safran ฝรั่งเศส
ระบบอาวุธต่างๆรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm Strales(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html), ระบบแท่นยิงอาวุธปืนกล RCWS(Remotely Controlled Weapon System) แบบ Typhoon Mk 30‑C ขนาด 30mm, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MICA และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Aster ในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) แบบ Sylver จำนวน 16ท่อยิง

สิงคโปร์กล่าวว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นที่ถูกเลือกสำหรับเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะได้รับการยืนยันในภายหลัง มีการคาดว่าจะเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ที่พัฒนาร่วมโดยสิงคโปร์และอิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blue-spear-formidable.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังมีจุดประสงค์ที่จะถูกใช้งานในฐานะเรือบัญชาการสำหรับภารกิจต่างๆของกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces) ระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ได้รับการพัฒนาในประเทศโดย DSTA สิงคโปร์ 

โครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้นำสถาบันวิจัยทางกลาโหมแห่งชาติสิงคโปร์ DSO National Laboratories, บริษัท ST Engineering สิงคโปร์ และหุ้นส่วนนานาชาติต่างๆที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ(รวมถึงบริษัท Saab สวีเดน)มาร่วมทำงานด้วยกัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/saab-mrcv.html)
ST Engineering Marine สิงคโปร์กล่าวว่าโครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้บันทึกสถิติการทำงานครบ 2ล้านชั่วโมงคนงานโดยปราศจากอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงาน ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งชื่อเรือจริงๆ แผนกำหนดการทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำและการส่งมอบของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามครับ

TKMS เยอรมนีส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dolphin II ลำที่สามและลำสุดท้าย INS Drakon แก่อิสราเอล

TKMS delivers final Dolphin II-class submarine to Israeli Navy





Dolphin II-class submarine INS Drakon heading from Germany to Israel on 1 September 2026 after TKMS finished construction. (Michael Niedig/shipspotting.com, Michael Nitz, Naval Press Service)

บริษัท TKMS เยอรมนี และกองทัพเรืออิสราเอล(Israeli Navy) ได้ทำพิธีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 เพื่อส่งมอบเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ชั้น Dolphin-II ลำที่สามและลำสุดท้าย เรือดำน้ำ INS Drakon
จากอู่เรือ Kiel ในเยอรมนีที่เรือดำน้ำถูกสร้างแก่อิสราเอล บริษัท TKMS กล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเสร็จสิ้นโครงการเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/dolphin-ii-ins-drakon.html

ซึ่งเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้นำระบบขับเคลื่อน hybrid ที่มีพื้นฐานบนระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air Independent Propulsion) แบบ fuel cells มาใช้ ทำให้เรือดำน้ำสามารถที่จะปฏิบัติการใต้น้ำได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ 
บริษัท TKMS เสริมว่าเรือดำน้ำ INS Drakon และเรือดำน้ำชั้น Dolphin เป็นหนึ่งในชั้นเรือดำน้ำที่มีความซับซ้อนมากที่สุดที่ตนเคยสร้าง(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/dolphin-ins-drakon.html)

ถูกจัดซื้อโดยกระทรวงกลาโหมอิสราเอลสำหรับกองทัพเรืออิสราเอล กองทัพอิสราเอล(IDF: Israel Defense Forces) กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ว่า
กองทัพอิสราเอลและเจ้าหน้าที่เยอรมนีต่างๆ "กำลังดำเนินการจัดการหารืออย่างครอบคลุมเกี่ยวกับโครงการร่วมที่มีความอ่อนตัวต่างๆในอนาคต ซึ่งจะขยายความร่วมมือไปยังภาคส่วนใหม่ๆของการพัฒนาและการผลิตร่วม"

การผลิตของเรือดำน้ำชั้น Dakar จำนวน 3ลำซึ่งจะทดแทนเรือดำน้ำชั้น Dolphin รุ่นแรกจำนวน 3ลำ ได้เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/dakar-3-tkms.html)
การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dakar ลำแรกคาดว่าจะมีขึ้นในต้นปี 2030s TKMS เยอรมนียังได้สร้างเรือคอร์เวตชั้น Sa'ar 6 จำนวน 4ลำของกองทัพเรืออิสราเอลด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2021/05/tkms-saar-6-ins-oz.html)

เรือดำน้ำ INS Drakon ถูกน้ำลงสู่ทะเลเป็นครั้งแรกจากอู่เรือของบริษัท TKMS ใน Kiel เยอรมนีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 และเริ่มต้นเข้าสู่การทดลองเรือในทะเลต่างๆตั้งแต่นั้น
เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้รับการติดตั้งด้วยท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm จำนวน 6ท่อยิง และท่อยิง torpedo หนักขนาด 650mm จำนวน 4ท่อยิง ซึ่งสามารถรองรับ Torpedo ได้ถึง 16นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีได้ถึง 5นัด

เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II มีความยาวเรือราว 68.6m กว้าง 6.8m กินน้ำลึก 6.2m และมีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำประมาณ 2,400tonnes และสามารถทำความเร็วขณะดำใต้น้ำได้มากกว่า 20knots
เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II สองลำแรก เรือดำน้ำ INS Tanin และเรือดำน้ำ INS Rahav ที่เข้าประจำการในปี 2014 และปี 2016 ตามลำดับ เรือดำน้ำ INS Drakon มีหอเรือ(sail) ที่มีความยาวมากกว่าเรือดำน้ำสองลำแรกอย่างเห็นชัดครับ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันใหม่ ณ อู่เรือ TINDY ไทย








The Royal Thai Navy (RTN) held keel laying ceremony of the new Oil Tanker replenishment ship at Thai International Dockyard Co., Ltd (TINDY)'s shipyard in Tambon Taiban, Amphur Muang, Samutprakarn Province, Thailand, on 1 September 2026. (Royal Thai Navy)



ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน เพื่อสนับสนุนภารกิจในการส่งกำลังบำรุง และส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการต่อเรือ ภายในประเทศ 
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน ณ อู่ต่อเรือบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับการจัดหาเรือน้ำมันในครั้งนี้  เพื่อทดแทนเรือน้ำมันที่กำลังจะปลดประจำการ ในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ  โดยมีภารกิจในการสนับสนุน เตรียมกำลังสำหรับปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงและการสนับสนุมการส่งกำลังบำรุง  
ซึ่งต้องใช้เรือที่มีคุณลักษะเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับการสนับสนุนการส่งกำลังเชื้อเพลิงให้กับทางกองทัพเรือ สนับสนุนการสูบถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเรือที่ต้องเข้ารับการซ่อมทำ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารภัย การช่วยเหลือประชาชนและการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ  

สำหรับคุณลักษณะที่สำคัญของเรือน้ำมันลำนี้ คือ มีระวางบรรทุกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลลิตร  ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 70 กิโลลิตรต่อชั่วโมง  สามารถส่งน้ำมันให้แก่เรือของกองทัพเรือได้ทุกประเภท  มีระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 4,000 ไมล์ทะเล  ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 12 นอต  
ปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเลได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน  มีความคงทนทะเลเมื่อบรรทุกเต็มที่ไม่น้อยกว่าระดับ 4 (Sea State 4)  สามารถรับ - ส่ง น้ำมันระหว่างเรือกับเรือขณะเรือเดินได้ในสภาวะทะเลไม่น้อยกว่าระดับ 3 (Sea State 3)

ทั้งนี้ พิธีวางกระดูกงูเรือถือว่าเป็นพิธีสำคัญพิธีแรกในการสร้างเรือ และได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คำว่า “กระดูกงู” หมายถึง ตัวไม้หรือเหล็กที่ทอดตลอดลำเรือสำหรับตั้งกง ซึ่งพิธีวางกระดูกงูเรือของแต่ละชาติอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติ
ในส่วนของราชนาวีไทยพิธีวางกระดูกงูเรือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือที่จะก่อให้เกิดความสวัสดีมีชัยและความวัฒนาถาวรให้แก่เรือ และยังถือว่าเป็นการอัญเชิญแม่ย่านางเรือให้เข้าสถิตแก่เรืออีกด้วย ซึ่งมีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือมาตั้งแต่สมัยเรือรบที่สร้างตัวเรือด้วยไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนการสร้างจากตัวเรือไม้มาเป็นตัวเรือเหล็ก 
โดยเรือรบที่สร้างด้วยเหล็กและมีการทำพิธีวางกระดูกงูเป็นครั้งแรกคือ เรือหลวงสัตหีบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยกรมอู่ทหารเรือเป็นผู้สร้าง ในพิธีก็จะประกอบไปด้วย พิธีทางศาสนาพุทธ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พิธีพราหมณ์ประกอบการบูชาฤกษ์ การเจิมกระดูกงู คล้องพวงมาลัย แล้วทำพิธีวางกระดูกงู โดยใช้ค้อนตอกย้ำหมุดตัวแรกหรือกดปุ่มสวิตซ์ทำการประสานกระดูกงูด้วยไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับโครงการสร้างเรือน้ำมันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกองทัพเรือในการสนับสนุนและส่งเสริม ศักยภาพอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ตลอดจนการพึ่งพาขีดความสามารถของคนไทยในการออกแบบและก่อสร้างเรือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและขีดความสามารถของประเทศ
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันลำใหม่ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ เป็นประธานในพิธี ณ อู่เรือของบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด(TINDY: Thai International Dockyard Co., Ltd) ไทย ในตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
อู่เรือบริษัท TINDY ไทยเป็นกิจการในเครือกลุ่มบริษัท SC Group ไทยที่ดำเนินธุรกิจการต่อเรือและซ่อมทำเรือมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) โดยกองทัพเรือไทยได้ทำการลงนามสัญญาดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน ๑ ลำกับบริษัท Thai International Dockyard ไทย โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น ๔๓๔,๖๓๔,๐๐๐บาท($13,198,726) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙

เรือน้ำมันใหม่ ๑ลำที่มีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนเรือน้ำมัน เรือหลวงจุฬา(ลำที่๓) ที่ต่อโดยบริษัท Singmarine Shipyard สิงคโปร์ ที่ขึ้นระวางประจำการมาตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓(1980) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕ปี และมีกำหนดที่จะถูกปลดระวางประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
เรือน้ำมันใหม่ความยาวเรือ 65m ที่ต่อโดย TINDY ไทยจะติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องจักรใหญ่ดีเซล Cummins สหรัฐฯ กำลัง 1007kw สองเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MAN Lindenberg เยอรมนี กำลัง 375kw สองเครื่อง ทำความเร็วได้ 12knots และมีกำลังพลประจำเรือ ๔๕นาย โครงการจัดหาเรือน้ำมันเป็นเครื่องยืนยันถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือไทยที่ยาวนานต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มต้นการศึกษาแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคที่6

South Korea launches concept study for next-generation fighter





A KAI KF-21 fighter. South Korea has launched a concept study to define requirements for a potential next-generation combat aircraft that could enter service from the 2040s. (Korea Aerospace Industries (KAI))

สาธารณรัฐเกาหลีได้ออกการแข่งขันเพื่อที่จะคัดกรองมุมมองเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตที่สามารถจะเสริมระบบเครื่องบินขับไล่ Korea Aerospace Industries(KAI) KF-21 Boramae ของตน
และปักหมุดขีดความสามารถการครองอากาศและการโจมตีความแม่นยำสูงของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ตั้งแต่ปี 2040s(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/kf-21.html)

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีได้เชิญชวนการเข้าแข่งขันก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2026 สำหรับ
'การศึกษาแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตของเกาหลี'(Korean Next-Generation Fighter Concept Study) เป็นระยะเวลา 14เดือน(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21.html

โครงการวงเงิน 900 million Korean Won($650,000) มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยการตัดสินใจความต้องการการปฏิบัติการต่างๆและรูปแบบของเครื่องบินขับไล่ในอนาคตที่เป็นไปได้สำหรับกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี
ตามรายงานต่างๆของสื่อของสาธารณรัฐเกาหลีอ้างอิงถึงเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposal) ของผู้เข้าแข่งขัน การศึกษาจะตรวจสอบแนวคิดการปฏิบัติการและขีดความสามารถการปฏิบัติการที่ต้องการต่างๆ

รวมถึงทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming), การตรวจจับได้ยาก stealth, และปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) เพื่อจะระบุรูปแบบอากาศยานที่เหมาะสมและพัฒนาแนวทางวิทยาการในอนาคต
ตามข้อมูลจากผู้เข้าแข่งขัน การแข่งขันสำหรับการศึกษาแนวคิดจะถูกดำเนินการผ่านการแข่งขันโดยทั่วไป โดยผู้รับสัญญาที่ถูกเลือกจะมีขึ้นตามการเจรจาต่างๆการเข้าแข่งขันร่วมที่มีส่วนร่วมจากสององค์กรขึ้นไปหรือมากกว่าได้รับอนุญาตให้กระทำได้ 

การลงทะเบียนผู้เข้าแข่งขันโครงการศึกษาแนวคิดมีกำหนดจะปิดรับในวันที่ 30 กันยายน 2026 การศึกษาไม่ได้ให้ข้อผูกพันต่อสาธารณรัฐเกาหลีที่จะพัฒนาหรือจัดหาเครื่องบินใหม่ อย่างไรก็ตามการค้นหาต่างๆของการศึกษา
รวมถึงแนวคิดการปฏิบัติการต่างๆ, ความต้องการสมรรถนะต่างๆ, และการเสนอรูปแบบต่างๆ น่าจะตามมาภายหลังด้วยการนำเสนอขีดความสามารถต่างๆ, การศึกษาเบื้องต้นต่างๆ และการประเมินความเป็นไปได้ต่างๆ 

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA ไม่ได้เปิดเผยว่าเมื่อไรที่ตนคาดว่าจะตัดสินใจว่าจะริ่เริ่มโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตหรือไม่(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21-block-2-16.html
ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่หก(6th Generation Fighter) ต่อจากเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 3(KF-21EX) ที่ตั้งเป้าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า(5th Generation Fighter) อย่างเต็มรูปแบบครับ

สวีเดนลงนามจัดหาเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสสำหรับโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå ใหม่ 4ลำ

Sweden inks deal with Naval Group for new frigates





The FMV has signed a contract with Naval Group for the delivery of four new Luleå-class frigates for the RSwN. (Naval Group)

สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) ได้ลงนามสัญญากับบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสผู้สร้างเรือและผู้บูรณาการระบบต่างๆ
เป็นมูลค่าวงเงินประมาณ 47 billion Swedish Krona($4.9 billion) ในฐานะหุ้นส่วนสัญญาหลักสำหรับโครงการเรือฟริเกตชั้น Luleå จำนวน 4ลำของกองทัพเรือสวีเดน(RSwN: Royal Swedish Navy, Svenska marinen)

สัญญาได้รับการลงนามโดยผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน Mikael Granholm และประธานและผู้อำนวยการบริหาร Naval Group ฝรั่งเศส Pierre Éric Pommellet เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026
สัญญาครอบคลุมการสร้าง, การบูรณาการ และการส่งมอบเรือฟริเกต 4ลำที่มีพื้นฐานจากแบบเรือฟริเกตชั้น Amiral Ronarc'h FDI(Frégate de Défense et d'Intervention) ของกองทัพเรือฝรั่งเศส(French Navy, Marine nationale)

พิธีลงนามสัญญามีขึ้นบนเรือฟริเกตชั้น Amiral Ronarc'h ลำแรก เรือฟริเกต D660 Amiral Ronarc'h ที่จอดเทียบท่าในกรุง Stockholm สวีเดน โดยมีนายกรัฐมนตรีสวีเดน Ulf Kristersson และประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron ร่วมพิธี
ข้อตกลงกรอบการทำงานในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหมทวิภาคีระหว่างสวีเดนและฝรั่งเศสได้ถูกลงนามในวันเดียวกันโดยรัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน Pål Jonson รัฐมนตรีกระทรวงกองทัพและทหารผ่านศึกฝรั่งเศส Catherine Vautrin

ข้อตกลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมืออันแน่นแฟ้นเกี่ยวกับประเด็นการปฏิบัติการต่างๆ เช่นเดียวกับเกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศการเลือกแบบเรือฟริเกต FDI ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ตามการประเมินค่าการแข่งขันที่ได้รับการดำเนินการโดย FMV สวีเดน(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/fdi-lulea-4.html)

ข้อเสนอของ Naval Group ฝรั่งเศสเป็นที่พึ่งประสงค์เหนือผู้เข้าแข่งรายอื่นๆจากบริษัท Babcock สหราอาณาจักรที่เสนอแบบเรือฟริเกต Arrowhead 120 ในความเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท Saab สวีเดน และบริษัท Navatia สเปนที่เสนอแบบเรือฟริเกต ALFA 4000
เรือฟริเกตชั้น Luleå ใหม่ 4ลำที่จะได้รับการตั้งชื่อว่าลำแรกเรือฟริเกต HMS Luleå, ลำที่สองเรือฟริเกต HMS Norrköping, ลำที่สามเรือฟริเกต HMS Trelleborg และลำที่สี่และลำสุดท้ายเรือฟริเกต HMS Halmstad

เรือฟริเกตชั้น Luleå ทั้งหมด 4ลำมีความตั้งใจที่จะถูกส่งมอบให้กองทัพเรือสวีเดนได้ปีละหนึ่งลำระหว่างปี 2030 ถึงปี 2034 เรือฟริเกตชั้น Luleå จะมอบขีดความสามารถแก่กองทัพเรือสวีเดน
ด้วยการป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธปล่อยนำวิถีควบคู่ไปกับขีดความสามารถสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ต่างๆอันทรงพลังครับ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

สวีเดนรับมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ใหม่ 4ระบบแรกจาก 48ระบบ

Sweden receives first four Archer 8x8 SPHs







The FMV has delivered four Archer 8x8 SPHs to the Swedish Armed Forces. (Swedish Armed Forces)

สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) ได้ส่งมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH(Self-Propelled Howitzer) จำนวน 4ระบบ
แก่กองทัพสวีเดน(Swedish Armed Forces, Försvarsmakten) ณ สนามฝึกใช้อาวุธ Villingsberg บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรสาขาสวีเดน และ FMV สวีเดนประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 จำนวน 4ระบบแรกจะถูกส่งมอบให้แก่กรมทหารปืนใหญ่ Bergslagen(Bergslagen Artillery Regiment) และจะมีตามอีก 2ระบบในไตรมาสที่สี่ของปี 2026
โดยปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 จำนวน 6ระบบจะถูกใช้สำหรับการฝึกทหารกองประจำการ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวใน website ทางการของตน

ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ Bergslagen A9 พันเอก Henrik Rosdahl กล่าวว่า โดยปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH จะถูกนำเข้าประจำการในหน่วยของเขาระหว่าไตรมาสที่สี่ของปี 2026
และถูกใช้สำหรับการฝึกทหารกองประจำการที่เริ่มต้นปีการฝึกในปี 2026-2027 เช่นเดียวกับที่จะเข้าประจำการในหน่วยรบต่างๆ FMV สวีเดนวางแผนที่จะเสร็จสิ้นการส่งมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ที่เหลือภายในปี 2030

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH ได้ถูกส่งมอบเป็นครั้งแรกภายใต้คำสั่งซื้อจำนวน 48ระบบสำหรับกองทัพบกสวีเดน(Swedish Army, Svenska armén) ในเดือนกันยายน 2023
สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวในเวลานั้นว่าสัญญามีมูลค่าที่วงเงิน 5 billion Swedish Krona($482 million ในเวลานั้น)(https://aagth1.blogspot.com/2023/06/archer.html)

ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ถูกติดตั้งบนรถแคร่ฐานรถยนต์บรรทุก Rheinmetall MAN Military Vehicles(RMMV) HX2 โดย Lars Taraldsson ผู้จัดการโครงการ Archer 8x8 ของ FMV สวีเดนกล่าวว่า
"รถยนต์บรรทุกรุ่นนี้(RMMV HX2) ง่ายต่อการดำเนินกลยุทธ์, ง่ายต่อการขับ, และโดยทั่วไปมีความสะดวกสบายมากกว่ารุ่นปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 6x6(ที่จะมาเติมเต็ม) เพราะมันเป็นรถยนต์บรรทุกมาตรฐาน"

"รถยนต์บรรทุก(RMMV HX2) ยังมีเกราะป้องกันที่สูงกว่าเล็กน้อย...แต่ความแตกต่างที่สำคัญนั่นคือคุณสามารถเดินทางไปได้เร็วกว่าบนถนน...ด้วยรถยนต์บรรทุกรุ่นนี้คุณสามารถขับได้เร็ว 80-90km/h เปรียบเทียบกับ 50-60km/h(ในรุ่น Archer 6x6 SPH)"
ผู้อำนวยการบริหารบริษัท BAE Systems Bofors สวีเดน Lena Gillström กล่าวว่าการส่งมอบ "ปูทางสำหรับการส่งมอบอื่นๆเพิ่มเติม, สนับสนุนความพยายามต่างๆของสวีเดนที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถปืนใหญ่ระดับกองพลต่างๆของตน" ครับ

เครื่องบินขับไล่ Gripen สวีเดนทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ครั้งแรก

Sweden launches Taurus cruise missile from Gripen for first time





A screenshot from a Swedish Air Force video showing the first in-flight release of a Taurus KEPD 350 cruise missile from a Gripen during testing in August 2026. (Swedish Air Force)



สวีเดนได้ทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 จากเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen เป็นครั้งแรกตามที่สวีเดนมองที่จะพัฒนาขีดความสามารถการโจมตีทางลึกของตน
กองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) ประกาศการทดสอบดังกล่าวมีขึ้น ณ สนามฝึกใช้อาวุธ Vidsel ในทางตอนเหนือสุดของสวีเดนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 มีมิติขนาดความยาว 5.1m, กว้าง 63cm, สูง 32cm และมีน้ำหนักที่ 1,400kg โดยมีระยะยิงไกลที่ 350km-500kmเป็นอาวุธที่ถูกออกแบบสำหรับต่อต้านเป้าหมายแข็งแรงและอยู่ใต้ดินต่างๆ
ด้วยหัวรบเจาะเกราะแบบ MEPHISTO(Multi-Effect Penetrator Highly Sophisticated and Target Optimised) ที่มีน้ำหนักหัวรบที่ 481kg และระบบชนวนจุดระเบิดแบบอัจฉริยะ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/saab-kfs.html)

เมื่อทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ซึ่งติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan สามารถทำการบินที่เพดานบินต่ำมากๆเพียง 30m ที่ความเร็วถึง Mach 0.9 ถึงระยะยิงประมาณ 500km
และใช้ระบบนำร่องแบบ INS(Inertial Navigation System), ดาวเทียมนำร่อง GPS(Global Positioning System), ส่วนหัวค้นหาเป้าหมายด้วยการสร้างภาพความร้อน infrared, และเครื่องวัดความสูงด้วย radar(radar altimeter)

ได้รับการพัฒนาและผลิตโดยบริษัท Taurus Systems เยอรมนี-สวีเดน กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท MBDA Deutschland เยอรมนี และบริษัท Saab Dynamics สวีเดนในเครือบริษัท Saab สวีเดน
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ได้ถูกวางกำลังติดตั้งแล้วกับเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado ของกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe)(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/tornado.html)

และในอนาคตกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศเยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/eurofighter-typhoon-quadriga-38.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-quadriga-38.html),
กองทัพอากาศและอวกาศสเปน(Spanish Air and Space Force, EdAE: Ejército del Aire y del Espacio) บนเครื่องบินขับไล่ Boeing EF-18AM/BM Hornet(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/ef-18-hornet-av-8b-harrier-ii.html)

และเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศและอวกาศสเปน(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-halcon-45.html) ตามลำดับ,
และโดยกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ในชื่ออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน KEPD 350K บนเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/f-15k-epawss.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/boeing-f-15k.html)