วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ JF-17 ปากีสถานทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az ที่พัฒนาในประเทศครั้งแรก

Pakistan Air Force conducts maiden launch of new BVRAAM




GIDS unveiled its Fa'az-RF and Fa'az-IIR air-to-air missile variants at the 2023 International Defence Industry Fair (IDEF) in Türkiye. (Janes/Raghuraman CS)



ปากีสถานได้ทำการบินทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az ที่ตนพัฒนาในประเทศเป็นครั้งแรก ตามข้อมูลจากกรมการประชาสัมพันธ์ระหว่างเหล่าทัพ(ISPR: Directorate of the Inter-Services Public Relations) 
ของกองทัพปากีสถาน(Pakistan Armed Forces) ซึ่งเผยแพร่วีดิทัศน์ภาพเคลื่อนไหวของการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

วีดิทัศน์ได้แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ Pakistan Aeronautical Complex(PAC) JF-17 Block I ของกองทัพอากาศปากีสถาน(PAF: Pakistan Air Force) ทำการบินขึ้นพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az
จากฐานทัพอากาศที่ไม่ถูกระบุว่าเป็นที่ใด และภายหลังทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az ในระหว่างทำการบินในอากาศ(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/jf-17-block-iii-pl-15.html)

ภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฎในวีดิทัศน์แสดงถึงการแยกตัวของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az จากเครื่องบินขับไล่ JF-17 Block I ที่ติดตั้งจุดเครื่องยนต์จรวดและเข้าสู่การบินโคจรโดยมีกำลังขับเคลื่อน
กรมการประชาสัมพันธ์กองทัพปากีสถาน ISPR ไม่ได้ระบุว่าเป็นการทดสอบประเมินค่าการแยกตัวอย่างปลอดภัย, การจุดเครื่องยนต์ motor จรวดเชื้อเพลิงแข็ง หรือการบินโคจรโดยรักษาสมดุล

ได้รับการพัฒนาภายใต้คณะกรรมาธิการวิศกรรมและวิทยาศาสตร์แห่งชาติปากีสถาน(NESCOM: National Engineering and Scientific Commission) Fa'az เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond Visual Range Air-to-Air Missile) ที่มีสถาปัตกรรมแบบ modular
ตามข้อมูลที่นำเสนอโดยผู้ผลิต Global Industrial & Defence Solutions(GIDS) ปากีสถาน ณ งานแสดงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ International Defence Industry Fair(IDEF) 2023 ในตุรกี

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az สามารถจะเป็นในรูปแบบได้ทั้งนำวิถีด้วยหัวค้นหาแบบ active radar(กำหดแบบเป็น Fa'az-RF) หรือหัวค้นหาสร้างภาพความร้อน passive imaging infrared (กำหดแบบเป็น Fa'az-IIR)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az ที่แสดงในวีดิทัศน์ที่เผยแพร่โดย ISPR ปากีสถานปรากฎว่าจะเป็นรุ่นนำวิถีด้วยความร้อน IIR บนพื้นฐานจากส่วนหัวจรวดที่สั้นแบนโดยครอบด้วยกระจก

ISPR ปากีสถานกล่าวว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az มี "ระบบนำวิถีขั้นสุดท้าย"(terminal guidance) ทำให้อาวุธปล่อยนำวิถีจะ "โจมตีเป้าหมายทางอากาศข้าศึกต่างๆที่ระยะไกล" อย่างไรก็ตามการประกาศไม่ได้ให้การระบุเกี่ยวกับระยะยิง, ความเร็ว, สถานที่ทดสอบ หรือกำหนดวันที่เข้าประจำการ
ตามข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้าโดย Janes หัวค้นหาของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Fa'az-IIR มีระยะตรวจจับที่ประมาณ 40km อาวุธปล่อยนำวิถีพึ่งพาการนำวิถี Inertial ด้วยคำสั่งปรับปรุงในระยะระหว่างโคจร mid-course และนำวิถีความร้อน IIR ในระยะโคจรสุดท้ายครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือดำน้ำ KSS-III Batch-II ลำที่สอง SS-088 ROKS Seo Hui

South Korea launches second KSS-III Batch-II submarine







Seo Hui , the second KSS-III Batch-II submarine, seen here during its launch ceremony at Hanwha Ocean's Okpo shipyard on 3 November 2026. (Republic Of Korea Navy, bemil.chosun.com)



บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II ลำที่สอง เรือดำน้ำ SS-088 ROKS Seo Hui ที่ได้รับการสั่งจัดหาสำหรับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)
เรือดำน้ำ SS-088 ROKS Seo Hui ระวางขับน้ำ 3,600tonne ถูกนำลงสู่น้ำเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ณ อู่เรือ Okpo ของบริษัท Hanwha Ocean ใน Geoje กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในวันเดียวกัน

เรือดำน้ำ SS-088 ROKS Seo Hui ถูกทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนกรกฎาคม 2024 บริษัท Hanwha Ocean เดิมรู้จักในชื่อบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี
ได้รับสัญญาวงเงิน 985.7 billion Korean Won($735 million) เพื่อสร้างเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II ลำที่สองในปี 2021 พิธีตัดเหล็กของเรือดำน้ำ SS-088 ROKS Seo Hui มีขึ้นในปี 2021 เช่นเดียวกัน

เรือดำน้ำ SS-088 ROKS Seo Hui เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเรือดำน้ำชั้น Jang Yeong-sil โครงการ KSS-III Batch-II จำนวน 3ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/kss-iii-batch-ii-ss-087-roks-jang-yeong.html)
ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากเรือดำน้ำชั้น Dosan Ahnchangho โครงการ KSS-III Batch-I รุ่นก่อนหน้าที่มีความยาวตัวเรือ 83.5m และระวางขับน้ำ 3,300tonnes โดยเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II มีความยาวเรือรวมที่ 89m

ไม่เหมือนกับเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-I รุ่นก่อนหน้า เรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II มีการนำระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air Independent Propulsion) แบบพลังงานจาก hydrogen fuel cells มาใช้
ควบคู่ไปกับ lithium-ion battary ที่พัฒนาในสาธารณรัฐเกาหลี นี่เพิ่มระยะเวลาการดำอยู่ใต้น้ำและช่วงเวลาการเดินเรือที่ความเร็วสูงสุดเหนือกว่าเรือดำน้ำทั้งใช้ battary แบบตะกั่ว-กรดดั้งเดิม

อีกความแตกต่างในแบบเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II คือการรวมแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launch System) จำนวน 10ท่อยิงสำหรับขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ(SLBM: Submarine-Launched Ballistic Missile)
เพิ่มขึ้นจากแท่นยิงแนวดิ่ง VLS จำนวน 6ท่อยิงที่ติดตั้งในเรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-I ก่อนหน้าทั้ง 3ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/hhi-kss-iii-ss-086-roks-shin-chaeho.html)

เรือดำน้ำชั้น KSS-III Batch-II ใหม่ยังได้รับการติดตั้งด้วยชุดระบบอำนวยการรบและระบบตรวจจับ sonar ที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถที่จะตรวจพบ, ติดตาม และจับเป้าหมายภัยคุกคามต่างๆในระยะไกลได้พร้อมกันต่อเนื่อง
กล่าวโดยสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี ในแถลงการณ์ที่แยกออกไปต่างหากที่ยังถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

เรือดำน้ำชั้น Dosan Ahnchangho จำนวน 3ลำ ลำแรก เรือดำน้ำ SS-083 ROKS Dosan Ahnchangho ลำที่สอง เรือดำน้ำ SS-085 ROKS Ahn Mu และลำที่สามและลำสุดท้าย เรือดำน้ำ SS-086 ROKS Shin Chaeho ถูกขึ้นระวางประจำการในปี 2021, 2023 และ 2024 ตามลำดับ
เรือดำน้ำชั้น Jang Yeong-sil (KSS-III Batch-II) ลำแรก เรือดำน้ำ SS-087 ROKS Jang Yeongsil ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่อู่เรือ Okpo ในเดือนตุลาคม 2025 และมีกำหนดส่งมอบภายในปี 2027 ขณะที่เรือดำน้ำ ROKS Seo Hui มีกำหนดส่งมอบภายในปี 2028 ครับ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ฟินแลนด์ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำที่สาม

Third Finnish Navy Pohjanmaa-class corvette launched





The Finnish Navy's third Pohjanmaa-class corvette, launched at Rauma Marine Constructions' yard in Finland on 29 October 2026. (Finnish Navy/Rauma Marine Constructions)



เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Rauma Marine Constructions(RMC) ฟินแลนด์ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือคอร์เวตอเนกประสงค์ชั้น Pohjanmaa ลำที่สามของกองทัพเรือฟินแลนด์(Finnish Navy, Merivoimat)
เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำที่สี่และลำสุดท้ายได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนสิงหาคม 2026 เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ทั้งสี่ลำกำลังอยู่ในการสร้างอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการปรับปรุงความทันสมัย Squadron 2020 ของกองทัพเรือฟินแลนด์

ผู้อำนวยการบริหารบริษัท RMC ฟินแลนด์ Mika Nieminen กล่าวกับ Janes ระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อว่า "เรือลำแรกใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งเพื่อสร้างขณะที่เรือลำที่สี่จะใช้เวลาเสร็จสิ้นในเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี
ด้วยแนวคิดสายการผลิตทางอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เราสามารถใช้เวลาน้อยลงได้ถึงหกเดือน ระหว่างช่วงเวลาที่ตัวเรือหมายเลข #1 เคยและกำลังถูกสร้าง การเปลี่ยนแปลงต่างๆสามารถจะทำให้เรือที่จะสร้างตามมาทำได้เร็วขึ้น"

พลจัตวาเหล่าทหารช่าง(Brigadier General Engineering) Juha-Matti Ylitalo รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการส่งกำลังบำรุง(Logistics Command) กองทัพฟินแลนด์(Finnish Defence Forces, Puolustusvoimat) กล่าวในการแถลงว่า
มันเคยมีและยังคงมีความท้าทายต่างในการสร้างเรือให้เสร็จ เน้นหนักถึงพื้นที่จำกัดที่จะรองรับระบบต่างๆและอุปกรณ์จำนวนมาก ผู้บัญชาการกองทัพเรือฟินแลนด์ พลเรือตรี Tuomas Tiilikainen กล่าวว่า

จนถึงขณะนี้โครงการยังคงเป็นไปตามกำหนดเวลาที่วางไว้ โดยการเสร็จสิ้นการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ทั้งหมด 4ลำคาดว่าจะมีขึ้นภายในปี 2029(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/pohjanmaa.html)
เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa จำนวน 4ลำกำลังได้รับการสร้างโดยอู่เรือ Rauma Marine Constructions ในเครือบริษัท RMC Defence ฟินแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/pohjanmaa.html)

ภายใต้สัญญาการออกแบบและการสร้างวงเงิน 647.6 million Euros($708.3 million) ที่ลงนามกับหน่วยบัญชาการส่งกำลังบำรุงกองทัพฟินแลนด์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2019 ตามการอนุมัติของรัฐบาลฟินแลนด์เมื่อเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2019
โครงการ Squadron 2020 ที่หลากหลายได้รับการจัดสรรวงเงิน 1.232 billion Euros ในปีงบประมาณ 2018 ของฟินแลนด์ โดยมีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.32548 billion Euros ในการตัดสินใจจัดซื้อจัดจ้างเดือนกันยายน 2019 รวมถึงระบบการรบต่างๆและรายจ่ายอื่นๆนอกเหนือจากการสร้างเรือ

เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa มีความยาวเรือที่ 117m, ความกว้างเรือที่ 16.5m, กินน้ำลึกที่ 5m และมีระวางขับน้ำที่ 4,369tonnes กำลังพลประจำเรือและการรองรับกำลังคนบนเรืออยู่ที่ 70นาย สามารถจะเพิ่มเป็น 120คนได้ถ้ามีสถานการณ์ที่จำเป็น มีตัวเรือที่มีความแข็งแกร่งต่อน้ำแข็งที่ระดับชั้น 1A class จะสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติการต่างๆได้ตลอดทั้งปี 
เรือมีความเร็วสูงสุดที่ 26knots ที่ได้จากเครื่องยนต์ gas turbine แบบ GE LM2500 หนึ่งเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลแบบ MAN 12V175D สี่เครื่อง ในระบบขับเคลื่อนรูปแบบ CODLAG(Combined Diesel–Electric and Gas) ที่ให้กำลังรวม 28MW(38,000hp) เพื่อขับสองเพลาใบจักรและสองใบจักรแบบควบคุมการปรับมุมได้(CPP: Controllable Pitch Propeller)

เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ถูกออกแบบเพื่อดำเนินภารกิจหลากหลายรูปแบบรวมถึง สงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare), สงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) และสงครามต่อต้านทางอากาศ(AAW: Anti-Air Warfare) เช่นเดียวกับการวางทุ่นระเบิด
เรือคอร์เวตชั้น Pohjanmaa ลำแรก เรือคอร์เวต FNS Pohjanmaa คาดว่าจะถูกส่งมอบและทำพิธีขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือฟินแลนด์ได้ภายในปี 2027 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/pohjanmaa.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/11/pohjanmaa.html)

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กรีซลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium บราซิล 3เครื่อง

Greece signs for Millennium tanker-transport aircraft





An artist's impression of the KC/C-390 Millennium in Greek markings. The Hellenic Air Force is to receive three such aircraft from 2027, with three more under option under a deal announced on 2 November 2026. (Embraer)



กรีซได้ลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Embraer KC/C-390 Millennium จำนวน 3เครื่อง โดยมีตัวเลือกสำหรับเพิ่มเติมอีก 3เครื่องที่จะได้รับการดำเนินการปฏิบัติภายหลัง
ประกาศโดยบริษัท Embraer บราซิลผู้ผลิตอากาศยานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 ข้อตกลงเป็นระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลระหว่างกรีซและโปรตุเกสซึ่งเป็นลูกค้ายุโรปรายแรกสำหรับเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium

"กองทัพอากาศกรีซ(HAF: Hellenic Air Force) จะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium เครื่องแรกของตนในปี 2027 เป็นการขยายขีดความสามารถการลำเลียงทางอากาศและการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
ขณะที่เสริมความแข็งแกร่งการทำงานร่วมกันกับกองกำลัง NATO และชาติพันธมิตร กรีซจะยังได้รับประโยชน์จากผนึกกำลังร่วมกันของยุโรปในการฝึก, การสนับสนุน และการส่งกำลังบำรุงต่างๆ" Embraer บราซิลกล่าว

ข่าวกหารจัดซื้อจัดจ้างนี้มีขึ้นตามมาราวห้าเดือนหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) ด้านอุตสาหกรรมระหว่าง Embraer บราซิลและบริษัท Hellenic Aerospace Industry(HAI) กรีซ
ในเดือนพฤษภาคม 2026 ตั้งข้อสังเกตว่ากรีซได้ทำการเลือกเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 Millennium(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/tai-embraer.html)

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces เครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130B Hercules จำนวน 3เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130H Hercules จำนวน 10เครื่องของ"กองทัพอากาศกรีซได้รับการปรับปรุงความทันสมัยในต้นปี 2000s และจำเป็นต้องได้รับการทดแทน 
ด้วยน้ำหนักบรรทุกที่ 26tons เครื่องบินลำเลียง KC/C-390 มีขนาดอยู่ระหว่าเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J Super Hercules (22tons ในรุ่นยืดความยาวลำตัว)(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/c-130j-12.html)

และเครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas (37tons กำลังได้รับการเพิ่มขยายเป็น 40 tons ในเร็วๆนี้)(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/a400m-53.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/airbus-a400m.html)
กรีซจะเข้าร่วมกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 ทั่วโลกรวมถึง บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/embraer-c-390.html), โปรตุเกส(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/29n-super-tucano-12.html), 


ลิทัวเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/c-390-millennium-3.html), สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c-390-millennium-10.html), 
โคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kc-390-millennium-2.html) และอุซเบกิสถาน(https://aagth1.blogspot.com/2026/10/embraer-c-390-millennium-2.html) โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมทั้งหมดถึง 65เครื่องแล้วจนถึงขณะนี้ครับ

Chess Dynamics อังกฤษรับสัญญาระบบตรวจจับ SeaEagle FCEO สำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo อินโดนีเซีย

Chess Dynamics secures sensor contract for Indonesian frigates





One of the Indonesian Navy's Bung Tomo-class frigate KRI John Lie , which will be fitted with the SeaEagle. (US Marine Corps)



บริษัท Chess Dynamics สหราชอาณาจักรด้านวิทยาการป้องกันประเทศได้รับการประกาศสัญญาวงเงิน 3 million British Pound($4 million) เพื่อจัดส่งระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System)
สำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/pt-pal-mbda-bung-tomo.html) ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

สัญญาได้รับการประกาศโดย PT Len รัฐวิสาหกิจด้านระบบ electronic การป้องกันประเทศของอินโดนีเซีย Chess Dynamics สหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026
ภายใต้สัญญาบริษัท Chess Dynamics จะส่งมอบระบบควบคุมการยิง SeaEagle FCEO(Fire-Control Electro-Optical) แก่เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo สองลำจากทั้งหมด 3ลำ

บริษัท Chess Dynamics ไม่ได้ระบุชื่อเรือแต่น่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ลำแรก เรือฟริเกต KRI Bung Tomo(357) และลำที่สอง เรือฟริเกต KRI John Lie(358) ที่มีพื้นฐานบนระยะเวลาการปรับปรุงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรือชั้นนี้
เรือลำแรกที่เข้ารับการปรับปรุงความทันสมัยคือลำที่สาม เรือฟริเกต KRI Usman Harun(359) ตามที่บริษัท Nevesbu เนเธอร์แลนด์ผู้บูรณาการระบบทางทะเลยืนยันในแถลงการณ์ในปี 2023

Chess Dynamics สหราชอาณาจักรกล่าวว่าตนได้รับคำสั่งจัดหาระยะแรกสำหรับเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ลำที่สาม เรือฟริเกต KRI Usman Harun เป็นลำแรกในปี 2023
คำสั่งจัดหาล่าสุดเป็นการขยายแผนการปรับปรุงระบบควบคุมการยิง SeaEagle FCEO สำหรับตลอดเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ทั้ง 3ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/bung-tomo-exocet-mm40-block-3.html)

เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo ทั้งสามลำเป็นเรือฟริเกตเบาอเนกประสงค์ที่เดิมถูกสร้างในฐานะเรือคอร์เวตสำหรับกองทัพเรือบรูไน(RBN: Royal Brunei Navy, TLDB: Tentera Laut Diraja Brunei) โดยอู่เรือบริษัท Yarrow Shipbuilders สหราชอาณาจักรภายใต้ข้อตกลงปี 1995 
อย่างก็ตามเรือทั้งสามลำไม่เคยขึ้นระวางประจำการโดยบรูไนเนื่องจากข้อพิพาททางสัญญา เรือทั้งสามลำต่อมาได้ถูกจัดหาโดยอินโดนีเซียและเปลี่ยนการกำหนดแบบอย่างเป็นทางการเป็นเรือฟริเกตเมื่อขึ้นระวางประจำการในปี 2014

เรือฟริเกตชั้น Bung Tomo มีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 2,000 tonnes และมีความยาวเรือรวมที่ 95m และกว้างที่ประมาณ 13m ระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Oto Melara 76/62 Super Rapid, ปืนกล MSI-Defence 30mm, และแท่นยิง torpedo เบาสามท่อยิง 324mm
การปรับปรุงความทันสมัยของเรือฟริเกตชั้น Bung Tomo มีส่วนร่วมในสองภาคส่วนหลักโดยแบ่งแยกผู้รับสัญญาหลัก คือ PT Len อินโดนีเซีย และ PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซีย

การปรับปรุงในส่วนระบบการรบรวมถึงระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ TACTICOS และ radar ตรวจการณ์ทางอากาศและพื้นน้ำแบบ SMART-S Mk2 จากบริษัท Thales เนเธอร์แลนด์-ยุโรป
การปรับปรุงระบบอาวุธรวมถึงการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet MM40 Block 3 รุ่นใหม่ที่ได้รับการติดตั้งในเรือฟริเกต KRI John Lie และเรือฟริเกต KRI Bung Tomo แล้ว และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ VL MICA จากบริษัท MBDA ฝรั่งเศส-ยุโรปครับ

Navantia และกองทัพเรือสเปนกำหนดทิศทางการพัฒนาเรือฟริเกตชั้น F110 Flight II IAMD ใหม่

Spanish Navy, Navantia, chart course for F110 IAMD variant





The proposed F110 Flight II design will incorporate a total of 64 Mk 41 vertical launcher cells, as shown in this model. (Navantia/Naval News)
https://www.janes.com/defence-intelligence-insights/defence-news/sea/spanish-navy-navantia-chart-course-for-f110-iamd-variant



กองทัพเรือสเปน(Spanish Navy, Armada Española) และบริษัท Navantia สเปนกลุ่มรัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือและระบบทางเรือต่างๆกำลังเดินหน้าตามแผนที่จะพัฒนาและวิวัฒนาการเรือรบรุ่นใหม่
ของเรือฟริเกตชั้น F110 Bonifaz(https://aagth1.blogspot.com/2026/10/f110-bonifaz-f112-roger-de-lauria.html) ที่ได้การปรับแต่งสำหรับการป้องกันทางอากาศและอาวุธนำวิถีบูรณาการ(IAMD: Integrated Air and Missile Defence)

การประกาศความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 บริษัท Navantia กล่าวว่าแบบเรือฟริเกต F110 Flight II ที่ได้รับการดัดแปลงจะตรงต่อความต้องการต่างๆที่กำหนดโดยกองทัพเรือสเปน
ภายใต้เอกสารแผนกองเรือ Armada 2050 ของกองทัพเรือสเปน การศึกษาเพื่อกำหนดรายละเอียดโครงการเรือฟริเกต F110 Flight II IAMD อย่างเป็นทางการคาดว่าจะเริ่มต้นดำเนินการในต้นปี 2027

ได้รับการจัดหาเพื่อทดแทนเรือฟริเกตชั้น F-80 Santa María จำนวน 6ลำ(เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry สหรัฐฯที่ส่งออกให้สเปนต่อในประเทศ) ที่มีอายุการใช้งานมานานแบบเรือฟริเกต F110 ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อมอบกองทัพเรือสเปนด้วย
เรือรบผิวน้ำพหุภารกิจที่อเนกประสงค์และยืดหยุ่นที่ออกแบบเป็นหลักสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) แต่ยังสะท้อนถึงขีดความสามารถสงครามต่อต้านทางอากาศ(AAW: Anti-Air Warfare) ที่น่าเชื่อถือด้วย

Navantia สเปนได้รับการประกาศสัญญาการผลิตวงเงิน 4.325 billion Euros สำหรับเรือฟริเกตชั้น F-110 Bonifaz จำนวน 5ลำในเดือนเมษายน 2019 โดยเรือลำแรก เรือฟริเกต F-111 Bonifaz มีกำหนดส่งมอบในกลางปี 2028(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/navantia-f110-f111-bonifaz.html) 
ลำที่สอง เรือฟริเกต F-112 Roger de Lauria ในปี 2029, ลำที่สาม เรือฟริเกต F-113 Menéndez de Avilés ในปี 2030  ลำที่สี่ เรือฟริเกต F-114 Luis de Córdova ในปี 2031 และลำที่ห้าและลำสุดท้าย F-115 Barceló ในปี 2032

พื้นฐานระบบการรบเรือฟริเกต F110 บูรณาการ radar แบบ Lockheed Martin AN/SPY-7(V)2 และระบบควบคุมการยิง International Aegis Fire Control Loop(IAFCL) ด้วยระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ SCOMBA ที่พัฒนาในประเทศโดยบริษัท Navantia Sistemas สเปน
สิ่งอุปกรณ์ hardware ระบบ IAFCL รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกระบบ computer ระบบอาวุธ Aegis Weapon System, ระบบควบคุมการยิง(FCS: fire control system) แบบ MK 99, แท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS(Vertical Launching System),

และระบบประมวลผลสัญญาณ Digital Signal Processing Group(มีพื้นฐานจากระบบ Multi-Mission Signal Processor ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) และบูรณาการเข้ากับ AN/SPY-7(V)2 radar) ที่ทำงานชุดคำสั่ง software ระบบสงครามต่อต้านทางอากาศ AAW
เรือฟริเกต F110 Flight I ระยะแรกได้รับการติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell สองแท่นยิง 16ท่อยิงที่สามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Evolved SeaSparrow Missile(ESSM) และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Standard Missile-2(SM-2) Block IIIB

ข้อกำหนดในการออกแบบเรือฟริเกต F110 Flight I สามารถที่จะติดตั้งชุด module แท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell เพิ่มเติมอีกสองแท่นยิงได้ เพิ่มท่อยิงขึ้นเป็นสองเท่ารวมทั้งหมดที่ 32ท่อยิง
ข้อเสนอแบบเรือฟริเกต F110 Flight II จะมีการนำแท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 VLS 8-cell หกแท่นยิงมาติดตั้งที่ตำแหน่งหน้าเรือ และเพิ่มเติมอีกสองแท่นยิงที่ตำแหน่งกลางลำตัวเรือ เพิ่มท่อยิงขึ้นเป็นรวมทั้งหมดถึง 64ท่อยิงครับ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยรับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพ KB-5E ที่มีสายการผลิตโดย TAI ไทย








Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) has taken delivery of RTAF-developed KB-5E loitering munition from Thai Aviation Industries (TAI) on 30 October 2026. (Royal Thai Air Force, My Own Photos)

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ รับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพ แบบ KB-5E 
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พลอากาศโท ชเนนทร์  สุขวารี เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เป็นประธานรับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพ แบบ KB-5E  จากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด โดยมี นาวาอากาศโท สุรศักดิ์ ภู่ทอง  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และคณะ เป็นผู้แทนจากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด เป็นผู้ส่งมอบ
เพื่อเป็นอากาศยานสำรองในการใช้ฝึกศึกษา ใช้ประโยชน์ด้านต้นแบบ การพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ ตลอดจนใช้เป็นประโยชน์ในการจัดแสดงต่อหน่วยงานและส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยกลางแบบ KB-5E จากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทย โดยมีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ กรมสรรพาวุธทหารอากาศ แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ
อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธพลีชีพแบบ KB-5E ที่กรมสรรพาวุธทหารอากาศได้รับมอบมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอากาศยานสำรองในการใช้ฝึกศึกษา ในประโยชน์ด้านต้นแบบ การพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ และเพื่อการจัดแสดง ซึ่ง KB-5E เป็นส่วนหนึ่งของอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB kamikaze drone ที่พัฒนาในประเทศโดยมีกองทัพอากาศไทยเป็นผู้นำ

บริษัท TAI ไทยได้รับสัญญาจัดหาจากกองทัพอากาศไทยในการเปิดสายการผลิตอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยกลางแบบ KB-5E จำนวน ๑๐ระบบวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($3,141,247) เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ซึ่ง ๑ระบบจะมีตัวอากาศยาน(air vehicle) จำนวน ๘เครื่อง รวมทั้งหมด ๘๐เครื่อง
กองทัพอากาศไทยได้เปิดตัวอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB เป็นครั้งแรก ณ งานนิทรรศการระบบไร้คนขับ Dronetech Asia 2024 ที่อาคาร Challenger Hall 12 ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/kb-uav.html)

และต่อมา ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ทั้งในส่วนจัดแสดงผลงานของกองทัพอากาศไทยและบริษัท TAI ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/kb-uav.html) 
ซึ่งตัวแทนของกองทัพอากาศไทยที่ร่วมการจัดแสดงกล่าวผู้เขียนในเวลานั้นว่าอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB ได้ถูกนำไปใช้โจมตีเป้าหมายทางทหารจริงระหว่างการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘ แล้ว แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

ระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB ได้ถูกพัฒนาร่วมกันโดยศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ(RDC: Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology), กรมสรรพาวุธทหารอากาศซึ่งรับผิดชอบการพัฒนาด้านหัวรบ, 
และด้านวิศวกรรมโดยโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช(NKRTAFA: Navaminda Kasatriyadhiraj Royal Thai Air Force Academy) อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ KB-5E มีน้ำหนักรวมที่ 25kg ซึ่งรวมหัวรบขนาด 5kg ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ mortor ไฟฟ้า ทำความเร็วได้ที่ 90km/h มีพิสัยการบินไกลที่ 150km และมีความเร็วในการบินดำเข้าโจมตีเป้าหมายที่ 180km/h,

อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยไกลแบบ KB-10G มีปีกกว้างที่ 1.7m และมีน้ำหนักรวมที่ 40kg ซึ่งรวมหัวรบขนาด 10kg ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ลูกสูบซึ่งทำความเร็วได้ที่ 120km/h และพิสัยการบินไกลที่ 500km, และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธโจมตีแบบพลีชีพพิสัยใกล้แบบ KB-2E ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ mortor ไฟฟ้า มีปีกกว้าง 2m ยาว 1m ติดตั้งหัวรบขนาด 2kg บินได้ไกล 40km บินได้นาน ๑ชั่วโมง ๓๐นาที ความเร็วได้ 50km/m และมีความเร็วดำเข้าโจมตีเป้าหมายที่ 100km/h
ระบบอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบขีดความสามารถที่จะดำเนินภารกิจการกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก(SEAD: Suppression of Enemy Air Defence) พิสัยกลางและพิสัยไกล ซึ่งถูกบูรณาการระบบนำวิถีด้วยการผสมผสามทั้งระบบนำวิถีดาวเทียม GPS(Global Positioning System)/INS(Inertial Navigation System) กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้รวมถึง ระบบ radar สถานีเฝ้าระวังทางอากาศทางทหาร, ยานยนต์หุ้มเกราะ, ฐานบิน, และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางทหารอื่นๆ

ก่อนหน้านั่น TAI ไทยได้เปิดสายการผลิตและส่งมอบอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์สมรรถนะสูงเพดานบินต่ำ M Solar-X UAV(Unmanned Aerial Vehicle) ที่เป็นผลงานวิจัยร่วมของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน โดยเข้าประจำการจริงแล้วเช่นที่ กองบิน๓ วัฒนานคร, ศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง, และกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่๙ ปัตตานี(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/tai-m-solar-x-uav.html)
ตัวแทนผู้บริหารของบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด TAI ไทยได้กล่าวกับผู้เขียนระหว่างาน Defense & Security 2025 ว่า บริษัทพร้อมจะเปิดสายการผลิตอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB แก่กองทัพอากาศไทย และยินดีจะมอบสายการผลิตให้กองทัพอากาศไทยถ้า TAI จะไม่ได้ทำการผลิตต่อ แสดงถึงขีดความสามารถและความต่อเนื่องในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศของไทยครับ

เอธิโอเปียจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 ใหม่ 12เครื่องและระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย

Ethiopia announces Su-35, S-400 acquisitions





One of two Sukhoi Su-35 multirole fighters with Ethiopian markings seen during Ethiopian Prime Minister Abiy Ahmed's visit to Zhukovsky International Airport. (Prime Minister of the Federal Democratic Republic of Ethiopia )

เอธิโอเปียกำลังอยู่ในกระบวนการของการจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35 (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-E') และระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-400 Triumf จากรัสเซีย
นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy Ahmed ประกาศระหว่างการเดินทางเยือนนครหลวง Moscow รัสเซียเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 โดยในแถลงการณ์ที่มีขึ้นในวันเดียวกันเขากล่าวว่า

เอธิโอเปียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-35 ชุดแรกจำนวน 12เครื่องแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/su-35.html) และจะได้รับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-40 จำนวน 4ชุดยิง(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/lrsam.html)
สำนักนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปียได้เผยแพร่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ Su-35 สองเครื่อง (หมายเลข 2551 และ 2552) โดยมีธงชาติเอธิโอเปียที่แพนหางระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy 

ที่สถานที่ที่สามารถระบุได้ว่าคือท่าอากาศยานนานาชาติ Zhukovsky ใกล้นครหลวง Moscow ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy ถูกเชิญเข้าร่วมการประชุม Russia-Africa summit ครั้งที่สามระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2026
"ผมขอแสดงความขอบคุณต่อเพื่อนของผม ประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin สำหรับการอุทิศตนของเขาในการสร้างความมั่นใจว่าเราได้รับเครื่องบินรบเหล่านี้หนึ่งปีก่อนหน้ากำหนดการที่เราตกลงไว้" นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย Abiy กล่าว

การสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 ของเอธิโอเปียไม่ได้รับการยืนยันมาก่อนหน้า ขณะที่เอกสารต่างๆที่อ้างว่าเป็นเอกสารที่หลุดมาจากภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียในเดือนตุลาคม 2025 บ่งชี้ว่า
รัฐบาลเอธิโอเปียในนครหลวง Addis Ababa ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จำนวน 6เครื่องในปี 2022 โดยไม่ได้อ้างถึงเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่ถูกสั่งจัดหาจากแอลจีเรียซึ่งเริ่มรับมอบไปก่อนหน้าในปี 2022

มีการเปิดเผยในเดือนมกราคม 2024 ว่ากองทัพอากาศเอธิโอเปีย(Ethiopian Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-30K (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-C') จำนวน 2เครื่อง
เพื่อเสริมฝูงเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27SK (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-B') ที่มีอยู่จำนวน 16เครื่อง แหล่งข้อมูลต่างๆของรัสเซียกล่าวว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ Su-30K สองเครื่องจาก 6เครื่องที่ถูกส่งคืนโดยอินเดียแต่ไม่ได้ถูกซื้อโดยแองโกลา

กองทัพอากาศเอธิโอเปียยังเสริมกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 และ S-125 ยุคโซเวียตด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ Pantsir-S1 ของรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/01/pantsir-s1-orlan-10e.html) 
เช่นเดียวกับระบบสงคราม electronic(EWS: Electronic Warfare System) แบบ Krasukha-4 และ Moskva-1 ด้วย กองทัพอากาศเอธิโอเปียยังได้รับมอบเครื่องบินฝึกไอพ่น Yakovlev Yak-130 จำนวน 6เครื่องในเดือนมกราคม 2026 นี้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/uac-su-57e-yak-130m.html)