Formation of CVH-911 HTMS Chakri Naruebet helicopter carrier; FFG-471 HTMS
Bhumibol Adulyadej guided missile frigate; and FFG-455 HTMS Chao Phraya and
FFG-458 HTMS Saiburi, the Chao Phraya-class frigate; LPD-791 HTMS Angthong
landing platform dock (LPD); and Chaiseri upgraded AAV7A1 RAM/RS and AWAVs 8x8
of Royal Thai Marine Corps (RTMC) as part of the Royal Thai Navy (RTN) Operational Task Force Fleet exercise in
Gulf of Thailand and at the Naval Training Field No. 15, in Hat Yao, Sattahip
district, Chonburi province, Thailand on 27 August 2026. (Royal Thai Navy)
"ยิงลูกปืนหมดตามแผน เป้าหมายถูกทำลาย"
ในวันนี้ (27 สิงหาคม 2569) เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471)
เรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ
ได้ออกเรือปฏิบัติภารกิจฝึกยิงเป้าหมายพื้นน้ำ
ในการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ
วันนี้ ( 27 สิงหาคม 2569 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ
บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี
เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ
ซึ่งกำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” โดยมี
พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล
องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม
ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร
รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวความคิดการใช้กำลัง
ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ
การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ
“UXV Carrier”
เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม
และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ
ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ
ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล
และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ
ระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ
ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ
การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช
ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ
ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ
เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย
การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน
และหน่วยกำลังอื่น
นอกจากนั้น
การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ
ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ
การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล
อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ
ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือและเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด
ดังนั้น
กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติม
เพื่อให้มีกำลังเพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจ การหมุนเวียนซ่อมบำรุง
และการดำรงความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์
ปกป้องอธิปไตย
และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน การฝึกครั้งนี้ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness
หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา
อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้
นายกรัฐมนตรีและคณะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่
(Incident Command Center: ICC) ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15
พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์และการบูรณาการระหว่างหน่วย
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ
การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน
หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่เป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ”
ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง
และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน
“ความพร้อมรบมิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน
เตรียมยุทโธปกรณ์
และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที
เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ”
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ
บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี
เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ
ซึ่งกำหนดให้ปี ๒๕๖๙ เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ”
โดยมี พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์
ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้การต้อนรับ พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และนาวาเอก สุรวุฒิ สุมงคล
รองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน (๒) เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน
ร่วมให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล
องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม
ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
“ปีแห่งความพร้อมรบ”
วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
พร้อมด้วย พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ
ตลอดจนคณะผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการของกองเรือยุทธการ ให้การต้อนรับ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจของกองทัพเรือ ณ
บริเวณอ่าวไทยตอนบน และพื้นที่สนามฝึกกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี
เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้
มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพเรือที่มีความพร้อมในทุกมิติ
ทั้งด้าน "องค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี" ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ
กำลังทางอากาศ กำลังทางบก และระบบบัญชาการควบคุม
ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการนี้ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช
ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและเป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือ
ได้เข้าร่วมการฝึก เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์
การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม
ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่นๆ
ซึ่งภาพการฝึกที่เกิดขึ้น
ได้สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูง
เพื่อเป็นแกนหลักของกองเรือในการปกป้องอธิปไตยของชาติในอนาคต
ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมในวันนี้
ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมของกองทัพเรือ "ทั้งระบบ"
ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบังคับบัญชา การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง
ไปจนถึงขีดความสามารถในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต
“เตรียมกำลังเพื่อความพร้อมรบ เสริมสร้างสวัสดิการเพื่อกำลังพล”
การตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai
Navy)บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์
ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งได้เห็นการประกอบกำลังแสดงขีดความสามารถทางการปฏิบัติการของกองเรือยุทธการ
กร.(RTF: Royal Thai Fleet) และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps)
ตามนโยบาย "ปีแห่งความพร้อมรบ" ทั้งมิติทางน้ำ, ทางอากาศ, และภาคพื้นดิน
ซึ่งได้รับประสบการณ์การพัฒนาเป็นอย่างมากจากการปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาในปี
พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา
ในส่วนกำลังทางเรือที่ประกอบกำลังจากทัพเรือภาคที่๑ ทรภ.๑(1st NAC: First Naval
Area Command) ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ด้วยเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์
เรือหลวงจักรีนฤเบศร, เรือฟริเกต เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช,
เรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา ร.ล.เจ้าพระยาและเรือหลวงสายบุรี
และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงอ่างทอง เป็นต้น
กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division)
รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk ฝูงบิน๒
หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร(2 HTMS Chakri Naruebet Flying Unit Squadron) และ
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M ฝูงบิน๒๐๒(203 Naval
Air Squadron) กองบิน๒(Wing 2)
ขณะที่นาวิกโยธินไทยจัดกำลังจากกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก พัน.รนบ.นย.(Marine
Assault Amphibian Vehicle Battalion) กองพลนาวิกโยธิน พล.นย.(Marine Division)
ประกอบด้วย รถสะเทินน้ำสะเทินบก รนบ.AAV7A1 ที่ได้รับการปรับปรุงโดยบริษัท
ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.)
ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/aavp7a1-d-tiger-4x4-dti.html)
และรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious
Vehicle) ที่ผลิตโดยบริษัท Chaiseri ไทยเช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/chaiseri-awav-8x8.html)
แสดงถึงการจัดหาและปรับปรุงอาวุธที่ดำเนินการภายในประเทศสูงมากของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html)
ร.ล.จักรีนฤเบศร กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแนวความคิด
"เรือบรรทุกระบบไร้คนขับ"(UXV: Unmanned X Vehicle Carrier)
ที่ครอบคลุมอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle)
ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV:
Unmanned Underwater Vehicle)
ซึ่งกองทัพเรือไทยตั้งใจที่จะใช้ระบบที่พัฒนาเองภายในไทยเป็นส่วนใหญ่หลายระบบ
ขณะที่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช
ได้แสดงการเดินเรือด้วยตนเองแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีรายงานการจัดซื้อเครื่องจักรใหญ่ดีเซล
MTU 16V 1163 M94 ใหม่ ๒เครื่องแทนเครื่องเดิมที่ขัดข้อง และใช้อาวุธปืนเรือ 76mm
ยิงเกาะหินฉลาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือทั้งสองลำยังมีความพร้อมออกเรือปฏิบัติการได้ทันทีที่มีคำสั่งไม่ได้จอดเทียบท่าเฉยๆ
การฝึกล่าสุดจึงเป็นการหักล้างข้อกล่าวหาถึงความไม่พร้อมต่างๆของกองทัพเรือไทยครับ

















































