วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

John Cockerill เบลเยียมและ Arquus ฝรั่งเศสเปิดตัวรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6

Eurosatory 2026: John Cockerill and Arquus debut Fenris fire support vehicle



John Cockerill and its subsidiary Arquus presented their Fenris AFV equipped with an unmanned-variant of Cockerill's 3105 turret. (Guillaume Baptiste / Bloomberg via Getty Images)

บริษัท John Cockeril เบลเยียม และบริษัทย่อยในเครือของตน บริษัท Arquus ฝรั่งเศสได้เปิดตัวรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6(FSV: Fire Support Vehicle) แบบใหม่ของพวกตน
ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2026 ที่จัดขึ้นศูนย์จัดแสดง Parc des Expositions de Paris Nord Villepinte ในนครหลวง Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2024

รถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 เป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการป้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill 3105 เข้ากับระบบรถรบหุ้มเกราะล้อยาง Jaguar 6x6(AFV: Armoured Fighting Vehicle)
ระบบพื้นฐานยังคงโครงสร้างเช่นเดียวกับรถรบหุ้มเกราะ Jaguar 6x6 รวมถึงระบบส่งกำลัง(drivetrain) โดยมีเพียงการปรับปรุงความทันสมัยเพียงส่วนน้อยถูกนำมาใช้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อความสวยงามต่างๆอย่างเช่นชุดไฟหน้าใหม่

Janes ประเมินว่าขณะที่ระบบรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 น่าจะมีขนาดที่หนักกว่ารถเกราะล้อยาง Jaguar 6x6 ที่เป็นพื้นฐานเนื่องจากการติดตั้งอาวุธขนาดใหญ่ขึ้น รถน่าจะยังคงคุณลักษณะความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่เช่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
ป้อมปืนที่ถูกนำมาใช้คือป้อมปืนใหญ่รถถัง John Cockerill 3105 ที่ติดตั้งปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ซึ่งมีพร้อมทั้งในรูปแบบมีกำลังพลประจำป้อมและแบบไร้กำลังพบประจำป้อม

การขาดช่องมอง, กล้องตาเรือ หรือฝาปิดเปิดเข้าออกตัวป้อมปืนของกำลังพลต่างๆที่พบเห็นได้บ่งชี้ว่าบริษัท John Cockeril ได้เลือกติดตั้งป้อมปืนในรูปแบบไร้พลประจำป้อมสำหรับรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 ที่จัดแสดงในงาน Eurosatory 2026
ณ การแถลงต่อสื่อที่จัดขึ้นระหว่างการเปิดตัว ผู้อำนวยการบริหาร John Cockeril เบลเยียม Jean‑Luc Maurange กล่าวว่าความขัดแย้งในยูเครนได้เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนต่างๆที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนารถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6

Maurange เน้นย้ำความต้องการสำหรับระบบรถรบหุ้มเกราะที่มีความคล่องแคล่วในการดำเนินกลยุทธ์สูงด้วยความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง อย่างที่เห็นในรถรบหุ้มเกราะล้อยาง Jaguar 6x6
ผสมผสานกับขีดความสามารถอำนาจการยิงในการโจมตีเป้าหมายที่กำบังแข็งแรงและยานเกราะต่างๆในระยะยิง เขายังกล่าวว่าบริษัท John Cockeril มุ่งเป้าที่จะเสนอกรอบระยะเวลาการส่งมอบภายในระยะเวลา 16เดือนระหว่างการสั่งซื้อและการส่งมอบรถชุดแรก

ก่อนหน้านี้ John Cockeril เบลเยียมได้ทดสอบการติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill 3105 เข้ากับระบบรถรบทหารราบสายพาน Lynx KF41 IFV(Infantry Fighting Vehicle)(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/lynx-ifv-4-21.html)
และเข้ากับระบบรถแคร่ฐานของรถถังหลัก Leopard 1 MBT(Main Battle Tank)(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/blog-post_2.html) ในภาคสนามเพื่อนำเสนอแก่ยูเครนครับ

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์เผยการใช้งานกระเปาะ ELTA ECM อิสราเอลบนเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+

Singapore signals ELTA ECM pod deployment on F-16s





A Republic of Singapore Air Force F-16D equipped with an ELL-8212 ECM pod, fitted with a red protective cover, participates in Exercise ‘Red Flag-Alaska' in June 2026. (MINDEF)

กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้ปรากฏในฐานะผู้ใช้งานที่ได้รับการยืนยันของกระเปาะมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures) ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ IAI/ELTA ELL-8212 อิสราเอล
หลังภาพถ่ายอย่างเป็นทางการได้แสดงเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16D Block 52+ Fighting Falcon ติดตั้งกระเปาะ ECM jamming pod นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/lockheed-martin-f-16cdd.html)

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2026 แสดงถึงกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ติดตั้งบนตำบลอาวุธที่2 ใต้ปีกคู่นอกด้านซ้ายของเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+ กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้มีส่วนรวมในการฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ณ เวลาดังกล่าว

การฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ที่จัดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Eielson Air Force Base(AFB) กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-12 มิถุนายน 2026 
ได้มีส่วนร่วมจากเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 10เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG Strike Eagle จำนวน 8เครื่องของกองทัพอากาศสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

พร้อมกำลังพลมากกว่า 250นายจากหน่วยบินแยก(detachment) Peace Carvin II และ Peace Carvin V ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ในสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์กล่าว
กระเปาะ ECM ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ ELL-8212 ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มขยายความอยู่รอดของอากาศยานที่ติดตั้งต่อเครื่องบินขับไล่และอากาศยานทางทหารอื่นๆของฝ่ายตรงข้าม

บริษัท ELTA อิสราเอลในเครืองบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอลได้อธิบายกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ว่าเป็นการมอบการป้องกันต่อภัยคุกคามอากาศสู่อากาศและพื้นสู่อากาศต่างๆใน
"สภาพแวดล้อมระบบอาวุธนำวิถีด้วย radar ที่หนาแน่น" กระเปาะน้ำหนัก 100kg แรงต้านต่ำถูกออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศและสามารถจะติดตั้งในตำบลอาวุธใต้ปีกคู่นอกได้

ตามข้อมูลจาก ELTA อิสราเอล กระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้ครอบคลุมทุกการควบคุมการบิน(flight envelope)ของเครื่องบิน รวมถึงภายใต้อัตราเร่งแรงโน้มถ่วง g-load สูงและที่ความเร็วสูง
บริษัท ELTA กล่าวว่าระบบ ECM แบบ ELL-8212 ได้นำขีดความสามารถการรับมือภัยคุกคามแบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้ ตัวรับสัญญาณระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures)

ทำให้ระบบ ECM แบบ ELL-8212 สามารถสกัดกั้น, วิเคราะห์, พิสูจน์ทราบ, แยกแยะประเภท, และเริ่มต้นการเลือกเทคนิคการก่อกวนสัญญาณ jamming อัตโนมัติต่อภัยคุกคาม คุณลักษณะอื่นๆรวมถึงความไวต่อคลื่นความถี่วิทยุ(RF: radio frequency) สูง
และกำลังส่งคลื่นอย่างมีประสิทธิภาพ(ERP: Effective Radiated Power) สูง กระเปาะยังสามารถบันทึกเหตุการณ์ภารกิจสำหรับการวิเคราะห์หลังการบินโดยใช้ระบบเล่นซ้ำภารกิจบน computer ครับ

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

PT PAL อินโดนีเซียได้รับสัญญาจัดหาเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT

PT PAL secures contract for KSOT autonomous submarine





Indonesia's prototype KSOT submarine, seen here during its sea trials. (PT PAL)



PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียสำหรับเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT(Kapal Selam Otonom) ที่ไม่เปิดเผยจำนวน
ผู้อำนวยการบริหารของ PT PAL อินโดนีเซีย Kaharuddin Djenod กล่าวกับ Janes เปิดเผยถึงสัญญาระหว่างการใหก้สัมภาษณ์ล่าสุด ณ ที่ตั้งของบริษัทในมหานคร Surabaya อินโดนีเซีย

ความเห็นของ Djenod เป็นเครื่องหมายถึงการยืนยันครั้งแรกว่าโครงการเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT ได้ผ่านขั้นระยะต้นแบบและการสาธิตเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อประเมินค่าแล้ว
รายละเอียดต่างๆยังคงมีจำกัด แต่ Djenod กล่าวว่ารุ่นที่ได้รับสัญญาจะมีขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญกว่าต้นแบบที่สาธิตในเดือนตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/torpedo-ksot.html)

และรุ่นที่ได้รับสัญญาจัดหาจะสามารถบรรทุก torpedo เบาได้ 8นัด รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาและเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT รุ่นที่จะถูกส่งมอบจะถูกเปิดเผยในเดือนตุลาคม 2026
ที่สอดคล้องกับการจัดงานในโอกาสครบรอบ 81ปีการก่อตั้งกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia) Djenod กล่าว

โครงการเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT ของอินโดนีเซียได้ถูกเปิดเผยโดย PT PAL อินโดนีเซีย ณ นิทรรศการและการประชุมการป้องกันประเทศ Indo Defence 2022 ที่จัดขึ้นในนครหลวง Jakarta ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2022 
ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามต่างๆที่พัฒนาขีดความสามารถสงครามใต้น้ำภายในประเทศของอินโดนีเซีย แนวคิดต่างๆช่วงแรกมีศูนย์กลางที่ระบบทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) ที่ออกแบบเพื่อภารกิจต่างๆ

รวมถึงการตรวจการณ์, การลาดตระเวน, และการโจมตี ขณะที่ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล ระบบได้รับการวางกรอบตั้งแต่นั้นในฐานะขีดความสามารถสงครามอสมมาตรใต้น้ำ(underwater-based asymmetric warfare)
ที่ทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) สามารถที่จะโจมตีเหล่าศัตรูที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วยระบบที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่มีขีดความสามารถการใช้ torpedo จากระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม(stand-off)

ในรุ่นต้นแบบสาธิตเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT มีขนาดความยาวที่ราว 15m มีระวางขับน้ำที่ประมาณ 37tonnes ได้ถูกใช้ในการทดลองเรือล่าสุดต่างๆ รวมถึงการยิง torpedo ที่ดำเนินการในสถานที่ของกองทัพเรืออินโดนีเซียใน Surabaya ในเดือนตุลาคม 2025
การสาธิตดังกล่าวได้มีการยิง torpedo เบาจากสิ่งที่น่าจะเป็นท่อยิงติดภายนอกตัวเรือดำน้ำไร้คนขับ Djenod กล่าวว่า PT PAL อินโดนีเซียยังคาดว่าจะได้รับสัญญาแยกต่างหากสำหรับการพัฒนา torpedo เบาแบบ Piranha ที่พัฒนาในประเทศด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กัมพูชารับมอบรถถังหลัก Type 59D จีนมือสองชุดแรก 39 คันจาก 93คัน

Cambodia receives initial batch of Chinese T-59D tanks





A file image of a Chinese T‑59D main battle tank, which features upgrades to firepower and optics. (China Military/Norinco, T-55AM1/Army Military Force)

กัมพูชาได้รับมอบรถถังหลัก Type 59D MBT(Main Battle Tank) ชุดแรกจากจีนแล้ว ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่นของกัมพูชาและภาพเคลื่อนไหวในสื่อสังคม online ที่ปรากฎถึงรถถังในกัมพูชา
สื่อของกัมพูชารวมถึงหนังสือพิมพ์ The Phnom Penh Post ยืนยันการส่งมอบนี้ รายงานเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ว่ารถถังหลัก Type 59D ได้ถูกสั่งจัดหาจากจีนก่อนความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับไทยในปี 2025

ในไทยสื่อของรัฐบาลไทยอ้างอิงถึงกระทรวงกลาโหมไทยว่า รถถังหลัก Type 59D ระยะแรกจำนวน 39คันจากที่สั่งจัดหาทั้งหมด 93คันได้ถูกส่งมอบให้แก่กัมพูชาแล้ว
รายงานของสื่อไทยเสริมว่ารถถังหลัก Type 59D ที่จีนส่งมอบให้กัมพูชาเป็นรุ่นที่ผ่านการซ่อมคืนสภาพ(refurbished) จากรถรุ่นดั้งเดิม(https://aagth1.blogspot.com/2014/06/blog-post.html

แยกออกไปต่างหากรายงานต่างๆในสื่อกัมพูชากล่าวว่าคำสั่งซื้อจะทำให้ได้รับมอบรถถังหลัก Type 59D ทั้งหมดจำนวนมากกว่า 100คันในที่สุด(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/type-59.html)
ภาพวีดิทัศน์ในสื่อสังคม online ที่ปรากฎยังแสดงถึงรถถังหลัก Type 59D หลายคันกำลังถูกขนส่งจากจีนมายังกัมพูชา แม้ว่า Janes ไม่ได้ตรวจสอบยืนยันรับรองเรื่องนี้อย่างเป็นอิสระก็ตาม

กองทัพบกกัมพูชา(RCA: Royal Cambodian Army) ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไม่สามารถติดต่อได้ การส่งมอบรถถังหลัก Type 59D มีรายงานถึงคุณลักษณะที่ได้รับการปรับปรุงต่างๆ
รวมถึงปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm แทนที่ระบบปืนใหญ่รถถังขนาด 100mm ดั้งเดิม ร่วมไปกับกล้องเล็งมองกลางคืนและกล้องเล็งสร้างภาพความร้อนที่ได้รับการปรับปรุง, และการเพิ่มขยายเกราะป้องกันและระบบประจำรถต่างๆ

การออกแบบพื้นฐานของรถถังหลัก Type 59 MBT จีนมีพื้นฐานจากรถถังหลัก T-55 โซเวียตรัสเซียรถถังหลักยุคที่หนึ่งที่ถูกพัฒนาในปี 1940s(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/brdm-2m.html)
รุ่นรถถังหลัก Type 59D ได้นำการปรับปรุงต่างๆมาใช้ทั้งอำนาจการยิง, เกราะป้องกัน, และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ต่างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถถัง(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/80-hanoi.html)

ไทยและกัมพูชาได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งตามชายแดนระยะสั้นในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2025 โดยทั้งกองทัพบกกัมพูชาและกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ได้วางกำลังรถถังหลักแบบต่างๆของตนในพื้นที่การปะทะ
กองทัพบกไทยมีประจำการด้วยรถถังหลัก M48A5 ที่ถูกจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๒๒(1979) และรถถังหลัก M60A1 และรถถังหลัก M60A3 ในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) และ พ.ศ.๒๕๓๙(1996) ตามลำดับจากสหรัฐฯ และรถถังหลักแบบ๕๗ ถ.๕๗ T-84 Oplot-T จากยูเครนในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014)

รถถังหลักที่ใหม่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพบกไทยคือรถถังหลักแบบ๖๐ ถ.๖๐ VT4 จาก China North Industries Corporation(Norinco) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน 
ซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และจนถึงขณะนี้มีรายงานว่าได้รับมอบแล้วอย่างน้อยจำนวน ๖๐คันจากความต้องการที่จะจัดหาเพิ่มอีกราวจำนวน ๑๐๐คัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-norinco-vt4.html)

อย่างไรก็ตามผลหลังจากการปะทะตามแนวชายแดนในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่มีภาพปรากฎถึงรถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทยอย่างน้อยสองถึงสามคันได้รับความเสียหายที่ลำกล้องปืนใหญ่รถถังขนาด 125mm แตก
และมีรายงานเครื่องยนต์ดีเซลกำลัง 1,200HP และเครื่องเปลี่ยนความเร็ว transmission, กล้องเล็งต่างๆ และอุปกรณ์ประจำรถทำงานล้มเหลวขณะปฏิบัติงานอยู่ในแนวหน้า ทำให้เป็นไปได้ที่กองทัพบกไทยอาจจะทบทวนการจัดหารถถังหลัก VT4 จากจีนเพิ่มเติมครับ

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Airbus เยอรมนี-สเปนเปิดตัว Team Gen 6 หลังโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต NGF กับฝรั่งเศสล่ม

ILA 2026: Airbus launches Team Gen 6 following NGF collapse






A screenshot from an Airbus video released at the ILA Berlin Airshow 2026 to mark the announcement of Team Gen 6 showing a notional sixth-generation combat aircraft. (Airbus DS)



บริษัท Airbus Defence and Space(DS) ยุโรปได้จัดตั้งกลุ่มกิจการค้าร่วม(consortium) ใหม่ของกลุ่มบริษัทเยอรมนีและสเปนเพื่อเดินหน้าการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต
ตามการล่มสลายของโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคหน้า NGF(New Generation Fighter) ที่ทั้งสองประเทศเยอรมนีและสเปนเคยกำลังสร้างกับฝรั่งเศส(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/airbus-fcasscaf-dassault.html)

ถูกประกาศเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026  ณ งานแสดงการบินนานาชาติ ILA Berlin Airshow 2026 ระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2026 ในนครหลวง Berlin เยอรมนี Team Gen 6 ประกอบด้วยบริษัท Airbus DS ยุโรป และอีกเจ็ดบริษัทของเยอรมนีคือ
บริษัท AutoFlug เยอรมนี, บริษัท Diehl Defence เยอรมนี, บริษัท Hensoldt เยอรมนี, บริษัท Liebherr เยอรมนี, บริษัท MBDA Germany เยอรมนี, บริษัท MTU Aero Engines เยอรมนี และบริษัท Rohde & Schwarz เยอรมนี

และอีกห้าบริษัทของสเปนคือ บริษัท Indra สเปน, บริษัท GMV สเปน, บริษัท Grupo Oesia สเปน, บริษัท ITP Aero สเปน, และบริษัท Sener สเปน ทั้ง 13บริษัทเหล่านี้ตั้งเป้าร่วมกันที่จะเดินหน้างานเครื่องบินขับไล่ยุคหน้า NGF ต่อ
ตามที่โครงการได้มาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 เนื่องจากความแตกต่างที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ต่างๆระหว่างบริษัท Airbus DS ตัวแทนเยอรมนีและสเปน และบริษัท Dassault Aviation ฝรั่งเศสตัวแทนฝรั่งเศส

"ก้าวย่างที่น่าตื่นเต้นสำหรับความมีอธิปไตยของยุโรป ณ งาน ILA Berlin 2026 กลุ่ม Team Gen 6 ได้ถูกลงนามเอกสารการกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์(signed a strategic positioning paper)
รัฐบาลเยอรมนีและรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ของโครงการระบบการรบทางอากาศอนาคต FCAS/SCAF(Future Combat Air System/Système de Combat Aérien du Futur) ของยุโรป" บริษัท Airbus DS กล่าว

"ขณะที่การพัฒนาของ 'ระบบของระบบ'(system of systems) ในภาพรวมกำลังมีความคืบหน้าเป็นไปตามก่อนหน้า เครื่องบินขับไล่ยุคที่หกที่ได้รับการบูรณาการเข้าจับระบบจำเป็นต้องการการจัดตั้งภาคอุตสาหกรรมใหม่ที่รวดเร็ว
รวมไปกับ AutoFlug, Diehl Defence, Hensoldt, Liebherr, MBDA Germany, MTU Aero Engines, และ Rohde & Schwarz เราที่ Airbus DS เตรียมพร้อมที่ดำเนินการรับผิดชอบสำหรับเครื่องบินขับไล่ยุคที่หก"

"บูรณาการอย่างใกล้ชิดกับหุ้นส่วนต่างๆของเยอรมนี ภาคอุตสาหกรรมของสเปนยังจัดตั้งทีมร่วมกับบริษัทต่างๆ Indra, Airbus, Oesia Group, GMV, ITP Aero, และ Sener ในฐานะ Team Gen 6 เรามีความสามารถและศักยภาพต่างๆ
ตอนนี้เรากำลังมองสำหรับความสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับผู้กำหนดนโยบายและกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) เพื่อจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าของระบบการรบทางอากาศของยุโรปที่เหนือกว่าสำหรับความมั่นคงร่วม" บริษัท Airbus DS เสริม

เยอรมนีกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆของการบินรบอนาคตในระยะกลางและระยะยาวของตนตามการล่มสลายของโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคหน้า NGF ที่พัฒนาร่วมกับฝรั่งเศสและเป็นที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงการระบบการรบทางอากาศอนาคต FCAS/SCAF
รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี Boris Pistorius กล่าวเมื่อเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 ว่ากองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) กำลังมองสามทางเลือกหลักที่จะทดแทนช่องว่างขีดความสามารถที่มีสาเหตุจาการยกเลิกโครงการ NGF

หนึ่งในหลายทางเลือกเหล่านี้รวมถึงการสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II สหรัฐฯเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องว่างหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/f-35a-35.html),
การเข้าร่วมโครงการนานาชาติอื่นๆที่มีอยู่(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/fcasscaf-gcap.html) หรือเริ่มจัดตั้งโครงการของตนเองภายใต้การนำของเยอรมนีที่นำโดยบริษัท Airbus กับหุ้นส่วนอื่นๆที่นำมาสู่การจัดตั้ง Team Gen 6 ล่าสุดครับ

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Airbus Helicopters เปิดตัวระบบอากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 ใหม่

ILA 2026: Airbus Helicopters reveals U145 unmanned rotorcraft





The U145 unmanned cargo version of the H145 rotorcraft was revealed by Airbus Helicopters at the ILA Berlin Airshow 2026. It features 360-degree loading access via nose and rear clam-doors, and two sliding side doors. (Airbus Helicopters)



บริษัท Airbus Helicopters ยุโรปได้เปิดตัวรุ่นระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) ของเฮลิคอปเตอร์ H145 ของตนที่ถูกเรียกว่าอากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145

อากาศยานไร้คนขับปีกหมุน Airbus Helicopters U145 ถูกเปิดตัวในฐานะแบบจำลอง mockup ขนาดเท่าของจริง ณ งานแสดงการบินนานาชาติ ILA Berlin Airshow 2026 ในนครหลวง Berlin เยอรมนี ระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 202
ระบบอากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 UAS มีกำหนดที่จะทำการบินครั้งแรกของตนภายใต้การกำกับควบคุมความปลอดภัยโดยมนุษย์ก่อนสิ้นปี 2026 โดยการนำเข้าประจำการถูกระบุว่าจะเริ่มต้นในปี 2030s

"ด้วยอากาศยานไร้คนขับ U145 เรากำลังเสนอรุ่นอัตโนมัติไร้นักบินของเฮลิคอปเตอร์ H145 ของเรา ผสมผสานโครงสร้างอากาศยาน(airframe), กำลังขับ, และน้ำหนักบรรทุกที่ใช้ประโยชน์ได้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ของเฮลิคอปเตอร์ H145 กับความอัตโนมัติของระบบอากาศยานไร้คนขับ UAS เพื่อที่จะพัฒนา U145 และขีดความสามารถต่างๆของมันในฐานะระบบอากาศยานไร้คนขับอเนกประสงค์"

"เราจะทำการจัดตั้งทีมขึ้นด้วยหุ้นส่วนระบบภารกิจอัตโนมัติชั้นนำต่างๆเพื่อที่ขยายระบบนิเวศ ecosystem ระบบอากาศยานไร้คนขับ UAS เพิ่มเติมในยุโรป" Matthieu Louvot ผู้อำนวยการบริหารบริษัท Airbus Helicopters กล่าวเสริม
ตามข้อมูลจาก Airbus Helicopters ยุโรป ระบบอากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 จะมีคุณลักษณะชุดระบบตรวจจับแบบพิเศษและระบบปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) สำหรับการทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

ระบบอากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 UAS จะไม่มีห้องนักบินทางกายภาพ และจะการปรับแต่งอย่างมีนัยสำคัญสำหรับการบรรทุกสัมภาระ เช่น การบูรณาการประตูที่หัวเครื่อง, แผ่นกระดานบรรทุกแบบพับได้, และพื้นวางสัมภาระโดยเฉพาะ
ด้วยประตูปิดเปิดแบบกาบหอย(clam-shell) ที่หัวเครื่องและท้ายเครื่อง ผสมผสานด้วยประตูด้านข้างในแต่ละด้าน อากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 จะสามารถเข้าออกตัวเครื่องได้ 360องศาสำหรับบรรทุกเข้าและบรรทุกออกของสัมภาระ

ด้วยน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MToW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 3,800kg อากาศยานไร้คนขับปีกหมุน U145 ได้รับการพัฒนาในฐานะแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ขึ้นกับรูปแบบภารกิจสำหรับการประยุกต์ใช้ทางพลเรือนและทางทหารโดยภารกิจหลักในการจัดส่งสัมภาระปริมาตรสูง
ขยายไปยังภารกิจการจัดการภัยพิภัย, ดับเพลิง, ลาดตระเวนติดอาวุธ, ตรวจการณ์ เป็นยานแม่สำหรับระบบ drone ตัวทำลาย(effector) ปล่อยทางอากาศที่ Airbus เป็นหุ้นส่วนกับบริษัท MBDA ยุโรป เช่นเดียวทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming) ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Leonardo AW249 Fenice อิตาลีบินเปิดตัวที่เยอรมนี

ILA 2026: Leonardo AW249 attack helicopter makes Berlin debut



The AW249 being wheeled into position at ILA Berlin 2026, ahead of its debut flying display at an air show. (Helian)



เฮลิคอปเตอร์โจมตี Leonardo AW249 Fenice ("Phoenix" ในภาษาอิตาลี) ได้ทำการบินเปิดตัวต่อสาธารณะ ณ งานแสดงการบินนานาชาติ ILA Berlin Airshow 2026 ในนครหลวง Berlin เยอรมนี
เฮลิคอปเตอร์โจมตีหนัก AW249 Fenice ถูกพัฒนาขึ้นตามความต้องการแรกสำหรับกองทัพบกอิตาลี(Italian Army, EI: Esercito Italiano) แต่ยังถูกเสนอเข้าแข่งขันในตลาดส่งส่งออกทั่วโลกด้วย

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 Fenice อิตาลีได้แสดงการบิน ณ งานแสดงการบินนานาชาติ ILA 2026 ในเยอรมนีซึ่งจัดขึ้นทุกสองปีระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2026 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Berlin Brandenburg
เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 ถูกจัดแสดงต่อสาธารณะครั้งแรก ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2024 ที่จัดขึ้นในนครหลวง Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/leonardo-aw249-fenice.html)

ตามข้อมูลจาก Janes All the World's Aircraft: Development & Production เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีสองเครื่องยนต์ turboshaft สองที่นั่งเรียงกัน
ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Leonardo อิตาลีสำหรับกองทัพอิตาลี(Italian Armed Forces, Forze armate italiane) เป็นหลัก แต่ยังสำหรับการส่งออกแก่ต่างประเทศต่างๆด้วย

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 จะมีน้ำหนักที่ 7-8tonne สำหรับทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี Leonardo AW129 Mangusta ของกองทัพบกอิตาลี ซึ่งได้รับการสั่งจัดหาแล้วรวม 48เครื่องที่จะได้รับมอบเครื่องแรกของตนในปี 2027
โดยมีสมรรถนะที่ดีกว่า(ความเร็วเดินทาง, เพดานบินปฏิบัติการ, และระยะเวลาการบิน), ความอยู่รอดที่เพิ่มสูงขึ้น, ขีดความสามารถเชิงรุก, การสื่อสาร digital ต่างๆ, ความเป็นอัตโนมัติ, และลดสัญญาณความร้อน infrared

โครงสร้างอากาศยาน(airframe) ของเฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 มีความเหมือนในการออกแบบเช่นที่ปรากฎกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี AW129 ที่มีขนาดเล็กกว่า เช่นเดียวกับรุ่นที่มีพื้นฐานการพัฒนามาจาก
อย่างเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 ATAK(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/t129b-atak.html) และยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์โจมตี T929 ATAK 2 จากบริษัท Turkish Aerospace(TA) ตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/t929-atak-2.html

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 ติดตั้งเครื่องยนต์ turboshaft แบบ General Electric(GE) CT7-8E6 สองเครื่องซึ่งให้กำลังขับเครื่องละ 1,900kW(2,500shp)
นักบินสองนายทำการปฏิบัติการในห้องนักบินหน้าและหลังที่รองรับการใช้งานกล้องมองกลางคืน(NVG: night-vision goggle) ขณะที่ภาพที่เผยแพร่ก่อนหน้าแสดงถึงห้องนักบินที่ติดตั้งด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่(LAD: Large Area Display)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW249 สามารถบรรทุกอาวุธต่างๆได้ที่น้ำหนักถึง 2,000kg(4,409lbs) รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง Rafael Spike(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/spike-nlos-ah-64e-apache.html)
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นและอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศอื่นๆ, จรวดอากาศสู่พื้นนำวิถีและไม่นำวิถี, หรือถังเชื้อเพลิงสำรองภายนอกในหกตำบลอาวุธ และยังได้รับการติดตั้งปืนกลอากาศ TM197B ขนาด 20mm ที่หัวเครื่องด้วยครับ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตุรกีทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สองของมาเลเซีย KD Raja Laut

STM Launches Second Vessel of Malaysia’s LMS Batch II Project in Istanbul







The second vessel of the LMS Batch 2 project of the Royal Malaysian Navy, Raja Laut, seen here at its launch ceremony. (Malaysia Ministry of Defence)



บริษัท STM ตุรกีได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง Littoral Mission Ship(LMS) Batch 2 ลำที่สองจากทั้งหมดสามลำของกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เรือคอร์เวต KD Raja Laut หมายเลขเรือ 142 ได้ถูกทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการ ณ อู่เรือ Istanbul Shipyard ในตุรกีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026

พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ลำที่สอง เรือคอร์เวต KD Raja Laut มีขึ้นตามพิธีปล่อยเรือลงน้ำของลำแรก เรือคอร์เวต KD Tunku Laksamana Abdul Jalil หมายเลขเรือ 141 สองสัปดาห์ก่อนหน้า
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lms-batch-2-kd-tunku-laksamana-abdul.html) โครงการเดินหน้าเป็นไปตามแผนโดยเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ลำที่สาม (หมายเลขเรือ 143) มีกำหนดจะถูกปล่อยลงน้ำในเดือนสิงหาคม 2026

พิธีได้ทูลเชิญสุลต่านแห่งรัฐ Selangor Sultan Sharafuddin Idris Shah และพระอัครมเหสี Tengku Permaisuri Hajah Norashikin เสด็จเป็นองค์ประธาน, เชิญรองรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Haji Adly bin Zahari, รองประธานสำนักงานอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(Turkish Secretariat of Defence Industries, SSB: Savunma Sanayii Başkanlığı) และประธานคณะกรรมการบริหาร STM ตุรกี Prof. Dr. İhsan Kaya,
รองประธาน SSB ตุรกี Mustafa Murat Şeker, ผู้บัญชาการกองทัพเรือมาเลเซีย พลเรือเอก Tan Sri Zulhelmy bin Ithnain, ผู้จัดการทั่วไปบริษัท STM Özgür Güleryü เช่นเดียวกับคณะตัวแทนทางทหารจากทั้งสองชาติและตัวแทนจากบริษัทภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆ

การกล่าวในพิธีผู้จัดการทั่วไป STM ตุรกี Güleryü เน้นย้ำถึงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองชาติและความเร็วในการต่อเรือที่ยอดเยี่ยมของโครงการ "ในโครงการสำคัญนี้ ซึ่งแสดงถึงข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล(G2G: Government-to-Government) แรกระหว่างตุรกีและมาเลเซีย และการสงออกเรือคอร์เวตแบบแรกของตุรกีแก่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
เราได้ปล่อยเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำแรก KD Tunku Laksamana Abdul Jalil แค่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน วันนี้การปล่อยเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สอง KD Raja Laut เป็นการแสดงอย่างเป็นรูปธรรมของขีดความสามารถทางวิศวกรรมและความเร็วในการดำเนินงานของ STM ตุรกี เราตั้งเป้าที่จะปล่อยเรือคอร์เวตลำที่สามในเดือนสิงหาคม 2026 และส่งมอบเรือทั้ง 3ลำแก่กองทัพเรือมาเลเซียภายในปี 2027"

เรือคอร์เวตทั้ง 3ลำที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการ LMS Batch 2 ได้รับการตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มาเลเซีย เรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำแรกตั้งชื่อตามพระนาม "Tunku Laksamana Abdul Jalil" พระราชบุตรผู้ล่วงลับขององค์ Sultan Ibrahim ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี 2015 และทรงเป็นเจ้าชายองค์แรกที่ได้รับพระยศ 'พลเรือเอกเจ้าชาย'(Prince Admiral)
เรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สองตั้งชื่อตามพระนาม "Raja Laut" บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของมาเลเซียซึ่งทรงเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์ Selangor ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ปกครองรัฐ Selangor และทรงเป็นผู้วางโครงสร้างการค้าทางทะเลในภูมิภาคระหว่างศตวรรษที19

ภายใต้รูปแบบข้อตกลงรัฐบาลต่อรัฐบาลระหว่างมาเลเซียและตุรกี โครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ได้มีขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lms-batch-2-stm-3.html) เมื่อมาเลเซียได้ส่งมอบจดหมายตอบรับ(LoA: Letter of Acceptance) สำหรับโครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 จำนวน 3ลำนี้
พิธีตัดเหล็กของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีขึ้นในมหานคร Istanbul ในเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่พิธีวางกระดูกงูเรือสำหรับเรือลำแรกมีขึ้นในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/lms-batch-2-3.html

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีพื้นฐานจากแบบเรือคอร์เวตชั้น Ada ของกองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy) ตามข้อมูลจาก STM ตุรกี เรือมีความยาวเรือรวมที่ 99.56m, กว้างที่ 14.42m, กินน้ำลึกที่ 3.94m และมีระวางขับน้ำที่ราว 2,500tonnes
ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล 4เครื่องในรูปแบบ CODAD(Combined Diesel and Diesel) ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มากว่า 26knots และมีระยะปฏิบัติการที่มากกว่า 4,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ที่ 14knots

บริษัท STM ยังให้รายละเอียดตุณลักษณะของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ว่ามีระยะเวลาปฏิบัติการได้นาน 14วัน, รองรับกำลังพลประจำเรือได้ 111นาย และมีดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้
ระบบอาวุธของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ประกอบด้วยปืนเรือ 76mm เป็นปืนหลัก, ปืนกลขนาด 30mm เป็นปืนรอง, แท่นยิงอาวุธปล่อยวิถีพื้นสู่พื้นสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด, และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ

มาเลเซียยืนยันการเลือกระบบป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะจุด(point-defence) ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อรัฐบาลมาเลเซียใน Putrajaya ได้ลงนามสัญญาวงเงิน $94 million กับบริษัท LIG Defense & Aerospace สาธารณรัฐเกาหลี
สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM(Korean Ship‑to‑Air Anti Missile) จำนวน 48นัด ซึ่งจะติดตั้งในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) จำนวน 16นัดในแต่ละลำ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k-saam-lms-batch-2.html

แยกออกไปต่างหากในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกันมาเลเซียยังได้ลงนามสัญญากับบริษัท ROKETSAN ตุรกีสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ ATMACA จำนวน 24นัดสำหรับเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ด้วย เรือยังได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) ระบบปืนจากบริษัท HAVELSAN ตุรกี, 
ระบบ 3D radar ตรวจการณ์, ระบบ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar), ระบบพิสูจน์ฝ่าย(IFF: Identification, Friend-or-Foe), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures), ระบบแท่นยิงเป้าลวง Chaff และชุดระบบตรวจจับอื่นๆจากบริษัท ASELSAN ตุรกีครับ

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มต้นเจรจากับอินโดนีเซียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri มือสอง

Japan, Indonesia begin talks on potential Asagiri-class destroyer transfer





Lead vessel Asagiri , seen here while it was in Joint Base Pearl Harbor-Hickam, Hawaii in 2014. (JMSDF)

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo และรัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้เห็นชอบที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือต่างๆเกี่ยวกับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ
รวมถึงความเป็นได้ที่จะส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

ข้อตกลงมีขึ้นตามการประชุมร่วมกันในกรุง Tokyo ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi และคู่หุ้นส่วนของเขารัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นทั้งสองฝ่ายจะใช้กรอบการทำงานระดับการปฏิบัติงานที่จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อตรวจสอบในแง่มุมการฝึก, การซ่อมบำรุง, และการปฏิบัติการต่างๆของการส่งมอบที่เป็นไปได้ใดๆ 

การประกาศไม่ได้ถือเป็นการตัดสินใจการส่งมอบแต่เป็นการยืนยันว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการต่างๆกำลังอยู่ในการดำเนินการเป็นครั้งแรกในความเป็นไปได้การส่งออกเรือพิฆาตญี่ปุ่นแก่อินโดนีเซีย
ความคืบหน้านี้มีขึ้นตามที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้เริ่มต้นการลดจำนวนกองเรือพิฆาตชั้น Asagiri ของตนลง

เรือพิฆาตชั้น Asagiri เป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ถูกขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี 1980s เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri
ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1988 และถูกปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 หลังจากประจำการมา 38ปีทั้งให้ภารกิจการปฏิบัติการรบและเรือฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/asagiri-dd-151-js-asagiri.html)

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ทั้งหมดจำนวน 8ลำถูกต่อขึ้นระหว่างกลางปี 1980s ถึงต้นปี 1990s ประกอบด้วยลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกส่งมอบในเดือนมีนาคม 1988 ในฐานะเรือพิฆาตชั้น Asagiri และภายหลังได้รับการเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3516 JS Asagiri ในปี 2005 ก่อนได้รับการคืนกลับเป็นเรือรบแนวหน้าอีกครั้งในปี 2012
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สอง เรือพิฆาต DD-152 JS Yamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1989 ภายหลังถูกเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3515 JS Yamagiri ในปี 2004 ก่อนคืนสภาพเป็นเรือรบแนวหน้าในปี 2011 และเปลี่ยนกลับเป็นเรือฝึกอีกครั้งในปี 2025

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สาม เรือพิฆาต DD-153 JS Yugiri และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สี่ เรือพิฆาต DD-154 JS Amagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1989, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่ห้า เรือพิฆาต DD-155 JS Hamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1990
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่หก เรือพิฆาต DD-156 JS Setogiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1990, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่เจ็ด เรือพิฆาต DD-157 JS Sawagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1990 และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่แปดและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DD-158 JS Umigiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1991 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ถูกออกแบบเป็นระบบเรือคุ้มกันพหุภารกิจ จัดตั้งเป็นองค์ประกอบหลักของกองกำลังกองเรือคุ้มกันอเนกประสงค์ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ
เรือพิฆาตชั้น Asagiri แต่ละลำมีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 4,900tonnes ความยาวเรือรวมที่ 137m และความกว้างที่ 14.6m ระบบขับเคลื่อนติดตั้งเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Spey SM1C สี่เครื่องในรูปแบบ COGAG(Combined Gas and Gas) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 30knots 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri รองรับกำลังพลประจำเรือที่ประมาณ 220นาย และได้รับการติดตั้งด้วยดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Mitsubishi Heavy Industries(MHI)/Sikorsky SH-60J Seahawk หนึ่งเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/sh-60l.html)
ในแง่ระบบอาวุธ เรือพิฆาตชั้น Asagiri ติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Mk 112 ASROC(Anti-Submarine Rocket) แปดท่อยิงสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), แท่นยิง Mk 29 แปดท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-7 Sea Sparrow,

และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84 Harpoon แท่นยิงสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด ระบบอาวุธปืนรวมถึงปืนเรือหลัก Oto Melara 76mm/62 และระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) Phalanx สองแท่นยิง
ตามที่เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกปลดระวางประจำการแล้วทำให้เธอเป็นเรือหนึ่งลำที่พร้อมจะส่งออกให้แก่อินโดนีเซียได้ขณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียน่าจะมีความต้องการที่จะจัดหาเรือมากกว่าหนึ่งลำครับ