วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

จีนจัดส่งรถถังหลัก VT4 รุ่นปรับแต่งพิเศษสองคันแก่ลูกค้าต่างประเทศที่ไม่เปิดเผย

China dispatches two customised VT4 MBTs to undisclosed foreign customer





One of the two customised VT4s photographed leaving China’s Inner Mongolia First Machinery Group on 20 April. The group did not reveal the identity of the customer. Source: Inner Mongolia First Machinery Group




These VT4s are slightly different from the ones exported to Thailand and Nigeria (pictures).
https://www.janes.com/article/95814/china-dispatches-two-customised-vt4-mbts-to-undisclosed-foreign-customer


Inner Mongolia First Machinery Group โรงงานผลิตรถถังหลักในเครือ China North Industries Corporation(Norinco) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงสาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้เผยแพร่ชุดภาพผ่านบัญชี WeChat เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2020 แสดงถึงรถถังหลัก VT4 ที่ได้รับการปรับแต่งพิเศษ 2คันกำลังถูกขนส่งบนรถบรรทุกพ่วงชานต่ำแก่ลูกค้าต่างประเทศที่ไม่เปิดเผย

ชุดภาพซึ่งแสดงถึงรถถังหลัก VT4 สองคันมีคุณสมบัติติดตั้งเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด(ERA: Explosive Reactive Armour) แบบใหม่ที่ลาดตัวถังรถแคร่ฐานที่ด้านหน้าและป้อมปืน
บ่งชี้ว่า ถ.หลัก VT4 เหล่านี้มีความแตกต่างเล็กน้อยจากรถที่ส่งออกแก่กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ลูกค้ารายแรก(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/vt4.html) และไนจีเรียลูกค้ารายที่สอง

โรงงานเครื่องจักรที่หนึ่งมองโกเลียในไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวงเงินสัญญา หรือจำนวนรถที่จะจัดส่งของรถถังหลัก VT4 ชุดนี้(ซึ่งทำสีลายพรางเขียว-น้ำตาล)
โดยกล่าวเพียงว่าได้มีการจัด "พิธีเปิดตัว" สำหรับรถถังหลัก VT4 สองคัน ซึ่งกำลังจะถูกส่งมอบแก่ประเทศที่ไม่เปิดเผย ที่น่าจะเป็นลูกค้าต่างประเทศรายที่สามสำหรับรถถังรุ่นนี้

ตามข้อมูลจาก Jane's Land Warfare Platforms: Armoured Fighting Vehicles รถถังหลักสำหรับส่งออก VT4(เดิมรู้จักในชื่อรถถังหลัก MBT-3000)
มีแบบแผนตามรูปแบบรถถังหลักโซเวียต โดยติดตั้งปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบขนาด 125mm และระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติแบบทรงกระบอกหมุนสำหรับกระสุนกึ่งแยกส่วน

สำหรับการยิงระยะประชิดและการต่อต้านบุคคล รถถังหลัก VT4 ติดตั้งปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm และปืนกลหนักขนาด 12.7mm ที่น่าจะเป็นปืนกลหนัก Type 88 ที่ป้อมปืนตำแหน่งฝาปิดเปิดผู้บังคับรถ
ป้อมปืนยังติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดควันขนาด 76mm จำนวน 8นัด และเครื่องยิงลูกระเบิดแรงสูงแตกสะเก็ดขนาด 76mm จำนวน 4นัด

ในปี 2014 รุ่นเพิ่มขยายสมรรถนะได้ถูกแสดงโดยมีคุณสมบัติติดตั้งป้อมปืน Remote(RWS: Remote Weapon Station) ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นแบบ UW1 ซึ่งสามารถติดตั้งปืนกลขนาด 7.62mm หรือ 12.7mm ได้
โดยรถถังหลัก VT4 ที่ส่งออกให้กองทัพบกไทยระยะที่๑ ๒๘คันในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ระยะที่๒ ๑๑คันในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และระยะที่๓ ๑๔คันในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวม ๕๓คันได้แสดงถึงคุณสมบัติการติดตั้งป้อมปืน Remote ขนาด 12.7mm นี้

เกราะป้องกันที่ถูกนำมาใช้กับรถถังหลัก VT4 ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในขณะนี้ และยังไม่ชัดเจนว่ามีพื้นฐานการออกแบบเกราะที่ลอกแบบใกล้ชิดกับรถถังหลัก T-72 และรถถังหลัก T-90A รัสเซียหรือไม่
ตามที่ Samuel Cranny-Evans นักวิเคราะห์วิจัยและบรรณาธิการอาวุโสของ Jane's Land Warfare Platforms: Armoured Fighting Vehicles ชี้ให้เห็นครับ

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563

Saab สวีเดนเริ่มทดสอบการบิน AESA radar สำหรับเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D

Saab starts flight testing AESA fighter radar
Saab is using a two-seat Gripen D for flight to test its new X-band AESA radar. Source: Saab

The new X-band AESA radar is being offered as an upgrade option for Gripen C/D customers.(https://www.facebook.com/chittapon.kaewkiriya)
https://www.janes.com/article/95782/saab-starts-flight-testing-aesa-fighter-radar

บริษัท Saab สวีเดนได้เริ่มการทดสอบ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar ย่านความถี่ X-band แบบ Multi-mode สำหรับเครื่องบินขับไล่
ที่จะถูกนำเสนอในฐานะตัวเลือกเพิ่มเติมของ radar ตระกูล PS-05/A สำหรับเครื่องบินขับไล่ JAS-39C/D Gripen ของบริษัท

Radar ใหม่ประกอบด้วยจานสัญญาณ AESA ส่วนด้านหน้าที่ใช้พื้นฐาน modules ตัวรับ/ส่งสัญญาณแบบ Gallium Nitride(GaN) โดยมีส่วนด้านหลังการประมวลพลและรูปแบบการทำงานยกชุดจาก radar เชิงกล PS-05/A Mk 4 ที่มีอยู่เดิม
Saab สวีเดนกำลังเข้าแข่งขันในหลายโครงการจัดหา AESA radar ใหม่กับตลาดหลายภาคส่วนที่แตกต่างกัน รวมถึงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินข้าศึกสมมุติ และเครื่องบินขับไล่/เครื่องบินฝึกขนาดเบา

AESA radar X-band ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยหน่วยแนวทางธุรกิจ radar ของ Saab ใน Gothenburg ได้ถูกเสนอในฐานะตัวเลือกการปรับปรุงสำหรับลูกค้าเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D
เช่น กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ที่มีแผนปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ๑๑เครื่องและจัดหาเพิ่มอีก ๑เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/2020.html)

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรม modular และปรับขนาดได้ของ AESA radar จะสามารถปรับแต่งใหม่มีความเหมาะสมต่อการติดตั้งและประยุกต์ใช้กับโครงการสร้างอากาศยานแบบอื่นๆ รวมถึงเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ
การทดสอบการบินครั้งแรกได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2020 โดย AESA radar ถูกติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen D ที่ปฏิบัติการจากโรงงานอากาศยานของ Saab ที่ Linkoping

Anders Carp รองประธานอาวุโสและหัวหน้าภาคธุรกิจการตรวจการณ์ของ Saab กล่าวกับสื่อระหว่างการสัมมนาเมื่อ 24 เมษายน 2020 ว่า ต้นแบบ AESA เสร็จสิ้น "การบินครั้งแรกที่สำเร็จอย่างมาก ทั้งในแง่ขีดความสามารถและเสถียรภาพ"
การบินทดสอบซึ่งกินเวลาราว 90นาที ได้เห็น radar ตรวจจับและติดตามเป้าหมายทั้ง Mode อากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้น การทดสอบการพิสูจน์เพื่อรับรองเพิ่มเติมคาดว่าจะมีขึ้นในอีกสามถึงสี่เดือนข้างหน้า

โดยการทดสอบการบินประมาณ 15เที่ยวบินที่จะทำการบินในช่วงนั้นจะใช้เครื่องบินขับไล่ Gripen D Carp กล่าวว่าระบบ AESA radar X-band ใหม่ได้พร้อมสมบูรณ์ในระดับสูงแล้ว
"ถ้ามีลูกค้าที่ต้องการตอนนี้ เราพร้อมที่จะรับคำสั่งซื้อและเริ่มต้นสายการผลิต" เขากล่าว โดยให้ข้อสังเกตว่าจะใช้เวลาล่วงหน้าราว 12-18เดือนสำหรับการผลิต, การบูรณาการ และทดสอบขั้นต้นครับ

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

Boeing สหรัฐฯ และ Embraer บราซิลล้มเหลวในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน

Boeing-Embraer partnership falls apart


The other JV, Boeing Embraer - Defense, would have focused on marketing Embraer's new C-390 Millennium medium-lift transport plane.


Embraer is headquartered in in the Brazilian city of São José dos Campos. (Embraer)
https://www.janes.com/article/95769/boeing-embraer-partnership-falls-apart


บริษัท Boeing สหรัฐฯได้ยุติข้อตกลงที่จะจัดตั้งกลุ่มร่วมทุน(JV: joint ventures) สองฝ่ายกับบริษัท Embraer บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/boeing-embraer.html)
ตามที่ Boeing สหรัฐฯตั้งข้อกล่าวหาต่อ Embraer บราซิลว่าอีกฝ่ายล้มเหลวที่จะดำเนินการปฏิบัติให้ตรงตาม "เงื่อนไขที่จำเป็น"

หลังความพยายามมากกว่าสองปีเพื่อให้การทำธุรกรรมเสร็จสิ้น Boeing สหรัฐฯได้สรุปผลว่า การเจรจาเพิ่มเติมต่อไป "ไม่สามารถที่จะไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ค้างคาได้"
Marc Allen ประธานความเป็นหุ้นส่วนและกลุ่มปฏิบัติการกับ Embraer ของ Boeing กล่าว โดยทาง Boeing ไม่ได้ให้รายละเอียดของปัญหาต่างๆที่ค้างคาอยู่แต่อย่างใด

Embraer บราซิลร้องเรียนถึงการถือสิทธิ์ที่เป็นเท็จของ Boeing สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าตนได้ "ปฏิบัติตามอย่างเต็มรูปแบบ" ด้วยพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงของตน
Embraer บราซิลกล่าวว่าตนจะดำเนินการติดตาม "การเยียวยาทั้งหมด" สำหรับ "ความเสียหาย" ที่ตนได้รับจากการกระทำของ Boeing สหรัฐฯ

Embraer บราซิลกล่าวหาว่า Boeing สหรัฐฯไม่เต็มใจที่จะทำธุรกรรมให้สำเร็จ หลังประสบปัญหาการเงินและเสียชื่อเสียงที่สำคัญจากการงดบินที่ยาวนานมากกว่าปีของเครื่องบินโดยสารไอพ่นพาณิชย์ 737 MAX
ปัญหาทางการเงินของ Boeing สหรัฐฯยังถูกเติมเชื้อให้เลวร้ายลงระหว่างการแพร่ระบาดของ Coronavirus Covid-19 ที่ทำให้การเดินทางทางอากาศตกต่ำด้วย

กลุ่มร่วมทุนหนึ่งคือ Boeing Brasil-Commercial จะประกอบด้วยเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ของ Embaer และการปฏิบัติงานบริการอื่นๆ โดย Boeing เป็นเจ้าของร้อยละ80 และ Embaer เป็นเจ้าของร้อยละ20
อีกกลุ่มร่วมทุนคือ Boeing Embraer-Defense จะมุ่งเน้นที่การทำการตลาดของเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลาง C-390 Millennium ใหม่ของ Embraer บราซิล โดย Embaer เป็นเจ้าของร้อยละ51 และBoeing เป็นเจ้าของร้อยละ49

Boeing สหรัฐฯได้จ่ายเงิน $4.2 billion แก่ Embraer บราซิล เพื่อประทับตราข้อตกลงนี้ กลุ่มร่วมทุนอยู่ภายใต้การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการยุโรป แต่ได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบอื่นๆที่จำเป็นทั้งหมด
กลุ่มร่วมทุนพาณิชย์ได้มุ่งเป้าที่การช่วยเหลือ Boeing สหรัฐฯและ Embraer บราซิลแข่งขันกับบริษัท Airbus ยุโรปในตลาดเครื่องบินโดยสารไอพ่นขนาด 100 ถึง 130ที่นั่น

การล่มสลายของกลุ่มทุน Boeing-Embraer สหรัฐฯ-บราซิล "ทำให้ตอนนี้ Aibus ครองตลาดอย่างชัดเจน" ในพื้นที่เครื่องบินโดยสาร 100-130 ที่นั่งดังกล่าว
Richard Aboulafia รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ของ Teal Group กลุ่มวิเคราะห์ตลาดอุตสาหกรรมการบินและความมั่นคงในสหรัฐฯกล่าว

และยังน่าจะทำให้การทำตลาดของเครื่องบินลำเลียง KC-390 นอกจากที่กองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira) ใช้งานเอง(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/kc-390.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/09/embraer-kc-390.html)
มีความยุ่งยากมากขึ้นด้วย โดยปัจจุบันลูกค้าส่งออกของ KC-390 มีเพียงกองทัพอากาศโปรตุเกส(Portuguese Air Force, FAP: Força Aerea Portuguesa) ที่สั่งจัดหา 6เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/embraer-kc-390.html)

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

จีนประจำการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่น่าจะเป็นชั้น Type 094 รุ่นใหม่

Chinese navy commissions nuclear-powered submarine

One of the PLAN’s Type 094 SSBNs during a fleet review in April 2019.

Global Times reported on 22 April that the service recently commissioned a “new strategic nuclear-powered submarine”.

No details were provided by the paper but it is possible that it is referring to a further improved Type 094. Source: TASS
https://www.janes.com/article/95738/chinese-navy-commissions-nuclear-powered-submarine

จีนได้ขึ้นระวางประจำการ "เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ใหม่" เมื่อเร็วๆนี้ ตามรายงานโดยหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน Global Times เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2020
รายงานที่เขียนขึ้นได้สะท้อนถึงความสำเร็จล่าสุดของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) ในการฉลองวันครอบรอบการรก่อตั้งปีที่71

รายงานของหนังสือพิมพ์ Global Times ได้อ้างถึง "อาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่" ต่างๆที่เข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนรวมถึงเรือพิฆาตชั้น Type 055(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/type-055-ddg-101-nanchang.html),
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Type 002 ลำแรกที่สร้างในประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/cv-17-shandong.html), และเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำใหม่(KQ-200) เช่นเดียวกับเรือดำน้ำใหม่

รายงานข่าวไม่ได้ระบุถึงชั้นของเรือดำน้ำแต่การให้คำอธิบายว่าเป็น "อาวุธทางยุทธศาสตร์" ทำให้มีข้อสังเกตว่าเป็นการอ้างอิงถึงเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ(SSBN)
แม้ว่าจะถูกอ้างถึงว่าเป็นระบบอาวุธใหม่ แต่เรือดำน้ำใหม่นี้ไม่น่าจะเป็นเรือลำแรกของของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 096 SSBN ที่เป็นหนึ่งในชั้นเรือดำน้ำนิวเคลียร์ยุคหน้าของจีน

เนื่องจากช่วงความห่างระยะเวลาการปล่อยเรือลงน้ำและการขึ้นระวางประจำการของเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 096 น่าจะใช้เวลามากกว่า 4ปี และเรือดำน้ำแบบใหม่นี้ยังไม่มีการปรากฎชัดเจนในภาพถ่ายดาวเทียม
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่เข้าประจำการน่าจะเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 094(NATO กำหนดรหัสชั้น Jin)รุ่นปรับปรุงใหม่เพิ่มเติม(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/type-055-type-094.html)

Type 094 SSBN เป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธยุคที่สองของจีนที่ถูกสร้างเข้าประจำการตามหลังเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 092(NATO กำหนดรหัสชั้น Xia)
โดย Type 092 SSBN เป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธยุคแรกของจีน และเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธแบบแรกที่ออกแบบและสร้างในเอเชีย

สองเอกสารงานวิจัยของจีนที่ปรากฎขึ้นใน social media เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้สะท้อนถึงวิทยาการที่จะถูกนำมาใช้เข้ากับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ยุคที่สามของจีนที่การคาดการณ์แพร่หลายว่าจะเป็น
เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Type 095 SSN และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Type 096 SSBN ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/blog-post_14.html)

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

กองทัพเรือสหรัฐฯรับมอบเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 2 เครื่องสุดท้าย และ Block 3 เครื่องทดสอบในเดือนพฤษภาคม 2020

US Navy receives final Block 2 Super Hornet

With the last of 608 retrofitted and new-build Block 2 Super Hornets now delivered, Boeing’s and the US Navy’s attentions will now turn to delivering the Block 3 standard aircraft. Source: US Navy
https://www.janes.com/article/95751/us-navy-receives-final-block-2-super-hornet

US Navy to receive first Super Hornet Block 3 test aircraft ‘by end of May’
An F/A-18F sporting some Block 3 features, including the conformal fuel tanks. The US Navy is to receive its first Block 3 testbeds in the coming weeks. Source: Boeing
https://www.janes.com/article/95662/us-navy-to-receive-first-super-hornet-block-3-test-aircraft-by-end-of-may

กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet Block 2 เครื่องสุดท้ายของตนเข้าประจำการ เดินหน้าสู่ความพยายามการปรับปรุงเพิ่มเติมและสร้างใหม่ในมาตรฐาน Block 3
(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/boeing-fa-18ef-super-hornet.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/03/boeing-fa-18ef-block-iii.html)

กองทัพเรือสหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2020 ว่าเครื่องบินขับไล่ Super Hornet Block 2 เครื่องที่608(เครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18E จำนวน 322เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F/A-18F จำนวน 286เครื่อง) ที่ปรับปรุงเพิ่มและสร้างใหม่ที่เริ่มส่งมอบตั้งแต่ปี 2005
ได้ถุกส่งมอบเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2020 เครื่องบินขับไล่ F/A-18E เครื่องที่322 ได้ถูกส่งมอบเข้าประจำการในฝูงบินขับไล่โจมตี VFA-34(Strike Fighter Squadron 34) 'Blue Blasters' ที่มีที่ตั้ง ณ สถานีอากาศนาวี NAS(Naval Air Station) Oceana ในมลรัฐ Virginia

"การส่งมอบ Block 2 Super Hornet เครื่องสายการผลิตสุดท้ายนี้เป็น(...)ก้าวข้ามก้อนหินตามเส้นทางสู่การประเมินค่าระบบของเราอย่างต่อเนื่องให้ตรงความต้องการที่พัฒนาขึ้นตลอดเวลาของกองทัพเรือสหรัฐฯ"
นาวาเอก Jason Denney ผู้จัดการโครงการสำนักงานโครงการเครื่องบินขับไล่ F/A-18 และเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18 (PMA-265) กล่าว

"การส่งมอบเครื่อง Block 3 เป็นเพียงก้าวย่างเบื้องหลังและสายการผลิตไม่พลาดจังหวะ โดยเครื่องทดสอบ Block 3 กองทัพเรือสหรัฐฯจะส่งมอบในอีกสองเดือนข้างหน้า
ตามด้วยการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F จำนวน 24เครื่องในปีหน้า(2021) สำหรับลูกค้าต่างประเทศของเราคูเวต(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/boeing-fa-18ef-super-hornet.html)" นาวาเอก Denney เสริม

ข้อสังเกตของนาวาเอก Denney จากปรัชญา "การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง" ของระบบอากาศยานกองทัพเรือสหรัฐฯในการสะท้อนความเห็นทั่วไปก่อนหน้าที่มีต่อ Jane's และสื่อความมั่นคงอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่ตระกูล F/A-18 Hornet
โดยเครื่องบินขับไล่ F/A-18A/B รุ่นก่อนถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีพหุภารกิจตั้งวิธีทำงานได้ เครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D รุ่นที่สร้างในปลายปี 1980s ด้วยการเพิ่มขยายระบบ Avionic และระบบสังหารและชุดอาวุธที่มากขึ้น

F/A-18C/D ได้กลายเป็นเครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D Night Attack ในต้นปี 1990s ก่อนที่เครื่องบินขับไล่ Hornet จะกลายเป็นเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 1 ในปลายปี 1990s
กองทัพเรือสหรัฐฯได้ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet รุ่นดั้งเดิมลงในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/fa-18c-hornet.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/02/fa-18c-hornet.html)

กองทัพเรือสหรัฐฯกำลังจะได้รับเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet Block 3 เครื่องทดสอบเครื่องแรกในเร็วๆนี้
ตัวแทนจากบริษัท Boeing สหรัฐฯกล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2020 ว่า "เครื่องบินทดสอบ 2เครื่องมีกำหนดจะส่งมอบตามเวลาภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2020"

ในปี 2019 ณ โรงงานผลิตอากาศยานของ Boeing ที่ St Louis ในมลรัฐ Missouri สหรัฐฯ Jennifer Tebo ผู้อำนวยการการพัฒนาโครงการ F/A-18 กล่าวว่ากำหนดเวลานี้ได้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นมาราว 12เดือน
เพื่อทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯจะมีเครื่องบินทดสอบ 2เครื่องเพื่อเริ่มต้นการทดสอบความเหมาะสมกับเรือบรรทุกเครื่องบินของขีดความสามารถการคำนวณและการเป็นเครือข่ายขั้นก้าวหน้าของระบบเครื่องบินขับไล่ Super Hornet Block 3

โดนที่เครื่องแรกมีกำหนดจะส่งมอบในเวลาอันสั้น Tebo ย้ำว่า Boeing จะเริ่มต้นการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 3 อย่างเต็มที่แก่กองทัพเรือสหรัฐฯระหว่างปลายปี 2020 และต้นปี 2021
เร็วๆนี้เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสได้ร่างเค้าโครงความสำคัญของในแง่สิ่งที่เป็น 'แนวทางการวิวัฒนาการ' ต่อระบบเครื่องบินขับไล่ Hornet ที่มีผลลัพธ์ออกมาในรุ่น Block 3 ล่าสุดที่สืบเนื่อจากเครื่องรุ่นดังเดิมของบริษัท McDonnell Douglas ที่เปิดตัวเข้าประจำการในฝูงบินในช่วงต้นปี 1980s

Boeing สหรัฐฯได้ประกาศในปี 2011 ว่าตนกำลังพัฒนาเส้นทางแผนปรับปรุงทางการบินกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN Flight Plan) ที่จะดำเนินการคู่ขนานกับแผนงานระดับนานาชาติ(International Roadmap) สำหรับลูกค้าส่งออกปัจจุบันและอนาคต
ด้วยการปรับแต่งบางส่วน แผนการบิน/แผนงานนานาชาติได้กลายมาเป็นเครื่องบินขับไล่ Advanced Super Hornet ในปี 2013 และเครื่องบินขับไล่ Super Hornet Block 3 ในปี 2017

ในงบประมาณประจำปี 2018 ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯได้รับงบประมาณเต็มรูปแบบสำหรับโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 3
นี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงหลักที่สำคัญห้าประการ หรือข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม(ECP: Engineering Change Proposal) ต่างๆต่อตัวอากาศยานครับ

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

กองทัพเรือไทยจะซื้อปืนกล MSI 30mm ติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ


Royal Thai Navy's Khamronsin-class anti-submarine corvette, FS-532 HTMS Thayanchon at Mahidol Adulyadej Naval Dockyard.(https://www.facebook.com/Ormdockyard/posts/1938295469588415)

Royal Thai Navy's Khamronsin-class anti-submarine corvette, FS-531 HTMS Kamronsin at Mahidol Adulyadej Naval Dockyard.(unknown photo source)

Royal Thai Navy's Khamronsin-class anti-submarine corvette, FS-533 HTMS Longlom.(unknown photo source)

Naval Ordnance Department, Royal Thai Navy announced to acquire three British company MSI Defence Systems 30mm naval guns for fitting on Khamronsin-class corvette.
ซื้อระบบอาวุธปืนกล 30 มม. ตราอักษร MSI พร้อมติดตั้ง จำนวน 3 ระบบ 
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/42276.pdf
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf4/42276.pdf

ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางกองทัพเรือไทย ออกเอกสารเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ถึงโครงการจัดซื้อระบบอาวุธปืนกล 30mm ตราอักษร MSI พร้อมติดตั้ง สำหรับโครงการจัดหาระบบอาวุธปืนรองเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ
โดยกรมสรรพาวุธทหารเรือ วงเงิน ๑๗๐,๑๑๑,๓๕๘บาท($5,242,503) จากบริษัท MSI-Defence Systems Ltd สหราชอาณาจักร ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นปืนเรือตระกูล MSI-DS SEAHAWK ซึ่งปืนเรือ MSI DS30M ได้ถูกนำมาติดตั้งเป็นปืนหลักและปืนรองของเรือหลายชุดที่ประจำการในกองทัพเรือไทย
เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 และชุด เรือ ต.994 รวม ๖ลำ, เรือตรวจการณ์ปืนเรือหลวงแหลมสิงห์, เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ๒ลำ, เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ๒ลำ, เรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และเรืออู่ยกพลขึ้นบกเรือหลวงอ่างทอง

การกำหนดร่างขอบเขตของงาน(TOR: Terms of Reference) จัดซื้อระบบอาวุธปืนกล 30mm ตราอักษร MSI สำหรับโครงการจัดหาระบบอาวุธปืนรอง เรือ ตกด. ชุด ร.ล.คำรณสินธุ มีดังนี้

ด้วย กรมสรรพาวุธทหารเรือ มีความประสงค์จะจัดซื้อ ระบบอาวุธปืนกล 30mm ตราอักษร MSI จำนวน ๓ระบบ พร้อมการบริการทางเทคนิค(สำหรับการออกแบบ ติดตั้ง เชื่อมต่อ ทดสอบ ทดลอง ยิงทดลอง ยิงทดสอบ) สายไฟ สายสัญญาณ พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
การสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงพร้อมอะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร และข้อมูล การฝึกอบรม การส่งมอบ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งบริเวณท้ายเรือบนเรือ ตกด. ชุด ร.ล.คำรณสินธุ และเชื่อมต่อกับระบบควบคุมการยิง Mirador ตราอักษร Thales ที่กองทัพเรือมีใช้ราชการปัจจุบัน(๑ระบบ/ลำ)
เพื่อให้เรือ ตกด. ชุด ร.ล.คำรณสินธุ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบผิวน้ำและการป้องกันภัยทางอากาศได้อย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ วงเงินงบประมาณโครงการจำนวน ๑๗๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($5,238,910) ระยะเวลาดำเนินโครงการ ๓ปี ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๕(2020-2022) 

คุณลักษณะและขีดความสามารถของระบบอาวุธปืนกล 30mm
เป็นระบบอาวุธปืนกลขนาด 30mm แท่นเดี่ยว ตราอักษร MSI พร้อมส่วนประกอบและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๓ระบบ มีคุณลักษณะและขีดความสามารถ ดังนี้
๑.สามารถใช้ยิงกับลูกปืน 30x173mm ที่กองทัพเรือมีใช้ราชการปัจจุบัน
๒.มีอัตราเร็วในการยิง(Rate of Fire) ไม่น้อยกว่า ๒๐๐นัด/นาที
๓.มุมทำงานทางหัน(Operation Training Arc) ไม่น้อยกว่า -165 ถึง 165degree
๔.มุมทำงานทางกระดก(Operation Elevation Arc) ไม่น้อยกว่า -10 ถึง 65degree
๕.มีระบบแก้อาการโครงทางเรือ(Gun Stabilization)
๖.สามารถทำการยิงในโหมดการยิง อย่างน้อยดังนี้
   ๖.๑.ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าทำงานปกติ ระบบควบคุมการยิง Mirador จะต้องสามารถควบคุมและสั่งการใช้ระบบอาวุธปืนกล ซึ่งเป็นการทำงานในโหมด Remote ได้เป็นอย่างดี
   ๖.๒.ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าทำงานปกติ แต่ระบบควบคุมการยิง Mirador ขัดขั้ง ปืนจะต้องสามารถทำการยิงจากท้ายปืนด้วยคันบังคับการยิง(Local Control) ซึ่งเป็นการทำงานในโหมด Local 
         โดยปืนจะต้องมีศูนย์เล็งเป้า(Gun Sight) ที่ตัวปืน สามารถทำการเล็งยิงได้อย่างสะดวก ระบบปืนสามารถแก้อากาศโครงของเรือด้วยตนเอง(Fully Stabilized)
   ๖.๓.ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าเรือขัดข้อง และระบบควบคุมการยิง Mirador ขัดข้อง ปืนจะต้องสามารถทำการยิงจากท้ายปืนด้วยคันบังคับการยิง(Local Control) 
         โดยปืนจะต้องมีศูนย์เล็งเป้า(Gun Sight) ที่ตัวปืน สามารถทำการเล็งยิงได้อย่างสะดวก ระบบปืนสามารถแก้อากาศโครงของเรือด้วยตนเอง(Fully Stabilized)
         ซึ่งเป็นการทำงานในโหมด Emergency โดยใช้ Battery สำรองไฟที่ติดตั้งที่ตัวปืน และจะต้องสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า ๓๐นาที
๗.สามารถทำการเปลี่ยนชนิดลูกปืนขณะทำการยิงได้ อย่างน้อยเป็นแบบDual Ammunition Feed
๘.สามารถทำการยิงได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบต่อเนื่อง

เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด ร.ล.คำรณสินธุ ทั้ง ๓ลำ คือ เรือหลวงคำรณสินธุ , เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงล่องลม ความยาวเรือ 62m กว้าง 8.2m และกินน้ำลึก 3.2m ระวางขับน้ำเต็มที่ 550tonnes ทำความเร็วได้สูงสุด 25knots พิสัยทำการ 2,500nmi
ซึ่ง ร.ล.คำรณสินธุ และ ร.ล.ทยานชล ต่อที่อู่เรือบริษัท Ital Thai Marine ไทย และ ร.ล.ล่องลม ต่อที่ กรมอู่ทหารเรือ เข้าประจำการเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม, ๕ กันยายน และ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๕(1992) ตามลำดับ โดยมีท่อยิง Torpedo เบา PMW49A สามท่อยิง ๒แท่น เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำ
โดยปืนรอง MSI-DS SEAHAWK 30mm จะถูกนำมาติดตั้งแทนที่ปืนกล Breda 30mm/70 แท่นคู่ ๑แท่นที่ท้ายเรือ ซึ่งมีอายุการใช้ราชการมานานและมีปัญหาขัดข้องและมีข้อจำกัดในการซ่อมทำ(เป็นปืนรองท้ายเรือคู่กับปืนเรือ OTO Melara 76mm/62 ที่หัวเรือ) ครับ

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

ยานเกราะล้อยาง Bumerang รุ่นส่งออกจะต่างจากรุ่นที่กองทัพรัสเซียใช้เอง

Export configuration of Russia’s Bumerang combat vehicle to differ from domestic version


Bumerang combat vehicle(saidpvo.livejournal.com)
At the same time, the combat vehicles’ design will not undergo any changes
https://tass.com/defense/1149189


รุ่นส่งออกของยานเกราะล้อยางที่มีพื้นฐานจากระบบยานเกราะล้อยางตระกูล Bumerang 8x8 ใหม่ล่าสุดจะแตกต่างจากรูปแบบของรุ่นสำหรับกองทัพรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/bumerang.html)
แต่การออกแบบของตัวรถจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง Alexander Krasovitsky ผู้อำนวยการบริหารของ Military Industrial Company(VPK) ผู้พัฒนาและผลิตยานเกราะล้อยางของรัสเซียกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2020

"การอนุญาตรับรองการส่งเสริมการขายและรูปแบบการส่งออกได้บรรลุผลอย่างเป็นทางการสำหรับยานเกราะล้อยางที่มีพื้นฐานจากระบบยานเกราะล้อยาง Bumerang มาตรฐานใหม่ล่าสุด รูปแบบของรถที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งออกจะแตกต่างจากรถที่จะเข้าประจำการในกองทัพรัสเซีย
โดยระบบสื่อสารและระบบควบคุมการรบอัตโนมัติ, ระบบกำบังและปกป้องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อต้านอาวุธทำลายล้างสูง(WMD: Weapons of Mass Destruction) และเครื่องลดทัศนวิสัยในสนามรบ" ผู้อำนวยการบริหาร Military Industrial Company รัสเซียกล่าว

ณ เวลาเดียวกัน การออกแบบของยานเกราะล้อยาง Bumerang จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ "ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการออกแบบของรถที่มีวัตถุประสงค์สำหรับส่งออก
ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เราจะรับฟังความต้องการของบรรดาลูกค้าต่างประเทศ และติดตั้งระบบยานเกราะด้วยอุปกรณ์ซึ่งพวกเขาจะร้องขอ" Krasovitsky เน้นย้ำ

ผู้อำนวยการบริหารของ Military Industrial Company กล่าวกับ TASS ในเดือนกรกฎาคม 2019 ว่ายานเกราะล้อยางลำเลียงพล Bumerang K-16 จะมีราคาถูกกว่าระบบยานเกราะล้อยางของคู่แข่งที่ใกล้เคียงกัน 1.5-2เท่า
เขาได้ให้รายชื่อประเทศต่างๆในแอฟริกา, อเมริกาใต้ และเอเชีย ที่เป็นตลาดที่มีแนวโน้มมากที่สุดสำหรับระบบยานเกราะล้อยาง Bumerang 8x8 รัสเซีย

ผู้อำนวยการบริหาร Military Industrial Company รัสเซียยังกล่าวในเวลานั้นว่า สิทธิบัตรสายการผลิตสำหรับรุ่นส่งออกของยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Bumerang K-16 อาจจะมีการดำเนินการขึ้นในดินแดนของประเทศลูกค้าได้
Bumerang 8x8 เป็นระบบยานเกราะล้อยางมาตรฐานใหม่ล่าสุดที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับกำลังรบหลายเหล่าทัพโดย Military Industrial Company รัสเซีย

ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Bumerang K-16 และรถรบทหารราบล้อยาง Bumerang K-17 ถูกเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในปี 2015
ณ จตุรัสแดง นครหลวง Moscow ในการสวนสนามวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2015(https://aagth1.blogspot.com/2015/05/2015.html)

ยานเกราะล้อยาง Bumerang K-17 รุ่นรถรบทหารราบได้รับการติดตั้งป้อมปืนแบบ Epokha พร้อมปืนใหญ่กล 30mm ปืนกลร่วมแกน 7.62mm และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Kornet แท่นยิง 2นัดสองแท่นยิง
ยานเกราะล้อยาง Bumerang K-16 รุ่นรถลำเลียงพลได้รับการติดตั้งป้อมปืน Remote ไร้พลประจำภายในป้อมพร้อมปืนกลหนัก Kord 12.7mm ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

รัสเซียจะขายยานเกราะล้อยาง Bumerang ส่งออกต่างประเทศ

Russia to sell latest Bumerang combat vehicles worth $1 bln to foreign customers


Bumerang armored vehicle(saidpvo.livejournal.com)
Africa, the Middle East, Southeast Asia and the CIS have already displayed their interest in the Bumerang combat vehicle, according to Rosoboronexport CEO
https://tass.com/defense/1148673


รัสเซียได้เริ่มต้นการส่งเสริมการส่งออกของยานเกราะล้อยางที่มีพื้นฐานจากระบบยานเกราะล้อยางตระกูล Bumerang 8x8 ใหม่ล่าสุด โดยคาดว่าจะขายได้ราว $1 billion
ฝ่ายสื่อประชาสัมพันธ์ของ Rosoboronexport หน่วยงานบริหารจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียรายงานเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2020

"Rosoboronexport(เป็นส่วนหนึ่งของ Rostec กลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซีย) ได้เริ่มต้นเพื่อส่งเสริมระบบยานเกราะล้อยาง Bumerang 8x8 มาตรฐานใหม่ล่าสุด
ที่พัฒนาและผลิตโดย Military Industrial Company(VPK) ผู้ผลิตยานเกราะล้อยางของรัสเซียแก่ตลาดต่างประเทศ" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Rosoboronexport กล่าวในการแถลง

ตามที่ Alexander Mikheyev ผู้อำนวยการบริหาร Rosoboronexport กล่าวประเทศต่างๆในแอฟริกา, ตะวันออกกลาง, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเครือจักรภพรัฐเอกราช(CIS: Commonwealth of Independent States) กลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต
ได้แสดงความสนใจในยานเกราะล้อยาง Bumerang "เราคาดการณ์อนาคตการส่งออกยานเกราะล้อยาง Bumerang ที่วงเงินราว $1 billion" ผู้อำนวยการบริหาร Rosoboronexport กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์

ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก Bumerang 8x8 ได้รับการพัฒนาตามคำสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ข้อได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์คือระบบสามารถใช้เป็นพื้นฐานเพื่อสร้างยานเกราะล้อยางด้วยระบบอาวุธและอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบ
"Bumerang มอบขีดความสามารถเพื่อรองรับภารกิจรบหลายรูปแบบและแม้แต่ยามสงบ เมื่อโต้กลับการรุกรานจากข้าศึกที่มีศักยภาพ, ป้องกันพรมแดนของประเทศ และต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย เช่นเดียวกับการช่วยเหลือประชาชนในเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติและอุบัติภัยต่างๆ" Rosoboronexport ย้ำ

ระบบยานเกราะล้อยาง Bumerang มีคุณสมบัติโครงสร้างตัวรถแบบใหม่, สถานีพลขับอยู่ด้านหน้าซ้ายของตัวรถ, โดยห้องเครื่องยนต์อยู่ทางด้านหน้าขวาของตัวรถ ส่วนพื้นที่ติดตั้งระบบอาวุธอยู่ตรงกลางของตัวรถ และห้องบรรทุกทหารราบที่ส่วนท้ายตัวรถ
Bumerang สามารถบรรทุกกำลังพลได้ 11นาย(พลประจำรถ 3นาย+ทหารราบ 8นาย) ทหารราบสามารถเข้าและออกจากตัวรถผ่านทางฝาปิดเปิดบนหลังคารถและประตูปิดเปิดท้ายรถ Rosoboronexport กล่าว

ระบบอาวุธของ Bumerang ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งานและภารกิจ ระบบอาวุธสามารถติดได้ทั้งแบบป้อมปืน Remote ไร้พลประจำภายในหรือป้อมปืนแบบมีพลประจำภายในป้อม ประกอบด้วยปืนกล, ปืนใหญ่กล หรือระบบอาวุธผสมกัน เช่น
ปืนใหญ่กล 30mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm, เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 30mm และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง 2นัด 2แท่น(ในรุ่นรถรบทหารราบ) เช่นเดียวกับปืนกลหนัก Kord 12.7mm(ในรุ่นรถสายพานลำเลียง) Rosoboronexport ระบุ

มีระบบควบคุมการยิง Digital ที่ทันสมัยสำหรับการยิงที่แม่นยำ ประกอบด้วยระบบรักษาการทรงตัวอาวุธสองแกน, ระบบกล้องเล็ง electro-optical แบบหลายช่องพร้อมเครื่องวัดระยะ Laser ในตัว
และสถานีพลยิง และสถานีผู้บังคับรถที่ใช้ระบบอัตโนมัติ ประกอบด้วยด้วยจอแสดงผลเอนกประสงค์ และระบบเครื่องคำนวณขีปนวิถีแบบบูรณาการ Rosoboronexport กล่าว

"ขึ้นกับระบบอาวุธที่ติดตั้ง รถรบมีพื้นฐานบนรถแคร่ฐานของระบบยานเกราะล้อยางเอนกประสงค์ สามารถโจมตีเป้าหมายหลากหลายรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ(บุคคล, ป้อมปืน, รถหุ้มเกราะและยานยนต์ผิวบาง รวมถึงอากาศยานความเร็วต่ำ)
ขณะหยุดรถ, กำลังเคลื่อนที่ และลอยตัวในน้ำ ได้ทุกสภาพอากาศทั้งกลางวันหรือกลางคืน สามารถเอาชนะสิ่งกีดขวางหลายรูปแบบได้ง่าย ทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 100km/m และมีพิสัยทำการไกลสุด 800km

"ยานเกราะรัสเซีย(Bumerang)เป็นที่ชื่นชอบอย่างโดดเด่นที่สุดจากบรรดาคู่แข่งขันต่างประเทศของมัน โดยคุณสมบัติสะเทินน้ำสะเทินบกซึ่งสามารถเอาชนะสิ่งกีดขวางทางน้ำแม้แต่ในระดับคลื่นลม Sea State 3
มากไปกว่านั้น (ยานเกราะล้อยาง Bumerang)สามารถทำความเร็วในน้ำได้ 10km/h และลอยตัวอยู่ในน้ำได้นานถึง 12ชั่วโมง" Rosoboronexport กล่าว

ความอยู่รอดของรถในสนามรบได้รับการเพิ่มขยายโดยการทำสีลายพรางแบบกระจัดกระจาย, ระบบสร้างละอองหรือฉากควันกำบัง, ระบบป้องกันไฟไหม้ และระบบป้องกันนิวเคลียร์, ชีวะ และเคมี(NBC: Nuclear, Biological and Chemical)
มีระบบพิเศษและแนวทางแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเพื่อดำรงความอยู่รอดของกำลังพลทำการรบเมื่อรถเหยียบทุ่นระเบิด Rosoboronexport กล่าวครับ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

เยอรมนีจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon และ Super Hornet และเครื่องบินโจมตีอิเล็กทรอนิกส์ Growler รวม 138เครื่อง

Germany set to acquire 138 Eurofighters and Super Hornets/Growlers

If the plans announced by German Defence Minister Annegret Kramp-Karrenbauer come to fruition, the Luftwaffe will receive 93 new Eurofighter Typhoon combat aircraft under the Tornado replacement and Project Quadriga programmes. Source: Jane’s/Patrick Allen

The German government has stated its intention to acquire 138 new combat aircraft for the Luftwaffe, comprising 45 Boeing F/A-18E/F Super Hornets / E/A-18 Growlers. Source: Jane’s/Patrick Allen
https://www.janes.com/article/95678/germany-set-to-acquire-138-eurofighters-and-super-hornets-growlers


รัฐบาลเยอรมนีได้แถลงความตั้งใจของตนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีใหม่จำนวน 138เครื่อง สำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ประกอบด้วย
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ยุโรป 93เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet และเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ Boeing EA-18G Growler สหรัฐฯ 45เครื่อง

แผนดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี Annegret Kramp-Karrenbauer เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2020 ดูเหมือนจะมีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศเยอรมนี
ในการจัดหาเครื่องบินรบสามแบบแยกจากันต่างหาก ที่เครื่องบินแต่ละแบบมีกำหนดจะได้เห็นถูกนำเข้าประจำการในกลางปี 2020s(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/fa-18ef-super-hornet.html)

สามโครงการความต้องการเหล่านี้ประกอบด้วยโครงการเครื่องบินขับไล่ใหม่จำนวน 85เครื่องเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado, โครงการ Project Quadriga สำหรับเครื่องบินขับไล่ใหม่ 38เครื่อง
และโครงการ luWES(Luftgestützte Wirkung im Elektromagnetischen Spektrum)สำหรับเครื่องบินโจมตี Electronic ใหม่จำนวน 15เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/eurofighter-typhoon.html)

ภายจำนวนเครื่องบินของรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี Kramp-Karrenbauer ที่รายงานโดยสำนักข่าว AFP กองทัพอากาศเยอรมนีน่าจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Typhoon 55เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ Super Hornet 30เครื่องสำหรับความต้องการทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตี Tornado,
เครื่องบินขับไล่ Typhoon 38เครื่องสำหรับ Project Quadriga และเครื่องบินโจมตี Electronic แบบ Growler 15เครื่องสำหรับโครงการ luWES(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/typhoon-growler-tornado.html)

แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวนี้ไม่ได้รับการยืนยันโดยรัฐบาลเยอรมนี และมีข้อเน้นย้ำว่าโครงการ luWES ยังไม่ได้รับการเริ่มต้นเปิดโครงการอย่างเป็นทางการในขณะนี้ สำหรับโครงการทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตี Tornado
กองทัพอากาศเยอรมนีกำลังมองที่จะปลดประจำการในรุ่นเครื่องบินขับไล่โจมตี Tornado IDS(Interdiction and Strike) และรุ่นเครื่องบินโจมตี Electronic แบบ Tornado ECR(Electronic Combat Reconnaissance) รวม 90เครื่องตั้งแต่ปี 2030

เอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposal) สำหรับเครื่องบินขับไล่ใหม่ 85เครื่อง จะปฏิบัติ 10ภารกิจปัจจุบันของ Tornado และ 2ภารกิจเพิ่มเติมแต่ไม่เปิดเผย(ซึ่งหนึ่งในนั้นเข้าใจว่าคือภารกิจการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์) ได้มีการออกเอกสาในต้นปี 2018
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon, เครื่องบินขับไล่ Super Hornet และเครื่องบินโจมตี Electronic แบบ Growler สหรัฐฯ, เครื่องบินขับไล่ Boeing F-15 Advanced Eagle สหรัฐฯ และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II ทั้งหมดได้ถูกเสนอในโครงการ

แต่นอกจาก Typhoon และ Super Hornet/Growler แล้วเครื่องบินขับไล่แบบอื่นๆได้ถูกตัดออกไปด้วยเหตุผลด้านการปฏิบัติการ และ/หรือเหตุผลทางการเมือง(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/f-35.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/12/typhoon-f-35.html)
การประกาศอย่างเป็นทางการ(ทั้งการคัดเลือกแบบหรือสัญญาจัดหาของเครื่องบินขับไล่โจมตีแต่ละแบบ) เป็นที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงข้างหน้าครับ

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

จีนเปิดเผยการส่งออกเครื่องบินขับไล่ฝึก FTC-2000G ครั้งแรกแก่ชาติ ASEAN ที่ไม่ระบุชื่อ

China's GAIC reveals first export order for FTC-2000G aircraft




China's GAIC has received an export order for an undisclosed number of FTC-2000G AJT/light-attack aircraft. The order was placed by a Southeast Asian country, the identity of which was not revealed by the company. Source: GAIC
https://www.janes.com/article/95598/china-s-gaic-reveals-first-export-order-for-ftc-2000g-aircraft


Guizhou Aviation Industries Corporation(GAIC) สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับคำสั่งจัดซื้อเพื่อส่งออกครั้งแรกสำหรับเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบา FTG-2000G ที่พัฒนาในประเทศ
สำนักข่าว Xinhua ของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2020 ว่าคำสั่งซื้อได้มีขึ้นในช่วงต้นปี 2020 โดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลุ่มชาติ ASEAN ที่ไม่เปิดเผยชื่อ

โดยการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ฝึกไอพ่น FTC-2000G "ชุดแรก" แก่ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังกล่าวคาดว่าจะมีขึ้นในปี 2021 ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินสัญญาและจำนวนเครื่องที่สั่งจัดหา
Aviation Industry Corporation of China(AVIC) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานจีนที่ GAIC อยู่ในเครือเปิดตัว FTC-2000G ครั้งแรกในงานแสดงการบินนานาชาติ AirShow China 2018 ณ Zhuhai ในเดือนพฤศจิกายน 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/ftc-2000g.html)

"เป็นเวลาน้อยกว่าสองปี...จากการบินทำการบินครั้งแรกสู่การลงนามคำสั่งซื้อส่งออกครั้งแรกกับกับประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่เป็นความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาเครื่องบินรบสำหรับส่งออกของ AVIC"
Wang Wenfei ประธาน GAIC จีนกล่าวเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2020 โดยมีอีกหลายสื่อที่ยังอ้างอิงคำพูดของเขา การประกาศนี้มีขึ้นหลังจาก FTC-2000G เครื่องแรกในสายการผลิตทำการบินขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2018

FTC-2000G ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีพื้นฐานจากเครื่องบินฝึกไอพ่น turbojet ความเร็วเหนือเสียงสองที่นั่งเรียงกัน GAIC JL-9G ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy)
การบินครั้งแรกของ FTC-2000G มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Xinhua จีนรายงานว่า GAIC ได้เปิดสายการผลิตจำนวนมากของเครื่องใน Anshun ทางตอนใต้ของจีน "เพื่อให้ตรงความต้องการจากตลาดนานาชาติ"

AVIC จีนที่ทำการตลาดระบบอากาศยานที่พัฒนาในประเทศได้ให้ข้อมูลว่า เครื่องบินขับไล่ฝึก FTC-2000G มีความเร็วสูงสุด Mach 1.4(หรือ 1,728 km/h), มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 11tonnes, มีพิสัยทำการบินไกลสุด 1,650km(ด้วยเชื้อเพลิงภายในลำตัว) และมีเพดานบินปฏิบัติการสูงสุด 15km
มิติขนาดเครื่องที่มีความยาว 15.4m และสูง 4.8m ซึ่งมีรายงานสามารถทำการบินในอากาศได้เป็นเวลา 2ชั่วโมงในปฏิบัติการเดียว(โดยใช้เชื้อเพลิงภายในลำตัว)

FTC-2000G ติดตั้ง "Radar และระบบควบคุมการยิงที่ทันสมัย" สามารถติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์บนตำบลอาวุธรวม 7จุดแข็ง และมีขีดความสามารถติดตั้งได้น้ำหนักรวมสูงสุด 3,000kg ประกอบด้วยระบบอาวุธหลากหลายแบบ
ตั้งแต่กระเปาะจรวดไม่นำวิถีอากาศสู่พื้น, ระเบิดไม่วิถี, ระเบิดนำวิถี และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบต่างๆ เช่นเดียวกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางนำวิถีด้วย radar แบบ SD-10(รุ่นส่งออกอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL-12) ครับ

รัสเซียทดสอบรถถังหลัก T-14 Armata ที่ซีเรีย

Russian T-14 Armata tanks tested in Syria
T-14 Armata tank

Serial supplies of Russia’s new T-14 tanks on the Armata platform to Russian troops will begin in 2021
https://tass.com/defense/1146855

รถถังหลัก T-14 Armata หนึ่งในรถรบของระบบยานเกราะสายพานขนาดหนักตระกูล ARMATA ได้รับการทดสอบในซีเรียแล้ว รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย Denis Manturov กล่าวเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา
"ใช่ถูกแล้ว พวกมัน(รถถัง Armata) ได้ถูกใช้ในซีเรีย พวกมันถูกใช้ในสภาพสนามต่างๆในซีเรีย ดังนั้นเราคำนึงถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆทั้งหมด"
เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Deistvuyushchiye Litsa(นักแสดงทางการเมือง) โดย Nailya Asker-zade(นักข่าว) ในรายการของสถานีโทรทัศน์ Rossiya-1 ต่อการตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง

Alexander Potapov ผู้อำนวยการบริหารของ Uralvagonzavod รัฐวิสาหกิจด้านความมั่นคงผู้พัฒนาและผลิตรถถังหลักของรัสเซีย(ในเครือ Rostec กลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซีย)
กล่าวในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Vedomosti ที่เผยแพร่ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ว่า รถถังหลัก T-14 Armata ชุดแรกควรจะถูกส่งมอบให้กองทัพบกรัสเซียได้ในปี 2020 สำหรับการทดสอบภาคสนาม
สายการผลิตและการการส่งมอบรถถังหลัก T-14 ใหม่ของรัสเซียแก่กองทัพรัสเซียจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2021(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/t-14-armata-2020.html)

Armata เป็นระบบมาตรฐานยานเกราะสายพานหนักที่ถูกใช้เป็นพื้นฐานการพัฒนารถถังหลัก, รถรบทหารราบ, รถสายพานลำเลียง และยานเกราะแบบอื่นๆ(https://aagth1.blogspot.com/2018/08/t-15-57mm-t-14-152mm.html)
รถถังหลัก T-14 ที่มีพื้นฐานจากระบบ Armata ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรก ณ จตุรัสแดง นครหลวง Moscow ในการสวนสนามวันชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2015(https://aagth1.blogspot.com/2015/05/2015.html)
รถถังหลักแบบใหม่นี้มีคุณสมบัติติดตั้งอุปกรณ์ Digital เต็มรูปแบบ, ป้อมปืนไร้พลประจำป้อม และเกราะแบบ Capsule แยกต่างหากสำหรับสถานีพลประจำรถทั้ง 3นาย(ผู้บังคับการรถ, พลขับ, พลยิง)

"มัน(รถถังหลัก T-14 Armata) มีราคาแพงเพราะว่ามันยังคงต้องได้รับการทดสอบเพิ่มเติมและปรับปรุงความทันสมัย หลังจากที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียร้องขอการแก้ไขปัญหาทางเทคนิเพิ่มเติม
ในคำสั่งเพื่อเริ่มต้นการจัดส่งรถในสายการผลิตจำนวนมากที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีหน้า(2021) ภายใต้สัญญาที่มีอยู่เดิม" รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย Manturov กล่าว
รัสเซียมีแผนที่จะเริ่มต้นทำงานกับผู้ซื้อต่างประเทศที่เป็นไปได้ของรถถังหลัก Armata ของรัสเซีย และได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากแล้วตอนนี้

ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซียกล่าว มีหลายประเทศได้พร้อมแสดงความสนใจต่อรถถังหลัก Armata เหล่านี้ เขาย้ำว่ารัสเซียพร้อมสำหรับการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า
"ปีหน้าเมื่อสายการผลิตของรถถังเหล่านี้แก่กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เริ่มขึ้น และใบอนุญาตการส่งออกได้รับการรับรอง เราจะเริ่มต้นงานกับบรรดาลูกค้าต่างประเทศ
ในเบื้องต้นเราจดจำได้ว่าเราไม่สามารถมอบเอกสารทั้งหมดแก่ลูกค้าต่างประเทศของเราได้ ถึงเช่นนั้นเราได้รับคำสั่งเบื้องต้น" รัฐมนตรี Manturov กล่าวครับ

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

เรือน้ำมัน HMNZS Aotearoa นิวซีแลนด์ และเรือฟริเกต BRP Jose Rizal ฟิลิปปินส์ฝึกส่งกำลังบำรุงกลางทะเลที่เกาหลีใต้

New Zealand’s oiler conducts replenishment trials with Philippine frigate
The Royal New Zealand Navy’s new oiler, Aotearoa, conducting replenishment trials with the Philippine Navy’s new frigate, José Rizal, off the coast of South Korea. Source: Screenshot from a Royal New Zealand Navy video
https://www.janes.com/article/95549/new-zealand-s-oiler-conducts-replenishment-trials-with-philippine-frigate


เรือน้ำมันลำใหม่ของกองทัพเรือนิวซีแลนด์(RNZN: Royal New Zealand Navy) ที่จะเข้าประจำการในเร็วๆนี้ในชื่อ A11 HMNZS Aotearoa ได้ทำการฝึกรับ-ส่งกำลังบำรุงทางทะเล(RAS: Replenishment-at-Sea)
กับเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy) ที่จะเข้าประจำการในอนาคตในชื่อ FF-150 BRP Jose Rizal

การทดลองได้ดำเนินการขึ้นนอกชายฝั่งสาธารณรัฐเกาหลี และการทดสอบนี้มีขึ้นเพื่อประเมินขีดความสามารถสำหรับเรือต่อการเข้าถึงและยังคงอยู่ควบคู่ไปกับ HMNZS Aotearoa
การทดลองนี้ยังเป็นการรับรองพื้นที่แรงดันและแรงดูดของเรือน้ำมันระหว่างการรับ-ส่งเชื้อเพลิงหรือส่งกำลังบำรุง ตามที่กองทัพเรือนิวซีแลนด์กล่าวผ่านช่องทาง social media ทางการของตน

เรือน้ำมัน HMNZS Aotearoa กองทัพเรือนิวซีแลนด์ และเรือฟริเกต BRP Jose Rizal กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ทั้งสองลำถูกสร้างโดยอู่เรือบริษัท Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี
(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/hyundai.html, https://aagth1.blogspot.com/2016/10/hyundai-dsme.html)

HMNZS Aotearoa เป็นเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ที่มีความยาวเรือ 166m และมีระวางขับน้ำปกติ 24,000 tonnes ติดตั้งสองเสากระโดง RAS มาตรฐาน NATO
และสามารถบรรทุกเชื่อเพลิงน้ำมันดีเซลได้ 8,000tonnes, เชื่อเพลิงสำหรับอากาศยานได้ 1,550tonnes และน้ำจืดได้ 250tonnes

เรือส่งกำลังบำรุง A11 HMNZS Aotearoa ที่ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนเมษายน 2019 จะนำมาทดแทนเรือส่งกำลังบำรุง A11 HMNZS Endeavour ที่ปลดประจำการไปแล้วในเดือนธันวาคม 2017
นอกเหนือจากเชื้อเพลิงและน้ำ HMNZS Aotearoa ยังสามารถบรรทุกคลังกระสุน, เสบียงอาหาร และชิ้นส่วนอะไหล่ได้ด้วย

ขณะที่เรือฟริเกตชั้น Jose Rizal สองลำคือ FF-150 BRP Jose Rizal ที่ปล่อยลำน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 และ FF-151 BRP Antonio Luna ที่ปล่อยลำน้ำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019
มีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือฟิลิปปินส์ในปี 2020 และปี 2021 ตามลำดับ ซึ่ง HHI เกาหลีใต้ได้รับสัญญาวงเงิน 15,744,571,584 Philippine Peso($311 million) จากกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์เมื่อต้นปี 2016

เรือฟริเกตชั้น Jose Rizal ความยาวเรือ 107m มีพื้นฐานการออกแบบมาจากเรือฟริเกตชั้น Incheon(FFX-1) กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)
ติดตั้งปืนใหญ่เรือ Leonardo 76/62 Super Rapid อิตาลี, ระบบป้อมปืนใหญ่กล Aselsan SMASH 30mm ตุรกี และมีตำแหน่งติดตั้งปืนกลหนักขนาด 12.7mm ครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

กองทัพอากาศสหรัฐฯคืบหน้าการทดสอบชุดสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EPAWSS สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15

USAF advances electronic warfare testing of EPAWSS suite for F-15
An F-15E Strike Eagle fitted with the EPAWSS electronic defensive aids system in the Benefield Anechoic Facility on Edwards Air Force Base, California. Source: US Air Force
https://www.janes.com/article/95557/usaf-advances-electronic-warfare-testing-of-epawss-suite-for-f-15


กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้มีความคืบหน้าการทดสอบระบบสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare) แบบ EPAWSS(Eagle Passive/Active Warning and Survivability System)
สำหรับปรับปรุงระบบแจ้งเตือนและความอยู่รอดเชิงรับ/เชิงรุกแก่เครื่องบินขับไล่ Boeing F-15 Eagle ตามที่มีการประกาศเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา

เครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ที่ติดตั้งระบบช่วยป้องกัน Electronic แบบ BAE Systems EPAWSS ได้เริ่มต้นขั้นแรกของการทดสอบระบบ EW ที่สำคัญที่โรงงานไร้เสียงสะท้อน Benefield (BAF: Benefield Anechoic Facility)
ณ ฐานทัพอากาศ Edwards AFB(Air Force Base) มลรัฐ California ในเดือนพฤษภาคม 2019 การทดสอบปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่ที่โรงงานเดียวกัน กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าว

"การทดสอบที่กำลังดำเนินมีความจำเป็นเพื่อรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดตั้งการบูรณาการของขีดความสามารถระบบแจ้งเตือน Radar และอาวุธปล่อยนำวิถี EPAWSS
และระบบมาตรการต่อต้าน Electroinc(ECM: Electronic Countermeasures) เข้ากับ F-15E" Ed Sabat ผู้นำการพัฒนาโครงการและผู้อำนวยการพลเรือด้านปฏิบัติการกับฝูงบินทดสอบที่772 กล่าว

ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐฯย้ำ การทดสอบที่กำลังดำเนินเป็นความพยายามความร่วมมือระหว่างสำนักงานโครงการระบบ F-15(SPO: System Program Office)  ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson AFB ในมลรัฐฯ Ohio,
ฝูงบินทดสอบที่46 กองบินทดสอบที่96 ณ ฐานทัพอากาศ Eglin AFB ในมลรัฐ Florida, ฝูงบินทดสอบที่772 กลุ่มสงคราม Electronic ที่412 ณ Edwards AFB และผู้รับสัญญาบริษัท Boeing สหรัฐฯ และบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ

EPAWSS ถูกออกแบบเพื่อหาตัวอย่างคลื่นความถี่วิทยุ(RF: Radio Frequency), ระบุภัยคุกคาม, จัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรก่อกวนเพื่อต่อต้านภัยคุกคาม
และมีจุดประสงค์เพื่อทดแทนระบบ TEWS(Tactical Electronic Warfare Suite) รุ่นปี 1980s ที่ปัจจุบันใช้กับเครื่องบินไล่ F-15C และ F-15E มากกว่า 400เครื่องกองทัพอากาศสหรัฐฯ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 Boeing ได้รับสัญญาเพื่อเริ่มต้นงานบูรณาการระบบ EPAWSS เข้ากับเครื่องบินขับไล่ F-15E อย่างไรก็ตามยังมีข้อสงสัยว่าการปรับปรุงติดตั้งระบบที่จะเปิดตัวกับเครื่องบินขับไล่ F-15C ตามแผนเดิม
โดยรายงานแพร่หลายว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯได้ทิ้งความตั้งใจที่จะติดตั้งระบบ EPAWSS กับเครื่องบินขับไล่ F-15C Eagle ซึ่งเป็นรุ่นทำภารกิจขับไล่อย่างเดียว

และ EPAWSS เป็นหนึ่งในระบบที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-15EX Advanced Eagle รุ่นล่าสุดที่กองทัพอากาศสหรัฐฯสั่งจัดหาด้วยครับ
(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/f-15ex-8-2020.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/03/f-15ex-8-f-35a-48-2020.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/03/4-f-15x.html)

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

เครื่องบินขับไล่ F-16 โมร็อกโกจะติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon สหรัฐฯ

Morocco to arm F-16s with Harpoon anti-shipping missiles

Morocco has been cleared to arm its F-16 combat aircraft with the Harpoon Block 2 anti-shipping missile. Source: Lockheed Martin
https://www.janes.com/article/95513/morocco-to-arm-f-16s-with-harpoon-anti-shipping-missiles

โมร็อกโกจะนำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16 Fighting Falcon ของตนติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้่นต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing AGM-84L Harpoon Block 2 ตามที่มีการประกาศเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2020
สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) กล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon จำนวน 10นัดแก่โมร็อกโกสำหรับใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-16 วงเงินประมาณ $62 million

"การเสนอขายอาวุธปล่อยนำวิถีและการสนับสนุนจะเพิ่มขีดความสามารถศักยภาพความเป็นหุ้นส่วนทางทะเลและความสอดคล้องของกองทัพอากาศโมร็อกโก(RMAF: Royal Moroccan Air Force) ด้วยพื้นฐานระดับภูมิภาคที่มีอยู่
โมร็อกโกมีจุดประสงค์จะใช้อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon กับเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ F-16 ของตนเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถในประสิทธิภาพการป้องกันเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญยิ่งยวด" เอกสารแจ้งเตือนของ DSCA สหรัฐฯกล่าว

ข้อตกลงข้อเสนอจะเห็นบริษัท Boeing สหรัฐฯในฐานะผู้รับสัญญาหลัก และจะรวมถึงอะไหล่, การสนับสนุน, การฝึก และอุปกรณ์และการบริการอื่นๆ ไม่มีกรอบระยะเวลาสำหรับการประกาศสัญญาหรือการส่งมอบเปิดเผยออกมา
กองทัพอากาศโมร็อกโกปัจจุบันมีเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 50/52 ประจำการจำนวน 23เครื่องที่ได้รับมอบในช่วงปี 2011 ถึง 2012(ได้รับมอบ 24เครื่อง โดยสูญเสียไป 1เครื่องระหว่างปฏิบัติการที่เยเมนในฐานะส่วนหนึ่งของกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย)

ล่าสุด DSCA สหรัฐฯได้อนุมัติการปรับปรุง F-16C/D ของกองทัพอากาศโมร็อกโกเหล่านี้ให้เป็นมาตรฐานเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70/72 ล่าสุด เช่นเดียวกับการจัดหา F-16V สร้างใหม่ 25เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/f-16v.html)
ตามข้อมูลจาก Jane's Air Launched Weapons อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 2 ที่กองทัพอากาศโมร็อกโกต้องการจะติดเข้ากับเครื่องบินขับไล่ F-16 ของตน ถูกออกมาเพื่อโจมตีเป้าหมายได้หลากหลายรูปแบบ

อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 2 สามารถโจมตีได้ทั้งเป้าหมายบนภาคพื้นดินและในทะเล เช่น ฐานปืนใหญ่รักษาฝั่ง, ฐานอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ, อากาศยานและสนามบิน, ท่าเรือหรือโรงงานอุตสาหกรรม และกลุ่มเรือที่จอดติดกันไว้ในท่าเรือ
Harpoon Block 2 นำวิถีด้วยดาวเทียม GPS(Global Positioning System) และแรงเฉื่อย INS(Inertial Navigation System) และมีรายงานว่าระยะยิงที่ 124km(เพิ่มพิสัยการยิงจากระบบส่งอาวุธปล่อยนำวิถี) โดยระบบอาวุธอื่นๆที่จะจัดหาในการปรับปรุงมาตรฐาน F-16V ยังมีเช่น

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Raytheon AIM-120C-7 AMRAAM(Advanced Medium Range Air-to-Air Missile), ชุดระเบิดนำวิถีดาวเทียม Boeing GBU-38 JDAM(Joint Direct Attack Munition), ชุดระเบิดนำวิถีดาวเทียม+Laser GBU-54 LJDAM,
ชุดระเบิดนำวิถีดาวเทียม GBU-39/B SDB(Small Diameter Bomb), ชุดระเบิดนำวิถี Laser ความแม่นยำสูง GBU-10/GBU-12/GBU-16 Paveway II และชุดระเบิดนำวิถี Laser+ดาวเทียม GBU-49/GBU-50 Enhanced Paveway II ครับ

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

เกาหลีใต้ตัดงบประมาณกลาโหมจากการระบาดของ Covid-19

Covid-19: South Korea cuts defence budget in response to pandemic

South Korea has signalled that it will look to postpone payments for platforms including Lockheed Martin F-35 fighter aircraft (pictured) in response to the economic impact of Covid-19. Source: DAPA
https://www.janes.com/article/95556/covid-19-south-korea-cuts-defence-budget-in-response-to-pandemic

สาธารณรัฐเกาหลีได้ประกาศที่จะตัดงบประมาณกลาโหมประจำปี 2020 ของตนในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของ coronavirus Covid-19 ความเคลื่อนไหวนี้มีความหมายว่าเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศแรกในโลกที่จะลดค่าใช้จ่ายทางทหารของตนลงที่เป็นผลกระทบจากการเกิดโรคระบาด
กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2020 ว่างบประมาณกลาโหมปี 2020 จะถูกตัดลง 904.7 billion Korean Won($738 million)

กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่างบประมาณจะเป็นส่วนหนึ่งของ 'แผนช่วยเหลือภัยพิบัติฉุกเฉิน' แห่งชาติวงเงิน 7.6 trillion Korean Won เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจบางส่วนของโรคระบาด
วงเงินฉุกเฉินเหล่านี้ยังมีแหล่งที่มาจากกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการสาธารรัฐเกาหลี, กระทรวงอุตสาหกรรมสาธารณรัฐเกาหลี, กระทรวงเกษตรสาธารณรัฐเกาหลี และกระทรวงสิ่งแวดล้อมสาธารณรัฐเกาหลี แม้ว่าการตัดงบประมาณกลาโหมจะเป็นจำนวนวงเงินที่มากที่สุด

กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้เสริมว่าการลดงบประมาณกลาโหมเป็นการย้ายวงเงิน 192.7 billion Korean Won จากค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ
โดยวงเงินที่เหลือ 712 billion Korean Won มีแหล่งที่มาจากค่าใช้จ่ายเพื่อการปรับปรุงความทันสมัยกองทัพ ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างและการวิจัยและพัฒนา(R&D: Research and Development)

การตัดงบประมาณกลาโหมเกาหลีใต้ปี 2020 ลงคิดเป็นราวร้อยละ2 จากที่เดิมเคยมีการประกาศในเดือนธันวาคม 2019 ที่วงเงิน 50.15 trillion Korean Won เพิ่มขึ้นร้อยละ7.4 มากกว่าวงเงินงบประมาณกลาโหมที่ได้รับในหลายปีก่อนหน้า
กระทรวงกลาโหมสาธารรัฐเกาหลีไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลดงบประมาณปี 2020 โดยกล่าวว่าผลกระทบของ Covid-19 มีผลทำให้เกิดการลดขนาดการปฏิบัติการทางทหารและทำให้ความพยายามปรับปรุงความทันสมัยกองทัพล่าช้าอยู่แล้ว

ในความเห็นที่ถูกรายงานโดยสำนักข่าว Yonhap สาธารณรัฐเกาหลี Kim Il-dong ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักงานนโยบายกำลังทหารกระทรวงกลาโหมสาธารรัฐเกาหลีกล่าวว่า
"ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่, กำหนดการสัญญา รวมถึงการทดสอบและประเมินค่าที่ต่างประเทศต่างๆเหล่านี้ได้ถูกระงับเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ดังนั้นเราจึงตัดงบประมาณโดยที่พิจารณาถึงความล่าช้าดังกล่าว"

ตามที่ Kim กล่าวกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยังมองที่จะชะลอการชำระค่าใช้จ่ายรายปีสำหรับยุทโธปกรณ์บางส่วนรวมถึงเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/f-35a.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/04/f-35a_3.html)
และระบบอำนวยการรบ Lockheed Martin Aegis "ไม่มีความล่าช้าในการนำเข้าประจำการหรือการวางกำลังของยุทโธปกรณ์ใดๆที่คาดว่าเป็นผลมาจากการตัดงบประมาณ" เขากล่าวตามที่ Yonhap เกาหลีใต้รายงานครับ