เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๑ บ.ข.๒๑ Boeing F-15TH (F-15EX) Eagle II ฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ กองทัพอากาศไทย
ประเภท: เครื่องบินขับไล่โจมตี ๒ ที่นั่ง
บริษัทสร้าง: Boeing ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปีกยาว: ๔๒ ฟุต ๙.๖ นิ้ว
สูง: ๑๘ ฟุต ๖ นิ้ว
ลำตัวยาว: ๖๓ ฟุต ๙.๖ นิ้ว
เครื่องยนต์: turbofan General Electric F110-GE-129 สองเครื่อง
แรงขับ (สูงสุด): เครื่องละ ๒๙,๕๐๐ ปอนด์ เมื่อใช้สันดาปท้าย
ความเร็วสูงสุด: ๒.๕ มัค (๒,๖๕๕ กม./ชม.)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด: ๘๑,๐๐๐ ปอนด์
เพดานบิน: ๖๐,๐๐๐ ฟุต
พิสัยบิน: ๒,๑๐๐ ไมล์ทะเล
ระบบอาวุธ:
ปืนกลอากาศ M61A1 ขนาด ๒๐ มม.
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120, AIM-9
ระเบิดอเนกประสงค์ Mk-82/Mk-84 ขนาด ๕๐๐/๒,๐๐๐ ปอนด์
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12/GBU-10 ขนาด ๕๐๐/๒,๐๐๐ ปอนด์
ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม KGGB ขนาด ๕๐๐ ปอนด์
อุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม: กระเปาะชี้เป้าหมาย AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod (ATP), กระเปาะระบบค้นหาและตรวจจับเป้าหมาย Legion AN/ASG-34(V)1 IRST21 (Infrared Search and Track)
กองทัพอากาศไทยมีความสนใจที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas (ต่อมา Boeing) F-15 Eagle ครั้งแรกตั้งแต่โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘/ก บ.ข.๑๘/ก Northrop F-5A/B หลังการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU ฝูงที่สองภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘ เครื่อง ณ ฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ ตาคลี
อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.๒๕๓๘-พ.ศ.๒๕๓๙(1995) สหรัฐฯได้ปฏิเสธที่จะเสนอเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle รุ่นส่งออก เช่น เครื่องบินขับไล่ F-15S ที่ส่งออกให้แก่ซาอุดีอาระเบีย พร้อมขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Rattheon AIM-120C AMRAAM (Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) โดยเสนอเครื่องบินขับไล่ F-16C/D และเครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D Hornet แทน
โดยต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) กองทัพอากาศไทยได้เลือกที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18C/D Hornet ระยะที่ ๑ จำนวน ๘ เครื่อง วงเงิน $392 million แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18C จำนวน ๔ เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F/A-18D จำนวน ๔ เครื่อง ซึ่งควรจะส่งมอบในปี พ.ศ.๒๕๔๒(1999) ในฐานะว่าที่เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ บ.ข.๒๐(ที่ต่อมาถูกใช้กับเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen)
อย่างไรก็ตามวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) ได้นำไปสู่การยกเลิกโครงการในปี พ.ศ.๒๕๔๑(1998) และมีการเจรจากับสหรัฐฯเปลี่ยนเป็นการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 ADF จำนวน ๑๖เครื่องที่เคยประจำการในกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ (ANG: Air National Guard) ภายใต้โครงการ Peace Naresuan IV ณ ฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ โคราช ในปีพ.ศ.๒๕๔๕(2002)
เครื่องบินขับไล่ F-15 สหรัฐฯได้กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งหลังการโอนย้ายเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ที่เหลือในฝูงบิน ๑๐๒ ไปรวมที่ฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ ในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021) และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๖๕(2022) กองทัพอากาศไทยมองที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ทดแทนในฝูงบิน ๑๐๒ ด้วยเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้าคือ Lockheed Martin F-35A Lightning II
อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023) สหรัฐฯได้ปฏิเสธที่จะขายเครื่องบินขับไล่ F-35A แก่ไทยโดยให้เห็นผลด้านความไม่เหมาะสมด้านความพร้อมของไทย และเสนอเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 70/72 และเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15EX Eagle II แทน ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024) กองทัพอากาศไทยได้เลือกจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F สำหรับฝูงบิน ๑๐๒
แต่ก่อนที่จะมีการลงนามสัญญาจัดหา บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ระยะที่ ๑ จำนวน ๔ เครื่องแรกจาก ๑๒ เครื่องในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่สวีเดนนั้น ได้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกองทัพต่างชาติจากข้อพิพาททางพรมแดนซึ่งได้เปลี่ยนประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นมิตรกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่มีพื้นฐานจากประเด็นทางแนวคิดชาตินิยมและผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของแต่ละฝ่าย
การใช้กำลังทางอากาศในการรบที่พื้นที่ชายแดนอีสานใต้ของไทยในเดือนกรฎาคมและธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กองทัพอากาศไทยได้ใช้เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของตนในการรบกับกองกำลังต่างชาติจริง และเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ใช้ในการรบจริงนั้น ทำให้กองทัพอากาศไทยได้พบข้อจำกัดบางด้านของอากาศยานรบที่ตนมีใช้งานปัจจุบัน
ตามเค้าโครงในสมุดปกขาวกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025 ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๘ ได้ระบุถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน บ.ข.๑๙/ก F-16A/B จำนวน ๑ ฝูงบิน ซึ่งคือการจัดหา บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ระยะที่ ๑ ปีพ.ศ.๒๕๖๘-๒๕๗๒(2025-2029), ระยะที่ ๒ ปีพ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๒(2028-2032) และระยะที่ ๓ ปีพ.ศ.๒๕๗๓-๒๕๗๒(2030-2034) ๑๒ เครื่องสำหรับฝูงบิน ๑๐๒
และโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนยุคที่ ๕ เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ ปีพ.ศ.๒๕๘๐-๒๕๘๙(2037-2046) ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างในฝูงบิน ๑๐๓ ที่จะกลายเป็นฝูงบินที่ไม่มีอากาศยานประจำการเมื่อปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ลงในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๓(2028-2030)
ผลการวิเคราะห์ผลหลังการปะทะกับกองทัพต่างชาติในเดือนกรฎาคมและเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ นอกจากเป็นการยืนยันความจำเป็นของการมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเพื่อเพิ่มระยะเวลาการปฏิบัติการและการบรรทุกอาวุธได้มากขึ้น ที่ต่อมากองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330 MRTT+ จำนวน ๑เครื่อง ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๘
และการเพิ่มความสำคัญของการมองจะนำอากาศยานรบไร้คนขับ (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน ๒๑๑ กองบิน ๒๑ อุบลราชธานี หรือเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Alpha Jet TH ฝูงบิน ๒๓๑ กองบิน ๒๓ อุดรธานี ตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางภาคอีสานใต้และภาคตะวันออกของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแล้ว
กองทัพอากาศไทยได้พิจารณาว่าตนจำเป็นต้องมีเครื่องขับไล่โจมตีที่มีขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นได้เป็นจำนวนมากกว่า และมีระยะเวลาและพิสัยการปฏิบัติการบินที่มากกว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ตนมีในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายได้ในจำนวนมากขึ้น และการใช้อาวุธโจมตีทางอากาศสนับสนุนกองทัพบกไทยและนาวิกโยธินไทยได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำสูง
กองทัพอากาศไทยได้จัดตั้งโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตีเพิ่มขยาย (Fighter Aircraft Enhancement Project) สำหรับฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ เพื่อเป็นมาตรการอุดช่องว่างขีดความสามารถระหว่างการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ฝูงบิน ๑๐๒ และก่อนโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้าสำหรับฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ ในการทดแทนเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B
การคัดเลือกแบบของคณะกรรมการโครงการจากหลายตัวเลือกรวมถึง เครื่องบินขับไล่ Eurofigter Typhoon, เครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale และเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ที่สายการผลิตจะยุติในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027) ในราวกลางปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) กองทัพอากาศไทยได้เลือกเครื่องบินขับไล่ F-15TH ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของเครื่องบินขับไล่ F-15EX สำหรับกองทัพอากาศไทยเป็นผู้ชนะ
โดยจัดหาในรูปแบบการขาย Foreign Military Sales (FMS) และความช่วยเหลือด้านการเงิน Foreign Military Financing (FMF) แก่มิตรประเทศจากรัฐบาลสหรัฐฯ การลงนามสัญญาจัดหาขึ้นตามมาในปลายปี พ.ศ.๒๕๖๙ สำหรับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๑ บ.ข.๒๑ F-15TH ระยะที่ ๑ จำนวน ๔ เครื่อง จากทั้งหมด ๘ เครื่องสำหรับทั้งโครงการโดยมีตัวเลือกเพิ่มเติมอีก ๔ เครื่อง รวมทั้งหมด ๑๒ เครื่อง
ตามเอกสารของสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ของกระทรวงการสงครามสหรัฐฯได้แจ้งต่อสภา Congress สหรัฐฯที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในขายเครื่องบินขับไล่ F-15TH (F-15EX) จำนวน ๑๒ เครื่อง และเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F110-GE-129 จำนวน ๒๖ เครื่อง (อะไหล่ ๒เครื่อง) แล้ว
ข้อเสนอการขายยังรวมถึง AESA (Active Electronically Scanned Array) radar แบบ AN/APG-82(V)1 จำนวน ๑๕ ระบบ ชุดระบบสงคราม Electronic (EW: Electronic Warfare) แบบ AN/ALQ-250(V)1 EPAWSS (Eagle Passive Active Warning and Survivability System) จำนวน ๑๕ ระบบ, กระเปาะชี้เป้าหมาย AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod (ATP) จำนวน ๒๑๕ ระบบ, ระบบค้นหาและตรวจจับเป้าหมาย IRST (Infrared Search and Track) แบบ AN/ASG-34(V)1 ในกระเปาะแบบ Legion จำนวน ๑๕ ระบบ หมวกนักบินติดจอแสดงผล Joint Helmet Mounted Cueing System (JHMCS) จำนวน ๓๐ ใบ,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-8 AMRAAM จำนวน ๒๐ นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9X Block II Sidewinder จำนวน ๒๐ นัด เป็นต้น เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๑ บ.ข.๒๑ F-15TH ของกองทัพอากาศไทยยังได้รับการบูรณาการกับชุดระเบิดร่อนนำวิถีดาวเทียม LIG Nex1 Korean GPS-Guided Bomb (KGGB) สาธารณรัฐเกาหลี เช่นเดียวกับ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ด้วย
บ.ข.๒๑ F-15TH เครื่องแรกได้เริ่มต้นการผลิตในโรงงานอากาศยานของบริษัท Boeing ในปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) อย่างไรก็ตามผลจากการประท้วงหยุดงาน(Strike) ของแรงงานใน Boeing สหรัฐฯหลายครั้งต่อเนื่องทำให้การส่งมอบ บ.ข.๒๑ F-15TH ระยะที่ ๑ จำนวน ๔ เครื่องได้ล่าช้ามาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๗๕(2032) และระยะที่ ๒ จำนวน ๔ เครื่องเข้าประจำการในฝูงบิน ๑๐๓ ครบจำนวน ๘ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๗๖(2033)
