The Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16AM/BM EMLU Fighting Falcon
of 403rd Squadron, Wing 4 Takhli at Royal Australian Air Force (RAAF) base
Darwin. (Commonwealth of Australia)
Exercise Pitch Black 26 (PB26) is the Royal Australian Air Force’s biennial
capstone, international air combat exercise with participating nations from a
range of regional and allied partners.
Held between 20 July and 07 August 2026, PB26 will take place primarily in
Northern Australia, with participants flying from RAAF Bases Darwin, Tindal
and Amberley.
PB26 is the premier air power exercise in the region that strengthens global
partnerships and sharpens the readiness of partner nations through integrated
training and deeper cultural ties.
Mission Begins… with a Shared Understanding
The multinational air exercise PITCH BLACK 2026 has officially commenced with
the Mass Air Brief , bringing together participating air forces to establish a
common understanding, coordinate mission planning, and integrate joint
operations before taking to the skies in one of the world’s premier
multinational air exercises.
Effective joint operations begin with a shared understanding, synchronized
planning, and collective readiness across every dimension.
จากน่านฟ้าไทย...สู่เวทีฝึกระดับโลก
Mission: PITCH BLACK 2026
กองทัพอากาศ นำเครื่องบินขับไล่ F-16 MLU ออกเดินทางสู่เมืองดาร์วิน
เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ PITCH BLACK 2026
หนึ่งในการฝึกทางอากาศที่มีความสมจริงและมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
ภารกิจบินระยะไกล 2,761.6 NM (5,112.48 KM) ครั้งนี้
ได้รับการสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ (Air-to-Air Refuelling)
จากกองทัพอากาศสิงคโปร์ สะท้อนถึงความสามารถในการปฏิบัติการร่วม
(Interoperability)
และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพอากาศมิตรประเทศ
การเข้าร่วม PITCH BLACK 2026
เป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมกำลังทางอากาศของไทย
เปิดโอกาสให้นักบินและกำลังพลได้ฝึกภายใต้สถานการณ์การรบที่มีความซับซ้อน
ร่วมกับกองทัพอากาศจากนานาประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถสู่มาตรฐานสากล
และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
"ทุกชั่วโมงบิน คือการยกระดับขีดความสามารถ ทุกการฝึก คือการสร้างความพร้อม
เพื่อปกป้องน่านฟ้าไทย"
ไม่ใช่ทุกประเทศ...ที่จะได้ร่วมเวทีนี้ มาทำความรู้จัก "Pitch
Black" หนึ่งในการฝึกทางอากาศผสมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค
และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
Pitch Black เป็นการฝึกการปฏิบัติการทางอากาศผสมขนาดใหญ่ (Large Force
Employment) และการฝึกป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งกองทัพอากาศออสเตรเลีย (RAAF)
เป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981
โดยเชิญกองทัพอากาศจากประเทศพันธมิตรเข้าร่วมวางกำลัง ณ ฐานทัพอากาศ Darwin
และฐานทัพอากาศ Tindal
เพื่อฝึกปฏิบัติภารกิจทั้งการโจมตีทางอากาศเชิงรุกและการป้องกันเป้าหมายสมมติ
ภายใต้สถานการณ์ที่สมจริง บนพื้นที่ฝึกในเขต Northern Territory
และสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศ Delamere ของออสเตรเลีย
ทำไม Pitch Black จึงเป็นเวทีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ?
- จัดต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981
-
เป็นการฝึกทางอากาศระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดของกองทัพอากาศออสเตรเลีย
- รวบรวมกองกำลังทางอากาศจากหลายประเทศทั่วโลก (เช่น ปี ค.ศ. 2022 มี 17
ประเทศ และอากาศยานเข้าร่วมกว่า 100 เครื่อง)
- จำลองสถานการณ์การรบที่ซับซ้อน
เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพอากาศมิตรประเทศ
- กองทัพอากาศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมการฝึกในเวทีระดับโลกแห่งนี้
เมื่อเครื่องบินรบจากหลายประเทศบินเคียงข้างกัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการฝึกบิน
แต่คือการยกระดับความพร้อมรบร่วม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
เสริมสร้างความสามารถในการปฏิบัติการร่วม
และกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างมิตรประเทศ
เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตไปด้วยกัน
Cr. กองบิน 4 Land Of The King Cobra
2 ทศวรรษบนเวทีฟ้าระดับโลก กับ Exercise PITCH BLACK
20 ปีของการฝึก...คือ 20 ปีของการยกระดับกำลังทางอากาศไทย
กว่า 20 ปีที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยเข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ
Exercise PITCH BLACK อย่างต่อเนื่อง ณ เครือรัฐออสเตรเลีย
เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกำลังพล พัฒนายุทธวิธี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
และเสริมสร้างความพร้อมรบร่วมกับกองทัพอากาศมิตรประเทศจากทั่วโลก
2004 | กองทัพอากาศไทยเข้าร่วมการฝึก PITCH BLACK เป็นครั้งแรก ด้วย
F-16 ADF จากฝูงบิน 102 และ F-16 OCU จากฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403
นับเป็นก้าวสำคัญของการฝึกปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศนานาชาติในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนสูง
2006 – 2012 | การเข้าร่วมอย่างต่อเนื่องในปี 2006, 2008, 2010 และ 2012
พร้อมภารกิจการบินทั้งกลางวันและกลางคืน (Day & Night Operations)
สะท้อนถึงความพร้อมของกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจในทุกช่วงเวลา
และการพัฒนายุทธวิธีร่วมกับกองกำลังพันธมิตร
2014 | กองทัพอากาศไทยส่ง JAS-39 Gripen จากฝูงบิน 701
เข้าร่วมการฝึกเป็นครั้งแรก
แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาขีดความสามารถของระบบอาวุธและการรบทางอากาศยุคใหม่
2016 | การส่ง F-16 eMLU จากฝูงบิน 403
เข้าร่วมการฝึกทั้งกลางวันและกลางคืน
สะท้อนการพัฒนาขีดความสามารถของอากาศยานที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย
2018 | JAS-39 Gripen จากฝูงบิน 701 กลับมาปฏิบัติภารกิจใน PITCH BLACK
อีกครั้ง
2020 – 2022 | แม้การฝึกจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
แต่กองทัพอากาศไทยยังคงเตรียมความพร้อมของกำลังพลและอากาศยานอย่างต่อเนื่อง
และเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ในปี 2022
เพื่อรักษาความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศ
2024 | ส่ง JAS-39 Gripen จากฝูงบิน 701
เข้าร่วมการฝึกทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อความเชี่ยวชาญของกำลังพลและความพร้อมรบ
2026 | ส่ง F-16 eMLU จากฝูงบิน 403 อีกครั้งเพื่อทบทวนการปฏิบัติ
ยกระดับขีดความสามารถจากนักรบทางอากาศที่ผ่านการปฏิบัติภารกิจจริง
ทุกครั้งของการเข้าร่วม ไม่ใช่เพียงการส่งอากาศยานเข้าปฏิบัติการ
แต่คือการสะสมประสบการณ์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติการสู่ระดับสากล เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
และพร้อมปฏิบัติภารกิจเคียงข้างมิตรประเทศในทุกสถานการณ์
ข้อมูลอ้างอิง: รวบรวมจากบันทึกประวัติศาสตร์การฝึก Exercise Pitch Black โดย
Royal Australian Air Force (RAAF)
ภาพประกอบ:Australia Department of Defence, Royal Australian Air Force,
Australian Defence Magazine (ADM), THAIDEFENSE-NEWS และ Australian Embassy
Thailand
cr. กองบิน 4 Land Of The King Cobra
เริ่มต้นภารกิจ...ด้วยความเข้าใจเดียวกัน
การฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ PITCH BLACK 2026
เปิดฉากอย่างเป็นทางการ พร้อมการประชุมชี้แจงภารกิจ (MASS AIR BRIEF)
เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน วางแผน
และบูรณาการการปฏิบัติระหว่างกำลังทางอากาศจากนานาประเทศ
ก่อนเดินหน้าสู่การฝึกภาคอากาศในเวทีระดับโลก
เพราะการปฏิบัติการร่วมที่มีประสิทธิภาพ…เริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน
และมีการเตรียมพร้อมร่วมกันในทุกมิติ
เสียงคำรามเหนือ Mindil Beach... คือเสียงของมิตรภาพบนท้องฟ้า
F-16 MLU กองทัพอากาศไทย ร่วมโบยบินเหนือชายหาด Mindil Beach ในกิจกรรม Flying
Display ของการฝึกผสมนานาชาติ Exercise PITCH BLACK 2026
ถ่ายทอดศักยภาพของนักบินไทยและกำลังทางอากาศไทย
เคียงข้างมิตรประเทศบนเวทีการฝึกระดับโลก พร้อมสะท้อนความร่วมมือ
ความเป็นมืออาชีพ
และความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศจากนานาชาติ
หนึ่งท้องฟ้า...หลายชาติพันธมิตร
หนึ่งภารกิจ...เพื่อความพร้อมร่วมกัน
The roar over Mindil Beach... is the sound of friendship in the
skies.
The Royal Thai Air Force's F-16 MLU took to the skies above Mindil Beach as
part of the Flying Display during Exercise PITCH BLACK 2026, showcasing the
professionalism of Thai pilots and the capability of the Royal Thai Air
Force alongside international partners on the global stage.
More than an aerial display, it reflects the spirit of cooperation,
operational excellence, and a shared commitment to strengthening
interoperability among air forces from around the world.
One Sky. Many Nations.
One Mission. Shared Readiness.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Outsider's Aviation และ Australian Government
Defence
รับชมคลิปเต็ม :
https://www.youtube.com/live/vdzpMI6n5Mc
"A Heartfelt Thank You"
To all the incredible aviation spotters, honorary photographers, and the Ex
Pitch Black Community Page,
Seeing your beautiful photographs of our Royal Thai Air Force F-16 MLU has
truly touched every one of us.
For 403 Squadron, this deployment is especially meaningful, as it marks our
return to Exercise Pitch Black after ten years. Every mission we fly is
important to us, and every photograph you capture becomes a memory we will
treasure for years to come.
To everyone who has stood patiently under the Australian sun, waited for that
perfect moment, and shared your remarkable work with the aviation
community—please know that your efforts mean more than you may realize.
Your photographs do more than capture aircraft. They capture the pride of our
pilots, the dedication of our maintainers, and the spirit of everyone working
behind the scenes. Through your lens, moments that pass in seconds become
memories that will last a lifetime.
Thank you for your passion, your friendship, and for making us feel so
welcome. We are truly honoured to be part of such an amazing aviation
community and look forward to seeing many more of your incredible photographs
throughout Pitch Black 2026.
If you've captured any special moments, we'd love to see them! Tag us or share
them in the comments. We don't want to miss a single memory you've captured
through your lens.
Thank you for being part of our journey. A million thanks!
From all of us at the Royal Thai Air Force, thank you from the bottom of our
hearts.
Cr. The NT News Steve Strike Ex Pitch Black Community Page
"เวทีระดับโลก ยกระดับศักยภาพนักบิน หล่อหลอมกำลังพล
พร้อมรับทุกภารกิจเพื่อชาติ"
การเข้าร่วม Exercise PITCH BLACK 2026 ไม่ใช่เพียงการฝึกบินร่วมกับมิตรประเทศ
แต่คือโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ
และยกระดับการปฏิบัติการร่วมบนเวทีระดับสากล
ตลอดการฝึก กำลังพลกองทัพอากาศไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
เคียงข้างกองทัพอากาศจากหลายประเทศ
เพื่อเสริมสร้างความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
ทุกการฝึก คือการเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องน่านฟ้าไทย และทุกประสบการณ์
คือแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพ
เพื่อส่งต่อความเป็นมืออาชีพสู่กำลังพลรุ่นต่อไป
Cr.Aviation Spotters Online
ธงกองทัพอากาศไทยโบกสะบัดเหนือแดนไกล...คือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ
การเข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Exercise PITCH BLACK 2026
สะท้อนถึงศักยภาพของกำลังทางอากาศไทยในฐานะมิตรประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากนานาชาติ
ทุกเที่ยวบินคือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ทุกภารกิจคือการยกระดับการปฏิบัติการร่วม
ทุกความร่วมมือคือการเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต
เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน
One Sky. Many Nations. One Goal.
จากผืนฟ้าสู่รอยยิ้ม…กองทัพอากาศไทยร่วมงาน Darwin Open Day
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ PITCH BLACK 2026
ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน สื่อมวลชน และผู้สนใจ
ได้สัมผัสอากาศยานและพูดคุยกับกำลังพลจากนานาประเทศอย่างใกล้ชิด
กองทัพอากาศไทยได้ร่วมจัดแสดงอากาศยานและร่วมกิจกรรมในฐานะหนึ่งในประเทศผู้เข้าร่วมการฝึก
พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างมิตรภาพ
และกระชับความสัมพันธ์กับกองทัพอากาศมิตรประเทศ
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
เพราะการฝึกที่เข้มข้น ย่อมมาพร้อมความร่วมมือและความเข้าใจที่แน่นแฟ้น
" พี่ๆ เติม JP-8 เต็มถัง "
เพราะยิ่งบินไกล...ยิ่งปกป้องได้ไกลกว่าเดิม
การฝึก Large Force Employment (LFE) คือการฝึกปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่
ที่จำลองสถานการณ์การรบเสมือนจริง
โดยบูรณาการกำลังทางอากาศจากหลายภารกิจให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการฝึกครั้งนี้ คือ การบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
(Air-to-Air Refueling)
ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ช่วยให้เครื่องบินรบสามารถ
บินได้ไกลขึ้น
ปฏิบัติภารกิจได้นานขึ้น
เพิ่มความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ
ขยายรัศมีการคุ้มครองและตอบสนองต่อทุกภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกชั่วโมงของการฝึก คือการเตรียมความพร้อมให้กำลังพล นักบิน
และระบบการปฏิบัติการ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ "
เมื่อถึงเวลาที่ประเทศไทยมี เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เป็นของตนเอง
ขีดความสามารถนี้จะถูกต่อยอดสู่การปฏิบัติภารกิจจริงได้อย่างเต็มศักยภาพ
"
เพราะการเตรียมพร้อมในวันนี้
คือการสร้างความมั่นคงให้ประเทศในวันข้างหน้า
ทำไมต้อง “PITCH BLACK”? เพราะการรบ...ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนกลางวัน
"Night Falcon Night Operations
"
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า...ท้องฟ้าจึงมืดสนิท
สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นเวลาพักผ่อน แต่สำหรับการปฏิบัติการทางอากาศ
นี่คืออีกหนึ่งสภาพแวดล้อมที่กำลังทางอากาศต้องพร้อมปฏิบัติการ
นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ “PITCH BLACK” การฝึกทางอากาศที่ทั่วโลกรู้จัก
ด้วยสภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือพื้นที่ตอนเหนือของออสเตรเลียที่มืดสนิท
แทบไม่มีแสงไฟรบกวนจากพื้นดิน
เหมาะสำหรับการฝึกปฏิบัติการทางอากาศในเวลากลางคืน
แต่ PITCH BLACK ในวันนี้ ไม่ได้มีเพียง “ความมืด” เป็นความท้าทาย
หากคือการปฏิบัติการทางอากาศที่ซับซ้อน การวางแผน การประสานงาน
และการปฏิบัติร่วมกันของกำลังทางอากาศจากหลายประเทศ
ภายใต้สถานการณ์ที่สมจริง
F-16 MLU กองทัพอากาศไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Exercise PITCH BLACK
2026 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนายุทธวิธี
และยกระดับความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมกับมิตรประเทศบนเวทีระดับนานาชาติ
เพราะในการปฏิบัติภารกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลางวันหรือกลางคืน...มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำคือ
ทำภารกิจให้สำเร็จ
ตามที่ได้รับมอบหมาย....เพื่อความปลอดภัยมั่นคงต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยและรักษาอธิปไตยของชาติสืบไป
"เพราะสนามรบจริง ไม่มีปุ่ม Restart"
การฝึกจึงต้องท้าทาย สมจริง และใกล้เคียงสถานการณ์จริงให้มากที่สุด
ทุกเที่ยวบิน ทุกชั่วโมงการฝึก ทุกการวางแผน และทุกทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไป
ล้วนมีเป้าหมายเดียวคือ การสร้างขีดความสามารถที่พร้อมใช้งานจริง
เมื่อประเทศชาติต้องการ
Exercise PITCH BLACK 2026 คือหนึ่งในเวทีการฝึกร่วม
ที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่งของกองทัพอากาศไทย
ตั้งแต่การวางแผนการวางกำลังและส่งกำลังบำรุงนอกประเทศในระยะไกล
การบินประกอบกำลังทางอากาศขนาดใหญ่
โดยปฏิบัติการภายใต้สถานการณ์จำลองที่ซับซ้อน
และการปฏิบัติทางอากาศร่วมกับอากาศยานยุคที่ 4.5 และ 5
จากกองทัพอากาศชั้นนำของโลก
ทำให้ทุกภารกิจเป็นบทเรียนที่มีสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงการปฏิบัติจริง
สิ่งที่เราได้รับจึงไม่ใช่เพียง “ชั่วโมงบิน” แต่คือ ประสบการณ์
ความเป็นมืออาชีพ การประสานงานระหว่างชาติ
ความเข้าใจในขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ
และองค์ความรู้ที่นำกลับมาพัฒนากองทัพอากาศไทย
แต่เบื้องหลังทุกเที่ยวบินที่สำเร็จไม่ได้มีเพียงนักบินที่ปฏิบัติการบินเท่านั้นหากยังมีทีมวางแผนและประสานการฝึกที่ทำให้ทุกภารกิจเป็นไปตามแผน
มีทีมฝ่ายการช่างและส่วนสนับสนุนที่เตรียมอากาศยาน ตรวจสอบระบบ
และทำให้เครื่องบินพร้อมขึ้นบินรวมถึงส่วนส่งกำลังบำรุง
และการพลาธิการที่ดูแลตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ที่พัก ของใช้ที่จำเป็น
ไปจนถึงการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตลอดการฝึก
ทุกคนมีภารกิจของตัวเอง
และทุกภารกิจเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
เพื่อทำให้กำลังทางอากาศไทยพร้อมปฏิบัติการและทำให้ทุกเที่ยวบินบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
การฝึกครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างขีดความสามารถทางการทหารเท่านั้น
หากแต่ยังอุดมไปด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพันธมิตร
ผ่านการฝึกร่วมกัน ทำให้มีความเข้าใจ ความเชื่อมั่น
และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามฝึก ย่อมกลายเป็นรากฐานของความร่วมมือในอนาคต
และนี่คือเหตุผลว่า…
“ความมั่นคง คือการลงทุน”
ทุกงบประมาณที่ลงทุนกับการฝึก ไม่ได้สูญหายไปกับการบิน แต่ถูกเปลี่ยนเป็น
ความรู้ ประสบการณ์ ขีดความสามารถ และความพร้อมของกำลังพล
เพราะเป้าหมายสูงสุดของการลงทุนด้านความมั่นคง ไม่ใช่การสร้างสงคราม
แต่คือการสร้างความพร้อม เพื่อปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย
และดำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ให้โลกได้เห็นว่า ประเทศไทย มีขีดความสามารถ
มีความพร้อม และมีมิตรประเทศที่พร้อมเดินเคียงข้างกัน
ความพร้อมที่แข็งแกร่ง คือพลังแห่งการป้องปราม
เพื่อให้ผู้ใดก็ตามที่คิดจะท้าทายหรือรุกรานประเทศไทย
ต้องตระหนักถึงขีดความสามารถและความพร้อมของเรา เพราะ
การฝึกวันนี้…คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศในวันข้างหน้า
“หากเราต้องการสันติภาพ เราต้องพร้อมรบ และเมื่อรบต้องชนะ”
กองทัพอากาศไทยได้เสร็จสิ้นการเข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติรหัส PITCH BLACK
2026 ที่กองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force) เป็นเจ้าภาพ ณ
ฐานทัพอากาศ RAAF Base Darwin และฐานทัพอากาศ RAAF Base Tindal รัฐ
Northern Territory ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ที่ผ่านมา
ร่วมกับ ๒๑ชาติจากทั่วโลกที่ส่งอากาศยานจำนวนกว่า ๑๐๐เครื่องเข้าร่วม
การฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ PITCH BLACK 2026
ปีนี้กองทัพทัพอากาศไทยได้ส่งส่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM
EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลีเข้าร่วม ซึ่งการฝึกผสม PITCH BLACK
ที่จัดขึ้นทุกสองปีที่กองทัพอากาศไทยเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2004
กองทัพอากาศไทยจะสลับการส่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B
กับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗
ในแต่ครั้งของการฝึก โดยปีนี้ชาติ ASEAN
ที่เข้าร่วมการฝึกยังร่วมถึงกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air
Force) ที่นำเครื่องบินขับไล่ F-16C/D/D+ และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
Airbus A330 MRTT เข้าร่วมโดยเดินทางพร้อมกับไทย
กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional
Indonesia-Angkatan Udara) เครื่องบินขับไล่และฝึก T-50i
และกองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force)
ที่ส่งเครื่องบินขับไล่และโจมตี FA-50PH
เข้าร่วมการฝึกกับมิตรประเทศเช่นกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF:
Japan Air Self-Defense Force) ที่นำเครื่องบินขับไล่ F-35A เข้าร่วมการฝึก
การตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกที่วางกำลังในการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ PITCH BLACK 2026
ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา,
เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรไทยประจำเครือรัฐออสเตรเลีย
และคณะสื่อมวลชนไทยยังได้เข้าพบผู้บัญชาการกองทัพอากาศออสเตรเลีย พลอากาศโท
Stephen Gareth และเยี่ยมชมฐานทัพอากาศ RAAF Base Darwin เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙
ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยกล่าวว่าการเข้าร่วมการฝึก PITCH BLACK
เป็นการยืนยันความพร้อมของกองทัพอากาศไทยในการทำงานร่วมกับมิตรประเทศและการวางกำลังในต่างประเทศเพื่อการปฏิบัติภารกิจ
และยังเป็นการแสดงกำลังให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดให้หนักถ้าคิดจะใช้กำลังทหารรบกับไทย
ทั้งนี้เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔
จะถูกใช้งานไปจนถึงปี พ.ศ.๒๕๘๐(2037) ครับ
The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of
103rd Squadron, Wing 1 Korat perform demonstration and escort flight to Socata
TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Prime Minister of
Thailand Mr. Anutin Charnvirakul
during his visited at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province,
Thailand on 14 August 2026. (Royal Thai Air Force)
พูดน้อยต่อยหนัก "คุณภาพเหนือปริมาณ"
ภารกิจและหน้าที่หลักของกองทัพอากาศ
คือการเตรียมกำลังและใช้กำลังทางอากาศเพื่อปกป้องอธิปไตย
รักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติ
ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชน
กองทัพอากาศ จึงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทั้งด้านบุคลากร
และอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยยึดหลัก
"คุณภาพเหนือปริมาณเพื่อให้พร้อมสำหรับการป้องกันประเทศในยามสงคราม"
ตลอดจนสามารถช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในยามสงบ
ในด้านสถานการณ์พิพาท ตามแนวชายแดนฝั่งตะวันออก ที่ผ่านมา
กองทัพอากาศได้บูรณาการปฏิบัติภารกิจร่วมกับเหล่าทัพอื่นเพื่อปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มขีดความสามารถ
โดยเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง
การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security
Council) ซึ่งทำการบินเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930
ที่ได้รับการคุ้มกันโดยเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin
F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
เป็นการแสดงขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยที่ยังรวมถึงการจัดแสดงเครื่องบินรบหลัก
เช่น เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐ก บ.ข.๒๐ก Gripen D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗,
เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ T-50TH ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔,
เครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน๒๓,
เครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑,
และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่๑ บ.ค.๑ Saab 340 ERIEYE AEW
ฝูงบิน๗๐๒ กองบิน๗
รวมถึงระบบอาวุธหลายหลายรูปแบบตั้งแต่อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้
AIM-9M Sidewinder, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 AMRAAM,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-65 Maverick, ระเบิดนำวิถี laser แบบ LIZARD
3, และระเบิดนำวิถีร่อนดาวเทียม KGGB เป็นต้นครับ
The Royal Thai Air Force (RTAF) and People's Liberation Army Air Force
(PLAAF) concluded the exercise FALCON STRIKE 2026 at Wing 23 RTAF base in
Udon Thani, Thailand from 10 to 21 August 2026. (Royal Thai Air Force)
FALCON STRIKE 2026
ตลอดห้วงการฝึกอันเข้มข้นกว่า 2 สัปดาห์ ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างขีดความสามารถ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศไทย
และกองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ผ่านการฝึก
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมต่าง ๆ
เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสองกองทัพ
กองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation
Army Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ FALCON STRIKE 2026
ระหว่างวันที่ ๑๐-๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี
ประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการฝึกครั้งที่เก้าแล้ว
กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่อบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗,
เครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓,
และเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ H225M ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม
เข้าร่วมการฝึกขณะที่กองการบินกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLANAF: People’s
Liberation Army Navy Air Force) นำเครื่องบินขับไล่ J-11BGH และ J-11BSH,
กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนนำเครื่องบินขับไล่ J-10C/J-10AS,
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด JH-7AII, เครื่องบินตรวจการณ์สงคราม electronic(EW:
Electronic Warfare) แบบ Y-9LG, เครื่องบินลำเลียง Xian Y-20A,
เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Xi'an HY-6U, และเฮลิคอปเตอร์ Mi-171Sh
รวมถึงการนำอากาศยานไร้คนขับ UAV
และระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบต่างๆร่วมการฝึกครับ
First flight. First launch. Built in Thailand.
The K-18M has successfully completed its maiden flight — a Loitering
Munition and One-Way Attack UAS designed and developed entirely by RV
Connex.
One platform. Two strike modes. One mission decision.
Key capabilities:
- Hybrid ISR + Strike: Combines real-time intelligence, surveillance, and
reconnaissance (ISR) with precision strike capability in a single sortie,
eliminating the need for a separate attack asset.
- Dual-Mode Flexibility: Configurable as either a Loitering Munition or
One-Way Attack platform, depending on mission requirements.
- Extended Endurance — 5 Hours: Provides ample time to locate, track,
verify, and engage targets without compromising operational decision-making.
- Deep-Strike Range — 600+ km: Capable of reaching targets well beyond the
forward line and outside the range of conventional artillery.
- Rapid, Low-Cost Deployment: Requires minimal personnel, a compact
logistics footprint, and can be operated from vehicle-mounted or
containerised Ground Control Stations (GCS).
- Runway-Independent Operations: Catapult-launched from unprepared
locations, eliminating the need for conventional airfield infrastructure.
But a successful first flight is not the finish line, it marks the beginning
of the next phase. We will keep testing, refining, and advancing — because
building it once was never the point. Building it better is.
RV Connex and Sammitr Motors Announce Strategic Collaboration — Thailand's
First Step Toward Launch System Sovereignty
Pathum Thani, 7 August 2026 — R V Connex Co., Ltd., Thailand's leading
defence technology and unmanned aircraft systems company, and Sammitr Motors
Manufacturing PCL, a specialist in automotive engineering and ground support
systems,
have formally announced a strategic collaboration to jointly develop and
deliver a complete unmanned aircraft solution, integrating UAV platforms
with a domestically produced Catapult Launch System and full ground support
equipment, in support of Royal Thai Armed Forces intelligence, surveillance,
and security operations.
บินครั้งแรก ปล่อยตัวครั้งแรก ด้วยฝีมือคนไทย
K-18M ผ่านการทดสอบบินครั้งแรกได้สำเร็จ เป็นอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบ
Loitering Munition (อาวุธลอยตัว) และ One-Way Attack
(การโจมตีแบบพลีชีพเที่ยวเดียว) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย อาร์วี คอนเน็กซ์
หนึ่งแพลตฟอร์ม สองรูปแบบการโจมตี หนึ่งการตัดสินใจ
ขีดความสามารถสำคัญ:
- Hybrid ISR + Strike: ผสานภารกิจข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน
(ISR) แบบเรียลไทม์ เข้ากับการโจมตีอย่างแม่นยำในการบินเพียงเที่ยวเดียว
โดยไม่จำเป็นต้องใช้อากาศยานโจมตีแยกต่างหาก
- รองรับการปฏิบัติการ 2 รูปแบบ:
สามารถเลือกใช้งานเป็นการโจมตีแบบวนรอเป้าหมาย Loitering Munition หรือ
One-Way Attack ได้ตามลักษณะและความต้องการของภารกิจ
- ระยะเวลาปฏิบัติการต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง: มีเวลาค้นหา ติดตาม ยืนยัน
และเข้าปฏิบัติการต่อเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยไม่ต้องเร่งตัดสินใจ
- รัศมีปฏิบัติการระยะไกลกว่า 600 กิโลเมตร:
สามารถเข้าถึงเป้าหมายลึกในพื้นที่ปฏิบัติการ
ไกลเกินขีดความสามารถของระบบปืนใหญ่ทั่วไป
- ต้นทุนการใช้งานต่ำ พร้อมปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว: ใช้กำลังพลน้อย
ระบบสนับสนุนกะทัดรัด และสามารถควบคุมการปฏิบัติการผ่านสถานีควบคุมภาคพื้น
(Ground Control Station: GCS)
แบบติดตั้งบนยานพาหนะหรือภายในตู้คอนเทนเนอร์
- ไม่ต้องใช้สนามบิน: ปล่อยตัวด้วยระบบ Catapult Launch
จากพื้นที่เตรียมการที่ไม่ต้องอาศัยทางวิ่งหรือสนามบิน
ทำให้พร้อมปฏิบัติการได้ในหลากหลายสภาพพื้นที่
การบินครั้งแรกไม่ใช่เส้นชัย หากคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา
เราจะเดินหน้าทดสอบ ปรับปรุง และยกระดับขีดความสามารถของ K-18M
อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันศักยภาพของวิศวกรไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น
อาร์วี คอนเน็กซ์ และสามมิตรมอเตอร์ส ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ —
ก้าวแรกสู่อธิปไตยด้านระบบปล่อยอากาศยานของไทย
ปทุมธานี, 7 สิงหาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด
ผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานไร้คนขับของไทย และบริษัท
สามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน)
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์และระบบสนับสนุนภาคพื้นดิน
ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ
เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอโซลูชันอากาศยานไร้คนขับพร้อมระบบปล่อยอากาศยาน
(Catapult Launch System) และอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินแบบครบวงจร
สำหรับภารกิจด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ
และการปฏิบัติการด้านความมั่นคงของกองทัพไทย
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
โดยทั้งสองบริษัทจะนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ในด้านของ สามมิตรมอเตอร์ส
บริษัทจะรับผิดชอบการออกแบบและผลิตระบบปล่อยอากาศยาน (Catapult Launch
System) สำหรับอากาศยานไร้คนขับหลากหลายขนาด
โครงสร้างหลักผลิตจากเหล็กกล้าเคลือบผิวกันสนิม พร้อมรางเลื่อน (Rail)
อะลูมิเนียมสำหรับการเลื่อนของอากาศยาน ติดตั้งบนรถพ่วง (Trailer) แบบสองเพลา
(Dual-Axle) พร้อมขาค้ำยัน (Outrigger) 4 จุด
เพื่อรองรับการปรับใช้งานอย่างรวดเร็วในสนาม
ระบบขับเคลื่อนใช้หลักการแรงดันลมอัด (Pneumatic System)
ที่ให้ความแม่นยำในการควบคุมแรงดัน รีเซตและโหลดซ้ำได้รวดเร็ว
และมีความปลอดภัยสูงในการใช้งานภาคสนาม
สิ่งที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของสามมิตรอย่างชัดเจนคือการพัฒนาและปรับปรุงระบบเบรกของฐานเลื่อนดีดอากาศยาน
(Shuttle Base) อย่างต่อเนื่อง ระบบเดิมที่ใช้กระบอกลม (Air Buffer)
ไม่สามารถดูดซับพลังงานได้เพียงพอเมื่อ Shuttle Base
เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 25 เมตรต่อวินาที ในระยะหยุดเพียง 1,150
มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดการดีดกลับ (Rebound)
และการกระแทกในช่วงหยุด
สามมิตรจึงพัฒนาและอัปเกรดเป็นระบบซับแรงกระแทกด้วยของเหลว (Hydraulic Shock
Absorber) ร่วมกับสปริงโดยเปลี่ยนรูระบายเป็นแบบวาล์วเข็มควบคุมการไหล
(Needle Valve) เพื่อให้ควบคุมอัตราการไหล (Flow) ได้อย่างแม่นยำ
ติดตั้งกระบอกไฮดรอลิกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 มิลลิเมตร ระยะชัก (Stroke)
หรือ ระยะการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ไม่น้อยกว่า 400–600 มิลลิเมตร
และเพิ่มสปริงกันกระแทกปลายทาง ผลลัพธ์คือระบบหยุดที่ปลอดภัย นุ่มนวล
และปราศจากการสะท้อนกลับ
ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสามมิตรมอเตอร์สไม่เพียงแต่ผลิต
แต่ยังวิจัยและพัฒนาแก้ปัญหาวิศวกรรมที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง
ขณะที่ อาร์วี คอนเน็กซ์
รับผิดชอบการออกแบบและผลิตอากาศยานไร้คนขับสำหรับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
พร้อมระบบควบคุมภาคพื้นดิน ระบบสื่อสาร และระบบภารกิจ
เพื่อรองรับการปฏิบัติงานแบบครบวงจร
ปัจจุบันบริษัทได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ในการทดสอบอากาศยานไร้คนขับหลายรุ่น
ได้แก่ Red Kite, ARUN และ Pathum 3
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
คือการที่ทั้งสองบริษัทเลือกที่จะพัฒนาและผลิตในประเทศไทย
แทนการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการผลิตและจัดส่ง
ตัดค่าใช้จ่ายด้านภาษีนำเข้าและค่าขนส่งระหว่างประเทศซึ่งสูงมากสำหรับอุปกรณ์ขนาดและน้ำหนักของระบบปล่อยอากาศยาน
และที่สำคัญกว่านั้นคือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากกฎหมายควบคุมการส่งออกของต่างประเทศ
เช่น กฎระเบียบการค้าอาวุธระหว่างประเทศ (ITAR: International Traffic in
Arms Regulations) ของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งจัดให้ระบบปล่อยอากาศยานประเภทที่ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและภาคทหาร
(Dual-Use) อยู่ในหมวดอุปกรณ์ทางทหารที่มีข้อจำกัดด้านการส่งออก
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ
สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
และลดการพึ่งพาต่างชาติในระยะยาว
นายคมกฤษ แสนเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์
จำกัด กล่าวว่า
"ความร่วมมือกับสามมิตรมอเตอร์สครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดหาชิ้นส่วน
แต่คือการสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยอย่างแท้จริง
เมื่อเราสามารถผลิตระบบปล่อยอากาศยานได้เองในประเทศ
นั่นหมายความว่าเราสามารถกำหนดมาตรฐานคุณภาพ บริหารระยะเวลาการผลิต
และควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องรอหรือขึ้นอยู่กับนโยบายส่งออกของต่างชาติ
ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของระบบอากาศยานไร้คนขับแบบครบวงจรที่ผลิตโดยคนไทย
เพื่อกองทัพไทย"
คุณยุทธกร โพธิ์ศิริสุข รองกรรมการผู้จัดการสายธุรกิจรถใหญ่และอะไหล่ บริษัท
สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
"หลายคนอาจมองว่าระบบปล่อยอากาศยานระดับนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น
แต่สิ่งที่ความร่วมมือกับ อาร์วี คอนเน็กซ์ พิสูจน์ให้เห็นคือ
วิศวกรไทยสามารถออกแบบ ทดสอบ และแก้ปัญหาวิศวกรรมที่ซับซ้อนได้เองในประเทศ
ตั้งแต่การปรับระบบเบรก Shuttle Base
ไปจนถึงการรับรองความปลอดภัยในทุกรอบการปล่อยตัว
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่โรงงานของเราในประเทศไทย"
ทั้งสองบริษัทแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความร่วมมือในครั้งนี้
และมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต
เพื่อร่วมกันผลักดันนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบอาวุธลอยตัว(Loitering Munition)
และโจมตีแบบพลีชีพเที่ยวเดียว(OWA: One-Way Attack) แบบ K-18M ที่บริษัท RV
Connex ไทยเปิดตัวครั้งแรก ณ งานวันภูมิปัญญานักรบไทย ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๙(Royal
Thai Army Innovation Day 2026) ของกองทัพบกไทยเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม
พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/rv-connex-arun-k-18m.html)
วีดิทัศน์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบอาวุธลอยตัวพลีชีพเที่ยวเดียว K-18M
ได้ทำการบินครั้งแรกโดยการส่งขึ้นบินจากรางดีด Catapult
และทดสอบการโจมตีเป้าหมายรถยนต์ ณ สถานที่และวันเวลาที่ไม่เปิดเผย
ด้วยน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 55kg ปีกกว้าง 2m ปฏิบัติการนาน ๕ชั่วโมง ระยะทางไกล
600+km ความเร็วสูงสุด 100knots ความเร็วเดินทาง 80knots ติดหัวรบหนัก 5kg
ต่อมาวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท RV Connex
ยังได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท สามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง
จำกัด(มหาชน)(Sammitr Motors Manufacturing PCL)
ไทยในการออกแบบและผลิตระบบปล่อยอากาศยาน(Catapult Launch System)
สำหรับระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) หลากหลายขนาดด้วย
เป็นความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครับ
Chaiseri's Hanoman 4x4 (First Win II 4x4) for Indonesia, is seen displayed
at the Defense & Security show in Bangkok in 2019. (My Own Photo)
Chaiseri's AWAV in Royal Thai Marine Corps (RTMC) serviced, is seen
displayed at the Defense & Security show in Bangkok in 2025. (My Own
Photos)
Followed the visit of Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul and Thai
Minister of Defence Lieutenant General Adul Boonthamcharoen to met and
discussions with Indonesian President Prabowo Subianto and Indonesian
Defence Minister General Sjafrie Sjamsoeddin at Jakarta, Indonesia, on 3-4
August 2026.
As part of Indonesia and Thailand Agreement to Enhance Military Relations
to Strengthen Regional Stability. Thailand has offered 36 of AWAVs
(Armoured Wheeled Amphibious Vehicles) 8x8 from Thai defence firm Chaiseri
Metal & Rubber Co., Ltd. to the Indonesian Marine Corps (KORMAR: Korps
Marinir).
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พบปะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย
กระชับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ
และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค
รวมถึงสถานการณ์ชายแดน
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ พลเอก ซาฟรี
ซัมซุดดิน (Sjafrie Sjamsoeddin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย
ระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรี
เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3–4
สิงหาคม 2569
เพื่อกระชับความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของทั้งสองประเทศ
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ได้กล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่า
ไทยและอินโดนีเซียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น
ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านการป้องกันประเทศที่ลงนามร่วมกันตั้งแต่ปี 2558
และเห็นพ้องผลักดันการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านกลาโหม หรือ Defence
Policy Dialogue เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือในระดับนโยบาย
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการศึกษาทางทหาร การฝึกร่วม
และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เชี่ยวชาญเหล่าทัพ
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกำลังพล ความไว้วางใจ และการปฏิบัติการร่วม
โดยไทยพร้อมขยายความร่วมมือด้านปฏิบัติการพิเศษในอนาคต
ในระดับภูมิภาค
ไทยย้ำบทบาทร่วมกับอินโดนีเซียในการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน
โดยเฉพาะการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน หรือ ADMM และ ADMM-Plus
พร้อมสนับสนุนการฝึก “Trident Resolve”
ที่บูรณาการการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความมั่นคงทางไซเบอร์
และการแพทย์ทหาร
รวมถึงยืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมทางทะเลและทางอากาศในช่องแคบมะละกา
เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือสำคัญของภูมิภาค
ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ไทยแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอินโดนีเซียในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
และเชิญชวนเข้าร่วมนิทรรศการ Defense & Security ของไทยในปีหน้า (พ.ศ
2570)
พร้อมเสนอให้อินโดนีเซียพิจารณาผลิตภัณฑ์ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก
AWAV 8x8 ของไทย
สำหรับโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของนาวิกโยธินอินโดนีเซีย
สำหรับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า
เป็นปัญหาภายในของไทยที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา
โดยรัฐบาลเดินหน้ากระบวนการสันติสุข ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
พร้อมขอรับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในกรอบอาเซียนและองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ Organization of
Islamic Countries (OIC) รวมถึงการดูแลนักศึกษามุสลิมไทย
และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจฮาลาล
นอกจากนี้
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณอินโดนีเซียที่วางตัวเป็นกลาง
พร้อมยืนยันว่าไทยยึดมั่นแนวทางสันติวิธี การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี
และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
โดยย้ำว่าการใช้กำลังของไทยเป็นไปเพื่อป้องกันตนเองและคุ้มครองประชาชนตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาการหยุดยิง หลีกเลี่ยงการยั่วยุ
การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด
เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนในอนาคต
สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
4 สิงหาคม 2569
ตามการเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล
และรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
โดยได้เข้าพบและหารือกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto
และรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin
(ทั้งสองเคยเป็นนายทหารสัญญาบัตรชั้นยศนายพลของกองทัพอินโดนีเซีย) ณ นครหลวง
Jakarta ระหว่างวันที่ ๓-๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ส่วนหนึ่งของข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในด้านการเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร
ไทยได้เสนอรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV(Armoured
Wheeled Amphibious Vehicle) 8x8 จำนวน ๓๖คันที่ผลิตโดยบริษัท ชัยเสรี
เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.)
ไทยแก่นาวิกโยธินอินโดนีเซีย(Indonesian Marine Corps, KORMAR: Korps
Marinir)
รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จำนวน
๑๔คันได้ถูกสั่งจัดหาและเข้าประจำการโดยนาวิกโยธินไทยในกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก
กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion,
Marine Division)
ซึ่งถูกนำไปใช้ในการรบจริงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจังหวัดตราดในยุทธการ
"ตราดปราบปรปักษ์" เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)แล้ว
รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8
สามารถส่งออกได้เป็นครั้งแรกแก่นาวิกโยธินฟิลิปปินส์(PMC: Philippine Marine
Corps) สำหรับภารกิจรักษาสันติภาพนานาชาติของสหประชาชาติ ซึ่งมีการลงนามจัดหา
AWAV 8x8 จำนวน ๕คันเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยจะมีการส่งมอบในปี
พ.ศ.๒๕๗๐(2027)(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/chaiseri-awav-8x8.html)
ก่อนหน้านี้กองทัพบกอินโดนีเซีย(Indonesian Army, TNI-AD: Tentara Nasional
Indonesia-Angkatan Darat) ได้มีการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล First Win
II 4x4 จาก Chaiseri ไทยเพื่อสนับสนุนกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษ(Kopassus:
Komando Pasukan Khusus) ของตนในชื่อรถหุ้มเกราะล้อยาง Hanoman 4x4('หนุมาน'
ในภาษาอินโดนีเซีย)(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/first-win-4x4.html)
นาวิกโยธินอินโดนีเซียมีความต้องการในการจัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก
8x8 มานานแล้วตั้งแต่การจัดหายานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4M
ยูเครนที่ถูกยกเลิกเนื่องจากผลการทดสอบภาคสนามในปี 2017 ที่ไม่น่าพอใจ นอกจาก
AWAV 8x8 ของไทย บริษัท EDGE Group
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังเสนอยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก Rabdan 8x8
แก่นาวิกโยธินอินโดนีเซียด้วยครับ
The Royal Thai Navy (RTN) held Navy Quality Award Day and Navy Research
2026 exhibition at Royal Thai Navy Auditorium, Bangkok Yai District,
Bangkok, Thailand on 18 August 2026. (DTI, Royal Thai Navy)
เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาในงาน
“วันรางวัลคุณภาพของกองทัพเรือและนาวีวิจัย 2026” โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์
เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานเปิดงาน ณ
ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ
ในการนี้ พันเอก ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์
รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารและนักวิจัย
ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ และนำเสนอโครงการ “ยานผิวน้ำไร้คขับ เพื่อภารกิจของ
ทร.” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความเห็นชอบการดำเนินโครงการร่วมกับ
ทร.
โดยเป็นไปตามนโยบาย ของ ผบ.ทร. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ด้านการวิจัยและพัฒนา
โดยให้ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการทางทหารที่ตอบสนองความต้องการทางยุทธการของ
ทร. และต่อยอดการวิจัยและพัฒนา
เพื่อนำไปสู่สายการผลิตและบรรจุใช้งานในกองทัพ
รวมทั้งดำเนินการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยและพัฒนาการทางทหาร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัยของ ทร. รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถ
ในการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างยั่งยืน
สอ.รฝ. รับรางวัลระดับดีเลิศ พร้อมชูศักยภาพการป้องกันภัยทางอากาศด้วยระบบ
FK-3 ในงานวันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือและนาวีวิจัย ประจำปี ๒๕๖๙
เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เข้าร่วมงาน
“วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือและนาวีวิจัย ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ.๒๕๖๙”
ภายใต้คำขวัญ “สร้างสรรค์งานวิจัย นำการจัดการความรู้ มุ่งสู่ความพร้อมรบ”
ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมี
พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
เป็นประธานในพิธี
ในโอกาสนี้ พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร เข้ารับมอบ โล่รางวัลระดับดีเลิศ
(Navy Quality Award Day 2026) จากผู้บัญชาการทหารเรือ
นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
และสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
โดยนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวคิดการบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
พร้อมกันนี้ สอ.รฝ. ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงานในหัวข้อ
“การเตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยทางอากาศ
ด้วยระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศระยะปานกลาง FK-3”
ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาความพร้อมทั้งด้านกำลังพล องค์ความรู้ ยุทธวิธี
และการใช้ระบบอาวุธที่ทันสมัย
เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ
และรองรับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน
การเข้าร่วมงานและความสำเร็จที่ได้รับในครั้งนี้
เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ในการขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม
เทคโนโลยี และการจัดการองค์ความรู้ จากแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง
พร้อมพัฒนากำลังพลและระบบอาวุธให้มีความพร้อมสูงสุด ภายใต้แนวทาง
“รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น”
เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบ
และพร้อมปฏิบัติภารกิจป้องกันน่านฟ้าและรักษาฝั่งของกองทัพเรืออย่างมีประสิทธิภาพ
กองทัพเรือไทยได้จัดงานวันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือและนาวีวิจัย ประจำปี
พ.ศ.๒๕๖๙(Navy Quality Award Day and Navy Research 2026) ณ ห้องเจ้าพระยา
หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์
เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ ๑๘
สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งตรงกับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๙
งานได้แสดงโครงการวิจัยหลายๆโครงการที่ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วและกำลังดำเนินการพัฒนาทั้งอากาศยานไร้คนขับ(UAV:
Unmanned Aerial Vehicle)
ที่พัฒนาโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval
Research and Development Office) อากาศยานไร้คนขับตระกูล MARCUS แบบต่างๆ
และอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง Multirotor โจมตีติดลูกระเบิดขนาด 60mm
ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle)
ใช้เป็นเรือเป้าของโรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy),
ใช้ลาดตระเวนของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special
Warfare Command/RTN SEALs), และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI:
Defence Technology Institute)
ที่ติดระบบตรวจจับและอาวุธได้ซึ่งจะเริ่มทดสอบต้นแบบในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๐
และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle)
และยานนำพานักดำน้ำและยุทโธปกรณ์เข้าสู่เป้าหมายสำหรับนักทำลายใต้น้ำจู่โจม(DPV:
Diver Propulsion Vehicle) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.
รวมถึงระบบตรวจจับและต่อต้าน C-UAS(Counter-Unmanned Aircraft System)ต่างๆ,
ระบบช่วยการฝึก การบริหารจัดการและอนุรักษ์กำลังพล
และผลงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยต่างๆ
ระหว่างานผู้บัญชาการทหารเรือไทยได้รับทราบข้อมูลจากหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
สอรฝ.(ACDC: Naval Air and Coastal Defence Command)
ว่าระบบอาวุธนำวิถีพื้นสู่อากาศระยะปานกลางแบบเคลื่อนที่ FK-3
ได้ถูกนำไปวางกำลังที่จังหวัดสุรินทร์ระหว่างการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี
พ.ศ.๒๕๖๘ เพื่อสกัดกั้นจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร PHL-03 ระยะยิง 130km
ของกองทัพฝ่ายตรงข้าม
โดยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
สอรฝ.ได้มีการวิจัยและพัฒนาที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในการใช้งานเช่นถ้า
active อาวุธนำวิถีให้พร้อมยิงนานจะต้อง cool down ลูกจรวดเป็นเวลา
๒๐นาทีซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่าง gap
ถ้าฝ่ายตรงข้ามจะยิงมายังตัวเมืองหรือที่ตั้งสำคัญทางทหาร เศรษฐกิจ
และระบบสาธารณูปโภคและสาธารณสุขของไทยภายใน ๑-๒นาที
ซึ่งก็ถูกแก้ไขและนำไปใช้งานจริงแล้วครับ
Army Research and Development Office (ARDO), the Royal Thai Army (RTA)
with Kasetsart University testing dometic Hard Kill Anti Drone automatic
turret with fire control system armed M2 .50caliber heavy machinegun on
Stationary ground based and Mobile vehicle platforms at RTA
Artillery Center's firing range Khao Phulon, Lop Buri Province, Thailand
on 27 August 2026.
(Royal Thai Army)
ป้อมปืนต่อต้านโดรน Hard kill Anti-Drone
วันที่ 27 ส.ค. 69 พล.ต. ระวี ตั้งพิทักษ์กุล ผอ.สวพ.ทบ. และคณะฯ
ร่วมสังเกตการณ์การทดสอบการยิงด้วยกระสุนจริง
ผลผลิตจากโครงการวิจัยและพัฒนาป้อมปืนต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดย รศ.ดร.
ชนะ รักษ์ศิริ และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกองทัพบก
บ.อามี่ซิสฯ และ บ.ไทยรุ่งฯ ณ สนามยิงปืนใหญ่เขาพุโลน ศูนย์การทหารปืนใหญ่
จังหวัดลพบุรี
System Test การยิงทดสอบในครั้งนี้ เป็นการยิงด้วยกระสุนจริงจากปืนกล ขนาด
12.7 มม. ต่อเป้าหมายทางอากาศ (โดรนลากลูกโป่ง)
เพื่อตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมควบคุมและสั่งการป้อมปืนที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นทั้ง
2 รูปแบบ ได้แก่
1. ป้อมปืนบนยานยนต์ (แบบ Mobile)
2. ป้อนปืนภาคพื้น (แบบ Stationary)
จากการทดสอบ ป้อมปืนสามารถเคลื่อนที่ติดตามเป้าหมายจากการตรวจจับด้วยกล้อง
EO/IR ได้อย่างอัตโนมัติ และสามารถยิงทำลายเป้าหมายเคลื่อนที่
ตามการออกแบบของโปรแกรม จากระบบควบคุมและสั่งการ (Automatic Tracking and
Fire Control) ได้อย่างแม่นยำ
โดยแพลทฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ จะเป็นพื้นฐานองค์ประกอบสำคัญ
ที่พร้อมรองรับการต่อยอดสู้ระบบต่อต้านโดรน/เป้าหมายเคลื่อนที่ประเภทอื่นๆ
ได้หลากหลายระยะยิงและรูปแบบภารกิจ
โครงการวิจัยและพัฒนาป้อมปืนต่อต้านอากาศยานไร้คนขับโดย
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก สวพ.ทบ.(ARDO: Army Research and
Development Office) กองทัพบกไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(Kasetsart
University), บริษัท ARMISYS SUPPLY ไทย, และบริษัท Thairung ไทย
ได้มีความคืบหน้าที่สำคัญล่าสุด
ด้วยการทดสอบการยิงด้วยกระสุนจริงโดยการติดตั้งปืนกลหนัก ปก.๙๓ M2 .50cal
กับแท่นยิงอาวุธควบคุมจากระยะไกล(RCWS: Remotely Controlled Weapon System)
และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) บนป้อมปืนภาคพื้น
และรถยนต์บรรทุก Thairung TR Transformer 4x4 ไทย ณ สนามยิงปืนใหญ่เขาพุโลน
ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อดำรงสภาพและเพิ่มประสิทธิภาพยุทโธปกรณ์
ระบบควบคุมการยิง สำหรับปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Bofors 40mm L/70 ก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/bofors-40mm-l70-oes.html)
เป็นการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศของไทยในการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากระบบไร้คนขับต่างๆที่มีวิวัฒนาการขึ้นครับ
Royal Thai Army's 5th Infantry Regiment, 5th Infantry Division, 4th Army
Area and Malaysian Army (Tentera Darat Malaysia)'s 2nd Infantry Division
concluded LAND EX THAMAL 29/2026 from 5-12 August 2026. Closing ceremony
was held at Gerik, Perak, Malaysia on 12 August 2026. (Royal Thai
Army)
พิธีปิดการฝึก LAND THAMAL ครั้งที่ 29/2026
เสริมสร้างความร่วมมือทางทหารไทย – มาเลเซีย
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 พลตรี อภินันท์ แจ่มแจ้ง
ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 พร้อมด้วย พลตรี ซัมซารี บิน อาบู ฮาซัน
ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 มาเลเซีย เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการฝึก LAND
THAMAL ครั้งที่ 29/2026 การฝึกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 12 สิงหาคม 2569
ภายใต้กรอบความร่วมมือของ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป
ประกอบด้วย 3 ขั้น การฝึกแลกเปลี่ยนร่วม การฝึกภาคสนาม
และการปฏิบัติการร่วมระหว่างทหารกับพลเรือน ครอบคลุมการฝึกยุทธวิธี
การข้ามเครื่องกีดขวาง การจัดตั้งฐาน การลาดตระเวน การซุ่มโจมตี
และการเข้าตีที่ตั้งฝ่ายตรงข้าม
โดยมีการรับชมการสาธิตการฝึกขั้นสุดท้ายด้วยการเข้าตีที่ตั้งฝ่ายตรงข้าม
เพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติงานทางทหารไทย – มาเลเซีย
และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ณ Gerik รัฐเประ
ประเทศมาเลเซีย
ในห้วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
กองทัพบกไทยยังมีความร่วมทางทหารกับมิตรประเทศที่รวมถึงการฝึกผสมรหัส LAND EX
THAMAL 29/2026 กับกองทัพบกมาเลเซีย(Malaysian Army, Tentera Darat Malaysia)
ซึ่งเป็นการฝึกครั้งที่๒๙ แล้ว
โดยปีนี้กองทัพบกมาเลเซียเป็นเจ้าภาพการฝึกในระหว่างวันที่ ๕-๑๒ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกในพื้นที่ Gerik, รัฐ Perak มาเลเซีย กองทัพภาคที่๔ ทภ.๔(4th Army
Area) กองทัพบกไทยยจัดกำลังจากกองพลทหารราบที่๕ พล.ร๕(5th Infantry Division)
ขณะที่กองทัพบกมาเลเซียจัดกำลังจากกองพลทหารราบที่๒(2nd Infantry Division)
กองบัญชาการกองทัพบกสนามภาคตะวันตก(Army Western Field Command)
โดยพิธีเปิดมีขึ้นเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
และพิธีปิดการฝึกมีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
กองทัพบกไทยและกองทัพบกมาเลเซียมีความสัมพันธ์ทางทหารที่แน้นแฟ้นมายาวนาน
และการดำรงและเสริมสร้างความสัมพันธ์นี้อย่างต่อเนื่องจะนำพาทั้งสองชาติให้สามารถรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในภูมิภาคได้เป็นอย่างดีครับ
The Royal Thai Air Force (RTAF) and the U.S.Air Force (USAF) concluded the
exercise BALANCE/TEAK TORCH 2026 at RTAF 3rd Special Operations Battalion,
Special Operations Regiment (SOR), Security Force Command (SFC) with USAF
Special Tactics Team, Special Tactics Group, Air Force Special Operations
Command (AFSOC) in Thailand on 17-21 August 2026.
(Royal Thai Air Force)
พิธีเปิดการฝึก Balance/Teak Torch26
นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม Balance/Teak
Torch 26 กองทัพอากาศ และ ผู้แทนกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสม Balance/Teak Torch 26 ณ
กองพันปฏิบัติการพิเศษ 3 กรมปฏิบัติการพิเศษ
หน่วยบัญชาการอากาศโยธินโดยมีบุคลากรหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
ของกองทัพอากาศและหน่วยสนับสนุนเข้าร่วมพิธีฯ
การฝึกผสม Balance/Teak Torch 26
ในครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
(SMEE : Subject Matter Expert Exchange)
ระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
โดยมีวัตถุประสงค์ของการฝึกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด
และประสบการณ์ในระดับผู้เชี่ยวชาญระหว่างหน่วยที่เข้าร่วมการฝึก
เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกําลังพลในด้านการวางแผน แนวทางการปฏิบัติ
และการประเมินผลการปฏิบัติการทางทหาร
อีกทั้งเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ๆและสามารถนำความรู้จากการฝึกมาประยุกต์ใช้กับยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ที่มีประจําการในกองทัพอากาศ
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติภารกิจในด้านความมั่นคงของประเทศ
วางรากฐานความเข้าใจร่วมสู่การวางแผนภารกิจอย่างเป็นระบบ
ต่อยอดการวางแผนการฝึกภาคสนาม (Field Training Exercise:FTX)
ในปีถัดไป
สำหรับกำหนดการฝึก SMEE Balance/Teak Torch26 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 -
21 สิงหาคม 2569 ณ กองพันปฏิบัติการพิเศษ 3 กรมปฏิบัติการพิเศษ
หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติ การฝึก Small Unit Tactics เสริมทักษะ CQB
/MOUT และ TCCC พร้อมรับมือสถานการณ์จริง
การฝึกยุทธวิธี Small Unit Tactics ในส่วนของทักษะ CQB/MOUT (Close
Quarter Battle / Military Operation in Urban Terrain )
การต่อสู้ระยะประชิดและยุทธวิธีทางทหารในเขตพื้นที่เมืองหรือสิ่งปลูกสร้าง
เป็นอีกหนึ่งหัวข้อการฝึก SMEE Balance/Teak Torch26 ครั้งนี้
โดยชุดปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศ
และชุดปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิคการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี การตัดสินใจ
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ
ซึ่งการปฏิบัติการในการต่อสู่ระยะประชิด CQB นั้นเน้นการปฏิบัติที่รวดเร็ว
แม่นยำ และการประสานการทำงานระหว่างทีม
เพื่อให้ภารกิจมีความปลอดภัยทั้งผู้ปฏิบัติและทีม
โดยการเน้นในเรื่องของ “ พื้นฐาน”
ซึ่งการฝึกทบทวนพื้นฐานการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน
เป็นสิ่งที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ
ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก่อนเริ่มต้นภารกิจ
และพร้อมที่จะรับมือต่อสถานการณ์ภัยคุกคามตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังมีการฝึกทบทวนในส่วนของการฝึกดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี TCCC
( Tactical Combat Casualty Care )
เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่สำคัญในการฝึกครั้งนี้
ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้แลกเปลี่ยนในเรื่องของเทคนิคต่างๆ เรียนรู้เทคนิค
ทบทวนพื้นฐาน
โดยสามารถนำความรู้ในครั้งนี้ ไปปฏิบัติภารกิจ ลดการสูญเสียของเจ้าหน้าที่
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสภาวะขับขัน
และประยุกต์ใช้ในการดูแลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ช่วยเหลือประชาชน
จากภัยธรรมชาติหรือภัยสงคราม ป้องกันการเสียชีวิต
ลดการสูญเสียได้มากยิ่งขึ้น
ฝึกให้พร้อมก่อนเข้าสู่สถานการณ์จริง Mission Rehearsal สู่ Integrated
Field Training Exercise
การฝึกการวางแผนการปฏิบัติสถานการณ์จำลอง
โดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศและหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
รวมถึงหน่วยสนับสนุน ดำเนินการวางแผนการปฏิบัติ โดยการกำหนดสถานการณ์การฝึก
ให้กับผู้เข้าร่วมการฝึก ดำเนินการวางแผน
กำหนดขอบเขตหน้าที่ของแต่ละบุคคลในชุดปฏิบัติการ
การวางแผนเตรียมการในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ ทบทวนการปฏิบัติ
และเตรียมการสำหรับแผนการฉุกเฉินรองรับกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนไปตลอดเวลา
ในการฝึกครั้งนี้เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างชุดปฏิบัติการพิเศษของทั้งสองประเทศ
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน
ประสบการณ์จากการปฏิบัติภารกิจจริงของมิตรประเทศ
การเน้นย้ำในเรื่องของพื้นฐานการฝึก นำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน การปฏิบัติ
ปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ขัดข้อง
ยกระดับขีดความสามารถของชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศ
เพื่อให้ภารกิจสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปลอดภัยยิ่งขึ้น
อีกทั้งการฝึกในครั้งนี้มีการจำลองสถานการณ์การฝึก
โดยสามารถนำทักษะที่ได้จากการฝึกปฏิบัติ นำไปต่อยอดในเรื่องของ องค์ความรู้
การวางแผน เทคนิคทางยุทธวิธี เพื่อนำไปใช้ในการฝึก Full Mission
Profile ในการฝึกภาคสนาม FTX (Field Training Exercise)
ในปีถัดไปได้อีกด้วย
รวมทั้งการนำประสบการณ์การฝึกในครั้งนี้ไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ
และการช่วยเหลือด้านการบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชนได้อีกด้วย
พิธีปิดการฝึกผสม BALANCE/TEAK TORCH 26
นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม Balance/Teak
Torch 26 กองทัพอากาศ และ ผู้แทนกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการฝึกผสม Balance/Teak Torch 26 เมื่อวันที่
21 สิงหาคม 2569
โดยมีบุคลากรหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพอากาศและหน่วยสนับสนุนเข้าร่วมพิธีฯ
ณ กองพันปฏิบัติการพิเศษ 3 กรมปฏิบัติการพิเศษ
หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
สำหรับการฝึกผสม Balance/Teak Torch 26
ในครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
(SMEE : Subject Matter Expert Exchange)
ระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา กำหนดการฝึกตั้งแต่วันที่ 17
– 21 สิงหาคม 2569 ณ กองพันปฏิบัติการพิเศษ 3 กรมปฏิบัติการพิเศษ
หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
ซึ่งการฝึกแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในครั้งนี้ได้มีฝึกการวางแผนปฏิบัติภารกิจ
ทั้งด้านยุทธวิธีการรบ การปฏิบัติด้านการข่าว
การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากการสู้รบหรือการบาดเจ็บจากสาธารณภัย
การดำรงชีพในป่า ให้ผู้เข้าร่วมการฝึกได้ทบทวนพื้นฐาน
เรียนรู้ประสบการณ์ในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
การแลกเปลี่ยนความรู้เทคนิคและทักษะต่างๆ
อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดยผู้เข้ารับการฝึกสามารถนำเทคนิคที่ได้จากการฝึกครั้งนี้
มาปรับปรุงข้อขัดข้องต่างๆ
ยกระดับทักษะการปฏิบัติขั้นพื้นฐานให้มีความชำนาญ ปลอดภัย
ทั้งผู้ปฏิบัติและทีมปฏิบัติการมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถกำหนดทิศทาง
ความต้องการและการวางแผนการฝึกภาคสนาม ในปีถัดไปได้อีกด้วย
กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force)
ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสม Balance/Teak Torch 2026 ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๑ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองพันปฏิบัติการพิเศษ๓(3rd Special Operations Battalion)
กรมปฏิบัติการพิเศษ(SOR: Special Operations Regiment)
หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน,(SFC: Security Force Command) ในประเทศ
โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯจัดกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษจากกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐฯ(AFSOC:
Air Force Special Operations Command)
ทำการฝึกการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน(SMEE : Subject
Matter Expert Exchange)
ระหว่างหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพอากาศไทยและหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ในหลายๆด้าน
การฝึกผสม Balance/Teak Torch 2026
ระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการฝึกผสมทางอากาศ FALCON STRIKE 2026
ระหว่างวันที่ ๑๐-๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน
แม้จะเป็นการฝึกคนละขนาดและต่างหัวข้อก็ตาม
แต่ก็เห็นได้ว่ากองทัพอากาศไทยสามารถทำการฝึกกับสองชาติมหาอำนาจพร้อมกันได้ครับ
Exercise MAITREE - XV commenced at Vibhavadi Rangsit Camp, Surat Thani,
Thailand, with the opening ceremony presided over by Lt Gen Norathip
Phoynok, Commander, 4th Army Area, Royal Thai Army.
The exercise brings together the Indian Army and Royal Thai Army for
company-level joint training in jungle and semi-urban terrain, with a
focus on enhancing capabilities for joint counter-insurgency and
counter-terrorism operations.
Exercise MAITREE is being conducted from 18-31 August 2026. It aims to
promote the exchange of operational experiences and best practices,
further enhancing interoperability, mutual understanding and camaraderie
between the two Armies.
Exercise MAITREE 2026 | India–Thailand
Strengthening operational synergy and deepening military cooperation, the
Indian Army and Royal Thai Army are undertaking company-level joint
training in jungle and semi-urban terrain during Exercise MAITREE 2026,
being conducted from 18–31 August 2026.
The exercise focuses on joint counter-insurgency and counter-terrorism
operations, providing both Armies an opportunity to train together, share
operational experiences and exchange best practices. The joint endeavour
further enhances interoperability, mutual understanding and camaraderie
between the two Armies.
กองทัพภาคที่ 4 เปิดการฝึกผสมกองทัพบกไทย–กองทัพบกอินเดีย MAITREE 2026
เสริมสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ทางทหาร
และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
วันที่ 19 ส.ค. 69 พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4
เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกผสมระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกอินเดีย
ประจำปี 2569 MAITREE 2026 โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา, กำลังพล
และผู้เข้าร่วมการฝึกจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมพิธี
การฝึก MAITREE 2026 เป็นการฝึกร่วมประจำปี
ระหว่างหน่วยทหารราบระดับภูมิภาคของกองทัพบกไทยและกองทัพอินเดีย
ซึ่งทำการฝึกในระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 พื้นที่การฝึก ณ
ค่ายวิภาวดีรังสิต อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 4
อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช
เป็นการเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์
ความสัมพันธ์ในระดับบุคคล และระดับหน่วยของกองทัพทั้งสองประเทศ
เป็นกรอบความร่วมมือทางทหารที่สำคัญ เพิ่มพูนขีดความสามารถของกำลังพล
และการรบในรูปแบบทันสมัย โดยกองทัพบกไทย จัดกำลังเฉพาะส่วนรับการฝึก 76 นาย
และกองทัพบกอินเดีย เข้ารับการฝึก จำนวน 85 นาย
โดยแบ่งการฝึกเป็น 3 ขั้น ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การฝึกสร้างความคุ้นเคย
ขั้นที่ 2 การฝึกแลกเปลี่ยน และ ขั้นที่ 3 การฝึกภาคสนาม
ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4
ได้เน้นย้ำในการกำกับดูแลการฝึกให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นระหว่างกำลังพลของทั้งสองประเทศ
และกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า การฝึกผสมในครั้งนี้
นอกจากจะช่วยพัฒนายุทธวิธีและความเชี่ยวชาญทางทหารระดับการปฏิบัติการแล้ว
ยังเป็นการกระชับสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกอินเดีย
ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการมุ่งสู่ความมั่นคงและความร่วมมือในระดับภูมิภาคต่อไป
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่4
ผบ.พล.ร.5 ประธานพิธีปิดการฝึกผสมระหว่าง ทบ. - ทบ.อินเดีย รหัส MAITREE
2026
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.
พลตรี อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5
เป็นประธานพิธีปิดการฝึกผสมระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกอินเดีย รหัส
MAITREE 2026
การฝึกดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการทางทหาร
เสริมสร้างทักษะและขีดความสามารถของกำลังพล
ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน
อันนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเชื่อมั่น
และมิตรภาพระหว่างกองทัพบกไทยกับกองทัพบกอินเดีย
รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ณ ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล ตำบลสี่ขีด อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
Siam Bharat 2026: Together for Humanity
Exercise Siam Bharat 2026, a joint Indian Air Force (IAF)- Royal Thai Air
Force Humanitarian Assistance and Disaster Relief (HADR) exercise was
conducted from 23 to 29 August 2026 at AF Station Agra.
The exercise focused on enhancing joint HADR readiness through tabletop
exercises, capability exchanges, and tactical air operations.
Participants also included representatives from the NDRF, NDMA, DGRE, and
the Indian Army.
The engagement aimed to build integrated capabilities and strengthen
bilateral operational coordination for regional disaster relief.
กองทัพอากาศไทย–อินเดีย จัดการฝึก SIAM BHARAT 26
เสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ
ระหว่างวันที่ 23 - 30 สิงหาคม 2569 กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศอินเดีย
จัดการฝึกผสม SIAM BHARAT 26 ณ Agra Air Force Station สาธารณรัฐอินเดีย
โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก Air Commodore Jaipal Singh Rajput, Air
Officer Commanding เป็นประธานฝ่ายกองทัพอากาศอินเดีย ร่วมกับ นาวาอากาศเอก
ปิยศักดิ์ สุเมตติกุล ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม SIAM BHARAT 26
ฝ่ายไทย
การฝึกครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
(Humanitarian Assistance and Disaster Relief: HADR)
เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
พัฒนาขีดความสามารถในการประเมินและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติ
ตลอดจนยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
ตั้งแต่ระดับภายในประเทศจนถึงระดับนานาชาติ
ตลอดการฝึก
ผู้เข้าร่วมจากทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และศึกษาขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ
HADR อาทิ 60 Para Field Hospital, National Disaster Management Authority
(NDMA), National Disaster Response Force (NDRF), Defence Geoinformatics
Research Establishment (DGRE) และ Indian Army
รวมถึงศึกษาดูงานฝูงบินที่ 12 ซึ่งปฏิบัติการด้วยเครื่องบินลำเลียง C-295
และ Paratrooper Training School
เพื่อเรียนรู้แนวทางการนำขีดความสามารถด้านการลำเลียงและการส่งกำลังทางอากาศมาสนับสนุนภารกิจบรรเทาภัยสาธารณภัย
นอกจากนี้ ยังมีการจัด Static Display แสดงอากาศยาน อุปกรณ์
และเทคโนโลยีสำหรับภารกิจ HADR รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับ Aarogya Maitri
BHISHM Cube
ระบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบเคลื่อนที่สำหรับสนับสนุนการรักษาพยาบาลในพื้นที่ประสบภัย
สำหรับการฝึก Table Top Exercise (TTX)
ถือเป็นกิจกรรมหลักของการฝึกในครั้งนี้
โดยผู้เข้าร่วมจากทั้งสองประเทศนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับตลอดการฝึก
มาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและแก้ไขสถานการณ์จำลองร่วมกัน ทดสอบการประสานงาน
การตัดสินใจ
และการบูรณาการขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
การฝึก SIAM BHARAT 26
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศอินเดีย
ในการยกระดับความพร้อมด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ
เพราะเมื่อเกิดวิกฤต ความร่วมมือไม่มีพรมแดน
และทุกขีดความสามารถมีเป้าหมายเดียวกัน คือ
การปกป้องชีวิตและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
SIAM BHARAT 26 — Together for Humanity
กองทัพบกไทยและกองทัพบกอินเดีย(IA: Indian Army) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสม
MAITREE 2026 ระหว่างวันที่ ๑๘ สิงหาคม-๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙
โดยมีพิธีเปิดการฝึกเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ ค่ายวิภาวดีรังสิต
อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพิธีปิดการฝึกเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙ ณ ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล ตำบลสี่ขีด อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
การฝึกผสม MAITREE 2026
ระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพบกอินเดียครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่๑๕ แล้ว
โดยปีนี้มีกองพลทหารราบที่๕ พล.ร๕ กองทัพภาคที่๔ ทภ.๔
กองทัพบกไทยเป็นเจ้าภาพสลับกับอินเดียในแต่ละปี
ซึ่งการฝึกได้ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิบัติการร่วมต่อต้านก่อความไม่สงบ(COIN:
Counter-Insurgency) และการต่อต้านการร้าย(CT: Counter-Terrorism)
อีกด้านกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force)
ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสม SIAM BHARAT 2026 ระหว่างวันที่ ๒๓-๓๐ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๖๙ ณ สถานีกองทัพอากาศ Agra Air Force Station(AFS)
ซึ่งเน้นที่การฝึกด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ(HADR:
Humanitarian Assistance and Disaster Relief)
โดยเป็นการฝึกครั้งที่สองที่สลับเป็นเจ้าภาพระหว่างไทยกับอินเดียครับ
Royal Australian Navy (RAN) Anzac-class frigate FFH 157 HMAS Perth (III) port visited Sattahip Naval Base, Royal Thai Navy (RTN), in Gulf of Thailand on 21 August 2026. (Defense Info, Royal Thai Armed Force)
เรือฟรีเกตออสเตรเลีย แวะเยือนประเทศไทย
เรือรบออสเตรเลีย แวะเยือนประเทศไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และตอกย้ำพันธกิจด้านความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน
ฐานทัพเรือกองทัพเรือไทย ในอำเภอสัตหีบ เรือฟรีเกตชั้นแอนแซ๊ค พร้อมลูกเรือราว190นาย ได้เข้าเทียบท่าและแวะจอด ในระหว่างภารกิจการปฏิบัติงานในน่านน้ำ อินโด-แปซิฟิก โดยจะมีการร่วมฝึกกับเรือรบของกองทัพเรือไทย เป็นส่วนหนึ่งในการเยือนครั้งนี้
นายปาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหมที่เป็นรูปธรรม และกระชับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เรือหลวงเพิร์ธ เคยเยือนประเทศไทยครั้งล่าสุดในปี 2024 โดยผู้บังคับการเรือ นาวาโท ดิลัน ไวท์ กล่าวว่า การประจำการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกัน สร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ และมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค
เรือฟรีเกตชั้นAnzac เป็นเรือรบขนาด 3600ตัน เ เป็นกองเรือรบหลักที่ต่อขึ้นมาเพื่อใช้งานในแผนแบบเดียวกันระหว่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยใช้แบบเรือMEKO 200 ของเยอรมัน บรรจุเข้าประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลีย10ลำ ตั้งแต่ทศวรรษที่80
หลังจากเข้าประจำการมาเป็นเวลานาน จึงได้มีการปรับปรุงเสริมขีดความสามารถทางการรบให้กับเรือชั้นนี้ โดยมีเรือหลวงเพิร์ธเป็นลำแรกในชั้นที่ได้รับการปรับปรุง มีจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การติดตั้งเสาเรดาร์ใหม่ทั้งหมด ด้วยระบบCEAFARเพื่อใช้งานเรดาร์เฟส อเรย์รุ่นใหม่
ในส่วนของระบบอาวู มีการติดตั้งแท่นยิงแนวตั้งสำหรับจรวดต่อสู้อากาศยานRIM-162ซีสแปร์โรว์รุ่นปรับปรุง และแท่นยิงจรวดNSMจากนอร์เวย์ทดแทน ท่อยิงจรวด ต่อต้นเรือรบแบบฮาร์พูน
เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 นาฬิกา พลเอก ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองบนเรือ HMAS Perth (III) โดยมี นาย Pablo Kang เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย และนาวาโท Dylan White ผู้บังคับการเรือฯ เป็นผู้ให้การต้อนรับ ณ ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
HMAS Perth (III) เป็นเรือฟริเกตชั้น Anzac ลำที่ 8 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2549 และเป็นเรือของกองทัพเรือออสเตรเลีย (RAN) ลำที่ 3 ที่ใช้ชื่อ “Perth” สืบทอดประวัติศาสตร์ต่อจากเรืออีก 2 ลำ ได้แก่ HMAS Perth (I) ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และ HMAS Perth (II) ปฏิบัติภารกิจในสงครามเวียดนาม
การเข้าร่วมงานดังกล่าวนับเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพออสเตรเลีย ตลอดจนส่งเสริมความเชื่อมั่น อันจะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีให้มีความเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อไป
เรือฟริเกตชั้น Anzac เรือฟริเกต FFH157 HMAS Perth กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ได้เดินทางเยือนฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือไทย ในจังหวัดชลบุรี อ่าวไทยระหว่างวันที่ ๑๖-๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนไทยครั้งล่าสุดตั้งแต่ที่เคยมาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบกองทัพเรือไทยก่อนหน้าในปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024)
เรือฟริเกต FFH 157 HMAS Perth เป็นเรือฟริเกตชั้น Anzac ลำที่แปดและลำสุดท้ายของกองทัพเรือออสเตรเลีย ซึ่งถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ หรือ ๒๐ปีที่แล้วพอดี ในระหว่างการเยือนฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือไทยล่าสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ หลังจากที่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนมาเลเซียไปแล้ว
ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองทัพเรือไทยยังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศที่ยาวนานอย่างออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการมาเยือนของเรือฟริเกตชั้น Anzac ที่กองทัพเรือออสเตรเลียกำลังเริ่มทยอยปลดประจำการนั้น(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/anzac-ffh150-hmas-anzac.html) ไม่ได้หมายความออสเตรเลียจะเสนอเรือฟริเกตชั้น Anzac มือสองแก่กองทัพเรือไทยครับ
Formation of CVH-911 HTMS Chakri Naruebet helicopter carrier; FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej guided missile frigate; and FFG-455 HTMS Chao Phraya, FFG-456 HTMS Bangpakong, and FFG-458 HTMS Saiburi, the Chao Phraya-class frigate; LPD-791 HTMS Angthong landing platform dock (LPD); and Chaiseri upgraded AAV7A1 RAM/RS and AWAVs 8x8 of Royal Thai Marine Corps (RTMC) as part of Royal Thai Navy (RTN) Operational Task Force Fleet exercise in Gulf of Thailand on 27 August 2026. (Royal Thai Navy)
การตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจบริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งได้เห็นการประกอบกำลังแสดงขีดความสามารถทางการปฏิบัติการของกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) และนาวิกโยธินไทย เป็นอีกครั้งที่ได้เห็นการประกอบกำลังเป็นกระบวนหมู่เรือของเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร และเรือฟริเกต เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือทั้งสองลำยังมีความพร้อมออกเรือปฏิบัติการได้ทันทีที่มีคำสั่ง ไม่ได้จอดเทียบท่าฐานทัพเรือสัตหีบเฉยๆ
ร.ล.จักรีนฤเบศร กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแนวความคิด "เรือบรรทุกระบบไร้คนขับ"(UXV: Unmanned X Vehicle Carrier) ขณะที่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงการเดินเรือด้วยตนเองและใช้อาวุธปืนเรือ 76mm ยิงเกาะหินฉลาม ซึ่งเป็นการหักล้างข้อกล่าวหาความไม่พร้อมต่างๆ แต่ถึงจะเดินเรือและใช้อาวุธให้นายกรัฐมนตรีและสื่อเห็นเช่นนั้นก็ยังมีคนไม่เชื่อว่าจริงอยู่ดี และโยงให้ยกเลิกโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำครับ
(แม้ว่าที่ผ่านมาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชจะมีรายงานการจัดซื้อเครื่องจักรใหญ่ดีเซล MTU 16V 1163 M94 ใหม่ ๒เครื่องแทนเครื่องที่ขัดข้อง ซึ่งตามข้อเท็จจริงเครื่องจักรใหญ่ได้ถูกซ่อมแซมและยังคงทำงานได้อย่างจำกัด แต่การเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ถูกมองว่าเหมาะสมกว่าในระยะยาว และมีการโยงว่ากองทัพเรือไทยเลือกเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำจากบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีที่เป็นผู้สร้างเรือที่มีปัญหาก็ตาม
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ใส่ร้ายกองทัพเรือไทยในช่วงนี้ก็เป็นความพยายามจากผู้ไม่หวังดีต่อชาติและสื่อไร้จรรยาบรรณที่ต้องการล้มโครงการเรือฟริเกตใหม่ในรูปแบบเดียวกับโครงการเรือดำน้ำ S26T จีน ตอนนี้อาจจะมีคนบอกว่ากองทัพเรือไทยบริหารได้แย่ไร้ความโปร่งใสสู้กองทัพอากาศไทยไม่ได้หรือแม้แต่กองทัพบกไทยที่ดูเงียบๆ น่าจะยุบกองทัพเรือตั้งหน่วยยามฝั่งและโอนงบประมาณกลาโหมให้กองทัพอากาศแทน
แต่ถ้าดูจากการกระทำที่ผ่านมาของสื่อวาระแฝงที่ทำตัวเหมือนจะเป็นใจให้ชาติฝ่ายตรงข้ามแล้ว เชื่อได้ว่าหลังจัดการกองทัพเรือได้แล้วกองทัพบกและกองทัพอากาศจะเป็นเป้าหมายต่อไปเอง โดยเราคงจะได้เห็นการขัดขวางโครงการจัดหาจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง M142 HIMARS หรือปืนใหญ่ลากจูง M777 ในเร็วๆนี้ หรือโครงการจัดหาเครื่องบินไล่ยุคที่ห้าทดแทน บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM ฝูงบิน๔๐๓ ในอนาคต)


















































































