วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Skyfox ถูกสั่งจัดหาโดยแองโกลาและลูกค้าใหม่ที่ไม่เปิดเผยในอเมริกาเหนือ

Aero Vodochody secures first African, North America customer for L-39 Skyfox





With the latest announcement, Aero Vodochody has now secured sales for its L-39NG Skyfox in Africa, Asia, Europe and North America. (Aero Vodochody)

บริษัท Aero Vodochody สาธารณรัฐเช็กได้รับสัญญาการขายเป็นลูกค้าใหม่แรกของเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า L-39 Skyfox ของตนแก่ประเทศในแอฟริกาและในอเมริกาเหนือ
Aero Vodochody สาธารณรัฐเช็กประกาศเหตุการณ์สำคัญนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 กล่าวว่าสองสัญญาใหม่จะได้เห็นบริษัทเพิ่มเติมต่อการขายที่ได้รับสัญญาจากประเทศในยุโรปและเอเชียแล้ว

"ด้วยการลงนามสัญญาใหม่ต่างๆนี้ เครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Skyfox กำลังเข้าสู่สองทวีปเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับยุโรปและเอเชียขณะนี้เครื่องบินจะยังปฏิบัติการในแอฟริกาและอเมริกาเหนือ
ทั้งสองคำสั่งซื้อได้มีผลใช้งานแล้ว เครื่องบินอยู่ในสายการผลิตแล้วและจะถูกส่งมอบตามกำหนดการที่ตกลงไว้ สัญญาใหม่ยังมีความหมายว่าขีดความสามารถการผลิตของบริษัท Aero ได้ถูกเติมเต็มจนถึงไตรมาสสองของปี 2027"

สัญญาสำหรับลูกค้าใหม่รายแรกในแอฟริกา เครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า L-39 Skyfox จำนวน 4เครื่องจะถูกส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศแองโกลา(Angolan Air Force) ตามที่เน้นในการประกาศ
กองทัพอากาศแองโกลาตัดสินใจที่จะจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Skyfox สร้างใหม่แทนการซ่อมคืนสภาพ(refurbishing) เครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Albatros รุ่นเก่ากว่าของตน

สำหรับสัญญาลูกค้าใหม่รายแรกในอเมริกาเหนือเป็นลูกค้าพลเรือนที่ไม่เปิดเผยโดยมีประสบการณ์การใช้งานเครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Albatros อยู่แล้วและจะได้รับเครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Skyfox ที่ไม่เปิดเผยจำนวน
ลูกค้าที่ไม่ระบุรายนี้อาจจะเป็นบริษัท Airborne Tactical Advantage Company(ATAC) สหรัฐฯ, บริษัท Draken International สหรัฐฯ, บริษัท Jet Warbird Center สหรัฐฯ, หรือโรงเรียนนักบินทดสอบ National Test Pilot School ในสหรัฐฯ, หรือบริษัท AEX Skyline แคนาดา

ในจำนวนกิจการเอกชนต่างๆเหล่านี้ Draken International สหรัฐฯน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดตามที่มีข้อตกลงความร่วมมือก่อนหน้ากับ Aero Vodochody สาธารณรัฐเช็กสำหรับเครื่องบินฝึกไอพ่น L-39 Skyfox ในอเมริกาเหนือ
บริษัท Aero Vodochody ไม่ได้เปิดเผยมูลค่าวงเงินหรือกำหนดการส่งมอบสำหรับทั้งสองสัญญาของแองโกลาและลูกค้าที่ไม่เปิดเผยในอเมริกาเหนือ(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/l-39ng-l-39-skyfox.html)

ลูกค้าของเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า L-39 Skyfox ในยุโรปรวมถึง LOM Praha รัฐวิสาหกิจด้านการบินของสาธารณรัฐเช็กสำหรับการฝึกนักบินของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเช็ก(CzAF: Czech Air Force, VSACR: Vzdusné Sily Armády Ceské Republiky)
(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/aero-vodochody-l-39-skyfox.html) และกองทัพอากาศฮังการี(HuAF: Hungarian Air Force, Magyar Légierő)(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/l-39ng.html)

ขณะที่ลูกค้าส่งออกในเอเชียคือและกองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(VPAF: Vietnam People's Air Force) ที่เครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้าและโจมตีเบา L-39 Skyfox ใหม่จะทดแทนเครื่องบินฝึกไอพ่น L-39C รุ่นเก่าซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1980
โดย Aero Vodochody สาธารณรัฐเช็กได้เสร็จสิ้นการส่งมอบเครื่องบินฝึกไอพ่นและโจมตีเบา L-39 Skyfox จำนวน 12เครื่องที่เวียดนามสั่งจัดหาแล้วในเดือนมีนาคม 2025 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/l-39-skyfox-12.html)

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียมองจะบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีสำหรับเรือดำน้ำ Scorpene ที่จะจัดหาเพิ่ม 2ลำจากที่สั่งแล้ว 2ลำรวม 4ลำ

Indonesia eyes missile integration for follow-on Scorpene submarines





A Naval Group Scorpene submarine model on display on Naval Group's stand during Euronaval 2024, LAAD 2025, and Indo Defence 2025. (Naval Group, Dimitar Dilkoff / NurPhoto via Getty Images)

เรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำที่สามและลำที่สี่ที่คาดหวังไว้ในอนาคตของอินโดนีเซียอาจจะถูกส่งมอบด้วยการบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบสำหรับขีดความสามารถการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากท่อยิง torpedo ตั้งแต่เริ่มต้น
ได้รับการสนับสนุนโดยการขยายขีดความสามารถการบูรณาการะบบเรือดำน้ำต่างๆของ PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/pt-pal-scorpene-evolved.html)

การพูดคุยกับ Janes ระหว่างการให้สัมภาษณ์ล่าสุดในมหานคร Surabaya ผู้อำนวยการบริหารของ PT PAL อินโดนีเซีย Kaharuddin Djenod กล่าวว่านี่จะทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียใน Jakarta
มีตัวเลือกในการบูรณาการการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีเข้ากับการสร้างและรูปแบบพื้นฐานของเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำต่อๆไปที่จะถูกสั่งจัดหาตามมาแทนที่จะเก็บมันไว้ในฐานะขีดความสามารถแฝงหรือเลื่อนออกไปก่อน

ขีดความสามารถดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตระกูลเรือดำน้ำ Scorpène ซึ่งได้รับการออกแบบมายาวนานที่จะวางกำลังใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากท่อยิง torpedo ได้
อย่างเช่นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากใต้น้ำ MBDA Exocet SM39(https://aagth1.blogspot.com/2021/08/exocet-scorpene-kasturi-lekiu.html) เพิ่มเติมจาก torpedo หนักขนาด 533mm

อย่างไรก็ตามโครงการส่งออกต่างๆในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านมารวมถึงสัญญาเรือดำน้ำ Scorpène Evolved จำนวน 2ลำสำหรับกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) 
ไม่ได้รวมการบูรณาการและการรับรองอย่างเต็มรูปแบบของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากท่อยิง torpedo ใต้น้ำไว้ในสัญญาพื้นฐานเสมอไป(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/scorpene-evolved-2.html)

ใต้ฉากหลังนี้ความเห็นของ Djenod ได้ตั้งข้อสังเกตว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียอาจจะมองที่จะสร้างความมั่นใจว่าเรือดำน้ำ Scorpène Evolved ลำที่สามและลำที่สี่จะถูกส่งมอบด้วยการบูรณาการขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีอย่างเต็มรูปแบบ
เข้ากับสถาปัตยกรรมระบบการรบตั้งแต่ต้น รวมถึงระบบควบคุมการยิง, ชุดคำสั่ง software, และงานการรับรองที่จำเป็น Djenod กล่าวว่าขีดความสามารถการบูรณาการระบบต่างๆที่เติบโตขึ้นของ PT PAL อินโดนีเซียจะสนับสนุนการเข้าถึงนี้

PT PAL อินโดนีเซียได้สร้างความคืบหน้าการขยายบทบาทของตนในการบูรณาการระบบการรบ รวมถึงงานที่จะนำระบบ torpedo เบาพัฒนาในประเทศมาใช้งานกับระบบเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/pt-pal-ksot.html)
สร้างบนพื้นฐานของขีดความสามารถต่างๆเหล่านี้ PT PAL อินโดนีเซียคาดที่จะเสริมความแข็งแกร่งเพิ่มเติมของขีดความสามารถการบูรณาการต่างๆของตนภายใต้โครงการเรือดำน้ำต่างๆในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/type-039a-3.html)

ทำให้สร้างความเป็นไปได้ในความต้องการต่างๆในการบูรณาการระบบอาวุธที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นที่จะได้รับการดำเนินการภายในอินโดนีเซีย นี่จะทำให้เรือดำน้ำต่างๆในอนาคตสามารถที่จะวางกำลังด้วยขีดความสามารถต่างๆดังกล่าว
เมื่อถูกนำเข้าประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซีย มากกว่าที่จะต้องพึ่งพาการปรับปรุงต่างๆที่จะตามมาภายหลังหรือการตัดสินใจต่างๆต่อการจัดซื้อจัดจ้างระบบอาวุธต่างๆแยกออกไปต่างหาก Djenod เสริมครับ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ UAV และอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนของ Fire Point ยูเครนถูกใช้ในการโจมตีรัสเซียเกือบทุกวัน

Eurosatory 2026: Fire Point's FP-1, FP-2, FP-5 UAVs used in near daily strikes on Russia





Fire Point's FP-5 Flamingo cruise missile, displayed at Eurosatory 2026. (Fire Point, Louis Duclos, Xavier Vavasseur)



อากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ FP-1 และ FP-2 ของบริษัท Fire Point ยูเครนได้ถูกใช้งานโดยกองทัพยูเครน(AFU: Armed Forces of Ukraine)
เพื่อดำเนินการปฏิบัติการโจมตีลึกเข้าไปภายในดินแดนของรัสเซียเกือบจะประจำทุกวัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fpv-drone.html)  Iryna Terekh ผู้อำนวยการบริหาร Fire Point ยูเครนกล่าวกับ Janes

ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2026 ที่ศูนย์จัดแสดง Parc des Expositions de Paris Nord Villepinte ในนครหลวง Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2026
"ฉันอยากจะกล่าวว่า ณ ตอนนี้ระบบที่ทำงานในแนวทางดังกล่าวนั้นกำลังโจมตีทุกวัน มี 5 ถึง 20ของการโจมตีที่ทำโดยอากาศยานไร้คนขับ FP-1 และ FP-2 และบางครั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน FP-5 Flamingo" Terekh กล่าว

FP-1 เป็นอากาศยานไร้คนขับปีกนิ่งโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว(OWA: One-Way Attack) ที่มีระยะปฏิบัติการที่ไกลถึง 2,700km, มีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกสูงสุดถึง 60kg และระยะเวลาทำการบินนานสุดที่ 18ชั่วโมง
อากาศยานไร้คนขับปีกนิ่งโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว FP-2 OWA UAV ที่มีระยะปฏิบัติการที่ไกลถึง 700km, มีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกสูงสุดถึง 200kg และระยะเวลาทำการบินนานสุดที่ 4ชั่วโมง

อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน FP-5 Flamingo มีระยะปฏิบัติการยิงไกลถึง 3,000km, มีความเร็วสูงสุดที่ 950km/h, มีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกเกือบ 1150kg และระยะเวลาทำการบินนานสุดที่ 4ชั่วโมง
ตามข้อมูลเอกสารคุณลักษณะต่างๆทั้งหมดของอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ FP-1, อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ FP-2 และอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน FP-5 Flamingo ที่ถูกส่งต่อให้แก่ Janes เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026

ในงานแสดง Eurosatory 2026 บริษัท Fire Point ยังได้จัดแสดงขีปนาวุธทางยุทธวิธี(TBM: Tactical Ballistic Missile) แบบ FP-7 และขีปนาวุธพิสัยใกล้(SRBM: Short-Range Ballistic Missile) แบบ FP-9 ใหม่ของตนด้วย
ขีปนาวุธทางยุทธวิธี FP-7 TBM มีระยะปฏิบัติการยิงไกลถึง 200km, มีความเร็วสูงสุดที่ 1,500m/s, มีน้ำหนักหัวรบที่ราว 150kg, และมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้(CEP: Circular Error Probable) ที่ราว 14m

ขีปนาวุธพิสัยใกล้ FP-9 SRBM มีระยะปฏิบัติการยิงไกลถึง 855km, มีความเร็วในแนวดิ่งสูงสุดที่ 2,200m/s, มีน้ำหนักหัวรบที่ราว 800kg สามารถทำเพดานบินได้สูงสุดที่ราว 70km, และมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ CEP ที่ราว 20m
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 บริษัท Hensoldt เยอรมนี และ Fire Point ยูเครนยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) ความร่วมมือในการผลิต, ทดสอบ และส่งมอบระบบ UAV และอาวุธนำวิถีเพื่อใช้พัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence) ครับ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มาเลเซียมองจะจัดหาอากาศยานไร้คนขับ ANKA-S UAV ตุรกีเพิ่มเติม

Malaysia seeks additional Anka UAVs







The Royal Malaysian Air Force (RMAF) has started operations with its new Turkish Aerospace Industries ANKA-S unmanned aerial vehicles (UAVs). (Royal Malaysian Air Force)



กระทรวงกลาโหมมาเลเซียได้ยืนยันต่อ Janes ถึงแผนที่จะจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Turkish Aerospace Anka-S(นก Phoenix ในภาษาตุรกี) UAV(Unmanned Aerial Vehicle) ตุรกีเพิ่มเติม
หลังจากเริ่มต้นการปฏิบัติการของอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ชุดแรกที่ประกอบด้วยตัวอากาศยาน(air vehicle) จำนวน 3เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/anka-uav-3.html)

โฆษกกระทรวงกลาโหมมาเลเซียกล่าวเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ว่ากระทรวงกลาโหมมาเลเซียจะเริ่มต้นโครงการจัดซื้อจัดจ้างอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ระยะที่2 เร็วๆนี้แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
การจัดซื้อจัดจ้างจะทำให้จำนวนอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ในประจำการกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ณ พิธีตรวจรับสำหรับอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV จำนวน 3เครื่องแรกที่ฐานทัพอากาศ Labuan ในทางตะวันออกของมาเลเซียเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Mohamed Khaled Nordin กล่าวว่า
Anka-S UAV จำนวนเพิ่มเติมจะ "เสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence Surveillance and Reconnaissance) ต่างๆของมาเลเซีย โดยเฉพาะเหนือทะเลจีนใต้"

รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Nordin เสริมว่าข้อเสนอการจัดซื้อจัดจ้างอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ระยะที่2 จะถูกยื่นเรื่องภายใต้กรอบการทำงานแผนการพัฒนาแห่งชาติปัจจุบัน ตามที่สื่อของรัฐบาลมาเลเซียรายงาน
อากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ชุดแรกได้ถูกนำเข้าประจำการในฝูงบินที่11(No 11 Squadron) ณ ฐานทัพอากาศ Labuan โดยกำหนดแบบในประจำการกองทัพอากาศมาเลเซียเป็นอากาศยานไร้คนขับ Anka-THS UAV

กองทัพอากาศมาเลเซียกล่าวว่าอากาศยานไร้คนขับ Anka-THS UAV จะสนับสนุน "การเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทางยุธศาสตร์ต่างๆในน่านน้ำต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐ Sabah และรัฐ Sarawak"
ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย Nordin อากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ถูกส่งมอบมายังฐานทัพอากาศ Labuan ตั้งแต่ต้นปี 2026(https://aagth1.blogspot.com/2023/06/anka-uav-3.html)

บริษัท Turkish Aerospace ตุรกีได้เริ่มต้นการบินทดสอบต่างๆของอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV จากฐานทัพอากาศ Labuan ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2026 ในฐานะส่วนหนึ่งของการเตรียมการส่งมอบแก่กองทัพอากาศมาเลเซีย
Anka เป็นอากาศยานไร้คนขับเพดานบินปานกลางระยะทำการนาน(MALE UAV: Medium-Altitude, Long-Endurance Unmanned Aerial Vehicle) ที่พัฒนาโดย Turkish Aerospace ตุรกี

ระบบอากาศยานไร้คนขับ Anka มีความเร็วระดับสูงสุดที่ 140knots, น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 1,700kg, รัศมีการปฏิบัติการที่ 135nmi และทำการบินได้นาน 30ชั่วโมง
ในรูปแบบ Anka-S ได้รวมถึงการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM(Satellite Communication), การสื่อสารเข้ารหัส, และระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optic/Infrared) ตามข้อมูลจาก Janes ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มาเลเซียจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR จาก KNDS ฝรั่งเศส 18ระบบ

Malaysia to acquire 18 CAESAR SPHs from KNDS





A 6x6 CAESAR SPH is displayed at Eurosatory 2026. (Basile Dobouis / Kenzo Tribouillard / Bloomberg via Getty Images)

กระทรวงกลาโหมมาเลเซียจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางบนรถยนต์บรรทุก CAESAR SPH(Self-Propelled Howitzer) ขนาด 155mm/52calibre จำนวน 18ระบบ(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/caesar-6x6-12.html
บริษัท KNDS ฝรั่งเศสกล่าวสอดคล้องกับการจัดงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2026 ที่ศูนย์จัดแสดง Parc des Expositions de Paris Nord Villepinte ในนครหลวง Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2026

ในสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 บริษัท KNDS กล่าวว่าปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR 155mm/52cal จะถูกส่งมอบให้แก่กองทัพมาเลเซีย(MAF: Malaysian Armed Forces, ATM: Angkatan Tentera Malaysia)
และจะได้รับการซ่อมบำรุงในประเทศโดยบริษัท Advance Defense Systems(ADS) มาเลเซีย สัญญารวมถึงข้อตกลงสิทธิบัตรครอบคลุมการถ่ายทอดวิทยาการและการประกอบในมาเลเซีย

KNDS ฝรั่งเศสไม่ได้เปิดเผยคุณลักษณะต่างๆ, มูลค่าของวงเงินสัญญา, หรือกำหนดการส่งมอบต่างๆของระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR 155mm/52cal  SPH(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/caesar-mkii-109.html)
"การสั่งซื้อปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR จำนวน 18ระบบของมาเลเซียในรูปแบบการจัดกำลังหนึ่งกรมมีส่วนโดยตรงต่อการเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพมาเลเซีย" บริษัท KNDS กล่าว

"ผ่านโครงการการถ่ายทอดองค์ความรู้และการจัดตั้งอุตสาหกรรมขั้นก้าวหน้าภายในประเทศกับ ADS มาเลเซีย สัญญานี้ยังสอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแห่งชาติ(NDIP: National Defence Industry Policy) ของมาเลเซีย
ซึ่งมุ่งเป้าที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เป็นอิสระ, ยั่งยืน, และมีความยืดหยุ่น" คำสั่งจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR ของมาเลเซียมีขึ้นหลังการจัดหาระบบปืนใหญ่จากฝรั่งเศสก่อนหน้า

ตามการส่งมอบปืนใหญ่ลากจูง LG1 Mk III ขนาด 105mm จำนวน 18กระบอกโดย ADS มาเลเซียและบริษัท Nexter ฝรั่งเศสแก่กรมทหารปืนใหญ่ที่1(1st Royal Artillery Regiment, RAD: Rejimen Artileri DiRaja), กองทัพบกมาเลเซีย(Malaysian Army, Tentera Darat Malaysia) 
ในเดือนมีนาคม 2022 ณ เวลานั้น ADS มาเลเซียและ Nexter ฝรั่งเศสซึ่งตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ KNDS ฝรั่งเศสแล้วได้ระบุแผนที่จะมีความร่วมมือเกี่ยวกับการเสนอปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR SPH สำหรับมาเลเซีย

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR มีขีดความสามารถในการยิงต่อเนื่อง 6นัดภายในเวลาหนึ่งนาทีที่ระยะยิงไกลราว 40km โดยการใช้กระสุนปืนใหญ่ 155mm ตามแบบและสามารถเตรียมเดินย้ายที่ตั้งใหม่ภายในเวลาประมาณ 2.5นาทีหลังทำการยิง
ระยะยิงสามารถเพิ่มขยายเป็นไกลเกิน 55mm โดยการใช้กระสุนจรวดช่วย RAP(Rocket-Assisted Projectile) ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR มีพร้อมในรูปแบบบนรถยนต์บรรทุก 6x6 และ 8x8 บริษัท KNDS ไม่ได้ตอบสนองต่อการสอบถามจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ครับ

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

John Cockerill เบลเยียมและ Arquus ฝรั่งเศสเปิดตัวรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6

Eurosatory 2026: John Cockerill and Arquus debut Fenris fire support vehicle



John Cockerill and its subsidiary Arquus presented their Fenris AFV equipped with an unmanned-variant of Cockerill's 3105 turret. (Guillaume Baptiste / Bloomberg via Getty Images)

บริษัท John Cockeril เบลเยียม และบริษัทย่อยในเครือของตน บริษัท Arquus ฝรั่งเศสได้เปิดตัวรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6(FSV: Fire Support Vehicle) แบบใหม่ของพวกตน
ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Eurosatory 2026 ที่จัดขึ้นศูนย์จัดแสดง Parc des Expositions de Paris Nord Villepinte ในนครหลวง Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2026

รถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 เป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการป้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill 3105 เข้ากับระบบรถรบหุ้มเกราะล้อยาง Jaguar 6x6(AFV: Armoured Fighting Vehicle)
ระบบพื้นฐานยังคงโครงสร้างเช่นเดียวกับรถรบหุ้มเกราะ Jaguar 6x6 รวมถึงระบบส่งกำลัง(drivetrain) โดยมีเพียงการปรับปรุงความทันสมัยเพียงส่วนน้อยถูกนำมาใช้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อความสวยงามต่างๆอย่างเช่นชุดไฟหน้าใหม่

Janes ประเมินว่าขณะที่ระบบรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 น่าจะมีขนาดที่หนักกว่ารถเกราะล้อยาง Jaguar 6x6 ที่เป็นพื้นฐานเนื่องจากการติดตั้งอาวุธขนาดใหญ่ขึ้น รถน่าจะยังคงคุณลักษณะความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่เช่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
ป้อมปืนที่ถูกนำมาใช้คือป้อมปืนใหญ่รถถัง John Cockerill 3105 ที่ติดตั้งปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ซึ่งมีพร้อมทั้งในรูปแบบมีกำลังพลประจำป้อมและแบบไร้กำลังพบประจำป้อม

การขาดช่องมอง, กล้องตาเรือ หรือฝาปิดเปิดเข้าออกตัวป้อมปืนของกำลังพลต่างๆที่พบเห็นได้บ่งชี้ว่าบริษัท John Cockeril ได้เลือกติดตั้งป้อมปืนในรูปแบบไร้พลประจำป้อมสำหรับรถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6 ที่จัดแสดงในงาน Eurosatory 2026
ณ การแถลงต่อสื่อที่จัดขึ้นระหว่างการเปิดตัว ผู้อำนวยการบริหาร John Cockeril เบลเยียม Jean‑Luc Maurange กล่าวว่าความขัดแย้งในยูเครนได้เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนต่างๆที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนารถเกราะล้อยางยิงสนับสนุน Fenris 6x6

Maurange เน้นย้ำความต้องการสำหรับระบบรถรบหุ้มเกราะที่มีความคล่องแคล่วในการดำเนินกลยุทธ์สูงด้วยความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง อย่างที่เห็นในรถรบหุ้มเกราะล้อยาง Jaguar 6x6
ผสมผสานกับขีดความสามารถอำนาจการยิงในการโจมตีเป้าหมายที่กำบังแข็งแรงและยานเกราะต่างๆในระยะยิง เขายังกล่าวว่าบริษัท John Cockeril มุ่งเป้าที่จะเสนอกรอบระยะเวลาการส่งมอบภายในระยะเวลา 16เดือนระหว่างการสั่งซื้อและการส่งมอบรถชุดแรก

ก่อนหน้านี้ John Cockeril เบลเยียมได้ทดสอบการติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill 3105 เข้ากับระบบรถรบทหารราบสายพาน Lynx KF41 IFV(Infantry Fighting Vehicle)(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/lynx-ifv-4-21.html)
และเข้ากับระบบรถแคร่ฐานของรถถังหลัก Leopard 1 MBT(Main Battle Tank)(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/blog-post_2.html) ในภาคสนามเพื่อนำเสนอแก่ยูเครนครับ

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์เผยการใช้งานกระเปาะ ELTA ECM อิสราเอลบนเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+

Singapore signals ELTA ECM pod deployment on F-16s





A Republic of Singapore Air Force F-16D equipped with an ELL-8212 ECM pod, fitted with a red protective cover, participates in Exercise ‘Red Flag-Alaska' in June 2026. (MINDEF)

กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้ปรากฏในฐานะผู้ใช้งานที่ได้รับการยืนยันของกระเปาะมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures) ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ IAI/ELTA ELL-8212 อิสราเอล
หลังภาพถ่ายอย่างเป็นทางการได้แสดงเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16D Block 52+ Fighting Falcon ติดตั้งกระเปาะ ECM jamming pod นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/lockheed-martin-f-16cdd.html)

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2026 แสดงถึงกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ติดตั้งบนตำบลอาวุธที่2 ใต้ปีกคู่นอกด้านซ้ายของเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+ กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้มีส่วนรวมในการฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ณ เวลาดังกล่าว

การฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ที่จัดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Eielson Air Force Base(AFB) กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-12 มิถุนายน 2026 
ได้มีส่วนร่วมจากเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 10เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG Strike Eagle จำนวน 8เครื่องของกองทัพอากาศสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

พร้อมกำลังพลมากกว่า 250นายจากหน่วยบินแยก(detachment) Peace Carvin II และ Peace Carvin V ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ในสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์กล่าว
กระเปาะ ECM ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ ELL-8212 ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มขยายความอยู่รอดของอากาศยานที่ติดตั้งต่อเครื่องบินขับไล่และอากาศยานทางทหารอื่นๆของฝ่ายตรงข้าม

บริษัท ELTA อิสราเอลในเครืองบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอลได้อธิบายกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ว่าเป็นการมอบการป้องกันต่อภัยคุกคามอากาศสู่อากาศและพื้นสู่อากาศต่างๆใน
"สภาพแวดล้อมระบบอาวุธนำวิถีด้วย radar ที่หนาแน่น" กระเปาะน้ำหนัก 100kg แรงต้านต่ำถูกออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศและสามารถจะติดตั้งในตำบลอาวุธใต้ปีกคู่นอกได้

ตามข้อมูลจาก ELTA อิสราเอล กระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้ครอบคลุมทุกการควบคุมการบิน(flight envelope)ของเครื่องบิน รวมถึงภายใต้อัตราเร่งแรงโน้มถ่วง g-load สูงและที่ความเร็วสูง
บริษัท ELTA กล่าวว่าระบบ ECM แบบ ELL-8212 ได้นำขีดความสามารถการรับมือภัยคุกคามแบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้ ตัวรับสัญญาณระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures)

ทำให้ระบบ ECM แบบ ELL-8212 สามารถสกัดกั้น, วิเคราะห์, พิสูจน์ทราบ, แยกแยะประเภท, และเริ่มต้นการเลือกเทคนิคการก่อกวนสัญญาณ jamming อัตโนมัติต่อภัยคุกคาม คุณลักษณะอื่นๆรวมถึงความไวต่อคลื่นความถี่วิทยุ(RF: radio frequency) สูง
และกำลังส่งคลื่นอย่างมีประสิทธิภาพ(ERP: Effective Radiated Power) สูง กระเปาะยังสามารถบันทึกเหตุการณ์ภารกิจสำหรับการวิเคราะห์หลังการบินโดยใช้ระบบเล่นซ้ำภารกิจบน computer ครับ

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

PT PAL อินโดนีเซียได้รับสัญญาจัดหาเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT

PT PAL secures contract for KSOT autonomous submarine





Indonesia's prototype KSOT submarine, seen here during its sea trials. (PT PAL)



PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียสำหรับเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT(Kapal Selam Otonom) ที่ไม่เปิดเผยจำนวน
ผู้อำนวยการบริหารของ PT PAL อินโดนีเซีย Kaharuddin Djenod กล่าวกับ Janes เปิดเผยถึงสัญญาระหว่างการใหก้สัมภาษณ์ล่าสุด ณ ที่ตั้งของบริษัทในมหานคร Surabaya อินโดนีเซีย

ความเห็นของ Djenod เป็นเครื่องหมายถึงการยืนยันครั้งแรกว่าโครงการเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT ได้ผ่านขั้นระยะต้นแบบและการสาธิตเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อประเมินค่าแล้ว
รายละเอียดต่างๆยังคงมีจำกัด แต่ Djenod กล่าวว่ารุ่นที่ได้รับสัญญาจะมีขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญกว่าต้นแบบที่สาธิตในเดือนตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/torpedo-ksot.html)

และรุ่นที่ได้รับสัญญาจัดหาจะสามารถบรรทุก torpedo เบาได้ 8นัด รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาและเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT รุ่นที่จะถูกส่งมอบจะถูกเปิดเผยในเดือนตุลาคม 2026
ที่สอดคล้องกับการจัดงานในโอกาสครบรอบ 81ปีการก่อตั้งกองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia) Djenod กล่าว

โครงการเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT ของอินโดนีเซียได้ถูกเปิดเผยโดย PT PAL อินโดนีเซีย ณ นิทรรศการและการประชุมการป้องกันประเทศ Indo Defence 2022 ที่จัดขึ้นในนครหลวง Jakarta ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2022 
ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามต่างๆที่พัฒนาขีดความสามารถสงครามใต้น้ำภายในประเทศของอินโดนีเซีย แนวคิดต่างๆช่วงแรกมีศูนย์กลางที่ระบบทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) ที่ออกแบบเพื่อภารกิจต่างๆ

รวมถึงการตรวจการณ์, การลาดตระเวน, และการโจมตี ขณะที่ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล ระบบได้รับการวางกรอบตั้งแต่นั้นในฐานะขีดความสามารถสงครามอสมมาตรใต้น้ำ(underwater-based asymmetric warfare)
ที่ทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) สามารถที่จะโจมตีเหล่าศัตรูที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วยระบบที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่มีขีดความสามารถการใช้ torpedo จากระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม(stand-off)

ในรุ่นต้นแบบสาธิตเรือดำน้ำไร้คนขับอัตโนมัติ KSOT มีขนาดความยาวที่ราว 15m มีระวางขับน้ำที่ประมาณ 37tonnes ได้ถูกใช้ในการทดลองเรือล่าสุดต่างๆ รวมถึงการยิง torpedo ที่ดำเนินการในสถานที่ของกองทัพเรืออินโดนีเซียใน Surabaya ในเดือนตุลาคม 2025
การสาธิตดังกล่าวได้มีการยิง torpedo เบาจากสิ่งที่น่าจะเป็นท่อยิงติดภายนอกตัวเรือดำน้ำไร้คนขับ Djenod กล่าวว่า PT PAL อินโดนีเซียยังคาดว่าจะได้รับสัญญาแยกต่างหากสำหรับการพัฒนา torpedo เบาแบบ Piranha ที่พัฒนาในประเทศด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กัมพูชารับมอบรถถังหลัก Type 59D จีนมือสองชุดแรก 39 คันจาก 93คัน

Cambodia receives initial batch of Chinese T-59D tanks





A file image of a Chinese T‑59D main battle tank, which features upgrades to firepower and optics. (China Military/Norinco, T-55AM1/Army Military Force)

กัมพูชาได้รับมอบรถถังหลัก Type 59D MBT(Main Battle Tank) ชุดแรกจากจีนแล้ว ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่นของกัมพูชาและภาพเคลื่อนไหวในสื่อสังคม online ที่ปรากฎถึงรถถังในกัมพูชา
สื่อของกัมพูชารวมถึงหนังสือพิมพ์ The Phnom Penh Post ยืนยันการส่งมอบนี้ รายงานเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ว่ารถถังหลัก Type 59D ได้ถูกสั่งจัดหาจากจีนก่อนความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับไทยในปี 2025

ในไทยสื่อของรัฐบาลไทยอ้างอิงถึงกระทรวงกลาโหมไทยว่า รถถังหลัก Type 59D ระยะแรกจำนวน 39คันจากที่สั่งจัดหาทั้งหมด 93คันได้ถูกส่งมอบให้แก่กัมพูชาแล้ว
รายงานของสื่อไทยเสริมว่ารถถังหลัก Type 59D ที่จีนส่งมอบให้กัมพูชาเป็นรุ่นที่ผ่านการซ่อมคืนสภาพ(refurbished) จากรถรุ่นดั้งเดิม(https://aagth1.blogspot.com/2014/06/blog-post.html

แยกออกไปต่างหากรายงานต่างๆในสื่อกัมพูชากล่าวว่าคำสั่งซื้อจะทำให้ได้รับมอบรถถังหลัก Type 59D ทั้งหมดจำนวนมากกว่า 100คันในที่สุด(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/type-59.html)
ภาพวีดิทัศน์ในสื่อสังคม online ที่ปรากฎยังแสดงถึงรถถังหลัก Type 59D หลายคันกำลังถูกขนส่งจากจีนมายังกัมพูชา แม้ว่า Janes ไม่ได้ตรวจสอบยืนยันรับรองเรื่องนี้อย่างเป็นอิสระก็ตาม

กองทัพบกกัมพูชา(RCA: Royal Cambodian Army) ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไม่สามารถติดต่อได้ การส่งมอบรถถังหลัก Type 59D มีรายงานถึงคุณลักษณะที่ได้รับการปรับปรุงต่างๆ
รวมถึงปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm แทนที่ระบบปืนใหญ่รถถังขนาด 100mm ดั้งเดิม ร่วมไปกับกล้องเล็งมองกลางคืนและกล้องเล็งสร้างภาพความร้อนที่ได้รับการปรับปรุง, และการเพิ่มขยายเกราะป้องกันและระบบประจำรถต่างๆ

การออกแบบพื้นฐานของรถถังหลัก Type 59 MBT จีนมีพื้นฐานจากรถถังหลัก T-55 โซเวียตรัสเซียรถถังหลักยุคที่หนึ่งที่ถูกพัฒนาในปี 1940s(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/brdm-2m.html)
รุ่นรถถังหลัก Type 59D ได้นำการปรับปรุงต่างๆมาใช้ทั้งอำนาจการยิง, เกราะป้องกัน, และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ต่างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถถัง(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/80-hanoi.html)

ไทยและกัมพูชาได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งตามชายแดนระยะสั้นในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2025 โดยทั้งกองทัพบกกัมพูชาและกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ได้วางกำลังรถถังหลักแบบต่างๆของตนในพื้นที่การปะทะ
กองทัพบกไทยมีประจำการด้วยรถถังหลัก M48A5 ที่ถูกจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๒๒(1979) และรถถังหลัก M60A1 และรถถังหลัก M60A3 ในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) และ พ.ศ.๒๕๓๙(1996) ตามลำดับจากสหรัฐฯ และรถถังหลักแบบ๕๗ ถ.๕๗ T-84 Oplot-T จากยูเครนในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014)

รถถังหลักที่ใหม่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพบกไทยคือรถถังหลักแบบ๖๐ ถ.๖๐ VT4 จาก China North Industries Corporation(Norinco) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน 
ซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และจนถึงขณะนี้มีรายงานว่าได้รับมอบแล้วอย่างน้อยจำนวน ๖๐คันจากความต้องการที่จะจัดหาเพิ่มอีกราวจำนวน ๑๐๐คัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-norinco-vt4.html)

อย่างไรก็ตามผลหลังจากการปะทะตามแนวชายแดนในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่มีภาพปรากฎถึงรถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทยอย่างน้อยสองถึงสามคันได้รับความเสียหายที่ลำกล้องปืนใหญ่รถถังขนาด 125mm แตก
และมีรายงานเครื่องยนต์ดีเซลกำลัง 1,200HP และเครื่องเปลี่ยนความเร็ว transmission, กล้องเล็งต่างๆ และอุปกรณ์ประจำรถทำงานล้มเหลวขณะปฏิบัติงานอยู่ในแนวหน้า ทำให้เป็นไปได้ที่กองทัพบกไทยอาจจะทบทวนการจัดหารถถังหลัก VT4 จากจีนเพิ่มเติมครับ