วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยบอกใบ้การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑


A Scaled model of the Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16A Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat, shown with four Diehl IRIS-T short-range air-to-air missiles, presented to Prime Minister of Thailand Mr. Anutin Charnvirakul during his visit at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 14 August 2026. (Airlinesweek)


Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) was inspection Armament section of Wing 1 Korat RTAF Base on 23 July 2026, seen RTAF F-16A/B of 103rd Squadron being equipped with Diehl IRIS-T short-range air-to-air missile on its wingtip station by European officials. (Royal Thai Air Force)








The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat perform air strike demonstration and escort flight to Socata TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul on 14 August 2026. (RTAF Insider)

นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี 
ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 
นอกจากนี้ ยังได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ พร้อมกันนั้น ได้เยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ มีหน้าที่เตรียมกําลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กําลังกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบ
ของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดย นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ 
เนื่องด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง 
ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม
ภาพ​ถ่า​ยโดย​ กิตติ​เดช ​สงวน​ทองคำ

อารักขาบนฟ้า ตรวจความพร้อมบนพื้น
ภารกิจเดียวสะท้อนกำลังทางอากาศ และขีดความสามารถของนักรบทางอากาศ
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังทางอากาศ ณ กองบิน 1 โคราช พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น และทุกส่วนสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพอากาศในทุกมิติ 
ในการนี้ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อพิจารณาด้านความมั่นคงบริเวณด้านตะวันออกจากกองทัพอากาศ รวมถึงการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ" (Unbeatable Air Force) ดังนี้
1 การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ : การผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ เพื่อให้เป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมและยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศของเราในอนาคต
2 กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง : การขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน "ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ" ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างครอบคลุม
3 การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน : การใช้ขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและทันท่วงทีในทุกวิกฤต
4 การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ : การพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อก้าวไปสู่ National Link โดยบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด 'One Team ทัพไทย' ให้กำลังรบทั้ง 3 เหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
5 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : การมุ่งสู่ ‘การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน’ โดยการผลักดันผลงานวิจัยและยึดหลักนโยบายชดเชย (Defence Offset) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการยกระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ท้ายที่สุด ทุกการพัฒนาของกองทัพอากาศมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปกป้องชาติและประชาชน” พร้อมพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทย และยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศในทุกสถานการณ์

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ดำเนินการตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1 เพื่อพบปะข้าราชการ รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน 
ตลอดจนรับทราบข้อขัดข้อง ปัญหา และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของหน่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติงานด้านสายวิทยาการสรรพาวุธ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพอากาศ
ในการนี้ นาวาอากาศเอก พิชญาณ อะสีติรัตน์ ผู้บังคับการกองบิน 1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และข้าราชการกองบิน 1 ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในสายวิทยาการสรรพาวุธให้มีความพร้อม รองรับภารกิจของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security Council) พร้อมรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ และคณะ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ได้แสดงขีดความสามารถการบินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930 ที่ทำการบินโดยนายกรัฐมตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้บอกใบ้ถึงขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Diehl IRIS-T เยอรมนีกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของฝูงบิน๑๐๓

แบบจำลองย่อขนาดของเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙ F-16A Block 15 OCU หมายเลข "10310" ที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A หมายเลข 10310 เครื่องจริงที่มีการทำเครื่องหมาย score mark การใช้อาวุธในปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ก็ถูกจัดแสดงพร้อมกับเครื่องรบหลักแบบอื่นๆของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน
แบบจำลองเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A 10310 ได้แสดงการติดตั้งแบบจำลองอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/diehl-defence-iris-t.html) ที่ตำบลอาวุธที่๑ และที่๙(Station 1 and 9) ปลายปีกทั้งสองข้าง และตำบลอาวุธที่๒ และที่๘ (Station 2 and 8) ใต้ปีกคู่นอกสุด ซึ่งแบบจำลองที่มอบให้บุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการไม่น่าจะแสดงการติดอาวุธที่ทำไม่ได้จริง

นี่ยังสอดคล้องกับการรตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ของพลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) และคณะเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16 ไม่ทราบรุ่นและฝูงบินของกองทัพอากาศไทยถูกจอดที่โรงเก็บอากาศยานที่ตำบลอาวุธที่๙ ปลายปีกติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T พร้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปด้วย
ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เป็นหน่วยบินแรกของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่จัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan I จำนวน ๑๒ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988), และภายใต้โครงการ Peace Naresuan II จำนวน ๖เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) รวม ๑๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html)

ต่อมาได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ๒เครื่อง และ บ.ข.๑๙ก F-16B ๕เครื่อง รวม ๗ เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)(โครงการ Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) และโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ จำนวน ๑๐เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-16a-adf.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้ถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/f-16ambm-lizard-3-amraam.html) ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) และได้ปรับปรุงความทันสมัยครึ่งอายุ EMLU(Enhanced Mid-Life Update) ที่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018),

เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gripen-cd.html) และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-5th-super-tigris.html) ซึ่งต่างใช้งานร่วมกับหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display)
และจะมีการทดสอบกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) รวมถึงเป็นอาวุธหลักหนึ่งของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ที่กำลังจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่ประจำการในในฝูงบิน๑๐๓ นั้นเดิมรองรับการติดตั้งรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-114/A ซึ่งรองรับเฉพาะการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P/AIM-9L/AIM-9M Sidewinder ขณะที่เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จะรองรับรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-129 ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-5 AMRAAM
เช่นเดียวกับการบูรณาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่ใช้รางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-7 ที่เก่ากว่า อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้รับการออกแบบให้มีมิติขนาดและส่วนติดต่อและการติดตั้งเข้ากับอากาศยานที่รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ตระกูล AIM-9 Sidewinder ได้ตั้งแต่ต้น เป็นที่เข้าใจว่าครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ 

จะได้รับการดัดแปลงรางอาวุธ LAU-114/A และ LAU-129 ดั้งเดิม รวมถึงการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ของระบบจัดการอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SMS: Stores Management System) ผ่านหน้าจอควบคุมระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SCP: Stores Control Panel) เพื่อให้รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T โดยไม่มีการดัดแปลงโครงสร้างหลักและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่มเติม
ตามสมุดปกขาวของกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html) เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ มีกำหนดที่ถูกปลดประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๘(2028-2035) การปรับปรุงบูรณาการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T จึงน่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถระยะสุดท้ายในประจำการครับ