The AWAVs (Armoured Wheeled Amphibious Vehicles) 8x8 of Royal Thai Marine
Corps (RTMC). (Gordon Arthur, Defense & Security, DEFENSE
INFO/Sukasom Hiranphan)
The Philippine Department of National Defense (DND) has officially selected
and issued a Notice of Award to Thailand's defence firm Chaiseri Metal &
Rubber Co., Ltd. to supply five AWAVs 8x8 for the Philippine Marine Corps
(PMC).
Contract value 388,899,999.99 Philippine Peso ($7 million) Chaiseri to be
delivered 5 of AWAVs 8x8 to Philippine Navy (PN)'s Peacekeeping Operations
(PKO) Battalion in 2027 to support Armed Forces of the Philippines (AFP)
United Nations international missions, humanitarian deployments, and local
stability operations.
Philippine Navy Signing ceremony procurement of Armored Personnel Carrier for
PKO Battalion on 16 July 2026.
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ประกาศเลือกยานเกราะ ชัยเสรี AWAV8x8 จากประเทศไทย
สำหรับหน่วยนาวิกโยธิน ฟิลิปปินส์
30 มิถุนายน กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ประกาศการผลคัดเลือกยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำ
สะเทินบก เพื่อนำเข้าประจำการในหน่วยนาวิกโยธิน คือ AWAV 8x8
ของบริษัทชัยเสรีจากประเทศไทย
โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาและปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพฟิลิปปินส์
ในภารกิจการยกพลขึ้นบกของหน่วยนาวิกโยธิน ด้วยยานหุ้มเกราะล้อยาง
ที่มีขีดความสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งบนบก และในทะเล
เพื่อการลำเลียงกำลังพลจากเรือยกพลขึ้นบกขึ้นสู่ฝั่ง
อันเป็นภารกิจสำคัญสำหรับการรักษาความมั่นคงของฟิลิปปินส์ที่มีพื้นที่อาณาเขตทางทะเล
เป็นพื้นที่เกาะจำนวนมาก
การจัดหาในสัญญาชุดแรกนี้มีจำนวนรถAWAV8x8 จำนวน5คัน
มีกำหนดการส่งมอบภายในปีพ.ศ.2570
กองทัพเรือฟิลิปปินส์เป็นผู้ใช้รายที่สองสำหรับยานเกราะรุ่นนี้
ต่อจากหน่วยนาวิกโยธินของกองทัพเรือไทย และเป็นผู้ใช้ต่างประเทศรายแรกของAWAV
8x8
ยานเกราะAWAV8x8 ของบริษัทชัยเสรี
ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการยานเกราะล้อยางที่สามารถตอบสนองภารกิจยุคปัจจุบันได้ทั้งบนบกและในน้ำ
มีความคล่องตัวสูง พร้อมเกราะป้องกันที่แข็งแรง
พร้อมระบบอาวุธป้องกันตัวแบบป้อมปืนอัตโนมัติ
สามารถทำความเร็วบนถนนได้105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ
ขับเคลื่อนในทะเลด้วยเครื่องยนต์วอเตอร์เจ็ต ด้วยความเร็วในน้ำ10
กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมกำลังพล14นาย
กองทัพเรือไทยได้ทำการจัดหา AWAV8x8 แล้ว จำนวน 14คัน จากการจัดหา 2 สัญญา
โดยรถชุดแรกทั้งหมด7คัน ได้ผ่านการทดสอบ รับเข้าประจำการ และได้เข้าปฏิบัติการ
ในการพิทักษ์ชายแดนไทย จากความขัดแย้งด้านตะวันออก
นับเป็นการพิสูจน์การปฏิบัติงานในภารกิจจริงของรถรุ่นนี้
คำสั่งซื้อของกองทัพเรือฟิลิปปินส์
เป็นการตอกย้ำถึงขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ในด้านยุทธยานยนต์ของไทยอีกครั้ง
ที่ได้รับการยอมรับการจัดหาในกองทัพต่างประเทศแล้วในหลายโครงการ
AWAV 8x8 ของชัยเสรีฯ ชนะการคัดเลือกที่ฟิลิปปินส์
นับเป็นการขายให้ต่างประเทศครั้งแรก ...
มีรายงานว่ากองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้เลือกยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8
ของบริษัทชัยเสรีฯจากประเทศไทย เพื่อนำมาประจำการในหน่วยนาวิกโยธินฟิลิปปินส์
โดยการจัดหาในระยะแรกครอบคลุมยานพาหนะจำนวน 5 คัน
และคาดว่าจะมีการส่งมอบภายในปี ค.ศ. 2027
ก่อนหน้านี้เราได้รายงานว่ากองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้เปิดประมูลจัดซื้อรถลำเลียงพลหุ้มเกราะล้อยาง
8x8 ใหม่จำนวน 5 คัน สำหรับปฏิบัติการรักษาสันติภาพ มูลค่า 500 ล้านเปโซ
โดยมีข้อกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานคือ เกราะป้องกันมาตรฐาน STANAG 2
ไม่มีการระบุอาวุธหนักหรือระบบป้อมปืน RCWS คาดว่าจะมีเพียงแท่นปืนกลหนักขนาด
12.7 มม. บนป้อมปืน ซึ่งจะทำให้รถลำเลียงพลหุ้มเกราะแต่ละคันมีราคาประมาณ 100
ล้านเปโซ หรือราคาคันละประมาณ 50 ล้านบาท
ซึ่งมีรถหลายแบบที่อยู่ในการพิจารณาของกองทัพเรือฟิลิปปินส์
โดยมีรถรุ่น K808 White Tiger ของ Hyundai Rotem, Tigon ของ Hanwha Aerospace,
ตระกูล PARS ของ FNSS, Arma ของ Otokar Pandur 2 ของ Excalibur Army R
600 ของพนัสฯ และ AWAV ของชัยเสรีฯ
ทั้งนี้ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการทั้งบนบกและในน้ำ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการด้านขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ตามแนวชายฝั่งและพื้นที่เกาะของหน่วยนาวิกโยธิน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพกองทัพฟิลิปปินส์ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
นับเป็นการประสบผลสำเร็จในการขายรถเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8
ของบริษัทชัยเสรีฯในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
โดยสามารถเอาชนะรถจากหลายแบบที่เสนอให้ทร.ฟิลิปินส์พิจารณา โดย AWAV
ได้ขายให้กับกองทัพเรือไทยไปแล้วรวม 14 คัน
และมีการคาดหมายว่ากองทัพเรือฟิลิปปินส์จะมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมอีกในอนาคต
....
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ยืนยันการจัดหายานเกราะAWAV 8x8 จากบริษัทชัยเสรี
MaxDefense Philippines สื่อด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ เผยแพร่คำประกาศ
และเอกสารการคัดเลือกผู้ชนะในโครงการจัดหายานเกราะล้อยาง8x8 ได้แก่
บริษัทชัยเสรีจากประเทศไทย ที่ได้รับการลงนามโดยพลเรือโท โฮเซ มาเรีย
อัมโบรซิโอ เกียตชอน เอซเปเลตา รองผู้บัญชาการกองทัพเรือฟิลิปปินส์
โดยมีรายละเอียด เพิ่มเติมดังนี้
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ออกประกาศผลการประมูลจัดซื้อรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 8x8
สำหรับกองกำลังรักษาสันติภาพ โดยมอบสัญญาให้กับบริษัท ชัยเสรี เมทัล แอนด์
รับเบอร์ จำกัด ของประเทศไทย สำหรับรถ 5 คัน
รวมระบบสนับสนุนการซ่อมบำรุง
คาดว่าชัยเสรีจะส่งมอบรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก (AWAV)
ซึ่งตรงตามข้อกำหนดทางเทคนิคและสามารถใช้งานในน้ำได้เต็มรูปแบบ
นี่จะเป็นก้าวสำคัญสำหรับกองทัพฟิลิปปินส์ เนื่องจากจะเป็นรถหุ้มเกราะ 8x8
คันแรกที่จะเข้าประจำการ หลังจากที่บริษัท Elbit Systems
ไม่สามารถส่งมอบยานเกราะรถรบล้อยาง 8x8
ให้กับกองทัพบกฟิลิปปินส์ภายใต้โครงการจัดซื้อยานเกราะโจมตีเบาได้
นอกจากนี้ยังเป็นก้าวสำคัญสำหรับชัยเสรี เนื่องจากจะเป็นการส่งออก AWAV
ครั้งแรก
ซึ่งเป็นยานพาหนะรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าประจำการในกองทัพเรือไทยเมื่อไม่นานมานี้
ที่น่าประหลาดใจคือ มีเพียงบริษัท Tata Advanced Systems Ltd.
ของอินเดียเท่านั้นที่ยื่นข้อเสนอแข่งขันเข้ามา
แม้ว่าข้อเสนอของพวกเขาจะสูงกว่าของ Chaiseri มากกว่า 100 ล้านเปโซก็ตาม
แหล่งข่าวได้ยืนยันว่า Tata เสนอรถหุ้มเกราะล้อเลื่อน Kestrel 8x8 (WhAP)
รุ่นใหม่
ซึ่งเป็นยานรบแบบโมดูลาร์สะเทินน้ำสะเทินบกที่พัฒนาร่วมกับองค์การวิจัยและพัฒนาด้านการป้องกันประเทศของอินเดีย
(DRDO)
การที่ ชัยเสรี
สามารถเข้าร่วมโครงการปรับปรุงกองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยได้สำเร็จ
หลังจากความล่าช้าและความล้มเหลวในการพยายามจัดหารถหุ้มเกราะทางยุทธวิธีแบบ 4x4
ในครั้งก่อน จะทำให้ชัยเสรี
สามารถเริ่มต้นการผลักดันเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนอีกครั้ง ซึ่งรวมถึง First
Win 4x4 MRAP และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายรายการ
แหล่งข่าวของเรายืนยันว่า ชัยเสรี สนใจที่จะลงทุนในฟิลิปปินส์
หากมีการสั่งซื้อจำนวนมากจากกองทัพฟิลิปปินส์และหน่วยงานบริการติดอาวุธพลเรือน
เช่น ตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNP)
การนำ AWAV
เข้าประจำการในนาวิกโยธินฟิลิปปินส์อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามล่าสุดภายในกลุ่มผู้นำของ
PMC ในการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบล้อ 8x8
โดยเปลี่ยนจากรถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบตีนตะขาบ เช่น KAAV ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้
เนื่องจากมีรายงานว่ารถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบตีนตะขาบรุ่นใหม่มีราคาแพงและใหญ่เกินไปสำหรับท่าเทียบเรือของกองทัพเรือฟิลิปปินส์
สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ ชัยเสรี ซึ่งสามารถทำการตลาด AWAV
สำหรับความต้องการรถสะเทินน้ำสะเทินบกในอนาคต และเพื่อทดแทนแพลตฟอร์มรุ่นเก่า
เช่น Cadillac Gage V-150 และ V-300 series
MaxDefense Philippines เคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อน
เนื่องจากมีความพยายามที่จะแก้ไขหลักการเกี่ยวกับการจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกและการประยุกต์ใช้ยานเกราะในการปฏิบัติการ
ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้ยานเกราะ 8x8
หลายคนไม่ทราบว่า ชัยเสรี เคยมีข้อตกลงกับกองทัพบกฟิลิปปินส์
โดยจัดหารางเหล็กและแผ่นยางสำหรับยานเกราะ รวมถึงซีรีส์ M113 มาก่อนแล้ว
กองทัพเรือ ฟิลิปปินส์ลงนามสัญญาการจัดหารถAWAV จากชัยเสรีแล้ว
16 กรกฎาคม 2569 กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
ตัวแทนกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ลงนามในหนังสือสัญญา การสั่งซื้อยานเกราะล้อยาง
8x8กับบริษัทชัยเสรี เมททัล แอนด์รับเบอร์ อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมี นายกานต์
กุลหิรัญ ประธานกรรมการบริษัท เป็นผู้ร่วมลงนามในสัญญาฉบับนี้
หลังจากการลงนามในหนังสือสัญญานี้ บริษัทชัยเสรีจะทำการส่งมอบยานเกราะAWAV
จำนวน 5คัน ให้กับหน่วยนาวิกโยธินฟิลิปปินส์ ภายในปี พ.ศ.2570
อันจะทำให้กองทัพเรือฟิลิปปินส์ เป็นประเทศผู้ใช้รายที่สอง
ต่อจากกองทัพเรือไทย
สำหรับรถในตระกูลAWAV นี้ โดยAWAV
สำหรับกองทัพฟิลิปปินส์จะมีคุณลักษณะรายละเอียดที่แตกต่างจาก
รูปแบบของกองทัพเรือไทยเล็กน้อย
ตามความต้องการใช้งานในภารกิจการรักษาสันติภาพ(PKO)ให้กับองค์การสหประชาชาติ
โครงการจัดหายานเกราะล้อยาง 8 ล้อ
ในครั้งนี้เป็นความสำเร็จอีกครั้งหลังจากที่ยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางขับเคลื่อน4ล้อ
ในชุดFirst Win
ได้รับการสั่งซื้อจากกองทัพไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมากไปแล้ว
โครงการAWAV จึงเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการทางเทคโนโลยีความมั่นคงของไทย
ที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในภาพรวมไปพร้อมกัน
กระทรวงกลาโหมฟิลิปินส์โดยกองทัพเรือฟิลิปปินส์(PN: Philippine Navy)
ได้เลือกบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal &
rubber Co. Ltd.)
ไทยเป็นผู้ชนะการแข่งขันที่จะส่งมอบรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก
AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) 8x8 จำนวน
๕คันแก่นาวิกโยธินฟิลิปปินส์(PMC: Philippine Marine Corps)
สัญญาวงเงิน 388,899,999.99 Philippine Peso($6.8 million)
จะเห็นการส่งมอบรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 จำนวน
๕คันแก่กองทัพฟิลิปปินส์(AFP: Armed Forces of the Philippines) ในปี
พ.ศ.๒๕๗๐(2027) สำหรับใช้ในกองพันการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ(PKO: Peacekeeping
Operations Battalion) เพื่อภารกิจรักษาสันติภาพนานาชาติของสหประชาชาติ
การลงนามจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
เป็นความสำเร็จการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยและบริษัท Chaiseri
ไทยครั้งใหญ่ล่าสุด โดย
นับเป็นการส่งออกครั้งแรกของรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV 8x8
ที่ออกแบบสร้างในไทยและใช้งานโดยนาวิกโยธินไทยที่สั่งจัดหาแล้วรวม ๑๔ คัน (
https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html )
Chaiseri
ไทยก่อนหน้านี้นอกจากการผลิตส่งมอบผลิตภัณฑ์รถหุ้มเกราะล้ายางแบบต่างๆของตนให้แก่กองทัพไทย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และหน่วยงานรักษากฏหมายต่างๆของไทยแล้ว Chaiseri
ได้ประสบความเร็จในการส่งออกรถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล First Win 4x4
ของตนแก่หลายประเทศ(
https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri.html )
นอกจากการเสนอขายรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win 4x4
รุ่นพวงมาลัยซ้ายแก่ฟิลิปปินส์(
aagth1.blogspot.com/2022/05/dti-chaiseri-first-win-4x4.html ) Chaiseri
ไทยยังให้บริการซ่อมบำรุงยานยนต์ทางทหารจำนวนมากเป็นร้อยคันแก่กองทัพบกฟิลิปปินส์และนาวิกโยธินฟิลิปปินส์หลังการรบกับผู้ก่อการร้ายที่
Marawi ปี 2017 ตั้งแต่รถยนตร์บรรทุก M35 จนถึงรถหุ้มเกราะล้อยาง V-150 4x4 และ
Condor 4x4
รถหุ้มเกราะล้อยาง AWAV 8x8 ของบริษัท Chaiseri
ไทยเป็นผู้ชนะเหนือผู้แข่งขันอีกรายเดียวที่ยื่นข้อเสนอเข้าแข่งขันในโครงการของฟิลิปินส์คือบริษัท
Tata Advanced Systems Limited(TASL) อินเดียที่เสนอยานเกราะล้อยาง Kestrel 8x8
WhAP(Wheeled Armoured Platform) ซึ่งถูกระบุว่ามีราคาแพงกว่าที่คันละ 100
million Philippine Pesos
ผู้เข้าแข่งขันรายอื่นๆที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการแข่งขันยังรวมถึง
และรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกลำเลียงพลแบบ R600 8x8 ของบริษัท พนัส
แอสเซมบลีย์ จำกัด(Panus Assembly Co.,Ltd.) ไทย(
https://aagth1.blogspot.com/2023/05/r600-8x8.html ) ที่ปัจจุบันประจำการในกองพันรถถัง พัน.ถ.นย.(Marine Tank Battalion)
กองพลนาวิกโยธิน พล.นย.(Marine Division) และยังไม่มีการจัดหาเพิ่มเติม
ซึ่งรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกลำเลียงพล Panus R600 8x8
ถูกจัดหาก่อนหน้ารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8
ที่ประจำการในกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine
Assault Amphibian Vehicle Battalion, Marine Division) และนาวิกโยธินไทยนำไปใช้ในการรบจริงในยุทธการ "ตราดปราบปรปักษ์" เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ (2025) แล้ว
มีการตั้งข้อสังเกตโดยชุมชนทางทหารของฟิลิปปินส์ที่ไม่พอใจการจัดซื้อนี้เท่าไรว่า
การจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง AWAV 8x8
๕คันของฟิลิปปินส์มีราคาถูกกว่าที่นาวิกโยธินไทยจัดหาในระยะที่สอง จำนวน ๗คัน
วงเงิน ๕๐๓,๙๘๐,๐๐๐บาท($15,586,448.35) คิดเป็นราคาคันละ
๗๑,๙๙๗,๑๔๒.๘๖บาท($2,226,635.48)
ทำให้การจัดหาของฟิลิปปินส์ที่ราคาคันละเพียงคันละ $1.36 million
น่าจะเป็นรถเปล่าเพื่อทดลองใช้ครับ
(แต่ถึงอย่างนั้นผู้ไม่หวังดีต่อชาติก็ยังโจมตีกองทัพเรือไทยอยู่ดีว่าไม่เคยซื้ออาวุธของไทยเพราะหวังเงินทอนซึ่งเป็นข้อหาสำเร็จรูปที่มักง่ายไร้ความรับผิดชอบแต่ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง
ตามที่กองทัพเรือไทยเป็นหน่วยงานที่พิสูจน์ตนเองมาอย่างยาวนานว่าสนับสนุนการพัฒนาและจัดหายุทโธปกรณ์ที่พัฒนาสร้างในไทยอย่างต่อเนื่อง
และการจัดหาของทำในประเทศนั้นหาช่องทางทุจริตได้ง่ายกว่าจากต่างประเทศมาก )
THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) was held at
Srisamarn building of the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si
Saman), Nonthaburi Province, Thailand from 8 to 10 July 2026. (DEFENSE
INFO/Sukasom Hiranphan)
THAIDEF- EX2026 โชว์เคสศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
ครั้งแรกของประเทศไทย กระทรวงกลาโหมเปิดเวที THAIDEF-EX 2026
ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และนักวิจัย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดงานTHAILAND Defence Industry Exhibition 2026
หรือ THAIDEF-EX 2026 ที่ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
พื้นที่ศรีสมาน ระหว่างวันที่ 8 ถึง 10 กรกฎาคม 69
โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
การจัดงานครั้งนี้ถือเป็น นิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครั้งแรก
ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง”
เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้มีความเข้มแข็ง
สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ
ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ผ่านการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย การสนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยี
ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา
เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากจะเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแล้ว
งานนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เปิดโอกาสให้นักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ประกอบการไทย
นำผลงานมาต่อยอดสู่การผลิตจริง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ส่งเสริมการจ้างงาน
และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
The Royal Thai Army (RTA) Innovation Day 2026 was held at RTA Command and
General Staff College (CGSC) in Bangkok on 22 July 2026. (Royal Thai Army)
The Military technology demonstration and testing exhibition Crimson Viper
2026 (CV26) hold by Ministry of Defence of Thailand and U.S. Pacific Command
(USPACOM) with U.S. Department of War held at Weapon Production Center
(WPC), Defence Industry and Energy Center (DIEC) in Lopburi Province from 20
to 24 July 2026. (Royal Thai Army)
วันที่ 23 ก.ค. 69 สวพ.ทบ. นำโดย พ.อ. ณัฐพล เรือนเจริญสิน รอง
ผอ.กนผ.สวพ.ทบ. ผู้แทน ผอ.สวพ.ทบ. และคณะฯ ร่วมชมนิทรรศการ
ในงานการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569 (Crimson Viper 2026 :
CV26) ณ ศอว.ศอพท. จ.ลพบุรี
ในการนี้ สวพ.ทบ. ได้เสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางทหารจำนวน 2 ผลงาน
เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ได้แก่
1. ระบบโดรนปฏิบัติการทางอากาศ Skytech
2. เครื่องรบกวนสัญญาณอากาศยานไร้คนขับ Anti Drone Jammer
ซึ่งมี ร.อ. สุวิเชษฐ์ วรรณไทย เป็นนายทหารโครงการ
เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสดงศักยภาพเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำของฝ่ายไทยและสหรัฐอเมริกา
กองบิน 2 กองทัพอากาศ ร่วมชมนิทรรศการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี
2569 (CRIMSON VIPER 2026)
นาวาอากาศเอก อานนท์ สิริปริญญา ผู้บังคับการกองบิน 2 มอบหมายให้
นาวาอากาศเอก ธนภัทร สุนทรนนท์ เสนาธิการกองบิน 2 เป็นผู้แทน
นำหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 2 และข้าราชการกองบิน 2
เข้าร่วมชมนิทรรศการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569 (CRIMSON
VIPER 2026)
ณ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร
อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569
การจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ทางทหาร
ตลอดจนเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับชมการสาธิตและทดลองการใช้งานเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัย
อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศ
การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองบิน 2
ในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางทหาร
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ร.ท.ยุคล สง่าแสง
งานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙ THAILAND Defence Industry
Exhibition 2026(THAIDEF-EX 2026) ที่จัดขึ้นณ อาคารอเนกประสงค์
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(Office of The Permanent Secretary for Defence)
ศรีสมาน ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่มีพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ ๘
กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
เป็นการจัดงานครั้งแรกภายใต้แนวคิด "พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง"(Power of Self
Reliance)
ที่ได้เห็นความพยายามในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันตนเองที่หลากหลายของกองทัพบกไทย,
กองทัพเรือไทย, กองทัพอากาศไทย, กระทรวงกลาโหมไทย,
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute),
สถาบันการศึกษาของไทย และภาคเอกชนต่างๆของไทย
ตั้งแต่พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding)
ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม
เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย
กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมไทย
โดยมีนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมเป็นสักขีพยาน
การส่งมอบปืนเล็กยาวจู่โจมขนาด 5.56mm โดยบริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ
จำกัด(WMI: Weapons Manufacture Industries Co., Ltd.) กิจการร่วมทุนระหว่าง
DTI ไทย และบริษัท สหพิพัฒนกิจ จำกัด(SAHAPIPATTHANAKIJ COMPANY LIMITED) ไทย
และบริษัท Emtan Karmiel อิสราเอล แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบกไทย
กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทยไว้ทดลองใช้งาน
การลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท RV Connex ไทยและบริษัท Chaiseri
ไทยเพื่อพัฒนาระบบ radar เคลื่อนที่และระบบบัญชาการควบคุม(C2: Command and
Control) บนยานเกราะ และกับบริษัท Narac Arms Industry
ไทยในการบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) แบบ
TITUM M2-200 ติดตั้งชุดอุปกรณ์จับยึดและปล่อยเพื่อรองรับการใช้กระสุนขนาด
120mm และ 105mm
บริษัท DRC ไทยจัดแสดงระบบต่อต้านระบบไร้คนขับ Drone ทั้งแบบ Soft-kill และ
Hard-kill
ที่กองทัพไทยได้จัดหาไปใช้และถูกนำไปใช้จริงระหว่างการปะทะกับกองทัพต่างชาติในปี
พ.ศ.๒๕๖๘ ที่ได้รับการจัดหาจากต่างประเทศแล้ว
กองทัพอากาศไทยแสดงระบบอาวุธพลังงานตรง(DEW: Directed Energy Weapon) Laser
พลังงานสูงแบบพกพาด้วยบุคคล และ Drone สกัดกั้น Interceptor Drone ที่ยิงจากมือ
ต่อมากองทัพบกไทยยังได้จัดวันภูมิปัญญานักรบไทยประจำปี ๒๕๖๙(Royal Thai Army
Innovation Day 2026) ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก(CGSC: Command and General
Staff College) เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมการป้องกันประเทศที่หลากหลายของหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกไทย
กองทัพไทย กระทรวงกลาโหมไทย หน่วยรัฐและเอกชนไทย
เช่น บริษัท RV Connex ไทย ที่จัดแสดงอากาศยานไร้คนขับหลากหลายรูปแบบ เช่น FPV
Drone T-OR และ TANN ที่ถูกนำไปใชงานจริงแล้ว และเปิดตัวอากาศยานไร้คนขับ ARUN
แบบปีกบิน(Flying Wing) ที่ทำการบินได้นาน ๑๕-๒๐ชั่วโมง
และอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ(Loitering Munition) แบบ K-18M
ที่ทำความเร็วในการบินดำเข้าโจมตีเป้าหมายที่ 130km/h
และมีระยะปฏิบัติการไกลถึง 600km+
งานการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร Crimson Viper 2026(CV26)
ของกระทรวงกลาโหมไทยและกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่๑๖ ยังจัด
ณ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร
ศอว.ศอพท.(WPC: Weapon Production Center, DIEC: Defence Industry and Energy
Center) ในจังหวัดลพบุรี ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ด้วย
อย่างไรก็ตามโดยที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักมากนักการจัดงานเหล่านี้ยังถูกวิจารณ์จากผู้ไม่หวังดีต่อชาติและสื่อไร้จรรยาบรรณว่าส่วนใหญ่เป็นการแสดงผลงานวิจัยที่ไม่ได้มีสายการผลิตจริงหรือใช้งานจริง
หรือเป็นงานจดประกอบที่นำเข้าระบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศแล้วอ้างเป็นงานวิจัย
โดยมีจุดประสงค์การสร้างข่าวเพื่อโจมตีหน่วยงานรัฐอย่างโรงงานทหารของกระทรวงกลาโหม
และรัฐวิสาหกิจอย่าง DTI ไทย
เช่นอากาศยานไร้คนขับตระกูล MARCUS
ที่เป็นงานวิจัยของกองทัพเรือไทยที่ถูกจัดหาไปใช้งานจริงแล้วว่าจัดซื้ออย่างไม่ถูกต้อง
หรือโจมตีเอกชนไทยด้วยข้อหาทุจริตผูกขาดงานจัดซื้อจัดจ้างให้แก่กองทัพไทย
ตำรวจไทย และหน่วยงานรัฐของไทย เช่น Chaiseri
ไทยสำหรับการซ่อมบำรุงและผลิตรถเกราะ หรือบริษัท Marsun
ไทยที่เป็นอู่ต่อเรือหลักของไทยและส่งออกต่างประเทศว่ามีปัญหาการใช้งานหรือได้ของไม่ตรงรุ่น
ทั้งที่ก่อนหน้าและสื่อไร้จรรยาบรรณที่ไม่หวังดีต่อชาติก็โจมตีว่ากองทัพไทยดีแต่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศเพราะหวังเงินทอน
และพอกองทัพไทยสนับสนุนจัดหาอาวุธที่ไทยออกแบบและผลิตซึ่งส่งออกต่างประเทศได้ด้วยก็บอกว่าเอื้อประโยชน์ผูกขาดหรือไม่โปร่งใสเอาภาษีประชาชนไปผลาญเล่น
ดูไปเหมือนพวกนี้ไม่ต้องการให้ทหารไทยพัฒนาหรือมีอะไรใช้ทั้งนั้นจะได้แพ้หรือสูญเสียในรบกับชาติฝ่ายตรงข้ามครับ
Army Research and Development Office (ARDO), the Royal Thai Army (RTA)
unveiled domestic projects by Cavalry Center include Design and
manufacturing of innovative Add-on Composite Armor prototype for Tracked
Vehicles in the RTA case studie of the M60A1/A3 Main Battle Tank (MBT) on
10 July 2026. (Royal Thai Army )
วันที่ 10 ก.ค. 69 : สวพ.ทบ.
จัดการประชุมคณะกรรมการวิเคราะห์และประเมินโครงการวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก
(กวป.ทบ.) ครั้งที่ 5/69 ณ ห้องประชุมภูมิปัญญา 2 ชั้น 3 อาคาร สวพ.ทบ.
โดยมี พล.ต. ระวี ตั้งพิทักษ์กุล ผอ.สวพ.ทบ. เป็นประธานฯ
การประชุมฯ ครั้งนี้ มีโครงการที่เข้ารับการพิจารณา ดังนี้
โครงการเริ่มใหม่ จำนวน 3 โครงการ
แหล่งทุน วท.กห.
1.โครงการการออกแบบและผลิตต้นแบบนวัตกรรมเกราะเสริมภายนอกแบบแยกประกอบ
สําหรับยานยนตสายพานในกองทัพบก : กรณีศึกษาของรถถังหลักรุ่น เอ็ม 60A1/A3
โดยมี พ.ท. คงเดช เอมเอี่ยม เป็นหัวหน้าโครงการ
2.โครงการการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในยานพาหนะของกองทัพ
กรณีศึกษาหน่วยงานศูนย์การทหารม้า โดยมี พ.ท. คงเดช เอมเอี่ยม
เป็นหัวหน้าโครงการ
3.โครงการการพัฒนาระบบเตือนภัยโดรนล่วงหน้าด้วยเทคโนโลยีการดักจับสัญญาณคลื่นวิทยุสําหรับยานเกราะของกองทัพ
กรณีศึกษาหน่วยงาน ศูนย์การทหารม้า โดยมี พ.ท. คงเดช เอมเอี่ยม
เป็นหัวหน้าโครงการ
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก สวพ.ทบ.(ARDO: Army Research and
Development Office) กองทัพบกไทย
ได้เปิดเผยสามโครงการวิจัยและพัฒนาการทางทหารใหม่ของศูนย์การทหารม้า
ศม.(Cavalry Center)
คือโครงการการออกแบบและผลิตต้นแบบนวัตกรรมเกราะเสริมภายนอกแบบแยกประกอบสําหรับยานยนต์สายพานในกองทัพบก
รถถังหลัก M60A1 และรถถังหลัก M60A3,
โครงการการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิง hydrogen fuel
ในยานพาหนะของกองทัพ และโครงการการพัฒนาระบบเตือนภัย Drones
ล่วงหน้าด้วยเทคโนโลยีการดักจับสัญญาณคลื่นวิทยุสําหรับยานเกราะของกองทัพ
ซึ่งจะได้รับแหล่งทุนจากกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม วท.กห.(DSTD:
Defence Science and Technology Department) กระทรวงกลาโหมไทย
เพื่อการพึ่งพาตนเองของไทย
การพัฒนาต้นแบบเกราะเสริมภายนอกแบบแยกประกอบสําหรับรถถังหลัก M60A1/A3
นั้นจะเกราะวัสดุผสม Composite Armor
ในการหักเหนเลื่อนตำแหน่งและดูดซับพลังงานของกระสุน โครงการระยะที่๑ ปี
พ.ศ.๒๕๗๐ ตั้งเป้าที่จะพัฒนาเกราะเสริมประมาณ ๓๐ชิ้นติดป้อมปืนด้านหน้า
๖-๘ชิ้น(จุดเสี่ยงสูงสุด), ด้านข้างตัวถัง ๑๐-๑๒ชิ้น(ป้องกันกำลังพล)
และพื้นท้องรถ ๔-๖ชิ้น(ป้องกันจุดวิกฤต) รวมทั้งคัน ๒๐-๒๖ชิ้นครับ
The Royal Thai Army (RTA) and Singapore Army concluded the exercise Flash
Thunder 2026 in Thailand on 11-20 July 2026.
The exercise Flash Thunder 2026 involved with RTA's Ranger Battalion King's
Guard, 3rd Special Forces Regiment King's Guard, 1st Special Forces Division
and Singapore Army's 1st Commando Battalion. (SMART Soldiers Strong
Army/Royal Thai Army)
VIDEO
Flash Thunder 26! สานต่อความร่วมมือ
สู่ความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้า
เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วกับการฝึกผสมระหว่าง กองทัพบกไทย
และกองทัพบกสาธารณรัฐสิงคโปร์ (ทบ. - ทบ.สป.) ภายใต้รหัส "Flash Thunder 26"
ณ พื้นที่จังหวัดลพบุรี และชัยภูมิ
โดยในปีนี้ "กองพันจู่โจม" ร่วมกับ "กองพันคอมมานโดที่ 1" ของสิงคโปร์
จัดกำลังพลร่วมฝึกรวมกว่า 220 นาย มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนยุทธวิธีหน่วยรบพิเศษ
อาวุธศึกษาของหน่วยคอมมานโด การรบในสิ่งปลูกสร้าง
การยิงปืนด้วยกระสุนจริงในอาคารรบประชิด และการฝึกภาคสนาม
เพื่อยกระดับขีดความสามารถและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี
2540
เปิดการฝึกอย่างเป็นทางการ Flash Thunder 26
กองทัพบกไทย และกองทัพบกสิงคโปร์(Singapore Army) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมรหัส
Flash Thunder 2026 ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ
จังหวัดลพบุรีและจังหวัดชัยภูมิ ประเทศไทย
ที่จัดขึ้นทุกปีโดยสลับกันเป็นเจ้าภาพระหว่างไทยและสิงคโปร์ หลังจากการฝึกผสม
Flash Thunder 2025 ปีที่แล้วจัดขึ้นที่สิงคโปร์(
https://aagth1.blogspot.com/2025/06/flash-thunder-2025.html )
การฝึกผสม Flash Thunder 2026 ปีนี้กองทัพบกไทยจัดกำลังจาก
กองพันจู่โจมรักษาพระองค์ พัน.จจ.รอ(Ranger Battalion King's Guard)
กรมรบพิเศษที่๓ รักษาพระองค์ รพศ.๓(3rd Special Forces Regiment King's Guard)
กองพลรบพิเศษที่๑ พล.รพศ.๑(1st Special Forces Division) ไปฝึกที่สิงคโปร์
ขณะที่กองทัพบกสิงคโปร์จัดกำลังจากกองพันคอมมานโดที่๑(1 CDO BN: 1st Commando
Battalion)
การฝึกได้ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนยุทธวิธีหน่วยรบพิเศษ
อาวุธศึกษาของหน่วยคอมมานโด การรบในสิ่งปลูกสร้าง(MOUT: Military Operations on
Urbanized Terrain) การยิงปืนด้วยกระสุนจริงในอาคารรบประชิด(CQB: Close
Quarters Battle) และการฝึกภาคสนาม(FTX: Field Training Exercise)
เป็นหนึ่งในการฝึกร่วมระหว่างหน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยและสิงคโปร์ที่มีมายาวนานตั้งแต่
พ.ศ.๒๕๔๐(1997) ครับ
Heads of delegation representing the United States, Thailand, and Canada
pose for a photo during the opening ceremony of exercise Cooperation Afloat
Readiness and Training (CARAT) Thailand 2026, July 6, 2026, at Laem Tian
Pier.
This year marks the 32nd iteration of CARAT, a multinational exercise series
designed to enhance U.S. and partner navies' abilities to operate together
in response to shared maritime security challenges in the region. (U.S. Navy
photo by Mass Communication Specialist 2nd Class Nicholas Rodriguez)
Service members from the U.S. Navy, U.S. Coast Guard, Royal Canadian Navy,
and Royal Thai Navy pose for a group photo during the closing ceremony of
exercise Cooperation Afloat Readiness and Training (CARAT) Thailand
2026.
This year marks the 32nd iteration of CARAT, a multinational exercise series
designed to enhance U.S. and partner navies' abilities to operate together
in response to shared maritime security challenges in the region. (U.S. Navy
photo by Mass Communication Specialist 2nd Class Nicholas Rodriguez)
VIDEO
VIDEO
VIDEO
VIDEO
VIDEO
32nd iteration of CARAT Thailand concludes with stronger maritime
partnerships
กองทัพเรือไทย–สหรัฐฯ เปิดการฝึกผสม CARAT 2026
เสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล
วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
จัดพิธีเปิดการฝึกผสม CARAT 2026 (Cooperation Afloat Readiness and Training)
ณ ท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
โดยการฝึกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–16 กรกฎาคม 2569 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และพื้นที่ทางทะเลอ่าวไทยตอนบน
เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมทางทะเลและยกระดับความมั่นคงทางทะเลของทั้งสองประเทศ
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พลเรือโท ทรงฤทธิ์ ฉัตรเงิน
รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลเรือตรี ไคล์ แกนต์
รองผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เป็นประธานร่วมฝ่ายสหรัฐฯ
สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือทางทหารที่มีมาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ
การฝึกผสม CARAT 2026
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมของกำลังทางเรือ
เสริมสร้างความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเล และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ประสบการณ์
ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน
การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย การฝึกในท่า การฝึกในทะเล
และการสรุปผลการฝึก โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
การฝึกด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การตรวจค้นและยึดเรือต้องสงสัย
การยิงอาวุธประจำเรือ การฝึกค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล
รวมถึงการปฏิบัติการร่วมในสถานการณ์จำลอง
เพื่อยกระดับความพร้อมรบและความสามารถในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
The Royal Thai Navy FS-532 HTMS Thayanchon, the Khamronsin-class corvette and the Royal Malaysian Navy (RMN) KD Sri Sabah (46) partrol boat conducted joint patrol in Narathiwat-Kelantan border sea, Gulf of Thailand on 9 July 2026. (Royal Thai Navy)
ทัพเรือภาคที่ 2 ส่งเรือหลวงทยานชล เข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมไทย–มาเลเซีย เสริมสร้างความมั่นคงชายแดนทางทะเล
ทัพเรือภาคที่ 2 จัดเรือหลวงทยานชลเข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือมาเลเซีย บริเวณพื้นที่ชายแดนทางทะเลด้านนราธิวาส–กลันตัน โดยกองทัพเรือมาเลเซียจัดเรือ KD SRI SABAH เข้าร่วมการลาดตระเวน ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และความสัมพันธ์อันดีตามแนวชายแดนทางทะเล
การลาดตระเวนร่วมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนทางทะเล ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือด้านการรักษาความมั่นคง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งดำเนินการฝึกระหว่างการลาดตระเวน ได้แก่
การฝึกการติดต่อสื่อสาร (Communication Exercise: COMEX) การฝึกการจัดรูปกระบวนทางยุทธวิธี (Maneuvering Exercise: MANEX) และการฝึกการพล็อตตราทางเป้า (Plotting Exercise: PLOTEX) เพื่อพัฒนาความพร้อม ความคุ้นเคยในขั้นตอนการปฏิบัติ และเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมของกำลังทางเรือทั้งสองฝ่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การลาดตระเวนร่วมไทย–มาเลเซียนับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อย ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล และสร้างเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนทางทะเล เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
วันที่ 9 กรกฎาคม 2569
พิทักษ์สถาบัน ป้องกันอ่าวไทย สามัคคีรวมใจ ห่วงใยประชาชน
During RIMPAC 2026, Japan Maritime Self-Defense Force (JMSDF) conducted Humanitarian Assistance and Disaster Relief(HA/DR) training with partner nations include the Royal Thai Navy (RTN). The exercise enhanced mutual understanding and cooperation among the participating nations for large-scale disaster response. (JMSDF)
ทร.ไทยรับมอบ UAV Hermes 900 ใหม่ล่าสุดแล้ว ...นอกจากใช้ในภารกิจบินลาดตระเวนและตรวจการณ์แล้ว ยังสามารถติดอาวุธได้อีกด้วย ...
มีข่าวว่ากองทัพเรือไทยได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับประจำฐานบินชายฝั่ง Hermes 900 แล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการ โดย Hermes 900 นับเป็น UAV ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพไทยในขณะนี้
ทร.ไทยจัดซื้อ Hermes 900 ในวงเงิน 4,004 ล้านบาท จาก Elbit Systems ในปี 2565 โดยเป็นอากาศยานไร้คนขับ Hermes 900 จำนวนทั้งสิ้น 7 เครื่อง สถานีควบคุมภาคพื้นดิน 2 สถานี และสถานีควบคุมภาคพื้นดินแบบ Indoor อีก 1 สถานี ซึ่ง Elbit Systems เป็นบริษัทผู้ผลิต UAV เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอิสราเอล
Hermes 900 เป็น UAV รุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย เหมาะสำหรับการใช้งานในภารกิจบินลาดตระเวนและตรวจการณ์ทั้งทางทะเลและทางบก สามารถบินปฏิบัติภารกิจได้ต่อเนื่องถึง 36 ชั่วโมง และยังสามารถเชื่อมโยงภาพและข้อมูลจาก UAV เข้ากับระบบสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NETWORK CENTRIC WARFARE : NCW) ของกองทัพเรือไทยได้อย่างสมบูรณ์
จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในภารกิจการลาดตระเวน ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลที่กว้างใหญ่ของประเทศไทย ทั้งทางด้านอ่าวไทยและด้านอันดามัน โดยประเทศไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลทั้งด้านอ่าวไทยและอันดามันยาวถึง 1,500 ไมล์ทะเล หรือราวๆ 2,782 กิโลเมตร ทำให้การลาดตระเวนตรวจการณ์ โดยใช้เครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติการอาจไม่ครอบคลุมทั่วถึงในทุกพื้นที่และยังมีค่าใช้จ่ายสูง
อีกทั้ง UAV ยังมีขนาดเล็กกว่าเครื่องบิน การใช้อากาศยานไร้คนขับจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถสแกนตรวจได้ครอบคลุมพื้นที่ และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำประหยัดงบประมาณด้วย
Hermes 900 เป็น MALE UAV ขนาดปานกลาง มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 1,180 กก. น้ำหนักบรรทุก 350 กก. ความยาว 8.3 เมตร ปีกกาง 15 เมตร เพดานบิน 30,000 ฟุต บินต่อเนื่องได้ 36 ชั่วโมง ใช้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานน้อยเพียง 2 คนเท่านั้น ความสิ้นเปลืองน้ำมันน้อย ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ การตรวจจับด้วยเรดาร์ทำได้ยากเนื่องจากมีพื้นที่ RCS ขนาดเล็ก
นอกจากใช้ในการบินลาดตระเวนและตรวจการณ์ ยังสามารถปฏิบัติการได้อีกหลายภารกิจรวมถึงการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล และที่สำคัญ Hermes 900 ยังสามารถติดอาวุธได้อีกด้วย โดยมีไพลอน 2 จุดสำหรับติดตั้งอาวุธนำวิถีโจมตีเรือ
HERMES 900 มีใช้งานใน 15 ประเทศ ในอาเชี่ยนก็มีสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และประเทศไทย ...
กองทัพเรือสรุปผลการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตแล้ว ชี้เม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท คาดสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวม 300%
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาตามลำดับชั้นเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังที่จะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว จึงขอเรียนว่า ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว
กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย
โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว
โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น
ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้
นอกจากการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน
เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอด้านยุทโธปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนในประเทศ และผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ผู้ยื่นข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ
หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy)
เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,250 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 43% ของมูลค่าโครงการ
โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย
ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมีมูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว
และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 53,650 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 320% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ
โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ "กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย"
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
31 กรกฎาคม 2569
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ กองทัพเรือไทยยังคงมีการฝึกกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่องรวมถึงการฝึกผสม CARAT Thailand 2026 ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ กับกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy), หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ(USCG: U.S. Coast Guard) และกองทัพเรือแคนาดา(RCN: Royal Canadian Navy) โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
กองทัพเรือไทยนำเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงสายบุรี และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ลล.๔ S-76B และอากาศยานไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้า บร.ตช.๒ RQ-21A Blackjack ขณะที่หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯส่งเรือตรวจการณ์ cutter ชั้น Sentinel สองลำ เรือตรวจการณ์ WPC-1141 USCGC Charles Moulthrope และเรือตรวจการณ์ WPC-1145 USCGC Emlen Tunnell
และกองทัพเรือสหรัฐฯนำเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon และอากาศยานไร้คนขับ MQ-9 Reaper เข้าร่วมการฝึกในอ่าวไทยที่ฐานทัพเรือสัตหีบ และกองทัพเรือไทยยังคงส่งกำลังพลร่วมการฝึกผสมทางทะเลนานาชาติ RIMPAC 2026 ที่ Hawaii สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ ๒๔ มิถุนายน-๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ รวมการฝึกการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief)
อีกด้านที่ฐานทัพเรือสงขลา เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ทัพเรือภาคที่๒ ทรภ.๒(2nd NAC: Second Naval Area Command) ได้ส่งเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือหลวงทยานชล ทำการลาดตระเวนร่วม(Joint Patrol) กับเรือตรวจการณ์ชั้น Kris เรือตรวจการณ์ KD Sri Sabah(46) กองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
ในพื้นที่ลาดตระเวนร่วมจังหวัดนราธิวาสของไทยและรัฐกลันตันของมาเลเซีย การฝึกและความร่วมมือกับมิตรประเทศอื่นๆของกองทัพเรือไทยยังรวมถึงการส่งกำลังพลสุภาพสตรีเข้าร่วมโครงการ Ship Rider Cooperation Program 2026 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) บนเรือบรรทุกอากาศยานอเนกประสงค์ CVM-184 JS Kaga กับมิตรประเทศอื่นๆ
วีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์ของกองทัพเรือไทยเกี่ยวกับการฝึกผสม CARAT 2026 ยังแสดงให้เห็นว่าเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำคือ เรือ ต.997 และเรือ ต.998 ได้เสร็จสิ้นการได้รับการติดตั้งด้วยระบบปืนเรือ SENTINEL 30 RCWS ของบริษัท EM&E Group สเปนที่จัดส่งมาในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๖๙(
https://aagth1.blogspot.com/2026/01/sentinel-30-997.html ) แล้ว
ทั้งนี้ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๐ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยได้ชี้แจงโครงการจัดซื้อจัดจ้างและการพัฒนากำลังรบของกองทัพเรือไทยหลายเรื่องๆ รวมถึงแผนการพัฒนาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกระบบไร้คนขับ(Unmanned Carrier)
การพัฒนาเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์(MPPV: Multi Purpose Patrol Vessel) ในไทย ความคืบหน้าการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Hermes 900 MALE UAV(
https://aagth1.blogspot.com/2022/03/male-uav-hermes-900.html ) ที่ประกอบด้วยตัวอากาศยาน(air vehicle) จำนวน ๗เครื่อง และสถานีควบคุมภาคพื้นดิน ๒ระบบถูกระบุว่าชุดแรกถูกส่งมอบแล้วในเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ผ่านมา
ซึ่งก็ตรงกับที่ตัวแทนบริษัท Elbit Systems อิสราเอลกล่าวกับผู้เขียนในงาน Defense & Security 2025 ว่าการส่งมอบจะมีในปีหน้า(2026) แต่ให้รายละเอียดไม่ได้ และโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำซึ่งมีข้อสรุปแล้วจะมีการส่งเรื่องให้กระทรวงกลาโหมไทย คณะรัฐมนตรีไทย และรัฐสภาไทยอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกองทัพเรือไทยมองจะมีเรือฟริเกต ๘ลำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ๑๐ลำ เรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง ๑๒ลำ และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ๑๘ลำภายในปี พ.ศ.๒๕๘๐(2037) ครับ
(ที่จริงยังมีข่าวลือว่าโครงการเรือฟริเกตใหม่กำลังมีบริษัทที่แพ้การแข่งขันจะยื่นประท้วงผลการคัดเลือกแบบเรือ ซึ่งก็ตามที่ผู้เขียนกล่าวไปว่าแม้ว่าโครงการจะมีวงเงินราวเพียง ๑๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($531,657,150) สำหรับเรือฟริเกต ๑ลำ แต่วงเงินแท้จริงสำหรับทั้งโครงการคือเรือฟริเกตใหม่ ๔ลำพร้อมการลงทุนอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศระยะยาวนั้นสูงมาก ทำให้การแข่งขันและการเมืองภายในจึงดุเดือดรุนแรงมาก)
The Royal Thai Air Force (RTAF) and the Republic of Singapore Air Force (RSAF) concluded the exercise AIR THAISING 2026 at Wing 23 Udon Thani RTAF base, Thailand from 6-16 July 2026.
The bilateral exercise AIR THAISING 2025 participated with RTAF Beechcraft AT-6TH Wolverine light attack aircrafts of 411th Squadron, Wing 41 Chiang Mai; Dornier Alpha Jet TH of 231st Squadron, Wing 23; and RSAF Lockheed Martin F-16C/D/D+ Block 52 Fighting Falcon. (Royal Thai Air Force)
กองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAISING 2026 ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี โดยเป็นการกลับมาจัดการฝึกใหม่อีกครั้งต่อเนื่องตั้งแต่การฝึกผสม AIR THAISING 2024 ในปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024) และการฝึกผสม AIR THAISING 2024 ในปี พ.ศ.๒๕๖๘
การฝึกผสม AIR THAISING 2026 ปีนี้กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ และเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓ เข้าร่วมการฝึก ขณะที่กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้นำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon เข้าร่วมการฝึก
ซึ่งการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้มุ่งเน้นที่ภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นร่วมกับชุดควบคุมการรบ(CCT: Combat Control Team) จาก กรมปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธิน ปพ.อย.(SOR: Special Operations Regiment, SFC: Security Force Command) กองทัพอากาศไทย โดยทำการฝึก ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
นอกเหนือจากการฝึกภายในประเทศไทยที่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ยังได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ฐานทัพอากาศ RAAF Base Darwin และฐานทัพอากาศ RAAF Base Tindal รัฐ Northern Territory ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ร่วมกับ ๒๑ชาติจากทั่วโลกที่ส่งอากาศยานกว่า ๑๐๐เครื่องเข้าร่วม
ซึ่งการฝึกผสม Pitch Black 2026 ที่จัดขึ้นทุกสองปีออสเตรเลียปีนี้กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลีเข้าร่วม ขณะที่ชาติ ASEAN อื่นที่เข้าร่วมยังรวมถึงกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ที่ส่งเครื่องบินขับไล่และฝึก T-50i
และกองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ที่ส่งเครื่องบินขับไล่และโจมตี FA-50PH เข้าร่วมการฝึก ในห้วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี้กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) มีกำหนดจะจัดการฝึกผสมทางอากาศ Falcon Strike 2026 ณ กองบิน๒๓ อุดรธานีครับ
15th ANNIVERSARY GRIPEN INTEGRATED AIR DEFENSE SYSTEM
The Royal Thai Air Force (RTAF) held 15th anniversary ceremony of GRIPEN INTEGRATED AIR DEFENSE SYSTEM at Wing 7 Surat Thani RTAF base on 20 July 2026. (DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)
Saab Gripen C/D of 701st Squadron and Saab 340 ERIEYE AEW/B of 702nd Squadron, Wing 7: 15 years of RTAF service under PEACE SUVARNABHUMI program since 7 July 2011.
การแสดงกำลังทางอากาศ และสวนสนามอากาศยานภาคพื้นดิน “คชสาร ยาทตรา” Elephant Walks ของกองบิน7
เพื่อเป็นการแสดงถึงความพร้อมรบของกำลังทางอากาศของกองบิน7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวาระครบรอบ15ปี ของการเข้าประจำการของเครื่องบินรบJAS-39C/D และSAAB 340 ในประเทศไทย ได้การสวนสนามทางอากาศการประกอบกำลังทางอากาศของ JAS-39C/D จำนวน 9ลำ และSAAB340 จำนวน3ลำ บินหมู่ผ่านเหนือทางวิ่งกองบิน7 และท่าอากาศยาน สุราษฎร์ธานี
จากนั้นจึงการลงจอด เพื่อปรับรูปขบวนบนทางวิ่ง เพื่อทำการสวนสนามภาคพื้นดิน ในรูปแบบElephant Walks หรือ คชสาร ยาทตรา หนึ่งในธรรมเนียมการบินสากล สำหรับกองทัพอากาศทั่วโลก ที่มานับแต่สงครามโลกครั้งที่2 อันเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมรบของเครื่องบินรบบนทางวิ่งไปพร้อมๆกัน อันออกมาเป็นภาพของการเคลื่อนกำลังเครื่องบินรบจำนวนมาก ค่อยๆแท็กซี่ผ่านทางวิ่ง
ด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์อากาศยานที่ดังพร้อมกันมากกว่าสิบลำ ยิ่งทำให้บรรยากาศของการสวนสนามรูปแบบนี้ เหมือนกับขบวนช้างศึกที่กำลังเคลื่อนทัพเข้าสู่การรบ อันเป็นที่มาของชื่อ Elephant Walks ที่เป็นสิ่งเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลฝ่ายเดียวกัน ให้มีความฮึกเหิม และเชื่อมั่นในกำลังทางอากาศที่มีอยู่
การสวนสนามรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติ แขกผู้ร่วมในพิธี อันรวมถึง อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารอวุโส ที่มีส่วนร่วมในโครงการPeace Suwannabhumi แต่ยังเป็นการแสดงความพร้อมของฝูงบินทั้งสองของกองบิน7 ทั้งในด้านขีดความสามารถของอากาศยาน และความพร้อมในด้านบุคลากรของกองบิน ที่สามารถรักษาขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจได้ในระดับสูงสุด
การสวนสนามในครั้งนี้ ทั้งสองรูปแบบเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความสำเร็จตลอดห้วงเวลา15ปีของโครงการ Peace Suwannabhumi “สุวรรณภูมิสันติ เพื่อสันติแห่งมาตุภูมิ”
การบรรจุเข้าประจำการระบบป้องกันทางอากาศแบบบูรณาการ Gripen Integrated Air Defense System(IADS) ที่ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่๑ บ.ค.๑ Saab 340 ERIEYE AEW(Airborne Early Warning) เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๗ บ.ล.๑๗ SAAB 340B
และเครื่องบินตรวจการณ์และลำเลียงแบบที่๑๗ บ.ตล.๑๗ SAAB 340 B ELINT/COMINT ฝูงบิน๗๐๒ กองบิน๗ ที่ได้รับการจัดหาภายใต้โครงการ PEACE SUVARNABHUMI ตั้งแต่ที่เครื่องชุดแรกถูกบรรจุเข้าประจำการเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔(2011) ได้ก้าวเข้าสู่ปี๑๕ แล้วตามการจัดพิธีครบรอบ ๑๕ปีการบรรจุเข้าประจำการ ณ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
หลักจากเข้าร่วมการรบจริงในปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘ กองทัพอากาศไทยเป็นผู้ใช้งานส่งออกรายเดียวในกลุ่ม Gripen User ที่ได้รับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS15 เป็นขีดความสามารถของเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D โดยยังไม่มีการเปิดเผยการทดสอบยิงจริงจนถึงตอนนี้ ซึ่งไม่ควรจะถูกคาดเดาเอาเองว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น RBS15 หมดอายุการใช้งานไปแล้วครับ