วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๙-๖



The Royal Thai Air Force (RTAF) delegation was attended to rollout ceremoy of 1st Saab Gripen F (F-39F Gripen) for Brazilian Air Force at Linköping, Sweden on 2 June 2026. 





In 2025, the RTAF has ordered 12 of Gripen E/F include 2 of Gripen F two seat variant, seen first of 3 Gripen E and 1 Gripen F for 102nd Tactical Fighter Squadron (TFS), Wing 1 Korat RTAF base in prodution line. (Royal Thai Air Force)



เสนาธิการทหารอากาศร่วมงานเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen F เครื่องแรกของกองทัพอากาศสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ณ ราชอาณาจักรสวีเดน
พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมงานเปิดตัวเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen F (Roll-out Ceremony) เครื่องแรกของกองทัพอากาศสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Força Aérea Brasileira) ตามคำเชิญอย่างเป็นทางการของบริษัท SAAB AB ณ เมืองลินเชอปิง (Linköping) ราชอาณาจักรสวีเดน เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่แบบ Gripen E/F ของกองทัพอากาศสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งถือเป็นลูกค้ารายแรกของโครงการนี้และถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างบริษัท SAAB AB และบริษัทด้านอุตสาหกรรมต่างๆของบราซิล 
ทั้งนี้บราซิลได้ส่งวิศวกรจากบริษัท Embraer, AEL Sistemas และ AKear เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การพัฒนาเครื่องรุ่น ๒ ที่นั่งนี้ ไปจนถึงการบูรณาการระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน เป็นต้น 

สำหรับเครื่องบิน Gripen F ที่เปิดตัวในครั้งนี้ เป็นเครื่องบินขับไล่แบบ ๒ ที่นั่ง ที่มีขีดความสามารถภายใต้แนวคิดหลักที่สำคัญคือ 
๑.ใช้ทำการฝึกนักบินได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถลดขั้นตอนการฝึกบินเปลี่ยนแบบ ให้เข้ากับการฝึก Fighter lead-in ภายใต้เครื่องแบบเดียวกัน โดยผ่านการผสมผสานการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบเปิดภายในห้องนักบิน ระบบ Avionics และระบบอาวุธ ที่นักบินใหม่จะได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็นขั้นตอนจนสามารถปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนได้ ส่งผลใช้ต้นทุนในการฝึกน้อยกว่า 
๒.Gripen F ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติภารกิจการรบในสภาพแวดล้อมในอนาคตที่มีภัยคุกคามที่สูงขึ้น อันตรายขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักบินในระยะเวลาอันสั้นในการรับมือ ดังนั้นด้วยการสนับสนุนจาก AI และระบบสมองกลอันทันสมัยของเครื่องบินจะช่วยสร้างการรับรู้และสนับข้อมูลเพื่อการตัดสินใจให้นักบินในที่นั่งหน้าที่จะแยกไปให้ความสนใจการรบตรงหน้าและบริหารจัดการเฉพาะ 
Inner OODA LOOP  สำหรับนักบินในที่นั่งหลังจะทำหน้าที่ในการควบคุมภารกิจและบริหารจัดการ Outer OODA loop รวมถึงติดตามสถานการณ์และประสานการปฏิบัติกับอากาศยานแบบอื่นและควบคุมภารกิจในลักษณะ Manned-Unmanned Teaming ในอนาคตได้อีกด้วยได้ส่งผลให้การบินเครื่องบินแบบ ๒ ที่นั่งในภารกิจการรบจริงจะมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้น

ซึ่งสำหรับกองทัพอากาศไทยนั้นภายใต้โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนระยะที่ ๑ จะได้รับมอบ Gripen F จำนวน ๑ เครื่องและเครื่องบินแบบ Gripe n E (ที่นั่งเดี่ยว) อีกจำนวน ๓ เครื่อง 
การเข้าร่วมงานเปิดตัวเครื่องบิน Gripen F ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของทั้งกองทัพอากาศบราซิล บริษัทด้านอุตสาหกรรมการบินของบราซิลและบริษัท SAAB แล้ว เสนาธิการทหารอากาศ ได้โอกาสมีโอกาสสนทนา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์ แนวความคิดในการออกแบบและการดำเนินโครงการ Gripen E/F และมุมมองด้านอื่นๆ กับผู้บริหารในระดับต่างๆที่เข้าร่วมงานได้แก่ 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดน ผู้บัญชาการทหารอากาศสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรสวีเดน ผู้บริหารของบริษัท SAAB  ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของประเทศที่มีเครื่องบิน Gripen เข้าประจำการ ตลอดจนนักบินลองเครื่องต้นแบบของ บริษัท SAAB ที่ร่วมพัฒนา Gripen F 
ซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำบทเรียน มุมมอง คำแนะนำ ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับนำมาถ่ายทอดให้คณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาปรับใช้ในการบริหารโครงการฯ ของ ทอ.ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป 
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามบทความพิเศษโครงการ Gripen E/F รวมถึงความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนากำลังทางอากาศของกองทัพอากาศเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางพิเศษเร็วๆ นี้ กองทัพอากาศกำลังพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้ทุกท่านร่วมติดตามความคืบหน้าโครงการจัดหากำลังรบทางอากาศ และการพัฒนาขีดความสามารถด้านการบินของกองทัพอากาศไทยในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

First piece of STARS บนสายการผลิต Gripen E/F
อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการเตรียมความพร้อม 
เพื่อความมั่นคงของน่านฟ้าไทย
พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมพิธีเปิดตัว Gripen F เครื่องแรกของกองทัพอากาศบราซิล ณ เมืองลินเชอปิง ราชอาณาจักรสวีเดน พร้อมเยี่ยมชมสายการผลิตและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักบินทดสอบของ SAAB เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนาการบริหารโครงการจัดหา Gripen E/F ของ ทอ. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ ทอ.จะได้รับ Gripen F จำนวน 1 เครื่อง และ Gripen E จำนวน 3 เครื่อง ภายใต้โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนระยะที่ 1 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปกป้องน่านฟ้าไทยในอนาคต
“เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F มีความคืบหน้าสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยตัวแทนกองทัพอากาศไทย พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F เครื่องแรกสำหรับบราซิล ณ โรงอากาศยานของบริษัท Saab สวีเดนใน Linköping เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙
ในฐานะลูกค้าส่งออกรายแรกกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira) ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน ๓๖เครื่องกำหนดแบบเป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว F-39E Gripen E จำนวน ๒๘เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F Gripen F จำนวน ๘เครื่อง ที่เครื่องแรกหมายเลขแพนหาง 4000 ถูกเปิดตัวไปล่าสุด(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/saab-gripen-f.html)
จนถึงขณะนี้กองทัพอากาศบราซิลได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-39E Gripen E ของตนแล้วจำนวน ๑๑เครื่อง โดย Gripen E เครื่องแรกที่ประกอบในบราซิลถูกเปิดตัวในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/gripen-e.html) บราซิลยังได้ลงนามข้อตกลงกับสวีเดนเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ ที่่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E เพิ่มจำนวน ๒๐เครื่อง รวมการสั่งจัดหาทั้งหมดเป็น ๕๖เครื่องด้วย

ก่อนหน้านี้ระหว่างการเยือนสวีเดนของประธานาธิบดียูเครนเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นำมาสู่ข้อตกลงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน ๒๐เครื่องแก่ยูเครนภายในปี พ.ศ.๒๕๗๓(2030) และสวีเดนจะยังบริจาคเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน ๑๖เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) แก่ยูเครนที่จะส่งมอบภายในต้นปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
โดยกองทัพอากาศสวีเดนได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E ไปแล้วจำนวน ๖๐เครื่องและจะจัดหาเพิ่มอีก ๑๒ เครื่องรวมเป็น ๗๒เครื่องเพื่อทดแทน Gripen C/D รุ่นก่อนที่บริจาคให้ยูเครน จากแผนก่อนหน้าที่จะใช้เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen D รุ่นก่อนหน้าที่มีอยู่แล้วในการฝึกนักบินพร้อมรบ มีรายงานจากสื่อสวีเดนล่าสุดว่ากองทัพอากาศสวีเดนอาจมองที่จะสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F ตามมาด้วย
กองทัพอากาศไทยเป็นลูกค้าส่งออกที่จะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข บ.ข.๒๐ข Gripen E เครื่องแรกและเครื่องที่สองในปี พ.ศ.๒๕๗๒(2029) ตามมาด้วยเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ค บ.ข.๒๐ค Gripen F เครื่องแรกร่วมกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข Gripen Eเครื่องที่สามในปี พ.ศ.๒๕๗๓(2030) ตามโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องที่ลงนามสัญญาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025)

โครงการจัดหาครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ทั้งหมด ๑๒เครื่อง เดิมมองที่จะแบ่งการจัดหาเป็นสามระยะคือ ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F ๑เครื่อง, ระยะที่๒ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F ๑เครื่อง, และระยะที่๓ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E ๔เครื่อง
ล่าสุดกองทัพอากาศไทยไทยมองจะปรับเปลี่ยนแผนที่จะจัดหาระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๗เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F จำนวน ๑เครื่อง เพียงระยะเดียวในห้วงปีประมาณ พ.ศ.๒๕๗๑-พ.ศ.๒๕๗๕(2028-2032) ถ้าได้รับความเห็นชอบอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไทยและรัฐสภาไทย จะทำให้ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F จำนวน ๑๒เครื่องเข้าประจำการในฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราชได้เร็วขึ้น
ขณะนี้ชิ้นส่วนหลักต่างๆของ บ.ข.๒๐ข Gripen E เครื่องแรกของกองทัพอากาศไทยมีความคืบหน้าการสร้างมากแล้วและน่าจะเปิดตัวได้ในราวปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) ตามด้วยการทดสอบเครื่องและการฝึกกำลังพลก่อนส่งมอบ โคลอมเบียยังเป็นลูกค้าส่งออกที่จะได้รับ Gripen E/F จำนวน ๑๗เครื่องรวมรุ่นสองที่นั่ง Gripen F จำนวน ๒เครื่องต่อจากไทย Gripen F ทุกเครื่องจะถูกผลิตที่โรงอากาศยาน Linköping ของ Saab สวีเดนครับ




Today, we are diving into the sky. Our strong bilateral partnership relies on a shared vision for regional stability, bringing these distinct communities together to work side-by-side toward a free and open Indo-Pacific:
Tactical Air Control (TACP): Operating on the ground at the forward edge, these specialized Airmen and Royal Thai Air Force Combat Controllers direct combat aircraft onto targets, coordinating high-end air-to-ground strikes.
Ground Control Interception (GCI): The eyes in the sky. These battle management experts monitor radar systems from command centers to track airborne threats and guide friendly aircraft to intercept them.
Air Operations & Air Defense: The strategic backbone. This layer coordinates long-range ground-based air defense systems and target engagements to protect critical assets from incoming threats.
By training face-to-face across different continents and ranges, these teams build the seamless interoperability required for complex joint force operations worldwide.
 1. Air-to-Ground Integration: A U.S. Air Force HH-60W Jolly Green II helicopter from the New York ANG's 106th Rescue Wing provides close air support training for Washington ANG 116th ASOS TACPs and RTAF Combat Controllers at Warren Grove Range, N.J.
 2. Controlling the Strike: 116th ASOS TACPs and RTAF Combat Controllers operate communications gear to coordinate a simulated air support mission at Warren Grove Range, N.J.
 3. Command and Control (GCI): Airmen from the Western Air Defense Sector (WADS), Washington ANG, and the RTAF synch up radar operations during ground control interception training at Camp Murray.
 4. Ground-Based Air Defense: U.S. Army Lt. Col. David Nash briefs RTAF partners on ground-based air defense systems and intercept techniques at Don Muang RTAF Base in Bangkok, Thailand. ดูน้อยลง

That’s a wrap on Exercise Enduring Partners 2026!
From the flight lines and simulation centers to the rugged waters of the Spokane River and the digital networks of our cyber ranges, this annual bilateral exchange brought U.S. and Royal Thai Air Force teams together across two continents.
By integrating across multiple lines of effort including Medical, Logistics, Pararescue, Air Operations, GCI, TACP, Combat Communications, Space, and Cyber, our forces didn't just sharpen their readiness and crisis-response capabilities; they reinforced a deep, long-term relationship built on mutual trust and a shared vision for a free and open Indo-Pacific.
Thank you to all the Airmen, Guardians, Soldiers, and local agency partners who worked side-by-side to make this year’s engagement a success!
Press play to watch the full recap of EP26 in action!

มิตรภาพที่มั่นคง ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
นำ ทอ.ไทย–สหรัฐฯ ยกระดับความพร้อมรบแบบ Multi-Domain
กำลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพอากาศ เข้าร่วมการฝึก Enduring Partners 2026 กับ Washington Air National Guard โดยทำการฝึกร่วมทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพิ่มทักษะกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมแบบ Multi-Domain ให้พร้อมรับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต
การฝึกครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศ ในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้ง ทางอากาศ ไซเบอร์ อวกาศ การสื่อสาร และ ภัยพิบัติ เพื่อความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างมั่นคง

กองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) โดยกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ Washington(WA ANG: Washington Air National Guard) และกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ New York(NY ANG: New York Air National Guard) เสร็จสิ้นการฝึกผสม ENDURING PARTNERS 2026 ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกผสม Enduring Partners 2026 ในไทยและในสหรัฐฯซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่๔แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/enduring-partners-2025.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/05/enduring-partners-2024.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/09/enduring-partners-2023.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/09/enduring-partners-engagement-2023.html
ได้ครอบคลุมหลายหัวข้อการฝึกทั้งในภาคที่ตั้งและภาคสนามโดยกองทัพอากาศไทยได้จัดกำลังครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ เข้าร่วม ขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐฯส่งเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ HH-60W Jolly Green II กองบินกู้ภัยที่๑๐๖(106th Rescue Wing) New York ANG เข้าร่วมการฝึกในไทยครับ




Hanwha Ocean displayed a model of its Ocean-40F frigate proposal for the Royal Thai Navy (RTN) at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (Sompong Nondhasa and Defense & Security)
Hanwha Ocean proposed its Ocean-40F frigate designs as the second and third Bhumibol Adulyadej-class guided missile frigates, the first of class FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej in commissioned since 2019. 

Royal Thai Navy Reaffirms Transparent Frigate Procurement Process; Final Decision Nearing Completion Under Integrity Pact Oversight
Rear Admiral Paraj Ratanajaipan, Spokesperson of the Royal Thai Navy, stated that in response to comments circulating on social media regarding the evaluation and selection process for the Royal Thai Navy's High-Performance Frigate Procurement Project, the Royal Thai Navy would like to clarify that the evaluation process is currently in its final stage and is approaching conclusion.
The relevant committees have conducted the evaluation in strict compliance with the criteria, conditions, and requirements specified in the Terms of Reference (TOR) at every stage of the process.
The evaluation is based solely on the qualifications and proposals submitted by the six bidders that successfully met the preliminary requirements. The assessment follows an evidence-based evaluation approach, relying exclusively on verifiable information, documents, and supporting evidence in accordance with the criteria established in the TOR. This ensures that the decision-making process remains fair, objective, and fully auditable.
The Royal Thai Navy places significant emphasis on assessing the vessel's operational capabilities, weapons systems, support systems, technology transfer provisions, domestic defence industry development, and the overall benefits that Thailand will receive. All considerations are conducted within a clearly defined evaluation framework.
Furthermore, throughout the evaluation process, the project has been subject to observation under the Integrity Pact mechanism. This framework allows representatives from the public sector and civil society to participate in monitoring and observing key stages of the project. Such external oversight complements the government's existing regulatory and supervisory mechanisms, thereby strengthening public confidence that the entire process is being conducted transparently, fairly, and in accordance with good governance principles.
The Royal Thai Navy Spokesperson further noted that although the evaluation process is now in its final stage and nearing completion, the Royal Thai Navy is not yet in a position to disclose the results. The outcome must first proceed through the established government approval process and be submitted to the authorized authorities for consideration and approval through the appropriate chain of command before any official announcement can be made. This is to ensure full compliance with applicable laws, government regulations, and principles of good governance in public procurement.
The Royal Thai Navy remains confident that a process conducted with diligence, transparency, and oversight from multiple stakeholders will result in the procurement of a frigate that best meets operational requirements while delivering maximum benefit to the nation. Beyond enhancing national defence capabilities and the operational readiness of the Royal Thai Navy, this frigate procurement project also represents a significant opportunity to advance Thailand's defence industry, facilitate technology transfer, create employment opportunities, attract domestic investment, and contribute to the country's long-term economic development.
“More Than Defence Procurement – A Return for Our Nation”
Office of the Royal Thai Navy Spokesperson,
23 June 2026

กองทัพเรือยืนยันการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใกล้ได้ข้อยุติภายใต้การกำกับดูแลของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่มีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือนั้น 
ขอเรียนว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณายังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายและใกล้ได้ข้อยุติ โดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน Term of Reference (TOR) อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอน
การพิจารณาดังกล่าวเป็นการประเมินจากคุณสมบัติและข้อเสนอของบริษัทผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง 6 ราย โดยยึดหลักการพิจารณาจากข้อมูล เอกสาร และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ (Evidence-Based Evaluation) ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน TOR เท่านั้น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
กองทัพเรือให้ความสำคัญในการพิจารณาทั้งด้านขีดความสามารถของเรือ ระบบอาวุธ ระบบสนับสนุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในภาพรวม ภายใต้กรอบการประเมินที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน 
นอกจากนี้ ตลอดกระบวนการพิจารณา ยังอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากภาคประชาชนเข้ามาร่วมติดตามและสังเกตการณ์ในขั้นตอนสำคัญของโครงการ 
อันเป็นการตรวจสอบจากภายนอกควบคู่ไปกับกลไกกำกับดูแลตามปกติของทางราชการ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม
โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาจะอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายและใกล้ได้ข้อยุติแล้วก็ตาม แต่กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาได้ในขณะนี้ เนื่องจากจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการและเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้นก่อน จึงจะสามารถประกาศผลได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบราชการ และหลักธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
กองทัพเรือเชื่อมั่นว่ากระบวนการที่ดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากหลายภาคส่วน จะนำไปสู่การได้มาซึ่งเรือฟริเกตที่มีความเหมาะสมกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เพราะการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและความพร้อมรบของกองทัพเรือเท่านั้น 
แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน การลงทุนภายในประเทศ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
23 มิถุนายน 2569

ช่วงนี้มีหลายความเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกเรือฟริเกต ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และทุกคนก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น
แต่อยากชวนมองอีกมุมหนึ่งครับ
คนที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการพิจารณา เขาไม่ได้ตัดสินจากข้อมูลในโซเชียล หรือข้อมูลที่ไปค้นมาจากแหล่งต่าง ๆ แต่ตัดสินจากเอกสาร ข้อเสนอ และหลักฐานที่ผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายส่งเข้ามาตามเงื่อนไขของโครงการ
ข้อมูลหลายอย่างที่คณะกรรมการใช้ประกอบการพิจารณา จึงอาจไม่ใช่ข้อมูลเดียวกับที่ปรากฏอยู่ภายนอก เพราะมีข้อมูลและเอกสารที่ผู้ยื่นข้อเสนอส่งมาโดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจตามกระบวนการ
เพราะฉะนั้น หากวันนี้เรารีบสรุปว่าใครดีกว่าใคร หรือใครควรได้รับการคัดเลือก โดยอาศัยข้อมูลเพียงบางส่วน ก็อาจทำให้การตัดสินคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงได้
วิจารณ์ได้ครับ.... ตั้งคำถามได้เช่นกัน แต่อยากชวนให้อดใจรอฟังผลการพิจารณาอีกนิด เมื่อถึงเวลาที่กองทัพเรือสามารถชี้แจงได้ เราจะพยายามอธิบายในทุกประเด็นที่สังคมสงสัยให้มากที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ละเมิดกระบวนการที่ต้องปฏิบัติ
สุดท้าย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ชื่อของผู้ชนะ แต่คือการที่กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุผล ตรวจสอบได้ และประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ 
โฆษกกองทัพเรือ 
29 มิถุนายน 2569

ถ้ายังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการโดยตัวแทนของกองเรือไทยเองโดยตรงตามหลักการแล้วขณะนี้(๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙)จะยังถือว่ายังไม่มีการยืนยันการเลือกแบบผู้ชนะโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำว่าจริงอยู่ ในกรณีที่แบบเรือที่ชนะคือเรือฟริเกต Ocean-40F ของบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html) เป็นความจริงก็ถือว่าไม่น่าแปลกใจและสมเหตุสมผล
เนื่องจากเรือฟริเกต Ocean-40F มีพื้นฐานพัฒนาจากเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชที่กองทัพเรือไทยมีใช้งานอยู่แล้ว(แม้ว่าในทางเทคนิคจะเป็นแบบเรือที่ต่างกันคนละแบบก็ตาม) ตามที่บริษัท Hanwha Ocean นำเสนอแบบเรือฟริเกต Ocean-40F แก่กองทัพเรือไทยในฐานะเรือฟริเกตชุดเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ลำที่สองและลำที่สาม คะแนนที่หนักไปทางสมรรนะและค่าใช้จ่ายย่อมรวมแล้วสูงถ้าเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ
อย่างไรก็ตามปัญหาที่แท้จริงคืการสร้างกระแสโจมตีจากภาคประชาชนโดยสื่อไร้จรรยาบรรณในคราบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านซึ่งน่ากลัวว่าสื่อเลือกข้างอย่างเปิดเผย ต่อให้ผู้ชนะไม่ใช่ Hanwha Ocean แต่เป็นแบบเรือฟริเกต HDF-4000TH ของบริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี ข้อกล่าวหาก็จะเปลี่ยนเป็นสมรรถนะสูงแต่ไม่มีใครเคยใช้มาก่อนเป็นเรือหนึ่งหนึ่งชั้นเรือใหม่(One-Ship One-Class) อยู่ดี

หรือถ้าผู้ชนะเป็นแบบเรือฟริเกต ALFA 3000 ของบริษัท Navantia สเปนข้อกล่าวหาก็จะเปลี่ยนเป็นเลือกแบบเรือที่มีขนาดเล็กล้าสมัยปรับปรุงในอนาคตยาก และการต่อเรือในไทย 100% ตั้งแต่ลำแรกเป็นเรื่องเกินขีดความสามารถอุตสาหกรรมในไทยอยู่ดี หรือถ้าผู้ชนะเป็นบริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์ที่ไม่ทราบแบบ(น่าจะเป็น Vanguard 120) ข้อกล่าวหาก็จะเป็นการเลือกเรือที่ไม่เคยมีการสร้างจริงมาก่อนอยู่ดี
หรือถ้าผู้ชนะเป็นบริษัท TAIS Shipyards ตุรกีที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกต Frigate 115 Bora และ ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกีที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกต AS3600 ข้อกล่าวหาก็จะเป็นการจัดหาเรือรบระบบอาวุธและอุปกรณ์ตุรกีล้วนที่กองทัพเรือไทยไม่เคยใช้มาก่อนอยู่ดี และท้ายที่สุดถ้ายังไม่สามารถมีการลงนามสัญญาจัดหาได้ภายในก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ 
กองทัพเรือไทยก็ต้องคืนงบประมาณให้สำนักงบประมาณกลางซึ่งหมายถึงการยกเลิกโครงการโดยพฤตินัยอยู่ดี และถ้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตถูกยกเลิกก็มีการแต่งนิยายใส่ไฟ(Flaming)ไว้เรียบร้อยว่ากองทัพเรือไทยจะหันไปจัดหาเรือฟริเกต Type 054B จากจีนแทน ซึ่งก็จะนำไปสู่การกดดันไม่ให้รัฐบาลและรัฐสภาไทยมีการอนุมัติโครงการอะไรให้กองทัพเรือไทยอีกทั้งนั้นเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติทางทะเลครับ
(ซึ่งจะก็เข้าทำนองนิทานอีสปสองพ่อลูกกับลาในตอนจบ(อะไรนะไม่รู้จักนิทานเรื่องนี้หรือ?) ถ้ากองทัพเรือมัวแต่รับฟังคำพูดที่มีวาระซ้อนเร้น(hidden agenda)ของพวกไม่หวังดีต่อชาติที่อยากเห็นทหารเรือไทยไปตายไม่ต่างกับชาติศัตรู! หลังจากที่ไทยเราไม่ควรจะมีเรือดำน้ำแล้ว ต่อไปก็จะตามมาด้วยไทยไม่ควรจะมีเรือฟริเกต ไม่ควรจะมีกองทัพเรือ และสุดท้ายก็จบลงที่ประเทศไทยไม่ควรจะมีทะเลในทางยุทธศาสตร์ในที่สุด)




The Royal Thai Navy (RTN) and the Royal Malaysian Navy (RMN) concluded the exercise SEAEX THAMAL 73/2026 at RTN Third Naval Area Command (3rd NAC) in Phuket, Thailand on 7-13 June 2025, participated with RTN PC-542 HTMS Klang, the Hua Hin-class patrol gun boat; Tor.994, Tor.994-class coastal patrol craft; and Tor.272,Tor.270-class inshore patrol boat; RMN F134 KD Laksamana Hang Nadim, the Laksamana-class corvette; KD Kinabalu (14), the Mahamiru-class minesweeper; Malaysian Maritime Enforcement Agency (MMEA) KM Tanggol and Marine Police Force, Royal Malaysia Police (MPF, RMP) PA 4 patrol craft. (Royal Thai Navy)

การฝึกผสม SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026
ระหว่างวันที่ 7 – 13 มิถุนายน 2569 ทัพเรือภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 จัดฝ่ายอำนวยการและหมู่เรือเข้าร่วมการฝึกผสมแบบทวิภาคี SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026  ด้านสตูล - เปอร์ลิส โดยจัดเรือหลวงแกลง เรือ ต.994 เรือ ต.272 และเรือจากศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมการฝึกฯ 
สำหรับวัตถุประสงค์ของการฝึกครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายทางทะเลของทั้งสองประเทศ รวมทั้งยังเป็นการแสดงกำลังทางเรือในบริเวณแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย

“Welcome to Thailand”
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ทัพเรือภาคที่ 3 ได้ให้การต้อนรับเรือรบ ประเทศมาเลเซียที่เดินทางมาจอดเรือ ณ หลักเทียบเรือ ทัพเรือภาคที่ 3 ในภารกิจฝึกผสม SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026 ด้านสตูล – เปอร์ลิส จำนวน 4 ลำ 
ประกอบด้วยเรือของกองทัพเรือมาเลเซีย 2 ลำได้แก่ เรือ KD LAKSAMANA HANG NADIM และ เรือ KD KINABALU  เรือของหน่วยยามฝั่งมาเลยเซีย 1 ลำ ได้แก่  เรือ KM TANGGOL และเรือตำรวจน้ำมาเลเซีย 1 ลำ ได้แก่ เรือ PA 4 
 การฝึกผสม SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-13 มิถุนายน 2569 เป็นการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ความมั่นคงทางทะเล ระหว่าง ประเทศไทย และ ประเทศมาเลเซีย ฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการปฏิบัติงานร่วมกันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างหน่วยงานทั้งสองประเทศ 
ก่อให้เกิดการประสานการปฏิบัติในระดับพื้นที่ อันจะทำให้การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของทั้ง 2 ประเทศมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น

“พิธีปิดการฝึกผสม SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026 ด้านสตูล - เปอร์ลิส”
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และ FADM Gan Chin  Keat, Deputy Commander Naval Area 1 (MJC) รองผู้บัญชาการภาคทหารเรือที่ 1 เป็นประธานร่วมฝ่ายมาเลเซีย 
ในพิธีปิดการฝึกผสม SEAEX THAMAL ครั้งที่ 73/2026 ด้านสตูล – เปอร์ลิส โดยมีกำลังพลจาก กองทัพเรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 และตำรวจน้ำ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายมาเลเซีย ที่เข้าร่วมฝึกฯ เข้าร่วมในพิธีปิดการฝึกฯ ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต  
ซึ่งผลการฝึกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และแสดงถึงความสัมพันธ์อันดี ความแน่นแฟ้นของกองทัพเรือ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลของทั้ง 2 ประเทศ อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต

กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางเรือทวิภาคีรหัส SEAEX THAMAL 73/2026 ระหว่างวันที่ ๗-๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ ในพื้นที่ภาคทหารเรือที่๑(Naval Area 1) กองทัพเรือมาเลเซีย ใน Perlis และทัพเรือภาคที่๓ ทรภ.๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) กองทัพเรือไทย ในภูเก็ตทะเลอันดามัน
กองทัพเรือไทยจัดเรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงหัวหิน เรือหลวงแกลง(542), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 เรือ ต.994, และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.270 เรือ ต.272 ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือที่ต่อในไทยเข้าร่วมการฝึก กองทัพเรือมาเลเซียจัดเรือคอร์เวตชั้น Laksamana เรือคอร์เวต F134 KD Laksamana Hang Nadim ซึ่งปัจจุบันถูกถอดอาวุธปล่อยนำวิถีและ Torpedo เบาที่หมดอายุการใช้งานออกเป็นเรือตรวจการณ์,
เรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชั้น Mahamiru เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด  KD Kinabalu(14), เรือ KM Tanggol ของหน่วยงานยามฝั่งมาเลเซีย(MMEA: Malaysian Maritime Enforcement Agency) และเรือ PA4 ตำรวจน้ำมาเลเซีย(MPF: Marine Police Force, RMP: Royal Malaysia Police) เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ยาวนานของกองทัพเรือไทยและมิตรประเทศใน ASEAN ครับ




Republic of Korea Navy (RoKN) DDH-977 ROKS Dae Jo-yeong, Chungmugong Yi Sun-sin-class destroyer, arrived Royal Thai Navy (RTN) Sattahip Naval Base, Sattahip district, Chonburi province in Gulf of Thailand on 22 June 2026 for port visit. (Royal Thai Navy)

เรือรบเกาหลีใต้หมายเลข 977 คือ เรือพิฆาต ROKS Dae Jo-yeong (DDH-977) ซึ่งเป็นเรือรบในสังกัดกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี (South Korea Navy) จัดอยู่ในเรือพิฆาตชั้น Chungmugong Yi Sun-sin (หรือโครงการ KDX-II) โดยตั้งชื่อตาม "แดโจยอง" กษัตริย์ผู้รวบรวมแผ่นดินและก่อตั้งอาณาจักรบัลแฮในประวัติศาสตร์เกาหลี
ข้อมูลสำคัญของเรือ ROKS Dae Jo-yeong (DDH-977)
ประเภทเรือ: เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ (Guided-missile Destroyer - DDH)
ผู้สร้าง: อู่ต่อเรือ Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME)
ระวางขับน้ำ: ประมาณ 4,400 ตัน (มาตรฐาน) และสูงสุดประมาณ 5,500 ตันเมื่อบรรทุกเต็มอัตรา
สถานะปัจจุบัน: ประจำการในกองทัพเรือเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2005 และมีแผนได้รับการปรับปรุงระบบอำนวยการรบ (CMS) ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ขีดความสามารถและระบบอาวุธการป้องกันภัยทางอากาศ: ระบบขีปนาวุธ SM-2 Block IIIA สำหรับทำลายเป้าหมายระยะไกล และระบบ RAM สำหรับป้องกันตนเองระยะใกล้การโจมตีและการต่อต้านเรือดำน้ำ: แท่นยิงแนวตั้ง (VLS) สำหรับขีปนาวุธร่อนทลายฝั่ง Hyunmoo-III และขีปนาวุธปราบเรือดำน้ำ Hong Sang Eo (Red Shark) รวมถึงตอร์ปิโดน้ำลึก
อากาศยานประจำเรือ: สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ เช่น Super Lynx หรือ MH-60R Seahawk ได้จำนวน 2 เครื่อง

เรือรบเกาหลีใต้หมายเลข 977 คือ เรือพิฆาต ROKS Dae Jo-yeong (DDH-977) ซึ่งเป็นเรือรบในสังกัดกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี (South Korea Navy) จัดอยู่ในเรือพิฆาตชั้น Chungmugong Yi Sun-sin (หรือโครงการ KDX-II) โดยตั้งชื่อตาม "แดโจยอง" กษัตริย์ผู้รวบรวมแผ่นดินและก่อตั้งอาณาจักรบัลแฮในประวัติศาสตร์เกาหลี




Bridges of Friendship
Indian Navy's Eastern Fleet Ships Udaygiri, Shakti and Kavaratti, led by Rear Admiral Alok Ananda, FOCEF, arrived at Sattahip, Thailand.
The visit aims to enhance interoperability, strengthen professional cooperation and promote greater understanding with Royal Thai Navy through a series of operational interactions, sporting engagements and community outreach activities.
The port call reflects India's commitment to its Act East policy, MAHASAGAR and reinforces cooperative maritime security in the Indo-Pacific. 
The visit aims to strengthen maritime partnerships with ASEAN nations during the ASEAN-India Year of Maritime Cooperation 2026.

ในห้วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ ฐานทัพเรือสัตหีบ ทัพเรือภาคที่๑ ทรภ.๑(1st NAC: First Naval Area Command) จังหวัดชลบุรี ได้ให้การต้อนรับเรือรบจากมิตรประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่องรวมถึงเรือพิฆาตชั้น Chungmugong Yi Sun-sin(KDX-II) เรือพิฆาต DDH-977 ROKS Dae Jo-yeong กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/kdx-ii-cms.html)
ที่เดินทางมาเทียบท่าฐานทัพเรือสัตหีบเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ โดยก่อนหน้านี้เรือพิฆาต ROKS Dae Jo-yeong ได้เสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจการปราบปรามโจรสลัดในอ่าว Aden โซมาเลีย และเดินทางเยือนอินเดียเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ และต่อมากองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ก็ได้ส่งหมู่เรือจำนวน ๓ลำของของตนมาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ 
ประกอบด้วยเรือฟริเกตชั้น Nilgiri เรือฟริเกต F35 INS Udaygiri, เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น Kamorta เรือคอร์เวต P31 INS Kavaratti และเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ A57 INS Shakti ซึ่งเรือทั้งหมดของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีและกองทัพเรืออินเดียเหล่านี้ล้วนเป็นเรือที่ต่อในประเทศของตน เป็นการอวดธงของขีดความสามารถของตนและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานต่อกองทัพเรือไทยครับ




5th Marine Corps Commander's Cup The Sniper Competition 2026 Held... 
Record-Breaking 38 Teams from U.S., Philippines, Thailand, and Others Participate, New ‘Anti-Material Sniper Rifle’ Category Established for the First Time / Courtesy of the Republic of Korea Marine Corps
Evaluation firing under tactical conditions to be conducted at Pohang Suseong Firing Range from June 6 (Sat) to June 12 (Fri)
Record-Breaking 38 Teams Participating, Including Republic of Korea Marine Corps, Republic of Korea Army, Republic of Korea Navy, Korean National Police Agency, U.S. Marine Corps, Philippine Marine Corps, and Thailand's Royal Thai Marine Corps
New ‘Anti-Material Sniper Rifle’ Category Established for the First Time... Verification of real-world tactics including anti-drone and ultra-long-range sniping evaluations
Promoting tactical exchange, unity, and harmony among multinational sniper teams through events such as ‘Sniper’s Day’

ครั้งแรกของนาวิกโยธินไทย เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันพลซุ่มยิง นานาชาติ (The Sniper Compettition) ครั้งที่ 5 ณ เมืองโปฮัง สาธารณรัฐเกาหลี
กองทัพเรือ โดย หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้รับเชิญให้ส่งทีมเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ (The Sniper Competition) ครั้งที่ 5 ณ เมืองโปฮัง สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 6 – 12 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ทำการจัดส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 2 ทีม 
โดยมี นาวาโท ภัทรฉัตร  รุ่งแสง หัวหน้าแผนกฝึก กองยุทธการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็นหัวหน้าคณะ และ นาวาโท ภราดร  เข็มพิลา ผู้บังคับกองพันลาดตระเวน กองพลนาวิกโยธิน เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติ
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นาวิกโยธินไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันในกิจกรรมนี้ ทำให้ได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แชร์ทักษะและวิธีการกับมิตรประเทศ พัฒนาขีดความสามารถ นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการปฏิบัติการของกองทัพเรือไทย กระชับมิตรภาพ สร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง กองทัพเรือไทยและกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงมิตรประเทศที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

นาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ได้เข้าร่วมการแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติครั้งที่๕(5th The Sniper Compettition) เป็นครั้งแรกโดยมีนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(ROKMC: Republic of Korea Marine Corps) เป็นเจ้าภาพที่จัดขึ้น ณ นคร Pohang สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ ๖-๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ 
โดยมี ๓๘ทีมจากชาติเจ้าภาพคือกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army), กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี(KNPA: Korean National Police Agency) และมิตรประเทศคือนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) และนาวิกโยธินฟิลิปปินส์(PMC: Philippine Marine Corps) เข้าร่วม
โดยการแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ The Sniper Compettition 2026 ปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีการนำปืนซุ่มยิงต่อต้านอมภัณฑ์(Anti-Material Sniper Rifle) เข้าร่วมการแข่งขัน โดยยังได้เห็นทีมพลซุ่มยิงของนาวิกโยธินไทยใช้งานปืนซุ่มยิงหนัก Accuracy International AX50 ขนาด .50BGM(12.7x99mm) ซึ่งไม่ใช่อาวุธที่เห็นได้บ่อยนักของนาวิกโยธินไทยครับ






Swap Weapons for a Day:
Photos show soldiers from the Chinese PLA and the Royal Thai Army swapping weapons as a part of small-arms familiarization, including China’s QBZ-191 assault rifle and the Royal Thai Army’s COLT M5 Carbine, during the China-Thailand "Strike 2026" joint army training held in Thailand in mid-to-late May of 2026.  
Focusing on the theme of Joint Counter-terrorism Operations in Mountains and Jungles, Chinese and Thai army troops formed mixed teams to train on such subjects as combat casualty care, operating procedures for unmanned equipment, and live-fire shooting. 
Strike 2026 is the eighth iteration of its kind between the two armies, which aims to continuously deepen bilateral friendship and cooperation, and enhance the troops' capabilities in joint counter-terrorism operations.


Target Engagement:
Photos show soldiers from the Chinese PLA Army and the Royal Thai Army conducting joint operations with Mi-17 helicopter during the China-Thailand "Strike 2026" joint army training held in Thailand in mid-to-late May, 2026.  
Focusing on the theme of Joint Counter-terrorism Operations in Mountains and Jungles, Chinese and Thai army troops formed mixed teams to train on such subjects as combat casualty care, operating procedures for unmanned equipment, and live-fire shooting. 
Strike 2026 is the eighth iteration of its kind between the two armies, which aims to continuously deepen bilateral friendship and cooperation, and enhance the troops' capabilities in joint counter-terrorism operations.

เปิดการฝึกผสม Strike 2026 ระหว่าง ทบ.ไทย - ทบ.จีน อย่างเป็นทางการ

“Winning here is a conscious decision.”
“ ชัยชนะ คือ การตัดสินใจภายใต้สติ ”
การฝึกสไตร์ค 2026 ระหว่างกองทัพบกไทยกับกองทัพบกสาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งเน้นการฝึกในการปฏิบัติการทหารร่วมกัน ทั้งการฝึกการต่อต้านการก่อการร้าย , การฝึกในภูมิประเทศป่า/ภูเขา, การปฏิบัติงานภายในอาคารระยะประชิด, การฝึกปฏิบัติงานร่วมกับโดรนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการลาดตระเวนร่วมกัน

Strike 2026
การฝึกสไตร์ค 2026 มุ่งเน้นการฝึกในการปฏิบัติการทหารร่วมกัน ทั้งการฝึกการต่อต้านการก่อการร้าย , การฝึกในภูมิประเทศป่า/ภูเขา, การปฏิบัติงานภายในอาคารระยะประชิด, การดำรงชีพในป่า, การฝึกปฏิบัติงานร่วมกับโดรนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการลาดตระเวนร่วมกัน

”ฝึกอย่างมืออาชีพ เข้มข้นในทุกๆภารกิจ“
พ.อ.วิทวัส เอกฉันท์ ผบ.รพศ.5  และ พ.อ.หยาง บินบิน รอง เสธ.หมู่กองทัพที่ 75 ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกยิงปืน “Strike 2026”  ในโอกาสนี้ ได้เข้าร่วมยิงปืนร่วมกับ ผู้เข้ารับการฝึก เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหารทั้งสองฝ่าย

การปฏิบัติการร่วมกับอากาศยาน MI-17 และการปฏิบัติต่อเป้าหมาย ในการฝึกผสม ทบ.ไทย-จีน รหัส Strike 2026  

พิธีปิดการฝึก “Strike 2026” 
พล.ท.อดุลย์ จันทร์มา ผบ.นสศ. เป็นประธานฝ่ายไทย และ พล.ต.จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานฝ่ายจีน
พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ตลอดจนกำลังพลผู้เข้ารับการฝึกจากฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ร่วมพิธีปิดการฝึก ณ กรมรบพิเศษที่ 5 ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ในการนี้ ได้มีการกล่าวสรุปผลการฝึกและผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติร่วมที่ผ่านมา ถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านยุทธวิธี การปฏิบัติการพิเศษ การลาดตระเวน การปฏิบัติการโจมตีเป้าหมาย การช่วยเหลือตัวประกัน ตลอดจนการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ความสัมพันธ์ทางทหาร และเพิ่มพูนขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพกำลังรบ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเสริมสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาคต่อไป 
27 พฤษภาคม 2569

กองทัพบกไทยและกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People’s Liberation Army Ground Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมรหัส Strike 2026 ระหว่างวันที่ ๑๕-๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙(ก่อนการส่งมอบรถถังหลัก Type 59D แก่กัมพูชาซึ่งจีนอ้างไทยว่ามีขึ้นก่อนการปะทะในปี พ.ศ.๒๕๖๘)(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/type-59d-39-93.html)
ณ กรมรบพิเศษที่๕ รพศ.๕(5th Special Operations Regiment) กองพลรบพิเศษที่๑ พล.รพศ.๑(1st Special Forces Division) ค่ายขุนเณร ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การฝึกผสมระหว่างหน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยและกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีนได้สลับกันเป็นระหว่างไทยและจีนโดยปีนี้มีไทยเป็นเจ้าภาพทำการฝึกในพื้นที่กองทัพภาคที่๓ ทภ.๓(3rd Army Area) ในภาคเหนือของไทย 
ซึ่งครอบคลุมการฝึกแลกเปลี่ยนการใช้อาวุธอย่างปืนเล็กสั้นจู่โจม Colt M5 ของหน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยกับ ปืนพก QSZ-92 ขนาด 5.8x21mm, ปืนเล็กยาวจู่โจม QBZ-191 ขนาด 5.8x42mm, เครื่องยิงลูกระเบิดกึ่งอัตโนมัติ QLU-11 ขนาด 35x32mmSR(รุ่นส่งออก Norinco LG5 มีขนาด 40x53mm NATO ให้เลือกใช้), ปืนกลมือพร้อมท่อลดเสียง QCW-05 และปืนซุ่มยิงหนัก QBU-10 12.7x108mm จีนเป็นต้นครับ












The Royal Thai Army (RTA) and the Australian Army concluded the combined training exercise Chapel Gold 2026 from 18 to 29 June 2026, with held by 2nd Infantry Battalion, 2nd Infantry Regiment King's Guard, 2nd Infantry Division King's Guard at Chakraphong Camp in Prachinburi Province, Thailand. (Royal Thai Army)





Commander of the First Army Area Presides over the Closing Ceremony of Exercise Chapel Gold 2026: Strengthening Thai–Australian Armoured Infantry Cooperation, Enhancing Combat Readiness, and Reinforcing Regional Security
29 June 2026 – Lieutenant General Worayos Luangsuwan, Commander of the First Army Area, visited the training area and presided over the closing ceremony of Exercise Chapel Gold 2026, a bilateral exercise between the Royal Thai Army and the Australian Army. 
Major General Ash Collingburn, Commander of the 1st Division of the Australian Army, attended the ceremony as the representative of the Australian Army. The ceremony was held at the Artillery Center Live Fire Range, Ban Di Lang, Phatthana Nikhom District, Lopburi Province.
This year's Exercise Chapel Gold 2026 was assigned by the Royal Thai Army to the First Army Area, with the 2nd Infantry Division, King's Guard serving as the lead training formation. Personnel from the 2nd Infantry Regiment, King's Guard trained alongside soldiers from the Australian Army's Rifle Company Butterworth 148 (RCB 148).
The exercise focused on tactical operations from platoon to battalion level and was conducted in Prachin Buri and Lopburi Provinces from 18–29 June 2026. Key training activities included combined operations with armoured vehicles, jungle survival, defensive operations and battle position construction, military operations in urban terrain (MOUT), and live-fire exercises.
In addition to military training aimed at enhancing operational capability and combat readiness, the First Army Area also organized cultural exchange activities to strengthen mutual understanding between the two armies. These included demonstrations of Muay Thai, visits to the Grand Palace, and friendly football matches.
Exercise Chapel Gold 2026 further strengthened the longstanding friendship and military cooperation between the Royal Thai Army and the Australian Army, fostering greater confidence, interoperability, and collaboration across all areas of defence, while contributing to peace, stability, and security in the region.

กองทัพบกไทย – ออสเตรเลีย เดินหน้าฝึกผสม รหัส Chapel Gold 2026 เสริมความพร้อมรบและกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร
การฝึกผสม รหัส Chapel Gold เป็นการฝึกของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ทางยุทธวิธีของกองทัพบกไทย - กองทัพบกออสเตรเลีย ในระดับหมวดจนถึงระดับกองพัน ซึ่งมีการจัดการฝึกเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนพื้นที่การฝึกในพื้นที่ของกองทัพภาคต่างๆ ในแต่ละปี
สำหรับการฝึกผสม Chapel Gold 2026 ในปีนี้ ดำเนินการฝึกระหว่างวันที่ 18 – 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งกองทัพภาคที่ 1 จัดกำลังพลกว่า 400 นาย จาก กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เข้าร่วมการฝึกกับกำลังพลจากกองร้อยอาวุธเบา บัทเทอร์เวิร์ธ 148 (Rifle Company Butterworth 148 : RCB 148) ของกองทัพบกออสเตรเลียกว่า 150 นาย
โดยเมื่อ 18 มิถุนายน 2569 พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และนาวาเอก Paul Welch, RAN (นาวาเอก พอล เวลช์) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารออสเตรเลียประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึก ณ ค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี
การฝึกในครั้งนีั ทหารจากทั้งสองประเทศ ได้ทำการฝึกในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การดำเนินกลยุทธ์​ การดำรงชีพในป่า การฝึกยิงปืนทาง​ยุทธวิธี​ และการปฏิบัติการของหน่วยยานเกราะ  ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และทักษะทางทหาร เพื่อเสริมสร้างความคุ้นเคยในการปฎิบัติทางทหาร และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน 
กองทัพบกเชื่อมั่นว่า การฝึกผสม Chapel Gold 2026 ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มพูนทักษะและความพร้อมรบให้กับกำลังพลของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีงามและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง รวมถึงความพร้อมในการเผชิญหน้ากับภารกิจต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติต่อไป
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก, 23 มิถุนายน 2569

“OPENING CEREMONY CHAPELGOlD2026” 
Royal Thai Army x Australian Army | CHAPEL GOLD 2026 

Royal Thai Army x Army Australian 
| CHAPEL GOLD 2026
“Live Fire Range ”

มทภ.1 ปิดการฝึกผสม Chapel Gold 2026 ทบ.ไทย-ออสเตรเลีย เสริมสร้างการฝึกหน่วยรบยานเกราะ พัฒนาศักยภาพกำลังพลควบคู่สานสัมพันธ์กองทัพมิตรประเทศ สู่ความมั่นคงในภูมิภาค
วันนี้ (29 มิ.ย.69) พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมการฝึกและเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกผสม รหัส Chapel Gold 2026 กองทัพบกไทย – ออสเตรเลีย โดยมี พลตรี แอช คอลลิงเบิร์น ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 (ออสเตรเลีย) ผู้แทนกองทัพบกออสเตรเลีย ร่วมเป็นประธาน พร้อมรับการฝึกการปฏิบัติการเข้าตีด้วยกระสุนจริง ณ พื้นที่การฝึก สนามยิงปืนศูนย์การทหารปืนใหญ่ บ.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี 
การฝึกผสม Chapel Gold 2026 ในปีนี้ กองทัพบกมอบให้กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบจัดการฝึกผสม โดย กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จัดกำลังพลจากกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เข้าร่วมการฝึกกับกองทัพบกออสเตรเลีย โดยจัดกำลังจากกองร้อยอาวุธเบา บัทเทอร์เวิร์ธ 148 (Rifle Company Butterworth 148 : RCB 148) 
ซึ่งเป็นการฝึกดำเนินกลยุทธ์ทางยุทธวิธีในระดับหมวดจนถึงระดับกองพัน ในพื้นที่การฝึก จ.ปราจีนบุรีและ จ.ลพบุรี ระหว่าง 18 – 29 มิ.ย.69 โดยมีการฝึกที่สำคัญ อาทิ การปฏิบัติร่วมกับยานเกราะ, การดำรงชีพในป่า, การตั้งรับและที่มั่นรบ, การรบในพื้นที่สิ่งปลูกสร้างและการฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริง เป็นต้น
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการฝึกระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางทหารและยกระดับความพร้อมรบแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมประเพณีไทย อาทิ ถ่ายทอดศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย การเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวังและการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอีกด้วย 
เพื่อสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดความร่วมมือทางทหารในทุกมิติ อันจะส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป
29 มิถุนายน 2569

กองทัพบกไทยและกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมรหัส Chapel Gold 2026 ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีกองทัพภาคที่๑ ทภ.๑(1st Army Area) เป็นเจ้าภาพ ฝ่ายออสเตรเลียจัดจำนวน ๑๕๐นายกำลังจาก กองร้อยอาวุธเบา Butterworth ๑๔๘(RCB 148: Rifle Company Butterworth 148) ซึ่งเป็นหน่วยฝึกการรบในป่าที่มีที่ตั้งในรัฐ Penang มาเลเซีย
ฝ่ายกองทัพบกไทยจัดกำลังจำนวน ๔๐๐นายจาก กองพันทหารราบที่๒ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ ร.๒ พัน.๒ รอ.(2nd Infantry Battalion, 2nd Infantry Regiment King's Guard) กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ พล.ร.๒ รอ.(2nd Infantry Division, Queen Sirikit's Guard) โดยมีพิธีเปิดและพิธีการฝึก ณ ค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี การฝึกจะได้เห็นการฝึกแลกเปลี่ยนการยิงอาวุธด้วยกระสุนจริง
ระหว่างทหารบกไทยที่ใช้ปืนเล็กยาวจู่โจม ปลย.๕๐ Tarvor TAR-21 และทหารบกออสเตรเลียที่ใช้ปืนเล็กยาวจู่โจม EF88 Austeyr และการฝึกการปฏิบัติการร่วมทหารราบยานเกราะ(Mechanized Infantry) กับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 8x8 APC ซึ่งกรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ ร.๒ รอ. เป็นหน่วยใช้งานและถูกใช้ในการรบจริงเพื่อผลักดันกองทัพต่างชาติในชายแดนตะวันออกปี พ.ศ.๒๕๖๘ แล้วครับ