แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ alternate history fiction แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ alternate history fiction แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568

ศาลาโกหก: เครื่องบินโจมตีแบบที่๙ บ.จ.๙ A-10C ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองทัพอากาศไทย

เครื่องบินโจมตีแบบที่ ๙ บ.จ.๙ Fairchild Republic A-10C Thunderbolt II ฝูงบิน ๑๐๑ กองบิน ๑ กองทัพอากาศไทย

ประเภท: เครื่องบินโจมตี ๑ ที่นั่ง
บริษัทสร้าง: Fairchild Republic ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปีกยาว: ๕๗ ฟุต ๖ นิ้ว
สูง: ๑๔ ฟุต ๘ นิ้ว
ลำตัวยาว: ๕๓ ฟุต ๔ นิ้ว
เครื่องยนต์: turbofan General Electric TF34-GE-100A สองเครื่อง
แรงขับ (สูงสุด): เครื่องละ ๙,๐๖๕ ปอนด์
ความเร็วสูงสุด: ๓๘๑ นอต (๗๐๖ กม./ชม.)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด: ๔๖,๐๐๐ ปอนด์
เพดานบิน: ๔๕,๐๐๐ ฟุต
พิสัยบิน: ๒,๒๔๐ ไมล์ทะเล
ระบบอาวุธ:
ปืนกลอากาศ GAU-8/A ขนาด 30 มม.
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9M 
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-65
ระเบิดอเนกประสงค์ Mk-82/Mk-84 ขนาด 500/2,000 ปอนด์
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12/GBU-10 ขนาด 500/2,000 ปอนด์
จรวดอากาศสู่พื้น Hydra 70 ขนาด 2.75 นิ้ว
อุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม: กระเปาะชี้เป้าหมาย AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod (ATP)

กองทัพอากาศไทยได้แสดงความสนใจเครื่องบินโจมตี A-10 Thunderbolt II ครั้งแรกในการส่งนายทหารไปประเมินค่าอากาศยานหลายแบบที่สหรัฐฯ ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ ในการทดแทนเครื่องบินโจมตีและฝึกแบบที่ ๑๓ บ.จฝ.๑๓ T-28D Trojan เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรถถังจำนวนมากของกองกำลังต่างชาติที่วางกำลังใกล้ชายแดนไทยในเวลานั้น ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกสำหรับเครื่องบินโจมตี A-10A สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Fighting Falcon มากกว่า โดยมีการอนุมัติการจัดหาชุดแรกจำนวน ๑๒ เครื่อง ภายใต้โครงการ Peace Naresuan I ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ รับมอบบรรจุเข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ตามมาอีก ๖ เครื่อง ภายใต้โครงการ Peace Naresuan II ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ และรับมอบในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ในฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ โคราช
ต่อมาในความต้องการทดแทนเครื่องฝึกแบบที่ ๑๑ บ.ฝ.๑๑ T-33A Shooting Star และเครื่องบินโจมตีแบบที่ ๖ บ.จ.๖ A-37B Dragonfly กองทัพอากาศไทยได้เลือกจัดหา บ.ข.๑๙/ก F-16A/B เพิ่ม ๑๘ เครื่อง ภายใต้โครงการ Peace Naresuan III ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ และรับมอบในปี พ.ศ.๒๕๓๘ และเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ ๑ บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART จำนวน ๓๖เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๓๗
เวลาล่วงมาถึงความต้องการทดแทนเครื่องบินโจมตีแบบที่ ๕ บ.จ.๕ OV-10C Bronco เดิมกองทัพอากาศไทยมองที่จะจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบที่ ๗ บ.จ.๗ Alpha Jet จำนวน ๕๐ เครื่องจากเยอรมนี แต่คณะรัฐมนตรีรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้อนุมัติเพียงครึ่งหนึ่งคือ ๒๕ เครื่อง (ใช้งาน ๒๐ เครื่อง อะไหล่ ๕ เครื่อง) ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ และได้รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๔๓ บรรจุเข้าประจำการในฝูงบิน ๒๓๑ กองบิน ๒๓ อุดรธานี

เมื่อกองทัพอากาศไทยปลดประจำการ บ.จ.๕ OV-10C ของฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้มีการโอนย้าย บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ที่ยังเหลืออยู่จากฝูงบิน ๑๐๑ และฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ โคราช ที่ได้รับมอบ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จำนวน ๑๖ เครื่อง ภายใต้โครงการ Peace Naresuan IV ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ไปยังที่ฝูงบิน ๔๐๑ กองบิน ๔ ตาคลี และฝูงบิน ๔๑๑ ที่ต่อมาปลดประจำการในปี พ.ศ.๒๕๖๔
กองทัพอากาศไทยจึงมีความต้องการที่จะจัดหาเครื่องบินโจมตีอีกหนึ่งฝูงบินเพื่อนำบรรจุเข้าประจำการในฝูงบิน ๑๐๑ กองบิน ๑ ที่ขณะนั้นไม่มีอากาศยานประจำการ โดยเลือกจัดหาเครื่องบินโจมตี A-10A ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ เก็บสำรองไว้ จำนวน ๑๔ เครื่อง (ใช้งาน ๑๒ เครื่อง อะไหล่ ๒ เครื่อง) ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ภายใต้ความช่วยเหลือทางทหารในการจัดซื้อรูปแบบ Excess Defense Article (EDA) จากรัฐบาลสหรัฐฯ
ต่อมากองทัพอากาศไทยได้รับคำแนะนำจากสหรัฐฯ ในการนำเครื่องบินโจมตี A-10A ที่จะจัดหาเข้ารับความปรับปรุงความทันสมัยเป็นมาตรฐานเครื่องบินโจมตี A-10C พร้อมกับการปรับปรุงความทันสมัย บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๕๖ และส่งมอบบรรจุเข้าประจำการในฝูงบิน ๑๐๑ กองบิน ๑ ในปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดยกำหนดแบบเป็น เครื่องบินโจมตีแบบที่ ๙ บ.จ.๙ A-10C
บ.จ.๙ A-10C เป็นเครื่องบินโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยสามารถใช้อาวุธและอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่มีใช้งานกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ได้เช่น ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ Paveway II และ LIZARD III และกระเปาะชี้เป้าหมาย Sniper ATP ยกเว้นปืนกลอากาศขนาด ๓๐ มม. (ไม่ได้จัดหากระสุนแกนยูเรเนียมไร้รังสี) การเปลี่ยนโครงสร้างปีกใหม่ยังจะทำให้ยืดอายุการใช้งานไปได้อีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ปีด้วย

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

ศาลาโกหก: เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ๖๔ ฮ.จ.๖๔ AH-64E Apache กองทัพบกไทย

เฮลิคอปเตอร์โจมตี แบบ ๖๔ (ฮ.จ.๖๔) AH-64E Apache กองพันบินที่๙ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย

ผู้สร้าง: บริษัท Boeing ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ประเภท: เฮลิคอปเตอร์โจมตี จำนวน ๒ ที่นั่ง (เรียงกันหน้า-หลัง)
เครื่องยนต์: Turboshaft General Electric T700-GE-701D จำนวน ๒ เครื่องยนต์ ให้กำลังสูงสุดเครื่องละ ๒,๐๐๐ แรงม้า กำลังแรงม้าใช้งานเครื่องละ ๑,๙๐๒ แรงม้า
ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ: ปืนกลอากาศ (ปืนใหญ่ขนาด ๓๐ มม. M230) หนึ่งลำกล้อง, จรวดขนาด ๒.๗๕ นิ้ว (๗๐ มม.) กระเปาะจรวดติดตั้งที่ใต้ปีกทั้ง ๒ ข้าง สูงสุดข้างละ ๗๖ นัด, จรวดนำวิถี AGM-114 Hellfire, เรดาห์ควบคุมการยิง AN/APG-78 Longbow
สมรรถนะและขีดความสามารถ: ความเร็วสูงสุด ๑๕๘ นอต หรือ ๒๙๓ กม./ชม., ความเร็วเดินทาง ๑๔๓ นอต หรือ ๒๖๕ กม./ชม

เฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๖๔ AH-64E Apache สหรัฐฯ ถูกจัดหาด้วยการจัดซื้อรูปแบบ Foreign Military Sale (FMS) สำหรับกองทัพบกไทย ในงบประมาณผูกพันสามปีสองระยะ ระยะที่ ๑  จำนวน ๔ เครื่อง และระยะที่ ๒ จำนวน ๔ เครื่อง  
เข้าประจำการใน หมวดบินโจมตี ของ กองพันบินที่ ๙ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก จำนวน ๘ เครื่อง (สหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper จำนวน ๘ เครื่องแก่ไทยด้วย แต่กองทัพบกไทยเลือกจัดหา ฮ.จ.๖๔ AH-64E เท่านั้น)

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566

นิยาย: ยุคนภาอนธการกองทัพอากาศไทยในทศวรรษปี 2030s

Airframes of retired aircrafts (seen F-5 fighter and Fantrainer trainer) at near National Aviation Museum of The Royal Thai AirForce. (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=710207317256383&set=p.710207317256383)

Dark Sky era of Royal Thai Air Force in 2030s

นี่เป็นการคาดคะเนถึงอนาคตในรูปแบบนวนิยาย(fiction-novel) ของกองทัพอากาศไทยในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าจากปี 2023 ไม่ใช่บทความทางวิชาการ ย้ำอีกครั้งนี่เป็นเพียงนิยายที่เกิดจากจินตนาการ ท่านที่เข้ามาอ่านไม่ควรนำนิยายไปใช้อ้างอิงในการทำงานหรือวัตถุประสงค์อื่นใดๆทั้งสิ้น
โดยมีพื้นฐานโครงเรื่องสมมุติว่า รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนอย่างถูกต้องได้ดำเนินแผนตามนโยบายเพื่อทำการปฏิรูปกองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces) และกระทรวงกลาโหมไทย(Ministry of Defense of Thailand) ในทุกด้าน
ตามความเหมาะสมของสภาพของเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันที่ไทยมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งสงครามที่เป็นสิ่งไกลตัวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงโรคระบาดที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหา
ทำให้กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) และกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนโครงการสร้างและแผนนโยบายตามความต้องการของรัฐบาลและประชาชน

โดยรัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลงเหลือเพียงร้อยละ ๐.๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อปี(0.8% per GDP: Gross Domestic Product) เฉลี่ยงบประมาณประจำปีละไม่เกินราว ๑๓๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($3.8-4.1 billion)
ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม(Joint Chiefs of Staff)  ที่มีนายกรัฐมนตรีพลเรือนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งเป็นประธานขึ้นมาแทนกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อลดอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพ และผู้บังคับการหน่วยใช้กำลังต่างๆ
และมีคณะกรรมธิการกลาโหมที่มีสมาชิกประกอบด้วย ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายและตัดสินใจโครงการต่างๆของกองทัพ ซึ่งจะถูกส่งให้คณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเรือนพิจารณาอนุมัติ และส่งเรื่องเข้ารัฐสภาเพื่อให้ ส.ส.และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกันลงมติเห็นชอบ
รวมถึงการออกกฎหมายพระราชบัญญัติรับราชการทหารใหม่ในปี 202X ที่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารกองประจำการ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรภายในกองทัพลดจำนวนนายทหารชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตรโดยเฉพาะนายพัน นาวา นาวาอากาศ และนายพลลงอย่างมาก

ทำให้ในส่วนกองทัพอากาศไทยเมื่อถึงต้นปี 2030s ได้รับงบประมาณในแต่ละปีที่เพียง ๑๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท($0.3 billion) และจำนวนกำลังพลประจำการกองทัพอากาศไทยลดลงจากประมาณ ๔๗,๐๐๐นาย เหลือเพียง ๒๘,๐๐๐นาย(เกือบทั้งหมดถูก 'ให้ออก' จากราชการโดยที่ไม่มีความผิด)
ส่งผลให้ในส่วนโครงสร้างกำลังการพัฒนากำลังรบของกองทัพอากาศไทยในอนาคตปี 2030s ถูกบีบบังคับตามข้อจำกัดในนโยบาย 'ทัพอากาศอย่างมีเหตุผลสมควร'(Reasonable Air Force) โดยคณะกรรมธิการกลาโหมของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน มีภาพรวมคราวๆดังนี้

การจัดกำลังของกองทัพอากาศไทยในทศวรรษปี 2030s (Structure of Royal Thai Air Force 2030s)


กองบิน๑ โคราช
ฝูงบิน๑๐๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 
ฝูงบิน๑๐๒: ไม่มีอากาศยานประจำการ 
ฝูงบิน๑๐๓: ไม่มีอากาศยานประจำการ 
ถูกสั่งย้ายที่ตั้งจาก จังหวัดนครราชสีมา ไปที่อื่น

กองบิน๒ โคกกระเทียม
ฝูงบิน๒๐๑ รักษาพระองค์: เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๐ ฮ.๑๐ Sikorsky S-92A จำนวน ๕เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๒ ฮ.๑๒ Sikorsky S-70i จำนวน ๕เครื่อง
ฝูงบิน๒๐๒: เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๓ ฮ.๑๓ Airbus H135 จำนวน ๖เครื่อง 
ฝูงบิน๒๐๓: เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ Airbus H225M (EC725) จำนวน ๑๒เครื่อง 

กองบิน๓ วัฒนานคร
ฝูงบิน๓๐๑: อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบินไร้คนขับตรวจการณ์และฝึกแบบที่๑ บร.ตฝ.๑ RTAF U1
ฝูงบิน๓๐๒: อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบินไร้คนขับตรวจการณ์แบบที่๑ บร.ต.๑ Aeronautics Aerostar-BP, อากาศยานไร้คนขับพิสัยกลาง Aeronautics Dominator XP

กองบิน๔ ตาคลี
ฝูงบิน๔๐๑: เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒  Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle จำนวน ๑๔เครื่อง
ฝูงบิน๔๐๒: เครื่องบินตรวจการณ์และฝึกแบบที่๒๐ บ.ตฝ.๒๐ Diamond DA42 MMP/DA42 MNG จำนวน ๑๔เครื่อง
ฝูงบิน๔๐๓: เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16AM/BM EMLU (Enhanced Mid-Life Upgrade) จำนวน ๑๘เครื่อง
ฝูงบิน๔๐๔: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองบิน๕ ประจวบคีรีขันธ์
ฝูงบิน๕๐๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองบิน๖ ดอนเมือง
ฝูงบิน๖๐๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 
ฝูงบิน๖๐๒ รักษาพระองค์: เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๕ก บ.ล.๑๕ก Airbus A320-200ACJ จำนวน ๒เครื่อง 
ฝูงบิน๖๐๓: เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๖/ก บ.ล.๑๖ ATR 72-500 จำนวน ๓เครื่อง/บ.ล.๑๖ก ATR-72-600 จำนวน ๓เครื่อง
ฝูงบิน๖๐๔: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน
ถูกสั่งย้ายที่ตั้งจาก ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อากาศยานส่วนใหญ่ถูกย้ายกระจายไปตามท่าอากาศยานนานชาติต่างๆทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว

กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี
ฝูงบิน๗๐๑: เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D จำนวน ๑๑เครื่อง
ฝูงบิน๗๐๒: เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่๑ บ.ค.๑ Saab 340 ERIEYE AEW(Airborne Early Warning) จำนวน ๒เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๗ บ.ล.๑๗ SAAB 340B จำนวน ๔เครื่อง

กองบิน๒๑ อุบลราชธานี
ฝูงบิน๒๑๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองบิน๒๓ อุดรธานี
ฝูงบิน๒๓๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองบิน๔๑ เชียงใหม่
ฝูงบิน๔๑๑: เครื่องบินโจมตีและฝึกแบบที่๒๒ บ.จฝ.๒๒ Beechcraft AT-6TH Wolverine จำนวน ๘เครื่อง

กองบิน๔๖ พิษณุโลก
ฝูงบิน๔๖๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองบิน๕๖
ฝูงบิน๕๖๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ 

กองฝึกการบิน โรงเรียนการบิน​ กำแพงแสน
ฝูงฝึกขั้นต้น: เครื่องบินฝึกแบบที่๒๑ บ.ฝ.๒๑ Diamond DA40 NG จำนวน ๒๔เครื่อง
ฝูงฝึกขั้นปลาย: เครื่องบินฝึกแบบที่๒๒ บ.ฝ.๒๒ Beechcraft T-6TH Texan II จำนวน ๑๒เครื่อง,  เครื่องบินฝึกแบบที่๒๐ บ.ฝ.๒๐ Diamond DA42 TDI จำนวน ๑๒เครื่อง

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์
กรมทหารต่อสู้อากาศยาน รักษาพระองค์
กรมปฏิบัติการพิเศษ

ศูนย์ปฏิบัติการทาง​อวกาศกองทัพอากาศ​​
ถูกยุบเลิก

กองบัญชาการ​ควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ
ถูกยุบเลิก

ชะตากรรมของอากาศยานแต่ละแบบและหน่วยรบ(Fate of each type of aircrafts and combat units)


กองบิน๑
ตามที่ฝูงบิน๑๐๓ ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU และ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ในปี 2028 หลังประจำการมามากกว่า ๔๐ปี โดยที่ยังคงรองบประมาณสำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II
คณะกรรมาธิการกลาโหมได้รับฟังข้อร้องเรียนที่มีมายาวนานของชาวเมืองจังหวัดนครราชสีมาให้ กองบิน๑ ย้ายที่ตั้งออกไปจากตัวเมืองโคราช โดยที่หน่วยใช้กำลังทั้งหมดคือ ฝูงบิน๑๐๑ ฝูงบิน๑๐๒ และฝูงบิน๑๐๓ ไม่มีอากาศยานประจำการ(เท่ากับการยุบกองบิน๑ โดยพฤตินัย)
อย่างไรก็ตามจนถึงปี 2034 ตามแผนที่กองทัพอากาศไทยตั้งใจว่าจะมีเครื่องบินขับไล่ F-35A ครบหนึ่งฝูงบิน ๑๒เครื่อง กองทัพอากาศไทยก็ยังไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสำหรับการจัดหา F-35 และงบประมาณที่จำเป็นเกี่ยวข้องกับย้ายที่ตั้งและสร้างกองบิน๑ ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด

กองบิน๒
เฮลิคอปเตอร์ที่ประจำการในฝูงบิน๒๐๑ รักษาพระองค์ ถูกใช้ภารกิจขนส่งบุคคลสำคัญ ฝูงบิน๒๐๒ ถูกใช้ในภารกิจฝึกนักบินอากาศยานปีกหมุน ฝูงบิน๒๐๓ ถูกใช้ในภารกิจกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย
โดยมีการวางกำลังหน่วยบินของฝูงบิน๒๐๓ พร้อมเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725(H225M) ตามสนามบินสำคัญทั่วประเทศพร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมปฏิบัติการพิเศษอากาศโยธิน เพื่อรองรับภารกิจต่างๆ เช่น การส่งผู้ป่วยทางอากาศ และการช่วยน้ำท่วมและไฟป่า
ฝูงบิน๒๐๒ ปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ง ฮ.๖ง Bell 412EP ลงในปี 2036

กองบิน๓
คณะกรรมาธิการกลาโหมมีความชื่นชอบหลักนิยมการนำอากาศยานไร้รบคนขับ (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) มาใช้ ตามแนวคิด "เดี๋ยวนี้เขารบกันด้วย Drone แล้ว" 
ตั้งแต่การให้แนวทางการพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับในประเทศเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จนถึงการพัฒนาอากาศยานไร้รบคนขับทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตี และทดแทนเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลาง
อย่างไรก็ตามงบประมาณที่ได้รับและศักยภาพด้านวิทยาการที่มีสวนทางกับความเป็นไปได้ตามความเป็นจริงมาก ฝูงบิน๓๐๑ และฝูงบิน๓๐๒ จึงมีอากาศยานไร้คนขับประจำการเท่าที่ปรากฏ

กองบิน๔
ฝูงบิน๔๐๑ ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ KAI T-50TH ๒เครื่องสุดท้ายครบ ๑๔เครื่องในปี 2024 กองทัพอากาศไทยมองที่จะเพิ่มขีดความสามารถการใช้อาวุธของ บ.ขฝ.๒ T-50TH เพื่อเป็นการคั่นระยะทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ปลดประจำการไปหลายแบบ
เช่น กระเปาะชี้เป้าหมาย Sniper ATP และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 ซึ่งคณะกรรมาธิการกลาโหมเห็นชอบและดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2026-2030 อย่างไรก็ตามการจัดหา บ.ขฝ.๒ T-50TH ฝูงที่สองเพิ่มเติมในฐานะเครื่องบินขับไล่โจมตีเบายังไม่ได้รับความเห็นชอบ

ฝูงบิน๔๐๓ เป็นฝูงบินเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM ฝูงสุดท้ายซึ่งมีแผนจะปลดประจำการในปี 2036-2040 แต่จากความล่าช้าในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A สำหรับ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของกองบิน๑ ที่ล่าช้ากว่าแผนในปี 2034 การทดแทนในส่วนฝูง๔๐๓ จึงล่าช้าตามไปด้วย

ฝูงบิน๔๐๔ ได้ย้ายเครื่องบินตรวจการณ์และลำเลียงแบบที่๒๐ บ.ตล.๒๐ P.180 AVANTI II EVO จากฝูงบิน๔๐๒ ไปฝูงบิน๖๐๔ ในปี 2019 ก่อนที่จะยุบฝูงบิน๖๐๔ ในปี 202Y และปลดประจำการ บ.ตล.๒๐ P.180 AVANTI II EVO เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตล้มละลาย ไม่เหมาะที่จะใช้งานต่อไป
อากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ที่เคยประจำการในฝูงบิน๔๐๔ ทั้งหมดถูกย้ายไปกองบิน๓ ตามแผนปรับโครงสร้างกำลังรบใหม่ ทำให้ฝูงบิน๔๐๔ ไม่มีอากาศยานประจำการ

กองบิน๕
ฝูงบิน๕๐๑ ปลดประจำการเครื่องบินโจมตีและธุรการแบบที่๒ บ.จธ.๒ Fairchild AU-23A Peacemaker ในปี 2027 หลังประจำการมายาวนานถึง ๕๕ปี กองทัพอากาศไทยไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการกลาโหมในการดำเนินแผนจัดหาอากาศยานแบบใหม่มาทดแทน
รัฐบาลพลเรือนและคณะกรรมาธิการกลาโหมยังมีแนวคิดที่จะย้ายพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศมาที่กองบิน๕ เพราะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่และจัดงาน Airshow & Fleet Review นอกจากท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาและพัทยาจังหวัดระยอง

กองบิน๖
ฝูงบิน๖๐๑ ปลดประจำการเครื่องบินลำเลียงแบบที่๘ บ.ล.๘ Lockheed Martin C-130H เครื่องสุดท้ายในปี 2032 หลังประจำการมามากกว่า ๕๐ปี กองทัพอากาศไทยและคณะกรรมาธิการกลาโหมอนุมัติให้มีการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่มาทดแทนตั้งแต่ปี 2025 
แต่ก็มีความล่าช้าในการพิจารณาและถูกยกเลิกการแข่งขันและตั้งโครงการใหม่มาหลายครั้ง จากเหตุผลด้านงบประมาณไม่ตั้งไว้น้อยเกินไป จนถึงผู้เข้าแข่งขันถอนตัวจนหมดเพราะเงื่อนไขข้อกำหนดความต้องการไม่น่าดึงดูดใจพอ
เช่น ต้องสามารถปรับเปลี่ยนแบบเป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศระบบ boom และ probe-and-drogue ได้ เป็นเครื่องบินดับเพลิงได้ ขณะที่ยังคงมีขีดความสามารถการบรรทุกทางยุทธวิธีที่เทียบเท่าหรือดีกว่า บ.ล.๘ C-130H รวมถึงการมีประตู ramp ท้ายเครื่องด้วย

ฝูงบิน๖๐๒ รอ. ปลดประจำการเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๑ บ.ล.๑๑ Boeing 737 เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๕ บ.ล.๑๕ Airbus A319-115CJ เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๙ บ.ล.๑๙ Airbus A340-500 

ฝูงบิน๖๐๓ ปลดประจำการเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๘ บ.ล.๑๘ Sukhoi Superjet 100LR แม้ว่าจะมีอายุการใช้งานไม่นาน แต่เนื่องจากรัสเซียประเทศผู้ผลิตถูกคว่ำบาตรจากประชาคมโลกจากการทำสงครามรุกรานยูเครนตั้งแต่ปี 2022 ทำให้การซ่อมบำรุงเป็นไปด้วความยากลำบาก
รัฐบาลพลเรือนและคณะกรรมาธิการกลาโหมมีมติเห็นชอบให้ปลดประจำการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีแหล่งที่มาจากรัสเซียลงทั้งหมด ซึ่งกองทัพอากาศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เพราะอากาศยานที่จัดหาจากรัสเซียมีเพียง บ.ล.๑๘ Sukhoi Superjet เท่านั้น

ฝูงบิน๖๐๔ ถูกยุบฝูงบินในปี 202Y ตามคณะกรรมาธิการกลาโหมมีความเห็นว่า "กองทัพอากาศไม่ควรมีหน้าที่ในการฝึกนักบินพลเรือนด้วยตนเอง" เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินภายในประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาด้านบินทั้งของรัฐบาลของเอกชน
เครื่องบินฝึกแบบที่๑๖ก บ.ฝ.๑๖ก Pacific Aerospace Corporation(PAC) CT-4A Airtrainer ถูกปลดประจำการในปี 2031 ขณะที่เครื่องบินฝึกแบบที่๒๑ บ.ฝ.๒๑ Diamond DA40 NG จำนวน ๘เครื่อง ถูกโอนย้ายไปที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน

ตามนโยบาย "ย้ายทหารออกจากกรุงเทพฯ" ของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการกลาโหมได้สั่งการให้กองบิน๖ ย้ายที่ตั้งจาก ดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่อยู่มามากกว่า ๑๐๐ปี "ไปที่อื่นที่เหมาะสม" ซึ่งมองไว้ที่ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
แต่การขาดงบประมาณสนับสนุนที่จำเป็นในการย้ายที่ตั้งและก่อสร้างสิ่งความอำนวยความสะดวก อากาศยานส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ในฝูงบิน๖๐๒ รอ. และ ฝูงบิน๖๐๓ ยังคงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง หรือท่าอากาศยานอื่นๆทั่วประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อเตรียมรอย้ายเข้าที่ตั้งใหม่

กองบิน๗
เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยมาตรฐานชุดคำสั่ง MS20 และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่๑ บ.ค.๑ Saab 340 ERIEYE ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยติด Radar ใหม่
แต่ไม่มีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen เพิ่มเติมจากที่สูญเสียไปหนึ่งเครื่องในปี 2017 รวมถึงเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางใหม่ ๔เครื่องทดแทน บ.ล.๑๗ SAAB 340B ซึ่งเริ่มมีการงดบินเพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษาความสมควรเดินอากาศ

กองบิน๒๑
ฝูงบิน๒๑๑ ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northorp F-5/F TH Super Tigris เครื่องสุดท้ายในปี 2029 กองบิน๒๑ ถูกปรับเป็นฐานบินส่วนหน้าที่ไม่มีอากาศยานประจำถาวรเช่นเดียวกับกองบิน๕๖
ซึ่งสอดคล้องกับข้อร้องเรียนของชาวเมืองอุบลราชธานีที่ได้รับความเดือนร้อนจากเสียงรบกวนที่มาจากอากาศยาน ซึ่งคณะกรรมาธิการกลาโหมออกแนวทางกำกับว่าถ้าจะจัดหาอากาศยานมาประจำที่กองบิน๒๑ ใหม่ ก็ต้องหาที่ตั้งใหม่ให้ได้ก่อน(แต่ไม่มีงบประมาณให้)

กองบิน๒๓
ฝูงบิน๒๓๑ ปลดประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH เครื่องสุดท้ายในปี 2030 กองบิน๒๓ ถูกปรับเป็นฐานบินส่วนหน้าที่ไม่มีอากาศยานประจำถาวรเช่นเดียวกับกองบิน๕๖
ซึ่งสอดคล้องกับข้อร้องเรียนของชาวเมืองอุดรธานีที่ได้รับความเดือนร้อนจากเสียงรบกวนที่มาจากอากาศยาน ซึ่งคณะกรรมาธิการกลาโหมออกแนวทางกำกับว่าถ้าจะจัดหาอากาศยานมาประจำที่กองบิน๒๓ ใหม่ ก็ต้องหาที่ตั้งใหม่ให้ได้ก่อน(ซึ่งก็ไม่มีงบประมาณให้)
การฝึก Falcon Strike ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) ที่กองบิน๒๓ ยังถูกยกเลิกในปี 202Z เป็นต้นไป จากการปรับลดความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับจีนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

กองบิน๔๑
ฝูงบิน๔๑๑ ได้รับมอบเครื่องบินโจมตีและฝึกแบบที่๒๒ บ.จฝ.๒๒ Beechcraft AT-6TH Wolverine(AT-6E) ครบ ๘เครื่องในปี 2025 โดยที่ไม่มีการจัดหาระยะที่๒ เพิ่มอีก ๔เครื่อง และเป็นโครงการจัดหาอากาศยานรบ(combat aircraft)ครั้งสุดท้ายของกองทัพอากาศไทยในห้วงทศวรรษปี 2020s

กองบิน๔๖
ฝูงบิน๔๖๑ ปลดประจำการเครื่องบินลำเลียงแบบที่๒ก บ.ล.๒ก Basler BT-67 ในปี 2029 กองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางจำนวน ๔เครื่องเพื่อทดแทน แต่คณะกรรมาธิการกลาโหมไม่อนุมัติเพราะมองว่าซ้ำซ้อนกับโครงการทดแทน บ.ล.๘ C-130H

กองฝึกการบิน โรงเรียนการบิน
ฝูงฝึกขั้นต้นปลดประจำการเครื่องบินฝึกแบบที่๑๖ก บ.ฝ.๑๖ก CT-4A Airtrainer เครื่องสุดท้ายในปี 2031 โดยได้รับมอบเครื่องบินฝึกแบบที่๒๑ บ.ฝ.๒๑ DA40 NG จำนวน ๘เครื่องจากฝูงบิน๖๐๔ ที่ถูกยุบฝูง และจัดหาเพิ่มจนครบ ๒๔เครื่อง
ฝูงฝึกขั้นปลายปลดประจำการเครื่องบินฝึกแบบที่๑๙ บ.ฝ.๑๙ Pilatus PC-9 Mustang เครื่องสุดท้ายในปี 2023 โดยได้รับมอบเครื่องบินฝึกแบบที่๒๒ บ.ฝ.๒๒ Beechcraft T-6TH(T-6C) Texan II จำนวน ๑๒เครื่องครบในปีเดียวกัน
เครื่องบินฝึกแบบที่๒๐ บ.ฝ.๒๐ DA42 TDI ถูกโอนย้ายจากฝูงบิน๖๐๔ หลังถูกยุบฝูงบิน ไปรวมกับ ฝูงฝึกขั้นปลาย กองฝึกการบิน โรงเรียนการบิน และจัดหาเพิ่มจนครบ ๑๒เครื่อง

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
เนื่องจากการยกเลิกการมีทหารกองประจำการ(การเกณฑ์ทหาร) กองพันทหารอากาศโยธินประจำการฐานบิน ทั้งในส่วนกองร้อยทหารราบและทหารต่อสู้อากาศยานอยู่ในสภาพ "กองพันโครง" คือมีอัตราจัดโครงสร้างแต่ไม่มีกำลังพลประจำหน่วย เนื่องจากขาดแคลนคน(พลทหาร) และงบประมาณ
อาวุธยุทโธปกรณ์หลายอย่างเช่น ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Type 74 ขนาด 37mm ปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยาน Type 59 ขนาด 57mm และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KS-1C ถูกปลดประจำการเนื่องจากคณะกรรมาธิการกลาโหมพิจารณาว่าเก่าและล้าสมัยไม่คุ้มค่าการลงทุนใช้งานต่อไป

"มันเปลี่ยนไปจากเมื่อราว ๒๐ปีที่แล้วค่อนข้างมาก ตอนนี้การรักษาความปลอดภัยของที่นั่น(กองบินหนึ่งทางภาคใต้ของไทย)ขึ้นอยู่กับสารวัตรทหารจำนวนไม่กี่นาย...ทำให้เสี่ยงต่อการถูกก่อวินาศกรรม หรือไม่สามารถต่อต้านการโจมตีทางอากาศได้ หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น"
เจ้าหน้าที่บริษัท Saab สวีเดนที่ไม่เปิดเผยชื่อที่เป็นผู้ให้บริการสนับสนุนระบบของบริษัทตนแก่กองทัพอากาศไทยให้ความเห็นกับสื่อ ต่อคำถามเกี่ยวกับการที่บริษัท Saab ไม่ได้รับสัญญาจัดหาหลักใหม่ใดๆจากกองทัพไทยเลยเป็นเวลาหลายสิบปี

กรมปฏิบัติการพิเศษ ค่อนข้างได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยมีวางกำลังผูกกับหน่วยบินสนามของฝูงบิน๒๐๓ (ฮ.๑๑ EC725) ในสนามบินสำคัญ และถูกปรับภารกิจหลักคือการกู้ภัยทางอากาศเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามสถานการณ์ต่างๆ 
เช่น ภารกิจบรรเทาภัยพิบัติอย่างไฟป่า น้ำท่วม  และการส่งผู้ป่วยทางอากาศ มากกว่าภารกิจทางทหารรวมถึงการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ CSAR(Combat Search and Rescue) ชุดควบคุมการรบ CCT(Combat Control Team) และการต่อต้านการก่อการร้าย(Counter Terrorism)

ศูนย์ปฏิบัติการทาง​อวกาศกองทัพอากาศ​​
ถูกยุบเลิกเนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมาธิการกลาโหมพิจารณาว่าหน้าที่ซ้ำซ้อนกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สทอภ. GISTDA(Geo-Informatics and Space Technology Development Agency) (Public Organization)
"ประเทศนี้ยังไม่สมควรจะพูดถึงสงครามในอวกาศ ตราบใดที่ยังมีถนนดินลูกรังอยู่" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นพลเรือนที่ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการกลาโหมที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวกับสื่อ

กองบัญชาการ​ควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ
ถูกยุบเลิกและมีการปรับโครงสร้างไปบูรณาการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะเสนาธิการร่วม กองทัพไทย เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินการปฏิบัติการใช้กำลังรบทั้งสามเหล่าทัพร่วมกัน โดยมีนายกรัฐมนตรี(พลเรือนมาจากการเลือกตั้ง)เป็นผู้มีอำนาจการตัดสินใจสั่งการสูงสุด

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566

ศาลาโกหก: รถถังหลัก M1A1 Abrams กองทัพบกไทย

รถถังหลัก M1A1 Abrams กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ กองทัพบกไทย

อาวุธหลัก : ปืนใหญ่รถถัง M256A1 ขนาด ๑๒๐ มม. ๑ กระบอก ระยะหวังผล ๔,๐๐๐ เมตร
อาวุธรอง ๑ : ปืนต่อสู้อากาศยาน M2HB ขนาด ๑๒.๗ มม. ๑ กระบอก ระยะหวังผล ๑,๘๐๐๐ เมตร
อาวุธรอง ๒ : ปืนกล M240 ขนาด ๗.๖๒ มม. ๑ กระบอก ระยะหวังผล ๑,๘๐๐๐ เมตร
ปืนกลร่วมแกน : ปืนกล M240 ขนาด ๗.๖๒ มม. ๑ กระบอก ระยะหวังผล ๑,๘๐๐๐ เมตร
เครื่องยนต์ : แก๊สเทอร์ไบน์ Honeywell AGT1500 ๑ เครื่อง กำลัง ๑,๕๐๐๐ แรงม้า
ความจุถังเชื้อเพลิง : ๑,๙๐๙ ลิตร
ระยะปฏิบัติการ : ๔๒๖ กม. บนถนน , ๒๐๐ กม. ในภูมิประเทศ
ความเร็วสูงสุด : บนถนน ๗๐ กม. ต่อ ชั่วโมง , ในภูมิประเทศ ๔๐ กม. ต่อ ชั่วโมง
น้ำหนักพร้อมรบ : ๖๒ ตัน
พลประจำรถ : ผู้บังคับรถ , พลยิง, พลขับ , พลบรรจุ

รถถังหลัก M1A1 SA (Situational Awareness) Abrams สหรัฐฯ ถูกจัดหาด้วยการจัดซื้อรูปแบบ Excess Defense Article (EDA) ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ จำนวน ๕๔ คัน สำหรับกองทัพบกไทย
เข้าประจำการ พ.ศ.๒๕๖๒ ใน กองพันทหารม้าที่ ๒ กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ฯ จำนวน ๔๙ คัน และ ศูนย์การทหารม้า เพื่อการฝึกศึกษา จำนวน ๕ คัน
(เดิมสหรัฐฯ เสนอรถถังหลัก M1IP (Improved Performance) ติดปืนใหญ่รถถัง M68A1 ขนาด ๑๐๕ มม. ต่อมามีการเจรจาใหม่เป็นรถถังหลัก M1A1 SA)

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565

ศาลาโกหก: เครื่องบินขับไล่แบบที่๑ บ.ขล.๑ค AV-8B Plus กองทัพเรือไทย

เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑ (บ.ขล.๑ ค) แบบเครื่อง AV-8B "HARRIER II PLUS"

บริษัทผู้ผลิต MCDONNELL DOUGLAS ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มใช้งานครั้งแรกในโลก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ โดยนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา
เป็นเครื่องบินขับไล่ขึ้น - ลง ทางดิ่ง ความเร็วเข้าใกล้เสียง  ปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ (ร.ล.จักรีนฤเบศร) เคยปฏิบัติการรบในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ฯ สงครามโคโซโว สงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก
ประจำการในกองทัพเรือไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๕ จำนวน ๖ เครื่อง สังกัด ฝูงบิน ๑ หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ

ภารกิจ - การบินสกัดกั้น การบินคุ้มกันกองเรือ การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด การโจมตีภาคพื้น การโจมตีเรือผิวน้ำ

หมายเลข    รุ่น                   ประจำการ
3110          AV-8B Plus       ก.ย.๒๕๔๕
3111          AV-8B Plus       ก.ย.๒๕๔๕
3112          AV-8B Plus       เม.ย.๒๕๔๖
3114          AV-8B Plus       เม.ย.๒๕๔๖
3115          AV-8B Plus       ก.ย.๒๕๔๖
3116          AV-8B Plus       ก.ย.๒๕๔๖

คุณลักษณะทั่วไป
ขนาด (ก x ย x ส) : ๙.๒๕ x ๑๔.๑๒ x ๓.๕๕ ม.
น้ำหนักตัวเปล่า : ๑๓,๙๖๘ ปอนด์
น้ำหนักบรรทุกวิ่งขึ้นสูงสุด : ๓๑,๐๐๐ ปอนด์ เมื่อบินขึ้นจากทางวิ่งปกติ, ๒๐,๗๕๕ ปอนด์ เมื่อบินขึ้น - ลง ทางดิ่ง
เครื่องยนต์ : Rolls-Royce Pegasus F402-RR-408 Mk 107 หนึ่งเครื่อง
ความเร็ว : ๕๘๕ ไมล์ทะเล ต่อ ชั่วโมง (๐.๙ เท่าความเร็วเสียง)
ระยะบิน : ไกลสุด ๑๒,๐๐๐ ไมล์ทะเล รัศมีปฏิบัติการ ๓๐๐ ไมล์ทะเล
เพดานบิน : ๔๕,๐๐๐ ฟุต

ระบบอาวุธ
จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9L และ AIM-120A
จรวดอากาศสู่พื้น ๗๐ มม. Hydra 70
จรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-65
ลูกระเบิด Mk 82 ๕๐๐ ปอนด์, Mk 83 ๑,๐๐๐ ปอนด์ และ และ Mk 20 Rockeye II
ลูกระเบิดนำวิถี Paveway II (GBU-12 ๕๐๐ ปอนด์ และ GBU-16 ๑,๐๐๐ ปอนด์)
กระเปาะปืนกลอากาศ ๒๕ มม.
กระเปาะชี้เป้าหมาย LITENING

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

นิยาย: ยุคสนธยากองทัพเรือไทยในทศวรรษปี 2030s

Stern of OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan the second Krabi class Offshore Patrol Vessel during sunset.(Photo source: https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/3257899374247934)

Twilight era of Royal Thai Navy in 2030s

นี่เป็นการคาดคะเนถึงอนาคตในรูปแบบนวนิยาย(fiction-novel) ของกองทัพเรือไทยในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าจากปี 2020 ไม่ใช่บทความทางวิชาการ ย้ำอีกครั้งนี่เป็นเพียงนิยายที่เกิดจากจินตนาการ ท่านที่เข้ามาอ่านไม่ควรนำนิยายไปใช้อ้างอิงในการทำงานหรือวัตถุประสงค์อื่นใดๆทั้งสิ้น
โดยมีพื้นฐานโครงเรื่องสมมุติว่า รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนอย่างถูกต้องได้ดำเนินแผนตามนโยบายเพื่อทำการปฏิรูปกองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces) และกระทรวงกลาโหมไทย(Ministry of Defense of Thailand) ในทุกด้าน
ตามความเหมาะสมของสภาพของเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันที่ไทยมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งปราศจากสงครามที่เป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้วในยุคอนาคต รวมถึงโรคระบาดที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ไขสถานการณ์
ทำให้กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) และกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนโครงการสร้างและแผนนโยบายตามความต้องการของรัฐบาลและประชาชน

โดยรัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลงเหลือเพียงร้อยละ๐.๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อปี(0.8% per GDP: Gross Domestic Product) เฉลี่ยงบประมาณประจำปีละไม่เกินราว ๑๓๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($4.2-4.5 billion)
ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม(Joint Chiefs of Staff)  ที่มีนายกรัฐมนตรีพลเรือนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งเป็นประธานขึ้นมาแทนกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อลดอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพ และผู้บังคับการหน่วยใช้กำลังต่างๆ
และมีคณะกรรมธิการกลาโหมที่มีสมาชิกประกอบด้วย ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายและตัดสินใจโครงการต่างๆของกองทัพ ซึ่งจะถูกส่งให้คณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเรือนพิจารณาอนุมัติ และส่งเรื่องเข้ารัฐสภาเพื่อให้ ส.ส.และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกันลงมติเห็นชอบ
รวมถึงการออกกฎหมายพระราชบัญญัติรับราชการทหารใหม่ในปี 202X ที่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารกองประจำการ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรภายในกองทัพลดจำนวนนายทหารชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตรโดยเฉพาะนายพัน นาวา นาวาอากาศ และนายพลลงอย่างมาก

ทำให้ในส่วนกองทัพเรือไทยเมื่อถึงต้นปี 2030s ได้รับงบประมาณในแต่ละปีเพียงไม่เกินราว ๒๘,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($0.9 billion) และจำนวนกำลังพลประจำการกองทัพเรือไทยลดลงจากประมาณ ๖๙,๘๕๐นาย เหลือเพียง ๔๙,๐๐๐นาย(ส่วนใหญ่ถูก 'ให้ออก' จากราชการโดยที่ไม่มีความผิด)
ส่งผลให้ในส่วนการพัฒนากำลังรบของกองทัพเรือไทยในอนาคตปี 2030s ถูกบีบบังคับให้มีการปรับขนาดตามสภาพตามข้อจำกัดในนโยบาย 'ทัพเรือเล็กกะทัดรัด'(Compact Navy) โดยคณะกรรมธิการกลาโหมของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน มีภาพรวมคราวๆดังนี้

การจัดกำลังของกองทัพเรือไทยในทศวรรษปี 2030s (Structure of Royal Thai Navy 2030s)


กองเรือยุทธการ กร.(Royal Thai Fleet)

กองเรือฟริเกต กฟก.(Frigate Squadron)
หมวดเรือที่๑: เรือฟริเกตชุดเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ๑ลำ(ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช)
หมวดเรือที่๒: เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ๒ลำ(ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.ตากสิน)
หมวดเรือที่๓: เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ ๓ลำ(ร.ล.คำรณสินธุ, ร.ล.ทะยานชล และ ร.ล.ล่องลม)

กองเรือตรวจอ่าว กตอ.(Patrol Squadron)
หมวดเรือที่๑: เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี ๒ลำ(ร.ล.ปัตตานี และ ร.ล.นราธิวาส)
หมวดเรือที่๒: เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ๒ลำ(ร.ล.กระบี่ และ ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์)
หมวดเรือที่๓: เรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงหัวหิน ๓ลำ(ร.ล.หัวหิน, ร.ล.แกลง และ ร.ล.ศรีราชา) และเรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงแหลมสิงห์ ๑ลำ(ร.ล.แหลมสิงห์)

กองเรือยามฝั่ง กยฝ.(Coast Guard Squadron)
หมวดเรือที่๑: เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 ๓ลำ(เรือ ต.991, เรือ ต.992 และเรือ ต.993), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 ๓ลำ(เรือ ต.994, เรือ ต.995 และเรือ ต.996) และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ๒ลำ(เรือ ต.997 และเรือ ต.998)
หมวดเรือที่๒: เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.111 ๓ลำ(เรือ ต.111, เรือ ต.112 และเรือ ต.113), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.114 ๒ลำ(เรือ ต.114 และเรือ ต.115) และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.81 ๓ลำ(เรือ ต.81, เรือ ต.82 และเรือ ต.83) 
หมวดเรือที่๓: เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.227 ๑ลำ, เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.228 ๓ลำ(เรือ ต.228, เรือ ต.229 และเรือ ต.230), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.232 ๖ลำ(เรือ ต.232, เรือ ต.233, เรือ ต.234, เรือ ต.235, เรือ ต.236 และเรือ ต.237), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.261 ๙ลำ(เรือ ต.261, เรือ ต.262, เรือ ต.263, เรือ ต.264, เรือ ต.265, เรือ ต.266, เรือ ต.267, เรือ ต.268 และเรือ ต.269) และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.270 ๕ลำ(เรือ ต.270, เรือ ต.271, เรือ ต.272, เรือ ต.273 และเรือ ต.274)

กองเรือยกพลขึ้นบก ยุทธบริการ และบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กยพ.(Amphibious, Combat Support Service and Helicopter Carrier Squadron)
หมวดเรือที่๑: เรืออู่ยกพลขึ้นบกชุดเรือหลวงอ่างทอง ๑ลำ(ร.ล.อ่างทอง)
หมวดเรือที่๒: เรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงมัตโพน ๒ลำ(ร.ล.มัตโพน และ ร.ล.ราวี) และเรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงมันนอก ๓ลำ(ร.ล.มันนอก, ร.ล.มันกลาง และ ร.ล.มันใน)
หมวดเรือที่๓: เรือน้ำมันชุดเรือหลวงมาตรา ๑ลำ(ร.ล.มาตรา), เรือลากจูงชุดเรือหลวงแสมสาร ๒ลำ(ร.ล.แสมสาร และ ร.ล.แรด) และเรือลากจูงชุดเรือหลวงปันหยี ๒ลำ(ร.ล.ปันหยี และ ร.ล.หลีเป๊ะ)

กองเรือทุ่นระเบิด กทบ.(Mine Squadron)
หมวดเรือที่๑: ไม่มีเรือประจำการ
หมวดเรือที่๒: เรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชุดเรือหลวงลาดหญ้า ๒ลำ(ร.ล.ลาดหญ้า และ ร.ล.ท่าดินแดง)
หมวดเรือที่๓: เรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้นชุดเรือ ท.1 ๕ลำ(เรือ ท.1, เรือ ท.2, เรือ ท.3, เรือ ท.4 และเรือ ท.5) 

กองเรือลำน้ำ กลน.(Riverine Squadron)
เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำชุด ล.161 ๓ลำ(เรือ ล.161, เรือ ล.162 และเรือ ล.163) และเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำชุด ล.164 ๖ลำ(เรือ ล.164, เรือ ล.165, เรือ ล.166, เรือ ล.167, เรือ ล.168 และเรือ ล.169)
เรือจู่โจมลำน้ำชุด ล.31 ๑๓๒ลำ และเรือจู่โจมลำน้ำชุด ล.3130 ๓ลำ(เรือ ล.3130, เรือ ล.3131 และเรือ ล.3312)

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(Naval Special Warfare Command)
กรมรบพิเศษที่๑
กรมรบพิเศษที่๒
หมวดเรือปฏิบัติการพิเศษ(Special Operations Crafts Flotilla): เรือปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51 ๔ลำ(เรือ พ.51, เรือ พ.52, เรือ พ.53 และเรือ พ.54)

หมวดเรืออุทกศาสตร์ กรมอุทกศาสตร์ อศ.ทร.(Hydrography Vessels Fleet, Naval Hydrographic Department)
เรือสำรวจขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงพฤหัสบดี ๑ลำ(ร.ล.พฤหัสบดี)

กองการบินทหารเรือ กบร.(Royal Thai Naval Air Division)

กองบิน๑
ฝูงบิน๑๐๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน
ฝูงบิน๑๐๒: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน
ฝูงบิน๑๐๒: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน
ฝูงบิน๑๐๔: อากาศยานไร้คนขับ Aeronautics Defense Systems Orbiter 3B

กองบิน๒
ฝูงบิน๒๐๑: เครื่องบินลำเลียงแบบที่๒ บ.ลล.๒ Embraer ERJ-135LR ๒เครื่อง
ฝูงบิน๒๐๒: เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๔ ฮ.ลล.๔ Sikorsky S-76B ๕เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ EC-645T2(Airbus Helicopters H145M) ๕เครื่อง
ฝูงบิน๒๐๓: เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk ๖เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๕ Sikorsky MH-60S Knighthawk ๒เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่๑ ฮ.ตผ.๑ Super Lynx 300 ๒เครื่อง

หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร ยุบหน่วยบิน
ฝูงบิน๑: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน
ฝูงบิน๒: ไม่มีอากาศยานประจำการ ยุบฝูงบิน

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นย.(Royal Thai Marine Corps Headquarters)

กองพลนาวิกโยธิน พล.นย.

กรมทหารราบที่๑ กองพลนาวิกโยธิน กรม ร.๑ พล.นย.
-กองพันทหารราบที่๑ รักษาพระองค์ฯ พัน.ร.๑ รอ.
-กองพันทหารราบที่๒ พัน.ร.๒
-กองพันทหารราบที่๓ พัน.ร.๓

กรมทหารราบที่๒ กองพลนาวิกโยธิน กรม ร.๒ พล.นย.
-กองพันทหารราบที่๕ พัน.ร.๕
-กองพันทหารราบที่๖ พัน.ร.๖
-กองพันทหารราบที่๗ พัน.ร.๗

กรมทหารราบที่๓ กองพลนาวิกโยธิน กรม ร.๓ พล.นย.
-กองพันทหารราบที่๔ พัน.ร.๔
-กองพันทหารราบที่๘ พัน.ร.๘
-กองพันทหารราบที่๙ รักษาพระองค์ฯ พัน.ร.๙ รอ.

กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กรม ป. พล.นย.
-กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง พัน.ปบค.
-กองพันทหารปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง พัน.ปกค.: ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG 155mm/52cal ๖ระบบ
-กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พัน.ปตอ.

กองพันยานเกราะ กองพลนาวิกโยธิน พัน.ยก.พล.นย. 
-กองร้อยรถสะเทินน้ำสะเทินบก ร้อย.รนบ.: รถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 ๒๔คัน
-กองร้อยรถถัง ร้อย.ถ.: ไม่มีรถถังประจำการ ยุบหน่วย
-กองร้อยยานเกราะ ร้อย.ยก.: ยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ๑๒คัน
-กองร้อยต่อสู้รถถัง ร้อย.ตถ.: รถยนต์บรรทุก HMMWV ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง TOW 

ชะตากรรมของเรือแต่ละชุดและหน่วยรบ(Fate of the each ship classes and combat units)


กองเรือดำน้ำ กดน.(Submarine Squadron)
หลังประสบความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การจัดหาเรือดำน้ำชั้น Type 206A เยอรมนีจำนวน ๖ลำ(ใช้งานจริง ๔ลำ เรืออะไหล่ ๒ลำ) ในปี 2011 จนถึงการเลือกจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จีน ๓ลำในปี 2015 ที่ลงนามจัดหาลำแรกในปี 2017
โดยหลังการปฏิรูปกองทัพใหม่ คณะกรรมาธิการกลาโหมรัฐสภาได้พิจารณาว่าการลงนามสัญญาจัดหาเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือนั้นเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง ต่อมาคณะรัฐมนตรีพลเรือนได้มีมติเห็นชอบที่จะยกเลิกสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำจีนในปี 202X และตัดงบประมาณส่วนนี้ลงทั้งหมด
ทำให้กองเรือดำน้ำที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 2011 จากสำนักงานกองเรือดำน้ำที่ตั้งขึ้นในปี 2009 ถูกยุบกองเรือลงในปี 202Y โดยอาคารสถานที่ตั้งและสิ่งอุปกรณ์เช่นเครื่องฝึกจำลองเรือดำน้ำ Rheinmetall เยอรมนีถูกโอนไปขึ้นกับ กองการฝึก กองเรือยุทธการ กฝร.กร.
เมื่อรวมกับที่คณะกรรมาธิการกลาโหมและคณะรัฐมนตรีการยกเลิกสัญญาการจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071E จีน ๑ลำ ที่ลงนามในปี 2019 ด้วยเหตุผลเดียวกัน ซึ่งทั้งเรือดำน้ำ S26T ลำแรก และ Type071E LPD ลำแรกตัวเรือถูกสร้างเสร็จปล่อยลงน้ำในช่วงปี 2021-2022 ไปแล้ว
China Shipbuilding & Offshore International Co. Ltd(CSOC) รัฐวิสากิจการส่งออกเรือของรัฐบาลจีน ที่ได้รับความเสียหายจากการยกเลิกสัญญาและการค้างชำระเงินในสองโครงการส่งออกเรือหลักของตนจึงได้ขึ้นบัญชีดำ(Blacklist) ไทยที่จะไม่ทำธุรกรรมใดๆกับกองทัพเรือไทยอีกต่อไป

กองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กบฮ.(Helicopter Carrier Squadron):
คณะกรรมาธิการกลาโหมและคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบสั่งการให้คณะเสนาธิการร่วมดำเนินการยุบรวม กบฮ. เข้ากับ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ. และมีกำหนดปลดประจำการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศรในปี 203X รวมอายุการประจำการเรือมากกว่า ๓๕ปี
กองทัพเรือมีการเสนอคณะเสนาธิการร่วมในโครงการจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LHD ทดแทน ร.ล.จักรีนฤเบศร แต่ไม่ได้ความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการกลาโหมและรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้กองทัพเรือมีเรือระวางขับน้ำเกิน 10,000tons เพราะมองว่ามีความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง

กองเรือฟริเกตที่๑ กฟก.๑(1st Frigate Squadron) และกองเรือฟริเกตที่๒ กฟก.๒(2nd Frigate Squadron): กฟก.๑ และ กฟก.๒ ถูกยุบรวมเป็น กองเรือฟริเกต กฟก.เพียงกองเรือเดียวในปี 202Z ตามที่มีเรือในสังกัดปลดประจำการเป็นจำนวนมากคือ
  • เรือฟริเกตเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ๑ลำคือ ร.ล.มกุฎราชกุมาร ปลดประจำการในปี 2023
  • เรือฟริเกตเรือหลวงตาปี ๒ลำคือ ร.ล.ตาปี และ ร.ล.คีรีรัฐ ปลดประจำการในปี 2021 และปี 2024 ตามลำดับ
  • เรือคอร์เวตชุดเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ๒ลำคือ ร.ล.รัตนโกสินทร์ และ ร.ล.สุโขทัย ปลดประจำการในปี 2026 และปี 2027 ตามลำดับ
  • เรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา ๒ลำ คือ ร.ล.เจ้าพระยา และ ร.ล.บางปะกง ปลดประจำการในปี 2031
  • เรือฟริเกตชุดเรือหลวงกระบุรี ๒ลำ คือ ร.ล.กระบุรี และ ร.ล.สายบุรี ปลดประจำการในปี 2032
กองทัพเรือมีแผนที่จะจัดหาเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน ๑ลำเช่นเรือฟริเกตชั้น Project 11356 รัสเซีย รวมถึงแนวคิดการแลกซากเรือฟริเกตที่ปลดประจำการแล้ว ๒ลำกับเรือฟริเกต Type 053H3 Jiangwei II จีน ๒ลำ แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการกลาโหมและรัฐบาล
ทำให้โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ๑ลำที่เข้าประจำการในปี 2019 เป็นโครงการจัดหาเรือรบหลักครั้งสุดท้ายของกองทัพเรือไทยตั้งแต่ทศวรรษปี 2020s ถึงทศวรรษปี 2030s รวมเป็นเวลามากกว่า ๑๕ปีที่กองทัพเรือไม่สามารถจะจัดหาเรือรบจากต่างประเทศได้อีกเลย

กองเรือตรวจอ่าว
  • เรือเร็วโจมตีปืนชุดเรือหลวงชลบุรี ๓ลำคือ ร.ล.ชลบุรี, ร.ล.สงขลา และร.ล.ภูเก็ต ปลดประจำการในปี 2023
  • เรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงสัตหีบ ๖ลำคือ ร.ล.สัตหีบ, ร.ล.คลองใหญ่, ร.ล.ตากใบ, ร.ล.กันตัง, ร.ล.เทพา และ ร.ล.ท้ายเหมือง ปลดประจำการในปี 2023, ปี 2024, ปี 2025 และปี 2026 ตามลำดับ
กตอ.มีแผนจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งใหม่ ๒ลำโดยจะทำการสร้างในไทยแต่ไม่ได้รับงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการได้ จึงเลือกดำเนินการปรับปรุงระบบอำนวยการรบของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี ๒ลำให้รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ EXOCET MM40 BLOCK 3

กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(Amphibious and Combat Support Service Squadron):
  • เรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงทองแก้ว ๔ลำคือ ร.ล.ทองแก้ว, ร.ล.ทองหลาง, ร.ล.วังนอก และ ร.ล.วังใน ปลดประจำการในปี 2023
  • เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงสีชัง ๒ลำคือ ร.ล.สีชัง และ ร.ล.สุรินทร์ ปลดประจำการในปี 2027 และปี 2028 ตามลำดับ
  • เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงสิมิลัน ๑ลำคือ ร.ล.สิมิลัน ปลดประจำการในปี 203Y
  • เรือน้ำมันชุดเรือหลวงจุฬา ๑ลำคือ ร.ล.จุฬา ปลดประจำการในปี 2030
  • เรือน้ำมันชุดเรือหลวงเปริด ๒ลำคือ ร.ล.เปริด และ ร.ล.เสม็ด ปลดประจำการในปี 202X
  • เรือน้ำชุดเรือหลวงจิก ๑ลำคือ ร.ล.จิก ปลดประจำการในปี 202Y
  • เรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงริ้น คือ ร.ล.ริ้น และ ร.ล.รัง ปลดประจำการปี 2031
การจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071E จีน ๑ลำที่ลงนามสัญญาในปี 2019 ถูกยกเลิกโครงการในปี 202X พร้อมกับการยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จีน ๓ลำ เนื่องจากคณะกรรมาธิการกลาโหมและคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่ากองทัพเรือลงนามสัญญาจัดหาอย่างไม่ถูกต้อง
ทำให้ China State Shipbuilding Corporation(CSSC) รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือของรัฐบาลจีนเจ้าของอู่เรือ Hudong–Zhonghua Shipbuilding ผู้สร้างเรือ Type 071 LPD ที่ถูกยกเลิกสัญญาทั้งที่เรือสร้างเสร็จปล่อยลงน้ำในปี 2022 แล้ว ขึ้นบัญชีดำไทยไม่ทำธุรกรรมกับกองทัพเรือไทยอีกต่อไป
คณะกรรมาธิการกลาโหมและรัฐบาลมีความเห็นสั่งการให้กองทัพเรือดำเนินการปลดประจำการ ร.ล.สิมิลัน เพราะเห็นว่าเป็นเรือระวางขับน้ำ 22,000tons มีความสิ้นเปลืองสูง รวมถึงการขาดแคลนงบประมาณและกำลังพลที่เพียงพอทำให้ กยพ.มีเรือที่ถูกปลดประจำโดยไม่มีเรือใหม่ทดแทนจำนวนมาก

กองเรือทุ่นระเบิด:
  • เรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดชุดเรือหลวงถลาง ๑ลำคือ ร.ล.ถลาง ปลดประจำการปี 2030
  • เรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชุดเรือหลวงบางระจัน ๒ลำคือ ร.ล.บางระจัน และ ร.ล.หนองสาหร่าย ปลดประจำการปี 203Y
กทบ.ได้เสนอคณะเสนาธิการร่วมในการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์ทดแทน ร.ล.ถลาง แต่คณะกรรมาธิการกลาโหมได้มีความเห็นให้ชะลอโครงการออกไปจากปัญหาเศรษกิจและโรคระบาด แต่จนถึงช่วงที่ เรือ ลทฝ.ชุด ร.ล.บางระจัน ปลดประจำการก็ยังไม่มีการจัดหาเรือใหม่

หมวดเรืออุทกศาสตร์ กรมอุทกศาสตร์: เรือสำรวจขนาดใหญ่เรือหลวงจันทร, เรือสำรวจขนาดใหญ่เรือหลวงศุกร์ และเรือใช้งานเครื่องหมายทางเรือเรือหลวงสุริยะ ปลดประจำการในปี 202Y

กองการบินทหารเรือ:
  • เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กบร. จำนวน ๗เครื่องปลดประจำการในปี 2029 รวมอายุการใช้งานเฉลี่ยราว ๓๘ปี
  • เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่๑ บ.ตผ.๑ Fokker F-27 MK200 ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ กบร. จำนวน ๓เครื่องปลดประจำการในปี 2024 รวมอายุการใช้งานเฉลี่ยราว ๔๐ปี
  • เครื่องบินตรวจการณ์ชี้เป้า แบบที่ ๑ บ.ตช.๑ Cessna T-337 ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ กบร. จำนวน ๙เครื่องปลดประจำการในปี 2027 รวมอายุการใช้งานเฉลี่ยราว ๔๕-๔๗ปี
  • เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑ บ.ลล.๑ Fokker F-27 MK400 ฝูงบิน๒๐๑ กองบิน๒ กบร. จำนวน ๒เครื่องปลดประจำการในปี 2027 รวมอายุการใช้งานเฉลี่ยราว ๔๐ปี
  • เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๒ ฮ.ลล.๒ Bell 212 ฝูงบิน๒๐๒ กองบิน๒ กบร. จำนวน ๗เครื่องปลดประจำการในปี 2028 รวมอายุการใช้งานเฉลี่ยราว ๕๐ปี
กบร.มีแผนจะจัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล จำนวน ๓เครื่องเพื่อทดแทนเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่๒ บ.ตผ.๒ Lockheed P-3T Orion ๓เครื่องที่ปลดประจำการไปในปี 2014 แต่ถูกยกเลิกจากหลายปัจจัยเช่น 
งบประมาณที่ตั้งไว้ไม่มากพอดึงดูดบริษัทผู้ผลิตต่างประเทศ และการให้ความสำคัญงบประมาณการจัดตั้งกองเรือดำน้ำที่ล้มเหลว จึงทำให้ในปี 2030s กบร.ไม่มีเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลปีกตรึงในประจำการแม้แต่เครื่องเดียว
กบร.มีแผนจะจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Boeing Insitu RQ-21 Blackjack และ CASC CH-4 แต่ไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการกลาโหมและคณะรัฐมนตรี

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ: แม้ว่าจะขยายกำลังเป็นสองกรมรบพิเศษ แต่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการไม่เพียงพอและขาดแคลนอาวุธและอุปกรณ์ใหม่ๆเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน:
หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส ถูกยุบตามนโยบายถอนทหารออกจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจัดตั้งเขตปกครองพิเศษเพื่อสันติภาพและความสงบสุขถาวรของรัฐบาล
หน่วยขึ้นตรงใน กรม ร.๓ พล.นย.และหน่วยขึ้นตรงที่มีที่ตั้งในนราธิวาสมีการย้ายที่ตั้งและปรับโครงสร้างหน่วยขึ้นตรงใหม่ตามที่ตั้งหน่วยใหม่ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกองพันโครงไม่มีทหารบรรจุเนื่องจากขาดแคลนกำลังพลและงบประมาณ
หน่วยขึ้นตรง กรม ป.พล.นย คือ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่๑ พัน.ปบค.๑ และกองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่๒ พัน.ปบค.๒ ถูกยุบรวมหน่วย หลังการปลดปืนใหญ่ลากจูงขนาด 105mm เช่น ปบค.M10A1 ที่ใช้มานานในปี 202Z
กองพันทหารปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง พัน.ปกค. ปลดประจำการปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง GC-45/GHN-45 และ GHN-45A1 APU ขนาด 155mm แบบลากจูงลงทั้งหมดในปี 203X
กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พัน.ปตอ. ปลดประจำการปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Bofors 40mm L/60 และ Bofors 40 mm L/70 ลงทั้งหมดในปี 203X
กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย. ยกเลิกแผนจัดหายานเกราะโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ๖คัน 
กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน พัน.ถ.พล.นย. ปลดประจำการรถเกราะล้อยาง V-150 จำนวน ๒๔คันในปี 202Y
พัน.รนบ.นย. และ พัน.ถ.นย. ถูกยุบรวมจัดตั้งใหม่เป็น กองพันยานเกราะ พัน.ยก.นย.
กองพันลาดตระเวน กองพลนาวิกโยธิน พัน.ลว.พล.นย. ถูกยุบเนื่องจากถูกคณะเสนาธิการร่วมกองทัพไทยและคณะกรรมาธิการกลาโหมมองว่ามีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.
กรมทหารพรานนาวิกโยธิน กรม ทพ.นย.ทร. ถูกยุบตามนโยบายยกเลิกการมีอาสาสมัครทหารพรานทั้งในกองทัพบกและกองทัพเรือจากปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ

หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง(Air and Coastal Defense Command):
ถูกยุบหน่วยในปี 203X หลังจากก่อตั้งมาได้กว่า ๔๐ปี เนื่องจากถูกคณะเสนาธิการร่วมกองทัพไทยและคณะกรรมาธิการกลาโหมมองว่ามีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับนาวิกโยธิน ที่ตั้งหน่วยและอาวุธยุทโธปกรณ์ถูกโอนไปขึ้นกับหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน 
แต่มีการปลดประจำการยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่เช่น ปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีราบ Type 59-I ขนาด 130mm, ปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง GHN-45A 155mm และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Type 74 ขนาด 37mm
โดยที่ไม่มีการจัดอาวุธทดแทนตามที่วางแผนไว้ทั้ง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำระยะปานกลาง-ไกล และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศระยะปานกลาง เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณและกำลังพลที่เพียงพอ

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

ศาลาโกหก: เครื่องบินขับไล่แบบที่๒ บ.ขล.๒ข F-14D กองทัพเรือไทย

เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒ (บ.ขล.๒ ก/ข) แบบเครื่อง F-14B "TOMCAT", F-14D "SUPER TOMCAT"

บริษัทผู้ผลิต GRUMMAN AEROSPACE CORPORATION ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มใช้งานครั้งแรกในโลก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
เป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นความเร็วเหนือเสียง ๒ ที่นั่ง เคยปฏิบัติการรบในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ฯ สงครามโคโซโว สงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก
ประจำการในกองทัพเรือไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๐ จำนวน ๖ เครื่อง สังกัด ฝูงบิน ๑๐๔ กองบิน ๑ กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ

ภารกิจ - การบินสกัดกั้น การบินคุ้มกันกองเรือ การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด การโจมตีภาคพื้น การโจมตีเรือผิวน้ำ

หมายเลข  รุ่น          ประจำการ
1419        F-14B พ.ย.๒๕๕๐
1420        F-14B พ.ย.๒๕๕๐
1421        F-14D  เม.ย.๒๕๕๑
1422        F-14D  เม.ย.๒๕๕๑
1423        F-14D  ก.ย.๒๕๕๑
1424        F-14D ก.ย.๒๕๕๑

คุณลักษณะทั่วไป
ขนาด (ก x ย x ส): ๑๑.๕๘ (มุมปีกลู่สุด)- ๑๙.๕๕ (มุมปีกกางสุด)x ๑๙.๑x ๔.๘๘ ม.
น้ำหนักตัวเปล่า : ๔๓,๗๕๓ ปอนด์
น้ำหนักบรรทุกวิ่งขึ้นสูงสุด : ๗๔,๓๕๐ ปอนด์
เครื่องยนต์ : General Electric F110-GE-400 สองเครื่อง
ความจุ : นม.ชพ. JP-8 ๑๖,๒๐๐ ปอนด์ (ภายใน) ๒๐,๐๐๐ ปอนด์ (รวมสองถังเชื้อเพลิงภายนอกขนาด ๒๖๗ แกลลอน)
ความเร็ว : ๑,๕๖๐ ไมล์ทะเล ต่อ ชั่วโมง (๒.๓๔ เท่าความเร็วเสียง)
ระยะบิน : ไกลสุด ๑๖,๐๐๐ ไมล์ทะเล รัศมีปฏิบัติการ ๕๐๐ ไมล์ทะเล
เพดานบิน : ๕๐,๐๐๐ ฟุต

ระบบอาวุธ
จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 และ AIM-7
จรวดอากาศสู่พื้น ๕นิ้ว Zuni และ ๒.๗๕ นิ้ว FFAR
ลูกระเบิด Mk 81 ๒๕๐ ปอนด์, Mk 82 ๕๐๐ ปอนด์, Mk 83 ๑,๐๐๐ ปอนด์, Mk 84 ๒,๐๐๐ ปอนด์ และ Mk 20 Rockeye II
ลูกระเบิดนำวิถี Paveway II (GBU-12 ๕๐๐ ปอนด์, GBU-16 ๑,๐๐๐ ปอนด์ และ GBU-10 ๒,๐๐๐ ปอนด์)
ปืนกลอากาศ ๒๐ มม.
กระเปาะชี้เป้าหมาย LANTIRN

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทส่งท้าย

จบชุดภาพประกอบนิยายเรื่องนี้แล้วครับ
สนใจอ่านนิยายฉบับบเต็มก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

บทส่งท้าย
คุณสุวรรณศักดิ์ใช้เวลาพักใหญ่กับหุ่นตัวการ์ตูนสาวน้อยตัวนี้โดยไม่สนใจเซลีนที่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทที่๘ บทที่๙ บทที่๑๐

สนใจอ่านนิยายฉบับบเต็มก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

บทที่๘
“อ้วกกกก!!!!!” คุณสุเทพอาเจียนสำรอกของเก่าในกระเพาะออกมาเมื่อเห็นสภาพศพไอ้หัวโต

บทที่๙
“กูขอโทษ แต่กูไม่มีทางเลือกแล้วเลยทำอย่างนี้เพื่อช่วยพวกมึง” โผล่หางออกมาแล้วสินะไอ้...ณัฐพล ทุกคนในชุดปฏิบัติการหมู่นักเรียนฝึกคิด

บทที่๑๐
หมวดรถหุ้มเกราะล้อยาง V-150 จากกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค ๒ จำนวน ๕คัน 
หันป้อมปืนกลประจำรถยิงกระสุน .๕๐นิ้ว จากปืนกลหนัก M2 และปืนกลร่วมแกน MG3 ขนาด ๗.๖๒มม. NATO 
เข้าถล่มผู้ก่อการร้ายที่อยู่ตรงข้ามของถนนตรงหน้าอย่างหนักหน่วง 

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทที่๖ บทที่๗

สนใจอ่านนิยายฉบับบเต็มก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

บทที่๖
"เราปิดภาคที่ตั้งด้วยความเศร้า มีงานเลี้ยงเล็กๆในหมู่นักเรียนฝึกที่โรงนอนคืนนั้นก่อนจะส่งไอ้หนูเหยินกลับบ้านในรุ่งเช้า..."

บทที่๗
หญิงสาวถอดผ้ากันเปื้อนหลังจากจัดเตรียมอาหารบนโต๊ะเสร็จก่อนเธอจะก้มหัวโค้งต้อนรับเซลีนอย่างสุภาพและกล่าวแนะนำตัวว่า

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทที่๒ บทที่๓

สนใจอ่านนิยายฉบับบเต็มก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

บทที่๒
หัวหน้าหมู่นักเรียนฝึก A-1 เป็นผู้ถือธงนำหน้าตลอดการฝึกไม่ว่าจะนั่ง เข้าแถว เดิน วิ่ง 

บทที่๓
“แนวยิงระวัง!” นักเรียนยก ปลย.๑๑ ประทับบ่ายิงในท่ายืน ศูนย์เล็งเหล็กทาบศูนย์หลังแบบกลองและศูนย์หน้าวงกลมที่แท่นตรงกลาง แนวเล็กทาบเป้ากระดาษตาวัวในระยะ ๓๐๐เมตร

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทที่๑

สนใจอ่านนิยายฉบับบเต็มก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

บทที่๑
"เข้าใจไหมนักเรียน" ครูฝึกตะโกนย้ำด้วยเสียงอันดังใส่นักเรียนหลังจากอ่านกฎสองข้อในป้าย

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาพประกอบนิยาย สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓ :บทนำ

ตามที่ได้เคยลงข้อมูลไปก่อนหน้านี้ครับนิยายขนาดสั้นเรื่อง  "สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓"
ที่ลงใน Dek-d.com นั้นได้ปัจจุบันได้เขียนจบปิดเรื่องที่ ๑๒บทไปแล้ว
(ยอดผู้ชมล่าสุดอยู่ที่ 222คนตลอดสามเดือนที่ลง รูปแบบงานที่เขียนคงไม่เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นจริงๆนั่นละ)

ถ้าท่านใดสนใจจะเข้าไปอ่านก็ตาม Link นี้ครับ
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

ตอนนี้ก็ถ้ามีเวลาว่างพอก็จะวาดภาพประกอบนิยายเรื่องนี้ให้ครบ ๑๒บทครับ

บทนำ
"...เอาละ! พร้อมจะมาฟังผมโม้รึยังครับ มาดมัวแซล?"

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิยายขนาดสั้นชุด สารวัตรนักเรียนเดนนรก ภาคก่อนสถาปนาหมู่ที่๑๓


http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1212183

แนะนำผลงานเขียนของตนเองหน่อยครับ
คงจะมีน้อยท่านที่ทราบว่าผมได้เขียนเรื่องราวในชุด "สารวัตรนักเรียนเดนนรก" นี่มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ แล้วในรูปแบบนิยายภาพ
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นำมาลงในรูปแบบนิยายขนาดสั้นที่ dek-d.com ซึ่งส่วนตัวก็รู้จัก Website นี้มาตั้งแต่เปิดใหม่ๆเมื่อ ๑๕ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาสมัครสมาชิกปีนี้เอง
ซึ่งนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องราวแยกย่อยถึงประวัติที่มาของกลุ่มตัวละครหลักของชุดเรื่องนี้แบบภาคกำเนิด(Spin-off)

โดยท่านที่เป็นสมาชิกหรือเข้าชม Website TAF มาอาจจะมีบางท่านทราบหรือเคยอ่านนิยายสงครามที่ผมลงในห้องนอกเรื่องบ้าง
("แนวรบตะวันตกไม่เคยสิ้นสุด" เป็นนิยายขนาดยาวเรื่องแรกในชุด "รัฐไกลา")
อย่างไรก็ตามสำหรับนิยายเรื่องใหม่นี้ที่ตัดสินใจไม่นำไปลงที่ TAF ก็ด้วยเหตุผลว่า
โครงเรื่องของนิยายเรื่องนี้มันเพ้อเจ้อเกินไปมากไม่เหมาะกับแนวของ TAF ที่เป็นชุมชนวิทางวิชาการที่ถึงจะเป็นเรื่องแต่งเรื่องสมมุติก็ควรต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
(มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วละที่ประเทศไทยเมื่อ๒๐ปีก่อนจะยังมียุวชนทหาร และเอาเด็กอายุ ๑๒-๑๕ปีมาฝึกหลักสูตรรบพิเศษไปรบกับผู้ก่อการร้าย)

เท่าที่เข้าไปดูนิยายเรื่องใหม่ที่ลงไปใน dek-d.com ประมาณ๖-๗วันยอดคนอ่านแค่ ๒๑คนเท่านั้น
ดูแล้วแนวโครงเรื่องกับสำนวนการเขียนของผม(ซึ่งอายุมากแล้ว)คงไม่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่จริงๆนั่นละ
เพราะเต็มไปด้วยความรุนแรง(ที่ลดระดับให้เยาวชนอ่านได้แล้ว) และมีเนื้อหาบางส่วนที่น่าจะสร้างความไม่พอใจแก่เพื่อนบ้าน ASEAN เสียด้วย

แต่ก็จะเขียนต่อไปจนกว่าจะจบครับ ไม่ยาวมากถ้ารวมเป็นเล่มได้ไม่น่าเกิน๑๐๐กว่าหน้านิดๆ
ท่านใดสนใจก็แวะเข้าไปอ่านตอนใหม่ที่จะพยายามลงประจำในทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ได้จนกว่าจะจบปิดเรื่องครับ
ก็ขอฝากนิยายเขียนที่เอามันเรื่องนี้ไว้ด้วยแล้วกันครับ ขอบคุณครับ