วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชุดเรื่องสั้น: การ์ตูนไทยรายสัปดาห์ (๔เรื่อง ๔๐บาท)


            ประวัติศาสตร์คราวๆของวงการการ์ตูนไทยยุคใหม่เท่าที่ผมทราบมาบ้างเล็กน้อยน่าจะเริ่มต้นขึ้นจากยุคที่วงการการ์ตูนไทยในภาพรวมเข้าสู่ยุคการ์ตูนลิขสิทธิ์เต็มตัว ซึ่งนอกจากการ์ตูนดังจากญี่ปุ่นที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องในไทยแล้ว การ์ตูนไทยยุคใหม่ที่เขียนในลักษณะการ์ตูนญี่ปุ่น(manga) ก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงใกล้เคียงกันด้วยน่าจะตั้งแต่นิตยสาร Thai Comic ของวิบูลย์กิจ ในปี ๒๕๓๖ การ์ตูนไทยยุคบุกเบิกที่ลงใน BOOM ของ Nation หรือใน C-Kids ของ Siam Inter Comics ยุคต้นๆ พอเข้าช่วงปี ๒๕๔๐กว่าก็มี Manga Katch ของ B Boyd CG เริ่มเข้าสู่ยุคทองช่วงปี ๒๕๔๓ เช่น CX, SEED ของ Future View, Comic Quest, Cosmic Comic, Cereal Comix, Let’s Comic, Adenium Comic เป็นต้น
            แต่เข้ายุคปัจจุบันปี ๒๕๕๗ นี้ นิตยสารหลายหัวในข้างต้นจนถึงตัวสำนักพิมพ์เองก็มีได้มีการปิดตัวลงไปมากแล้ว คำถามคือเกิดอะไรขึ้น? เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากสภาพโดยรวมของตลาดสื่อสิ่งพิมพ์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะ...

            เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องจริงของใครบางคน หรือไปฟังใครเขาเล่ามาให้ได้ยินอีกทีนะครับ อ่านแล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องราวสมมุติในโลกจินตนาการอะไรสักอย่างแล้วกันนะครับ


เรื่องที่๑ หน้าที่ต้องเขียน
ผมชื่อปัญจวรรษ แต่แฟนๆนักอ่านการ์ตูนหลายคนจะรู้ผมดีในชื่อ ริวคิโตะ นักเขียนการ์ตูนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งตั้งแต่สมัยที่ผมเปิดตัวผลงานตัวเองในตลาดโดจินเมื่อสักเกือบ ๑๐ปีก่อน (แหม..อย่างมองผมแบบนั้นสิครับ ผมไม่ได้เขียนเรื่อง อย่างว่าหรอก)
อาจจะเป็นการอวดตัวไปสักนิด แต่ปัจจุบันผมได้ทำงานเป็นนักเขียนประจำสำนักพิมพ์สุวรรณสาสน์ ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีสื่อในสังกัดหลายแขนงทั้ง หนังสือพิมพ์ และการ์ตูนที่ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ ผมเองก็เขียนการ์ตูนออริจินอลของตนลงตีพิมพ์ในนิตยสาร NGen-Comic ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่ลงการ์ตูนของญี่ปุ่น และเพิ่งจะมีการเพิ่มหมวดการ์ตูนไทยเข้าไปเมื่อสัก ๕ปีก่อน ผมได้รับโอกาสเข้ามาเป็นนักเขียนประจำจากการประกวดนักเขียนมือใหม่ของ NGen เองเมื่อ ๒ปีก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็เคยได้ยินชื่อเสียงของ บก.ชู ซึ่งเป็นบรรณาธิการของแผนกการ์ตูนไทยที่พยายามผลักดันวงการการ์ตูนไทยมาตลอดกว่า ๑๐ปี และวิสัยทัศน์ของ คุณ วิโรจน์ หรือ เสี่ยง้วน ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของ NGen ที่ประกาศว่าจะผลักดันการ์ตูนไทยให้ไปสู่ตลาดสากล ทำให้ผมมีความศรัทธาต่อสิ่งที่ผมทำเป็นอย่างยิ่งจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็กๆที่ไม่ว่าจะผู้ปกครองหรือครูมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระมาตลอดแต่สิ่งที่ผมเห็นและเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไปนี้มันทำให้ผมไม่แน่ใจแล้วละครับ

มันเป็นวันที่ผมจะซื้อ NGen ฉบับล่าสุดที่วางแผงมาเก็บไว้ถึงแม้ว่างานของผมเองจะลงตีพิมพ์แบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ก็เถอะ และการ์ตูนญี่ปุ่นที่ลงในนั้นผมก็อ่านต้นฉบับจากแผนกแปลมาแล้ว (แฮะๆ)...แต่สิ่งที่ผมพบ NGen ฉบับนี้ทำให้ผมต้องเดินจ้ำมาหา บก.ชู ที่แผนกการ์ตูนไทยทันที
“พี่ชู! นี่หมายความไง!” ผมยืน NGen ฉบับล่าสุดให้ชายร่างท้วมในชุดเสื้อเชิ้ทลายทาง
“ทำไมวะไอ้ริว แล้วต้นฉบับมึงละ!?
“ต้นฉบับเอาไว้ก่อน พี่ดูนี่!” ผมเปิดหน้าโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งข่าวในหน้านั้นมีอยู่ว่า Kraiserdom กำลังจะถูกทำเป็นเกม RPG’ ซึ่ง Kraiserdom นี้ก็คือเรื่องที่ผมกำลังวาดอยู่และวาดมาได้ ๒ปี และก็ออกรวมเล่มหลายฉบับแล้ว บก.ชู หันมายักไหล่ให้ผมนิดหนึ่ง
“ก็ดีนิ? การ์ตูนกูอย่างว่าแต่เป็นเกมเลย หลายเรื่องตีพิมพ์ไม่ถึงปี รวมเล่มบางเรื่องยังไม่มีเลย...”
“ไม่พี่! ปัญหามันอยู่ที่ว่าการ์ตูนผมจะเป็นเกมทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องละ!?
“เสี่ยง้วนแกอาจจะอยากเซอร์ไพร์มึงก็ได้นี้หวา” บก.ชูกกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วพูดกับผมแบบสบายๆ
“ไม่พี่!" ผมมอง บก.ชูด้วยสายตาจริงจังผมไม่ว่าอะไรหรอกถ้าจะเอาการ์ตูนผมไปทำเป็นเกม ผมดีใจด้วยซ้ำ แต่! ถ้าเขาจะบอกผมก่อน!”
“มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขา มึงก็สงบสติก่อน...” บก.ชูตอบดูเหมือเขาพยายามพูดให้ผมใจเย็นลง
“ไม่! ผมเป็นเจ้าของเรื่องนะ! ทำแบบนี้มันไม่ได้ให้เกียรติ..”
“งั้นมึงก็ไปคุยกับเสี่ยง้วนเองไป!” บก.ชูตัดบทการคุยกัน ผมในตอนนั้นซึ่งเลือดขึ้นหน้าก็ตัดสินใจทันที่ว่า
“ได้พี่! ผมจะไปคุยกับเสี่ยง้วน” ก่อนที่ผมจะเดินออกไป บก.ชู ตะโกนมาหาผมว่า
“เฮ้ย ริว! ต้นฉบับเสร็จยัง”
“วางบนโต๊ะแล้วพี่!” ตอนนั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าผมจะไปพบกับเสี่ยง้วนจริงๆ

ผ่านไปสี่วันก่อนที่กำหนดการส่งต้นฉบับของตอนต่อไป ผมรอการเข้าพบของเสี่ยง้วนเป็นเวลานาน
ทุกวันผมต้องเจอเลขาหน้าห้องหน้าใสและสมองฝ่อพูดให้ผมต้องกลับไปทุกครั้งอย่างเช่น
“วันนี้เสี่ยไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริษัทนะคะ”
“วันนี้เสี่ยต้องบินไปเจรจาลิขสิทธิ์หนังสือที่ญี่ปุ่นนะคะ”
“วันนี้เสี่ยลาพักไปออกรอบกับเพื่อนค่ะ”
และวันนี้ความพยายามของผมก็สามารถเอาชนะเสี่ยง้วนได้เมื่อเสี่ยยอมคุยกับผมเป็นเวลา ๑๐นาทีในช่วงเย็นก่อนออฟฟิสจะปิด
“เชิญค่ะ คุณปัญจวรรษ” ผมได้ยินคำพูดอื่นจากยัยเลขาสมองน้อยนี่เสียที
“นั่งก่อนสิ!” หลังจากปิดประตูชายวัยกลางคนร่างสูงรูปร่างค่อนข้างผอม เชิญผมที่นั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร เหมือนกับพนักงานในบริษัทใหญ่ๆทั่วไป ผมเองแทบจะไม่ได้พูดคุยกับเสี่ยง้วนโดยตรงเลย นอกจากครั้งล่าสุดที่ผมได้รับรางวัลนักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่เมื่อสองปีก่อน
“เอาละ! เข้าเรื่องเลยละกันนะ” เสี่ยง้วนนั่งลงที่เก้าอี้ทรงสูงตัวใหญ่ มันดูภูมิฐานสมกับคนระดับผู้บริหาร แต่เสี่ยก็พูดกับผมอย่างค่อนข้างจะเป็นกันเอง
“ผมต้องขอโทษคุณด้วยที่ไม่ได้บอกเรื่องที่จะเอางานของคุณไปทำเป็นเกม” ผมกำลังจะอ้าปากถามถึงเหตุผลเสี่ยก็พูดต่อทันที
“ต้องเขาใจนะว่าผมเองก็มีงานที่ต้องรับผิดชอบมาก ผมอาจจะดูแลหรือแจ้งอะไรไปไม่ทั่วถึง ผมต้องขอโทษที่ทำให้คุณไม่สบายใจนะ” มันเป็นคำพูดที่ออกจะเป็นทางการอย่างไรไม่ทราบ ไม่รู้สิ! เป็นผมเป็นนักเขียนการ์ตูนไม่นักธุรกิจ แต่..ผมรู้อย่างหนึ่งว่า
“จริงๆประเด็นมันคือว่าเรื่องของผมถูกนำไปเจรจากับบริษัททำเกม โดยที่ทำไมผมไม่ได้รับทราบหรือเข้าประชุมด้วยละครับ”
“คุณควรทราบนะว่า นั่นเป็นหน้าที่ในการดำเนินธุรกิจของฝ่ายบริหาร การตลาด” เสี่ยง้วนพยายามอธิบายให้ผมเข้าใจเรื่องของธุรกิจแบบง่ายๆให้นักเขียนการ์ตูนอย่างผมทราบ
“มันไม่ควรจะเป็น อย่างนั้นครับ!”  เสี่ยง้วนหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง
“...แล้ว”
“มันเป็นงานผม! ผมควรจะมีสิทธิในการตัดสินใจสิว่าผมจะอนุญาตให้นำงานของผมไปทำอะไรได้บ้าง”
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ..” เสี่ยวง้วนเริ่มโบกมือปราม แต่ผมก็ยังพูดต่อ
ไม่ใช่ให้บริษัทมาตัดสินใจเองโดยที่ไม่มีผมที่เป็นเจ้าของผลงาน..."
"หุบปากนะ! ไอ้เด็กบ้า!!"  เสี่ยง้วนลุกขึ้นตวาดใส่หน้าผมดังลั่นห้อง
“ลื้อคิดว่าลื้อเป็นใครวะหา! อั๊วะให้การ์ตูนบ้าๆไร้สาระของลื้อพิมพ์ในหนังสืออั๊วะก็บุญเท่าไรแล้ว! ลื้อเป็นพนักงานประจำของอั๊วะ! กินเงินเดือนอั๊วะ! อั๊วะจะทำอะไรกับงานลื้อก็ได้! จะบอกให้นะถ้าคิดว่าลื้อรับไม่ได้แล้วจะออกจากที่นี่ก็เชิญเว้ย! อั๊วะไม่ง้อ! อั๊วะซื้อการ์ตูนญี่ปุ่นมาขายเดือนเดียวได้เงินมากกว่ารวมเล่มการ์ตูนห่วยๆของลื้อทั้งปีอีก! อย่าว่าแต่ที่นี่เลย ต่อให้สำนักพิมพ์อื่นในไทยหรือที่ญี่ปุ่นเขาก็ใช้ระบบแบบนี้ทั้งนั้น! อั๊วะไม่ได้ทำการ์ตูนไทยเพื่อช่วยชาตินะโว้ย! ทำเอาเงินเข้าใจไหม! จะบอกให้อีกอย่าง ทางบอร์ดบริหารข้างบนนะเขาอยากให้อั๊วะยุบแผนกการ์ตูนไทยควายๆไม่ทำกำไรนี้นานแล้วโว้ย! แต่เห็นแก่ว่าลื้อเป็นเด็กใหม่ มาคุยกับอั๊วะตรงๆ อั๊วะจะยังใจดีไม่ไล่ลื้อออก ออกจากห้องอั๊วะไปได้แล้วไป!”

ตอนนั้นผมรู้สึกชาไปหมดหลังจากออกจากสำนักพิมพ์ขึ้นรถเมล์กลับหอพักดื่มเบียร์ย้อมใจสักสี่กระป๋อง แต่ผมก็ยังเบลอและงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี มันชัดเจนขึ้นอีกครั้งเมื่อวันรุ่งขึ้นผมเข้าไปที่แผนกการ์ตูนไทย บก.ชู รอผมอยู่
“มึงไปทำบ้าอะไรมาเมื่อวาน!” เขาถามผมด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรแววตาแข็งกร้าว
“คิดว่าตัวเองดังเลยปีกกล้าขาแข็งได้ใช่ไหม!” บก.ชูพูดใส่ผมเป็นชุด
"ทำอะไรไว้นะคนซวยนะกูเว้ย! กูยังมีเมีย มีลูกจะขึ้น ป.๓ กับหมาอีก ๒ตัวที่ต้องดูแล กูยังไม่อยากตกงานเพราะมึงนะโว้ย! หรือว่าอยากให้กูสั่ง 'ตัดจบ' เรื่องของมึงดีละ จะได้รู้สำนึกว่าที่นี่ใครใหญ่!”
ผมเคยได้ยินเรื่องราวของ บก.ชู ที่นักเขียนรุ่นเดียวกันที่เลิกเขียนไปบ้างแล้วเล่าไว้เกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเขา ตอนนี้ผมพอจะรู้แล้วละว่าจริงๆแล้วเขาคืออะไรกันแน่?
“อ้อ! ต้นฉบับเสร็จยัง?” บก.ชูพูดเรื่องประจำนี้อีกครั้ง
“ยังเหลืออีก ๖หน้าครับ”
“ทำให้เสร็จภายในบ่ายสองวันนี้!
บก.ชูก็ยักไหล่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเรียกเขาว่า พี่ และเขาก็ไม่เคยคุยกับผมอีกเลย ยกเว้นเรื่องงาน ผมนั่งลงที่โต๊ะ หยิบกระดาษขาวเอ๔ ดูเนมที่ทำไว้แล้ว ร่างภาพ เอาจีเพ็นจุมหมึก ตัดเส้น...ยังเหลืออีก ๖หน้าที่ต้องทำ!


เรื่องที่๒ เขียนมาอย่างอยาก
ขอแนะนำให้รู้จัก "New Think Publication" หรือ NTP สำนักพิมพ์น้องใหม่ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ พวกเขากำลังรับสมัครเฟ้นหานักเขียนการ์ตูนไทยรุ่นใหม่ที่พร้อมจะพัฒนาวงการการ์ตูนไทยให้ก้าวหน้าด้วยผลงานแนวใหม่นอกกรอบ และนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์นี้เมื่อมีนักเขียนใหม่ส่งผลงานเข้ามาสมัครด้วยตนเองรายหนึ่ง
หนุ่มร่างเล็กผมสั้นอายุน่าจะเพิ่ง ๒๐ต้นๆ เดินเข้ามาพบกับหัวหน้า บก.นิตยสารการ์ตูนหัวใหม่ของ NTP ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วนี้
“พี่ชื่อติ๊กนะ ไหนแนะนำตัวเองหน่อยสิ"”บก.ร่างท้วมซึ่งเป็นอดีตนักเขียนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการเอยปากขึ้น
“ผมไม่ขอบอกชื่อจริงเพราะผมมีโจทก์เยอะ เรียกผมว่า 'Tentacle Night' แล้วกัน”
มาอีกแล้วพวกติสต์แตก...บก.ติ๊กคิดในใจ
“โอเค ไหนเอางานที่น้องจะเสนอมาให้ดูสิ” บก.ติ๊กรับซองเอกสารสีน้ำตาลเปิดออกอ่านต้นฉบับ หน้าแรกเป็นหน้าสีภาพกลุ่มเด็กสาววัยประถมน่ารักสามคน ซึ่งจัดได้ว่าทั้งลายเส้น การลงสี และการวางองค์ประกอบอยู่ในระดับมืออาชีพทีเดียว
“อืม...วาดได้ดีนี้! ปีนี้น้องอายุเท่าไร” เด็กหนุ่มเจ้าของงานเงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบแบบไม่เต็มใจ
“๒๖”
“ตอนนี้เรียนหรือทำงานอยู่ที่ไหน” บก.ติ๊กอ่านงานไปที่ละหน้าอย่างรวดเร็วแต่ก็จับรายละเอียดทุกส่วนได้ครบถ้วน
“..เป็นพนักงานคอมพิวเตอร์...ของธุรกิจส่วนตัวของที่บ้าน” ชายหนุ่มดูเหมือนว่าจะไม่อยากตอบคำถามเรื่องส่วนตัวมากนัก เขาจึงนั่งเงียบๆ แต่ บก.ติ๊กเดาทันทีว่า อ้อ! พวกอยู่กับบ้านเฉยๆไม่มีงานประจำทำ
            บก.ติ๊กได้งานเรื่องสั้นจนครบ ๖๔หน้า แล้วคิดในใจ โอ้! ตายแล้ว มันเอาบ้าอะไรมาให้กูอ่านว่ะ! ถ้าจะให้กล่าวตามตรงแล้วเนื้อหาของงานเรื่อนี้คือ...เด็กสาววัยประถมสามคนที่เล่นเป็นนางพยาบาลแล้วมีเพศสัมพันธ์แบบกามวิปริตวิตถารกับพี่ชายของพวกเธอเอง! แล้วจบด้วยการที่พี่ชายจับเด็กสาวนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า! แล้วน้องสาวเอามีดดาบแทงฆ่ากันเลือดสาดใส้ทะลัก! ใช่! มันคือการ์ตูนโป๊แนวเลือดสาด!!
หนุ่มผมสั้นเจ้าของงานเอยปากขึ้นหลังจากที่ บก.ติ๊ก อ่านหน้าสุดท้ายจบ
“เป็นไงบ้าง” บก.ติ๊กใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนที่ก่อนจะพูด
“น่าเสียดายนะ...น้องมีฝีมือในการวาดที่ดีมาก แต่น้องน่าจะวาดเรื่องอื่นที่มัน...เออ...ดีกว่านี้” ชายหนุ่มชักสีหน้าทันที มีเสียงหัวเราะในลำคอ เขามอง บก.ติ๊กด้วยแววตาที่เหยียดหยัน
“หึหึหึ คุณก็เหมือนกับที่อื่นๆที่ผมเคยไปนั่นแหละ เป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี!”
“มันไม่ใช่เรื่องนั้นนะ” บก.ติ๊กแย้ง “คือไอ้งานแบบนี้มันลงตีพิมพ์ไม่ได้...ซึ่งมันเกี่ยวกับหลายๆเรื่องเช่นกฎหมาย...”
“เหอะๆ! เพราะว่าไอ้ประเทศเน่าๆอย่างไทยนี่มันมีข้อจำกัดเยอะคุณถึงต้องยอมมันงั้นเหรอะ? ทำไมที่ญี่ปุ่นที่วงการการ์ตูนเขาเจริญกว่าไทยมากๆเขาทำเรื่องพวกนี้ขายได้ละ?” หนุ่มผมสั้นเริ่มออกอาการชวนตีรวนเอาสีข้างเข้าถู ป่วยการจะอธิบายเหตุผลกับคนพรรค์นี้ บก.ติ๊กจึงพูดตัดบทไปว่า
“ทำไม!? คุณ 'อยาก' นักเหรอะ!” ชายหนุ่มหน้าบึ้งคิ้วขมวดเกร็ง ตอนนี้เขาดูไม่ต่างอะไรกับเด็กตัวเล็กๆที่โกรธเพราะไม่ได้ดั่งใจ เขากระชากผลงานที่เขาเชื่อว่าเขาใช้พลังอันสูงส่งในการสร้างเก็บใส่ซอง แล้วพูดเหมือนคำรามในลำคอพร้อมสบถใส่ บก.ติ๊ก
“ถุย! ไอ้กาก! จะบอกให้นะทีหลังอย่ามาบอกใครต่อใครว่าจะพัฒนาวงการหน่อยเลย เชิญจมปลักย่ำอยู่กับประเทศไทยที่กำลังจะล่มสลายนี่ต่อไปเถอะ!” เขาสบัดก้นเดินเอาส้นเท้ากระแทกพื้นเสียงดังตึงตังจากไป แน่นอนไม่มีใครในกอง บก.อยากให้เขากลับมา!


เรื่องที่๓ ยังเขียนไม่จบแต่ต้องจบ
            “น้าๆ ขอตังส์หน่อย” เด็กชายในชุดนักเรียนผิวคล้ำอายุประมาณ ๑๐กว่าขวบแบมือขอเงินจากชายหนุ่มร่างสูงผมประบ่าใส่เสื้อเชิ้ทลายตารางที่ริมถนนย่านธุรกิจใจกลางเมือง
"ขอบคุณครับน้า" เขาให้เงินเด็กคนนั้นไป ๒๐บาท มืออีกข้างของเขาถือกระเป๋าใส่แฟ้มเอกสาร หลังจากนั้นเขาก็เดินไปอีกสัก ๓๐มตรเพื่อจะเข้าสำนักงาน
"เฮ้ย! ไอ้เติ้ล! มึงไปให้เงินมันทำไมว่ะ!?" ชายร่างท้วมใส่แว่นตาสี่เหลี่ยมสวมเสื้อสีแสดเรียกเขาจากข้างหลัง เขายกมือไหว้
“หวัดดีครับพี่โจ๋ย” ชายร่างท้วมรับไหว้รุ่นน้อง
“มึงก็รู้นี่ว่าไอ้เด็กพวกนี้มันหนีเรียนมาเล่นเกมส์ เงินหมดมันก็มาไล่ไถ่เงินเอากับคนแถวนี้” ชายร่างท้วมพูดพลางขยับแว่นไป
“ก็ถือว่าทำบุญละครับ เรามีเราก็ให้เขา” เขาพูดเจือยิ้มหน่อยๆ “แล้ววันนี้พี่ก็มาที่สำนักพิมพ์ด้วยหรือครับ” เขาถาม
“ก็ บก.เขาเรียนนักเขียนปะจำที่ลง XP มาทุกคน กูก็ต้องมาอยู่แล้ว” ชายร่างท้วมตอบ แต่เขาก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่เล็กน้อย
“แล้ว บก.เขาเรียกเรามาด่วนกลางเดือนนี้เรื่องอะไรละครับ” ชายร่างท้วมขยับแว่นเล็กน้อย
“กูว่ากูพอรู้นะ” ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าประตูใหญ่ของสำนักงานสำนักพิมพ์ World Continental Book (WCB) ทั้งเขาและพี่โจ๋ยต่างเป็นนักเขียนประจำของ XPerience นิตยสารการ์ตูนไทย รายปักษ์ ที่ลงผลงานของนักเขียนประจำ ๕เรื่อง สิ่งที่พี่โจ๋ยต่างจากเขาคือ พี่โจ๋ยเป็นนักเขียนรุ่นเก๋าในวงการที่เคยมีผลงานตีพิมพ์ลงหนังสือมาแล้วก่อนหน้านี้สองสำนักพิมพ์ แต่เขาเพิ่งจะมีผลงานลงตีพิมพ์ประจำที่ XP เป็นที่แรก
เขาก็เหมือนกับนักเขียนหน้าใหม่ที่เริ่มจากการส่งผลงานเรื่องสั้นไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆและหวังว่าจะได้รับการตีพิมพ์ หลายปีที่ผ่านมานั้นเขาทุ่มเทกับการ์ตูนอย่างหนัก ถึงแม้ว่าทางบ้านจะไม่สนับสนุนเพราะมองว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่มีความแน่นอนก็ตาม แต่การที่เขาได้เขียนเรื่องยาว วินมอร์เตอร์ไซค์ใจสิงห์ ลง XP นั้นเขาได้แสดงให้ทางบ้านเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จและสามารถเลี้ยงชีพด้วยการเขียนการ์ตูนได้ แต่ทว่า...

“ผมต้องเรียนตามตรงนะครับว่า ทางผู้ใหญ่ตัดสินใจแล้วว่า XP จะปิดตัวลงในเล่มที่ ๒๔แล้วครับ”บก.ผู้ดูแลนิตยสาร XP กล่าวในที่ประชุมกับนักเขียนประจำกับพนักงานที่เกี่ยวข้อง
“เพราะฉนั้นหลังจากเล่มที่ ๒๒ ออกไปในวันที่ ๑๖นี้ ในส่วนของนักเขียนก็ไปเขียนปิดเรื่องของพวกคุณภายในสองตอนสุดท้ายที่จะลงเล่ม ๒๓ กับ ๒๔นี้นะครับ”
อะไรกัน!!? เขาคิดด้วยความตกใจและงุนงน

“กูไม่แปลกใจเลยว่ะ!” พี่โจ๋ยพูดกับเขาขณะรับประทานอาหารที่ร้านข้าวมันไก่ซึ่งมากินประจำเวลามาติดต่องานกับ WCB
“มึงคิดดูกูเคยไปคุยกับสายส่ง หนังสือส่งคืนกลับเพียบ! ร้านหนังสือแถวบ้านกูก็ไม่มีรับมาขายสักร้าน แล้วมันจะไปรอดได้ยังไง!”
“แล้วพี่จะเอาไงต่อละครับ” เขาถามรุ่นพี่ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการมานาน
“ต้นเดือนนี้กูพึ่งไปสมัครตำแหน่งกราฟิกบริษัทโฆษณามา เขารับกูแล้วด้วย เดือนหน้าก็เริ่มงานได้” ชายแว่นร่างท้วมดื่มน้ำโอเลี้ยงแก้คอแห้ง
“แล้วเรื่อง 'ก๊วนจิ๋วจอมซ่าสยบสงครามเวหา' ของพี่ละ” เขาถามชายร่างท้วมที่กำลังเติมน้ำเปล่าลงในแก้ว
“เฮ้ย! จะไปยากอะไร กูมีตอนสต็อกไว้สองสามตอน ก็ลงๆให้มันจบแค่นั้น”  พี่โจ๋ยขยับแว่นและจิบน้ำไปพลางพูดไปพลาง
“นี่กูจะบอกอะไรมึงให้ไอ้เติ้ล! กูไม่ได้เจอเรื่องพวกนี้ครั้งแรก สำนักพิมพ์แรกที่กูอยู่ก็เป็นพวกอยู่ไปวันๆ เขียนไปก็ไม่เจริญ พอกูออกมาลงอีกสำนักพิมพ์แม่งนึกจะปิดก็ปิดเฉยไม่บอกไม่กล่าว! ที่ WCB นี่ถือว่าดีกว่าเยอะ มีตั้งหลายเรื่องที่กูเขียนไม่จบ แต่กูก็ทิ้งไปเขียนเรื่องใหม่เลยเพราะมันไม่ได้สำคัญอะไร ไปทำอย่างอื่นก่อนแล้วค่อยดูโอกาสหาที่เขียนใหม่ก็ได้ แต่พูดตรงๆนะกูเบื่อเต็มทีแล้ว กูอาจจะเลิกไปเลยก็ได้”พูดจบพี่โจ๋ยก็ดื่มน้ำจนหมดแก้ว เขานิ่งและถอนหายใจเบาๆ
“แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้...เรื่อง'วินมอร์ไซค์ฯ' ยังไปได้อีกหลายร้อยตอน...” เขาหยุดคิดอีกสักครู่
“ผมทุ่มเทไปมากหลายปีกว่าจะให้ทางบ้านยอมรับได้ ถ้าหยุดไปคราวนี้ไม่รู้ทางบ้านจะยอมอีกหรือเปล่า...” เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“ผมฝันมาตลอดชีวิตว่าจะเป็นนักเขียนการ์ตูน ผมไม่อยากทำอย่างอื่นนอกจากเขียนการ์ตูน”
“มึงจะบ้าเหรอะว่ะไอ้เติ้ล!?” พี่โจ๋ยขึ้นเสียงใส่เขา คนเราต้องหาเงินมาซื้อข้าวกินนะเว้ย ไอ้ความฝันอย่างเดียวมันไม่ได้ช่วยทำให้ท้องมึงอิ่มหรอก!” ชายแว่นร่างท้วมเคี้ยวก้อนน้ำแข็งตอบอย่างไม่ยี่ระ
“ทำตัวให้เหมือนแมลงสาบซิ ปรับตัวง่ายตายยาก! ดูกูนี่ตกงานก็ไปหางานใหม่ทำแค่นั้น” พี่โจ๋ยขยับตัวมาตบบ่าเขาเบาๆ
“ขืนมัวแต่เลือกแต่งานที่อยากทำก็อดตายพอดี ไม่งั้นมึงก็ได้แต่ต้องเกาะพ่อเกาะแม่กินต่อไป!”

“น้าๆ ขอตังส์หน่อย”
ผ่านไปสามเดือนเขาเจอเด็กชายในชุดนักเรียนผิวคล้ำคนเดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเดินจากไปโดยไม่ให้เงิน มีเสียงตะโกนเล็กๆจากเด็กชายคนนั้นไล่หลังเขามาว่า
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!”


เรื่องที่๔ เรื่องนี้เคยเขียนส่งไปนานแล้ว
            เมื่อสัก ๑๐กว่าปีก่อนมีนักเรียนชายวัยรุ่น ม.๔ คนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทของจังหวัดเลย เขาเป็นคนชอบเครื่องบินรบมาก แล้วก็ชอบเขียนการ์ตูน  แน่นอนการ์ตูนเรื่องโปรดของเขาก็จะเป็นการ์ตูนสงครามทางอากาศอย่าง Area 88 (คลาสสิคมาก) เขาอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับสงครามทางอากาศของไทยบ้าง เขาเลยเขียนการ์ตูนเรื่อง มัจจุราชเวหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักบินนิรนามในสงครามลับในลาวสมัยสงครามเวียดนาม เป็นเรื่องสั้นยาว ๔๐หน้าอย่างทุ่มเทมาก ถึงแม้เขาจะใช้ปากกาพิกมาวาดบนกระดาษถ่ายเอกสารขาวธรรมดา ไม่ได้ใช้หัวจีเพ็นราคาแพง หมึกนำเข้าจากญี่ปุ่น กระดาษสำหรับเขียนการ์ตูนโดยเฉพาะ และสกรีนโทนราคาแพงๆก็ตาม พอเขียนจบแล้วเขาได้อ่านเจอจากนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์หัวหนึ่งที่ไปซื้อมาตอนเข้าไปเรียนตัวเมือง(ไม่ได้ซื้อประจำทุกเล่ม) ว่าในเล่มลงการ์ตูนไทยและมีหน้าประกาศรับผลงานเรื่องสั้นขนาดไม่เกิน ๔๐หน้าของนักเขียนจากทางบ้าน
            เราสร้างนักเขียนชื่อดังมาแล้วหลายคน และคุณอาจจะเป็นคนต่อไป
            ข้อความนี้ทำให้เด็กหนุ่มมีความหวังมาก พอถึงช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม เขาโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์ในตลาดไปติดต่อนัดกองบรรณาธิการการ์ตูนไทยจากนิตยสารหัวนั้นตอน ๑๐โมงเช้ากว่าๆ
            “คลิ้ก(เสียงยกหูโทรศัพท์) ฮัลโหล?”
            “สวัสดีครับ กอง บก.การ์ตูนไทย ใช่ไหมครับ”
            “ใช่!”(เสียงพูดแบบห้วนๆแสดงความเบื่อหน่ายสุดๆ)
            “ผมจะมาเสนองานนะครับ ไม่ทราบว่า...”
            “มาสัปดาห์หน้าสักบ่าย๑ เลือกเอาวันไหนก็ได้!” (พูดแบบรีบๆแสดงถึงความเบื่อสุดขีด)
            “เออ..งั้นวันอังคารสัปดาห์หน้าแล้วกันครับ เออ คือไม่ทราบว่า...”
            “คลิ้ก!(เสียงกระแทกวางสายโทรศัพท์) ตู้ดๆๆๆ...”
            เด็กหนุ่มจดวันนัดหมายลงในปฏิทินอย่างตื่นเต้น เตรียมตัวต้นฉบับเก็บใส่ซองเอกสารอย่างดี ซื้อตั๋วรถทัวร์เดินทางออกจากจังหวัดเลยไปสำนักพิมพ์ที่กรุงเทพฯตั้งแต่ตี๒ แต่เด็กหนุ่ม ม.ปลายไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามันมีอะไรทะแม่งๆตั้งแต่ตอนโทรศัพท์นัดแล้ว

            ในวันนัดดูงานที่กรุงเทพฯ เด็กหนุ่มเดินขาลากเพราะนั่งรถเมล์มาลงผิดป้ายทำให้ต้องเดินไกลกว่าจะถึงสำนักพิมพ์บริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ติดถนนใหญ่ แลกบัตรกับ รปภ.และขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ ๒๕ แล้วเขาก็รออยู่สัก ๒๐กว่านาทีในตอนบ่าย๑เป๊ะว่าจะมีใครมาออกมารับเขาหรือไม่ ไม่มี! เขาเดินวนๆดูรอบชั้นนี้ของตึกจนกระทั้งเจอกองบรรณาธิการการ์ตูนไทยเป็นสำนักงานเล็กๆมีพนักงานทำงานอยู่ราว ๑๐กว่าคน
            พอเด็กหนุ่มเปิดประตูเขาไปในกอง บก. บางคนก็ก้มหน้าวาดต้นฉบับ บางคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นมากที่เห็นการทำงานของนักเขียนการ์ตูนจริงๆเป็นครั้งแรก เขาเดินวนไปรอบๆกอง บก.จนกระทั้งมีพนักงานในกอง บก.คนหนึ่งรู้สึกถึงตัวตนของเด็กหนุ่ม มันเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มแล้วพูดกึ่งตะคอกใส่เขา
            “น้องมาทำอะไร!?” เด็กหนุ่มตอบว่า
            “เออ...มาเสนองานครับ” มันทำหน้าเหย่เกแล้วหันไปตะโกนคุยกับพวกเพื่อนของมันว่า
            “เฮ้ยไอ้...มีเด็กมาเสนองานนัดไว้ตั้งแต่เมื่อไหรวะ!?
            “กูไม่รู้เว้ย! ไอ้...” พวกมันคนหนึ่งตะโกนสวนตอบกลับมา มันมองเด็กหนุ่มอย่างเหยียดๆแล้วพูดกึ่งตะคอกสำทับว่า
            “มาเสนองานทีหลังอย่างเดินดุ่มๆเข้ามาเอง โทรฯนัดก่อนสิน้อง!
            “...ก็ผมนัดพวกพี่ไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนี่ครับ?” มันไม่สนใจ มันชี้นิ้วไปที่โต๊ะตัวหนึ่งบอกให้เด็กหนุ่มนั่งลง เด็กหนุ่มกุลีกุจอเปิดกระเป๋าเดินทางและวางต้นฉบับผลงานของตนเองบนโต๊ะต่อหน้ามัน
            “เขียนมากี่หน้า?” มันถามเด็กหนุ่มแบบห้วนๆ
            “๔๐หน้าครับ”
            “สำหรับเรื่องสั้นจากทางบ้าน เรารับ ๒๐หน้าเท่านั้น!” พอมันพูดจบเด็กหนุ่มก็หน้าเหวอ
            “เดี๋ยวสิครับพี่ ก็ใน(ชื่อนิตยสาร)เล่มนี้ลงว่าไม่เกิน ๔๐หน้าไม่ใช่หรือครับ?” เด็กหนุ่มยืนนิตยสารการ์ตูนที่ลงกติกาในการรับผลงานให้มัน
            “เล่มนี้มันตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว! เขาเปลี่ยนรายละเอียดใหม่แล้ว!” มันตอบกลับด้วยการตะคอก
            “อ้าว! แล้วผมจะไปรู้ได้ไงครับพี่?” เด็กหนุ่มตอบมันไปแบบซื่อๆ
            “ทำไมไม่ศึกษาข้อมูลมาก่อน! อินเตอร์เนทก็มีไม่ใช่เรอะทำไมไม่ไปดู?” เด็กหนุ่มตัวแข็งด้วยความโกรธ ผมอยู่บ้านนอกไม่มีอินเตอร์เนทหรือคอมพิวเตอร์ให้ใช้ครับ! แล้วมันก็พูดตะคอกใส่เขาต่อเป็นชุด
“น้องไม่เคารพกติกาเท่ากับไม่เคารพเรา อย่างนี้ทำงานด้วยกันไม่ได้หรอก! น้องไปที่อื่นเถอะไป!”
“...แล้วจะไม่ดูงานผมหรือครับ”
“ไม่ดู!!
มันพูดตัดรอนน้ำใจเด็กหนุ่มอย่างเด็ดขาด เขาเดินทางจากเลยเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาเจอกับเรื่องแบบนี้หรือ? เด็กหนุ่มโกรธและเสียใจมาก เขาเก็บผลงานของเขาใส่กระเป๋าเดินทางเพื่อออกจากกอง บก.ไป แต่ก่อนจะไปนั้นมีมันตัวหนึ่งที่น่าจะเป็นหัวหน้า บก.เดินมาหาเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เดี๋ยวผมจะไปส่งน้องให้นะครับ” เหมือนจะทำเป็นมีน้ำใจ แต่เด็กหนุ่มตอบกลับเป็นภาษาถิ่นไปว่า
“บ่ต้องครับ! ไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมาแล้ว ผมไปต่าวเองได้”

สิบกว่าปีผ่านไปเด็กหนุ่มคนนั้นได้สอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศ และปัจจุบันเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ยศเรืออากาศเอก ทุกครั้งที่เอยถึงเรื่องการเสนองานการ์ตูนครั้งนั้นเขาจะพูดประมาณว่า
“ถ้ารู้ว่าจะโดนแบบนี้แต่แรก กูไม่น่าไปเสียเวลาไร้สาระกับพวกมันเลย!

            อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นครับว่า อ่านจบแล้วก็คิดเสียว่า เป็นเรื่องราวสมมุติในโลกจินตนาการอะไรสักอย่างแล้วกันนะครับ ขอบคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เอกสารแผนการจัดการถ้าเกาหลีเหนือล่มสลายของจีนรั่วไหล

http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/northkorea/10808719/China-plans-for-North-Korean-regime-collapse-leaked.html

Telegraph ได้รายงานข้อมูลข่าวที่สื่อของญี่ปุ่นได้เอกสารที่รั่วไหลออกมาจากของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับแผนการจัดการหากเกาหลีเหนือล่มสลายซึ่งมีหลายขั้นตอนการรับมือ
เช่นการควบคุมตัวผู้นำระดับสูงของเกาหลีเหนือซึ่งตามเอกสารกล่าวว่าในกรณีที่ถูกโจมตีด้วยกำลังทหารของชาติอื่นผู้นำที่เป็นเป้าหมายเหล่านี้ควรได้รับการปกป้อง
หรือแผนการจัดตั้งค่ายผู้อพยพตามชายแดนหากเกิดเหตุจราจลจากเหตุไม่สงบภายในของเกาหลีเหนือเองเป็นต้นครับ

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Su-30MKI ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Astra เป็นครั้งแรก

http://www.thehindu.com/news/national/astra-successfully-testfired-from-sukhoi30-mki/article5975583.ece

กองทัพอากาศอินเดียประสบความเร็จในการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตานำวิถีด้วย radar แบบ Astra จาก Su-30MKI เป็นครั้งแรก
โดยระบบ Astra ออกแบบโดย DRDO ใช้ดินขับไร้ควัน มีขีดความสามารถในการโจมตีหลายเป้าหมายและทำลายเป้าหมายได้ในการยิงนัดเดียว และทนทานต่อมาตรการตอบโต้ทาง Eletronic
Astra มีระยะยิงถึง 110km ในการยิงที่ระดับความสูง 15,000m, 44km ที่ความสูง 8,000m และ 21km ที่ระดับน้ำทะเล
จรวดรุ่น MkII ซึ่งมีระยะยิงดีขึ้นจะมีการทดสอบในช่วงปลายปี 2014นี้ โดยโครงการทดสอบได้เข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการวิจัยและพัฒนาแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แผนการปรับปรุงรถถังหลัก M1 Abrams กองทัพบกสหรัฐฯ

The Armored Brigade Combat Team 2014-2024: Improving Abrams Lethality
by MAJ Robert Brown

The primary mission of the M1A2 System Enhancement Package (SEP) v2 Abrams main battle tank (MBT) is to provide mobile, protected firepower for combined-arms maneuver and wide-area security. The Abrams must be capable of engaging the enemy in any weather, day or night, on the multi-dimensional, non-linear battlefield using firepower, maneuver and shock effect.

An increasing array of threat tactics and weapons – including advanced explosive reactive armor (AERA), Active Protection Systems (APS) and improvised explosive devices – necessitate continual improvement to the Abrams platform so it can meet this mission.

For current and recent operations, the Abrams underwent many upgrades and configuration changes in response to evolving threats. Upgrades like the Tank Urban Survivability Kit (TUSK) – which includes advanced reactive armor, upgraded belly armor and crew armored gunshields – greatly enhanced platform survivability, especially in the complex urban terrain prevalent in Iraq.

However, in response to requirements for 2014-2024, the Abrams’ lethality must continue to be improved. This improvement in lethality for the Abrams M1A2 SEPv3 will derive from the combination of developmental upgrades and the addition of mature technologies that include the Ammunition DataLink (ADL), improved 120mm ammunition, Improved Forward-Looking Infrared (IFLIR) and the low-profile (LP) Common Remotely Operated Weapon System (CROWS).

Improved 120mm ammunition

The M829E4 (soon to be type-classified as the M829A4) is the fifth-generation kinetic-energy anti-tank (AT) round. This new round provides heavy-armor defeat capability at extended ranges. It uses a depleted-uranium penetrator and anti-armor design advancements to defeat threat targets equipped with AERA and APS.

The advanced multi-purpose (AMP) round is a line-of-sight munition with three modes of operation: point detonate, delay and airburst. This essential capability required in urban environments allows the tank crew to defeat AT guided-missile teams at ranges of 50 to 2,000 meters with a precision lethal airburst. The point-detonate and delay modes allow for obstacle reduction (OR), bunker defeat and a wall-breach capability for dismounted infantry. The AMP round also reduces the logistics burden by replacing four existing rounds (M830 high-explosive (HE) AT, M803A1 multipurpose HEAT, M1028 canister and M908 HE-OR).

ADL

These enhanced munitions rely on the ADL to provide communications with the platform’s fire-control system. The ADL consists of a modified breechblock, upgraded Improved Fire-Control Electronics Unit and upgraded Abrams tank software.

IFLIR

The ability to identify targets prior to engagement remains one of the biggest obstacles to improving Abrams lethality. The new IFLIR solves this problem using long- and mid-wave infrared technology in both the gunner’s primary sight and the commander’s independent thermal viewer. The IFLIR will provide four fields of view (FOV) displayed on high-definition displays, greatly improving target acquisition, identification and engagement times – compared to the current second-generation FLIR – under all conditions, including fog / obscurants.

LP CROWS

The Abrams’ lethality is further improved through a product improvement to LP CROWS. This effort improves the tank commander’s situational awareness without compromising capability. LP CROWS significantly lowers the profile of the weapon station, returning both open- and closed-hatch FOV. Also, LP CROWS will be equipped with an upgraded day camera that uses picture-in-picture technology to combine different FOVs, and it offers a 340 percent larger scene in the wide FOV.

The Army’s strategy for modernizing the Abrams fleet revolves around incrementally upgrading aspects of the platform through a combination of technological insertion and product improvements based on evolving threats and available technologies. The advances in Abrams lethality stem from a synergistic combination of technological efforts. The IFLIR will enable early and accurate target detection and identification. Once identified, the crew can then engage those targets with either of the two new enhanced rounds via the ADL with a high probability of hit / kill.

Recent and continued upgrades to the Abrams MBT will ensure the armored force maintains overmatch and battlefield dominance for the near future. The M1A2 SEPv3 will provide future armored formations an unmatched combination of lethality, mobility and survivability.

http://www.benning.army.mil/armor/eARMOR/content/issues/2014/JAN_FEB/Brown.html


ตามแผนการปรับปรุงชุดรบกองพลน้อยยานเกราะ(Armored Brigade Combat Team) ปี2014-2024 ของกองทัพบกสหรัฐฯนั้นได้รวมถึงการปีระบปรุงขีดความสามารถของรถถังหลัก M1 Abrams ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพสหรัฐฯด้วย
แผนการปรับปรุง M1A2 System Enhancement Package (SEP) v2 และ v3 จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการเคลื่อนที่ การป้องกัน และอำนาจการยิงของรถขึ้นอีกหลายด้าน เช่น

Ammunition DataLink (ADL) ที่เป็นการเชื่อการสื่อสารระบบควบคุมการยิงกับระบบควบคุมการใช้กระสุนของรถ ปรับปรุงเครื่องปิดท้ายปืนใหญ๋รถถังและ Softwaere ระบบควบคุมการยิงที่ปรับปรุงใหม่

Improved Forward-Looking Infrared (IFLIR) ปรับปรุงกล้องตรวจจับรุ่นใหม่แก้ปัญหาคลื่นInfrared ช่วงกลางถึงยาวทั้งกล้องเล็งหลักของพลยิงและของกล้องตรวจการณ์ผู้บังคับการรถเพิ่มมุมมองในการมองเห็น(FOV:fields of view)
พร้อมจอภาพความละเอียดสูง เพิ่มขีดความวสามารถในการค้นหาและระบุเป้าหมายทุกสภาพอากาศและเวลา

Low-Profile Common Remotely Operated Weapon System (LP CROWS) ป้อมปืนแบบใหม่สำหรับ ผบ.รถ ที่เพิ่มความหยั่งรู้สถานการณ์และการควบคุมอาวุธปืนกลหนัก .50cal ติดตั้งพล้อมกล้องมองภาพกลางวันและจอภาพขนาดใหญ่

กระสุน 120mm รุ่นใหม่ทั้ง M829A4 กระสุนพลังงานจลน์แกนลูกดอกยูเรเนียมไร้รังสี(depleted-uranium)สำหรับต่อต้านเป้าหมายรถถังหลักยุคใหม่ที่ติดเกราะปฏิกิริยาแบบก้าวหน้า (AERA: Advanced Explosive Reactive Armor)
และระบบป้องกันเช่นรุก(APS:Active Protection Systems)
กระสุน AMP (Advanced Multi-Purpose) เป็นกระสุนเอนกประสงค์แบบใหม่ที่จะแทนกระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง M830A1 HEAT MP-T, กระสุนต่อต้านบุคคล M1028 canister และกระสุนระเบิดแรงสูงทำลายสิ่งกีดขวาง M908 HE-OR
มีการตั้งชนวนสามแบบคือ กระทบระเบิดเฉพาะจุด หน่วงเวลา และแตกอากาศ เพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้กับภัยคุกคามในเขตเมือง เช่นการทำลายชุดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังในระยะ 50-2,000m และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงครับ

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Lockheed Martin รับสัญญาผลิต Partiot PAC-3 MSE


http://www.defense-aerospace.com/article-view/release/153553/lockheed-wins-%24611m-for-pac_3-mse-missiles.html

Lockheed Martin ได้รับสัญญามูลค่า $611 Million จากกองบัญชาการการบินและอาวุธปล่อยนำวิถีกองทัพบกสหรัฐฯ
ในการผลิตอาวุธปล่อยนำวิถี Partiot PAC-3 Missile Segment Enhancement (MSE) และ Launcher Modifications Kits (LMKs)
ซึ่งเป็นการปรับปรุงชุดดินขับแข็งของตัวจรวดและระบบแท่นยิงให้เพิ่มเพดานยิงและระยะยิงมากขึ้นครับ