วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๙-๕




Navantia displayed a model of its ALFA 3000 frigate proposal for the Royal Thai Navy (RTN) in press conference at Bangkok Marriott Hotel The Surawongse, Bangkok, Thailand on 8 May 2026. (Defense & Seurity, Sompong Nondhasa)

NAVANTIA Proposes Alfa 3000 Frigate  with 100% Domestic Shipbuilding Offset to the Royal Thai Navy
Today (May 9, 2026), Navantia, a Spanish company, and the Thai Shipbuilding and Repairing Association (TSBA) held a press conference to present information on the frigate design and details of the economic offset in the Royal Thai Navy's new frigate procurement project.
Mr. José Ignacio Navas Rubio, Asia Regional Director, Commercial and Business Development, of Navantia, stated that Navantia has presented a low-risk proposal for building the frigate in Thailand, with distributed production by domestic shipyards, according to the various proposals that meet the requirements of the Royal Thai Navy.
To achieve this goal, Navantia plans to cooperate with capable domestic shipyards to achieve 100% domestic shipbuilding, maximizing the participation of local entrepreneurs.
Navantia will handle the design and the necessary technology transfer (TOT: Transfer of Technology) for production and testing to achieve the objective of a 100% domestically produced frigate.
Navantia is confident in this proposal. After assessing the capabilities of shipyards in Thailand, such as Marsan, ASIMAR (Asian Marine Services Public Company Limited), and the Mahidol Adulyadej Naval Dockyard of Royal Thai Navy,
Navantea Company and its Thai partner, Golden Supply Company, have collaborated on a project to upgrade the efficiency of three Royal Thai Navy warships: HTMS Chang, HTMS Pattani, and HTMS Narathiwat. All three are in the process of being completed according to schedule.
From the project budget of 17 billion baht for the frigates, Navantia's approach will yield a return on investment that is three times the project budget, along with the readiness to continuously build ships domestically for the second to fourth ships of this class, complete with combat control systems and weapon systems that meet NATO standard.


Israel Aerospace Industries (IAI)'s Barak MX Navall System, an advanced air and missile defense system designed to provide comprehensive protection against a wide range of aerial threats. (Israel Aerospace Industries)




HD Hyundai Heavy Industries (HHI) a model of its HDF-4000 (the Chungnam-class FFX Batch III) frigate at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos) 

NAVANTIA เสนอแผนแบบเรือฟรีเกต Alfa3000 พร้อมOffset การต่อเรือในประเทศ100% ต่อกองทัพเรือไทย
วันนี้(9 พฤษภาคม 2569) บริษัท นาวันเตีย จากราชอาณาจักรสเปน และสมาคมอู่ต่อเรือไทย เปิดแถลงข้อมูลแบบเรือฟรีเกตและรายละเอียดของการตอบแทนทางเศรษฐกิจ(Offset) ในโครงการจัดหาเรือฟรีเกตแบบใหม่ของกองทัพเรือไทย ต่อสื่อมวลชน
นายโฆเซ่ อิกนาซิโอ้ นาบาส รูบิโอ้ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฝ่ายพาณิชย์และพัฒนาธุรกิจ บริษัทนาวันเตีย กล่าวว่า นาวันเตียได้นำเสนอข้อเสนอที่มีความเสี่ยงต่ำในการสร้างเรือฟรีเกตในประเทศไทย โดยมีการกระจายการผลิตเป็นส่วนๆโดยอู่ต่อเรือในประเทศ  ตามข้อเสนอต่างๆตรงตามความต้องการของกองทัพเรือไทย
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ นาวันเตีย ได้วางแผนร่วมมือกับอู่ต่อเรือในประเทศที่มีขีดความสามารถ เพื่อการการต่อเรือในประเทศได้ทั้งหมด 100%  เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในประเทศให้ได้มากที่สุด
นาวันเตียจะทำหน้าที่ออกแบบ และส่งมอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี(TOT) ที่จำเป็นต่อการผลิต ไปจนถึงการทดสอบ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็นเรือฟรีเกตที่ผลิตในประเทศไทยในระดับ100%
ทางนาวันเตียเองมีความมั่นใจในข้อเสนอนี้ จากการที่ได้ตรวจสอบขีดความสามารถของอู่ต่อเรือในประเทศไทย เช่น มาร์ซัน,อาชิมา รวมไปถึง อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดชแล้ว
บริษัทนาวันเตีย และ บริษัท โกลเด้นซับพลาย บริษัทพันธมิตในประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกัน ในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพ ของเรือรบของกองทัพเรือแล้ว 3 ลำ คือ เรือหลวง ช้าง เรือหลวงปัตตานี และเรือหลวง นราธิวาส ที่ทั้งหมดอยู่ขั้นตอนการดำเนินการที่จะแล้วเสร็จได้ตามกำหนดการ
จากมูลค่าของงบประมาณโครงการเรือฟรีเกตจำนวน1.7 หมื่นล้านบาท ภายใต้แนวทางของนาวันเตีย จะให้ตัวเลขผลตอบแทนOffset เป็น3เท่าของงบประมาณโครงการ ไปพร้อมกับความพร้อมในการสร้างงานต่อเรืออย่างต่อเนื่องในประเทศ ของเรือชั้นนี้ลำที่2 ถึงลำที่4 พร้อมด้วยระบบควบคุมการรบ และระบบอาวุธตามาตรฐานนาโต้

กองทัพเรือยืนยันความจำเป็นเร่งจัดหาเรือฟริเกตตามสมุดปกขาว แต่พร้อมปรับแผนสอดคล้องนโยบายรัฐบาลอย่างเหมาะสม
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายตามสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับกรณีการเลื่อนโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 ของ ทร. นั้น ขอชี้แจงว่า 
การจัดหาเรือฟริเกตเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบตาม “สมุดปกขาวกองทัพเรือ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงในระยะยาว และยังคงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพดังกล่าว 
เนื่องจากเรือฟริเกตเป็นกำลังรบหลักที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการปฏิบัติการทางเรือ ทั้งในด้านการรักษาอธิปไตย การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และภารกิจด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยเฉพาะในบริบทของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความท้าทายสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและความจำเป็นของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศในภาพรวม และพร้อมที่จะดำเนินการปรับแผนงานและกระบวนการจัดหาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความพร้อมรบและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของแผ่นดิน
ทั้งนี้ กองทัพเรือจะพิจารณาหนทางปฏิบัติต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ เทคโนโลยี และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
กองทัพเรือขอยืนยันว่า จะยังคงทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมทั้งดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
4 พฤษภาคม 2569

แนวทางเรือฟริเกตใหม่ทร.ไทยจะเป็นอย่างไร ...
จากการที่บริษัทต่อเรือ Navantia ของสเปน ได้เปิดแถลงข่าวเปิดเผยข้อเสนอสำคัญที่เน้นการสร้างเรือภายในประเทศทั้งหมด 100 % โดย Navantia จะสร้างเรือฟริเกตชั้น ALFA 3000 ทั้งหมดในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้น และให้ Offset Policy มูลค่าสูงถึง 3 เท่าของราคาเรือ ซึ่งข้อเสนอถือเป็นเรื่องหายากในโครงการจัดซื้อจัดจ้างการต่อเรือรบระหว่างประเทศ
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับความสนใจจากแวดวงการป้องกันประเทศในภูมิภาคทันที เนื่องจากเน้นการถ่ายโอนอุตสาหกรรมและการผลิตภายในประเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประมูล ทำให้สเปนสามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งจากเกาหลีใต้ ตุรกี และสิงคโปร์ได้
ALFA 3000 เป็นเรือฟริเกตอเนกประสงค์ขนาดเบารุ่นใหม่ที่มีระวางขับน้ำประมาณ 3,000 ตัน ออกแบบมาสำหรับการรบผิวน้ำ การต่อต้านเรือดำน้ำ และภารกิจป้องกันภัยทางอากาศ ครบทั้ง 3 มิติ
ALFA 3000  มีคุณสมบัติดังนี้คือ มีระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ความยาว 104 เมตร ความกว้าง 14.4 เมตร ความเร็วสูงสุด 27 นอต กำลังพลประจำเรือ 102 นาย ระยะปฎิบัติการ 500 ไมล์ทะเล ปฎิบัติการต่อเนื่องในทะเล 20 วัน 
มีอาวุธที่สำคัญคือระบบแท่นยิงแนวดิ่ง (VLS) 16 ท่อยิง แท่นยิงอาวุธนำวิถีต่อต้านเรือ 2 แท่น รวม 8 ท่อยิง ปืนใหญ่เรือขนาด 76 มม. 1 กระบอก ระบบป้องกันอาวุธระยะประชิด (CIWS) ขนาด 35 มม. ระบบปืน RWS 20 มม. 2 กระบอก แท่นยิงตอร์ปิโด 2 แท่น 6 ท่อยิง เครื่องยิงเป้าลวง ความสามารถในการต่อต้านโดรน (C-UAS)  และสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Seahawk ได้ 1 เครื่อง
Navantia ยังเน้นย้ำว่าแพลตฟอร์มนี้มีพื้นฐานมาจากการออกแบบเรือรบที่ใช้งานได้จริงซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการกองทัพเรือที่ใช้งานอยู่ในสเปนและซาอุดีอาระเบีย โดยกล่าวว่า ALFA 3000 ไม่ใช่เพียงแค่แบบร่างบนกระดาษ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมรบและได้รับการพิสูจน์แล้ว 
โดยโครงการนี้จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการต่อเรือภายในประเทศ สร้างงานในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ทางทหารจากต่างประเทศในระยะยาว  
เมื่อดูรูปร่างของเรือ Alpha 3000 แล้วมีความยาวน้อยกว่าเรือหลวงภูมิพลเล็กน้อย รวมถึงระวางขับน้ำที่น้อยกว่า ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเรือคอร์เวตหรือเรือฟริเกตเบา ในขณะที่เรือฟริเกตของเกาหลีใต้และตุรกีคู่แข่งสำคัญมีระวางขับน้ำมากกว่า นอกจากนี้ระบบต่างๆที่สำคัญบนเรือเช่นอาวุธ เรดาร์ สเปนไม่ได้ผลิตเอง 
ในขณะที่ของเกาหลีใต้และตุรกีส่วนใหญ่ผลิตเอง สำหรับตุรกีมี บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. และบริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าบริษัท Rokesan ซึ่งเป็นผู้สร้างอาวุธนำวิถีหลายแบบของตุรกีได้เสนอให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและร่วมโครงการที่จะทำให้ไทยสามารถตั้งโรงงานผลิตอาวุธนำวิถีภายในประเทศได้เองอีกด้วย
สำหรับเกาหลีใต้ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยบริษัท Hanwha Ocean นั้นเคยต่อเรือหลวงภูมิพลให้กับกองทัพเรือมาแล้ว ก็มีความหวังว่าทร.ไทยจะสานต่อเรือฟริเกตลำใหม่เพื่อให้ต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ได้เสนอแบบเรือที่มีขนาดระวางขับน้ำมากกว่า ส่วนบริษัท Hyundai Heavy Industries ก็เสนอเรือที่ออกแบบใหม่สำหรับทร.ไทยที่คล้ายกับเรือฟริเกตรุ่นใหม่ของทร.เกาหลีใต้ รวมถึงระบบอาวุธและอื่นๆด้วย 
ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือระบบเรดาร์แบบเฟสอาร์เรย์อเนกประสงค์ (Multifunctional Phased Array Radar ) 4 ทิศทางแบบคงที่ ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ สามารถตรวจจับ ติดตาม และโจมตีเป้าหมายทางอากาศและผิวน้ำหลายเป้าหมายพร้อมกันในทุกทิศทาง 
นอกจากนี้ Hyundai Heavy Industries ยังเป็นอู่ต่อเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการต่อเรือเชิงพาณิชย์และเรือรบนับตั้งแต่เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำ เรือพิฆาต เรือฟริเกต เรือคอร์เวต ในระดับไฮเอนต์ 
สรุปเรือฟริเกตลำใหม่ของทร.ไทย ความน่าเป็นไปได้น่าจะเป็นการชิงชัยกันระหว่างเรือตุรกีกับเรือของเกาหลีใต้ ที่มีระวางขับน้ำระหว่าง 3,500-4,000 ตัน ที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือหลวงภูมิพล อีกทั้ง 2 ประเทศยังมีศักยภาพในการผลิตระบบอาวุธและอื่นๆเองด้วย 
สำหรับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการของกองทัพเรือ ตามหลักการของ TOR น่าจะให้คะแนนเป็นขัอๆตามที่ทร.กำหนด รวมถึงการพิจารณาเรื่อง Offset Policy ซึ่งไม่ได้หมายความว่าใครให้มากกว่าจะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเสมอไป ต้องคำนึงถึง สมรรถนะ ขีดความสามารถ ระบบต่างๆรวมถึงระบบอาวุธ ที่สำคัญคือต้องเป็นเรือรบที่มีเทคโนโลยีทันสมัยในทุกมิติ 
เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งปัจจุบันและในอนาคต เพราะเรือเหล่านี้จะต้องประจำการในทร.ไทยเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติไปอีก 30-40 ปีทีเดียว โดยทร.ไทยมีความต้องการเรือฟริเกตใหม่อย่างน้อย 4 ลำด้วยกัน ...

Hyundai Heavy Industries เผยข้อมูลเรือฟริเกต HDF 4000 TH พร้อมนำสื่อไทยเยี่ยมชมอู่ต่อเรือใหญ่ที่สุดในโลก ...
วันที่ 12 พ.ค. Hyundai Heavy Industries (HHI)ได้นำคณะสื่อมวลชนไทย ไปเยี่ยมชมอู่ต่อเรือที่เมืองอุลซาน เกาหลีใต้ โดยเป็นอู่ต่อเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการต่อเรือเชิงพาณิชย์และเรือรบโดยที่ผ่านมาได้ต่อเรือรบหลายแบบให้ทร.เกาหลีใต้ 
เช่น เรือดำน้ำ 9 ลำ เรือพิฆาต 8 ลำ เรือฟริเกต 19 ลำ เรือ OPV 40 ลำ โดย HHI เป็น 1 ใน 6 บริษัทที่เข้าแข่งขันเพื่อเสนอเรือฟริเกตใหม่ HDF 4000 TH ให้กับทร.ไทย พร้อมทั้งได้เผยข้อมูลบางประการให้ได้รับทราบ 
Sangbong Lee หัวหน้าฝ่ายออกแบบเรือของ HHI กล่าวว่า HDF 4000 TH เป็นเรือที่พัฒนามาจากเรือฟริเกตชั้น Chungnam หรือ Ulsan Class Batch-III และ HDF 3600 ที่ต่อให้ทร.เปรู โดย HDF 4000 TH จะติดตั้งระบบอำนวยการรบ ระบบอาวุธและอื่นๆของเกาหลีใต้ รวมถึงของสหรัฐฯและยุโรปซึ่งเป็นมาตรฐานนาโต
Brian Kwon ผู้จัดการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชีย กล่าวว่า ต้องการให้กองทัพเรือไทยพัฒนาระบบเรดาร์ให้ทันสมัย ซึ่งเรือรบของหลายประเทศหันมาใช้ระบบเรดาร์แบบเฟสอาร์เรย์อเนกประสงค์ (Multifunctional Phased Array Radar ) 4 ทิศทางแบบคงที่แทนเรดาร์หมุนแบบเก่า 
เช่นเรือฟริเกตชั้น Constallation ของทร.สหรัฐฯ, FFX-Batch III ,FFX-Batch V ทร.เกาหลีใต้, Mogami ทร.ญี่ปุ่น, Nilgiri ทร.อินเดีย , Hunter ทร.ออสเตรเลีย , SAAR ทร.อิสราเอล, F125, F126 ทร.เยอรมันนี, Miecznik ทร.โปแลนด์, F110 ทร.สเปนและ FDI ทร.ฝรั่งเศส โดยเรือฟริเกต HDF 4000 TH จะติดตั้งระบบเรดาร์รุ่นใหม่ของบริษัท LIG Next 1 เกาหลีใต้ด้วย
อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือทาง HHI จะติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ BARAK ของอิสราเอล เพื่อให้เป็นระบบเดียวกับของกองทัพอากาศ จะได้สามารถเชื่อมโยงในเครือข่ายเดียวกันระหว่างทอ.กับเรือของทร.ไทย ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น เรือลำแรกจะทำการต่อในประเทศไทย 40 % โดยจะร่วมมือกับ 5 อู่เรือของไทย 
เมื่อถามถึงศักยภาพของอู่ต่อเรือในประเทศไทย มีศักยภาพมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับอู่ต่อเรือของประเทศเปรู คำตอบที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ของ HHI ที่เคยมาสำรวจอู่ต่อเรือในประเทศไทยคือ ใกล้เคียงกันมาก อู่ต่อเรือ SIMA ในประเทศเปรู เคยมีพื้นฐานการต่อเรือมาก่อน ปัจจุบันกำลัง ร่วมมือกับ HHI ในการต่อเรือฟริเกต 1 ลำ เรือตรวจการไกลฝั่ง 1 ลำและเรือระบายพล อีก 2 ลำ ...
นั่นแสดงให้เห็นว่าอู่ต่อเรือในประเทศไทย ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันก็สามารถที่ต่อเรือลำใหม่ได้ 100% เช่นกันในอนาคต ซึ่งต้องใช้เวลาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงอู่เรือให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น 
ในวันนี้ HHI จะนำคณะผู้สื่อข่าวไทยดูงานที่บริษัท LIG ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและผลิตระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูงหลากหลายประเภท รวมถึงระบบอาวุธนำวิถี ระบบอาวุธใต้น้ำ เรดาร์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการบิน ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี ระบบควบคุมการยิง ระบบการรบทางเรือ และอิเล็กโทรออปติกส์ 
ซึ่งบริษัทนี้เป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้กับกองทัพเกาหลีใต้ และยังเป็นผู้ส่งออกอาวุธระหว่างประเทศอีกด้วย ...โดยทีมงาน Battlefield Defense จะได้นำมารายงานต่อไป ...ภาพกราฟฟิคเรือฟริเกต FFX Batch-III

LIG เสนอระบบเรดาร์ MRF ระบบจัดการการรบ ระบบสงครามอิเลคโทรนิค ระบบต่อต้านโดรน ติดตั้งกับเรือฟริเกต HDF 4000 TH ทันสมัยที่สุดให้ทร.
LIG เกาหลีใต้เสนอระบบเรดาร์ MRF ระบบจัดการการรบ ระบบสงครามอิเลคโทรนิค ระบบต่อต้านโดรน ติดตั้งกับเรือ HDF 4000 TH
-เรดาร์ MFR เรดาร์อเนกประสงค์หลายหน้าที่แบบเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้น Chungnam ของ ทร.เกาหลีใต้ และเรือฟริเกต HDF 3600 ของ ทร.เปรู
-ระบบจัดการการรบ (Combat Management System หรือ CMS) ซึ่งเป็นระบบที่มีสถาปัตยกรรมแบบเปิด สามารถบูรณาการเข้ากับระบบของทั้ง NATO และ Non-NATO
-ระบบสงครามอิเลคโทรนิค ทั้งระบบ ESM ECM และ ECCM และยังรวมถึง ระบบต่อต้านโดรน ซึ่งมีทั้งแบบ Softkill และ Hardkill อีกด้วย ...นอกจากนี้ยังได้เผยว่าได้ส่งมอบระบบจรวดร่อนนำวิถี KGGB จำนวน 10 ชุดที่ซื้อเพิ่มให้กับกองทัพอากาศไทยไปแล้ว ...

สื่อไทยชมโรงงาน LIG ผู้ผลิตเรดาร์มัลติฟังก์ชั่น ระบบจัดการการรบ และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของเรือ HDF 4000 TH …
คณะผู้แทนสื่อมวลชนไทยได้เข้าเยี่ยมชมบริษัท LIG Defense & Aerospace ในเมืองกูมิ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยจุดประสงค์ของการเยี่ยมชมคือเพื่อดูศักยภาพของ LIG ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยที่กำลังดำเนินการอยู่
โดยจุน ฮง ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจภาคพื้นเอเชียและโอเชียนเนีย (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ของบริษัท LIG ได้นำเสนอและพาชมโรงงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 3 อย่าง ที่ติดตั้งบนเรือฟริเกต HDF 4000 TH ซึ่งเสนอให้กับกองทัพเรือไทย ได้แก่ เรดาร์มัลติฟังก์ชั่น ระบบจัดการการรบ และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์
เรดาร์มัลติฟังก์ชั่น SPY 200k ของ LIG เป็นเรดาร์ AESA แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 4 ด้าน ซึ่งจะเป็นโซลูชั่นเรดาร์ที่เชื่อถือได้และแข็งแกร่งสำหรับกองทัพเรือไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเรดาร์หมุน 3 มิติแบบดั้งเดิม เรดาร์มัลติฟังก์ชั่นนี้ใช้โมดูล TR ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมความอยู่รอดและความพร้อมในการปฏิบัติการของเรือ 
นอกจากนี้คณะสื่อไทยยังได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตเรดาร์แบบต่างๆและเรดาร์ AESA พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องด้วย
ในส่วนของระบบ CMS นั้น บริษัทได้แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการอย่างต่อเนื่องกับระบบเซ็นเซอร์และระบบการยิง โดยอาศัยความสามารถในการบูรณาการระบบการรบที่น่าเชื่อถือของ HHI เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงแต่ในตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือต่างประเทศด้วย 
ยิ่งไปกว่านั้น LIG ยังแสดงความเต็มใจอย่างมากด้วยขอบเขตที่กว้างสำหรับการชดเชยหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยพิจารณาถึงการให้ความรู้ด้าน CMS อย่างเพียงพอแก่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันเพื่อการผลิตภายในประเทศ
สุดท้ายคือระบบ EW บนเรือของ LIG ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเป็นอย่างดีโดยกองทัพเรือเกาหลีใต้และในต่างประเทศ โดยมีความสามารถในการต่อต้านกับการเผชิญภัยคุกคามของโดรน พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับ EW ด้วย ...

Hyundai Heavy Industries ชี้แจงข่าวกรณีเรือฟริเกตที่มีปัญหา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรือ HDF-4000 TH แต่อย่างใด ...
ประเด็นปัญหาที่มีการรายงานนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรือฟริเกตชุดเรือแทกู (Batch-II) ซึ่งออกแบบโดยบริษัท ฮันฮวา โอเชียน (Hanwha Ocean) ในทางกลับกัน เรือฟริเกตชุด HDF-4000TH ที่นำเสนอให้แก่กองทัพเรือไทยนั้น เป็นแพลตฟอร์มรุ่นล่าสุดที่ได้รับการออกแบบโดยตรงจากบริษัท เอชดี ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ (HD Hyundai Heavy Industries) 
โดยต่อยอดมาจากชุดเรือช็องนัม (Batch-III) และการออกแบบแพลตฟอร์มสำหรับส่งออกไปยังประเทศเปรู ไม่ใช่ชุดเรือแทกู (Batch-II) ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีในอดีตที่กล่าวถึงในสื่อ และปัญหาดังกล่าวไม่ได้ปรับใช้หรือเกิดขึ้นกับกรณีนี้เช่นกัน
สรุปคือ เรื่องนี้จำกัดอยู่เพียงแค่กรณีในอดีตที่เกี่ยวข้องกับเรือฟริเกตซึ่งออกแบบโดยบริษัท ฮันฮวา โอเชียน เท่านั้น และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโครงการส่งออกเรือฟริเกตรุ่นล่าสุดที่ออกแบบและนำเสนออย่างเป็นเอกเทศโดยบริษัท เอชดี ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสทรีส์
จุดประสงค์ของบริษัทเราเป็นเพียงการแนะนำอู่ต่อเรือของบริษัท เอชดี ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ และแพลตฟอร์ม HDF-4000TH ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อเทียบกับรายอื่นๆ รวมถึงเพื่อแสดงให้เห็นถึงขนาด ศักยภาพ และประสบการณ์จริงของเราอย่างจริงใจ และเนื่องจากเราเชื่อว่าข้อผูกมัดหรือคำมั่นสัญญาควรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสามารถส่งมอบงานได้จริงเท่านั้น 
เราจึงได้เรียนเชิญสื่อมวลชนมาเยี่ยมชมด้วยตนเอง เพื่อให้เห็นถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและขีดความสามารถของเราอย่างใกล้ชิด ...
ข่าวต้นเรื่อง https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/pfbid0SqhDsKizKNvG6mhWAMmT4Q5GfcTByCG7dgNMeT6WGpf2jsno2xxrdwT5PvQPF9ezl

HD HYUNDAI HEAVY INDUSTRIES TOUR …พาเยี่ยมชมอู่เรือใหญ่ที่สุดในโลก!
HD HYUNDAI HEAVY INDUSTRIES (HHI) ได้เชิญคณะผู้แทนสื่อมวลชนไทยเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ระดับตำนานของอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผู้เสนอเรือฟริเกต HDF 4000 TH ให้กับกองทัพเรือไทยพิจารณา เพื่อให้ได้เห็นของจริง พร้อมเทคโนโลยีสำหรับอู่เรือชั้นนำระดับโลก ประเทศเกาหลีใต้ โดยมี คุณ Jaekyu Song ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการขายและการตลาดให้การต้อนรับตั้งแต่สนามบินกิมแฮ นครปูซาน
เมื่อมาถึงอู่ต่อเรือของ HHI ผู้ที่มารอต้อนรับและกล่าวทักทายเราคือ รองประธานอาวุโส พลเรือเอก Kim Jungil (เกษียณ) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการขายและการตลาดภาคพื้นเอเชียและตะวันออกกลาง และผู้จัดการอาวุโส คุณ Brian Kwon หัวหน้าทีมฝ่ายขายและการตลาดภาคพื้นเอเชียและตะวันออกกลาง 
ทั้งสองท่านได้ร่วมบรรยายแนะนำผู้ก่อตั้งและประวัติและศักยภาพของ HHI ซึ่งก่อตั้งโดย Chung Ju Yung ในปี 1972 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินกิจการมา 54 ปี HHI ต่อเรือมาแล้วรวมกว่า 5,000 ลำ  ด้วยพื้นที่กว่า 5000 ไร่ในเมืองอุลซาน HHI เป็นอู่ต่อเรือที่มีทุกสิ่งครบวงจร มีโรงงานผลิตตัวเรือเป็นบล็อกๆ มีโรงงานผลิตเครื่องยนต์เรือ โรงพ่นสี  โรงงานผลิตระบบไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ โรงกลึงใบจักร และอื่นๆ 
สำหรับองค์ประกอบของเรือ  เมื่อผลิตทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงเคลื่อนย้ายทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกันในอู่แห้งขนาดใหญ่ ซึ่งบางอู่แห้งสามารถประกอบเรือได้พร้อมกันถึงสี่ลำ ทำให้ HHI สามารถต่อเรือได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถต่อเรือขนาดใหญ่ ทั้งเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติ เรือบรรทุกสินค้าเทกอง เรือบรรทุกน้ำมัน รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ได้ถึง ปีละ 50 ลำ หรือเกือบ 1 ลำต่อสัปดาห์ 
เมื่อรวมกับเรืออื่นๆที่มีขนาดเล็กกว่า HHI  สามารถต่อเรือรวมกันได้ปีละกว่า 200 ลำ รวมทั้งเรือรบของกองทัพเรือเกาหลีใต้ และกองทัพเรือต่างประเทศ ทั้งเรือรบผิวน้ำ เรือพิฆาตเอจิสซึ่งถือได้ว่าทันสมัยที่สุดในโลก คือเรือชั้น Sejong the Great ที่มีระวางขับน้ำกว่า 10,000 ตันและมีอาวุธมากที่สุดในบรรดาเรือพิฆาตทั่วโลก  นอกจากนี้ยังต่อเรือฟริเกต คอร์เวต และเรือดำน้ำรวมกันหลายลำ
ผลงานของ HHI กับ ทร. ฟิลิปปินส์ เรือฟริเกตชั้น Miguel Malvar จำนวน 6 ลำ ขึ้นระวางประจำการแล้ว 2 ลำ กำลังต่อ 2 ลำ และเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal ซึ่งขึ้นระวางประจำการแล้ว 2 ลำ นอกจากนี้ยังมีเรือตรวจการไกลฝั่งชั้น Rajah Sulayman จำนวน 6 ลำ ต่อเสร็จแล้ว 2 ลำ ขึ้นระวางประจำการแล้ว จำนวน 1 ลำ กำลังต่อ 4 ลำ 
HHI มีชื่อเสียงจากการต่อเรือที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว และสามารถส่งมอบได้ตรงต่อเวลาทุกลำ  
HHI ยังได้ร่วมมือกับ ทร.เปรูในการต่อเรือฟริเกต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง และเรือระบายพล รวม 4 ลำ ที่อู่เรือ SIMA ในประเทศเปรูเอง โดยเฉพาะกับเรือฟริเกต ซึ่งเป็นเรือแบบ HDF 3600 ที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับเรือ HDF 4000 ที่ HHI เสนอให้กับ ทร.ไทย ทั้งสองแบบถูกพัฒนาต่อยอดจากเรือฟริเกตชั้น ชุงนัม ของทร.เกาหลีใต้ 
จุดเด่นที่มีความน่าสนใจที่สุดคือ ระบบเรดาร์แบบมัลติฟังก์ชั่น SPY-200K ที่มีจานเรดาร์ติดตั้งอยู่กับที่ 4 ด้านครอบคลุมการตรวจจับ 360 องศา เป็นเรดาร์แบบ Active Electronically Scanned Array (AESA) คลื่นความถี่แบบ S-band แต่ละจานบรรจุโมดูลรับ/ส่งจำนวน 500 โมดูล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เรดาร์จะยังสามารถทำงานได้เต็มที่แม้ว่าร้อยละ 30 ของโมดูลจะได้รับความเสียหายจากการรบ 
และนี่ยังเป็นเรดาร์แบบเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้น ชุงนัม อีกด้วย  คุณ Brian Kwon หัวหน้าทีมฝ่ายขายและการตลาดภาคพื้นเอเชียและตะวันออกกลาง กล่าวว่า ต้องการให้ ทร.ไทยพัฒนาระบบเรดาร์ให้ทันสมัยเหมือนกับเรือรบของหลายประเทศที่หันมาใช้ระบบเรดาร์แบบเฟสอาร์เรย์อเนกประสงค์ (Multifunctional Phased Array Radar ) 4 ทิศทางแบบติดตั้งอยู่กับที่แทนเรดาร์หมุนแบบเก่า 
เช่นเรือฟริเกตชั้น Constallation ของทร.สหรัฐฯ, FFX-Batch III ,FFX-Batch V ทร.เกาหลีใต้, Mogami ทร.ญี่ปุ่น, Nilgiri ทร.อินเดีย , Hunter ทร.ออสเตรเลีย , SA’AR 6 ทร.อิสราเอล, F125, F126 ทร.เยอรมันนี, Miecznik โปแลนด์, F110 ทร.สเปนและ FDI ทร.ฝรั่งเศส 
HHI ยังเสนอให้ ทร.ไทย ใช้ระบบสงครามอิเลคทรอนิค ESM ECM ECCM และระบบต่อต้านโดรน (ทั้งแบบ Soft Kill และ Hard Kill) ที่ผลิตในเกาหลีใต้โดยบริษัท LIG Defense & Aerospace เพื่อความเข้ากันได้ของระบบเมื่อบูรณาการเข้าด้วยกัน
อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือทาง HHI เสนอให้ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ BARAK ของอิสราเอล เพื่อให้เป็นระบบเดียวกับของกองทัพอากาศ จะได้สามารถเชื่อมโยงในเครือข่ายเดียวกันระหว่างทอ.กับเรือของทร.ไทย ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น เรือลำแรกจะทำการต่อในประเทศไทย 40 % โดยจะร่วมมือกับ 5 อู่เรือของไทย
จากนั้น พลเรือเอก คิม และคุณไบรอันได้นำเราในการทัวร์อู่ต่อเรือของ HHI ในส่วนของการต่อเรือสินค้าพลเรือน สิ่งที่เราได้เห็นในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลชื่อเต็มไปด้วยโรงงานต่างๆ เครนหรือปั้นจั่นขนาดยักษ์ที่เรียกว่า Goliath Gantry Cranes ที่มีอยู่ถึง 9 ตัว และอู่แห้งขนาดใหญ่สำหรับต่อเรือ 14 อู่ 
ซึ่ง HHI ได้ตั้งเป้าในปี 2030 ที่จะเป็น smart shipbuilding อู่ต่อเรืออัจฉริยะที่จะมีศักยภาพในการต่อเรือได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในช่วงบ่าย เรามาที่แผนกออกแบบของ HHI และได้สัมภาษณ์รองประธานอาวุโส คุณ Sangbong Lee หัวหน้าแผนกออกแบบเรือของ HHI ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเรือฟริเกต HDF 4000 TH ที่ HHI เสนอต่อกองทัพเรือไทย  คุณ Sangbong Lee กล่าวว่า HDF 4000 TH เป็นเรือที่พัฒนามาต่อยอดจากเรือฟริเกตชั้น Chungnam หรือ Ulsan Class Batch-III และ HDF 3600 ที่ต่อให้กองทัพเรือเปรู 
เรือฟริเกต HDF 4000 TH สามารถติดตั้งระบบอำนวยการรบ ระบบอาวุธและอื่นๆของเกาหลีใต้ หรือระบบของสหรัฐฯและยุโรปซึ่งเป็นมาตรฐานนาโต
จากนั้น เราได้เข้าเยี่ยมชมโรงทดสอบที่เรียกว่า Towing tank R&D facility นำชมโดยคุณ Yunmo Lee วิศวกรอาวุโสของสถาบันวิจัยและพัฒนาเรือ ที่นี่ เราได้เห็นการทดสอบ อุทกพลศาสตร์ตัวเรือ (Hydrodynamics) คือการทดสอบการเคลื่อนที่ของน้ำและแรงที่กระทำต่อตัวเรือ 
เป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบรูปทรงเรือเพื่อลดแรงต้าน ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และควบคุมการทรงตัวของเรือ ทั้งบนผิวน้ำที่เรียบสงบ และผิวน้ำที่มีคลื่นรุนแรง  เรือทุกลำที่ HHI สร้าง จะถูกสร้างเป็นแบบจำลองย่อส่วนให้เหมือนกับเรือจริงทุกประการ แล้วนำมาทดสอบอุทกพลศาสตร์ตัวเรือ (Hydrodynamics) ที่โรงทดสอบแห่งนี้ ก่อนที่จะนำผลการทดสอบและค่าต่างๆ ที่วัดได้มาเป็นข้อมูลในการสร้างเรือลำจริงต่อไป
ณ ที่สำนักงานของอู่ต่อเรือทางทหาร มีการนำเสนอผลงานและข้อเสนอของ HHI ที่มีต่อ ทร.ไทย ผู้จัดการอาวุโสและหัวหน้าทีมฝ่าย Offset Development คือคุณ Hyungwoo Jin เคยมาประเทศไทยในการสำรวจศักยภาพของอู่ต่อเรือไทยหลายแห่งเพื่อความร่วมมือสำหรับการต่อเรือในประเทศไทยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคต 
เมื่อถามถึงศักยภาพของอู่ต่อเรือในประเทศไทย มีศักยภาพมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับอู่ต่อเรือของประเทศเปรู คำตอบที่ได้รับจากคุณ Hyungwoo Jin คืออู่ต่อเรือในประเทศไทยมีศักยภาพใกล้เคียงกันมากกับอู่ต่อเรือ SIMA ในประเทศเปรูที่เคยมีพื้นฐานการต่อเรือมาก่อน และปัจจุบันกำลัง ร่วมมือกับ HHI ในการต่อเรือฟริเกต หนึ่งลำ เรือตรวจการไกลฝั่ง 1 ลำ และเรือ ระบายพล อีก 2 ลำ 
นั่นแสดงให้เห็นว่าอู่ต่อเรือในประเทศไทย ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันก็สามารถต่อเรือลำใหม่ได้เช่นกัน ...Battlefield Defense

พาชม LIG Defense and Aerospace ผู้ผลิต ระบบอาวุธนำวิถี ระบบเรดาร์ ระบบระบบจัดการการรบ และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ...
คณะสื่อมวลชนไทยได้ไปเยี่ยมชมกิจการของบริษัท LIG Defense and Aerospace ผู้ผลิต ระบบอาวุธนำวิถี ระบบเรดาร์ ระบบระบบจัดการการรบ และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ในเมือง Gumi ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 
โดยมีคุณ  Gun Young Kim รองประธานอาวุโสฝ่ายการผลิตและวิศวกรรม คุณ Lee Hang Soo หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาเรดาร์ และคุณ Jun Hong ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจภาคพื้นเอเชียและโอเชียเนีย ให้การต้อนรับ วัตถุประสงค์ของการเยี่ยมชมคือเพื่อเป็นสักขีพยานในศักยภาพความสามารถของ LIG Defense and Aerospace เกี่ยวกับโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของทร.ไทย  
LIG Defense and Aerospace ก่อตั้งในปี 1976 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี ปาร์ค จุง ฮี หรือ ปักจุงฮี ผู้ดำริให้เริ่มการพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้เกิดกิจการธุรกิจภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นบริษัท Hyundai, LG และ Samsung เป็นต้น ซึ่ง LIG Defense and Aerospace ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของ LG Group เช่นกัน 
คุณ Jun Hong ผู้จัดการใหญ่ของ LIG Defense and Aerospace เปิดเผยต่อคณะสื่อไทยว่า  LIG Defense & Aerospace ได้เสนอผลิตภัณฑ์ 3 รายการต่อ ทร.ไทย ได้แก่ เรดาร์พหุหน้าที่ Multi Function Radar (MFR), ระบบจัดการการรบ Combat Magament System (CMS) และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ (EW) เพื่อติดตั้งบนเรือฟริเกตแบบ HDF 4000TH ที่เสนอให้กับทร.ไทย
เรดาร์พหุหน้าที่แบบ SPY 200K เป็นเรดาร์ 3 มิติแบบ AESA (Active Electronically Scanned Array) แบบจานดิจิทัลติดตั้งอยู่กับที่ 4 ด้าน คลื่นความถี่แบบ S-band ครอบคลุมการตรวจจับ 360 องศา ใช้วัสดุสาร GaN หรือ Gallium Nitride แต่ละจานบรรจุโมดูลรับ/ส่งจำนวน 500 โมดูล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เรดาร์จะยังสามารถทำงานได้เต็มที่แม้ว่าร้อยละ 30 ของโมดูลจะได้รับความเสียหายจากการรบ 
แม้จะยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยมากนัก แต่มีการประเมินว่า เรดาร์นี้จะมีระยะทำการระหว่าง 250 ถึงกว่า 400 กิโลเมตร เป็นเรดาร์ที่เชื่อถือได้และแข็งแกร่งสําหรับ ทร.ไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเรดาร์หมุน 3 มิติทั่วไป สามารถค้นหาและติดตามเป้าและควบคุมการยิงต่อตีเป้าหมายได้หลายเป้าพร้อมกัน เรดาร์นี้ผ่านการทดสอบในทุกสภาพอากาศและอุณหภูมิ ทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศในเขตร้อน 
มันมีประสิทธิภาพที่เชื่อได้ว่าจะเสริมขีดความสามารถในการอยู่รอดของเรือและความพร้อมในการปฏิบัติการ และคุณ Jun Hong ยังกล่าวเสริมว่า “ ราคาของเรดาร์ SPY 200K นี้จะไม่ส่งผลต่อราคาเรือ หรือเกินงบฯ 17,000 ล้านบาทของ ทร.ไทย ”  นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานเรดาร์ AESA ประเภทต่างๆ ในการผลิตและสิ่งอํานวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง 
ทั้งเรดาร์ของระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ KM-SAM block 2 เรดาร์ค้นหาที่ตั้งยิงอาวุธหนักของข้าศึก เรดาร์ควบคุมการยิงขนาดเล็กสำหรับระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด ที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน
สําหรับระบบจัดการการรบ CMS บริษัท LIG Defense and Aerospace แสดงการผสานรวมอย่างลงตัวและราบรื่นสำหรับระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับหรือระบบควบคุมการยิง สามารถประสานการทำภารกิจได้หลากหลาย ทั้งภารกิจป้องกันภัยทางอากาศ ภัยผิวน้ำ ภัยใต้น้ำ และการทำสงครามอิเลคทรอนิคส์  
ระบบจัดการการรบหรือ CMS ของบริษัท LIG Defense and Aerospace เป็นสถาปัตยกรรมแบบเปิด สามารถบูรณาการให้เข้ากันได้กับระบบเชื่อมโยงข้อมูล หรือ DATA LINK ของกลุ่มประเทศนาโต้ หรือประเทศนอกนาโต้ ทั้ง Link 11/16 Link G Link T และ Link RTN ของ ทร.ไทย 
ต้องขอบคุณความสามารถในการรวมระบบการต่อสู้ที่น่าเชื่อถือของ HHI เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงแต่สําหรับตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการซื้อเรือรบของกองทัพเรือต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ LIG Defense and Aerospace ยังแสดงความเต็มใจที่แข็งแกร่งและกว้างขวางสําหรับ Offset หรือ TOT 
โดยพิจารณาจากการศึกษา CMS ที่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่นซึ่งสามารถนําไปสู่การพัฒนาร่วมกัน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การแปลระบบ การสร้างระบบฝึก Land Based Training System ในประเทศไทย รวมทั้งร่วมพัฒนา สร้างฐานการผลิตระบบย่อยของ CMS กับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่นของไทย 
รวมถึงการสร้างตำแหน่งงานและการฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนี้ บริษัท LIG Defense and Aerospace ได้ทำ MOU กับบริษัท KUMWELL และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังแล้ว
สุดท้าย ระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ หรือ EW บนเรือของบริษัท LIG Defense and Aerospace ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วโดยทั้งกองทัพเรือเกาหลีใต้และกองทัพเรือต่างประเทศ เป็นระบบซึ่งจะทำการค้นหา / วิเคราะห์ และพิสูจน์ทราบสัญญาณเรดาร์ที่แพร่ออกมาจากเป้า หรือสัญญาณเรดาร์จากหัวค้นหาของอาวุธปล่อยนำวิถี และยังเป็นระบบที่มีคุณภาพและขีดความสามารถตามมาตรฐานของนาโต้
ทั้งระบบมาตรการสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Support Measures หรือ ESM),  มาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Countermeasures หรือ ECM) และมาตรการตอบโต้ การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Counter Countermeasures หรือ ECCM) ในระบบสงครามอิเลคทรนิคส์นี้ ยังรวมถึงระบบที่มีความสามารถในการต่อต้านโดรนและการโจมตีของโดรน ทั้งแบบ Soft Kill และ Hard Kill
พร้อมทั้งยังได้เยี่ยมชมสิ่งอํานวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์บนดาดฟ้าของอาคารหลังหนึ่งของบริษัท LIG Defense and Aerospace ทำให้ได้เห็นเรดาร์ชนิดต่างๆ และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ รวมทั้งระบบอาวุธป้องกันระยะประชิดแบบใหม่ติดปืนใหญ่กลขนาด 30 มม. ที่กำลังจะถูกติดตั้งบนฐานจำลองการโคลงของเรือเมื่อเผชิญคลื่นลมในทะเล 
ซึ่งจะแสดงให้เห็นคุณภาพของระบบการทรงตัวของแท่นอาวุธ บนดาดฟ้าของอาคารหลังนั้นยังเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการทดสอบเรดาร์แบบต่างๆ และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ของบริษัท LIG Defense and Aerospace เนื่องจากอยู่ห่างจากชุมชนพลเรือน 
อาคารหลังนั้นตั้งอยู่บนฝั่งด้านหนึ่งของแม่น้ำนักดง บนดาดฟ้าอาคารมีเรดาร์แต่ละชนิดที่จะทำการทดสอบ บนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำนักดง ในป่าบนภูเขามีหอสัญญาณที่แพร่คลื่นจำลองการรบกวนต่อเรดาร์ที่ทำการทดสอบอยู่บนดาดฟ้าอาคารนั้น เป็นการทดสอบระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ไปในตัว เพื่อให้แน่ใจว่าเรดาร์แต่ละชนิดจะสามารถทนทานต่อการแจมหรือการรบกวนทางอิเลคทรอนิคส์
อาวุธที่น่าสนใจสำหรับเรือฟริเกต HDF 4000 TH ที่ถูกนำเสนอบนจอให้เราได้เห็น เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ SSM-700K C-Star ซึ่งมีทั้งรุ่นต่อต้านเรือผิวน้ำ และรุ่นโจมตีเป้าหมายบนบก (SSM-750K C-Star) ซึ่งมีระยะยิงระหว่าง 150-250 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแบบ K745 Blue Shark ระยะยิง 19 กิโลเมตร
อาวุธอีกระบบที่น่าสนใจมากคือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง KM-SAM Block 2 ระยะยิง 50 กิโลเมตร เป็นระบบอาวุธที่ผ่านการรบมาแล้วในสงครามอิหร่านในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยกองทัพบกสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านได้เป็นจำนวนมาก KM-SAM Block 2 สามารถบรรจุใช้งานบนเรือรบได้ในระบบท่อยิงแนวดิ่ง Korean Vertical Launch System (K-VLS)
ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของบริษัท LIG Defense and Aerospace ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยได้หลากหลาย ทั้งระบบอาวุธนำวิถี ระบบเรดาร์ ระบบระบบจัดการการรบ และระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์ ครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ นับเป็นอุตสาหกรรมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ภายในประเทศ ที่สนับสนุนกองทัพเกาหลีใต้ พร้อมกับมีการส่งออกขายให้กับต่างประเทศด้วย ...Battlefield Defense

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ ที่หาดยาว อ. สัตหีบ จ.ชลบุรีว่า การต่อเรือในประเทศนั้นอาจไม่ได้หมายความว่า การต่อเรือ 100%40 % 60% จะเป็นจุดตัดสินใจ เพราะยังมีเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะถ้ามาต่อเรือให้เรา แต่ไม่ถ่ายทอดให้เรา ก็ไม่มีประโยชน์ 
เมื่อเทียบกับการที่เขาต่อเรือให้เราแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย และเราสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคตก็จะเป็นประโยชน์สำหรับกองทัพและประเทศชาติต่อไป  ...การให้คะแนนขีดความสามารถของเรือ มีคะแนนในสัดส่วนที่มากกว่าการชดเชยทางเศรษฐกิจและราคา ...

กองทัพเรือเดินหน้าจัดหา “เรือฟริเกตสมรรถนะสูง” ยืนยันโปร่งใส รอบคอบ ตอบโจทย์ยุทธการ มุ่งสร้างประโยชน์ทั้งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจประเทศ
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากกระแสความสนใจและการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วน ที่ให้ความสนใจและติดตามโครงการดังกล่าวอย่างกว้างขวาง 
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันต่อความมั่นคงทางทะเลและการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทย และขอยืนยันว่า จะดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม 
เพื่อให้ได้เรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่ตรงตามความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ และสามารถส่งมอบได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด อันจะส่งผลโดยตรงต่อการรักษาความพร้อมรบและการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในระยะยาว 
ทั้งนี้ กองทัพเรือจะพิจารณาเฉพาะข้อเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ได้ส่งเอกสารไว้ให้แก่คณะกรรมการฯ ตามกำหนดเวลาที่ยื่นซองไว้เท่านั้น (21 เมษายน 2569) สำหรับข้อมูลหรือรายละเอียดใด ๆ ที่ปรากฏผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สื่อมวลชน หรือช่องทางอื่นภายหลังจากนั้น กองทัพเรือไม่สามารถนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนออย่างเป็นทางการของบริษัทนั้น ๆ ได้
โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมยื่นข้อเสนอในโครงการครั้งนี้ ล้วนเป็นบริษัทที่กองทัพเรือพิจารณาเบื้องต้นแล้วว่า เป็นอู่ต่อเรือที่มีประสบการณ์และมีผลงานด้านการต่อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับมาตรฐานสากล 
ซึ่งทุกข้อเสนอมีจุดเด่นและความน่าสนใจในแต่ละมิติ สะท้อนถึงความตั้งใจของกองทัพเรือในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีศักยภาพและมีมาตรฐานในระดับสากลเข้ามาร่วมพัฒนาขีดความสามารถทางเรือของประเทศ 
อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือมีความจำเป็นต้องพิจารณาเลือกแบบเรือที่ตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการที่ได้กำหนดไว้เป็นสำคัญ รวมถึงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้พร้อมรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลในอนาคต
ในขณะเดียวกัน กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) เพื่อให้โครงการดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของประเทศในอนาคต 
กองทัพเรือมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นมากกว่าการจัดหาเรือรบ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ที่ไม่เพียงทำให้กองทัพเรือได้รับยุทโธปกรณ์ที่มีสมรรถนะสูง แต่ยังช่วยสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้กับประเทศไทยในระยะยาว หรือกล่าวได้ว่า "กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย" โฆษกกองทัพเรือกล่าว
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
17 พฤษภาคม 2569

เจาะลึกนโยบาย Offset เรือฟริเกตใหม่ของทร.ไทย ...พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล ...
สรุปหลักเกณฑ์การชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset) สำหรับโครงการเรือฟริเกตที่มุ่งเน้นการดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ประเทศผ่านการลงทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงและการเพิ่มสัดส่วนการจ้างงาน การผลิตภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

ยุทธศาสตร์และขอบเขตการพัฒนา
วัตถุประสงค์2มิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ
มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมต่อเรือและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนในไทย
ครอบคลุม5หมวดการพัฒนา
-การลงทุน
-R&D
-การฝึกอบรม
-การร่วมผลิต
-การร่วมการใช้ทรัพยากรในประเทศ
มูลค่าการชดเชยและการสร้างเรือในไทย
เรือลำที่2ต้องสร้างในไทยไม่น้อยกว่า30% 
-กำหนดการผลิตโครงสร้างเรือในไทยเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานและอู่เรือไทย 
การถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบครบวงจร
-การออกเรือ (Design Spiral)
-การทดสอบขั้นสุดท้าย  (SAT)
เกณฑ์ขั้นต่ำของมูลค่าการชดเชยทางเศรษฐกิจ
-มูลค่าที่จ่ายจริง (Actual Value) ไม่น้อยกว่า 15% ของมูลค่าโครงการ
-มูลค่าเครดิตทางเศรษฐกิจ (Credit Value)ไม่น้อยกว่า 100% ของมูลค่าโครงการ
ทั้งหมดนี้เอามาให้ดู Offset ที่ถูกกำหนดขึ้น มีสาระสำคัญตามที่แสดงให้เห็น จะเห็นได้ว่าการต่อเรือในประเทศไทย เริ่มที่เรือลำที่ 2 ต้องสร้างในไทยไม่น้อยกว่า 30% ส่วนเรือลำแรกไม่ได้ระบุไว้...

กองทัพเรือย้ำโครงการฟริเกตใหม่เดินหน้าตามแผน ชี้เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี ต้องพิจารณาทุกรายละเอียดอย่างรอบคอบ
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากกระแสการตั้งข้อสังเกตในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือนั้น ขอชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ 
โดยปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค คุณสมบัติ และรายละเอียดข้อเสนอต่าง ๆ ของบริษัทอู่ต่อเรือที่ยื่นข้อเสนอ ว่าสอดคล้องตามเงื่อนไขที่กองทัพเรือกำหนดไว้หรือไม่
โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่นับเป็นโครงการสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือ เนื่องจากเรือลำนี้จะเป็นเรือฟริเกตรุ่นใหม่ลำแรกของกำลังทางเรือยุคถัดไป ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือไทยในอนาคต หรือเป็นแกนหลักของกำลังทางเรือยุคใหม่ (Backbone Fleet) ที่จะปฏิบัติภารกิจรับใช้ประเทศชาติไปอีกกว่า 40 ปี 
การพิจารณาเลือก"แบบเรือ" จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ การสนับสนุนด้านการซ่อมบำรุง ความคุ้มค่า การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนความสามารถในการรองรับการพัฒนาระบบอาวุธและเทคโนโลยีในอนาคต
โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า เรือฟริเกตถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วยระบบสำคัญจำนวนมาก ทั้งระบบอำนวยการรบ ระบบเรดาร์ ระบบตรวจจับใต้น้ำ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสาร และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการออกแบบและบูรณาการให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน 
การพิจารณาข้อเสนอจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะข้อมูลเบื้องต้นหรือคุณลักษณะทางเทคนิคในภาพรวมได้ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกจากเอกสารข้อเสนอจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพเรือจะได้รับยุทโธปกรณ์ที่ตอบสนองภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลของประเทศที่ดีที่สุดได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีการพิจารณาข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) ควบคู่ไปกับการพิจารณาด้านเทคนิค ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่มุ่งให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดหายุทโธปกรณ์ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการต่อยอดองค์ความรู้ภายในประเทศ 
การประเมินข้อเสนอในส่วนนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดและความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีความคุ้มค่าในระยะยาว
ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการยังคงเป็นไปตามกรอบเวลาและแผนงานที่คณะกรรมการบริหารโครงการได้กำหนดไว้ล่วงหน้า "มิได้เกิดความล่าช้า" ตามที่มีข้อกังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว และมีเอกสารรวมถึงข้อเสนอจำนวนมากที่ต้องพิจารณา 
ทั้งในด้านเทคนิค การปฏิบัติการ การส่งกำลังบำรุง การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน และข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและประเมินข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ 
โดยทุกขั้นตอนการพิจารณามีมาตรการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกโดยคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและกองทัพเรือในระยะยาว
กองทัพเรือขอให้ประชาชนมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ โดยคณะกรรมการบริหารโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการพิจารณาข้อเสนอจำนวนมากอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม 
เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้นำไปสู่การจัดหาเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถเหมาะสมที่สุด เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ และสามารถทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเป็นรากฐานสำคัญของกำลังทางเรือไทยไปอีกกว่า 40 ปี
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
31 พฤษภาคม 2569

ความคืบหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน ๑ ลำของกองทัพเรือไทยหลังจากที่ปิดรับผู้ยื่นข้อเสนอสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ๖รายคือ บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีที่เสนอแบบเรือฟริเกต HDF-4000, บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีที่เสนอแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ในฐานะเรือฟริเกตชุดเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชลำที่สองและลำที่สาม(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html),
บริษัท ST Engineering สิงคโปร์ที่น่าจะเป็นแบบเรือฟริเกต Vanguard 120, ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกีที่น่าจะเสนอแบบเรือเรือฟริเกต AS3600 และบริษัท TAIS Shipyards ตุรกีที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกต Frigate 115 Bora ซึ่งเป็นแบบเรือสำหรับส่งออกที่มีพื้นฐานพัฒนาจากเรือฟริเกตชั้น Istanbul(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/istanbul-2.html), และบริษัท Navantia สเปนที่เสนอแบบเรือฟริเกต ALFA 3000
ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ Navantia สเปน ร่วมกับบริษัท Golden Supply ไทยซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่หุ้นร้อยละ๑๐๐ โดยบริษัท NCL International Logistics ไทยผู้ให้บริการด้านการขนส่งทางเรือ และสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย(TSBA: Thai Shipbuilding and Repairing Association) ได้จัดการแถลงต่อสื่อ ณ โรงแรม Bangkok Marriott Hotel The Surawongse ในกรุงเทพฯ

การบรรยายสรุปต่อสื่อของ Navantia สเปนเป็นการยืนยันรายละเอียดเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposals) ที่ตนยื่นแก่กองทัพเรือไทยไปแล้ว และสอดคล้องกับที่ตัวแทนของบริษัทกล่าวก่อนหน้านี้ว่า บริษัท Navantia ยินดีที่จะมอบสิทธิบัตรแบบเรือให้แก่ไทยแบบ "ตลอดชีวิต"(Life Time) โดยเรือฟริเกตจะสามารถต่อในไทยได้ทั้งลำ(100%) ในลำที่๑, ลำที่๒, ลำที่๓ และลำที่๔ ที่กองทัพเรือไทยมีความต้องการ
ตัวเปลี่ยน game ที่ถูกนำเสนอคือการมีส่วนรวม โดยที่ Navantia สเปนจะรับผิดชอบในส่วนแบบเรือหลัก(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/blog-post.html), วิศวกรรมการผลิต, การรับประกันคุณภาพ, การทดสอบและทดลองเรือ, การถ่ายทอดวิทยาการ(ToT: Transfer of Technology), และการจัดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกการซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมทำใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul)
Golden Supply ไทยจะรับผิดชอบการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ, ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ, การจัดหาแหล่งที่มาสิ่งอุปกรณ์, และการบริหารห่วงโซ่อุทาน และสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทยจะรับผิดชอบการปรับแต่งแบบเรือ, วิศวกรรมการผลิต, การสร้างเรือ, การทดสอบและทดลองเรือ, การบริหารจัดหาร และการส่งกำลังบำรุง ซึ่งรวมถึงบริษัท Marsun ไทย และอู่ต่อเรือเอกชนอื่นๆในสมาคมที่จะแบ่งปันและกระจายงาน

นี่ดูจะสร้างข้อได้เปรียบที่มากกว่าในแง่อิสระการดำเนินงานโครงการสร้างเรือในประเทศเช่นในอดีตตั้งแต่สมัยเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด ต.91 จนมาถึงชุดเรือ ต.991 ชุดเรือ ต.994, และชุดเรือ ต.997 ที่เป็นกำลังหลักของกองเรือยามฝั่ง กยฝ.(CGS: Coast Guard Squadron) ในปัจจุบัน การที่มีแบบเรือเป็นของตนเองจะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแบบแผนตัวเรือ, อาวุธ, และอุปกรณ์ประจำเรือ และต่อเรือได้เรื่อยๆตามต้องการ
หรือในกรณีติดขัดขั้นตอนการอนุมัติจัดหาเรือลำต่อๆไปเช่นในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๐(2027) ที่โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำที่สองถูกเลื่อนออกไปเป็นในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๑(2028) การมีแบบเรือที่ไม่ติดการหมดอายุสิทธิบัตรเช่นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ๒ลำคือ ร.ล.กระบี่ และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ที่บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรให้เวลา ๑๐ปีแก่บริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) ไทย 
จะทำให้การบริหารโครงการทำได้ง่ายกว่ารวมถึงโอกาสการสร้างเรือส่งออกในอนาคตด้วย ขณะนี้ Navantia สเปนยังได้รับสัญญาจากกองทัพเรือไทยในการปรับปรุงเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง(ลำที่๓) Type 071ET, เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานีทั้ง ๒ลำ ร.ล.ปัตตานี และเรือหลวงนราธิวาส, และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศรด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/thales.html)

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท HD HHI ได้แถลงการบรรยายสรุปต่อคณะสื่อไทยที่อู่เรือ Ulsan ในสาธารณรัฐเกาหลี โดย HD Hyundai ระบุว่าตนเสนอแบบเรือฟริเกต HDF-4000TH แก่กองทัพเรือไทยซึ่งมีพื้นฐานจากเรือฟริเกตชั้น Chungnam(FFX‑III) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/chungnam-ffg-832-roks-jeju.html)
โดยติดระบบสมรรถนะสูงหลายอย่างรวมถึง Fixed-Face AESA Multi-Function Radar(MFR) แบบ SPY-200K, ระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบสงคราม Electronic (EW: Electronic Warfare) ของบริษัท LIG Defense & Aerospace สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k-saam-lms-batch-2.html) และบริษัท Hanwha Systems สาธารณรัฐเกาหลี
และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Barak MX Naval ของบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอล ที่สามารถที่จะเชื่อมโยงกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง Network Centric กับกองทัพอากาศไทยที่สั่งจัดหาไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ได้(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/iai-barak-mx.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/12/barak-mx.html)

ด้านการถ่ายทอดวิทยาการแก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยนั้น บริษัท HHI สาธารณรัฐเกาหลี เสนอการมีส่วนร่วมการต่อเรือฟริเกตในไทยลำแรกร้อยละ๔๐(40%), ลำที่สองร้อยละ๕๓(53%), และลำที่สามและลำที่สี่ร้อยละ๑๐๐(100%) กับอู่เรือในสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย เช่น Marsun ไทย, บริษัท บริษัท Seacrest Marine ไทย และบริษัท Unithai Shipyard and Engineering ไทย ในการสร้าง Blocks ชื้นส่วนของเรือในไทย
จากส่วนด้านหน้า forward block และส่วนด้านบน upper block และขนส่งไปประกอบที่สาธารรัฐเกาหลีในลำแรก สู่การสร้างดาดฟ้ายก(superstructure) ในไทยและขนส่งไปเกาหลีในลำที่สอง และทั้งลำในไทยในลำที่สาม เช่นเดียวกับข้อตกลงกับประเทศอื่นเช่นเปรู HD Hyundai สาธารณรัฐเกาหลีเสนอการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระยะยาวแก่ไทยที่จะลงทุนและจัดตั้งให้อู่เรือของไทยเป็นแหล่งกระจายงานต่อเรือของตนด้วย
อย่างไรตามการแถลงของ Navantia และ HD HII นี้ไม่ได้มีผลในการพิจารณาซึ่งต้องขึ้นกับข้อเสนอสุดท้ายที่แต่ละบริษัทยื่นไปแล้วที่คาดว่าจะมีการประกาศผู้ชนะหลังวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และลงนามสัญญาในวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ถ้าไม่มีผู้เข้าแข่งขันรายใดยื่นเรื่องคัดค้าน โดยการแถลงต่อสื่อน่าจะเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ขอการสนับสนุนจากประชาชนไทยที่จะส่งผ่านไปยังกองทัพเรือไทยมากกว่า

กองทัพเรือไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้คะแนนในสัดส่วน ๑๐๐ คะแนนเต็ม ๗๐ คะแนนสำหรับด้านสมรรนะของเรือ(performance), ๒๐ คะแนนสำหรับการชดเชยทางเศรษฐกิจ(offset), และ ๑๐ คะแนนสำหรับด้านราคาค่าใช้จ่าย(price) ซึ่งการให้น้ำหนักคะแนนที่ด้านสมรรถนะเรือไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ใช้งานคือกองทัพเรือจะต้องพิจารณาแบบเรือบนพื้นฐานที่ตรงความต้องการการปฏิบัติการของตนเป็นหลักสำคัญ
โดยไม่มีผู้เข้าแข่งขันรายอื่นแถลงต่อสื่อเพิ่มเติม ตามแผนการดำเนินงาน(roadmap) ที่เปิดเผยก่อนหน้า การประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกตมีขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยจะอนุมัติการเสนอแบบเรือที่ถูกเลือกในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) อนุมัติโครงการในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙,
เสนอแก่นายกรัฐมนตรีตามที่เป็นโครงการจัดซื้อวงเงินเกิน ๑พันล้านบาทในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙, ปลัดกระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(Office of The Permanent Secretary for Defence) อนุมัติในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และลงนามสัญญากรณีที่ไม่มีผู้ร้องเรียนคัดค้านในวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ตามลำดับ ซึ่งจนถึงตอนนี้(๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙) ยังไม่มีการประกาศผลผู้ชนะครับ






Royal Thai Navy (RTN) FS-532 HTMS Thayanchon, the Khamronsin-class corvette and Royal Malaysian Navy KD Sri Sarawak (48) partrol boat during Joint Patrol in Gulf of Thailand on 29 April 2026. (Royal Thai Navy)

ทร.ไทย – ทร.มาเลเซีย ผนึกกำลังลาดตระเวนร่วม เสริมความมั่นคงชายแดนทางทะเล
วันที่ 29 เมษายน 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ร.ล.ทยานชล ลาดตระเวนร่วมกับเรือ(Joint Patrol) KD SRI SARAWAK ของ ทร.มาเลเซีย ในพื้นที่ลาดตระเวนร่วม ด้านนราธิวาส–กลันตัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย รวมทั้งทำการฝึกระหว่างการลาดตระเวน หัวข้อการนำเรือเข้าสถานี การแล่นขนาน การสื่อสารโดยธงสองมือ และการพล็อตตราทางเป้า
การลาดตระเวนร่วมสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในทะเล  ในพื้นที่ชายแดนทางทะเลไทย มาเลเซีย พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลอย่างต่อเนื่อง




Royal Thai Navy (RTN) FFG-422 HTMS Taksin, the Naresuan-class guided-missile frigate and FFG-457 HTMS Kraburi, the Chao Phraya-class frigate, and Dornier Do 228 maritime patrol aircraft participated the exercise SINGSIAM 22/2026 with Republic of Singapore Navy (RSN) RSS Stalwart (72), the Formidable-class guided-missile frigate and RSS Unity (17), the Independence-class Littoral Mission Vessel (LMV) and Republic of Singapore Air Force (RSAF) Fokker 50 MPA at Singapore from 18 to 26 May 2026. (Royal Thai Navy)



SINGSIAM 2026 : มากกว่าการฝึกร่วมทางทะเล คือการเสริมสร้างความพร้อมและความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์
ร่วมรับฟังมุมมองจากผู้บังคับการเรือหลวงตากสิน และผู้บังคับการเรือจากกองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์ ถึงวัตถุประสงค์ ความสำคัญของการฝึกในครั้งนี้ ตลอดจนบทบาทของ “เรือฟริเกต” ในการปฏิบัติการร่วมทางทะเล ซึ่งถือเป็นกำลังรบหลักที่มีขีดความสามารถรอบด้าน และมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและการทำงานร่วมกับมิตรประเทศ
เพราะทุกความพร้อม เริ่มต้นจากการฝึกอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม  ๒๕๖๙ พลเรือตรี อนุรักษ์  พรหมงาม  ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ ๒ กองเรือยุทธการ พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการกองเรือฟริเกตที่ ๒ เป็นประธานในพิธี ส่ง ร.ล.ตากสิน ในการเดินเข้าร่วมการฝึกผสม Singsiam 22/2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ 
โดยมี น.อ.นาวี กุลอารีมิตร เสธ.กองเรือฟริเกตที่ ๒ เป็น ผบ.หมู่เรือฝึก ณ เรือหลวงตากสิน พุกหมายเลข ๗๔ - ๗๘ ท่าเทียบเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เหล็กกล้าปะทะคลื่น เรือพร้อมคนพร้อม ภารกิจพร้อม กองเรือฟริเกตที่ ๒ SINGSIAM 2026

การฝึก SINGSIAM 2026 ระหว่าง Royal Thai Navy กับ Republic of Singapore Navy เป็นการฝึกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ from Singapore to Phuket

Farewell RSS STALWART
Thank you for your excellent cooperation during Exercise Sing-Siam. 
We wish you fair winds and following seas on your voyage back to Singapore

Ship handling.. 18 น้อตหางเสือขวาหมด 

เรือฟริเกตสำคัญอย่างไร ร่วมทั้งการทูตทหารเรือคืออะไร หาคำตอบได้ที่นี่








The Royal Thai Navy (RTN) Krabi-class offshore patrol vessels (OPV), OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan and Pattani-class OPV, OPV-512 HTMS Naratiwat concluded 53rd joint partrol with Vietnam People's Navy (VPN) HQ-263 and HQ-264, the Project 10412 Svetlyak-class patrol boats from 15 to 26 May 2026. (Royal Thai Navy)

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีส่งหน่วยเรือเยี่ยมเมืองท่าโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เดินทางปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วม ทร. - ทร.เวียดนาม ครั้งที่ 53
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีส่งหน่วยเรือเยี่ยมเมืองท่าโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วม ทร. - ทร.เวียดนาม ครั้งที่ 53 ณ ท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ 
โดยมี พลเรือตรี ทวีศักดิ์ ทองนำ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้บังคับหน่วยเรือฯ นำกำลังพลทัพเรือภาคที่ 1 และกำลังพลหน่วยเรือเยี่ยมเมืองท่าโฮจิมินห์ รับโอวาทก่อนออกเดินทางปฏิบัติภารกิจ
โดยการลาดตระเวนร่วมไทย - เวียดนาม ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ อันจะนำไปสู่การประสานงานด้านความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรับมือต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากกลุ่มผู้กระทำความผิดกฎหมายทางทะเล

ทัพเรือภาคที่ 1 ส่งหน่วยเรือเยือนมิตรประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทหารเรือ พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วมครั้งที่ 53 
ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดหน่วยเรือเดินทางเยี่ยมเมืองท่าโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี พลเรือตรี ทวีศักดิ์ ทองนำ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับหน่วยเรือเดินทาง และนาวาโท ก้องคชา เกิดชูชื่น ผู้บังคับการเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ 
นำกำลังพลเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วม กองทัพเรือไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 53 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ได้เข้าเทียบท่าเรือหญ่าโหร่ง (Nhà Rồng) นครโฮจิมินห์ โดยภาคทหารเรือที่ 2 กองทัพเรือเวียดนาม ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ นำโดย นาวาเอกอาวุโส ฝ่าม เตี๋ยน สุง รองเสนาธิการภาคทหารเรือที่ 2 พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญของฝ่ายเวียดนาม 
อาทิ กรมวิเทศสัมพันธ์กลาโหม คณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ ภูมิภาคทหารที่ 7 และหน่วยยามฝั่งภาค 2
ในโอกาสเดียวกัน ฝ่ายไทยได้รับเกียรติจาก นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย นางสาววีรกา มุทิตาภรณ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ พันเอก ณัฐสิทธิ์ มงคลธรรม ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทยประจำกรุงฮานอย นาวาเอก อิศรา อิสสระยั่งยืน ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทย ประจำกรุงฮานอย นาวาอากาศเอก วาริท รามโกมุท ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทย ประจำกรุงฮานอย พร้อมคู่สมรส 
และคณะเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ร่วมให้การต้อนรับ
คณะหน่วยเรือยังได้เข้าเยี่ยมคำนับเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ณ สถานกงสุลใหญ่ นครโฮจิมินห์ และเข้าเยี่ยมคำนับผู้แทนภูมิภาคทหารที่ 7 (พันเอกอาวุโส เหงียน เติ๋น ลิงห์ รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 7) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านความมั่นคง ตลอดจนเข้าเยี่ยมคำนับ นายเจิ่น วัน ไบ่ รองประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ ณ อาคารคณะกรรมการประชาชน 
และเยี่ยมคำนับผู้แทนภาคทหารเรือที่ 2 (นาวาเอกอาวุโส เจี่ยว แทงห์ ตุ่ง รองผู้บัญชาการภาคทหารเรือที่ 2) ซึ่งได้ให้การต้อนรับและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองอย่างอบอุ่น โดยมีเอกอัครราชทูต และรองกงสุลใหญ่เข้าร่วมในงานดังกล่าว
การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งในการกระชับความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมสำคัญในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม (ค.ศ. 1976–2026) ภายหลังการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม
สำหรับการลาดตระเวนร่วมไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 53 กำหนดปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 15–26 พฤษภาคม 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทางทะเลรูปแบบใหม่ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และแสดงถึงความพร้อมในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่อ่าวไทยร่วมกัน
ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

ทัพเรือภาคที่ 1 โดย หน่วยเรือเดินทางเยี่ยมเมืองท่าโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (นรวน.) ได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วม ทร.ไทย - ทร.เวียดนาม ครั้งที่ 53 เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ กำลังพลและยุทโธปกรณ์ปลอดภัย
ระหว่างวันที่ 24 - 25 พฤษภาคม 2569 หมู่เรือลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย และ กองทัพเรือเวียดนาม ประกอบด้วย ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ จาก ทัพเรือภาคที่ 1 และ ร.ล.นราธิวาส จากทัพเรือภาคที่ 2 
สำหรับ กองทัพเรือเวียดนาม ประกอบด้วย เรือ HQ-263 และ เรือ HQ-264 ปฏิบัติภารกิจในการลาดตระเวนร่วมกัน บริเวณเส้นเขตแดนทางทะเลของทั้งสองประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบทางทะเลในเขตที่ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทางทะเลติดต่อกัน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างกองทัพเรือของสองชาติ
การลาดตระเวนร่วมไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 53 นับเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (1976 - 2026) ซึ่งการลาดตระเวนร่วมในครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย กำลังทั้งสองฝ่ายปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ แสดงออกถึงความเข้มแข็ง สง่างาม ทั้งในด้านความพร้อมรบและความเป็นมิตรประเทศ
ทัพเรือภาคที่ 1 มุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน




On 24-27 May 2026, the sailing training ship HQ-286 Le Quy Don, along with the delegation from the Vietnam People's Navy (VPA), port visited Chuk Samet Port, Sattahip Naval Base, Sattahip district, Chonburi province in Gulf of Thailand, successfully concluding their visit and exchange with the Royal Thai Navy (RTN). (QPVN)



เสริมสร้างความร่วมมือทางทะเล    
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ให้การต้อนรับ นาวาเอก (พิเศษ) LAI HONG DONG รองผู้อำนวยการโรงเรียนนายเรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และผู้บัญชาการหน่วยเรือฝึก กองทัพเรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับ ณ ห้องเกาะหลัก กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
การเข้าเยี่ยมคำนับครั้งนี้ สืบเนื่องจากกองทัพเรือเวียดนามส่งหน่วยเรือฝึกนักเรียนนายเรือและเรือใบฝึก LE QUY DON  เข้าเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 24–27 พฤษภาคม 2569 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือเวียดนาม รวมถึงเข้ารับการส่งกำลังบำรุงระหว่างการฝึกภาคปฏิบัติทางทะเลของนักเรียนนายเรือเวียดนาม
โอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยเรือฝึก กองทัพเรือเวียดนาม ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลและการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนามให้มั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือเวียดนาม ให้การต้อนรับเยี่ยมชมเรือ พร้อมจัดงานเลี้ยงรับรองบนเรือใบฝึก LE QUY DON
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาทัพเรือภาคที่ 1 และนักเรียนนายเรือ ได้เข้าเยี่ยมชมเรือและร่วมงานเลี้ยงรับรองบนเรือใบฝึก LE QUY DON หมายเลข 286 ของกองทัพเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างมิตรภาพอันดีระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ 
ฝ่ายกองทัพเรือเวียดนาม โดย นาวาเอก ไห่ ห่ง ดง รองผู้อำนวยการโรงเรียนนายเรือเวียดนาม เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วย เรือเอก เจิ่น มิง กวาง ผู้บังคับการเรือ LE QUY DON และกำลังพลประจำเรือให้การต้อนรับผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 คณะนายทหารจากกองทัพเรือ และนักเรียนนายเรือไทย 
เข้าเยี่ยมชมเรือและร่วมงานเลี้ยงรับรอง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความสัมพันธ์อันดี และเรียนรู้วัฒนธรรมทางทหารเรือร่วมกัน
สำหรับเรือใบฝึก LE QUY DON เป็นเรือที่สำคัญของกองทัพเรือเวียดนาม ในการฝึกภาคทะเลให้แก่นักเรียนนายเรือ เพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ด้านการเดินเรือ รวมถึงปลูกฝังความเป็นทหารเรืออย่างมืออาชีพ การนี้ได้เปิดโอกาสให้คณะนายทหารเรือ และนักเรียนนายเรือไทยเข้าเยี่ยมชมเรือในครั้งนี้ด้วย 
เพื่อให้นักเรียนนายเรือรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นของกองทัพเรือทั้งสองประเทศในอนาคต
ในส่วนของงานเลี้ยงรับรองบนเรือ ถือเป็นขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีงามของทหารเรือ ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม ภายในงาน มีการแสดงดนตรีจากนักดนตรีของกองทัพเรือเวียดนาม สร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

การฝึกและกิจกรรมต่างๆกับมิตรประเทศของกองทัพเรือไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ทัพเรือภาคที่๒ ทรภ.๒(2nd NAC: Second Naval Area Command) ได้ส่งเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือหลวงทยานชล ทำการลาดตระเวนร่วม(Joint Patrol) 
กับเรือตรวจการณ์ชั้น Kris เรือตรวจการณ์ KD Sri Sarawak(48)(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/kris.html) กองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia) ในพื้นที่ลาดตระเวนร่วมจังหวัดนราธิวาสของไทยและรัฐกลันตันของมาเลเซีย แสดงถึงความร่วมในการระกษาความปลดภัยทางทะเในภูมิภาคของทั้งสองประเทศ
เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ์ ทั้ง ๓ลำคือ ร.ล.คำรณสินธุ์(531), ร.ล.ทยานชล(532) และเรือหลวงล่องลม (533) ที่ขึ้นระวางประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕(1992) ทั้งหมดเป็นเรือที่ต่อในไทยได้รับปรับปรุงมาแล้ว โดยที่เรือเริ่มมีอายุการใช้งานมานานกองทัพเรือไทยมองที่จะทดแทนเรือเหล่าด้วยแนวคิดเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์(MPPV: Multi Purpose Patrol Vessel) ที่ออกแบบใหม่ในไทย

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงกระบุรี ได้เดินเรือออกจากฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division)
เพื่อเข้าร่วมการฝึกผสม SINGSIAM 22/2026 ที่สิงคโปร์ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ กับเรือฟริเกตชั้น Formidable เรือฟริเกต RSS Stalwart และเรือปฏิบัติภารกิจชายฝั่งชั้น Independence เรือ RSS Unity กองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) แลtเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Fokker 50 MPA(Maritime Patrol Aircraft) กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินเรือออกจากฐานทัพเรือสัตหีบเพื่อเยือนเวียดนามที่มหานคร Ho Chi Minh City ในโอกาสครบรอบ ๕๐ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม(1976-2026) และร่วมกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนร่วมครั้งที่๕๓ กับเรือตรวจการณ์ HQ-263 และเรือตรวจการณ์ HQ-264 กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(VPN: Vietnam People's Navy) ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ตามมาด้วยการเดินทางเยือนฐานทัพสัตหีบของหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือกองทัพเรือเวียดนามเรือฝึก HQ-286 Le Quy Don ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ต่างแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับมิตรประเทศในภูมิภาค ASEAN ที่ยาวนานและต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ














Royal Thai Marine Corps (RTMC) conducted Amphibious Exercise (AMPHIBEX) Raid operation as part of Field Training Exercise (FTX) of Royal Thai Navy (RTN) annual exercise Fiscal Year 2026 at the Naval Training Field No. 15, in Hat Yao, Sattahip district, Chonburi province in Gulf of Thailand on 14 May 2026. (DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)

ปฐพีไทย น่านน้ำไทย ราชนาวีจะไม่ให้ใครมาย่ำยี!
กองทัพเรือจัดการฝึกทางยุทธวิธี การโจมตีเร่งด่วนประจำปี
แม้การฝึกโจมตีโฉบฉวยสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จะเป็นการฝึกประจำปีงบประมาณของกองทัพเรือ แต่การฝึกในปีนี้ ได้มีการปรับแผนและรูปแบบการฝึก โดยนำประสบการณ์และสถานการณ์จากเหตุความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกของประเทศ มาเป็นโจทย์ในการฝึกครั้งนี้
วันที่14 พฤษภาคม 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ทำการตรวจเยี่ยมการฝึกการปฏิบัติการสะเทิ้นน้ำสะเทินบก ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อันเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนามและภาคทะเล(FTX) ในการฝึกกองทัพเรือประจำปี 2569 ที่มีขึ้นตลอดทั้งเดือน พฤษภาคมนี้
การฝึกในครั้งนี้มุ่งนี้ไปที่การประสานงานของหน่วยรบต่างๆของกองทัพเรือทั้ง 3มิติ  เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทั้งกลางวันและกลางคืน ในสภาวะการรบยุคใหม่  ฉากการฝึกในวันนี้คือการเคลื่อนย้ายกำลังของหน่วยนาวิกโยธินทั้งบนบกและในทะเล  
ด้วยการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันในรูปแบบของเครือข่ายร่วม เพื่อเชื่อมต่อ ระบบตรวจการณ์ทั้งจากยานUAV และอากาศยาน,การยิงสนับสนุนทั้งจากทางทะเล และทางอากาศ และการเคลื่อนกำลังด้วยยุทโธปกรณ์รูปแบบต่างๆ  โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
ฉากการฝึกที่เกิดขึ้น จึงเป็นตรวจสอบประเมินความพร้อมของหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ ภายใต้แนวคิด “ฝึกให้เสมือนรบจริง เมื่อรบจริงต้องชนะ”   เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับกำลังพล ได้เห็นภาพของการปฏิบัติงานจริง และ เรียนรู้ข้อขัดข้องเพื่อดำรงค์ความพร้อมในการเข้าสู่ภารกิจการป้องกันประเทศทันที หากการภัยคุกคามต่อราชอาณาจักรไทย




Royal Thai Marine Corps (RTMC) conducted CALFEX (Combined Arms Live Fire Exercise) for Royal Thai Navy (RTN) annual exercise Fiscal Year 2026 at Naval Training Field no. 16, Ban Chan Krem, Khao Khitchakut District, Chanthaburi Province on 16 May 2026. (Royal Thai Marine Corps)

กองทัพเรือเดินหน้าการฝึก “ทร.69” เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก ทดสอบขีดความสามารถกำลังรบจริง สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนากำลังทางเรือในอนาคต
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกประจำปี 2569 ภายใต้รหัส “ทร.69” เพื่อยกระดับความพร้อมรบและรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออกและพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทะเล อันเป็นภารกิจสำคัญในการพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 
ทั้งนี้ การฝึกดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” ของ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความพร้อมรบในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึก และการบูรณาการกำลังร่วม เพื่อให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การฝึกครั้งนี้เริ่มเมื่อต้นปี 2569 ได้นำบทเรียนจากสถานการณ์ความขัดแย้งจริงในปี 2568 มาศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ครอบคลุมทั้งการฝึกปัญหาที่บังคับการ การฝึกเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ และการบูรณาการกำลังร่วมระหว่างหน่วยกำลังรบของกองทัพไทย 
และในเฟสสุดท้ายของการฝึกจะเป็นห้วงการฝึกภาคสนามและภาคทะเลแบบบูรณาการ ครอบคลุมการโจมตีพื้นที่เป้าหมาย การยกพลขึ้นบก การควบคุมห้วงอากาศ การสนับสนุนการยิงทางเรือ การป้องกันฐานทัพ ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้กำลังพลสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ทดสอบการประยุกต์ใช้ระบบไร้คนควบคุม (Unmanned X Vehicle: UXV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรบสมัยใหม่ ครอบคลุมทั้งอากาศยาน (UAV) เรือผิวน้ำ (USV) และระบบใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) สำหรับภารกิจด้านการลาดตระเวน การข่าว การเฝ้าตรวจ และการสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธวิธี 
รวมถึงการทดสอบแนวคิดการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศร เป็นฐานปฏิบัติการของระบบ UXV เพื่อรองรับรูปแบบการปฏิบัติการทางทะเลในอนาคต
โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึก “ทร.69” ยังเป็นการทดสอบขีดความสามารถกำลังรบที่มีอยู่ เทียบกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งการเสริมกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนากำลังทางเรือเพิ่มเติม 
โดยเฉพาะการมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เพื่อรองรับภารกิจควบคุมพื้นที่ทางทะเล คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการปฏิบัติการร่วมกับกำลังรบเหล่าทัพและมิตรประเทศ
ทั้งนี้ โฆษกกองทัพเรือยืนยันว่า ความมั่นคงทางทะเลไม่ได้จำกัดเฉพาะมิติทางทหาร แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของประชาชน การคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าและพลังงาน การท่องเที่ยว ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน 
กองทัพเรือจึงมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบควบคู่กับการสร้างความมั่นคงที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ากองทัพเรือมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลผลประโยชน์ของชาติในทุกสถานการณ์
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
15 พฤษภาคม 2569

การฝึกโจมตีโฉบฉวยสะเทินน้ำสะเทินบก(AMPHIBEX: Amphibious Exercise Raid) ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และการฝึกดำเนินกลุยทธ์ด้วยกระสุนจริง(CALFEX: Combined Arms Live Fire Exercise) ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๖ บ้านจันเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล(FTX: Field Training Exercise) การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๙ จะเห็นการให้ความสำคัญกับระบบไร้คนควบคุม(UXV: Unmanned X Vehicle) ที่ครอบคลุมอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) เป็นอย่างมาก
ระบบอาวุธที่เข้าร่วมการฝึกส่วนมากยังเป็นระบบที่พัฒนาในไทย เช่น รถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 นาวิกโยธินไทยที่กำลังสั่งจัดหาเพิ่ม ๗คัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html) อากาศยานไร้คนขับตระกูล MARCUS แบบต่างๆที่พัฒนาโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office) รวมถึงเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง(ลำที่๓)(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/navantia-type-071et-lpd.html) ที่ยังถูกนำมาร่วมปฏิบัติงานในการฝึกครับ




Strengthening Airpower: Thai-Swedish Collaboration Drives Strategic Investment in Gripen E/F
Air Chief Marshal Sakesan Kantha, Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF)  and Chairman of Joint Steering Committee (JSC) accompanied by the Committee for the Phase 1 Fighter Procurement Program (Gripen E/F), attended a program management review meeting at the Swedish Defence Materiel Administration (FMV) in Stockholm, Kingdom of Sweden. Representing the Royal Thai Government under the procurement framework, the Commander-in-Chief engaged in high-level discussions with Ms. Eva Hagwall, Deputy Director General of FMV, to ensure continued and sustainable future cooperation.
Phase 1 of the program serves as the cornerstone of Game Changer. The advancement toward a complete fleet is more than an arms acquisition; it is a "Strategic Investment" to build a robust combat force, ready to defend national sovereignty and interests against evolving security challenges.

Vision Beyond the Horizon: Overseeing World-Class Production and Integrating Advanced Technology for a Secure and Sustainable Future
Air Chief Marshal Sakesan Kantha, Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) and Chairman of the  Joint Steering Committee (JSC) alongside the Committee for the Phase 1 Fighter Procurement Program (Gripen E/F), visited Saab AB in Linköping, Kingdom of Sweden, to monitor the manufacturing progress of the newly commenced aircraft. 
The visit included a session at the Gripen E/F Simulator and a briefing on capability upgrades for the SAAB 340 AEW, which is positioned for a prospective upgrade to the AEW&C configuration in the future.
During this visit, the Commander-in-Chief engaged in high-level discussions with Mr. Lars Tossman, Senior Vice President and Head of Business Area Aeronautics at Saab AB, to oversee the project's advancement.
A primary focus of this inspection was the rigorous evaluation of manufacturing standards and strategic oversight of the production process. The RTAF remains steadfast in its commitment to operational transparency, ensuring the highest level of public confidence in the project's management.
Beyond the acquisition of high-performance fighter aircraft, the RTAF places paramount importance on the national Offset Policy. The strategic integration of advanced technology transfer goes beyond enhancing airpower; it serves as a catalyst for elevating personnel capabilities and laying a robust, sustainable foundation for Thailand's future defense industry.

ยกระดับขีดความสามารถทางอากาศ ด้วยวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ อย่างรัดกุม โปร่งใส คุ้มค่า
พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประธานกรรมการบริหารโครงการร่วมไทย-สวีเดน ในระดับรัฐบาล พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ ๑ (Gripen E/F) เข้าร่วมการประชุมติดตามความก้าวหน้าของโครงการฯ ณ Swedish Defence Materiel Administration (FMV) เมืองสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 
ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยตามสัญญาการจัดซื้อ และได้ร่วมหารือกับ Ms. Eva Hagwall, FMV Deputy Director General เพื่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต
โดยโครงการฯ ระยะที่ ๑ จึงมิใช่แค่การซื้ออาวุธ แต่คือ "การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างกำลังรบที่แข็งแกร่ง พร้อมปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติต่อความท้าทายด้านความมั่นคง

วิสัยทัศน์เหนือเส้นขอบฟ้า : กำกับดูแลการผลิตเทียบชั้นมาตรฐานสากล ถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง สู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประธานกรรมการบริหารโครงการร่วมไทย-สวีเดน ในระดับรัฐบาล พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ ๑ (Gripen E/F) ติดตามความก้าวหน้าการผลิต ณ บริษัท Saab AB เมือง Linköping ราชอาณาจักรสวีเดน 
ซึ่งเครื่องบินแบบ Gripen E/F ตามที่กองทัพอากาศจัดหาได้เข้าสู่สายการผลิตแล้ว รวมถึงได้เยี่ยมชม Gripen E/F Simulator และรับฟังข้อมูลการปรับปรุงขีดความสามารถ บ.SAAB 340 AEW ที่จะได้รับการปรับปรุงเป็น รุ่น AEW&C ในอนาคต
ในโอกาสนี้ได้ร่วมหารือระดับสูงกับ Mr. Lars Tossman, Senior Vice President and Head of Business Area Aeronautics Saab AB เพื่อติดตามการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบมาตรฐานและกำกับดูแลกระบวนการผลิตอย่างรัดกุมในทุกขั้นตอน ในการบริหารจัดการโครงการด้วยความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทย
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะสูงแล้ว กองทัพอากาศยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset Policy) ผ่านการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง (Technology Transfer) 
ซึ่งมิใช่เพียงการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ แต่เป็นการขยายผลสู่การยกระดับศักยภาพของบุคลากร และก้าวสู่การวางรากฐานอันเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของชาติต่อไปในอนาคต

การเดินทางเยือนสวีเดนของผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการร่วมระดับรัฐบาลไทย-สวีเดน เพื่อติดตามโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่๑ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข บ.ข.๒๐ข Gripen E รุ่นที่นั่งเดี่ยว จำนวน ๓เครื่อง และเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ค บ.ข.๒๐ค Gripen F รุ่นสองที่นั่ง จำนวน ๑เครื่อง รวม ๔เครื่องแรกที่เข้าสู่สายการผลิตแล้วนั้น
มีรายงานก่อนหน้าในสื่อไทยว่ากองทัพอากาศไทยมองที่จะปรับเปลี่ยนแผนบริหารโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ระยะที่๒ จำนวน ๔เครื่องที่ประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F จำนวน ๑เครื่อง และระยะที่๓ จำนวน ๔เครื่องประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๔เครื่อง รวมเป็นระยะที่๒ เพียงระยะเดียวจำนวน ๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)
โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ระยะที่๑ ที่มีระยะการดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๘-พ.ศ.๒๕๗๒(2025-2029) ถ้ารวมการจัดหาระยะที่๒ ที่มีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-พ.ศ.๒๕๗๕(2028-2032) และระยะที่๓ ที่มีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๓-พ.ศ.๒๕๗๗(2030-2034) เป็นระยะเดียวในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๑(2028) จะทำให้ครบ ๑๒เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๗๖(2033) ครับ



The Royal Thai Army (RTA) operated three C295s since 2016. (Royal Thai Army)
The Royal Thai Air Force (RTAF) orders two C295 transport aircrafts.

The Royal Thai Navy (RTN) orders two C295 transport aircrafts with EO/IR sensor suite for surveillance and Search and Rescue missions.

Thailand orders C295 transport aircraft for air force

กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินลำเลียง Airbus C295 จำนวน ๒เครื่องที่บริษัท Airbus Defence and Space(DS) ยุโรปประกาศเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งเข้าใจว่าคือโครงการเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีอเนกประสงค์ ระยะที่ ๑ วงเงิน ๓,๖๖๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($112,037,980) ในการทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๒ก บ.ล.๒ก Basler BT-67 ฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๖ 
กองทัพอากาศไทยมีกำหนดที่จะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียง C295 เครื่องแรกของตนในครึ่งแรกของปี พ.ศ.๒๕๗๒(2029) ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๘ กองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330 MRTT+ จำนวน ๑เครื่องกับบริษัท Airbus ยุโรปที่มีกำหนดส่งมอบในปี ๒๕๗๒ เช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/airbus-a330-mrtt.html)
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าในประจำการกองทัพอากาศไทยเครื่องบินลำเลียง C295 จะได้รับการกำหนดแบบเป็น  "เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๒๐ บ.ล.๒๐" หรือ "เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๒๑ บ.ล.๒๑" ตามที่ยังไม่ชัดเจนว่า Airbus A330 MRTT+ ที่จะเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๖๐๒ กองบิน๖ จะถูกกำหนดแบบเป็น "เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงแบบที่ ๑ บ.ช.๑" หรือ "เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและลำเลียงแบบที่ ๒๐ บ.ชล.๒๐" อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต่อมากองทัพเรือไทยยังลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินลำเลียง C295 จำนวน ๒เครื่องเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ตามโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงสนับสนุนปฏิบัติการทางเรือ วงเงิน ๓,๗๖๙,๙๙๙,๙๘๗บาท($115,285,280) เพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑ บ.ลล.๑ Fokker F-27 MK-400 ด้วย กองทัพบกไทยมีเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๙๕ Airbus C295W จำนวน ๓เครื่องและมองจะจัดหาเพิ่มเป็น ๔เครื่อง
มีข้อสังเกตจากภาพวาดที่เผยแพร่จาก Airbus ของเครื่องบินลำเลียง C295 กองทัพอากาศไทยว่ามีความแตกต่างจาก บ.ล.๒๙๕ C295W กองทัพบกไทย โดยภาพ C295 ของกองทัพอากาศไทยแสดงการติดตั้งสายอากาศวิทยุสื่อสาร VHF/UHF, ระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับด้วย radar(RWR: Radar Warning Receiver), และระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures)
ภาพวาดของเครื่องบินลำเลียง C295 กองทัพเรือไทยที่จะส่งมอบเครื่องแรกภายในสิ้นปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) ยังแสดงการติดตั้งกล้อง EO/IR(Electro-Optical/Infra-Red) เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Rescue) และการตรวจการณ์ การจัดหา C295 ของทั้งสามเหล่าทัพทำให้ได้ประโยชน์จากการซ่อมบำรุงในประเทศร่วมกันโดยบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทยครับ








Air Chief Marshal Seksan Kantha, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) inspected development of domestic NP Interceptor Drone with Faculty of Engineering, Khon Kaen University, at Nam Phong RTAF Exercise Center, Khon Kaen Province, Thailand on 30 April 2026. (Royal Thai Air Force)

ศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง ให้การต้อนรับผู้บัญชาการทหารอากาศ นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ และคณะฯ
เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2569 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย คุณอภิษฎา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ และคณะสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง
โดยมี นาวาอากาศเอก พิสิฐ เทพสุวรรณ ผู้บังคับการศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง พร้อมด้วย คุณสุรีวรรณ เทพสุวรรณ คณะกรรมการบริหารสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ข้าราชการ พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ให้การต้อนรับ
ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศและคณะฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับ โครงการพัฒนาขีดความสามารถสนามบินน้ำพอง ผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี และตามเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประจำปี พ.ศ.2569 
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ได้กราบสักการะพระพุทธนรนาถ พระพุทธรูปประธานของศูนย์ฯ พร้อมประกอบพิธีเปลี่ยนผ้าคลุมประจำฤดูฝน และถวายฉัตรทอง ฉัตรเงิน เพื่อเป็นพุทธบูชา อีกทั้งได้ให้โอวาท พบปะพูดคุยกับกำลังพล และเยี่ยมชมเครื่องมือปฏิบัติงานที่สำคัญในการรองรับการวางกำลังอากาศยาน 
โอกาสนี้ ยังได้เยี่ยมชมการพัฒนาโดรนสกัดกั้นต้นแบบ NP Interceptor Drone ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพองกับทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศ รองรับการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงในต้นทุนที่เหมาะสม และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในอนาคต
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศได้เชิญผู้แทนคณะทำงานศึกษาการใช้ประโยชน์พื้นที่สนามบินน้ำพองร่วมกับจังหวัดขอนแก่น นำโดย นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ รูปแบบกิจกรรม และแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศและจังหวัดขอนแก่นในอนาคต
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพล อันจะส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจของหน่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดกองทัพอากาศ และประเทศชาติต่อไป








NAC Drone quadrotor Vertical Take-Off and Landing (VTOL) Unmanned Aerial Vehicle (UAV) developed by Thai firm NAC DRONE INDUSTRIAL firing domestic 2.75" air-to-ground rocket manufactered by Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) at Chandy range, Lopburi Province, Thailand on 1 May 2026. (pop petasen)



กองทัพอากาศไทยได้สร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาวิทยาการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) อย่างต่อเนื่องรวมถึง Drone สกัดกั้นต้นแบบ NP Interceptor Drone ที่ศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง(Nam Phong Royal Thai Air Force Exercise Center) ในจังหวัดขอนแก่น พัฒนาร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(Faculty of Engineering, Khon Kaen University)
โดยจะเป็นระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) แบบ Hard-Kill ราคาประหยัด ความเร็วสูง โครงสร้างตัวทำลาย(effector)สร้างจาก 3D Print และระบบควบคุมต่างที่หายได้จากในตลาด(off the shelf) ซึ่งมีตัวอย่างที่ยูเครนใช้ในการรบกับรัสเซียแล้ว โดยแสดงต้นแบบให้พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยชมเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙
อากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่งที่พัฒนาโดยบริษัท NAC Drone ไทย ที่พบว่าถูกใช้ในการรบที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) มาแล้ว ก็มีการทดสอบการติดตั้งและยิงจรวดอากาศสู่พื้นขนาด 2.75" ที่ผลิตโดย กรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ แสดงถึงการสนับสนุนงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาและเอกชนของไทยของกองทัพอากาศไทยในการพึ่งพาตนเองครับ




Brazilian REMAX 4 establishes itself in M113, Thailand.
On 14 May 2026, the Royal Thai Army (RTA) presented an M113A3 armored personnel carrier (APC) of 2nd Infantry Battalion, 12th Infantry Regiment, 2nd Infantry Division Queen Sirikit's Guard equipped with a REMAX 4 remotely controlled weapon system (RCWS) from the Brazilian company ARES Aerospace and Defense. 
This solution is being demonstrated this week and aims to increase the capabilities of the RTA M113s.

website นิตยสาร Tecnologia & Defesa บราซิลลงบทความเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เกี่ยวกับการติดตั้งแท่นยิงอาวุธ REMAX(Reparo de Metralhadora Automatizada X) 4 RCWS(Remotely Controlled Weapon System) ของบริษัท ARES Aerospace and Defense บราซิลบนรถสายพานลำเลียงพล รสพ.M113 ของกองทัพบกไทย ซึ่งตามด้วยการสาธิตสมรรถนะและขีดความสามารถในภาคสนาม
แท่นยิง ARES REMAX 4 RCWS ถูกขนส่งจากบราซิลในสิ้นเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ มายังไทยเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และทำการติดตั้งภายในหนึ่งวันโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัท ARES บน รสพ.M113 ของ กองพันทหารราบที่๒ กรมทหารราบที่๑๒ รักษาพระองค์ ร.๑๒ พัน๒ รอ. กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ พล.ร.๒ รอ. นอกจากปืนกล ปก.๓๘ FN MAG ขนาด 7.62mm ที่เห็นในภาพและวีดิทัศน์
ARES REMAX 4 RCWS ยังสามารถติดตั้งปืนกลหนัก ปก.๙๓ M2 .50cal ได้จนถึงเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40mm AGL หรือแม้แต่อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง ATGM กรมทหารราบที่๑๒ รักษาพระองค์ ร.๑๒ รอ.เป็นหน่วยทหารราบยานเกราะ(Mechanized Infantry) ของกองทัพบกไทยที่มี รสพ.M113A3 สหรัฐฯในอัตราจัด การปรับปรุงความทันสมัยถ้าถูกดำเนินการจะเพิ่มขีดความสามารถและการใช้งานต่อไปได้นานขึ้นครับ




Army Research and Development Office (ARDO), Royal Thai Army (RTA) with Kasetsart University testing dometic Hard Kill Anti Drone automatic turret with fire control system armed M2 .50caliber heavy machinegun at tank gun firing range, Cavalry Center, Adisorn Camp, Saraburi Province, Thailand on 29 May 2026. (Royal Thai Army)

ป้อมปืนต่อต้านโดรน Hard Kill Anti Drone
วันที่ 29 พ.ค. 69 : พ.อ. มนต์ชัย ดวงปัญญา รอง ผอ.สวพ.ทบ. พร้อมคณะฯ สวพ.ทบ. เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบยิงด้วยกระสุนจริง ในโครงการวิจัยและพัฒนาป้อมปืนสำหรับใช้ในการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดย รศ.ดร. ชนะ รักษ์ศิริ และทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ สนามยิงปืนใหญ่รถถังเปรม ติณสูลานนท์ ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี 
การทดสอบครั้งนี้ เป็นการยิงด้วยกระสุนจริง เพื่อทดสอบป้อมปืนและระบบควบคุมการยิง ประเมินค่าเบี่ยงเบน และวิถีกระสุน ซึ่งผลการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ 

โครงการวิจัยและพัฒนาป้อมปืนสำหรับใช้ในการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก สวพ.ทบ.(ARDO: Army Research and Development Office) กองทัพบกไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(Kasetsart University) ได้มีความคืบหน้าสำคัญในการพัฒนาล่าสุด ด้วยการทดสอบการยิงด้วยกระสุนจริง
โดยการติดตั้งปืนกลหนัก ปก.๙๓ M2 .50cal กับแท่นยิงอาวุธควบคุมจากระยะไกล(RCWS: Remotely Controlled Weapon System) และระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) ณ สนามยิงปืนใหญ่รถถังเปรม ติณสูลานนท์ ศูนย์การทหารม้า(Cavalry Center) ค่ายอดิศร(Adisorn Camp) จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อดำรงสภาพและเพิ่มประสิทธิภาพยุทโธปกรณ์ ระบบควบคุมการยิง สำหรับปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Bofors 40mm L/70 ก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/bofors-40mm-l70-oes.html) เป็นอีกหนึ่งในการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศของไทยในการรับมือภัยคุกคามจากระบบไร้คนขับที่มีวิวัฒนาการขึ้นครับ