วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๙-๔




Navantia displayed a model of its ALFA 3000 frigate proposal for the Royal Thai Navy (RTN) at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (Naval News)




TAIS Shipyards and ASFAT displayed a model of its I-class frigate (F-518 TCG İçel, 4th Istanbul-class or Istif-class frigate) at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)

Hanwha Ocean displayed a model of its frigate proposal for the RTN at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (Naval News)



HD Hyundai Heavy Industries (HHI) displayed the model of its HDF-3600 frigate at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (Naval News)




ST Engineering Marine Victory-class Multi-Role Combat Vessel (MRCV) and Vanguard series models at IMDEX Asia 2025. (Naval News)

Royal Thai Navy Clarifies Progress on Frigate Procurement Project
Rear Admiral Paraj Ratanajaipan, Spokesperson of the Royal Thai Navy, has provided an update on the progress of the frigate procurement project. As part of the process, invitations were extended to 11 qualified and experienced international shipbuilding companies to submit proposals. 
The submission period has now concluded, with a total of six companies formally submitting proposals, 
namely: Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (Republic of Korea), Singapore Technologies Engineering Ltd. (Republic of Singapore), Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (Republic of Türkiye), TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (Republic of Türkiye), Hanwha Ocean Co., Ltd. (Republic of Korea), and Navantia S.A. (Kingdom of Spain).
In addition, 3 companies formally notified their intention not to submit proposals, while 2 companies did not submit proposals within the specified timeframe. All procedures related to the receipt of proposals have been conducted under the observation of the Integrity Pact, ensuring transparency, accountability, and fairness throughout the process.
In the next phase, a committee appointed by the Royal Thai Navy will conduct a comprehensive evaluation of all submitted proposals. This evaluation will cover key aspects, including bidder qualifications, technical proposals, offset proposals, and pricing. 
The review process is expected to take approximately over 1 month to ensure thoroughness, due diligence, and the best possible outcome for the nation.
The Royal Thai Navy reaffirms that this procurement aims to enhance national defense capabilities and safeguard the country’s maritime interests. The process adheres to the principles of transparency, cost-effectiveness, and the public interest, while also contributing to economic development and strengthening the competitiveness of the domestic industrial sector.
Office of the Royal Thai Navy Spokesperson
22 April 2026

The Royal Thai Navy (RTN)'s Terms of Reference (TOR) for one new domestic Frigate on Fiscal Year 2026 for 17 billion Baht ($531,657,150), now completed with local ship building content involve at more than 20% for first frigate to 30% for second frigate and finally 100% for followed frigates.
Request for Proposal (RFP) to 11 companies to be submitted until 21 April 2026, included DAMEN NAVAL; NAVANTIA; FINCANTIERI; TAIS Shipyards and ASFAT; ST Engineering Marine; Hanwha Ocean, SK Oceanplant and Hyundai Heavy Industries; CSTC; and ROSOBORONEXPORT
The Royal Thai Navy affirms its willingness to allow public observation and scrutiny of the frigate procurement project.
Latest update on 22 April 2026, 6 companies submitted thier proposals for Royal Thai Navy new 1st domestic Frigate on 21 April 2026 are 
Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. ; Hanwha Ocean Co., Ltd. ; Navantia S.A. ; Singapore Technologies Engineering Ltd. ; Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (ASFAT) ; and TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (TAIS Shipyard).



โฆษกทัพเรือเล่าเรื่อง ep6 โครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ
การดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตในปีงบประมาณ 2569 นี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรีไทย
ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ กองทัพเรือไทย จะได้รับ และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ
โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกตรวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่
การต่อต้านเรือผิวน้ำ (Anti Surface Warfare : ASUW) การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare : ASW) และการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti Air Warfare : AAW) รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม (MOOTW) เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) ภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569 – 2574)
ทั้งนี้ กองทัพเรือได้นำโครงการจัดหาเรือฟริเกตเข้าร่วมดำเนินการตามแนวทาง “ข้อตกลงคุณธรรม” เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือประเภทอื่นๆ ของกองทัพเรืออีกหลายโครงการ โดยข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) นี้อยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ 
โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐ ผู้ยื่นเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์อิสระ ร่วมลงนามยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้หรือรับสินบน และไม่กระทำการฮั้วประมูล มักใช้กับโครงการวงเงินสูงหรือโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีแนวทางกำกับโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่ได้พัฒนาแนวคิดร่วมกับภาคประชาสังคม 
โดยปัจจุบัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (Anti-Corruption Organization of Thailand : ACT) ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของโครงการ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (คปท.) 
ทั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์อิสระจะมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ เช่น การจัดทำ TOR การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การคัดเลือกผู้เสนอราคา การพิจารณาผล ไปจนถึงขั้นตอนบริหารสัญญาและการส่งมอบงาน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้งบประมาณของภาครัฐตลอดทั้งโครงการ
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
3 เมษายน 2569


สัมภาษณ์พิเศษ โดยโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงประเด็น “ข้อตกลงคุณธรรม” ในโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย 
โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต
ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ
การกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว
ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ 
ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้
การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส 
โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน
กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
8 เมษายน 2569

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการเรือฟริเกต หนุนสร้างเรือรบในประเทศ ขับเคลื่อน Offset Policy ยกระดับเศรษฐกิจและความมั่นคงสู่การพึ่งพาตนเอง
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (20 เมษายน 2569) กองทัพเรือจัดการประชุมแนวทางการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตภายใต้กลไกการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) ร่วมกับสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย (TSBA) ผู้ประกอบการอู่ต่อเรือในประเทศ โดยมี สวทช. ร่วมให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน 
โครงการนี้นอกจากการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ ยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” อย่างเป็นรูปธรรม
กองทัพเรือกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในประเทศ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในทุกระดับของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ได้วางแผนเป็น “บันได 3 ขั้น” เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว 
เริ่มจากการเรียนรู้จากผู้สร้างต่างประเทศ สู่การผลิตในประเทศบางส่วน และต่อยอดไปสู่การสร้างเรือได้เองทั้งระบบในอนาคต ในด้านหลักเกณฑ์การพิจารณา กองทัพเรือยืนยันแนวทางเปิดกว้าง โดยมุ่งให้เกิดข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่กำหนดเพดานบนของการดำเนินการ Offset พร้อมทั้งให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณค่าผลลัพธ์ที่วัดได้จริงของกรอบการชดเชยด้านต่าง ๆ 
ผู้เสนอที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้สูง ทั้งในด้านการต่อเรือในประเทศ การใช้ทรัพยากรในประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยี จะได้รับการพิจารณาในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ
การพิจารณาการชดเชยฯ จะยึดหลักการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Outcome-Based) ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถซ่อมบำรุง พัฒนา และต่อยอดได้ด้วยตนเองในอนาคต 
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้เปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานการประเมิน และความพร้อมด้านการลงทุน โดยยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปใช้ในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดต่อประเทศ ควบคู่ไปการได้เรือฟริเกตที่ตรงกับความต้องการทางยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ 
โฆษกกองทัพเรือย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการจัดหาเรือรบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี และเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยจะดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส เป็นธรรม และการแข่งขันอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงเพื่อให้สามารถพี่งพาตนเองได้
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
20 เมษายน 2569

กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ไม่ใช่แค่ซื้อเรือ แต่คือการสร้าง "อุตสาหกรรมต่อเรือฟริเกตไทย" ให้ยั่งยืน! 
พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) ภายใต้โครงการจัดหาเรือฟริเกต 
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ไม่ใช่แค่การจัดหาเรือเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ให้กลายเป็น “ความรู้และรายได้” กลับคืนสู่ประเทศ ผ่านกลไกที่เรียกว่า Offset หรือ นโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย โดยกองทัพเรือจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แบบเรือ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาของระบบอื่นๆ จากการต่อลำแรกนี้ เพื่อนำมาใช้ต่อเรือ ลำต่อๆไป เป็นชุดเรือ 
ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับมากกว่าแค่เรือรบ:
เงินไหลเวียนในไทย: ผู้ขายจากต่างประเทศต้องต่อเรือในไทย "ไม่น้อยกว่า 20%" และกำหนดให้นำเงินมาลงทุนในกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจในไทยไม่น้อยกว่า 15% ของมูลค่าโครงการ ทั้งค่าจ้างแรงงานและวัสดุในประเทศ 
สร้างเรือเองในไทย: เรือลำที่ 2 จะต้องสร้างในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 30% ของโครงสร้างตัวเรือ เพื่อวางรากฐานให้เราต่อเรือรบเองได้ 100% ในลำต่อไป
ถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับโลก: ไทยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การออกแบบเรือ ระบบอำนวยการรบ ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างยานไร้คนขับ (USV) พร้อมทั้งส่งมอบลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
สร้างงาน สร้างโอกาส: เกิดการจ้างงานทักษะสูงสำหรับวิศวกรและช่างเทคนิคไทย รวมถึงการมอบทุนการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทย 
โปร่งใส ตรวจสอบได้
โครงการนี้ดำเนินการตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด โดยมีผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เข้าร่วมทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดครับ 
กองทัพเรือไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ แต่เรากำลัง "เปิดประตู" สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


ทำไม “เรือฟริเกต” จึงไม่ใช่แค่เรือรบ แต่คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางทะเล? หาคำตอบได้ที่นี่

กองทัพเรือแจงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต มีบริษัทต่างๆ มายื่นข้อเสนอ 6 ราย จากที่เชิญชวน 11 ราย ทั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ตามขั้นตอนการเชิญชวนบริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศ เข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 11 ราย บัดนี้ ครบกำหนดเวลาแล้ว มีบริษัทฯ เข้ายื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่
บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์)
บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
และ บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)
มีบริษัทฯ ไม่เข้ายื่นข้อเสนอฯ จำนวน 5 ราย ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการต่างๆ ในการรับข้อเสนอฯ ของกองทัพเรือ ได้ดำเนินการภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับในขั้นตอนต่อไปนั้น คณะกรรมการที่กองทัพเรือแต่งตั้งขึ้นจะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอของทุกๆ บริษัทโดยละเอียด ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) และข้อเสนอด้านราคา 
โดยกระบวนการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
22 เมษายน 2569

กองทัพเรือไทยได้เร่งกระบวนการโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของตนในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ซึ่งได้รับการจัดสรรคงบประมาณวงเงินราว ๑๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($531,657,150) สำหรับเรือฟริเกตจำนวน ๑ลำจากที่กองทัพเรือไทยมองที่จะจัดหาเรือฟริเกตใหม่จำนวน ๒ลำวงเงิน ๓๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($1,094,605,400) ซึ่งกองทัพเรือยังคงหวังที่่ได้รับรับการอนุมัติในงบประมาณกลาโหมปีงบประมาณต่อๆไป
แม้ว่ากำหนดร่างขอบเขตของงาน(TOR: Terms of Reference) สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตจะไม่ได้ถูกเปิดเผยการเข้าถึงต่อสาธารณะ โฆษกกองทัพเรือไทยได้ชี้แจงความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ที่เปิดให้ภาคประชาชนตรวจสอบโครงการของตน โดยยังระบุถึงการส่งเสริมอุตสหกรรมการต่อเรือและการป้องกันประเทศของไทย 
เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศลำแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ๒๐ ที่จะตามมาด้วยลำที่สองไม่น้อยกว่าร้อยละ๓๐ จนเป็นรากฐานให้ต่อได้ในไทยเองร้อยละ๑๐๐ ในลำที่สามและลำที่สี่ตามมาต่อไป การออกการร้องขอออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposals) สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทย มีกำหนดระยะเวลารับการยื่นเสนอได้จนถึงวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ 

โดยที่ก่อนหน้านั้นมีสื่อบางรายเผยแพร่ข้อมูลว่า TOR ได้กำหนดเกณฑ์ที่เป็นการตัดแบบเรือจากจีนและรัสเซียออกไป อย่างไรก็ตามการชี้แจ้งของโฆษกกองทัพเรือไทยได้ระบุถึง ๑๑บริษัทที่ถูกเชิญเข้าร่วมยื่นข้อเสนอคือ บริษัท Damen Naval เนเธอร์แลนด์ที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกตอเนกประสงค์ SIGMA ของตน(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-babcock-damen.html), 
บริษัท Navantia สเปนที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกต ALFA 3000 ของตนที่ได้จัดแสดง ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html), บริษัท Fincantieri อิตาลี ที่น่าจะเสนอแบบเรือฟริเกตเบา FCx30 ของตน, บริษัท TAIS Shipyards ตุรกีที่มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะเสนอแบบเรือฟริเกต Frigate 115 Bora 
และ ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกีที่น่าจะเสนอเรือฟริเกตชั้น Istanbul(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/istanbul-2.html) เช่นแบบเรือเรือฟริเกต AS3600 สำหรับส่งออก, บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์ที่ไม่ทราบแบบแต่น่าเป็นแบบเรือรบตระกูล Vanguard เช่น Vanguard 120 มากกว่าเรือฟริเกตชั้น Formidable หรือเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(มีพื้นฐานพัฒนาจาก Vanguard 130)(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html),

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีที่เสนอแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ในฐานะเรือฟริเกตชุดเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชลำที่สองและลำที่สาม, บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีที่น่าจะเลือกระหว่างแบบเรือฟริเกต HDF-4000, HDF-3600, หรือ HDF-3200, บริษัท SK Oceanplant สาธารณรัฐเกาหลีที่น่าจะเสนอแบบเรือสำหรับส่งออกที่มีพื้นฐานจากเรือฟริเกตชั้น Chungnam(FFX Batch III) 
ที่ต่างจัดแสดงแบบจำลองในงาน D&S2025 เช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/ulsan-batch-iii-ffg-828-roks-chungnam.html), China Shipbuilding Trading Co., Ltd.(CSTC) รัฐวิสาหกิจด้านการส่งออกกลุ่มอุตสาหรรมการต่อเรือของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่น่าจะเป็นแบบเรือส่งออกที่มีพื้นฐานจากเรือฟริเกตชั้น Type 054A อย่างที่ส่งออกให้ปากีสถาน
หรืออาจจะได้ถึงเรือฟริเกตชั้น Type 054B รุ่นใหม่ล่าสุดถ้าดูจากข้อเสนอการขายเรือรบรุ่นที่ทันสมัยของจีนให้กองทัพเรือไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/type-054b-jiangkai-iii.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/04/type-054b.html), และ Rosoboronexport หน่วยงานด้านการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียซึ่งไม่มีข้อมูลในขณะนี้

อย่างไรก็ตามในรายชื่อ ๑๑บริษัทที่มีความเป็นไปได้ว่าจะยื่น RFP ของตนก็กองทัพเรือไทยเหล่านี้อาจจะมีบางบริษัทที่ท้ายที่สุดจะตัดสินใจไม่ยื่นข้อเสนอของตน เช่น CSTC จีน และ Rosoboronexport รัสเซียถ้าเรื่องที่ข้อกำหนดใน TOR ที่กีดกันแบบเรือจากชาติเหล่านี้เป็นจริง และอีกหลายบริษัทถ้าพิจารณาว่าพวกตนไม่สามารถจะตอบสนองข้อกำหนดการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมของไทยที่สูงที่สุดจะได้เปรียบ
ล่าสุดกองทัพเรือไทยโดยโฆษกกองทัพเรือได้ประกาศเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ หนึ่งวันหลังจากวันสุดท้ายที่เปิดรับการยื่นข้อเสนอมี ๖ บริษัทจาก ๑๑บริษัทที่ยื่นข้อเสนอของพวกตนแก่กองทัพเรือไทยคือ, บริษัท HD HHI สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Singapore Technologies Engineering สิงคโปร์, ASFAT ตุรกี, บริษัท TAIS Shipyards ตุรกี และบริษัท Navantia สเปน
นี่ดูเหมือนจะสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าว่าข้อกำหนด TOR ได้กีดกันแบบเรือของจีนและรัสเซียออกไป และยังยืนยันว่าบางบริษัทรวมถึง Damen และ Fincantieri จะไม่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ กองทัพเรือไทยระบุว่ากระบวนการพิจารณาผู้ชนะจะใช้เวลาราวหนึ่งเดือนกว่าคือหลังวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป การลงนามสัญญาควรจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ โดยมีกำหนดในวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ถ้าไม่มีผู้เข้าแข่งขันรายใดยื่นเรื่องคัดค้านการตัดสินใจ 

อย่างไรก็ตามการประชุมคณะรัฐมนตรีไทยล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ มีรายงานว่าในการพิจารณากรอบงบประมาณประจำปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027) ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙ คณะรัฐมนตรีและสำนักงบประมาณแผ่นดินไทยมีมติที่จะตัดลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลงหลายรายการ รวมถึงการเลื่อนโครงการจัดหาเรือฟริเกต ลำที่๒ ของกองทัพเรือไทยออกไปเป็นปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๗๑(2028)
แม้ว่ากองทัพเรือไทยจะยืนยันความต้องการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ๒ลำพร้อมการถ่ายทอดวิทยาการการต่อเรือในไทย แต่ผลกระทบจากโครงการเรือดำน้ำ S26T จีนที่ตัดสินใจการแก้ไขสัญญาเครื่องยนต์ใหม่ล่าช้า สถานการณ์แพร่ระบาด Covid-19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) จนถึงวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกลางในปี ๒๕๖๙ ที่มีแรงงานไทยในอิสราเอลและลูกเรือสินค้าไทยที่ถูกอิหร่านยิงเสียชีวิตรวม ๔คนแล้ว
งบประมาณกลาโหมในส่วนกองทัพเรือไทยได้ถูกตัดและเลื่อนมาอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านข้อจำกัดเพดานงบประมาณซึ่งกำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติแนวทางการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) นี่ดูเหมือนกับมุขตลกของชาวอังกฤษที่ว่า "ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของราชนาวี(กองทัพเรือสหราชอาณาจักร RN: Royal Navy) คือกระทรวงการคลัง"  
ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศประชาธิปไตยโดยเฉพาะประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาเหมือนไทยและสหราชอาณาจักรที่ทหารเรือจะต้องเคารพการตัดสินใจของผู้บริหารที่เป็นตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้งอย่างชอบธรรม แม้ว่ามันจะไม่ตอบสนองความต้องการทดแทนเรือรบเก่าที่ใช้มานานและล้าสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นก็ตามครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/type-056-kohkong-senchey-622.html)








The Royal Thai Navy (RTN) decommissioned DE-413 HTMS Pinklao at Mahidol Adulyadej Naval Dockyard, Royal Thai Naval Dockyard on 3 April 2026. HTMS Pinklao on working program to convert for museum ship at RTN Naval Rating School (NRS). (Royal Thai Navy)

เมื่อวันศุกร์ที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ ระหว่างเวลา ๐๙๓๐ – ๑๑๐๐ พลเรือโท ไพฑูรย์ ชีชะนะ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดทำพิพิธภัณฑ์เรือปิ่นเกล้าในพื้นที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงกรมยุทธศึกษาทหารเรือและผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปสำรวจเรือปิ่นเกล้า ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ
 เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการวางแผนการจัดทำพิพิธภัณฑ์เรือปิ่นเกล้า และประสานการปฏิบัติกับหน่วยที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าว
ในการนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือและคณะ ได้ถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ และเยี่ยมคำนับ พลเรือตรี สถาพร ไล้สุวรรณ รองเจ้ากรมอู่ทหารเรือ ผู้แทนเจ้ากรมอู่ทหารเรือ ณ ห้องรับรอง กรมอู่ทหารเรือ


พิธีวางศิลาฤกษ์ฐานแท่นเรือปิ่นเกล้า ณ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ

ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ฐานแท่นเรือปิ่นเกล้า 
วันนี้ (10 เมษายน 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ฐานแท่นเรือปิ่นเกล้า ณ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
กระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้ปลดระวางประจำการเรือปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเรือปิ่นเกล้า ที่ประเมินค่ามิได้ กองทัพเรือ จึงได้มีนโยบายในการนำเรือปิ่นเกล้ามาไว้ ณ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า 
และเป็นที่ฝึกหัดศึกษาของนักเรียนทหาร ในด้านการเรือ การปืน การป้องกันความเสียหาย และการทัศนสัญญาณเบื้องต้นโดยมอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการนำเรือปิ่นเกล้ามาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และการฝึกของนักเรียนทหารในพื้นที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ รับผิดชอบดำเนินการโครงการดังกล่าว 
โดยขณะนี้ทางรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติให้นำเรือปิ่นเกล้ามาจัด ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งจะมีกำหนดแล้วเสร็จ ภายในเดือน สิงหาคม 2569 และในโอกาสนี้ กองทัพเรือ ได้อนุมัติให้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ฐานแท่น รองรับเรือปืนเกล้าขึ้นในวันนี้ 
เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลอันดีแก่การนำเรือปิ่นเกล้า มาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และการฝึกของนักเรียนทหาร ในพื้นที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ให้ลุล่วงเป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายผู้บัญการทหารเรือ
สำหรับเรือหลวงปิ่นเกล้า เดิมชื่อ USS เฮม มิง เจอร์ (Hemminger) เป็นเรือพิฆาตคุ้มกัน ชั้น Cannon ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและคุ้มกันกระบวนเรือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาภายใต้โครงการช่วยเหลือทางทหาร รัฐบาลไทยได้รับมอบเรือดังกล่าวเข้าประจำการ 
และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามใหม่ว่า "เรือหลวงปิ่นเกล้า" ตามพระราชทินนามของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว 
พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับบวรราชาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารเรือในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก 
เมื่อปรากฏว่ามีเรือรบต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมประเทศไทยคราวใด พระองค์ก็มักหาโอกาสเสด็จไปเยี่ยมเยือนเรือรบเหล่านั้นเสมอ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างให้กับเรือรบของไทยในเวลาต่อมา  
พระองค์ทรงเป็นผู้นำในเรื่องเรือสมัยใหม่ ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้ปรากฏ ทรงต่อเรือรบกลไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย มีพระปรีชาสามารถหลายด้าน ทรงแตกฉานเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษจนสามารถติดต่อกับชาวต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้า พระองค์แรก ระหว่าง พ.ศ. 2394- พ.ศ.2408
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรือหลวงปิ่นเกล้า ได้ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งได้ทำหน้าที่เป็นเรือฝึก และเป็นเรือครูที่สำคัญในการสร้างนักรบทางเรือ และการถ่ายทอดทักษะความเป็นชาวเรือ จากรุ่นสู่รุ่น อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ 
และหนึ่งในการกิจที่สำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ คือการได้ถวายความปลอดภัยและยิงสลุตหลวง ถวายพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล ตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่าน
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

เรือพิฆาตคุ้มกัน เรือหลวงปิ่นเกล้า ที่เดิมเป็นเรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Cannon เรือพิฆาตคุ้มกัน DE-746 USS Hemminger ซึ่งเคยประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๗(1944) โดยเข้าประจำการในกองทัพเรือไทยเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๒(1959) และมีถูกปลดประวางประจำการไปเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) รวมระยะเวลาประจำการ ๖๖ปี อายุตัวเรือรวม ๘๑ปีนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ร.ล.ปิ่นเกล่า กำลังอยู่ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช(Mahidol Adulyadej Naval Dockyard) กรมอู่ทหารเรือ อร.(Royal Thai Naval Dockyard) เพื่อเข้ารับการปรับปรุงเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ ณ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ(NRS: Naval Rating School ) กรมยุทธศึกษาทหารเรือ(NED: Naval Education Department) โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์ฐานแท่นเรือเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙
ร.ล.ปิ่นเกล้า นั้นเคยถูกใช้งานในฐานะเรือฝึกมาตลอดซึ่งทำการฝึกสร้างนายทหารเรือชั้นสัญญาบัตรจากโรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy) และนายทหารชั้นประทวนจากโรงเรียนชุมพลทหารเรือมาแล้วเป็นจำนวนหลายร้อยนายต่อเนื่องหลายรุ่น ซึ่ง ร.ล.ปิ่นเกล้าก็จะทำหน้าที่นี้ในฐานะเรือพิพิธภัณฑ์ต่อไป อย่างไรก็ตามกองทัพเรือไทยน่าจะยังมองการจัดหาเรือฝึกโดยตรงที่ต่อใหม่อยู่ถ้ามีโอกาสอำนวยครับ




Indian Navy's P57 INS Sunayna, the Sukanya-class offshore patrol vessel port visited Royal Thai Navy (RTN) Third Naval Area Command (3rd NAC) at Phuket, Thailand on 14-17 April 2026. (Royal Thai Navy)

“Welcome to Thailand “
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พลเรือตรี สถาพร วาจรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 รับการเยี่ยมคำนับจาก Cdr.Siddharth Chaudhary ผู้บังคับการเรือ INS SUNAYNA และคณะฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 
ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรืออินเดีย มีกำหนดจอดเรือ ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ระหว่างวันที่ 14 – 17 เมษายน 2569 

“Bon voyage” เดินทางโดยสวัสดิภาพ
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นาวาเอก ณรงค์ อรภักดี ผู้อำนวยการกองข่าว ทัพเรือภาคที่ 3 และกำลังพล ทัพเรือภาคที่ 3 ร่วมส่งเรือ INS SUNAYNA กองทัพเรืออินเดีย เดินทางออกจากประเทศไทย หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 – 17 เมษายน 2569  ที่ผ่านมา ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 




The Royal Thai Navy (RTN) Krabi-class offshore patrol vessels (OPV), OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan arrived the Royal Thai Naval Academy (RTNA) in Samut Prakan Province, Thailand for cadets oversea sea phase training task group concluded on 19 April 2026. (Royal Thai Navy)

เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทาง และนำกําลังพล รวมถึงนักเรียนนายเรือในสังกัด ถึงฐานทัพเรือสัตหีบ ประเทศไทย ปลอดภัย เรียบร้อย

ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ หลังจากเดินทางกลับมาจากการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ 
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ หลังจากเดินทางกลับมาจากการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 – 3 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี พลเรือตรี ชลิต บัวทอง รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ประจำปีการศึกษา 2568 พร้อมกำลังพลในหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ณ ท่าเรือเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

กองทัพเรือไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของมิตรประเทศล่าสุดรวมถึงกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ที่นำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sukanya เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P57 INS Sunayna เดินมางเยือนท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตโดยมีทัพเรือภาคที่๓ ทรภ.๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) ให้การต้อนรับระหว่างวันที่ ๑๕-๑๗ พ.ศ.๒๕๖๙
ขณะที่หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือชั้นปีที่๑-๓ ที่ประกอบด้วยเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และและเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงอ่างทอง ได้เสร็จสิ้นการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๖ มีนาคม-๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่ง ร.ล.อ่างทอง เดินทางกลับถึงฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ และ ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์  ได้เดินทางกลับมา ท่าเทียบเรือเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy) เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙
และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ร.ล.นเรศวร พร้อมนักเรียนนายเรือชั้นปีที่๔ จำนวน ๗๕นายได้เสร็จสิ้นการเข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือนานาชาติ KAKADU 2026 และการสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2026 ที่กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์- ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ โดย ร.ล.นเรศวร เดินทางกลับฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ




Indra will supply a Lanza 3D air surveillance radar (pictured) to the Royal Thai Navy (RTN). (Indra/Royal Thai Navy)

บริษัท Indra สเปนได้ประกาศว่ากองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาจัดหา Lanza 3D radar ของตนเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งน่าจะคือระบบ radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่ จำนวน ๑ ระบบ ตราอักษร INDRA รุ่น LANZA LTR-20 ซึ่ง กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ อล.ทร.(Naval Electronics Department) ได้ทำพิธีลงนามสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)
ก่อนหน้าบริษัท Indra สเปนได้ประสบความสำเร็จในการได้รับสัญญาจัดส่งและติดตั้ง radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลตระกูล Lanza 3D ของตนแก่กองทัพอากาศไทยในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ โดยมีรายงานว่าได้รับการติดตั้ง ณ สถานี radar สร.ดอยอินทนนท์ แล้ว และโครงการระยะที่๙ ณ สถานี radar สร.ภูเขียว ที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024)
Indra สเปนระบุว่า radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่ LANZA LTR-20 รุ่นล่าสุดของตนจะถูกติดตั้งเพื่อป้องกันน่านน้ำและน่านฟ้าของฐานทัพเรือสัตหีบเพื่อเพิ่มพูนการป้องกันภัยคุกคามทางอ่าวไทยภาคตะวันออกที่เพิ่มสูงขึ้น การจัดหา radar ตระกูล Lanza 3D ยังเป็นการสร้างขีดความมสามารถการทำงานร่วมกันด้านการป้องกันภัยทางอากาศระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพอากาศไทยด้วยครับ




The AWAVs (Armoured Wheeled Amphibious Vehicles) 8x8 of Royal Thai Marine Corps (RTMC) seen during the opening ceremony of Royal Thai Navy (RTN) annual exercise Fiscal Year 2026 at RTMC Headquarters on 18 March 2026. (Royal Thai Marine Corps/Royal Thai Navy, Sompong Nondhasa)
Naval Acquisition Management Office (NAMO), Royal Thai Navy issued announcement of winner of bidding for new lot of AWAV 8x8 is Thai defence vehicle firm Chaiseri metal & rubber Co. Ltd. for 503,980,000 Baht ($15,586,448.35) on 24 April 2026. 




Royal Thai Navy signed contract with Chaiseri for more 7 of AWAV 8x8 for delivery to Royal Thai Marine Corps within next 8 months on 29 April 2026. (DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)

Thailand to procure additional 8x8 amphibious vehicles

กองทัพเรือ ลงนามจัดหาAWAV 8x8 ล็อตที่สองจากชัยเสรี พร้อมส่งมอบใน 8เดือน!
หลังจากการประกาศจัดหายานเกราะล้อยาง AWAV 8x8 จำนวน 7คัน จากบริษัทชัยเสรี เม็ตทัลแอนด์รับเบอร์ วันนี้(29 เมษายน 2569) ได้มีพิธีลงนามสัญญาการการจัดซื้อ ยานเกราะล้อยางชุดนี้อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ นายกานต์ กุลหิรัญ ผู้บริหารบริษัทชัยเสรี ร่วมลงนามในการจัดหาสัญญานี้อย่างเป็นทางการแล้ว 
การจัดหายานเกราะล้อยาง 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของกองทัพเรือ แต่ยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยโดยตรง จากการทดสอบก่อนการส่งมอบ ไปจนถึงการได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพเรือ 
ได้เป็นบทพิสูจน์และสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการด้านความมั่นคงของภาคเอกชน ที่มีข้อได้เปรียบของการมีอุตสาหกรรมนี้อยู่ภายในประเทศ ทั้งขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงในทุกระดับ ไปจนถึงการดำรงขีดความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความอ่อนตัวในการใช้งาน ที่สามารถปรับแต่ง ติดตั้งอุปกรณ์เสริมภารกิจได้ตามความต้องการของหน่วยผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว 
ในสัญญานี้ บริษัทชัยเสรี จะทำการส่งมอบ ยานเกราะAWAV 8X8 จำนวน 7 คันนี้ ภายในระยะเวลา 8 เดือน อันเป็นเวลาที่รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการในภารกิจได้เป็นอย่างดี พร้อมกับเป็นการพิสูจน์ขีดความสามารถในการผลิตระบบยุทโธปกรณ์ทางทหารขั้นสูงของไทย 
AWAV 8x8 ในสายการผลิตล็อตที่ 2 นี้ มีคุณลักษณะเดียวกับ AWAV 8x8 ในชุดแรก มีการปรับปรุงในรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับจากการใช้งานจริง และความต้องการของหน่วยผู้ใช้ แม้รูปทรงภายนอกจะยังอยู่ในรูปทรงเดิม แต่จะมีสมรรถนะในหลายด้านเพิ่มสูงขึ้น 
การจัดหาAWAV 8x8 ในชุดที่ 2 นี้ ไม่เป็นเพียงการตอกย้ำการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย และยังเป็นสิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นในยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ ให้กับตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกกองทัพเรือไทย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ ได้ยืนยันเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ถึงการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) เพิ่มเติมสำหรับนาวิกโยธินไทย ตามที่มีการเผยแพร่เอกสารโดย สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง (๘x๘) ชนิดลำเลียงพล โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ผู้ชนะคือ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย เป็นวงเงิน ๕๐๓,๙๘๐,๐๐๐บาท($15,586,448.35) ไพิธีลงนามสัญญาล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ยืนยันว่าการจัดหารถเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8x8 เพิ่มเติม lot 2 มีจำนวน ๗คันและจะถูกส่งมอบภายใน ๘เดือน
รถเกราะล้อยาง AWAV 8x8 ใหม่ ๗คันเหล่านี้จะเข้ามาเสริมต่อรถ ๗คันแรกที่ประจำการ ณ กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion, Marine Division) และถูกใช้ในการปฏิบัติการจริงแล้วทั้งน้ำท่วมหาดใหญ่ และการผลักดันกองทัพต่างชาติที่ชายแดนจังหวัดตราดในปี พ.ศ.๒๕๖๘ แสดงถึงการสนับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่ต่อเนื่องครับ
(ถึงอย่างนั้นในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีผู้ไม่หวังดีต่อชาติออกมาต่อว่านาวิกโยธินไทยอยู่ดีว่าไร้ศักดิ์ศรีปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ขโมยธงชาติไทยที่เสาธงชายแดนบ้านทมอดาจังหวัดตราดได้ ก็อย่างที่บอกว่าประเทศฝ่ายตรงข้ามจะใช้กลวิธียั่วยุก่อกวนไทยเราแบบนี้เรื่อยๆ แต่พวกคนบางกลุ่มที่ นย.จะซื้ออาวุธใหม่ต่อให้ผลิตในไทยก็ยังตำหนิว่า "ดีแต่ซื้อ" นี่ไม่ใช่ว่ากำลังทำตัวเป็นแนวร่วมประเทศฝ่ายตรงข้ามหรือ?)




The Royal Thai Air Force (RTAF) Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle of 401st Squadron, Wing 4 Takhli was skidded off runway during training flight at Wing 1 Korat on 23 April 2026, pilots safed, cause is under investigation. (DEFENSE INFO/Sukasom Hiranphan)

เรื่อง ชี้แจงกรณีอากาศยานแบบ T-50 ไถลออกนอกทางวิ่ง ณ กองบิน 1
กองทัพอากาศขอชี้แจงกรณีอากาศยานแบบ T-50 ของกองทัพอากาศ เกิดเหตุไถลออกนอกทางวิ่งภายในพื้นที่กองบิน 1 ระหว่างปฏิบัติการบินฝึก เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.45 น.
จากเหตุการณ์ดังกล่าว นักบินมีความปลอดภัย และสามารถออกจากอากาศยานได้โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับอากาศยาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเหมาะสมต่อไป
ภายหลังเกิดเหตุ กองบิน 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดำเนินการตามขั้นตอนด้านนิรภัยการบินอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบและควบคุมพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม ในเบื้องต้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจการบิน ณ กองบิน 1
กองทัพอากาศโดยคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุด้านนิรภัยการบินกองทัพอากาศ อยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์หาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด ทั้งในด้านเทคนิค สภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านการปฏิบัติการบิน เพื่อนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคต
กองทัพอากาศขอยืนยันว่า ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน และจะดำเนินการทุกประการเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง

กองทัพอากาศไทยได้ชี้แจงเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ ถึงกรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี ไถลออกนอกทางวิ่งระหว่างปฏิบัติการบินฝึก ณ กองบิน๑ โคราช ในเวลา ๑๐๔๕น. ของวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ นักบินปลอดภัยและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 
ตามที่กำลังมีการประเมินความเสียหายและการสอบสวนสาเหตุ แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆมากกว่านี้ว่าเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH เครื่องที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเครื่องหมายเลขใด มีนักบินที่ทำการบินบนเครื่อง ๑นายหรือ ๒นาย และไม่มีการเผยแพร่ภาพใดๆที่จะประเมินได้ว่าเครื่องบินสามารถดำเนินการซ่อมเพื่อกลับมาใช้งานได้ใหม่หรือต้องจำหน่าย(written-off) หรือไม่
นี่น่าจะเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH นับตั้งแต่ที่ได้รับมอบเครื่องชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) และรับมอบล่าสุดเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ จำนวน ๑๔เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/t-50th-40114.html) และกำลังอยู่ระหว่าการจัดหาเพิ่มเติมจำนวน ๒เครื่อง ซึ่งจะทำให้จำนวนเครื่องจะรวมเป็นทั้งหมด ๑๖เครื่อง (-๑=๑๕เครื่อง) ครับ