แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Republic of Korea แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Republic of Korea แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยเลือก Hanwha Ocean เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำ

Hanwha Ocean Selected as Preferred Bidder for Thailand’s Next-Generation Frigate Program

Artist impression of the design selected for Thailand’s Next-Generation Frigate Program. (Hanwha Ocean)


Hanwha Ocean OCEAN-40F frigate design on display at Defense & Security 2025 in Bangkok, Thailand. (Naval News)

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้การนำโดย Kim Hee-cheul ประธานและผู้อำนวยการบริหาร ได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ตามเอกสารที่เผยแพร่โดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
โครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยวิธีคัดเลือก นั้น การจ้างสร้างเรือฟริเกต จำนวน ๑ ลำ ผู้ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. โดยเสนอราคา เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๗๓๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($508,202,023)(https://www.navy.mi.th/procurement-result/9125)

บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่ตามว่าเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://www.hanwha.co.kr/newsroom/media_center/news/news_view.do?seq=16255) ว่า "การคัดเลือกเป็นก้าวย่างทางขั้นตอนกระบวนการที่นำไปสู่การหารือในแง่รายละเอียดเฉพาะ 
รวมถึงรายละเอียดคุณลักษณะทางเทคนิคต่างๆและขอบเขตของโครงการ ก่อนหน้าการลงนามสัญญาขั้นสุดท้าย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการเจรจารายละเอียดต่างๆกับกองทัพเรือไทย และเงื่อนไขสัญญาสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยผลลัพธ์ของการเจรจาต่างๆเหล่านั้น"

"ด้วยการถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนา บริษัท Hanwha Ocean วางแผนที่จะเสริมสร้างแข็งแกร่งรากฐานการจัดตั้งสำหรับความร่วมมือการป้องกันประเทศทางเรือรบระยะยาวกับไทยขณะที่เดินหน้าที่ขยายความเป็นไปได้ทางธุรกิจในตลาดเรือรบผิวน้ำทั่วโลกรวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างการเจรจารายละเอียดต่างๆที่กำลังจะมีขึ้น บริษัท Hanwha Ocean ตั้งใจที่จะประสานงานเงื่อนที่จำเป็นต่างๆอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะดำเนินการปฏิบัติได้อย่างน่าเชื่อถือและสร้างเรือรบที่เป็นที่พอใจสำหรับทั้งกองทัพเรือไทยและ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี

"ผ่านขั้นตอนนี้ บริษัท Hanwha Ocean มุ่งเป้าที่จะได้รับเงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสมที่สุดที่เพิ่มการแข่งขันได้และประสิทธิภาพของโครงการต่อเรือรบของตนอย่างถึงขีดสุด กองทัพเรือไทยได้แถลงก่อนหน้าในเอกสารแจ้งต่อสาธารณะว่ากองเรือไทยได้เสนอวงเงิน ๑๖.๗๓ พันล้านบาทหรือประมาณ 683.3 billion Korean Won สำหรับการสร้างเรือฟริเกต ๑ลำ และการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้แข่งขันในโครงการเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยกับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆจากสเปน, สิงคโปร์, ตุรกี และประเทศอื่นๆ บริษัทได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์ตามความแข็งแกร่งของประสบการณ์ความสำเร็จของตนในการส่งมอบเรือฟริเกตลำแรก"

"คือเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุยเดช(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/rtn-27aug2026.html) แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมถึงความเชี่ยวชาญการสร้างเรือรบที่บริษัท Hanwha Ocean สั่งสมมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kddx.html)
การสนับสนุนเชิงรุกจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี, สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี, และกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ยังมีส่วนช่วยในการได้รับการถูกเลือก"

"ความเชื่อถือระหว่างสองชาติราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเกาหลีถูกสร้างผ่านการแลกเปลี่ยนทางกลาโหมที่ยั่งยืนที่ยังถูกใช้ในฐานะรากฐานสำหรับความก้าวหน้าของโครงการ สิ่งต่างๆเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงการแลกเปลี่ยนและการหารือระดับทวิภาคีของกองทัพเรือทั้งสองชาติ,
การเดินทางเยือนไทยโดยหมู่เรือฝึกต่างประเทศ(Cruise Training Task Group) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/blog-post.html) และการฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)" บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตน

ตามที่ Naval News รายงานก่อนหน้านี้การแข่งโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยมีผู้เข้าแข่งขันจาก ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกี, Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์, และบริษัท TAIS Shipyards ตุรกี
ตามที่ Naval News รายงานระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html)

รูปแบบของแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ของ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีสำหรับกองทัพเรือไทยนั้นแตกต่างออกไปจากปกติ เป็นครั้งแรกที่อู่เรือสาธารณรัฐเกาหลีเป็นหุ้นส่วนจะผู้ผลิตระบบการป้องกันประเทศชั้นนำต่างๆของยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html) ระหว่างงาน Defense & Security 2025 
บริษัท Hanwha Ocean ได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) กับบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสเพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบตรวจจับต่างๆ และบริษัท MBDA ยุโรปสำหรับการบูรณาการะบบอาวุธต่างๆ

ความเป็นหุ้นส่วนนี้ส่งมอบขีดความสามารถการโจมตีที่มีศูนย์กลางบนอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ MBDA Exocet MM40 Block 3C ซึ่งให้ขีดความสามารถทั้งการโจมตีที่ระยะเหนือเส้นขอบฟ้าและการโจมตีเป้าหมายชายฝั่ง
บริษัท Hanwha Ocean ยังได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ MoU กับบริษัท Cohort Group สหราชอาณาจักร รวมถึงความร่วมมือเกี่ยวกับระบบ Sonar ต่างๆ, แท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ SEA Torpedo Launcher System(TLS), ระบบตรวจการณ์, ระบบชี้เป้าหมาย และระบบควบคุมการยิงต่างๆ เช่นเดียวระบบจัดการการสื่อสารต่างๆ

บนพื้นฐานจากแบบจำลองเรือฟริเกต Ocean-40F ที่ถูกจัดแสดงในงาน Defense & Security 2025 และชุดภาพล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ๒๕๖๙ โดย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี เรือฟริเกตใหม่ในอนาคตของกองทัพเรือไทยน่าจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับต่างๆ รวมถึง
radar แบบ HENSOLDT TRS-4D, ระบบควบคุมการยิง Chess Dynamics Sea Eagle FCRO(Fire Control Radar Optical) และ SeaEagle FCEO-D(Fire Control Electro-Optical Digital), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) radar ทางยุทธวิธีแบบ L3Harris ES-3601 R-ESM

การป้องกันภันทางอากาศของเรือฟริเกต Ocean-40F กองทัพเรือไทยถูกมอบให้โดยแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) 16-cell ๑๖ท่อยิงติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA NG ๑๖นัด และแท่นยิงอาวุธปล่อนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA SIMBAD RC สองแท่นยิงที่ด้าหน้าและด้านหลังเรือเสริมขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศระยะประชิดเพิ่มเติม
ชุดระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm/62 และแท่นยิง remote(RWS: Remote Weapon Station) DS-30 Mk2 สองแท่นสำหรับปืนกล 30mm ที่ถูกใช้ในแบบทวิประสงค์ทั้งสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำตามแบบและภัยคุกคามแบบอสมมาตรต่างๆที่อุบัติขึ้น เรือฟริเกต Ocean-40F ยังปรากฎที่จะติดตั้งแท่งยิงเป้าลวง Lacroix SYLENA สี่แท่นยิงด้วย

หนึ่งในภาพวาดสร้างจาก computer ที่บริษัท Hanwha Ocean เผยแพร่ล่าสุดยังแสดงเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 VTOL UAV(Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ที่ประจำการในฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) และยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) แบบหนึ่งแล่นควบคู่ไปกับเรือฟริเกต Ocean-40F 
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าระบบไร้คนขับต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กำลังมีขึ้นหรือไม่ บนพื้นฐานจาก MoU ที่ลงนามไปก่อนหน้าสันนิษฐานว่าระบบอำนวยการรบ CMS ของเรือคือ SETIS ของ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมน่าจะมีขึ้นเมื่อไทยลงนามสัญญาจัดหาอย่างเป็นทางการหลังกองทัพเรือไทยแถลงผลการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มต้นการศึกษาแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคที่6

South Korea launches concept study for next-generation fighter





A KAI KF-21 fighter. South Korea has launched a concept study to define requirements for a potential next-generation combat aircraft that could enter service from the 2040s. (Korea Aerospace Industries (KAI))

สาธารณรัฐเกาหลีได้ออกการแข่งขันเพื่อที่จะคัดกรองมุมมองเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตที่สามารถจะเสริมระบบเครื่องบินขับไล่ Korea Aerospace Industries(KAI) KF-21 Boramae ของตน
และปักหมุดขีดความสามารถการครองอากาศและการโจมตีความแม่นยำสูงของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ตั้งแต่ปี 2040s(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/kf-21.html)

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีได้เชิญชวนการเข้าแข่งขันก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2026 สำหรับ
'การศึกษาแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตของเกาหลี'(Korean Next-Generation Fighter Concept Study) เป็นระยะเวลา 14เดือน(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21.html

โครงการวงเงิน 900 million Korean Won($650,000) มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยการตัดสินใจความต้องการการปฏิบัติการต่างๆและรูปแบบของเครื่องบินขับไล่ในอนาคตที่เป็นไปได้สำหรับกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี
ตามรายงานต่างๆของสื่อของสาธารณรัฐเกาหลีอ้างอิงถึงเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposal) ของผู้เข้าแข่งขัน การศึกษาจะตรวจสอบแนวคิดการปฏิบัติการและขีดความสามารถการปฏิบัติการที่ต้องการต่างๆ

รวมถึงทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming), การตรวจจับได้ยาก stealth, และปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) เพื่อจะระบุรูปแบบอากาศยานที่เหมาะสมและพัฒนาแนวทางวิทยาการในอนาคต
ตามข้อมูลจากผู้เข้าแข่งขัน การแข่งขันสำหรับการศึกษาแนวคิดจะถูกดำเนินการผ่านการแข่งขันโดยทั่วไป โดยผู้รับสัญญาที่ถูกเลือกจะมีขึ้นตามการเจรจาต่างๆการเข้าแข่งขันร่วมที่มีส่วนร่วมจากสององค์กรขึ้นไปหรือมากกว่าได้รับอนุญาตให้กระทำได้ 

การลงทะเบียนผู้เข้าแข่งขันโครงการศึกษาแนวคิดมีกำหนดจะปิดรับในวันที่ 30 กันยายน 2026 การศึกษาไม่ได้ให้ข้อผูกพันต่อสาธารณรัฐเกาหลีที่จะพัฒนาหรือจัดหาเครื่องบินใหม่ อย่างไรก็ตามการค้นหาต่างๆของการศึกษา
รวมถึงแนวคิดการปฏิบัติการต่างๆ, ความต้องการสมรรถนะต่างๆ, และการเสนอรูปแบบต่างๆ น่าจะตามมาภายหลังด้วยการนำเสนอขีดความสามารถต่างๆ, การศึกษาเบื้องต้นต่างๆ และการประเมินความเป็นไปได้ต่างๆ 

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA ไม่ได้เปิดเผยว่าเมื่อไรที่ตนคาดว่าจะตัดสินใจว่าจะริ่เริ่มโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตหรือไม่(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21-block-2-16.html
ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่หก(6th Generation Fighter) ต่อจากเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 3(KF-21EX) ที่ตั้งเป้าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า(5th Generation Fighter) อย่างเต็มรูปแบบครับ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ Gripen สวีเดนทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ครั้งแรก

Sweden launches Taurus cruise missile from Gripen for first time





A screenshot from a Swedish Air Force video showing the first in-flight release of a Taurus KEPD 350 cruise missile from a Gripen during testing in August 2026. (Swedish Air Force)



สวีเดนได้ทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 จากเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen เป็นครั้งแรกตามที่สวีเดนมองที่จะพัฒนาขีดความสามารถการโจมตีทางลึกของตน
กองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) ประกาศการทดสอบดังกล่าวมีขึ้น ณ สนามฝึกใช้อาวุธ Vidsel ในทางตอนเหนือสุดของสวีเดนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 มีมิติขนาดความยาว 5.1m, กว้าง 63cm, สูง 32cm และมีน้ำหนักที่ 1,400kg โดยมีระยะยิงไกลที่ 350km-500kmเป็นอาวุธที่ถูกออกแบบสำหรับต่อต้านเป้าหมายแข็งแรงและอยู่ใต้ดินต่างๆ
ด้วยหัวรบเจาะเกราะแบบ MEPHISTO(Multi-Effect Penetrator Highly Sophisticated and Target Optimised) ที่มีน้ำหนักหัวรบที่ 481kg และระบบชนวนจุดระเบิดแบบอัจฉริยะ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/saab-kfs.html)

เมื่อทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ซึ่งติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan สามารถทำการบินที่เพดานบินต่ำมากๆเพียง 30m ที่ความเร็วถึง Mach 0.9 ถึงระยะยิงประมาณ 500km
และใช้ระบบนำร่องแบบ INS(Inertial Navigation System), ดาวเทียมนำร่อง GPS(Global Positioning System), ส่วนหัวค้นหาเป้าหมายด้วยการสร้างภาพความร้อน infrared, และเครื่องวัดความสูงด้วย radar(radar altimeter)

ได้รับการพัฒนาและผลิตโดยบริษัท Taurus Systems เยอรมนี-สวีเดน กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท MBDA Deutschland เยอรมนี และบริษัท Saab Dynamics สวีเดนในเครือบริษัท Saab สวีเดน
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ได้ถูกวางกำลังติดตั้งแล้วกับเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado ของกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe)(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/tornado.html)

และในอนาคตกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศเยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/eurofighter-typhoon-quadriga-38.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-quadriga-38.html),
กองทัพอากาศและอวกาศสเปน(Spanish Air and Space Force, EdAE: Ejército del Aire y del Espacio) บนเครื่องบินขับไล่ Boeing EF-18AM/BM Hornet(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/ef-18-hornet-av-8b-harrier-ii.html)

และเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศและอวกาศสเปน(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-halcon-45.html) ตามลำดับ,
และโดยกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ในชื่ออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน KEPD 350K บนเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/f-15k-epawss.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/boeing-f-15k.html)

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชและเรือหลวงจักรีนฤเบศรกองทัพเรือไทยทำการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ๒๕๖๙
















Formation of CVH-911 HTMS Chakri Naruebet helicopter carrier; FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej guided missile frigate; and FFG-455 HTMS Chao Phraya, FFG-456 HTMS Bangpakong,  and FFG-458 HTMS Saiburi, the Chao Phraya-class frigate; LPD-791 HTMS Angthong landing platform dock (LPD); and Chaiseri upgraded AAV7A1 RAM/RS and AWAVs 8x8 of Royal Thai Marine Corps (RTMC) as part of the Royal Thai Navy (RTN) Operational Task Force Fleet exercise in Gulf of Thailand and at the Naval Training Field No. 15, in Hat Yao, Sattahip district, Chonburi province, Thailand on 27 August 2026. (Royal Thai Navy)







"ยิงลูกปืนหมดตามแผน เป้าหมายถูกทำลาย"
ในวันนี้ (27 สิงหาคม 2569) เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) เรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ ได้ออกเรือปฏิบัติภารกิจฝึกยิงเป้าหมายพื้นน้ำ ในการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ

วันนี้ ( 27 สิงหาคม 2569  )  นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ 
ซึ่งกำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” โดยมี  พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ  ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวความคิดการใช้กำลัง ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” 
เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ 
ระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น
นอกจากนั้น การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล 
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือและเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด
ดังนั้น  กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจ การหมุนเวียนซ่อมบำรุง และการดำรงความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ ปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน การฝึกครั้งนี้ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์และการบูรณาการระหว่างหน่วย 
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
พลเรือตรี ปารัช  รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่เป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน
“ความพร้อมรบมิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน เตรียมยุทโธปกรณ์ และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ 
นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งกำหนดให้ปี ๒๕๖๙ เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” 
โดยมี  พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ  ให้การต้อนรับ พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และนาวาเอก สุรวุฒิ  สุมงคล รองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน (๒) เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ร่วมให้การต้อนรับ 
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ

“ปีแห่งความพร้อมรบ” 
วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ตลอดจนคณะผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการของกองเรือยุทธการ ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจของกองทัพเรือ ณ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และพื้นที่สนามฝึกกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพเรือที่มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้าน "องค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี" ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ กำลังทางบก และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการนี้ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและเป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึก เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่นๆ 
ซึ่งภาพการฝึกที่เกิดขึ้น ได้สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เพื่อเป็นแกนหลักของกองเรือในการปกป้องอธิปไตยของชาติในอนาคต
ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมในวันนี้ ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมของกองทัพเรือ "ทั้งระบบ" ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบังคับบัญชา การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงขีดความสามารถในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต 
“เตรียมกำลังเพื่อความพร้อมรบ เสริมสร้างสวัสดิการเพื่อกำลังพล”

การตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ 
ซึ่งได้เห็นการประกอบกำลังแสดงขีดความสามารถทางการปฏิบัติการของกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ตามนโยบาย "ปีแห่งความพร้อมรบ" ทั้งมิติทางน้ำ, ทางอากาศ, และภาคพื้นดิน ซึ่งได้รับประสบการณ์การพัฒนาเป็นอย่างมากจากการปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา

ในส่วนกำลังทางเรือที่ประกอบกำลังจากทัพเรือภาคที่๑ ทรภ.๑(1st NAC: First Naval Area Command) ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ด้วยเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร, เรือฟริเกต เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช, เรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา ร.ล.เจ้าพระยา, เรือหลวงบางปะกง และเรือหลวงสายบุรี และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงอ่างทอง เป็นต้น
กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk ฝูงบิน๒ หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร(2 HTMS Chakri Naruebet Flying Unit Squadron) และ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M ฝูงบิน๒๐๒(203 Naval Air Squadron) กองบิน๒(Wing 2)

ขณะที่นาวิกโยธินไทยจัดกำลังจากกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก พัน.รนบ.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion) กองพลนาวิกโยธิน พล.นย.(Marine Division) ประกอบด้วย รถสะเทินน้ำสะเทินบก รนบ.AAV7A1 ที่ได้รับการปรับปรุงโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/aavp7a1-d-tiger-4x4-dti.html)
และรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) ที่ผลิตโดยบริษัท Chaiseri ไทยเช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/chaiseri-awav-8x8.html) แสดงถึงการจัดหาและปรับปรุงอาวุธที่ดำเนินการภายในประเทศสูงมากของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html)

ร.ล.จักรีนฤเบศร กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแนวความคิด "เรือบรรทุกระบบไร้คนขับ"(UXV: Unmanned X Vehicle Carrier) ที่ครอบคลุมอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ซึ่งกองทัพเรือไทยตั้งใจที่จะใช้ระบบที่พัฒนาเองภายในไทยเป็นส่วนใหญ่หลายระบบ
ขณะที่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงการเดินเรือด้วยตนเองแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีรายงานการจัดซื้อเครื่องจักรใหญ่ดีเซล MTU 16V 1163 M94 ใหม่ ๒เครื่องแทนเครื่องเดิมที่ขัดข้อง และใช้อาวุธปืนเรือ 76mm ยิงเกาะหินฉลาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือทั้งสองลำยังมีความพร้อมออกเรือปฏิบัติการได้ทันทีที่มีคำสั่งไม่ได้จอดเทียบท่าเฉยๆ การฝึกล่าสุดจึงเป็นการหักล้างข้อกล่าวหาถึงความไม่พร้อมต่างๆของกองทัพเรือไทยครับ

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกสหรัฐฯเลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH ของ Hanwha เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการ MTC

Hanwha wins US Army Mobile Tactical Cannon contract



Hanwha’s K9 Mobile Howitzer (K9MH) wheeled Self-Propelled Howitzer Systems. (Hanwha Aerospace)



บริษัท Hanwha Defense USA(HDUSA) สาธารณรัฐเกาหลีสาขาสหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 ว่าตนเป็นผู้ชนะได้รับการประกาศสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) เพื่อส่งมอบต้นแบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9 Mobile Howitzer(K9MH) สำหรับโครงการปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ Mobile Tactical Cannon(MTC) ใหม่
ข้อตกลงวงเงิน $100,302,961 ถูกมอบสำหรับการเร่งการส่งมอบต้นแบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH จำนวน 6ระบบสำหรับโครงการ MTC โดยมีตัวเลือกสำหรับเพิ่มเติมอีก 12ระบบ รวมทั้งหมด 18ระบบมูลค่ารวมวงเงิน $262,903,274 การประกาศสัญญานี้เป็นสัญญาโครงการหลักแรกของบริษัท HDUSA สหรัฐฯในเครือบริษัท Hanwha Aerospace สาธารณรัฐเกาหลีกับกองทัพบกสหรัฐฯ

บริษัท HDUSA จะมอบความเหนือกว่าทางเทคนิคและความสามารถการวางกำลังได้อย่างรวดเร็วของระบบปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155mm ที่จะสนับสนุนวัตถุประสงค์การปรับปรุงความทันสมัยและระบบอาวุธยิงเล็งจำลองความแม่นยำสูงระยะไกลของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 จำนวนมากกว่า 2,500ระบบที่วางกำลังแล้วทั่วโลก(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k9-112.html)
Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษเพื่อการเป็นหุ้นส่วนกับกระทรวงการสงครามสหรัฐฯเพื่อจัดตั้งขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมการผลิตปริมาณสูง(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/as9-huntsman.html) ที่มีศูนย์กลางหลักที่ปรัชญาการผลิตในช่วงเวลาสงครามของบริษัท Hanwha(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/k9.html)

ยุทธศาสตร์การทำให้เป็นในท้องถิ่นแบบค่อยเป็นค่อยไปของ Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีด้วยการผลิตและการสนับสนุนภายในประเทศหมายความว่าพื้นฐานทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอเมริกาจะได้รับประโยชน์จากเทคนิคการผลิตขั้นก้าวหน้าต่างๆ, วิทยาการที่ได้ถูกแสดงให้เห็นแล้ว, และงานที่ดีต่างๆ บริษัท HDUSA กำลังจัดตั้งสถานที่ระยะที่หนึ่ง Phase I ใน Opelika มลรัฐ Alabama 
ที่จะถูกใช้ในฐานะโรงงานการบูรณาการและทดสอบในสหรัฐฯสำหรับปืนใหญ่อัตตาจรตระกูล K9 ของ Hanwha บริษัท HDUSA ได้ลงนามสัญญาเช่าสามปีในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นทางยุทธศาสตร์ของบริษัทที่จะลงทุนในห่วงโซ่อุปทานระบบปืนใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขยายพื้นฐานทางอุตสาหกรรมรถรบของสหรัฐฯ และถูกใช้ในฐานะหุ้นส่วนการปรับปรุงความทันสมัยปืนใหญ่ระยะยาวแก่กองทัพบกสหรัฐฯ

"เราเป็นเกียรติที่กองทัพบกสหรัฐฯได้เลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9 Mobile Howitzer ของ Hanwha สาธารณรัฐเกาหลีเพื่อเติมเต็มความต้องการโครงการ MTC ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระบบปืนใหญ่แบบครบวงจรและจะเป็นชิ้่นส่วนแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยอาวุธยิงกองทัพบกสหรัฐฯไปสู่กองกำลังที่ทันสมัยขึ้นมีอำนาจการสังหารมากขึ้น
การเลือกของกองทัพบกสหรัฐเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการส่งมอบที่เป็นไปตามกำหนดของเร็ว, ขีดความสามารถการทำลายล้างอย่างรวดเร็ว, ที่ขนาดที่เหมาะสม, ที่ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และภายในประเทศ ตามที่เป็นรุ่นล้อยางของปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH มอบการขยายเส้นทางไปสู่ขีดความสามารถระบบสายพานด้วยการออกแบบเผื่อล่วงหน้าสำหรับการรบในอนาคต และด้วยขีดความสามารถเช่นดังกล่าว การรบนั้นจะไม่มีความยุติธรรม(กับฝ่ายตรงข้าม)" Mike Smith ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติงาน(COO: Chief Operating Officer) และประธานแผนกระบบภาคพื้นดินของบริษัท Hanwha Defense USA กล่าว 

มีความเข้ากันได้กับชุดเครื่องกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155mm อย่างเต็มรูปแบบของกองทัพบกสหรัฐฯ การเลือกปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH หมายความว่าขณะนี้สหรัฐฯได้เข้าร่วมชาติพันธมิตรเกือบ 12ประเทศที่ซึ่งแบ่งปันเครือข่ายทางอุตสาหกรรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกรวมถึงกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) และนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(ROKMC: Republic of Korea Marine Corps),
เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, นอร์เวย์,โรมาเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/k9.html), โปแลนด์, อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/k9-100.html), ออสเตรเลีย, ตุรกี, อียิปต์, และเวียดนาม(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/k9.html) รวมถึงโอกาสความเป็นไปได้กับสเปน, แคนาดา, สาธารณรัฐเช็ก, สวีเดน, กาตาร์ และอิรัก

"ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของ Hanwha และประสบการณ์การผลิตในประเทศในออสเตรเลีย, อียิปต์(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/k9.html), โปแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/k2-k9.html) และโรมาเนียแสดงความมุ่งมั่นที่ได้รับการพิสูจน์แล้วที่จะดำเนินการปฏิบัติงานในประเทศ เราตื่นเต้นที่จะนำมาสู่สหรัฐฯ การทำภายในประเทศเป็นศูนย์กลางของรูปแบบธุรกิจทั่วโลกของ Hanwha
ยกประโยชน์จากความเป็นผู้นำระดับโลกทางวิทยาการด้านอุตสาหกรรมของเราและกระบวนการในเกาหลีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งอธิปไตยทางอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการต่อเรือ, การผลิตเครื่องกระสุน หรือการผลิตรถรบก็ตาม" Michael Coulter ผู้อำนวยการบริหาร(CEO: Chief Executive Officer) บริษัท Hanwha Defense USA กล่าว

"การประกาศสัญญานี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่ยั่งยืนของ Hanwha ต่อสหรัฐฯและจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เราไม่ได้เพียงแค่ส่งมอบระบบ เรากำลังสร้างกิจการการผลิตของชาวอเมริกัน การส่งมอบวิทยาการ และการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับความร่วมมือทางอุตสาหกรรมในวงกว้าง Hanwha กำลังลงทุนในอเมริกาในระยะยาว" Alex Wong ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์(CSO: Chief Strategy Officer) กลุ่มบริษัท Hanwha Group สาธารณรัฐเกาหลีกล่าว
"เรากำลังให้ความสำคัญมุ่งเน้นในการปักหมุดการสร้างเครือข่ายการผลิตปืนใหญ่อัตตาจร K9 Mobile Howitzer ของสหรัฐฯ ด้วยโรงงานใน Opelika, Alabama ในฐานะจุดเริ่มต้น Phase I ปัจจุบันที่สามารถส่งมอบปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ MTC ที่รวดเร็วและในขนาดที่กองทัพบกสหรัฐฯต้องการ" Jason Pak หัวหน้าแผนกปืนใหญ่-ระบบภาคพื้นดินของบริษัท Hanwha Defense USA กล่าว

บริษัท HDUSA จะเดินหน้าเพื่อประเมินค่าระยะต่อๆไปในอนาคตและวางตำแหน่งในฐานะบริษัทการขยายร่องรอยและขีดความสามารถการผลิตระบบปืนใหญ่ต่างๆของตนในสหรัฐฯ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมกับผู้จัดส่งต่างๆและการพัฒนาแรงงานที่จำเป็นในอนาคตเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวและกิจกรรมการนำวิทยาการมาแทนที่ต่างๆ
ในเวลาที่สหรัฐฯกำลังวางการมุ่งความสนใจใหม่เกี่ยวกับการเสริมความแข็งแกร่งพื้นฐานอุตสากรรมป้องกันประเทศของอเมริกา บริษัท HDUSA เชื่อว่าการผสมผสานขีดความสามารถที่สมบูรณ์แล้วและความมุ่งมั่นทางอุตสาหกรรมของตนได้เสนอทั้งความสอดคล้องในระยะสั้นและมูลค่าในระยะยาว

ปัจจุบันกองทัพบกสหรัฐฯไม่มีระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบใดในประจำการ ระบบปืนใหญ่อัตตาจรที่มีในประจำการในปัจจุบันคือปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A6 Paladin และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A7 ขนาด 155mm/39calibre ที่ผลิตโดยบริษัท BAE Systems, Inc สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/m109a6-paladin.html)
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง K9MH ที่จัดหาภายใต้โครงการปืนใหญ่ทางยุทธวิธีแบบเคลื่อนที่ MTC จะทดแทนปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งลากจูงน้ำหนักเบา M777 155mm/39calibre ที่ผลิตโดยบริษัท BAE Systems, Inc เช่นกันในโครงสร้างอัตราจัดกำลังรบหน่วยปืนใหญ่สนามที่ถูกเลือกของกองทัพบกสหรัฐฯครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/bae-systems-m777.html)

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มต้นโครงการปรับปรุงรถถังหลัก K2

South Korea initiates K2 tank upgrade





Hyundai Rotem's K2 MBT of the RoKA. (Republic of Korea Army)



สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีได้ริเริ่มโครงการเพื่อที่จะเพิ่มขยายสมรรถนะของรถถังหลัก K2 MBT(Main Battle Tank) ของกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army)

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA กล่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 ว่าโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความอยู่รอดและประสิทธิภาพการรบของระบบรถถังหลัก K2 เพื่อต่อต้านภัยคุกคามระบบต่อต้านยานเกราะต่างๆที่อุบัติขึ้น
DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าโครงการปรับปรุงรถถังหลัก K2 MBT ของกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการในช่วงปี 2028-2046 และจะใช้งบประมาณที่วงเงินประมาณ 3.45 trillion Korean Won($2.5 billion)

รถถังหลัก K2 MBT ที่ได้รับการปรับปรุงถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะได้รับการติดตั้งด้วยระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System), ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAV: Counter-Unmanned Aerial Vehicle)
ด้วยระบบสงคราม electronic(EWS: Electronic Warfare System) และระบบอาวุธป้อมปืน remote(RWS: Remote Weapon Station) DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าการปรับปรุงเพิ่มขยายต่างๆ

มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเพิ่มพูนขีดความสามารถของรถถังหลัก K2 MBT เพื่อต่อต้านภัยคุกคามต่างๆที่อุบัติขึ้นในสนามรบ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile),
จรวดต่อสู้รถถัง(RPG: Rocket-Propelled Grenade) และอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ/อาวุธลอยตัว(Loitering Munition) ต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/rv-connex-arun-k-18m.html)

รถถังหลัก K2 ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2014 มีน้ำหนักรถที่ 56tonne ผลิตโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี ตามข้อมูลของ Janes กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีมีรถถังหลัก K2 ในประจำการแล้วจำนวนมากกว่า 200คัน
รถถังหลัก K2 ติดตั้งอาวุธด้วยปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ 120mm L/55 และติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MTU 883 V12 เยอรมนีหรือเครื่องยนต์ดีเซล Doosan DV27K สาธารณรัฐเกาหลี กำลัง 1,500hp ที่มอบความเร็วบนถนนสูงสุดที่ 70km/h

รถถังหลัก K2 ยังติดตั้งด้วยระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ต่างๆ, ระบบกันกระเทือน hydro-pneumatic ที่ปรับระดับได้, เกราะวัสดุผสมและเกราะปฏิกิริยา, และระบบป้องกันเชิงรุก APS แบบ soft-kill
บริษัท Hyundai Rotem ไม่ได้ตอบสนองต่อการตั้งคำถามต่างๆจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/hyundai-rotem-k2-black-panther.html)

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ตุรกีทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ลำที่สามและลำสุดท้ายของมาเลเซีย KD Tunku Osman Jewa

Türkiye launches Malaysia's final LMS Batch 2 vessel



Tunku Osman Jewa , the third and final corvette of the Littoral Mission Ship Batch 2 (LMS Batch-2) programme for the Royal Malaysian Navy, seen here being launched at Istanbul Shipyard on 9 August 2026. (STM)



บริษัท STM ตุรกีได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของโครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง Littoral Mission Ship(LMS) Batch 2 ของกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เรือคอร์เวต KD Tunku Osman Jewa หมายเลขเรือ 143 ถูกทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการ ณ อู่เรือ Istanbul Shipyard เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 บริษัท STM ประกาศในวันเดียวกัน

บริษัท STM ตุรกีกล่าวว่าเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ทั้งสามลำได้ถูกปล่อยเรือลงน้ำในช่วงระยะเวลาสี่เดือน ลำแรก เรือคอร์เวต KD Tunku Laksamana Abdul Jalil หมายเลขเรือ 141 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026
(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/lms-batch-2-kd-tunku-laksamana-abdul.html) และลำที่สอง เรือคอร์เวต KD Raja Laut หมายเลขเรือ 142 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/lms-batch-2-kd-raja-laut.html)

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 จำนวน 3ลำกำลังได้รับการสร้างโดยบริษัท STM ภายใต้ข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ(G-to-G: government-to-government) ระหว่างมาเลเซียและตุรกี
โครงการเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ได้มีขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lms-batch-2-stm-3.html) เมื่อมาเลเซียได้ส่งมอบจดหมายตอบรับ(LoA: Letter of Acceptance) สำหรับการจัดหาเรือจำนวน 3ลำ

บริษัท STM อธิบายโครงการนี้ในฐานะการส่งออกเรือคอร์เวตแบบแรกของตุรกีแก่ลูกค้าในเอเชีย-แปซิฟิก พิธีตัดเหล็กของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีขึ้นในมหานคร Istanbul ในเดือนธันวาคม 2024 
ขณะที่พิธีวางกระดูกงูเรือสำหรับเรือลำแรกมีขึ้นในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/lms-batch-2-3.html) ถูกออกแบบสำหรับความต้องการของกองทัพเรือมาเลเซียโดยมีพื้นฐานจากแบบเรือคอร์เวตชั้น Ada ของกองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy)

เรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 มีความยาวเรือรวมที่ 99.56m, กว้างที่ 14.42m, กินน้ำลึกที่ 3.94m และมีระวางขับน้ำที่ราว 2,500tonnes ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล 4เครื่องในรูปแบบ CODAD(Combined Diesel and Diesel) 
ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มากว่า 26knots และมีระยะปฏิบัติการที่มากกว่า 4,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ที่ 14knots มีระยะเวลาปฏิบัติการได้นาน 14วัน, รองรับกำลังพลประจำเรือได้ 111นาย และมีดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้ 

ระบบอาวุธของเรือปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง LMS Batch 2 ประกอบด้วยปืนเรือ 76mm เป็นปืนหลัก, ปืนกลขนาด 30mm เป็นปืนรอง, แท่นยิงอาวุธปล่อยวิถีพื้นสู่พื้นสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด, และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ
มาเลเซียยืนยันการเลือกระบบป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะจุด(point-defence) ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อรัฐบาลมาเลเซียใน Putrajaya ได้ลงนามสัญญาวงเงิน $94 million กับบริษัท LIG Defense & Aerospace สาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM(Korean Ship‑to‑Air Anti Missile) จำนวน 48นัด ซึ่งจะติดตั้งในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) จำนวน 16นัดในแต่ละลำ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/k-saam-lms-batch-2.html)
แยกออกไปต่างหากในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกันมาเลเซียยังได้ลงนามสัญญากับบริษัท ROKETSAN ตุรกีสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ ATMACA จำนวน 24นัดสำหรับเรือคอร์เวต LMS Batch 2 ที่จะถูกส่งมอบแก่กองทัพเรือมาเลเซียได้ครบทั้ง 3ลำภายในปี 2027 ครับ