Navantia ALFA 3000 frigate for RTN Defense and Security 2025-4
Navantia displayed a model of its ALFA 3000 frigate proposal for the Royal
Thai Navy (RTN) at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own
Photos)
Escribano Mechanical and Engineering (EM&E Group) displayed its SENTINEL
30 Naval Remote Controlled Weapon Station (RCWS) at the Defense & Security
2025 show in Bangkok. (My Own Photos)
HD Hyundai Heavy Industries (HHI) and SK Oceanplant displayed the models of
its HDF-4000, HDF-3600, HDF-3200, and 4,300 ton class (FFG-829 ROKS
Gyeoungbuk, the Chungnam-class FFX Batch III) frigates at the Defense &
Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)
TAIS Shipyards and ASFAT displayed a model of its I-class frigate (F-518 TCG
İçel, 4th Istanbul-class or Istif-class frigate) at the Defense &
Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)
China State Shipbuilding Corporation (CSSC) displayed a model of its 5,000
ton frigate (FFG-545 Luohe, the Type 054B class frigate) at the Defense
& Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)
China Precision Machinery Import-Export Corporation (CPMIEC) displayed a
model of its CM-302 (export YJ-12) supersonic anti-ship cruise missile at
the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photo)
Aerospace Long-March International Trade Co., Ltd (ALIT) also participated
Defense & Security 2025 show.
Defense & Security 2025:
การส่งมอบเรือดำน้ำ S26T จีนแก่กองทัพเรือไทยเป็นไปตามกำหนดที่วางไว้
Hanwha Ocean เกาหลีใต้เตรียมเสนอเรือฟริเกต Ocean-40F
ใหม่แก่กองทัพเรือไทย
DTI ไทยจะส่งมอบรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A
ชุดแรกเข้าประจำการในกองทัพบกไทย
Chaiseri ไทยเปิดตัวยานเกราะล้อยางและรถรบใหม่สี่แบบ
กองทัพอากาศไทยจะผลิตอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพตระกูล KB UAV
เพื่อเข้าประจำการเป็นจำนวนมาก
กองทัพบกไทยขยายขีดความสามารถการพัฒนาเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mm แบบอัตตาจร
BAE Systems อังกฤษเตรียมการเสนอปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งลากจูง M777
แก่กองทัพบกไทย
Thales ฝรั่งเศสจะส่งมอบระบบใหม่ต่างๆเพื่อปรับปรุงเรือหลายลำของกองทัพเรือไทย
Chaiseri ไทยจะบูรณาการระบบอำนวยการรบ BMS สำหรับยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8
กองทัพบกไทย
ยานยนต์รบไร้คนขับ DTI D-Iron UGV
สำหรับกองทัพบกไทยใกล้จะเสร็จสิ้นการทดสอบก่อนพิจารณาจัดหาจำนวนมาก
นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025
ที่อาคาร Challenger Hall 1-2 ศูนย์จัดแสดงสินค้า IMPACT เมืองทองธานี นนทบุรี
ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)
ซึ่งมีหน่วยงานและบริษัทต่างๆของไทยและต่างประเทศมาร่วมแสดง
เป็นที่สังเกตได้ว่าแม้จะใช้พื้นที่ส่วนจัดแสดงขนาดใหญ่เหมือนงาน Defense &
Security 2019
และมีการนำยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ทั้งของจริงและแบบจำลอง เช่น บริษัท Saab
สวีเดนที่มีกองทัพอากาศไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สองของเครื่องบินขับไล่
บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ของที่ได้นำแบบจำลอง mockup
ขนาดเท่าของจริงมาจัดแสดง(ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนอยากให้นำเครื่องจำลองการบิน
Flight Simulator เช่นในงานแสดงการบิน ๘๘ปีกองทัพอากาศไทย RTAF88 เมื่อวันที่
๗-๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๘ มาแสดงมากกว่า)
แต่จำนวนบริษัทต่างประเทศที่ร่วมจัดแสดงได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดนอกจากรัสเซียที่มีบริษัทมาแสดงในจำนวนน้อยและยูเครนที่มาในลักษณะร่วมกับบริษัทตัวแทนของไทย
ส่วนจัดแสดงที่เคยใหญ่ของจีนและตุรกีและประเทศอื่นๆได้ลดขนาดและจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมลงไปมาก
เช่น Turkish Aerospace ตุรกี และ Roketsan ตุรกี และ SIG Sauer
ที่เคยมาร่วมงานทุกปีก็ไม่ได้มาจัดแสดงในงาน Defense & Security 2025 ปีนี้
(การจัดงานในปีนี้ยังมีความสับสนในบางจุด เช่น
การลงทะเบียนล่วงหน้าที่ผู้เข้าชมจะได้ QR บัตรเข้างานแบบ electronic
แต่อก่อนเริ่มงานสองวันก็ส่ง E-mail QR code มาให้ scan
พิมพ์บัตรกระดาษเข้างานตามเดิม และไม่มีการให้ซองใส่และต้องผูกสายคล้องบัตรเอง
ผู้เข้าชมแบบ walk-in ต้องจ่ายค่าเข้า ๕๐๐บาทผ่านบัตร credit
และมีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยมาก รวมถึงแทบไม่มีของแถมอะไรด้วยแต่มีสินค้า
merchandise ให้ซื้อ)
ข้อตกลงความร่วมมือและการนำเสนอผลงานต่างๆที่มีขึ้นในงาน Defense & Security 2025 จะเน้นไปการสนับสนุนโครงการที่มีอยู่และการพัฒนาระบบไร้คนขับและระบบต่อต้าน drone ต่างๆ เช่น กองทัพอากาศไทยที่แสดงระบบอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) อาวุธพลังงานตรง(DEW: Directed Energy Weapon) Laser ที่กล่าวว่าถูกนำไปใช้จริงในต่อต้าน drone ของกองทัพกัมพูชาแล้ว
NAC DRONE ไทย และ DRC ไทยที่แสดงระบบ UAV และระบบ anti-drone ต่างๆที่ถูกจัดหาไปใช้งานจริงแล้ว สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office) ที่แสดงอากาศยานไร้คนขับตระกูล MARCUS รุ่นๆต่างเช่น MARCUS-B ที่ถูกผลิตเข้าประจำการจริงแล้วและ MARCUS-KK และ MARCUS-MH เป็น UAV โจมตีแบบพลีชีพ เป้าบิน และการสื่อสาร เพื่อใช้บนเรือซึ่งมีการทดสอบแล้ว และ Kamikaze FPV Drone ที่ควบคุมผ่านสายสัญญาณ fiber optic
แนวคิดการใช้เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกระบบไร้คนขับ UXV Carrier บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทยลงนามความร่วมมือกับบริษัท Airbus ยุโรปในการสนับสนุนการซ่อมบำรุงเครื่องบินลำเลียง C295 ในไทย และรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ที่จะรองรับจรวดนำวิถีพื้นสู่พื้น Predator Hawk ER รุ่นเพิ่มระยะยิง 450km และจรวดร่อนทางยุทธวิธีอัตโนมัติ SkyStriker มีพิสัยปฏิบัติการ 100km เป็นต้น
โครงการจัดซื้อใหญ่ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ที่ปรากฏว่ามีหลายบริษัทสนใจจะเข้าแข่งขันคือโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงใหม่จำนวน ๒ลำ ระยะที่๑ ลำแรกวงเงินราว ๑๗,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($533,617,930) ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) แม้ว่ากองทัพเรือไทยจะยังไม่ได้ออกกำหนดร่างขอบเขตของงาน(TOR: Terms of Reference) หรือเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) ทางการใดๆในขณะนี้
ขณะที่บริษัท Marsun ไทยที่เคยร่วมมือกับบริษัท TKMS เยอรมนีเสนอแบบเรือฟริเกตเบา MEKO 100 แต่ในปีนี้ตัวแทน Marsun ไทยกล่าวว่าสำหรับโครงการเรือฟริเกตใหม่ Marsun ไทยจะมีส่วนร่วมในฐานะส่วนหนึ่งของสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย(TSBA: Thai Shipbuilding and Repairing Association) ที่จะเสนอแบบเรือที่จะต่อในไทยโดยมีความร่วมมือกับหลายๆอู่เรือของไทยเพื่อสร้างงานต่อเรือในไทย
นอกจากเรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง(LCM: Landing Craft Mechanized) จำนวน ๔ลำสำหรับกองทัพเรือโอมาน(RNO: Royal Navy of Oman) ที่กำลังต่ออยู่(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/marsun-lcm.html) Marsun ไทยยังกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเรือเร็วตรวจการณ์ใหม่และเรืออเนกประสงค์ใหม่ที่พื้นฐานจากเรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงแหลมสิงห์(M58) ที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดสำหรับส่งออก ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกับบริษัท Chaiseri ไทยที่มองการพัฒนายานเกราะล้อยางของตนสำหรับส่งออกที่ได้การสนับสนุนส่งเสริมจากหน่วยงานรัฐของไทยเช่นกัน
ขณะอู่เรือบางรายเช่นบริษัท Babcock International สหราชอาณาจักรที่เสนอแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 และบริษัท Damen เนเธอร์แลนด์ที่เสนอแบบเรือฟริเกต SIGMA ไม่ได้ปรากฎตนในงาน Defense & Security 2025 ปีนี้ อู่เรือต่างประเทศที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยส่วนใหญ่ได้นำเสนอแบบเรือของตนที่มีคุณลักษณะที่มีความคล้ายคลึงร่วมกัน
ซึ่งคุณลักษณะหลักร่วมกันเหล่านี้รวมถึงระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลรูปแบบ CODAD(Combined Diesel-and-Diesel), ปืนเรือหลัก Leonardo 76mm/62, แท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launching System) 16-cell สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ VL-MICA NG ๑๖นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น Exocet MM40 Block 3C, และแท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ SEA Torpedo Launcher System(TLS) เป็นต้น
การนำเสนอคุณลักษณะระบบต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงการประเมินความต้องการของกองทัพเรือไทยว่าต้องการจะเลี่ยงระบบที่มาจากสหรัฐฯ เช่น แท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS 8-cell สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM ๓๒นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น RGM-84L Harpoon Block II ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่ากองทัพเรือไทยพบปัญหาความยุ่งยากในการบูรณาการเข้ากับเรือและการซ่อมบำรุงอยู่บ้าง
สำหรับบริษัท Navantia สเปนที่มองจะเสนอแบบเรือฟริเกต ALFA 3000 ซึ่งจะติดตั้งระบบ C-UAS แบบ CROW ของบริษัท Indra สเปน, ระบบป้องกันระยะประชิด CIWS(close-in weapon system) แบบ Rheinmetall Oerlikon Millennium 35mm เยอรมนี และ multifunction radar แบบ Leonardo KRONOS NAVAL อิตาลี ตัวแทนฝ่ายไทยของบริษัท Navantia กล่าวกับผู้เขียนงานงาน Defense & Security 2025 ว่า
Navantia สเปนมองว่าแบบเรือของตนมีคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกับแบบเรือของคู่แข่งต่างๆ แต่ถ้าได้รับเลือกเป็นผู้ชนะ Navantia ยินดีที่มอบสิทธิบัตรแบบเรือของตนให้กองทัพเรือไทยแบบ "ตลอดชีวิต"(life time) ในการนำไปต่อเรือในไทยและปรับแต่งแก้ไขปรับเปลี่ยนแบบได้ตามความต้องการของกองทัพเรือไทย ซึ่งต่างจากโครงการก่อนหน้าที่กองทัพเรือไทยเคยทำมาที่มอบสิทธิบัตรแบบเรือในระยะเวลาจำกัดเช่น เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ๒ลำที่มีพื้นฐานจากแบบเรือ BAE Systems 90m OPV สหราชอาณาจักรที่ให้สิทธิบัตร ๑๐ ปีแก่บริษัทอู่กรุงเทพ Bangkok Dock ไทย
การที่กองทัพเรือไทยจะมีสิทธิในแบบเรือตลอดชีวิตเหมือนกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือ ต.991 ชุดเรือ ต.994 และชุดเรือ ต.998 ที่ต่อโดยอู่เรือ Marsun ไทยจะทำให้มีอิสระในแก้ไขและต่อเรือในประเทศเช่นที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ และอู่เรือเอกชนต่างๆในไทย บริษัท Navantia ยังเสริมว่าเมื่อกองทัพเรือไทยออก TOR จริงตนอาจจะเปลี่ยนไปเสนอแบบเรือฟริเกต ALFA 4000 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือปรับเปลี่ยนระบบบางอย่างเช่นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น Kongsberg NSM นอร์เวย์ได้
อู่เรือของสาธารณรัฐเกาหลีที่มาร่วมงาน D&S 2025 รวมถึงบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีที่มองจะได้รับสัญญาเรือฟริเกตชุดเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชลำที่สองและลำที่สาม(หมายเลขเรือ 472 และ 473) มานาน บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีที่กลับมาร่วมงานอีกครั้งจากที่เห็นครั้งสุดท้ายในปี Defense & Security 2017 และบริษัท SK Oceanplant สาธารณรัฐเกาหลีมาเป็นครั้งแรก
บริษัท Hanwha Ocean ได้นำเสนอแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ที่พัฒนาจาก ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ที่ขึ้นระวางประจำการแล้ว ติดตั้งแท่นยิง SIMBAD สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ Mistral ในฐานะระบบ CIWS และ radar ตรวจการณ์ Hensoldt TRS-4D ทั้งนี้การต่อเรือในไทยทาง Hanwha Ocean มองว่าอู่เรือของไทยยังไม่มีความพร้อมเต็มตัวจึงเสนอการถ่ายทอดวิทยาการการผลิตชิ้นส่วนต่างๆของเรือในไทย
และขนส่งไปประกอบทั้งลำที่อู่เรือในสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นการกลับด้านกับโครงการเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ของอินโดนีเซียที่ลำที่สามเรือดำน้ำ KRI Alugoro(405) ชิ้นส่วนเรือถูกสร้างที่เกาหลีและขนส่งนำมาประกอบที่อู่เรือ PT PAL ใน Surabaya อินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/pt-pal-mro.html) อย่างไรก็ตามจนกว่าที่่จะมีการออก TOR จริงข้อเสนออาจจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อีก
บริษัท HD HHI สาธารณรัฐเกาหลีได้นำเสนอแบบเรือฟริเกตสามแบบของตนในงาน Defense & Security 2025 คือแบบเรือฟริเกต HDF-4000, HDF-3600,และ HDF-3200 ที่ส่งออกให้ฟิลิปปินส์(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/miguel-malvar-ffg-07-brp-diego-silang.html) ซึ่งติดตั้งระบบที่หลายหลายเช่น Multi-Function Radar(MFR) ที่พัฒนาโดยบริษัท Hanwha Systems สาธารณรัฐเกาหลี
และระบบป้องกันระยะประชิด CIWS-II ที่พัฒนาโดยบริษัท LIG Nex1 สาธารณรัฐเกาหลี ในด้านการต่อเรือในไทยบริษัท HD HHI ยินดีที่จะถ่ายทอดวิทยาการให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของไทยเช่นเดียวกับเปรู(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/sima-hyundai-hd-hhi.html) อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงอยู่ในการพิจารณาแบบเรือและข้อเสนอของตนอยู่ตามที่กองทัพเรือไทยยังไม่ออกเอกสารทางการใดๆตอนนี้
บริษัท SK Oceanplant ได้จัดแสดงแบบจำลองเรือฟริเกตชั้น Chungnam(FFX Batch III) ลำที่สองเรือฟริเกต FFG-829 ROKS Jinhae(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/ffx-batch-iv.html) ที่ตนกำลังต่อร่วมไปกับอู่เรือ HHI และ Hanwha Ocean ซึ่งติดตั้งระบบต่างๆของสาธารณรัฐเกาหลีเช่น radar MFR ของ Hanwha, แท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS 16-cell สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ K-SAAM และระบบ CIWS-II
อย่างไรก็ตาม SK Oceanplant กล่าวว่าแบบเรือที่ตนจะเสนอให้กองทัพเรือไทยจะไม่ได้เป็นแบบเดียวกับเรือฟริเกต FFX-III ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) เช่นในส่วนระบบขับเคลื่อน CODLAG(Combined Diesel–Electric and Gas) ซึ่งรูปแบบที่จะเสนอจะขึ้นอยู่กับเอกสารทางการที่กองทัพเรือไทยจะออกในอนาคต โดยถ้าไม่สามารถตอบสนองได้บริษัทก็อาจตัดสินใจไม่เข้าร่วมการแข่งขัน
ทั้งนี้ทั้งบริษัท Hanwha Ocean บริษัท HD HHI และบริษัท SK Oceanplant ต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าการแข่งขันกันเองของสามอู่เรือหลักของสาธารณรัฐเกาหลีในโครงการเรือฟริเกตใหม่ของไทยจะเป็นข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันจากประเทศอื่นที่รวมกลุ่มเสนอแบบเรือเดียวกันทั้งประเทศหรือไม่(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/hanwha-ocean-hyundai-hd-hhi.html)
บริษัท TAIS Shipyards ตุรกี และ ASFAT รัฐวิสาหกิจการบริหารโรงงานและอู่ต่อเรือทางทหารของตุรกีได้นำเสนอแบบจำลองผลิตภัณฑ์เรือหลายแบบของตนในงาน Defense & Security 2025 รวมถึงแบบเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลำที่สี่ เรือฟริเกต F-518 TCG İçel(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/istanbul-f-518-tcg-icel.html) ซึ่งมีการรายงานในบางสื่อของไทยว่าเป็นหนึ่งในแบบเรือฟริเกตที่กองทัพเรือไทยสนใจ
อย่างไรก็ตามต่างจากแบบเรือฟริเกต ALFA 3000 ของ Navatia สเปน และบริษัทต่างๆของสาธารณรัฐเกาหลีที่ติดตั้งระบบต่างๆจากยุโรป ตุรกีมองจะที่เสนอแบบเรือฟริเกตชั้น I ของตนแก่กองทัพเรือไทยพร้อมระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆของตนเองเช่นระบบที่พัฒนาโดยบริษัท ASELSAN ตุรกี และบริษัท HAVELSAN ตุรกีที่มาจัดแสดงในงาน Defense & Security เช่นกันมากกว่า ระบบต่างๆของตุรกีเหล่านี้รวมถึงเช่น
ของบริษัท ROKETSAN ตุรกีคืออาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ ATMACA ๑๖นัด(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/atmaca.html), แท่นยิงแนวดิ่ง VLS แบบ MİDLAS 16-cell สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HISAR-D ในชุดบรรจุ quad-pack ได้ถึง ๖๔นัด(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f-515-tcg-istanbul-hisar-d-midlas-vls.html) หรืออาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SİPER-D ๑๖นัด,
และ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ ORKA ขนาด 324mm ในแท่นยิงสามท่อยิงแบบ ZIPKIN 100/D สองแท่น นัด, ของ ASELSAN ตุรกีเช่นระบบป้องกันระยะประชิด CIWS แบบ Gökdeniz 35mm, 3D AESA radar แบบ CENK-S, sonar ตัวเรือ FERSAH, ระบบมาตรการต่อต้าน Torpedo(TCM: Torpedo Countermeasures System) แบบ HIZIR, และระบบอำนวยการรบ CMS แบบ ADVENT ของ HAVELSAN ตุรกี เป็นต้น
เช่นเดียวกับข้อตกลงที่เสนอให้แก่อินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/istanbul-2.html) ถ้าได้รับเลือกจากกองทัพเรือไทยอู่เรือ TAIS Shipyards และ ASFAT ตุรกีกล่าวว่าพวกตนพร้อมที่จะการถ่ายทอดวิทยาการการต่อเรือฟริเกตชั้น Istanbul ของตนในไทยให้ได้ทั้งลำ อย่างไรก็ตามการนำเสนอระบบของตุรกีล้วนทั้งลำที่กองทัพเรือไทยไม่เคยมีประสบการณ์ใช้งานมาก่อนเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
CSSC กลุ่มรัฐวิสาหกิจการต่อเรือของจีนที่ร่วมงาน Defense & Security 2025 ไม่ได้ท่าทีชัดเจนว่าสนใจจะเข้าแข่งขันในโครงการเรือฟริเกตใหม่หรือไม่ แบบเรือเด่นที่นำเสนอร่วมกับเรือดำน้ำ 2,600ton(S26T) และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย 20,000ton(เรือหลวงช้าง Type 071ET LPD)ที่กองทัพเรือไทยสั่งจัดหาไปแล้วคือแบบเรือฟริเกต 5,000ton ที่เป็นรุ่นส่งออกของเรือฟริเกตชั้น Type 054B ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) แล้ว ๒ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/type-054b-ffg-545-luohe.html)
แต่ถ้าจีนสนใจจะเข้าร่วมการแข่งขันจริงข้อเสนอที่เป็นไปได้คือน่าจะเสนอแบบเรือฟริเกตพร้อมระบบอาวุธและอุปกรณ์ของจีนแบบครบสมบูรณ์ทั้งลำเช่นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นความเร็วเหนือเสียง CM-302(YJ-12) ๘นัด ของ CPMIEC รัฐวิสาหกิจการส่งระบบอาวุธนำวิถีของจีน และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ LY-80N(HHQ-16B/C) ในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS 32-cell ๓๒นัด ของ ALIT รัฐวิสาหกิจการนำเข้าส่งออกด้านการบินและการป้องกันประเทศของจีนที่มาร่วมงาน D&S2025 เช่นกัน แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในความเป็นไปได้การต่อเรือในไทยครับ
(งาน Defense & Security 20255 ยังถูกผู้ไม่หวังดีต่อชาติโจมตีว่าเป็นเพียงการจัดซื้ออาวุธราคาแพงจากในประเทศและต่างประเทศที่ไม่มีประโยชน์ต่อภาษีประชาชน พวกนี้คงลืมไปแล้วว่าในกรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านกองทัพไทยเพิ่งจะรบกับกองทัพต่างชาติที่ชายแดนภาคอีสานและภาคตะวันออกมาและจบลงโดยยังคงทิ้งต้นตอของปัญหาไว้จนถึงตอนนี้ ตอนนั้นทหารไทยยังเป็นวีรชนผู้กล้าปกป้องแผ่นดินอยู่เลย
แต่ตอนนี้ผ่านมาแค่สี่เดือนกว่าทหารไทยกลับมาเป็นศัตรูของประชาชนอีกแล้ว ขนาดทหารไทยกับกู้ภัยต่างๆออกไปช่วยน้ำท่วมที่หาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้ยังโดนชาวบ้านโห่ไล่ด่าหรือเอาปืนยิงขู่เลย!? สุดท้ายผู้ที่ชอบอ้างประชาชนพวกนี้ก็ต่างจากประเทศฝ่ายตรงข้ามแค่ภาษาที่ใช้พูดกับถิ่นที่อยู่เท่านั้น การจัดซื้อและพัฒนาอาวุธของกองทัพไทยหลังจากนี้จึงถูกพิจารณาจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการปะทะนี้อย่างมาก)
Royal Thai Navy (RTN) held launching ceremony of the new Tug boat with power not less than 3,000 hp at Asian Marine Service PCL (ASIMAR) shipyard in Laem Pha Pha Subdistrict, Phra Samut Chedi District, Samut Prakan Province, Thailand on 21 November 2025. (Royal Thai Navy)
ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูง ณ อู่ต่อเรือ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน)
วันนี้ (21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูง ขนาดไม่น้อยกว่า 3,000 แรงม้า ณ อู่ต่อเรือ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดหาเรือลากจูง ขนาดไม่น้อยกว่า 3,000 แรงม้า โดยได้ว่าจ้างบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเรือลากจูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของกองทัพเรือ
โดยโครงการนี้จะมีส่วนสนับสนุน เพิ่มความเข้มแข็งและประสิทธิภาพ ของกำลังทางเรือ โดยเฉพาะในด้านความรวดเร็วและความปลอดภัยของเรือต่างๆ ในการเข้าออกจากท่าเรือ ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพเรือปีนี้ ที่เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบ” อันมุ่งเน้นความพร้อมสูงสุดในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคง
สำหรับ คุณลักษณะของเรือ มีความยาวตลอดลำ 31.5 เมตร ความกว้างตลอดลำ 12.6 เมตร ความเร็วสูงสุด 12.1 นอต
ระยะปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า 1,000 ไมล์ทะเล ด้วยความเร็ว 8 นอต ที่ระวางขับน้ำเต็มที่ ขีดความสามารถของเรือสามารถดึง/ดันเรือได้อย่างคล่องตัว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และสามารถเคลื่อนที่ไปทางข้างได้ มีขีดความสามารถในการลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 3,000 แรงม้า และเรือมีกำลังดึง ไม่น้อยกว่า 30 เมตริกตัน
สามารถปฏิบัติงานในท่าเรือ ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน มีความคงทนทะเลได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 3 (Sea State 3) สามารถดับเพลิงไหม้ในเรือ ทั้งในเขตท่าเรือ ตลอดแนวชายฝั่งได้ สามารถสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันในบริเวณท่าเรือ และชายฝั่งได้อีกด้วย
พิธีวางกระดูกงูเรือถือว่าเป็นพิธีสำคัญพิธีแรกในการสร้างเรือ และได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คำว่า “กระดูกงู” หมายถึง ตัวไม้หรือเหล็กที่ทอดตลอดลำเรือสำหรับตั้งกง ซึ่งพิธีวางกระดูกงูเรือของแต่ละชาติอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติ
ในส่วนของราชนาวีไทยพิธีวางกระดูกงูเรือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือที่จะก่อให้เกิดความสวัสดีมีชัยและความวัฒนาถาวรให้แก่เรือ และยังถือว่าเป็นการอัญเชิญแม่ย่านางเรือให้เข้าสถิตแก่เรืออีกด้วย ซึ่งมีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือมาตั้งแต่สมัยเรือรบที่สร้างตัวเรือด้วยไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนการสร้างจากตัวเรือไม้มาเป็นตัวเรือเหล็ก
โดยเรือรบที่สร้างด้วยเหล็กและมีการทำพิธีวางกระดูกงูเป็นครั้งแรกคือ เรือหลวงสัตหีบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยกรมอู่ทหารเรือเป็นผู้สร้าง ในพิธีก็จะประกอบไปด้วย พิธีทางศาสนาพุทธ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พิธีพราหมณ์ประกอบการบูชาฤกษ์ การเจิมกระดูกงู คล้องพวงมาลัย แล้วทำพิธีวางกระดูกงู โดยใช้ค้อนตอกย้ำหมุดตัวแรกหรือกดปุ่มสวิตซ์ทำการประสานกระดูกงูด้วยไฟฟ้า เป็นต้น
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
กองทัพเรือไทยได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูง ขนาดไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ แรงม้า ลำใหม่ ณ อู่ต่อเรือของ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน)(ASIMAR: Asian Marine Service PCL) ไทย ในตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ซึ่งมีขึ้นหนึ่งวันให้หลังจากวันกองทัพเรือไทยประจำปี ๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘
กองทัพเรือไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือลากจูงใหม่เพื่อทดแทนเรือลากจูงเก่าที่ใช้งานมานานและบางส่วนได้ปลดประจำการลงไปแล้วเพื่อให้มีจำนวนเพียงพอต่อการใช้งาน โดยล่าสุด อู่เรือ ASIMAR ไทยได้ต่อและส่งมอบเรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงปันหยีลำที่สาม เรือหลวงตาชัย(859) ไปเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023)(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/htmstachai.html)
กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) มีความต้องการเรือลากจูงทั้งหมด ๘ลำ ซึ่งปัจจุบันมีประจำการด้วยเช่น เรือลากจูงชุดเรือหลวงแสมสาร ๒ลำคือ ร.ล.แสมสาร(855) และเรือหลวงแรด(856) และเรือลากจูงชุดเรือหลวงปันหยี ๓ลำคือ ร.ล.ปันหยี(857), เรือหลวงหลีเป๊ะ(858) และ ร.ล.ตาชัย ครับ
Royal Thai Navy (RTN) and Indian Navy concluded 40th INDO-THAI CORPAT at Andaman sea from 7 to 12 November 2025, included RTN Krabi-class offshore patrol vessels (OPV), OPV-551 HTMS Krabi and Donier Do 228 maritime patrol aircraft with Indian Navy P64 INS Karmuk, the Kora-class corvette and INS L56 landing craft utility (LCU). (Royal Thai Navy)
“Welcome to Thailand”
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 มอบหมายให้ นาวาเอก ณัฐวัชต์ วิชกูล รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 ให้การต้อนรับเรือกองทัพเรืออินเดีย ประกอบด้วย เรือ INS KARMUK และเรือ LCU (L56) ในโอกาสเดินทางมาเข้าร่วมการลาดตระเวนร่วม ระหว่าง ทร. - ทร.อด. ครั้งที่ 40 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย
โดยจอดเรือระหว่างวันที่ 7 – 10 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย
1. การเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3
2. การแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย
3. งานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ บนเรือของกองทัพเรืออินเดีย และ งานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ โดยมี ทัพเรือภาคที่ 3 เป็นเจ้าภาพ
“Reception on board”
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 มอบหมายให้ นาวาเอก ณัฐวัชต์ วิชกูล รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 ร่วมเป็นเกียรติในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการของกองทัพเรืออินเดีย
โดยมี Commodore Nitesh Garg ผู้บัญชาการฐานทัพเรืออันดามันและนิโคบาร์ (Naval Component Commander, Flotilla Commodore, Naval Officer In Charge Andaman and Nicobar) ผู้บังคับหน่วยเรือลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่ 40 ผู้บังคับการเรือและกำลังพลบนเรือ INS KARMUK ร่วมให้การต้อนรับ
ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความอบอุ่น และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของกองทัพเรือทั้งสองประเทศ
“Bon Voyage”
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 มอบหมายให้ นาวาเอก ณัฐวัชต์ วิชกูล รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 ร่วมส่งเรือกองทัพเรืออินเดีย หลังจากเสร็จสิ้นการลาดตระเวนร่วม ระหว่างกองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่ 40
อันเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างห้วงวันที่ 7 – 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
“ลาดตระเวนร่วม กองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่ 40”
ระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2568 ทัพเรือภาคที่ 3 ส่งเรือหลวงกระบี่ และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล แบบที่ 1 Donier (Do-228) ลาดตระเวนร่วมกับเรือ INS KARMUK และเรือ LCU (L56) กองทัพเรืออินเดีย ในภารกิจการลาดตระเวนร่วม กองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่ 40 พร้อมทั้งมีการบูรณาการการฝึกร่วมกันในพื้นที่ลาดตระเวนร่วม
สำหรับหน่วยเรือลาดตระเวนร่วม กองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อการประสานการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต
ระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤศจิกายน 2568
เรือหลวงกระบี่ ได้เข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมไทย–อินเดีย (Indo–Thai Coordinated Patrol: CORPAT) ครั้งที่ 40
การลาดตระเวนร่วมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มพูนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยระหว่างการลาดตระเวนได้มีการฝึกปฏิบัติร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันในการรักษาความปลอดภัยในภูมิภาค
The Republic of Singapore Navy (RSN), Indian Navy (IN) and Royal Thai Navy (RTN) conducted the 5th Singapore-India-Thailand Maritime Exercise (SITMEX) from 24 to 29 November 2025.
The RSN deployed its Independence-class littoral mission vessel RSS Dauntless, while the IN deployed its Kora-class corvette INS Karmuk, and the RTN deployed its Krabi-class offshore patrol vessel HTMS Krabi. (Royal Thai Navy, Singapore Ministry of Defence)
"เชือกเส้นสุดท้ายขึ้นเรือเรียบร้อย พร้อมมุ่งหน้าสู่ สิงคโปร์ "
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเรือฝึกผสม SITMEX 2025 ได้ออกเรือเดินทางจาก ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 เดินทางมุ่งหน้าสู่ ฐานทัพเรือชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการฝึกผสมไตรภาคี SITMEX 2025 โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 2 วัน 2 คืน กำหนดเดินทางถึงในวันที่ 23 พ.ย.68
เชือกมีหน้าที่ผูกเรือเข้ากับหลักผูกเรือ ท่าเรือหรือโครงสร้างอื่น ๆ บนฝั่ง เพื่อไม่ให้เรือเคลื่อนที่ เราจะเรียกชื่อเชือกแต่ละเส้นตามลักษณะ และหน้าที่ที่ต่างกัน ได้แก่ เชือกหัว เชือกท้าย เชือกไกหัว เชือกไกท้าย เชือกกันถ่าง การนำเรือออกจากท่าเทียบเรือ จะเอาเส้นไหนออกก่อน ก็ต้องวิเคราะห์พิจารณาจากสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญมาประกอบการพิจารณา
ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ กระแสลม ลักษณะท่าเรือที่จอด พื้นที่ว่างโดยรอบเรือ เป็นต้น ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทุกคนบนเรือจะทราบกันดีทุกคน เมื่อได้ยินเสียงรายงานคำว่า "เชือกเส้นสุดท้ายขึ้นเรือเรียบร้อย" นั้นหมายถึงเรือได้เป็นอิสระจากการยึดตึงกับท่าเรือ พร้อมมุ่งหน้าทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
กองทัพเรือไทย–อินเดีย–สิงคโปร์ ร่วมเปิดการฝึกผสมทางเรือไตรภาคี “SITMEX” มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ ฐานทัพเรือชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้จัดให้มีพิธีเปิดการฝึกผสมทางเรือไตรภาคี SITMEX 2025 (Singapore-India-Thailand Maritime Exercise) โดยมีประเทศผู้เข้าร่วม ได้แก่ สิงคโปร์ อินเดีย และ ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเลและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกองทัพเรือมิตรประเทศ
พิธีเปิดการฝึกได้รับเกียรติจาก COL Ng Yen Meng รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ กองทัพเรือสิงคโปร์ (RSN Deputy Fleet Commander) เป็นประธานในพิธีเปิด การนี้ พลเรือตรี สถาพร วาจรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3/ผู้บังคับหน่วยเรือฝึกผสม SITMEX 2025
Commodore Nitesh Garg ผู้บัญชาการฐานทัพเรืออันดามันและนิโคบาร์ (Naval Component Commander, Flotilla Commodore, Naval Officer In Charge Andaman and Nicobar) ผู้บังคับการเรือ และกำลังพลจากเรือทั้ง 3 ลำ ประกอบด้วย เรือหลวงกระบี่ RSS Dauntless และ INS Karmuk เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกฯ
การฝึก SITMEX 2025 แบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การฝึกบนบก (Harbour Phase) ประกอบด้วยการบรรยายสรุป การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ การฝึกในทะเล (Sea Phase) เช่น การฝึกยุทธวิธีเรือผิวน้ำ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) การสื่อสารยุคใหม่ และการปฏิบัติการร่วมประสานหลายชาติ โดย การฝึก SITMEX 2025 จะดำเนินไปจนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
Republic of Korea Navy (RoKN)'s ATH-81 ROKS Hansando training ship visited Thailand at Bangkok Port, Khlong Toei District, Bangkok from 23 to 27 November 2025. (Royal Thai Navy, Ministry of Defence of Singapore)
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.30 น. พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ พร้อมด้วย พลเรือตรี จิตพันธ์ สุดประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารเรือ ผู้แทนเจ้ากรมข่าวทหารเรือ และ นาวาเอก ปิยะมินทร์ ถนัดอักษร ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารเรือ
ให้การต้อนรับเรือฝึก ROKS HANSANDO โดยมี RDML Hong Sang Yong ผู้บังคับหมู่ฝึกนักเรียนนายเรือกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี นำคณะนักเรียนนายเรือเยือนประเทศไทย ณ ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ และได้มีโอกาสพบปะสนทนากับ นายพัก ยงมิน (Mr. Park Yongmin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย บนเรือ ROKS HANSANDO
โดย ROKS HANSANDO เป็นเรือฝึกนักเรียนนายเรือของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี มีกำหนดเทียบท่าเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 23–27 พฤศจิกายน 2568 โดย เสนาธิการทหารเรือ ได้กล่าวยินดีต้อนรับการเข้ามาเยือนเมืองท่า ที่กรุงเทพฯ ของหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือเกาหลีในโอกาสนี้
และการเยือนครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและแนบแน่นระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี โดยเริ่มจากการเข้าช่วยเหลือสาธารณรัฐเกาหลีและสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่แนบแน่น จนมาถึงขณะนี้มีการร่วมมือกันทั้งในด้านเทคโนโลยี การฝึก การศึกษา
โดยขณะนี้มีนักเรียนนายเรือของไทยเข้ารับการศึกษา 2 นาย และมี 1 นายมาร่วมฝึกในครั้งนี้ด้วย รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการศึกษาในระดับนายทหารสัญญาบัตรเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือของไทย และวิทยาลัยการทัพเรือของสาธารณรัฐเกาหลี
ซึ่งในการพบปะในครั้งนี้ หัวหน้าคณะกองทัพเรือได้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนด้วยภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานและมีความแน่นแฟ้นต่อกัน
ในโอกาสนี้ ผู้แทนกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีได้กล่าวแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยต่อการเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงแสดงถึงไมตรีจิตและความผูกพันระหว่างกองทัพเรือสองประเทศ พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือทั้งสองกองทัพเรือจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
การฝึกร่วมกับต่างประเทศของกองทัพเรือไทยในห้วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025) นี้รวมถึง การลาดตระเวนร่วมกองทัพเรือไทย-กองทัพเรืออินเดีย(IN Indian Navy) ครั้งที่๔๐ 40th INDO-THAI CORPAT ระหว่างวันที่ ๗-๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ที่มีขึ้นหลังการลาดตระเวนร่วมกองทัพเรือไทย-กองทัพเรืออินเดีย ครั้งที่๓๙ 39th INDO-THAI CORPAT ระหว่างวันที่ ๙-๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๘
โดยกองทัพเรืออินเดียได้ส่งเรือคอร์เวตชั้น Kora เรือคอร์เวต P64 INS Karmuk และเรือระบายพลขนาดใหญ่ INS L56 LCU เดินทางเยือนทัพเรือภาคที่๓ ทรภ.๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) ที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๗-๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ และทำการฝึกกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ร.ล.กระบี่ ในทะเลอันดามัน
ทั้งยังมีส่วนร่วมจาก เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ แสดงถึงความร่วมมืออันดีอย่างต่อเนื่องยาวนานระหว่างกองทัพเรือไทยกับมิตรประเทศในภูมิภาคทะเลอันดามัน
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือหลวงกระบี่ กองทัพเรือไทย ยังได้เข้าร่วมการฝึกผสมกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการฝึกผสม SITMEX 2025(Singapore-India-Thailand Maritime Exercise) ครั้งที่ห้ากับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) และกองทัพเรืออินเดีย ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ณ ฐานทัพเรือ Changi สิงค์โปร์
โดย ร.ล.กระบี่ได้ออกเดินเรือจากฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่๓ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ และถึงฐานทัพเรือ Changi ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ โดยทำการฝึกภาคทะเลกับเรือปฏิบัติภารกิจชายฝั่งชั้น Independence LMV เรือปฏิบัติภารกิจชายฝั่ง RSS Dauntless(21) และเรือคอร์เวต P64 INS Karmuk กองทัพเรืออินเดีย และเดินทางกลับที่ตั้งในไทย
กองทัพเรือไทยยังได้ให้การต้อนรับเรือฝึก ATH-81 ROKS Hansando กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ที่เดินทางเยือนไทยในฐานะส่วนหนึ่งของการฝึกนักเรียนนายเรือกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีในต่างประเทศ โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ แสดงความสัมพันธ์อันดีของไทยและสาธารณรัฐเกาหลีที่ยาวนานครับ
Engineer Department, Royal Thai Army (RTA) concluded the exercise Joint Pacific Multinational Readiness Center 2026-01 (JPMRC 26-01) at US Army Schorfield Barrack, Hawaii from 27 October to 1 November 2025. (Royal Thai Army)
ประมวลภาพการเข้าร่วมการฝึกและประเมินผล JPMRC 26-01 ในห้วงวันที่ 27 ต.ค. - 1 พ.ย. 68 ณ ค่ายฝึก Schorfield Barrack HNL รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
รายละเอียดการฝึกในห้วง การฝึกเตรียมกำลังพล ก่อนการฝึกภาคสนาม Recepion, Staging, Onward Movement & Integration (RSOI) มีดังนี้ครับ
-การเบิกยุทโธปกรณ์
- M4 29 กระบอก
- M249 6 กระบอก
- MILES 35 ชุด
-การฝึกโดยหน่วย 65th BEB
-อาวุธศึกษา M4 เเละ M249
-ฝึกรูปขบวนการเคลื่อนที่
-การฝึกการเจาะช่องด้วยหลักการ SOSRA (suppress, obscure, secure, reduce, and assault)
-ฝึกการทำ Lane Marking
-การพัฒนาพื้นที่โจมตี
(Engagement Area Development)
-ฝึกการสร้างเเละรื้อถอนเครื่องกีดขวาง
-ออกกำลังกายร่วมกับหน่วย 60TH CEC-I
-กิจกรรมสันทนาการภายใน มว.ช.สนาม
-เตรียมสิ่งอุปกรณ์สำหรับการเข้าสถานการณ์การฝึกในห้วง FTX
กิจกรรม สำหรับ OC/T
-OC/T Academy ห้วง 29-31 ต.ค.68
เป็นครั้งแรกที่กองทัพบกไทยจัดกำลังพลจากกรมการทหารช่าง(Engineer Department) เข้าร่วมเข้าร่วมการฝึกผสมนานาชาติรหัส Joint Pacific Multinational Readiness Center 2026-01(JPMRC 26-01) ร่วมกับกองพลทหารราบที่๒๕(25th Infantry Division) กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ณ ค่าย Schofield barracks รัฐ Hawaii ระหว่างวันที่ ๒๗ ตุลาคม-๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)
การฝึก JPMRC 26-01 ที่ Hawaii สหรัฐฯนี้เป็นครั้งที่๗ แล้วที่กองทัพบกไทยได้เข้าร่วมและเป็นครั้งแรกที่มีกำลังจากเหล่าทหารช่างเข้าร่วม ซึ่งนอกจากการฝึกศึกษาด้านอาวุธทั้งปืนเล็กสั้นจู่โจม M4 ปืนเล็กกล M249 SAW ยังรวมถึงการฝึกเฉพาะในสายวิทยาการทหารช่างในระดับหมวดช่างสนาม(Combat Engineer Platoon) ต่างๆ ทั้งการเจาะช่อง การสร้างและรื้อถอนเครื่องกีดขวาง และการทำเครื่องหมายช่องทาง เป็นต้น
ร่วมกับกองพันทหารช่างที่๖๕(65th BEB: 65th Brigade Engineer Battalion) กองพลน้อยดำรงสภาพกองพลทหารราบที่๒๕(25th Division Sustainment Brigade) ซึ่งทหารช่างกองทัพบกไทยมีประสบการณ์จริงล่าสุดในการรบกับกองทัพกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘ โดยการฝึก JPMRC 26-01 ยังได้เห็นทหารบกไทยใส่เครื่องแบบสนาม combat shirt ใหม่ทั้งรุ่นปี ๒๕๖๗(2024) และรุ่นปี ๒๕๖๘ ล่าสุดด้วยครับ
Royal Thai Navy (RTN)'s Naval Special Warfare Command (NSWC) (RTN SEALs) Royal Thai Fleet (RTF) and 2nd Commando Regiment, Special Operations Command (SOCOMD), Australian Defence Force (ADF) conducted joint Field Training Exercise (FTX) during exercise AUSTHAI 2025 in Thailand on 6 November 2025.
Royal Thai Navy and Australian Defence Force concluded the exercise AUSTHAI 2025 from 27 October to 6 November 2025. (Royal Thai Navy)
ตรวจเยี่ยมการฝึก AUSTHAI 2025
วันที่ ๖ พ.ย.๖๘ พล.ร.ต.บรรพต นิธิณัฐอาภาศิริ ผบ.นสร.กร. พร้อมฝ่ายอำนวยการฯ ตรวจเยี่ยมและชมการฝึกFTX การฝึกร่วม AUSTHAI 2025 ระหว่าง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และ กรมปฏิบัติการพิเศษที ๒ หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษแห่งออสเตรเลีย ณ ร.ล.สิมิลัน จอดเทียบท่าเรือ การท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี
พิธีปิดการฝึก AUSTHAI 2025
เมื่อวันที่ ๖ พ.ย.๖๘ พล.ร.ต.บรรพต นิธิณัฐอาภาศิริ ผบ.นสร.กร. เป็นประธานในพิธีปิดการฝึก AUSTHAI 2025 ระหว่าง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และ กรมปฏิบัติการพิเศษที ๒ หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษแห่งออสเตรเลีย พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกำลังพลในการฝึกร่วมในครั้งนี้ ณ หาดน้ำใส หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุธการ อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี
การฝึกร่วม AUSTHAI 2025 ระหว่างหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย และกรมปฏิบัติการพิเศษที่๒(2nd Commando Regiment) หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ(SOCOMD: Special Operations Command) กองทัพออสเตรเลีย(ADF: Australian Defence Force)
ซึ่งมีพิธีเปิดการฝึกเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๘ และพิธีปิดการฝึกเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ นั้นได้มีการฝึกในหลายด้านรวมถึงการฝึกภาคสนามบนเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่เรือหลวงสิมิลัน ที่จอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ซึ่งได้เห็นใช้อาวุธและเครื่องสนามที่ทันสมัยของนักทำลายใต้น้ำจู่โจม นทต.กองทัพเรือไทย
การฝึกร่วม AUSTHAI 2025 ระหว่างหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(RTN SEAL) กองทัพเรือไทย และหน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ(Commando) กองทัพออสเตรเลียระหว่างวันที่ ๒๗ ตุลาคม-๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ เป็นอีกหนึ่งในการฝึกร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพมิตรประเทศ อันแสดงถึงความร่วมมือที่จะรักษาความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกร่วมกันของทั้งสองชาติครับ































































