แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือทหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือทหาร แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560
นิตยสาร TOPGUN MISSION 231 ฉบับสุดท้าย ฉากอำลาหนังสือทหารไทยอย่างแท้จริง
นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่231 ประจำเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ออกวางแผงหนังสือชั้นนำทั่วไปเล่มนี้เป็นฉบับสุดท้ายแล้วครับ ซึ่งก็นับว่าปิดตัวไปในช่วงเดียวกันพร้อมกับนิตยสาร Tango ฉบับที่300(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/tango.html)
ที่จริงผู้เขียนเองได้รับการแจ้งจากฝ่ายกองบรรณาธิการของนิตยสาร TOPGUN ล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว และได้พูดคุยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับว่า TOPGUN จะปิดตัวในฉบับที่231 นี้
นิตยสาร TOPGUN ภายใต้บริษัท GRAND NEW VISION ถือเป็นยุคที่สองของนิตยสาร หลังจากที่บริษัทเดิม Animate Group ปิดตัวนิตยสาร TOPGUN ในฉบับที่198 เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗(2014)
ซึ่งผู้เขียนก็ได้เคยเขียนถึงเรื่องนี้มาแล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2014/10/topgun.html, http://aagth1.blogspot.com/2014/11/topgun-198.html, http://aagth1.blogspot.com/2015/01/topgun-199.html)
ตัวผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสาร TOPGUN ครั้งแรกตั้งแต่ TG ฉบับที่224 เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐(2017) มาจนถึงปิดตัวในฉบับที่231 นี้
แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้มีผลงานลงใน TOPGUN มาต่อเนื่องยาวนานเหมือนนักเขียนท่านอื่นๆที่ลงบทความมาก่อนอย่างยาวนาน แต่ก็นับว่าได้พอฝากชื่อในบรรณพิภพนี้ไว้บ้าง
ก็ต้องขอบพระคุณ ทางกอง บก.TOPGUN อีกครั้งที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนมาจนถึงฉบับสุดท้ายที่ได้ลงบทความพิเศษต่อเนื่องสองเรื่องด้วยกัน
ตามที่ได้แจ้งในเล่มว่าทางทีมงานจะเตรียมดำเนินการทำงานในช่องทางอื่นเช่น online TV ช่อง Topgun TV นั้น ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสได้ร่วมงานที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คนต่อไปอีกครั้งในอนาคตครับ
วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560
นิตยสาร Tango ฉบับสุดท้าย จุดเปลี่ยนของวงการหนังสือการบินและเทคโนโลยีทางทหารไทย
นิตยสาร Tango ที่ดำเนินการโดย มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั้นเป็นหนึ่งในนิตยสารการบินและเทคโนโลยีทางทหารของไทยที่ตีพิมพ์มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดยาวนานกว่า ๒๕ปี
ซึ่งนับจากที่ผู้เขียนได้ติดตามซื้อมาตั้งแต่สมัยที่ Tango ยังขายเล่มละ ๒๐บาท ราว พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๓๙(แต่ก็ถูกเอาไปทิ้งเสียหลายเล่ม เหลือแต่ฉบับเล่มละ ๔๐บาทช่วง พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้นมาจนถึงเล่มสุดท้ายนี้ที่ปรับเป็นราคา ๗๐บาท มาได้หลายปีแล้ว)
นักเขียนท่านต่างๆที่ไม่อาจจะเอยนามได้ครบทุกท่านที่นำบทความมาลงตีพิมพ์ใน Tango นั้นล้วนได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการบินและเทคโนโลยีทางทหารทั้งไทยและต่างประเทศมาโดยตลอด
ทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูอากาศยานเก่าของไทย ข่าววิทยาการการบินและการทหารทั่วโลก เรื่องเล่าจากนายทหารที่เคยปฏิบัติการรบจริงและประวัติศาสตร์สงครามทั้งของไทยและต่างประเทศ ชุดแบบจำลองอากาศยานทางทหาร การ์ตูนสงคราม ฯลฯ
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าเนื่องจากพฤติกรรมผู้อ่านที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันทำให้ทางกองบรรณาธิการนิตยสาร Tango ได้ประกาศมาตั้งแต่เมื่อฉบับปลายปี พ.ศ.๒๕๕๙ แล้วว่าจำเป็นต้องยุติการพิมพ์ลง
โดยพยายามออกหนังสือในแต่ละเดือนได้นานที่สุดจนถึงฉบับสุดท้ายคือ Tango ฉบับที่๓๐๐ ประจำเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ นี้ ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดของหนังสือการบินทางทหารไทยในแผงหนังสือยุคปัจจุบัน
ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับการหาข้อมูลจาก Internet จะไม่เลือกที่จะหาซื้อหนังสือนิตยสารมาอ่านแล้ว แต่มักจะตามข่าวสารจาก Website และ Social Media เช่น Page Facbook และ Youtube Channel เป็นหลัก
แต่ก็แย่หน่อยที่ว่าสื่อ Social ภาษาไทย ทั้งที่เป็นสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์หรือสถานีโทรทัศน์ รวมถึง Page FB และช่อง Youtube บางส่วนนั้น นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินและทางทหารที่คลาดเคลื่อนไม่น่าเชื่อถือหรือบิดเบือนจากความเป็นจริงในลักษณะ Clickbait
ความไม่ถูกต้องเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีที่มาจากการที่ไม่มีระบบ กองบรรณาธิการ ที่จะคอยคัดกรองข้อมูลและเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องให้ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ซึ่งทำได้ยากมากในยุคที่ใครก็สามารถเข้าถึง Internet และพิมพ์อะไรส่งเข้าไปก็ได้โดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบนัก
(ที่จริงก็เคยอยากจะจัดทำรายชื่อ Page Facbook และ Youtube Channel ทางทหารภาษาไทยที่ไม่ขอแนะนำให้ท่านควรเข้าไปรับชมอยู่ แต่เกรงว่าจะเป็นการกล่าวหากันเกินไปจึงไม่ขอกล่าวถึง)
ทั้งนี้นิตยสาร Tango ได้มีความพยายามในการปรับตัวโดยออกเป็นฉบับ E-Book อยู่ในช่วงปี ๒๕๖๐ นี้แล้วหลายเล่ม ซึ่งส่วนตัวอยากจะแนะนำให้ทางมูลนิธิฯมีการเปิด Website ทางการมากกว่า(เหมือน Jane's) จะเป็นประโยชน์และเข้าถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ได้มาก
ตรงนี้ผู้เขียนก็หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้พบกับนิตยสาร Tango อีกครั้งในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งครับ
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558
นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 การเปลี่ยนรูปแบบใหม่ของหนังสือทหารไทยที่ไม่ต่างจากที่คาดไว้นัก
นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่198 ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นส่วนตัวหาหนังสือวางแผงได้ยากมาก
เพราะไปเจอซื้อได้ที่ร้านหนังสือ SE-ED ในห้างสรรพสินค้าเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จากที่เดิมทีจะสามารถซื้อ นิตยสาร TOPGUN ได้ที่แผงหนังสือทั่วไปที่ตลาดมาตลอด
และสำหรับนิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 ที่วางแผงไปเมื่อราววันที่ ๓๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ก็หาตามแผงหนังสือทั่วไปได้ยากเช่นเดิม
โดยส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจที่ TOPGUN ฉบับประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๘ ออกมาเร็วกว่าที่คาดว่าคือออกในช่วงสิ้นปีนี้ จากที่มีข่าวว่าจะออกทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน
แต่กลับไม่มีช่องทางการประชาสัมพันธ์วันที่จะออกวางแผงที่แน่ชัดซึ่งเป็นข้อเสียสำคัญอย่างยิ่งของนิตยสารหัวนี้ในขณะนี้
สำหรับเนื้อหาของนิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 ที่ทำการปรับปรุงใหม่เพิ่มหน้าเป็น ๑๒๘หน้า ราคา ๘๙บาท นั้นส่วนตัวเองก็มองว่าเป็นรูปแบบที่คาดไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้
คือโดยรวมนิตยสาร TOPGUN ยังคงเป็นนิตยสารทหารที่มีหัวข้อเด่นหลักที่ทีมงานไปทำข่าวเองขึ้นปก บทความแปลจากต่างประเทศ ยุทโธปกรณ์และประวัติศาสตร์ทหาร บทความวิเคราะห์ทางวิชาการ
แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรณรงค์ความรักชาติและประวัติศาสตร์ไทย ข่าวประชาสัมพันธ์หน่วยงานราชการ นำหัวข้อแบบจำลองและการป้องกันตัวกลับมา ข่าวการเมืองสายทหาร
และเพิ่มบทความอื่น เช่น กีฬาและกิจกรรมทางทหารอย่าง BB Gun ท่องเที่ยวเขตทหาร พระเครื่อง อบต. และกฎหมายเข้าไป (ไม่นับโฆษณาหน้าสีหลายหน้า)
ซึ่งนั่นทำให้ข้อติเดิมๆที่ว่านิตยสาร TOPGUN ดูเหมือนวารสารของหน่วยงานราชการบวกกับหนังสือพิมพ์ข่าวการเมืองสายทหารและหนังสือพระยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่
อีกทั้งราคาที่ตั้งไว้ ๘๙บาท ซึ่งมีหน้าสีกระดาษอาร์ตมันจำนวนหนึ่งกับหน้าขาวดำเป็นส่วนใหญ่ของเล่มแล้วมองว่าการตั้งราคานี้ค่อนข้างแพงไปสักหน่อย
ถ้าเทียบนิตยสาร Tango ซึ่งมีจำนวนหน้าน้อยกว่าเล็กน้อยคือ ๑๒๔หน้าแต่ราคา ๗๐บาท หรือนิตยสารสมรภูมิ ที่ถึงจะเป็นรายสะดวกออกมีเพียง ๖๔หน้า แต่ก็เป็นกระดาษอาร์ตมันสีทั้งเล่ม
ในส่วนคุณภาพการพิมพ์ของโรงพิมพ์ที่นิตยสาร TOPGUN พิมพ์ล่าสุดก็จัดว่าไม่ค่อยดี เพราะมีหน้ากระดาษติดบ้าง พิมพ์หมึกจาง หรือสีเลอะหลายหน้าปนคละกันไปทุกเล่มที่วางแผงในร้าน
คงต้องขอกล่าวเช่นเดิมกับสองบทความก่อนหน้านี้ว่าเรื่องสำคัญที่สุดที่นิตยสาร TOPGUN จะต้องแก้ไขในฉบับต่อๆไปคือเรื่องสายส่งกับการประชาสัมพันธ์เรื่องวันวางแผงครับ
เพราะถ้าคนอ่านหาซื้อหนังสือลำบากตัวหนังสือเองก็คงจะอยู่ยาก
ส่วนเรื่องรูปแบบหนังสือในส่วนบทความหัวข้อต่างๆที่บางหัวข้อไม่น่าสนใจรวมถึงโฆษณานั้นก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้นไปจะไปว่าก็คงไม่ได้ครับ
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่198 ความพยายามเพื่อความอยู่รอดของหนังสือทหารในไทยปัจจุบัน
แจ้งความคืบหน้าของเรื่องนิตยสาร TOPGUN ต่อจากที่เคยรายงานไปเมื่อเดือนที่แล้วครับ
ล่าสุดนิตยสาร TOPGUN ได้มีมีการย้ายหัวหนังสือจากเดิมที่เป็นของ Animate Group ไปสำนักพิมพ์ใหม่แล้ว
และจะมีการออกฉบับที่198 เป็นเล่มควบสองเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายที่ยังเป็นในรูปแบบเดิม ๘๘หน้า ราคา๕๕บาท
หลังจากนั้นคาดว่าในเดือนมกราคม ๒๕๕๘ นิตยสาร TOPGUN จะเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ ๑๒๘หน้า ในราคาใหม่ โดยจะออกทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน
ดูจากตัวอย่างหน้าปกแล้วเข้าใจว่าหัวข้อบทความต่างๆในเล่มเป็นบทความที่มีการเตรียมข้อมูลมาก่อนล่วงหน้าแล้ว ก่อนจะมีการประกาศปิดตัวหนังสือในฉบับที่197 เมื่อเดือนที่แล้ว
Topgun ฉบับที่198 นี่จึงออกหนังสือในรูปแบบเดิมเป็นฉบับสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนโฉมใหม่ในฉบับใหม่ปีหน้า
แต่ตอนที่เขียนนี้(๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗) เท่าที่สอบถามจากร้านหนังสือที่ซื้อนิตยสารฉบับนี้ประจำและร้านหนังสืออื่นๆในละแวกใกล้เคียง
ปัญหาคือตอนนี้ทางเจ้าของร้านกับสายส่งยังไม่ทราบเรื่องเลยครับว่า Topgun ยังจะออกฉบับใหม่อยู่
อาจจะต้องรอดูว่าในวันที่ ๒๕ นี้จะมีหนังสือเข้ามาวางแผงในร้านหนังสือทั่วไปหรือไม่ครับ
ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดหนังสือในไทยมีการลดขนาดลงไปมากเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้อ่านที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่างนิตยสารทหารหัวใหม่ที่เคยออกมาเมื่อหลายปีก่อนเช่น นิตยสาร Military ที่มีเนื้อหาดีแต่ออกมาต่อเนื่องได้ไม่กี่ปีก็ต้องปิดหัวหนังสือไป เพราะราคาค่อนข้างแพงและกลุ่มคนอ่านมีน้อย
สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้ในการทำหนังสือทหารลักษณะนิตยสารรายเดือนคือเนื้อหาที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือมีความสำคัญมากๆครับ
ซึ่งนิตยสารที่ดีควรที่ลงเรื่องราวไม่สามารถหาอ่านได้จากที่อื่นโดยเฉพาะจาก Internet เช่น บทความพิเศษที่ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์จากแหล่งข้อมูลโดยตรง
แต่สำหรับ Topgun แล้วตรงนี้ขอว่าตามตรงนะครับ บ่อยครั้งเหลือเกินที่จะมีการนำบทความที่แปลจากแหล่งใน Internet ที่ไม่ได้หายากนักมาลงและมีข้อผิดพลาดหลุดออกมาบ่อยๆ
อย่างเช่นในฉบับที่197 นี่บทความ Sukhoi PAK FA T-50 ตรงกรอบข้อมูลสมรรถนะหน้าท้ายดันไปลอกข้อมูลจาก wikipedia หน้าของ Dassault Rafale ไปเสียได้
ถ้านิตยสาร Topgun จะยังคงออกต่อไปในรูปแบบใหม่เพิ่มหน้าพร้อมราคาใหม่ ผมหวังว่ารูปแบบเนื้อหาของนิตยสารจะพัฒนาให้ดีกว่าที่เคยทำมาแล้วนะครับ
เพราะถ้าจะให้กล่าวแบบตรงๆคือถ้าไม่นับเรื่องปัญหาสายส่งหนังสือแล้ว ถ้ารูปแบบเนื้อหายังเป็นแบบเดิมๆอยู่ก็เกรงว่าจะทนออกหนังสือต่อเนื่องไปได้ไม่นานอยู่ดีครับ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557
นิตยสาร TOPGUN ฉบับสุดท้าย ความเป็นไปของหนังสือทหารในไทยปัจจุบัน
ปกตินิตยสารรายเดือน TOPGUN ของเครือ Animate Group จะออกทุกๆกลางเดือนราววันที่ ๑๕-๑๖
ซึ่งเป็นการย้ายจากการออกในวันที่ ๑๐ ของทุกเดือนหลังเหตุน้ำท่วมใหญ่ปลายปี๒๕๕๔ ซึ่งทำให้นิตยสารหยุดไปสองฉบับ
แต่ในฉบับที่ 197 เดือนตุลาคม 2014 นี่ออกช้าไปสองวันแต่ร้านที่ซื้อประจำไม่รับมาขายแล้วต้องไปซื้ออีกร้าน
และข่าวที่ปรากฎในหน้าสุดท้ายของเล่มก็คือ TOPGUN ฉบับนี้ออกเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว
จริงๆส่วนตัวคิดว่าน่าจะทนออกอีกสักสามเล่มให้ครบ vol.200 แล้วค่อยไปน่าจะดีกว่านะครับ
ตั้งแต่เปิดตัวเล่มแรก vol.1 หน้าปก MH-53 PAVE LOW ในเดือนกรกฎาคมปี ๒๕๔๐ นิตยสารฉบับนี้ก็ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งครับ
ตั้งแต่ถูกวิจารณ์ว่าเนื้อหาบทความของนักเขียนบางท่านไม่ดีเท่านิตยสารสมรภูมิซึ่งอยู่มานานกว่าจะ ๔๐ปีแล้ว
ฉบับแรกๆมีลงภาพรูป Nude วาบวิวอย่างกับหนังสือมวย
กว่าบทความและภาพเนื้อหาต่างๆจะเข้าที่เข้าทางก็หลายปีอยู่
เห็นจวนเจียนจะไปทีหนึ่งตอนปี ๒๕๔๘ ที่ลดต้นทุนหนังสือจากกระดาษขาวมาเป็นกระดาษน้ำตาล
จนหยุดไปเดือนหนึ่งแล้วขึ้นราคาจาก ๔๕บาทเป็น ๕๕บาท กระดาษขาวเหมือนเดิม
แล้วก็ออกมาได้นานจนบทความหัวข้อต่างผลักกันไปๆมาๆหายไปก็มาจนออกได้ตั้ง ๑๗ปีถึงเลิกก็นับว่าเก่งมากแล้วครับ
ปัญหาของหนังสือทหารในไทยปัจจุบันก็เป็นปัญหาเดิมๆของวงการอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์นั่นละครับ
คือไม่มีโฆษณามาลงมากพอที่จะให้หัวหนังสืออยู่ได้ ซึ่งนิยสารสมรภูมิก็เจอมาเมื่อ๑๐ปีที่แล้วจนกลายเป็นรายสะดวกออกในปัจจุบัน
ประกอบกับพฤติกรรมของคนอ่านที่เปลี่ยนไปจากการใช้ Internet และ Social Network ในการติดตามข่าวสารที่รวดเร็ว
ทำให้นิตยสารแนวนี้ขาดทุนไม่สามารถจะอยู่ได้อีกต่อไปจนต้องเลิกพิมพ์ไปในที่สุด
ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าในตลาดหนังสือของไทยตอนนี้ไม่มีนิตยสารทหารที่ลงข้อมูลหลากหลายทุกเหล่าทัพทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว
ตอนนี้เท่าที่ไปสอบถาม Animate Group ที่ไปออกงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ดูเหมือนว่าข่าวการขายหัวหนังสือและเปลี่ยนทีมงานจะยังไม่มีความชัดเจนอะไร
อันนี้ก็กังวลไปถึงนิตยสารทหารอื่นที่ซื้ออ่านประจำก็เห็นจะเหลือแต่ Tango ของมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ครับว่าจะยังออกหนังสือรายเดือนต่อไปได้อีกหรือไม่ เพราะ Tango จะลงแต่เรื่องของอากาศยานเป็นหลักในราคา ๗๐บาท(ซื้อมาตั้งแต่เล่มละ๒๐บาท)
ถ้า Tango หายไปอีกนี่คราวนี้ยุคมืดของวงการหนังสือทหารของไทยอย่างแท้จริงเลยละครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




