แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

นิตยสาร TOPGUN MISSION 231 ฉบับสุดท้าย ฉากอำลาหนังสือทหารไทยอย่างแท้จริง


นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่231 ประจำเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ออกวางแผงหนังสือชั้นนำทั่วไปเล่มนี้เป็นฉบับสุดท้ายแล้วครับ ซึ่งก็นับว่าปิดตัวไปในช่วงเดียวกันพร้อมกับนิตยสาร Tango ฉบับที่300(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/tango.html)
ที่จริงผู้เขียนเองได้รับการแจ้งจากฝ่ายกองบรรณาธิการของนิตยสาร TOPGUN ล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว และได้พูดคุยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับว่า TOPGUN จะปิดตัวในฉบับที่231 นี้

นิตยสาร TOPGUN ภายใต้บริษัท GRAND NEW VISION ถือเป็นยุคที่สองของนิตยสาร หลังจากที่บริษัทเดิม Animate Group ปิดตัวนิตยสาร TOPGUN ในฉบับที่198 เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗(2014)
ซึ่งผู้เขียนก็ได้เคยเขียนถึงเรื่องนี้มาแล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2014/10/topgun.html, http://aagth1.blogspot.com/2014/11/topgun-198.html, http://aagth1.blogspot.com/2015/01/topgun-199.html)

ตัวผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสาร TOPGUN ครั้งแรกตั้งแต่ TG ฉบับที่224 เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐(2017) มาจนถึงปิดตัวในฉบับที่231 นี้
แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้มีผลงานลงใน TOPGUN มาต่อเนื่องยาวนานเหมือนนักเขียนท่านอื่นๆที่ลงบทความมาก่อนอย่างยาวนาน แต่ก็นับว่าได้พอฝากชื่อในบรรณพิภพนี้ไว้บ้าง

ก็ต้องขอบพระคุณ ทางกอง บก.TOPGUN อีกครั้งที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนมาจนถึงฉบับสุดท้ายที่ได้ลงบทความพิเศษต่อเนื่องสองเรื่องด้วยกัน
ตามที่ได้แจ้งในเล่มว่าทางทีมงานจะเตรียมดำเนินการทำงานในช่องทางอื่นเช่น online TV ช่อง Topgun TV  นั้น ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสได้ร่วมงานที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คนต่อไปอีกครั้งในอนาคตครับ

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

นิตยสาร Tango ฉบับสุดท้าย จุดเปลี่ยนของวงการหนังสือการบินและเทคโนโลยีทางทหารไทย


นิตยสาร Tango ที่ดำเนินการโดย มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั้นเป็นหนึ่งในนิตยสารการบินและเทคโนโลยีทางทหารของไทยที่ตีพิมพ์มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดยาวนานกว่า ๒๕ปี
ซึ่งนับจากที่ผู้เขียนได้ติดตามซื้อมาตั้งแต่สมัยที่ Tango ยังขายเล่มละ ๒๐บาท ราว พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๓๙(แต่ก็ถูกเอาไปทิ้งเสียหลายเล่ม เหลือแต่ฉบับเล่มละ ๔๐บาทช่วง พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้นมาจนถึงเล่มสุดท้ายนี้ที่ปรับเป็นราคา ๗๐บาท มาได้หลายปีแล้ว)

นักเขียนท่านต่างๆที่ไม่อาจจะเอยนามได้ครบทุกท่านที่นำบทความมาลงตีพิมพ์ใน Tango นั้นล้วนได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการบินและเทคโนโลยีทางทหารทั้งไทยและต่างประเทศมาโดยตลอด
ทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูอากาศยานเก่าของไทย ข่าววิทยาการการบินและการทหารทั่วโลก เรื่องเล่าจากนายทหารที่เคยปฏิบัติการรบจริงและประวัติศาสตร์สงครามทั้งของไทยและต่างประเทศ ชุดแบบจำลองอากาศยานทางทหาร การ์ตูนสงคราม ฯลฯ

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าเนื่องจากพฤติกรรมผู้อ่านที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันทำให้ทางกองบรรณาธิการนิตยสาร Tango ได้ประกาศมาตั้งแต่เมื่อฉบับปลายปี พ.ศ.๒๕๕๙ แล้วว่าจำเป็นต้องยุติการพิมพ์ลง
โดยพยายามออกหนังสือในแต่ละเดือนได้นานที่สุดจนถึงฉบับสุดท้ายคือ Tango ฉบับที่๓๐๐ ประจำเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ นี้ ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดของหนังสือการบินทางทหารไทยในแผงหนังสือยุคปัจจุบัน

ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับการหาข้อมูลจาก Internet จะไม่เลือกที่จะหาซื้อหนังสือนิตยสารมาอ่านแล้ว แต่มักจะตามข่าวสารจาก Website และ Social Media เช่น Page Facbook และ Youtube Channel เป็นหลัก
แต่ก็แย่หน่อยที่ว่าสื่อ Social ภาษาไทย ทั้งที่เป็นสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์หรือสถานีโทรทัศน์ รวมถึง Page FB และช่อง Youtube บางส่วนนั้น นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินและทางทหารที่คลาดเคลื่อนไม่น่าเชื่อถือหรือบิดเบือนจากความเป็นจริงในลักษณะ Clickbait

ความไม่ถูกต้องเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีที่มาจากการที่ไม่มีระบบ กองบรรณาธิการ ที่จะคอยคัดกรองข้อมูลและเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องให้ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ซึ่งทำได้ยากมากในยุคที่ใครก็สามารถเข้าถึง Internet และพิมพ์อะไรส่งเข้าไปก็ได้โดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบนัก
(ที่จริงก็เคยอยากจะจัดทำรายชื่อ Page Facbook และ Youtube Channel ทางทหารภาษาไทยที่ไม่ขอแนะนำให้ท่านควรเข้าไปรับชมอยู่ แต่เกรงว่าจะเป็นการกล่าวหากันเกินไปจึงไม่ขอกล่าวถึง)

ทั้งนี้นิตยสาร Tango ได้มีความพยายามในการปรับตัวโดยออกเป็นฉบับ E-Book อยู่ในช่วงปี ๒๕๖๐ นี้แล้วหลายเล่ม ซึ่งส่วนตัวอยากจะแนะนำให้ทางมูลนิธิฯมีการเปิด Website ทางการมากกว่า(เหมือน Jane's) จะเป็นประโยชน์และเข้าถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ได้มาก
ตรงนี้ผู้เขียนก็หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้พบกับนิตยสาร Tango อีกครั้งในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งครับ

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

นิตยสาร Future Gamer ฉบับสุดท้าย ๒๐ปีในวงการหนังสือเกมของไทย


ตั้งแต่ที่นิตยสาร Console Games "PLAY" ปิดตัวลงเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ผมก็นึกไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งผมต้องมาเขียนบทความนี้
เมื่อนิตยสาร Future Gamer Issue 240 October 2016 วางแผงเป็นฉบับสุดท้ายได้ปิดตัวลงในโอกาสครบรอบ ๒๐ปีก้าวสู่ปีที่๒๑พอดีในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ นี้


ประวัติคร่าวๆของนิตยสาร Future Gamer นี้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) โดยบริษัท Future view ในขณะนั้นได้ซื้อลิขสิทธิ์นิตยสาร PC GAMER จากสหรัฐฯมาตีพิมพ์เป็นภาษาไทย
ซึ่งถ้าเทียบในช่วงเดียวกันซึ่งเป็นยุควิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) และเป็นช่วงเริ่มต้นของการเติบโตในวงการ PC Game ในไทย
นิตยสาร Future Gamer ราคา ๑๘๐บาท ที่แถม CD ที่มี Demo Games, Video Clip เกี่ยวกับ Game และ Multimedia อื่นๆ(อย่างเจ้า Coconut Monkey) นับว่าเหนือกว่านิตยสารคู่แข่งในสมัยเดียวกันมาก
และเนื้อหาบทความเกมจากต่างประเทศก็มีคุณภาพสูงกว่าทั้งเนื้อหาและการแปลจากกองบรรณาธิการหลักและนักเขียนอิสระ ถ้าเทียบนิตยสารเกมอื่นที่วางตลาดในยุคเดียวกัน
(นิตยสารเกมบางหัวในสมัยนั้นยัง 'ขโมย' บทความของ Future Gamer ไปลงในหนังสือตัวเองด้วยซ้ำ)

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๑ ในปีที่๓ (Vol.3 1998) นิตยสาร Future Gamer ก็ได้ปรับเปลี่ยนราคาเป็นแบบไม่มี CD ราคา ๖๕บาท และแบบมี CD ๙๕บาท เปลี่ยนกระดาษและลดหน้าสีเพื่อลดต้นทุน
ซึ่งผมเองก็เริ่มซื้อนิตยสาร Future Gamer ในช่วงปีที่๔ พ.ศ.๒๕๔๒(Vol.4 1999) เพราะ FG เป็นนิตยสารเกมเดียวที่มีข้อมูลเกมจำลองการรบ Combat Simulation ที่มีข้อมูลครบถ้วนดีที่สุด
ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านอย่างออกฉบับแถม DVD ในปีที่๙ พ.ศ.๒๕๔๗(Vol.9 No.1 March 2004) ราคา ๙๕บาท และฉบับแถม CD ราคา ๖๕บาท ต่อมาปรับราคาฉบับแถม DVD เป็น ๑๐๐บาท ในปีที่๑๐ พ.ศ.๒๕๔๘(Vol.10 No.9 November 2005)
ในยุคนี้เองนิตยสาร Future Gamer ก็เป็นสื่อกลางในลงข่าวสารวงเกมในไทย ทั้งนักเล่นเกมในการแข่งขันเกม และข่าวสารและบทความสัมภาษณ์แนะนำเกมไทยและนักพัฒนาเกมไทยในยุคแรกๆสมัยนั้นอย่างต่อเนื่อง

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในช่วงยุคสุดท้ายของ FG คือการที่บริษัท Future Gamer ตัดสินใจไม่ซื้อลิขสิทธิ์นิตยสาร PC GAMER อีกต่อไปและเริ่มทำเนื้อหาด้วยตนเองโดยกองบรรณาธิการของไทยในปีที่๑๔ พ.ศ.๒๕๕๒(Issue 149 March 2009)
โดยต่อมาบริษัท Future Gamer ได้ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท True Digital Content And Media ในปีที่๑๕ พ.ศ.๒๕๕๓(Issue 161 March 2010)
ซึ่งมีการปรับ Logo หัวหนังสือใหม่ไม่ให้ตรงกับนิตยสาร PCG และปรับขนาดหนังสือให้เล็กลงในปีที่๑๖ พ.ศ.๒๕๕๔(Issue 171 January 2011) ต่อมายกเลิกการแถม DVD ในปีที่๑๗ (Issue 188 June 2012)
และสุดท้าย True มีการปรับโครงสร้างใหม่เป็นบริษัท True Icontent ในปีที่๑๗ (Issue 213 July 2014) ซึ่งไม่มีการรับงานของนักเขียนบทความอิสระ(Freelance Writers) โดยให้กองบรรณาธิการหลักเท่านั้นทำงานหนังสือในช่วง๓ปีสุดท้าย

นอกจากสถานการณ์อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ในไทยปัจจุบันที่ตกต่ำถึงขีดสุด นิตยสารเกมที่เป็นรูปเล่มหนังสือรายเดือนนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นเกมยุคปัจจุบันอีกแล้ว
เพราะทุกวันนี้ Gamer จะติดตามข่าวสารจาก Internet, Social Network และ Youtube เป็นหลัก ซึ่ง Future Gamer ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปในช่องทางนั้นเช่นกัน
แต่เราก็จะไม่ลืมว่านิตยสาร Future Gamer เป็นหนึ่งในบรรดา 'ผู้มาก่อน' ของวงการเกมไทย ที่ผมและหลายท่านได้ติดตามข่าวสารวางการเกมและเป็นที่เปิดตัวนักพัฒนาเกมไทยมาแล้วหลายราย
ก็คงสามารถติดตาม FG ในรูปแบบใหม่ตามช่องทางตาม Link ข้างใต้เหล่านี้ ต้องขอขอบคุณ Future Gamer อีกครั้งสำหรับ ๒๐ปีตลอดมานี้ในวงการเกมไทยครับ
https://www.online-station.net/pc
https://www.facebook.com/futuregamer
https://www.youtube.com/channel/UCmyPnzW7iBwVsVziN_QeKvQ
https://www.youtube.com/user/OnlineStationShow

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 การเปลี่ยนรูปแบบใหม่ของหนังสือทหารไทยที่ไม่ต่างจากที่คาดไว้นัก


นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่198 ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นส่วนตัวหาหนังสือวางแผงได้ยากมาก
เพราะไปเจอซื้อได้ที่ร้านหนังสือ SE-ED ในห้างสรรพสินค้าเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จากที่เดิมทีจะสามารถซื้อ นิตยสาร TOPGUN ได้ที่แผงหนังสือทั่วไปที่ตลาดมาตลอด
และสำหรับนิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 ที่วางแผงไปเมื่อราววันที่ ๓๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ก็หาตามแผงหนังสือทั่วไปได้ยากเช่นเดิม
โดยส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจที่ TOPGUN ฉบับประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๘ ออกมาเร็วกว่าที่คาดว่าคือออกในช่วงสิ้นปีนี้ จากที่มีข่าวว่าจะออกทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน
แต่กลับไม่มีช่องทางการประชาสัมพันธ์วันที่จะออกวางแผงที่แน่ชัดซึ่งเป็นข้อเสียสำคัญอย่างยิ่งของนิตยสารหัวนี้ในขณะนี้

สำหรับเนื้อหาของนิตยสาร TOPGUN ฉบับที่199 ที่ทำการปรับปรุงใหม่เพิ่มหน้าเป็น ๑๒๘หน้า ราคา ๘๙บาท นั้นส่วนตัวเองก็มองว่าเป็นรูปแบบที่คาดไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้
คือโดยรวมนิตยสาร TOPGUN ยังคงเป็นนิตยสารทหารที่มีหัวข้อเด่นหลักที่ทีมงานไปทำข่าวเองขึ้นปก บทความแปลจากต่างประเทศ ยุทโธปกรณ์และประวัติศาสตร์ทหาร บทความวิเคราะห์ทางวิชาการ
แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรณรงค์ความรักชาติและประวัติศาสตร์ไทย ข่าวประชาสัมพันธ์หน่วยงานราชการ นำหัวข้อแบบจำลองและการป้องกันตัวกลับมา ข่าวการเมืองสายทหาร
และเพิ่มบทความอื่น เช่น กีฬาและกิจกรรมทางทหารอย่าง BB Gun ท่องเที่ยวเขตทหาร พระเครื่อง อบต. และกฎหมายเข้าไป (ไม่นับโฆษณาหน้าสีหลายหน้า)
ซึ่งนั่นทำให้ข้อติเดิมๆที่ว่านิตยสาร TOPGUN ดูเหมือนวารสารของหน่วยงานราชการบวกกับหนังสือพิมพ์ข่าวการเมืองสายทหารและหนังสือพระยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่
อีกทั้งราคาที่ตั้งไว้ ๘๙บาท ซึ่งมีหน้าสีกระดาษอาร์ตมันจำนวนหนึ่งกับหน้าขาวดำเป็นส่วนใหญ่ของเล่มแล้วมองว่าการตั้งราคานี้ค่อนข้างแพงไปสักหน่อย
ถ้าเทียบนิตยสาร Tango ซึ่งมีจำนวนหน้าน้อยกว่าเล็กน้อยคือ ๑๒๔หน้าแต่ราคา ๗๐บาท หรือนิตยสารสมรภูมิ ที่ถึงจะเป็นรายสะดวกออกมีเพียง ๖๔หน้า แต่ก็เป็นกระดาษอาร์ตมันสีทั้งเล่ม
ในส่วนคุณภาพการพิมพ์ของโรงพิมพ์ที่นิตยสาร TOPGUN พิมพ์ล่าสุดก็จัดว่าไม่ค่อยดี เพราะมีหน้ากระดาษติดบ้าง พิมพ์หมึกจาง หรือสีเลอะหลายหน้าปนคละกันไปทุกเล่มที่วางแผงในร้าน

คงต้องขอกล่าวเช่นเดิมกับสองบทความก่อนหน้านี้ว่าเรื่องสำคัญที่สุดที่นิตยสาร TOPGUN จะต้องแก้ไขในฉบับต่อๆไปคือเรื่องสายส่งกับการประชาสัมพันธ์เรื่องวันวางแผงครับ
เพราะถ้าคนอ่านหาซื้อหนังสือลำบากตัวหนังสือเองก็คงจะอยู่ยาก
ส่วนเรื่องรูปแบบหนังสือในส่วนบทความหัวข้อต่างๆที่บางหัวข้อไม่น่าสนใจรวมถึงโฆษณานั้นก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้นไปจะไปว่าก็คงไม่ได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิตยสาร TOPGUN ฉบับที่198 ความพยายามเพื่อความอยู่รอดของหนังสือทหารในไทยปัจจุบัน


แจ้งความคืบหน้าของเรื่องนิตยสาร TOPGUN ต่อจากที่เคยรายงานไปเมื่อเดือนที่แล้วครับ
ล่าสุดนิตยสาร TOPGUN ได้มีมีการย้ายหัวหนังสือจากเดิมที่เป็นของ Animate Group ไปสำนักพิมพ์ใหม่แล้ว
และจะมีการออกฉบับที่198 เป็นเล่มควบสองเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายที่ยังเป็นในรูปแบบเดิม ๘๘หน้า ราคา๕๕บาท
หลังจากนั้นคาดว่าในเดือนมกราคม ๒๕๕๘ นิตยสาร TOPGUN จะเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ ๑๒๘หน้า ในราคาใหม่ โดยจะออกทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน

ดูจากตัวอย่างหน้าปกแล้วเข้าใจว่าหัวข้อบทความต่างๆในเล่มเป็นบทความที่มีการเตรียมข้อมูลมาก่อนล่วงหน้าแล้ว ก่อนจะมีการประกาศปิดตัวหนังสือในฉบับที่197 เมื่อเดือนที่แล้ว
Topgun ฉบับที่198 นี่จึงออกหนังสือในรูปแบบเดิมเป็นฉบับสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนโฉมใหม่ในฉบับใหม่ปีหน้า
แต่ตอนที่เขียนนี้(๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗) เท่าที่สอบถามจากร้านหนังสือที่ซื้อนิตยสารฉบับนี้ประจำและร้านหนังสืออื่นๆในละแวกใกล้เคียง
ปัญหาคือตอนนี้ทางเจ้าของร้านกับสายส่งยังไม่ทราบเรื่องเลยครับว่า Topgun ยังจะออกฉบับใหม่อยู่
อาจจะต้องรอดูว่าในวันที่ ๒๕ นี้จะมีหนังสือเข้ามาวางแผงในร้านหนังสือทั่วไปหรือไม่ครับ

ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดหนังสือในไทยมีการลดขนาดลงไปมากเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้อ่านที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่างนิตยสารทหารหัวใหม่ที่เคยออกมาเมื่อหลายปีก่อนเช่น นิตยสาร Military ที่มีเนื้อหาดีแต่ออกมาต่อเนื่องได้ไม่กี่ปีก็ต้องปิดหัวหนังสือไป เพราะราคาค่อนข้างแพงและกลุ่มคนอ่านมีน้อย
สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้ในการทำหนังสือทหารลักษณะนิตยสารรายเดือนคือเนื้อหาที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือมีความสำคัญมากๆครับ
ซึ่งนิตยสารที่ดีควรที่ลงเรื่องราวไม่สามารถหาอ่านได้จากที่อื่นโดยเฉพาะจาก Internet เช่น บทความพิเศษที่ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์จากแหล่งข้อมูลโดยตรง

แต่สำหรับ Topgun แล้วตรงนี้ขอว่าตามตรงนะครับ บ่อยครั้งเหลือเกินที่จะมีการนำบทความที่แปลจากแหล่งใน Internet ที่ไม่ได้หายากนักมาลงและมีข้อผิดพลาดหลุดออกมาบ่อยๆ
อย่างเช่นในฉบับที่197 นี่บทความ Sukhoi PAK FA T-50 ตรงกรอบข้อมูลสมรรถนะหน้าท้ายดันไปลอกข้อมูลจาก wikipedia หน้าของ Dassault Rafale ไปเสียได้
ถ้านิตยสาร Topgun จะยังคงออกต่อไปในรูปแบบใหม่เพิ่มหน้าพร้อมราคาใหม่ ผมหวังว่ารูปแบบเนื้อหาของนิตยสารจะพัฒนาให้ดีกว่าที่เคยทำมาแล้วนะครับ
เพราะถ้าจะให้กล่าวแบบตรงๆคือถ้าไม่นับเรื่องปัญหาสายส่งหนังสือแล้ว ถ้ารูปแบบเนื้อหายังเป็นแบบเดิมๆอยู่ก็เกรงว่าจะทนออกหนังสือต่อเนื่องไปได้ไม่นานอยู่ดีครับ

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นิตยสาร TOPGUN ฉบับสุดท้าย ความเป็นไปของหนังสือทหารในไทยปัจจุบัน


ปกตินิตยสารรายเดือน TOPGUN ของเครือ Animate Group จะออกทุกๆกลางเดือนราววันที่ ๑๕-๑๖
ซึ่งเป็นการย้ายจากการออกในวันที่ ๑๐ ของทุกเดือนหลังเหตุน้ำท่วมใหญ่ปลายปี๒๕๕๔ ซึ่งทำให้นิตยสารหยุดไปสองฉบับ
แต่ในฉบับที่ 197 เดือนตุลาคม 2014 นี่ออกช้าไปสองวันแต่ร้านที่ซื้อประจำไม่รับมาขายแล้วต้องไปซื้ออีกร้าน
และข่าวที่ปรากฎในหน้าสุดท้ายของเล่มก็คือ TOPGUN ฉบับนี้ออกเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว
จริงๆส่วนตัวคิดว่าน่าจะทนออกอีกสักสามเล่มให้ครบ vol.200 แล้วค่อยไปน่าจะดีกว่านะครับ

ตั้งแต่เปิดตัวเล่มแรก vol.1 หน้าปก MH-53 PAVE LOW ในเดือนกรกฎาคมปี ๒๕๔๐ นิตยสารฉบับนี้ก็ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งครับ
ตั้งแต่ถูกวิจารณ์ว่าเนื้อหาบทความของนักเขียนบางท่านไม่ดีเท่านิตยสารสมรภูมิซึ่งอยู่มานานกว่าจะ ๔๐ปีแล้ว
ฉบับแรกๆมีลงภาพรูป Nude วาบวิวอย่างกับหนังสือมวย
กว่าบทความและภาพเนื้อหาต่างๆจะเข้าที่เข้าทางก็หลายปีอยู่
เห็นจวนเจียนจะไปทีหนึ่งตอนปี ๒๕๔๘ ที่ลดต้นทุนหนังสือจากกระดาษขาวมาเป็นกระดาษน้ำตาล
จนหยุดไปเดือนหนึ่งแล้วขึ้นราคาจาก ๔๕บาทเป็น ๕๕บาท กระดาษขาวเหมือนเดิม
แล้วก็ออกมาได้นานจนบทความหัวข้อต่างผลักกันไปๆมาๆหายไปก็มาจนออกได้ตั้ง ๑๗ปีถึงเลิกก็นับว่าเก่งมากแล้วครับ

ปัญหาของหนังสือทหารในไทยปัจจุบันก็เป็นปัญหาเดิมๆของวงการอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์นั่นละครับ
คือไม่มีโฆษณามาลงมากพอที่จะให้หัวหนังสืออยู่ได้ ซึ่งนิยสารสมรภูมิก็เจอมาเมื่อ๑๐ปีที่แล้วจนกลายเป็นรายสะดวกออกในปัจจุบัน
ประกอบกับพฤติกรรมของคนอ่านที่เปลี่ยนไปจากการใช้ Internet และ Social Network ในการติดตามข่าวสารที่รวดเร็ว
ทำให้นิตยสารแนวนี้ขาดทุนไม่สามารถจะอยู่ได้อีกต่อไปจนต้องเลิกพิมพ์ไปในที่สุด
ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าในตลาดหนังสือของไทยตอนนี้ไม่มีนิตยสารทหารที่ลงข้อมูลหลากหลายทุกเหล่าทัพทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว

ตอนนี้เท่าที่ไปสอบถาม Animate Group ที่ไปออกงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ดูเหมือนว่าข่าวการขายหัวหนังสือและเปลี่ยนทีมงานจะยังไม่มีความชัดเจนอะไร
อันนี้ก็กังวลไปถึงนิตยสารทหารอื่นที่ซื้ออ่านประจำก็เห็นจะเหลือแต่ Tango ของมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ครับว่าจะยังออกหนังสือรายเดือนต่อไปได้อีกหรือไม่ เพราะ Tango จะลงแต่เรื่องของอากาศยานเป็นหลักในราคา ๗๐บาท(ซื้อมาตั้งแต่เล่มละ๒๐บาท)
ถ้า Tango หายไปอีกนี่คราวนี้ยุคมืดของวงการหนังสือทหารของไทยอย่างแท้จริงเลยละครับ