แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Type 69-II แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Type 69-II แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

กองทัพบกไทยใช้รถถังหลัก Type 69-II จีนฝึกเป็นข้าศึกสมมุติ











Type 69-II Main Battle Tank of 22nd Cavalry Sqauadron, Cavalry School, Cavalry Center, Royal Thai Army as Aggressor Unit during Task Force Training Cavalry Regiment 2017

วันที่ 20 - 29 เมษายน 2560 กองพันทหารม้าที22 ศูนย์การทหารม้า ดำเนินการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยกองพัน(ในที่ตั้ง) เพื่อประกอบในการฝึกกรมทหารม้าเฉพาะกิจ ของกองทัพบก ประจำปี 2560 ณ พื้นที่การฝึก ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี
https://www.facebook.com/22ndcavalrysquadron/posts/1380316222033899


การฝึกกรมทหารม้าเฉพาะกิจของเหล่าทหารม้ากองทัพบกไทยประจำปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ซึ่ง กองพันทหารม้าที่๒๒ รับหน้าที่เป็นหน่วยข้าศึกสมมุติ(ที่จำลองรูปแบบจากกองทัพประเทศหนึ่งทั้งรูปแบบอาวุธ อัตราจัด และภาษา)นั้น
ได้มีการนำรถถังหลักแบบ ๓๐ Type 69-II อย่างน้อย ๗คันเข้ารวมการฝึก ซึ่ง ถ.๓๐ จำนวนอย่างน้อย ๔-๕คันนั้นเป็นรุ่นที่ NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีนผู้ผลิตได้ทำการปรับปรุงปืนใหญ่รถถังเป็นขนาด 105mm NATO แล้ว(เดิมเป็น ปถ.100mm)
การที่กองทัพบกยังคงมีรถถังหลัก Type 69-II ที่ใช้ปฏิบัติงานได้จำนวนหนึ่งก็เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าสภาพตัวรถนั้นยังสามารถใช้งานต่อได้ แต่ที่กองทัพบกเลือกที่จะไม่ปรับปรุงรถส่วนใหญ่และปลดประจำการไป เนื่องจากความคุ้มค่าในด้านค่าใช้จ่ายการดำเนินการที่สูงเกินไปมากกว่า
ซึ่ง ถ.หลัก Type 69-II นี้เป็นรถถังที่จัดหาจากจีนในปี พ.ศ.๒๕๓๐(1987) ในราคาถูกเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านตะวันออกของไทยในขณะนั้น(รวมถึงข้อมูลปฏิบัติการลับอื่นๆ)
โดยจีนมีเงื่อนไขที่ทำให้ไทยไม่สามารถสำรองอะไหล่รถได้เองทำให้มีปัญหาการซ่อมบำรุงในระยะยาว จนเมื่อจีนเองก็ทำการปลดประจำการรถรุ่นนี้ไปแล้ว กองทัพบกไทยจึงจำเป็นต้องปลดประจำการรถส่วนใหญ่ลงตามความเหมาะสมคุ้มค่า
(จะเห็นได้กองทัพในกลุ่ม ASEAN ที่ใช้รถถังจีนรุ่นเก่ากว่าไทยเช่น Type 59M กองทัพบกพม่าที่ได้รับการปรับปรุงติด ปถ.105mm และเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA เสริมก็ยังคงใช้งานได้อยู่)
ตรงนี้ก็เข้าใจว่าในส่วน ม.พัน.๒๒ เองจะยังคงรักษา ถ.๓๐ Type 69-II ต่อไปเพื่อการฝึกศึกษาและอนุรักษ์ในเชิงประวัติศาสตร์ทางทหารในอนาคตที่พิพิธภัณฑ์ทหารม้าครับ

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จีนอาจจะนำรถถังหลัก Type 96B ใหม่เข้าประจำการแทนรถถังรุ่นเก่า

China's Type 96B MBT expected to replace PLA's older tanks
China's People's Liberation Army is likely to use the Type 96B MBT as the pillar of its tank fleet, according to a media report. (China Daily)
http://www.janes.com/article/62900/china-s-type-96b-mbt-expected-to-replace-pla-s-older-tanks

หนังสือพิมพ์ China Daily จีน ได้เผยแพร่ข้อความวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ทางทหารเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา(http://europe.chinadaily.com.cn/china/2016-08/10/content_26411508.htm)ว่า
กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(People's Liberation Army)มีแนวโน้มที่จะนำรถถังหลัก Type 96B รุ่นใหม่เข้าประจำการเป็นกำลังหลักของหน่วยรถถังทดแทนรถถังหลักรุ่นเก่า

Gao Zhuo นักสังเกตการณ์ทางทหารที่ Shanghai ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้ให้ข้อมูลกับ China Daily ว่า
"ขีดความสามารถที่ยอดเยี่ยมของรถถังหลัก Type 96B ทำให้มันมีคุณสมบัติที่จะเป็นกระดูกสันหลักของกองกำลังรถถังจีน Type 96B เป็นรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในรถถังตระกูล Type 96 และเป็นรถถังหลักยุคที่3ขั้นก้าวหน้าอย่างแท้จริง"
นาย Gao ยังกล่าวเพิ่มว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีแผนที่จะนำรถถังหลัก Type 96B เข้าประจำการทดแทนรถถังหลักรุ่นเก่าที่ล้าสมัยอย่างรถถังหลัก Type 59 และรถถังหลัก Type 69

China North Industries Corporation หรือ NORINCO ผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ที่สุดของจีนเป็นผู้พัฒนาสร้างรถถังหลัก Type 96B ซึ่งเป็นรถถังหลักตระกูล Type 96(ZTZ-96) รุ่นล่าสุด
โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้เปิดตัวรถถังหลัก Type 96B ในการเข้าร่วมการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2016 ที่สนามฝึกใช้อาวุธ Alabino ใน Moscow รัสเซีย
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2016 ที่จีนเข้าร่วมการแข่งขันประเภทต่างๆถึง 22รายการ (รองจากรัสเซียเจ้าภาพลงแข่งขันครบ 23รายการที่ถูกจัดขึ้น)
ในการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2016 นี้ก็เป็นปีที่สามนับจากการแข่งในปี 2014 และปี2015 ที่จีนส่งรถถังหลักที่ตนเองพัฒนาเองแข่งกับทีมของรัสเซียที่ใช้รถถังหลัก T-72B3M, ทีมเบลารุสใช้รถถังหลัก T-72BM1 และทีมของชาติอื่นที่ใช้รถถังหลัก T-72B3
(ผลการแข่งในรอบ Relay Race SemiFinals no.1 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม อันดับที่1 จีน, อันดับ2 คีร์กีสถาน, อันดับ3 อาร์เมเนีย, และอันดับ4 แองโกลา
การแข่งรอบ Final จะจัดขึ้นวันที่ 13 สิงหาคม สี่ทีมสุดท้ายที่มีคะแนนผ่านเข้าทำการแข่งคือ 1.รัสเซีย 2.เบลารุส 3.จีน และ 4.คาซัคสถาน
http://eng.armygames2016.mil.ru/page190577.html)




ตามข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2015 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีรถถังประจำการอยู่มากกว่า 7,000คัน ซึ่งรวมรถถังหลัก Type 96 และรถถังหลัก Type 96A จำนวน 2,000คัน, รถถังหลัก Type 99 และรถถังหลัก Type 99A จำนวน 600คัน
นั่นหมายความว่ารถถังส่วนใหญ่ที่ยังคงเป็นกำลังหลักในกองทัพปลดปล่อยประชาชนยังคงเป็นรถถังรุ่นเก่าที่ผลิตมาตั้งแต่หลายทศวรรษที่แล้ว
Huang Guozhi บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร Modern Weaponry ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์ China Daily ว่า รถถังหลัก Type 99 นั้นเป็นรถถังหลักที่มีความก้าวหน้าสูงสุดของจีน แต่จากราคาที่สูงและขีดความสามารถในการผลิตที่จำกัด
"ทำให้การจะจัดซื้อและนำรถถังหลัก Type 99 เข้าประจำการในจำนวนมากสำหรับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเป็นสิ่งที่ทำจริงไม่ได้
ดังนั้นรถถังหลัก Type 96B ซึ่งมีราคารองลงมาและมีระดับขีดความสามารถที่น่าพอใจนั้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับกองทัพจีนและกองทัพต่างประเทศ มันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการปรับปรุงกำลังยานเกราะของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน" เขากล่าว

จากข้อมูลที่ปรากฎในสื่อสังคม Online จีนนั้น ถ.หลัก Type 96B มีการปรับปรุงจากรถรุ่นก่อนหน้าหลายอย่างทั้ง ปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบขนาด 125mm สมรรถนะสูงใหม่, เครื่องยนต์ดีเซลกำลังสูงรุ่นใหม่พร้อมระบบส่งกำลังใหม่ และระบบควบคุมการยิงใหม่ที่ทันสมัย
Yu Shuo นักวิเคราะห์รถถังจาก Beijing กล่าวว่า Type 96B เป็นความสำเร็จล่าสุดด้านอุตสาหกรรมอาวุธภาคพื้นดินของจีน โดยให้ข้อสังเกตว่าไม่ควรเน้นไปที่ผลจากการแข่ง Tank Biathlon มากเกินไป โดยควรจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่จีนจะได้รับจากการแข่งมากกว่าครับ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๕

M60A3 Main Battle Tank Royal Thai Army New Upgrade
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=238675653161883&set=p.238675653161883

จากภาพล่าสุดในข้างต้นที่ปรากฎว่ากองทัพบกไทยมีการปรับปรุงรถถังหลัก M60 ซึ่งน่าจะเป็นการดำเนินการโดยบริษัท IMI อิสราเอลตามที่เคยรายงานข่าวไปก่อนนั้น
ในภาพจะเห็นว่าปืนใหญ่รถถังที่ติดกับรถถังหลัก M60 ที่ปรับปรุงจะไม่ใช่ปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm คือ MG251/MG253 ขนาด 120mm/L44 ของ IMI
http://www.imi-israel.com/home/doc.aspx?mCatID=68579
แต่ยังคงเป็นปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm โดยเปลี่ยนเป็นปืนใหม่น่าจะเป็นปืนใหญ่รถถัง M68(L7) ที่ได้สิทธิบัตรการผลิตในอิสราเอลที่ใช้ในรถถังหลัก Merkava MkI และ Merkava MkII ซึ่งกองทัพอิสราเอลปลดประจำการแล้ว
ซึ่งที่ดูจากรูปแบบกระบอกปืนที่เห็น ไม่แน่ใจว่าน่าจะเป็นปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm แบบของใหม่หรือไม่ ส่วนระบบควบคุมการยิงและกล้องเล็งใหม่ก็น่าจะเป็นของ Elbit Systems

รถถังหลักที่ได้รับการปรับปรุงเข้าใจว่าน่าจะเป็นรถถังหลัก M60A3 เพราะสีตัวรถเป็นลายพรางแบบสามสี NATO ซึ่งมีประจำการใน กองพันทหารม้าที่๕ รักษาพระองค์ และ กองพันทหารม้าที่๑๗ รักษาพระองค์
ขณะที่รถถังหลัก M60A1 ที่ประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒๐ รักษาพระองค์ สีตัวรถจะเป็นสีเขียวขี้ม้า
ตรงนี้ก็ยังไม่ทราบครับว่าโครงการปรับปรุงของ IMI ตอนนี้จะปรับปรุงเฉพาะ ถ.หลัก M60A3 กองพันเดียวหรือทั้งสองกองพัน และจะปรับปรุง ถ.หลัก M60A1 รวมถึง ถ.หลัก M48A5 ด้วยหรือไม่

([ROLEPLAY] Thailand to finalise deal with Israel on M60 Patton upgrade packages
https://www.reddit.com/r/worldroleplay/comments/408qj6/roleplay_thailand_to_finalise_deal_with_israel_on/
เนื้อหาข่าวที่ลงในข้างต้นเห็นมีอ้างอิงจาก Web นี้แห่งเดียวครับ ยังไม่มีแหล่งข่าวอื่นๆอ้างอิงเป็นทางการ เลยมองว่าอาจจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือครับ
แต่ถ้าเป็นไปตามที่อ้างอิงในที่ลงไว้ในข้างต้นทั้งหมด คือปรับปรุงทั้ง M48A5, M60A1 และ M60A3 ทั้งหมดที่กองทัพบกมีทั้งหมดในวงเงิน $700 million แต่ก็บอกว่า ทบ.จะเลิกใช้ M48A5)

ก็ดูเหมือนโครงการปรับปรุงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอัตตาจร M163 TVADS Super Vulcan ที่ปรับปรุงโดย IMI อิสราเอลก่อนหน้านี้ครับ ที่มาทำแบบเงียบๆแทบไม่มีข้อมูลอะไรออกมาเลย
แต่หลักๆที่ทำคงมีเปลี่ยน ปถ.105mm ใหม่กับระบบควบคุมการยิงใหม่ (ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่หรือไม่) คงต้องมาดูกันภายหลังว่าจะมีภาพการปรับปรุงรถเพิ่มเติมปรากฏออกมาอีกมากกว่านี้หรือไม่ครับ

รถถังหลัก Oplot กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย

ประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในสื่อหลักของไทยในกรณี Battery ของรถถังหลัก Oplot กองทัพบกไทยมีปัญหานั้น 
เห็นว่าข่าวนี้ต้นทางมาจากทางนิตยสาร Kanwa the Asian Defence ครับ
https://www.kanwa.com (แต่ยังหา Link จริงๆไม่พบ เข้าใจว่าเป็นหัวข้อบทความในหนังสือรูปเล่ม)

ประเด็นเนื้อหาหลักคือ Battey ของรถถังหลัก Oplot นั้นมีอาการเสื่อมสภาพและประจุไฟใหม่ได้ช้าและลดประสิทธิภาพลงหลังจากการใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งน่าจะมาจากการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยทำให้ Battery เสื่อมสภาพเร็ว
ก็เห็นว่าทางยูเครนจะแก้ปัญหานี้ให้ทางไทยครับ อย่างไรก็ตามในแหล่งข่าวข้างต้นมีการระบุข้อมูลว่า โรงงานที่ผลิต Battery ของ ถ.หลัก Oplot นั้นเดิมอยู่ที่เขต Luhansk
ซึ่งก็อย่างที่ทราบว่าเกิดความขัดแย้งภายในภาค Donbass ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งประกอบด้วยเขต Donetsk กับเขต Luhansk นั้น เป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลยูเครนกับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2014

เข้าใจว่าทางยูเครนต้องหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อยของรถถังหลัก Oplot ใหม่แทนชิ้นส่วนที่ผลิตในเขต Donetsk กับเขต Luhansk เดิมหลายๆระบบ (เป็นสาเหตุร่วมหนึ่งที่ทำให้การผลิตรถถัง Oplot ให้ไทยล่าช้า)
ถ้ารวมกับการแก้ไขปัญหา Bettery เสื่อมสภาพเร็วจากการใช้งานในเขตร้อนชื้นอย่างไทย ก็ต้องใช้เวลาอีกพอควร
ถ้าดูจากที่ผ่านๆมาทางยูเครนได้เสนอความร่วมมือที่จะถ่ายทอด Technology ความมั่นคงของตนให้ไทยมาตลอด เช่นการลงนามความร่วมมือที่จะเปิดสายการผลิตรถเกราะ BTR-3E1 ภายในไทย
ซึ่งหลังที่มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การแบตเตอรี่กับองค์การฟอกหนังไปเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ ก็มีการตั้งโรงงานแบตเตอรี่ทหาร สังกัด กองโรงงานอุตสาหกรรม กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ขึ้นมา
เรื่อง Battery ของรถถังหลัก Oplot ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทางไทยกับยูเครนน่าจะคุยกันได้ (แต่ว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการดำเนินการอย่างไรในขั้นต้นและระยะยาวตรงนี้ก็ยังไม่ทราบ)
แต่ก็สงสัยอยู่อย่างครับว่ารายงานนี้ไปได้แหล่งข่าวมาไหน เพราะคงต้องเป็นเจ้าหน้าที่ภายในที่เกี่ยวข้องครับถึงมีข้อมูลแบบนี้(ทั้งไทยและยูเครน) ซึ่งก็ไม่ทราบว่ามีวัตถุประสงค์ใดที่ให้ข้อมูลนี้กับสื่อ

ทั้งนี้ก็รวมถึงข่าวการส่งมอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่จำนวน ๑๐คันตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้
ซึ่งถ้าเป็นความจริงจะนับเป็นการส่งมอบชุดที่สามแล้ว นับจากการส่งมอบรถชุดแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗(2014) จำนวน ๕คัน และชุดที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๘(2015) จำนวน ๕คัน
ทำให้รถถังหลัก Oplot ที่ประจำการในกองทัพบกไทยรวมเป็น ๒๐คัน ยังเหลืออีกตามสัญญาที่ทางยูเครนจะต้องจัดส่งให้ไทยอีก ๒๙คัน โดยมีรายงานว่ารถชุดใหม่จะมาส่งถึงไทยเพิ่มเติมภายในปีนี้

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของข่าวการส่งมอบรถชุดใหม่นี้อยู่ครับ เพราะการส่งมอบคราวนี้ไม่มีภาพถ่ายการขนส่งรถถังจากเรือขนส่งหรือการเครื่องย้ายรถบนถนนปรากฎออกมาเลย
มีการอ้างข้อมูลบางแหล่งว่าเรือจากยูเครนที่มาไทยในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม เป็นเรือที่ขนส่งรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่กองทัพบกสั่งจัดหาอยู่ซึ่งก็มีจัดส่งให้เป็นระยะต่อเนื่อง
ในส่วนของรถถังหลัก Oplot ชุดล่าสุดนั้นก็มีการอ้างว่าลงเรือมาแล้วแต่ยังไม่มาถึงไทย ซึ่งเรือจะถึงไทยในราวเดือนมิถุนายนนี้
โดยถ้าติดตามจากชุดภาพในโรงงาน Malyshev และการทดสอบรถที่ยูเครนในช่วงครึ่งปีแรกนี้ก็จะเห็นว่ามีรถถังหลัก Oplot ที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์ทั้งคนแล้วหลายคัน รวมถึงชิ้นส่วนที่รอบการประกอบทั้งตัวถังและป้อมปืนอีกเป็นจำนวนมาก
(นอกจากภาพที่เผยแพร่ใน Facebook จนถึง Blog และ Social Network ของยูเครนและรัสเซีย ที่มีการยืนยันแล้วว่าน่าจะเป็นภาะการส่งมอบรถชุดที่สองเมื่อปีที่แล้ว ไม่ใช่การส่งมอบรถชุดล่าสุด)
รวมถึงแม้ว่า Jane's ที่เป็นแหล่งข้อมูลทางการทหารที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือมานานกว่าร้อยปีจะลงข่าวยืนยันตามสื่อที่ออกมาก็ตาม แต่กรณีข่าวรับมอบรถถังหลัก Oplot ของไทยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ครับ (คงต้องรอดูภาพและข้อมูลยืนยันที่ถูกต้องกว่านี้กันต่อไป)

รถถังหลัก VT4 (MBT-3000) รถต้นแบบคันใหม่ที่จีน ซึ่งปรากฎภาพล่าสุดเมื่อต้นปีนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 หรือ MBT-3000 ของกองทัพบกไทย จาก Facebook Page Combat Zones นิตยสาร Battlefield Defense ของ บก.สมพงษ์ นนท์อาสา นี้มีรายงานครับว่า
กองทัพบกไทยได้ลงนามจัดหารถถังหลัก VT4 เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙(2016) จำนวน ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท(นับว่าใกล้เคียงกับที่ส่วนตัวคาดไว้คือประมาณ ๕พันล้านบาท) มีกำหนดส่งมอบใน ๒ปี
โดยโครงการจัดหาครั้งนี้เป็นข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นมิตรประเทศ ทำให้กองทัพบกจะได้ยุทโธปกรณ์ในราคาถูกและจัดส่งได้รวดเร็วเนื่องจากซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบรถถังหลักของกองทัพบกได้ไปดูงานรถถังหลัก T-90S ที่รัสเซีย และรถถังหลัก VT4 จีน
ได้ประเมินคะแนนตามคุณลักษณะความต้องการ ความสามารถในการผลิต การบริการหลังการขาย การถ่ายทอดพัฒนา Technology ราคาต่อคันพร้อมอุปกรณ์สำหรับการรบ
คณะกรรมการกองทัพบกได้ให้คะแนนรถถังหลัก VT4 ร้อยละ๘๐ และรถถังหลัก T-90S ร้อยละ๗๕ (ราคาต่อคันที่เสนอให้ไทย VT-4 คันละ ๔.๙ล้านบาท ขณะที่ T-90S คันละประมาณ ๖ล้านบาทกว่า)

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการประกอบหรือผลิตรถถังหลัก VT4 ในไทย แต่จีนมีโครงการจะตั้งศูนย์การส่งกำลังบำรุงและซ่อมบำรุงในไทย
พร้อมส่งช่างเทคนิค วิศวกร มาประจำที่ไทยด้วย และมีการสะสมชิ้นส่วนซ่อม โดยมีระยะประกัน ๑ปี พร้อมสนับสนุนการซ่อมแซมปรนนิบัติบำรุงอีกไม่ต่ำกว่า ๒๕ปี
ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำรองต่างๆ ๔๓๗รายการ ชุดตาข่ายพรางตัวรถ ๒๘ชุด และกระสุนปืนใหญ่(กระสุนฝึกไม่มีหัวระเบิด) ๙๐นัด โดยจะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไทย ๑๘นายไปฝึกที่จีนก่อนการรับมอบรถชุดแรก ๔เดือน จากนั้นจะฝึกอบรมในไทย

Type 69-II ติดปืนใหญ่รถถัง 105mm กองพันทหารม้าที่๒๒ กองทัพบกไทย
(หมายเหตุ: ในกรณี รถถังหลัก ถ.๓๐ Type 69-II จีนที่กองทัพบกปลดประจำการไปก่อนนั้น
ในช่วงเวลาที่จัดหาคือ พ.ศ.๒๕๓๐(1987) กองทัพไทยจัดหารถถังรุ่นนี้จากจีนโดยตรงในราคามิตรภาพเนื่องจากเป็นรถในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโดยตรง เพื่อรับมือภัยคุกคามตามพรมแดนตะวันออกอย่างเร่งด่วนในช่วงนั้น
แต่จีนมีเงื่อนไขที่ทำให้ไทยไม่สามารถสำรองอะไหล่และอุปกรณ์ต่างสำหรับซ่อมบำรุงรถได้เองในไทย
ประกอบกับเวลาต่อมา ถ.หลักรุ่นนี้ล้าสมัยลงและกองทัพบกได้มีการจัดหารถถังแบบอื่นใช้งานที่มีประสิทธิภาพพอเช่น รถถังเบา ถ.เบา.๓๒ Stingray และรถถังหลัก M60A1/M60A3
ถ.หลัก Type 69-II จึงอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมในการซ่อมบำรุงเพื่อคงสภาพความพร้อม แม้ว่าจีนจะเสนอการปรับปรุงรถถัง Type 69-II ที่ติดปืนใหญ่รถถัง 105mm โดยมีการทดสอบรถต้นแบบที่ ม.พัน.๒๒ แล้วก็ตาม
แต่เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเองเลิกใช้รถถังรุ่นนี้แล้ว กองทัพบกจึงประเมินให้ปลดประจำการไปในที่สุด  แต่ว่าตามตรงโดยความเห็นส่วนตัวข้อเสนอของจีนในโครงการรถถังหลัก VT4 ก็ดูจะยังเอาเปรียบไทยอยู่ดี)

มีรายงานเพิ่มเติมด้วยครับว่ากองทัพบกไทยมีแผนจะจัดหารถถังหลัก VT4 เพิ่มเติมอีก ๑๘คัน รวมเป็น ๔๖คัน ตามอัตราจัดกำลังกองพันทหารม้ารถถังแบบใหม่
(เดิมทีกองพันทหารม้ารถถังของกองทัพบกไทยจะมีรถถังหลักรวม ๕๑คัน คือ
หนึ่งหมวดรถถังมีรถถังหลัก ๕คัน โดยเป็นรถของผู้บังคับหมวด ๑คัน หนึ่งกองร้อยรถถังจะมีรถถังหลัก ๑๕คัน+รถถังของผู้บังคับกองร้อย ๑คันเป็น ๑๖คัน สามกองร้อยรถถังมีรถถัง ๔๘คัน+รถถังของผู้บังคับกองพันอีก ๑คัน+รองผู้บังคับกองพันอีก ๒คัน รวมทั้งหมดเป็น ๕๑คัน
ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าอัตราจัดกองพันทหารม้ารถถังใหม่ที่ ๔๖คันนั้น เป็นอย่างไรครับ)
รวมถึงจะมีการจัดหารถสายพานกู้ซ่อม ๕คัน และรถซ่อมบำรุง ๔คัน ด้วย

ส่วนเครื่องยนต์ของรถถังหลัก VT4 บก.สมพงษ์ให้ข้อมูลเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ FW150 ๑๒ลูกสูบ สี่จังหวะ กำลัง 1200HP (883kW) พร้อม Turbocharge ระยะบายความร้อนด้วยน้ำ
ซึ่งเครื่องยนต์รถถังแบบนี้ไม่มีข้อมูลมาก่อน แต่อ้างว่าใช้ Technology จากยุโรปตะวันตก(DEUTZ?) แต่ก็ยังสร้างในจีนทั้งหมดอยู่
นอกนั้นก็ใกล้เคียงกับที่มีการให้ข้อมูลไปก่อนครับคือ ระบบควบคุมการยิงแบบ Digital พร้อมกล้องเล็งรักษาความเสถียรของภาพ(Image Stabilized Fire Control System) สำหรับพลยิง กล้อง Panoramic Sight พร้อระบบควบคุมการยิงแบบ Hunter-Killer สำหรับ ผบ.รถ
กล้องสร้างภาพความร้อน ระบบควบคุมอาวุธปล่อยนำวิถี ระบบแจ้งเตือนจากการตรวจจับด้วย Laser และยิงลูกระเบิดควันด้วยใช้หีบควบคุมด้วยมือหรือยิงแบบอัตโนมัติ เกราะวัสดุผสมและเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA ครับ
(ทุกอย่างออกแบบและสร้างในจีน แต่อ้างว่าใช้ระบบ Technology ที่ทันสมัยจากตะวันตก)

ทั้งนี้โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ๔๙คันนั้น จะยังคงทยอยจัดหาเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ จนครบอัตราทั้งกองพันเช่นเดิม
โดยรถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO จีน ที่มีโครงการจัดหามาใหม่ชุดแรก ๒๘คันนั้น ถ้าเป็นตามรายงานของสำนักข่าวไทยจะเข้าประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๔ รักษาพระองค์ กองพลที่๑ รักษาพระองค์ 
ซึ่งเป็นคนละส่วนโครงการสำหรับคนละหน่วยกันครับ (กองทัพบกมีกองพันทหารม้าที่มีรถรบต่างแบบประจำการผสมร่วมกันเพียงหน่วยเดียวคือ กองพันทหารม้าที่๒๒ ซึ่งเป็นหน่วยฝึกศึกษาของ ศูนย์การทหารม้า)


ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย ใช้ถังดับเพลิงแบบยกหิ้วภายนอกเพื่อดับไฟป่า ในพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส

อีกทั้งช่วงก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปประชุมร่วมกลุ่ม ASEAN ที่เมือง Sochi รัสเซีย ซึ่งได้ร่วมการประชุมและลงนามข้อตกความร่วมทั้งด้าน วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจและความมั่นคงในหลายๆด้านระหว่างไทย-รัสเซียนั้น
ก็มีการนำเสนอข่างออกมาอย่างต่อเนื่องครับว่ากองทัพบกไทยมีความต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซียและอาจจะรวมถึงยุทโธปกรณ์แบบอื่นเช่น เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อดับไฟป่า 
โดยผู้บัญชาการทหารบกได้สัมภาษณ์สื่อว่ากองทัพบกต้องการเฮลิคอปเตอร์ใหม่ทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ ฮ.ล.๔๗ CH-47D ที่เคยมีประจำการใน กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก ๖เครื่อง
การจัดหาดังกล่าวน่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ที่ได้ใช้ในภารกิจดับไฟป่าที่จังหวัดนราธิวาสภาคใต้ร่วมกับอากาศยานแบบอื่นๆของ ศบบ.เช่น ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA เป็นต้น
ซึ่งแนวทางวางแผนการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 จำนวน ๑๒เครื่องนั้นเป็นความต้องการขั้นต่ำเพียงร้อยละ๕๐ จากความต้องการที่แท้จริงที่จะต้อมีความพร้อมรบถึงร้อย๘๐ เท่านั้น
(และประเด็นนี้ก็ได้กลายเป็นหัวข้อโจมตีความน่าเชื่อถือของกองทัพและหน่วยงานรัฐ ทั้งการจัดหา ฮ.Mi-17V5 เพื่อนำมาใช้ภารกิจช่วยเหลือประชาชนต่างๆ 
และการขายซากเครื่อง CH-47D จากบางสื่อซึ่งทางกองทัพบกก็ได้มีการชี้แจ้งข้อเท็จจริงไปแล้วว่ายังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆในขายซากเครื่องรวมถึงเรื่องการทุจริตตามที่ระบุด้วย)
ระยะเวลาราว ๕ปีนับตั้งแต่ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ชุดแรก ๓เครื่อง และชุดที่สอง ๒เครื่องได้เช้ประจำการใน กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก นั้นได้พิสูจน์แล้วครับว่า ฮ.Mi-17V5 นั้นเป็นอากาศยานแบบหนึ่งที่มีประสิทธิต่อราคาที่ดี
ดังนั้นการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มเติมอีก ๑๒เครื่องก็น่าจะเป็นแนวทางเหมาะสมและมาได้ไกลนับจากที่กำลังพลนักบินและช่างอากาศยานชุดแรกของกองทัพบกจำนวนไม่กี่นายไปศึกษาเปลี่ยนแบบที่รัสเซียมาจนรับมอบเครื่อง

บ.ล.๒๙๕ Airbus C-295W กองทัพบกไทย ที่สเปน

มีรายงานการทดสอบบินของเครื่องบินลำเลียงยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ บ.ล.๒๙๕ C-295W เครื่องแรกของกองทัพบกไทย ที่สนามบิน Seville ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน Airbus สเปนตามที่รายงานไป
โดยเครื่องบินลำเลียง C-295W จำนวน ๑เครื่องนี้คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก 
ซึ่งเดิมทีกองทัพบกเคยมีเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๓๓๐ Short Brothers Short 330-UTT ๒เครื่องที่ปลดประจำการไปแล้ว และยังคงประจำการเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๑๒ EADS CASA C212-300 ๒เครื่องอยู่
นอกจากนี้มีรายงานว่าอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธีขนาดกลางแบบ Elbit Hermes 450 UAV สำหรับภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ระยะเวลาทำการบินนาน 
ได้มีการจัดหาเข้าประจำการแล้วเพื่อทดแทนอากาศยานไร้คนขับ IAI Searcher II UAV ที่ใช้งานมานานในส่วน ศูนย์การบินทหารบก และมีรายงานว่ากำลังทำการฝึกบินที่ กองร้อยบิน กองพลทหารราบที่๙ 
ซึ่งทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาอากาศยานของกองทัพบกที่มาแบบเงียบๆช่วงนี้ครับ

24 - 25 พ.ค.59 การประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางมาใช้ใน ทบ.
เอกอัครราชฑูตยูเครนประจำประเทศไทยและคณะเข้าเยี่ยมคำนับ พล.ต.ดนัย กฤตเมธาวี ผบ.ศร. ณ ห้องรับรอง บก.ศร. 
และต่อจากนั้น ผบ.ศร.เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางมาใช้ใน ทบ.ไทย ณ ห้องประชุม 1 บก.ศร.ค่ายธนะรัชต์

ภาพ/ข่าว โดย ปชส.ศร.
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.601761836646998.1073742240.226022944220891
https://www.facebook.com/ศูนย์การทหารราบ-226022944220891/

ในชุดภาพข้างต้นจะเห็นครับว่า เอกอัครราชฑูตยูเครนประจำประเทศไทยและคณะนั่งในตำแหน่งตัวแทนบริษัทฯ และมีผู้แทนบริษัทหลายๆราย(นาจะเป็นคนไทย) ในการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางใหม่ของกองทัพบกไทย
ซึ่งตัวแทนนายทหารในส่วนของกองทัพบกก็มีทั้ง ศูนย์การทหารราบ ศูนย์การทหารม้า กรมสรรพาวุธทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เป็นต้น
อาจจะพอบอกได้ว่าโครงการจัดหายานเกราะล้อยางของกองทัพบกครั้งนี้มีตัวแทนจากยูเครนส่งแบบรถของตนเข้าแข่งขันรายหนึ่ง และอาจจะเป็นการจัดหาระบบรถหุ้มเกราะล้อยางที่จะนำเข้าประจำการทั้งใน เหล่าทหารราบ และเหล่าทหารม้าด้วย

แต่ตัวแทนรายอื่นจากประเทศอื่นๆก็ไม่ทราบครับว่ามีแบบใดบ้าง ทั้งนี้ที่ได้เคยรายงานไปว่ารถเกราะล้อยางอีกแบบที่มีข่าวออกมาก่อนว่าเสนอให้กองทัพบกคือ BTR-82A รัสเซีย
แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันชัดเจนว่าทางตัวแทนจากรัสเซียจะมาเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางหรือไม่และเมื่อใด
ซึ่งก็ควรที่จะมีตัวแทนหลายรายจากหลายประเทศมาเสนอแบบยานเกราะล้อยางให้กองทัพบกครับ

ยานเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 รถต้นแบบสำหรับกองทัพบกไทย(My Own Photo)


อากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่งปีกตรึง Falcon-V FUVEC พัฒนาโดยบริษัท Top Engineering Group และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.

DTI และ ทร. จับมือร่วมวิจัยยานเกราะล้อยาง-อากาศยานไร้นักบิน

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 DTI ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมวิจัยโครงการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญสองโครงการ คือ

โครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (FUVEC) 
ซึ่งถือว่าเป็นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่งของ DTI ในการร่วมมือกับหน่วยผู้ใช้ หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อนำมาใช้งานในกองทัพ

สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน 
เป็นรถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับลำเลียงพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของกำลังรบยกพลขึ้นบกในการเคลื่อนที่จากเรือสู่ฝั่ง 
สามารถบรรทุกไปกับเรือ และปฏิบัติการทางยุทธวิธียกพลขึ้นบกจากในทะเลชายฝั่งเข้าสู่ที่หมายหัวหาดและต่อเนื่องในยุทธบริเวณ 
และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเป็นความร่วมมือของ DTI และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพเรือ

ความเป็นมาของโครงการนั้น เนื่องด้วยกองทัพเรือนอกจากจะรับบทบาทในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลแล้ว ยังต้องมีขีดความสามารถในการสถาปนากำลังรบบนฝั่ง ทำการยึดรักษาหัวหาดอย่างมั่นคง 
ด้วยกำลังรบยกพลขึ้นบกไปยังชายฝั่งข้าศึกหรือพื้นที่ชายฝั่งที่ข้าศึกยึดครองอยู่ ซึ่งข้อได้เปรียบของการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกคือความอ่อนตัว ขีดความสามารถในการรวมกำลังที่เข็มแข็งและความรวดเร็วในการปฏิบัติภารกิจ 
และในปัจจุบันสภาพแวดล้อมของการดำเนินกลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้กำลังรบยกพลขึ้นบกจะมีภารกิจในการดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดินที่ต่อเนื่องด้วย 
ซึ่งจะต้องดำรงขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว มีอำนาจการยิงสนับสนุนที่รุนแรง และมีการป้องกันเพื่อเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบ

ยานเกราะล้อยางแบบ 8x8 เป็นรถที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อให้มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ มีอำนาจการยิงที่รุนแรงด้วยอาวุธที่หลากหลายสอดคล้องกับภารกิจ 
มีเกราะป้องกันแรงระเบิดด้านใต้และด้านข้าง ช่วยปกป้องทหารภายในรถ อีกทั้งมีความสามารถในการเคลื่อนที่ในน้ำ 
ทำให้ยานเกราะล้อยางมีคุณลักษณะและขีดความสามารถที่สอดคล้องและเหมาะสมต่อการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยนาวิกโยธินในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก ครอบคลุมถึงการปฏิบัติการอื่น ๆ ของหน่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
DTI ได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยาง 8x8 สำหรับปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกแล้วจำนวนหนึ่งคัน 
ซึ่งทำให้ DTI ได้รับองค์ความรู้อย่างมากในด้านการออกแบบ กำหนดคุณลักษณะของยานเกราะล้อยางตามความต้องการของผู้ใช้งาน 
และการดำเนินการสร้างต้นแบบที่มีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งจากความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติการของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทำให้นำมาสู่ข้อตกลงดังกล่าว

ผลผลิตของโครงการวิจัย จะได้ต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จำนวน 1 คัน 
พร้อมทั้งผลการทดสอบสมรรถนะและการทดลองระบบย่อยต่าง ๆ และคู่มือการใช้งานการซ่อมบำรุง รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกันของนักวิจัย DTI และเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ 
โดยต้นแบบกำหนดคุณสมบัติดังนี้
- สามารถบรรทุกเจ้าหน้าที่ประจำรถประกอบด้วย ผบ.รถ/ผบ.หมู่ 1 นาย พลขับ 1 นาย และพลยิง 1 นาย และอัตราบรรทุกทหารราบไม่น้อยกว่า 11 นาย
- มีความเร็วเดินทางบนบกโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- มีความเร็วเดินทางในน้ำสูงสุด 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- มีระยะปฏิบัติการบนบก 600 กิโลเมตร
- มีระบบเติมลมและปล่อยลงยางอัตโนมัติ
- มีระบบอาวุธหลักขนาด 12.7 – 30 มม. และมีระบบอาวุธรองขนาด 7.62 มม.
- มีเกราะด้านข้างสามารถกันกระสุนตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม กมย.กห.ที่ 2/2547 ระดับ 3
- มีเกราะใต้ท้องสามารถป้องกันระเบิดตามมาตรฐาน NATO Level 2b (STANAG 4569)
- มีระบบป้องกันนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ ภายในห้องโดยสาร
- มีระบบกล้องตรวจการณ์รอบตัวรถและระบบแสดงผล

สำหรับอีกโครงการหนึ่งคือโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (FUVEC) นั้น เป็นการร่วมมือระหว่าง DTI, สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ และบริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด 
โดยความเป็นมาของโครงการนั้น เกิดจากการที่บริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้น-ลงทางดิ่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพเรือได้แก่ 
หน่วยฝ่ายอำนวยการ (กรมยุทธการทหารเรือ) หน่วยผู้ใช้งาน (กองเรือยุทธการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทัพเรือภาคที่ 1 ทัพเรือภาคที่ 2 ทัพเรือภาคที่ 3 กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง) 
หน่วยเทคนิคที่เกี่ยวข้อง (กรมอู่ทหารเรือ กรมอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพาวุธทหารเรือ) 
ซึ่งจากคุณลักษณะดังกล่าวสามารถนำมาใช้งานกับภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างหลากหลายและมีความสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพเรือในการนำอากาศยานไร้นักบินไปใช้งาน 
จึงเสนอเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างกองทัพเรือ, DTI และบริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด โดยกำหนดความต้องการใช้งานของกองทัพเรือ 3 ภารกิจ ดังนี้

ภารกิจที่ 1 ใช้สำหรับการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบฝ่าย และชี้เป้าในระยะพ้นของฟ้าในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพเรือ 
รวมทั้งเฝ้าตรวจการทำผิดทางทะเลต่าง ๆ การค้ามนุษย์ น้ำมันเถื่อน เป็นต้น ในระยะทางน้อยกว่า 100 กิโลเมตร
ภารกิจที่ 2 สำรวจคราบน้ำมันในทะเล ที่ระยะน้อยกว่า 300 กิโลเมตร
ภารกิจที่ 3 การทำแผนที่ภูมิประเทศแสดงขั้นความสูง (Mapping terrain)

โดยผลผลิตของโครงการจะได้ต้นแบบอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้น-ลงทางดิ่ง (FUVEX) ประกอบด้วยโครงสร้างอย่างน้อย 4 ลำ 
ระบบควบคุมอัตโนมัติ 4 ชุด ระบบขึ้นลงเรือ 2 ชุด ระบบควบคุมภาคพื้นดิน 2 ชุด อุปกรณ์ถ่ายภาพ 1 ชุด และระบบรับส่งข้อมูลแบบดิจิตอลที่มีคุณลักษณะดังนี้
- รัศมีปฏิบัติการแบบ Real time ระยะ 100 กิโลเมตร
- ตรวจการณ์พื้นที่รัศมี 150 กิโลเมตร การตรวจการณ์นอกรัศมีปฏิบัติการแบบ Real Time เป็นการบินอัตโนมัติโดยกำหนด Way point บันทึกภาพไว้บนตัวยาน (Silent Mode)
- ระยะเวลาปฏิบัติการอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
- ความเร็วเดินทาง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ทนความแรงของคลื่นลมได้ที่ระดับ 3 (Sea State 3) ความสูงของคลื่น 0.5 - 1.25 เมตร ความเร็วลม 7 - 10 น็อต (12.96-18.52 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
-สามารถขึ้นลงทางดิ่งแบบกึ่งอัตโนมัติบนดาดฟ้าเรือตั้งแต่เรือชุด ตกป. ขึ้นไปที่มีพื้นที่ท้ายเรือสำหรับการขึ้นลง 5x5 ตารางเมตร

ซึ่งทั้งสองโครงการ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ของประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับภาคเอกชน 
และเป็นการพึ่งพาตนเองเพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีด้วยฝีมือคนไทยต่อไป

คงยังหวังได้หน่อยว่ารถหุ้มเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 อาจจะได้ประจำการใน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย 
หลังจากที่กระแสออกมาว่าอาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการจัดหายานเกราะล้อยางแบบใหม่ของกองทัพบกไทย
รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ FUVEC แบบ Falcon-V และ Pigeon-V ซึ่งมีการนำมาสาธิตในการฝึกร่วมประจำปีของกองทัพเรือมาแล้วครับ

Royal Thai Air Force Gripen(wikipedia.org)

ข่าวเรื่องการให้สัมภาษณ์ของ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ หลังการเข้าพบของเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย นาย Staffan Herrstrom 
ที่หลายสำนักข่าวลงข่าวเหมือนกับว่ากองทัพอากาศไทยมีแผนจะจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติม ๔เครื่องไปแล้ว แต่สวีเดนปฏิเสธที่จะขายให้ไทยนั้น
ในความเป็นจริงที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศท่านก่อนๆคือ พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ก็มีแนวคิดการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D เพิ่มเติมสำหรับ ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ ที่มีประจำการอยู่ปัจจุบัน ๑๒เครื่องมาหลายปีแล้ว
เนื่องจากอัตราเครื่องประจำฝูงบินขับไล่ที่ ๑๒นั้นเป็นจำนวนที่สามารถคงระดับความพร้อมรบในขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งจำนวนเครื่องในอัตราฝูงบินขับไล่ปกติของกองทัพอากาศจะอยู่ที่ ๑๖-๑๘เครื่อง 
เช่นที่เห็นได้จาก บ.ข.๑๙ F-16A/B ของ ฝูงบิน๑๐๒(F-16A/B Block15 ADF) และฝูงบิน๑๐๓(F-16A/B Block15 OCU) กองบิน๑ และ ฝูงบิน๔๐๓(F-16A/B EMLU) กองบิน๔

อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าการให้สัมภาษณ์ของอดีต ผบ.ทอ.นั้นน่าจะเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของท่านเรื่องแนวคิดการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมตามความต้องการอัตราจัดมาตรฐานของฝูงบินขับไล่ เช่นที่เคยมีมาหลายครั้งจนถึงวาระของ ผบ.ทอ.ท่านปัจจุบันเองมากกว่า
เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจนจริงๆเสียที ก็อย่างที่ทราบครับว่ากองทัพอากาศยังมีภาระในหลายๆโครงการต่อเนื่องอยู่อีกมากจนอาจจะไม่มีการตั้งโครงการจัดหา Gripen เพิ่มได้ในเร็วๆนี้
ซึ่งทางการสวีเดนเองก็ได้ให้ข้อมูลปฏิเสธเรื่องการขาย Gripen ชุดใหม่ให้ไทยไป เพราะว่ายังไม่มีการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางไทยในขณะนี้ โดยไม่มีเรื่องเหตุผลด้านสถานการณ์ภายในของไทยและต่างประเทศ(ไม่นับการต่อต้านจาก NGO ในสวีเดนเอง)
ที่ผ่านมาหลายปีทางบริษัท SAAB ผู้ผลิตเครื่องและองค์กรด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของสวีเดนก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไรไทยจะสั่งจัดหา Gripen เพิ่มกับตนจริงๆเสียทีมาตลอด 
ซึ่งจากรายงานการเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen E ล่าสุดตามที่รายงานไปนั้น ทาง SAAB ก็หวังที่จะขายทั้ง Gripen C/D เพิ่มเติมสำหรับฝูงบิน๗๐๑ และ Gripen E/F ในโครงการจัดหาเครื่องขับไล่ฝูงใหม่ในอนาคตของกองทัพอากาศไทยครับ

(ตรงนี้จากแต่ละข่าวทั้งหมด ก็แสดงถึงคุณภาพการนำเสนอของสื่อหลักของไทยที่ไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือและจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชนนัก จั่วหัวเรื่องชี้นำไปทางแต่เนื้อหาข่าวจริงคนละเรื่องและอีกหลายๆอย่างเป็นประจำ
รวมถึงสื่อบน Social Network หลายแห่งที่ไร้คุณภาพที่ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์โดยตรงหรือแอบแฝงในการบ่อนทำลายความน่าเชื่อขององค์กรที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบสุขของชาติ เพื่อให้ประชาชนในประเทศและต่างประเทศรับข้อมูลผิดๆด้วย 
นอกจาก Website, Facebook Page หรือ Twitter ของหน่วยงานโดยตรงที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางการหรือเป็นบุคคลมืออาชีพที่มีความน่าเชื่อถือแล้ว ที่เหลือโดยมากมีแต่อะไรก็ไม่รู้เชื่อถือแทบไม่ได้เลย ซึ่งพวกหลังที่ว่ามาน่าเบื่อน่ารำคาญมากแต่เราทำอะไรไม่ค่อยได้)