วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Defense & Security 2015: อุตสาหกรรมและงานวิจัยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของไทย-๒

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense & Security 2015 ซึ่งจัดขึ้นที่ IMPACT Hall 6-8 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ ๒-๕ พฤศจิกายนนั้น
ยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ในส่วนของกองทัพและหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมที่มาจัดแสดงในงานอีกหลายโครงการครับ



โครงการชุดเกราะกันกระสุนแบบบูรณาการ ของกรมสรรพาวุธทหารเรือ และกรมสารวัตรทหารเรือ
ประกอบด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนสะเทินน้ำสะเทินบก(เสื้อเกราะลอยน้ำ) ที่สามารถพยุงร่างกายของผู้สวมในน้ำลอยตัวได้มากกว่า 100kg
ตัวเกราะวัสดุผสมหลายชนิด (เช่น X-ray film ที่เลิกใช้แล้ว, ผงถ่าน Carbon ที่เกิดจากการเผาถ่านหิน และ ผ้าใยแก้ว)สามารถกันกระสุนปืนพกเช่นขนาด 9mm และ .45ACP ได้
เมื่อประกอบกับหมวกกันกระสุนก็จะเป็นชุดเกราะป้องกันแบบบูรณาการ เพื่อการป้องกันชีวิตลดการสูญเสียกำลังพล ในภารกิจอารักขาบุคคลสำคัญ การรักษาความสงบเรียร้อยของบ้านเมือง เป็นต้น


อีกโครงการคือการพัฒนาแหวนขอบยางกันซึมของปืนใหญ่ลากจูง ปกค.๒๕ M198 ขนาด 155mm ของสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เหตุผลที่ต้องมีการพัฒนาชิ้นส่วนอะไหล่ของปืนใหญ่นี้ด้วยตนเอง ก็เนื่องจากปืนมีอายุการใช้งานมานานจนชิ้นส่วนต่างๆเสื่อมสภาพไปตามเวลา และบริษัทผู้ผลิตได้ยกเลิกสายการผลิตอะไหล่ของปืนใหญ่รุ่นนี้ทั้งหมดไปแล้ว
(กองทัพบกสหรัฐฯและนาวิกโยธินสหรัฐฯเลิกใช้ปืนใหญ่ M198 และนำปืนใหญ่ลากจูง M777 ขนาด 155mm ซึ่งเบาและทันสมัยกว่าเข้าประจำการแทน ปืนใหญ่ M198 ที่กองทัพสหรัฐฯเก็บสำรองไว้ส่วนหนึ่งจึงถูกนำมาปรับปรุงสภาพส่งออกให้มิตรประเทศ
เช่นที่กองทัพบกไทยได้จัดหาปืนใหญ่ M198 ที่ปรับปรุงใหม่จากสหรัฐฯจำนวนราว ๕๔กระบอก วงเงินประมาณ ๘๕๐ล้านบาท ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ เพิ่มเติมเสริมปืนใหญ่ M198 ที่กองทัพบกไทยมีอยู่เดิมซึ่งชุดแรกจัดหามาตั้งแต่กว่า ๓๐ปีก่อน
ปัจจุบันกองทัพบกประจำการ ปกค.๒๕ M198 ใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๐๓, กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๐๔, กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๐๖, กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๐๙, กองพันทหารปืนใหญ่ที่๒ รักษาพระองค์ และกองพันทหารปืนใหญ่ที่๒๑ รักษาพระองค์)
ซึ่งนอกจากอะไหล่แหวนขอบยางกันซึ่มของ ปกค.๒๕ M198 ที่ส่งมอบให้กองทัพบกแล้ว ยังมีการวิจัยแหวนขอบยางกันซึมสำหรับ ปนร.๓๔ GHN-45A1 155mm
โดยเพิ่งมีการทดสอบกับปืนใหญ่ GHN-45A1 ของ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗๑๓ กองพลทหารปืนใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ที่ผ่านมาครับ


อากาศยานไร้นักบินแบบขึ้นลงทางดิ่ง Falcon-V VTOL UAV ของบริษัท TOP Engineering Group ร่วมกับ กองทัพเรือ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจในการรวมอากาศยานแบบปีกตรึงกับแบบหลายใบพัดเข้าไว้ด้วยกัน
Falcon-V สามารถขึ้นบินได้จากพื้นที่ขนาด 10x10m เช่นบนเรือทีมีพื้นที่จำกัดได้ มีระบบควบคุมการบินขึ้น ทำภารกิจตามเส้นทาง และลงจอดแบบอัตโนมัติ รุ่นปีก 3m และปีก 4.5m หนัก 6kg และ 6.5kg บรรทุกได้ 5kg น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 22kg
มีพิสัยทำการแบบควบคุมจากระยะไกลได้ 50km และพิสัยทำการแบบตั้งค่าอัตโนมัติล่วงหน้า 200km ถ้าใช้ Lithium Batteries บินได้นาน ๑๒๐นาที ใช้ Hydrogen Fuel Cell นาน ๒๒๐นาที ใช้ Gasoline นาน ๓๐๐นาที
ทำความเร็วได้สูงสุด 130km/h ความเร็วเดินทางรุ่นปีก 3m 90km/h รุ่นปีก 4.5m 70km/h มีความเร็วต่ำสุด 45km/h เพดานบินสูงสุด 3,000m ติดกล้องตรวจการณ์ Digital ขนาด 20MP Full HD และกล้อง Infrared เป็นต้นครับ


UAV แบบนารายณ์ พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นอากาศยานไร้นักบินสี่ใบพัดบินขึ้นลงทางดิ่ง สำหรับภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศและพิสูจน์เป้าหมายทางบกและทางทะเลได้ทั้งกลางวันกลางคืน
มีความเร็ว 60km/h บินได้นาน ๔๕-๖๐นาที เพดานบิน 600m บรรทุกได้หนัก 500g บินได้ไกลกว่า 5km ควบคุมการบินอัตโนมมัติ 16 waypoint


UAV แบบองคต ติดอาวุธปืนเล็กยาว M16 พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นอากาศยานไร้นักบินหกใบพัดบินขึ้นลงทางดิ่งติดอาวุธ สำหรับภารกิจป้องกันฐานปฏิบัติการ
ความเร็วเดินทาง 60km/h บินได้นานมากกว่า ๒๐นาที เพดานบิน 600m บรรทุกได้หนัก 3kg รัศมีทำการ 1-2km ควบคุมการบินอัตโนมมัติ 16 waypoint
ติดตั้งระบบ Gimbol ประกอบด้วยกล้อง ปืนเล็กยาว M16 ติดกล้อง, Servo Pan & Tift, Transmitter 5.8GHz


หมวกทหารราบติดกล้องถ่ายทอดภาพสถานการณ์ พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารเรือ สำหรับใช้ในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจของทหารราบระดับยุทธวิธี
ระยะรับส่งภาพในแนวระดับโดยไม่มีสิ่งกีดขวางไม่น้อยกว่า 500m สัญญาณภาพเป็นแบบ Digital HD ส่งด้วยระบบ Wi-Fi


ระบบตรวจการณ์เพื่อต่อต้านและป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ของ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
เป็นการบูรณาการระบบอุปกรณ์ต่างๆที่กล่าวมาในข้างต้นทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติการ


ทุ่นหมายตำบลที่ทุ่นระเบิดจากยานล่าทำลายทุ่นระเบิด พัฒนาโดย กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ
เป็นการพัฒนาทุ่นหมายตำบลที่ทุ่นระเบิดซึ่งไม่มีอำนาจอิทธิพลแม่เหล็กและเสียงติดตั้งไปกับยานยานล่าทำลายทุ่นระเบิดโดยที่ยานยังคงขีดความสามารถในการเดินทางใต้น้ำ
สามารถแสดงตำบลที่เหนือผิวน้ำทั้งกลางวันกลางคืนและมีน้ำหนักพอที่จะรักษาที่อยู่กับทะเลโดยไม่เคลื่อนที่ไปกับกระแสน้ำ เป็นยุทธวิธีใหม่ในการลดขั้นตอนและความอันตรายในการกู้ทุ่นระเบิด
(วิธีเดิมคือการ "เวคเตอร์เรือยาง" คือใช้เรือยางนำ Sonar Reflector ไปทิ้งใกล้ๆตำบลที่ตรวจพบเป้าทุ่นระเบิดและผูกที่หมายให้เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ดำเนินการต่อ)

อีกโครงการคือระบบวิเคราะห์ภาพเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและรักษาความปลอดภัย พัฒนาโดย โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
เป็นการพัฒนาระบบตรวจจับและจดจำใบหน้าจากข้อมูลภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดเก็บในฐานข้อมูลช่วยในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ 
ซึ่งนำมาใช้กับด่านหรือจุดตรวจจะช่วยเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยได้ครับ



อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก TEagle Eyes II พัฒนาโดย โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
เป็น UAV ขนาดเล็ก ปีกกว้าง 1.8m ลำตัวยาว 1.1m หนัก 2.5kg ความเร็ว 45-75km/h ระยะเวลาบินนานสุด ๒ชั่วโมง รัศมีปฏิบัติการมากกว่า 10km เพดานบินสูงสุด 3,000ft ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันกลางคืน
นายทหารเจ้าหน้าที่โครงการให้ข้อมูลว่า UAV ขนาดเล็ก จะใช้ในภารกิจทางยุทธวิธี เช่นการป้องกันฐานบินร่วมกับอากาศโยธิน และงานด้านการข่าว ลาดตระเวน และตรวจการณ์ครับ



อากาศยานไร้นักบินต้นแบบประเภทยุทธวิธีขนาดกลาง บร.ทอ.๑ Tiger Shark II พัฒนาโดย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ
ระบบชุดหนึ่งจะมีเครื่อง MALE(Medium-Altitude Long-Endurance) UAV ติดตั้งชุดกล้องตรวจการณ์กลางวันกลางคืน ระบบควบคุมภาคพื้นดิน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
Tiger Shark II UAV มีปีกกว้าง 6m ลำตัวยาว 4.2m ความเร็วสูงสุด 110knots ระยะเวลาบินนานสุด ๑๒ชั่วโมง ที่เพดานบินสูงสุด 12,000ft
จากการสอบถามนายทหารเจ้าหน้าที่โครงการกล่าวว่า ปัจจุบัน Tiger Shark II UAV สร้างต้นแบบขึ้นมาแล้ว ๓เครื่อง ซึ่งมีการทดสอบและประจำการที่ ฝูงบิน๔๐๔ กองบิน๔ 
ปัจจุบันฝูงบิน๔๐๔ มี UAV ของ Aeronautics อิสราเอล แบบ Aerostar อยู่ ๕เครื่อง ส่วน Tiger Shark II UAV ต้นแบบสองเครื่องแรกตอนนี้ไม่บินแล้ว
ทั้งนี้ก็หวังว่า Tiger Shark II UAV จะสามารถเปิดสายการผลิตสร้างขึ้นให้กองทัพอากาศได้ในจำนวนมากเพียงพอกับความต้องการของกองทัพอากาศไทย จะได้ลดการจัดหา UAV จากต่างประเทศลงได้มากครับ





ยานยนต์หุ้มเกราะเพื่อภารกิจลาดตระเวนโจมตี (Fast Attack Vehicle) พัฒนาโดย คณะวิศวกรรมป้องกันประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
เป็นยานยนต์ขนาดเล็กสี่ล้อติดเกราะกันกระสุนสองที่นั่ง โครงสร้างเข็งแรงน้ำหนักเบา ทนทานสมบุกสมบันทุกสภาพพื้นที่ มีความเร็วและพละกำลังปีนป่ายสูง
พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับรองรับทุกภารกิจ มีระบบสื่อสาร กล้องตรวจการณ์พร้อมจอ Monitor มีฐานติดปืนกลเบาหมุนยิงได้รอบตัวพร้อมเกราะป้องกัน
โครงการนี้มีมีการพัฒนาวิจัยมาได้ราว ๒ปีแล้ว สำหรับใช้ในภารกิจลาดตระเวนเคลื่อนที่เร็วเสริมการลาดตระเวนทางยุทธวิธี เช่น การปฏิบัติการร่วมกับชุดรถจักรยานยนต์
ซึ่งเหมาะสมกับหลักนิยมในการใช้กำลังของหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว (RDF:Rapid Deployment Force) เช่น กรมทหารราบที่๓๑ รักษาพระองค์
โดยมีแนวคิดที่จะนำยานยนต์ FAV นี่ไปใช้ในภารกิจที่ชายแดนภาคใต้ด้วยครับ



รถต้นแบบสะเทินน้ำสะเทินบก สนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย พัฒนาโดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
มีขนาดกว้าง 2.1m สูง 2.3m ยาว 5.5m ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3,300cc ระบบ Automatic Gear ในการขับเคลื่อนทั้งบนบกและในน้ำ ติดถังลอย ๕ถังสำหรับการลอยตัวของรถ





เครื่องบินทะเล พัฒนาโดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
สร้างจากวัสดุผสม Composite ปีกกว้าง 10m เครื่องยนต์ ROTAX 912 กำลัง 100HP เชื้อเพลิงเบนซิน 95 ความจุ 80liter น้ำหนักขณะไร้ภาระบรรทุก 550kg น้ำหนักขึ้นบิน 650kg
ความจุ ๒-๔ที่นั่ง ความเร็วเดินทาง 80knots ความเร็วสูงสุด 110knots เพดานบินสูงสุด 7,000ft บินได้นาน ๓ชั่วโมง รัศมีทำการ 100nmi ระยะบินไกลสุด 240nmi
มีการสร้างต้นแบบออกมาแล้ว ๓เครื่อง นอกจากจะใช้งานของกองทัพเรือแล้ว ทางนายทหารเจ้าของโครงการยังกล่าวว่าจะมีการผลิตรุ่นพลเรือนสำหรับใช้บินโดยสารระหว่างเกาะด้วยครับ




ป้อมปืนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Turret) พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารบก
เป็นแท่นปืนกลที่มีระบบรับแรงสะท้อนถอยหลัง ควบคุมการยิงด้วยวิทยุบังคับและตรวจการณ์ด้วยภาพจากจอ Monitor ระยะการควบคุมทางวิทยุ 5km
มีการทดสอบติดตั้งและยิงด้วยปืนกล 7.62mm (ปก.M60) และปืนกลหนัก .50cal (ปก.๙๓ M2) แล้ว โดยมีการสร้างต้นแบบออกมา ๔ชุด
สามารถใช้ติดตั้งได้กับรถหุ้มเกราะล้อยางลาดตระเวน ประกอบการดำเนินกลยุทธ์ของหน่วยรบ ในการเข้าตี ตั้งรับ และถอยร่น หรือเป็นส่วนฐานยิง ทำการยิงประกอบการเคลื่อนที่
(ที่ผ่านมาในการใช้งานรถหุ้มเกราะในชายแดนภาคใต้ เมื่อถูกซุ่มโจมตีด้วยระเบิดแสวงเครื่อง พลยิงประจำป้อมปืนของรถจะมีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงถ้าเทียบกับกำลังพลภายในรถ
การใช้ป้อมปืนควบคุมจากระยะไกลภายในตัวรถจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องให้พลยิงออกมาประจำตำแหน่งป้อมปืนนอกตัวรถลงได้มาก)




ปืนกลมือ ปกม.๔๘ พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารบก
เป็นโครงการวิจัยพัฒนาสร้างปืนกลมือขนาด 9mm โดยดัดแปลงจากปืนเล็กยาว ปลย.๑๑ HK33 และศึกษาแบบจากปืนกลมือ HK MP5 และ HK MP5K
สามารถใช้แทนกันได้ทุกชิ้นส่วน ได้รับการออกแบบ ศึกษาขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนควบคุมการผลิต ตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอนให้ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพทันสมัย
ปืนกลมือ ปกม.๔๘ ใช้ในภารกิจของหน่วยรบพิเศษ หรือหน่วยที่ได้รับภารกิจพิเศษ เจ้าหน้าที่ป้องกันการก่อความไม่สงบ หรือป้องกันสถานที่ราชการ และการอารักขาบุคคลสำคัญ
(ส่วนตัวมองว่าชุดแต่งปืน อย่างราง Picatinny ติดกล้องช่วยเล็ง และด้ามจับ ที่เสริม ปกม.๔๘ นี้น่าจะมาดัดแปลงปรับปรุงใช้กับ ปลย.๑๑ HK33 ที่ยังคงใช้ประจำการอยู่ได้
ถ้าไปดูที่ส่วนจัดแสดงของ MKE ตุรกี ก็มีการจัดแสดงปืนเล็กยาวที่พัฒนาจาก HK33 ที่ตุรกีได้สิทธิบัตรในการผลิตในประเทศเช่นเดียวกับไทย ซึ่งถูกพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นครับ)




ชุดลดแรงสะท้อนถอยหลังของ ปก.๙๓ พร้อมขาหยั่งสูง พัฒนาโดย กรมสรรพาวุธทหารบก
เนื่องจากปืนกล ปก.๙๓ M2 .50cal(12.7x99mm) ที่จัดหามานั้นไม่ได้มีชุดลดแรงสะท้อนถอยหลังติดตั้งมาด้วย ทำให้มีแรงถีบสูงจนยากที่จะยิงได้อย่างแม่นยำ
ทำให้การติดตั้งยิงบนบางระบบ เช่น ยานพาหนะเกิดแรงถีบสูงจนสร้างความชำรุดเสียหายต่อโครงสร้างยานพาหนะในระยะยาวด้วย
ชุดอุปกรณ์รับแรงสะท้อนถอยหลังนี้ประกอบด้วยชุดแท่นสำหนับติดตั้งตัวปืนกล ชุดขาหยั่งสูงสามขาปรับระดับสูงต่ำได้ ที่ปลายด้านบนมีเป้าทำด้วยทองเหลือง
มีขนาดตามมาตรฐาน NATO M5 สามารถตั้งยิงได้ทั้งเป้าหมายพื้นดินและในอากาศ ขาหยั่งส่วนบนมีที่แขวนตะขอสำหรับแขวนถุงทรายสำหรับปลอกกระสุนขณะยิงและถ่วน้ำหนักไม่ให้ขาหยั่งกระดก
ระบบมีน้ำหนัก 28.5kg ลดแรงสะท้องได้มากกว่า 70% สามารถติดตั้งได้กับรถรบทุกชนิดทั้ง รถถัง รถเกราะ รถ HMMWV  สะดวกรวดเร็วในการติดตั้งขนย้าย



กระสุนปืนพก กระสุนปืนลูกซอง และกระสุนปืนยาว ผลิตภัณฑ์ของโรงงานวัตถุระเบิดทหาร กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร



กล้องมองกลางคืน (Night Vision Monocular) พัฒนาโดย กรมการทหารช่าง ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (สวทช NSTDA)
เป็นกล้องมองกลางคืนใช้สำหรับเฝ้าระวังป้องกันพื้นที่ของหนวยปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและสถานที่ ในสภาวะทัศนวิสัยจำกัด เช่น ความมืด หรือมีแสงสว่างจำกัด
ใช้ปฏิบัติการได้หลายรูปแบบ เช่นการเฝ้าตรวจ การดำเนินกลยุทธ์ การปฐมพยาบาล การซ่อมสิ่งอุปกรณ์ การลาดตระเวนติดอาวุธ เพื่อความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม
การวิจัยกล้องมองกลางคืนใช้หลอดขยายแสงจากสหรัฐฯและยุโรปในการเปรียบเทียบคุณสมบัติจากสองแหล่ง และได้นำอุปกรณ์ไปทดสอบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ครับ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กองทัพบกไทยลงนามข้อตกลงกับยูเครนในการสร้างรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในไทย

Ukraine has signed a contract with Thailand to manufacture BTR-3 8x8 armored personnel carrier. 

Ukrainian-made BTR-3E1 8x8 armoured personnel carrier of Thai army.

Ukrainian-made BTR-3E1 8x8 anti-tank guided missile variant of Thai army.

http://www.armyrecognition.com/november_2015_global_defense_security_news_uk/ukraine_has_signed_a_contract_with_thailand_to_manufacture_btr-3_8x8_armored_personnel_carrier_10911151.html

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครน(NSDC:National Security and Defence Council) ได้มีการออกประกาศแถลงว่า
เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไทยและยูเครนได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ภายในประเทศไทย

กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 จำนวน ๙๖คัน เป็นชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๐(2007) ประกอบด้วย
รถรบทหารราบ BTR-3E1 ๖๔คัน, รถเกราะที่บังคับการ BTR-3K ๔คัน, รถเกราะพยาบาล BTR-3S ๓คัน, รถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 81mm BTR-3M1 ๙คัน, รถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 120mm BTR-3M2 ๔คัน,
รถเกราะติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BTR-3RK ๖คัน และรถเกราะกู้ซ่อม BTR-3BR ๖คัน ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔(2011) กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถเกราะ BTR-3E1 เพิ่มอีกเป็นชุดที่สองจำนวน ๑๒๑คัน
ปัจจุบันตามรายงานของทางยูเครนระบุว่าได้มีการส่งมอบรถเกราะ BTR-3E1 ให้ไทยแล้ว ๒๓๓คัน(น่าจะรวมรถของนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย ๑๒คันด้วย) โดยเป็นส่วนหนึ่งสัญญาวงเงิน $270 million(ประมาณ ๙,๗๐๐ล้านบาท)
ในปี พ.ศ.๒๕๕๖(2013) Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านการผลิตและส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครน ได้รับสัญญาจัดหารถเกราะ BTR-3E1 เพิ่มเติมอีก ๒๑คัน สำหรับกองทัพบกไทย
ซึ่งสัญญาดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดส่งชิ้นส่วนของรถเกราะ BTR-3E1 รุ่นลำเลียงพล ๑๕คัน และรถเกราะติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BTR-3RK ๖คัน จากยูเครนมาทำการประกอบภายในประเทศไทยด้วย

"เอกสารที่เพิ่งลงนามไปอยู่ในกรอบข้อตกลงการมีส่วนร่วมของตัวแทนของยูเครนในงานแสดงนานาชาติ Defense & Security 2015 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นเอกสารเพื่อการให้มีการเปิดสายการผลิตของรถเกราะตระกูล BTR-3 ภายในดินแดนของราชอาณาจักรไทย"
สภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครนกล่าวในการแถลง โดยตัวแทนของฝ่ายยูเครนในการลงนามข้อตกลงนี้คือรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน Stepan Poltorak
ซึ่งทางสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครนได้กล่าวอีกด้วยว่า ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเครนและตามข้อตกลงอีกสองฉบับก่อนหน้านี้ ยูเครนจะส่งออกรถหุ้มเกราะ รถถัง และยานยนต์สนับสนุนต่างๆให้ไทยด้วย
"ข้อตกลงใหม่นี้จะเป็นหารายได้เพิ่มเติมให้กับทางยูเครน มันจะยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและปรับปรุงความทันสมัยของยุทโธปกรณ์ทางทหารตามความต้องการภายใน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของตำแหน่งยูเครนในภูมิภาคเอเชีย"
รองประธานสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครน Oleh Hladkovsky กล่าว ตามข้อมูลในข้างต้นการประกอบรถเกราะตระกูล BTR-3E1 ในไทยจะรวมทั้งรุ่นลำเลียงพล และรุ่นอื่นๆทั้งหมดที่ไทยมีประจำการและต้องการจัดหาเพิ่มเติม
โดยทั้งหมดรวมถึงการฝึกศึกษาและถ่ายทอด Technology ด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดหารายการยุทโธปกรณ์อื่นที่ไม่ได้ผลิตในยูเครน เช่น เครื่องยนต์ดีเซล MTU เยอรมนี

โครงการจัดหายุทโธปกรณ์จากยูเครนของกองทัพบกไทยทั้งรถเกราะ BTR-3E1 และรถถังหลัก Oplot-M ได้รับผลกระทบล่าช้าจากกรณีที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียแทรกแซงสงครามภายในเขต Donbass
ทำให้ยูเครนต้องนำอุตสาหกรรมทางทหารของตนไปผลิตยุทโธปกรณ์สำหรับกองกำลังความมั่นคงของตนเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตอาวุธเพื่อส่งออกต่างประเทศเช่นไทยพอสมควร
การที่ไทยและยูเครนมีการลงนามข้อตกลงในการผลิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ร่วมกันน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่าย และไทยยังจะได้ประโยชน์ในการถ่ายทอด Technology การสร้างรถเกราะด้วยตนเองในประเทศด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Oto Melara, Bofors และ BAE Systems เสนอปืนใหญ่เรือกับ DCNS สำหรับเรือฟริเกต FTI กองทัพเรือฝรั่งเศส

Oto Melara, Bofors and BAE Systems Inc all in Technical Talks with DCNS Regarding FTI Frigates
The FTI may look somewhat similar to this computer rendering. (Image source: Thales video on the new Sea Fire 500 AESA radar)
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3226

Navy Recognition ได้รับข้อมูลจากงานจัดแสดงอาวุธหลายๆงานในช่วงครึ่งปีหลังนี้ว่า DCNS ฝรั่งเศสมีการพูดคุยกับ Oto Melara อิตาลี, Bofors สวีเดน และ BAE Systems สหราชอาณาจักร
ในการเสนอแบบปืนใหญ่เรือของตนสำหรับติดตั้งบนโครงการเรือฟริเกต FTI ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแบบเรือฟริเกตเอนกประสงค์ขนาด 4,000tons
ที่ออกแบบให้ใช้ระบบทันสมัยเช่นติดตั้ง Phased Array Radar และอื่นๆ ตามความต้องการของกองทัพเรือฝรั่งเศสและส่งออกให้ลูกค้าต่างประเทศ

Oto Melara 127/64 LW naval gun system onboard Italian Navy FREMM Frigate
Picture: Oto Melara


Oto Melara ได้เสนอปืนใหญ่เรือแบบ Oto Melara 127/64 LW ซึ่งเป็นปืนที่มีขนาดใหญ่กว่าปืน Oto Melara 76/62 ที่ติดตั้งบนเรือฟริเกตแบบ FREMM ที่ประจำการในกองทัพเรือฝรั่งเศสปัจจุบัน
โดยทาง Oto Melara เชื่อว่าปืนใหญ่เรือขนาด 127mm ของตนนั้นเป็นตัวเรือที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรือฟริเกต FTI ที่ DCNS จะสร้างส่งออกต่างประเทศ
Oto Melara 127/64 LW เป็นปืนใหญ่เรือขนาดกลางที่มีขีเความสามารถในการยิงทำลายเป้าหมายผิวน้ำ เป้หมายทางอากาศ และยิงสนับสนุนชายฝั่ง ด้วยอัตราการยิงสูง
ซึ่งปืนถูกออกแบบมาสำหรับยิงกระสุนนำวิถีตระกูล VULCANO ขนาด 127mm แบบ Ballistic Extended Range (BER) และ Guided Long Range (GLR) พร้อมหัวชนวนหลายรูปแบบ และระบบตรวจจับนำวิถี ที่มีระยะยิงไกลถึง 100km
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Oto Melara 127/64 LW ได้ถูกเลือกติดตั้งในเรือหลายชั้นเช่น เรือฟริเกต F125 กองทัพเรือเยอรมนี, เรือฟริเกต MEKO A200 กองทัพเรือแอลจีเรีย และเรือฟริเกตชั้น Shivalik และเรือพิฆาตชั้น Delhi กองทัพเรืออินเดีย

57mm MK110 Naval Gun System on BAE Systems booth at Sea Air Space 2015


Bofors ได้เสนอปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3 สำหรับเรือฟริเกต FTI ของกองทัพเรือฝรั่งเศสและเรือรุ่นส่งออก
ซึ่งปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm นี่มีระยะยิงสั้นกว่าปืนขนาด 76mm และ 127mm แต่ก็มีอัตราการยิงที่สูงมากคือ 4นัดต่อวินาที และรองรับกระสุน Smart 3P สำหรับการต่อต้านเป้าหมายทุกรูปแบบทั้งผิวน้ำ อากาศ และบนฝั่ง
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3 ได้ถูกเลือกติดตั้งกับเรือของหลายประเทศ เช่น กองทัพเรือสวีเดน, หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ, กองทัพเรือแคนาดา, กองทัพเรือฟินแลนด์ และกองทัพเรือแม็กซิโก
โดยแบบเรือของ DCNS ฝรั่งเศสเองคือแบบเรือฟริเกต Gowind สำหรับกองทัพเรือมาเลเซียก็เลือกติดตั้งปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3

The BAE Systems Mk45 Mod 4 main gun is being fitted on all new-built (or upgraded) US Navy destroyers and cruisers


BAE Systems ได้เสนอปืนใหญ่เรือ Mk45 Mod4 ขนาด 127mm/62cal เป็นระบบที่มีขนาดหนักที่สุดในตัวเลือก แต่ทาง BAE System กล่าวว่าปืนนี้มีขนาดเพียงพอรองรับที่จะติดตั้งบนเรือขนาดเล็กเช่นเรือฟริเกต FTI ที่มีระวางขับน้ำ 4,000tons ได้
ปืนใหญ่เรือ Mk45 ถูกออแบบสำหรับการยิงเป้าหมายได้ทั้งผิวน้ำและทางอากาศ ซึ่งปืนรุ่น Mod4 ที่มีขนาดลำกล้องยาว 62caliber นั้นได้เพิ่มระยะยิงโจมตีต่อเป้าหมายชายฝั่งได้ไกลขึ้น
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Mk45 ได้ถูกติดตั้งบนเรือรบในกองทัพเรือมากกว่า 10ประเทศทั่วโลกรวมถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF) และยังถูกเลือกเป็นปืนเรือหลักของเรือฟริเกต Type 26 กองทัพเรือสหราชอาณาจักร ในอนาคตด้วย

ทาง DCNS กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการเลือกแบบปืนใหญ่เรือสำหรับเรือฟริเกต FTI ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต การที่บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมมานำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนกับบริษัทก็ถือเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ
โครงการเรือฟริเกต FTI ยังอยู่ในขั้น "ศึกษาการลดความเสี่ยง" ดังนั้นจึงยังเร็วเกินไปที่จะมีการคาดการณ์สิ่งอุปกรณ์ที่จะมีการจัดหาในขณะนี้ต่อ DGA(หน่วยงานด้านจัดหาอาวุธด้านความมั่นคงฝรั่งเศส) และกองทัพเรือฝรั่งเศส

รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศส นาย Jean-Yves Le Drian ได้ประกาศเริ่มโครงการเรือฟริเกต FTI เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ตามกฏหมายการวางแผนกองทัพฝรั่งเศส กองทัพเรือฝรั่งเศสจะได้รับมอบเรือฟริเกต FREMM 8ลำ ในอนาคต จากแผนเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ 11ลำ
โดยเรือฟริเกตแบบ FTI(Fregate de Taille Intermediaire) หรือเรือฟริเกตขนาดกลางจะเริ่มส่งมอบให้กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ในปี 2023 โดยมีความต้องการทั้งหมด 5ลำ ครับ

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Defense & Security 2015: อุตสาหกรรมและงานวิจัยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของไทย-๑

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense & Security 2015 ซึ่งจัดขึ้นที่ IMPACT Hall 6-8 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ ๒-๕ พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น
การรายงานข้อมูลและภาพของานในปีนี้จะเน้นไปที่ระบบที่พัฒนาโดยคนไทยเป็นหลักครับ เพราะว่าสื่อต่างประเทศบางทีก็มักไม่ค่อยเสนอรายงานอะไรเกี่ยวกับของไทยมากนัก นอกจากจะเป็นเรื่องหลักสำคัญและก็มักจะรายงานแค่สั้นๆด้วย
ก็เป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานของคนไทยด้วยกันครับ




ผลงานแรกที่ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI: Defence Technology Institute) นำมานำเสนอเป็นระบบเด่นในงานแสดงคือ รถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 Black Widow Spider
ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนากับภาคเอกชนคือ บริษัท ปรีชาถาวรอุตสาหกรรม ในการสร้างรถเกราะต้นแบบจริงทีมีการทดสอบสมรรถนะการขับเคลื่อนและความทนทานของเกราะกับวัตถุระเบิดจริงไปแล้ว






รถเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 นั้นมีน้ำหนักรถพร้อมรบที่ 25tons ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ Caterpillar กำลังขับ 450HP ให้อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก 21HP/ton
ทำความเร็วได้สูงสุดบนถนนมากกว่า 100km/h และทำความเร็วขณะลอยตัวในน้ำที่มากกว่า 8km/h มีกำลังพลประจำรถ ๓นายคือ ผู้บังคับการรถ, พลขับ และพลยิง บรรทุกทหารราบไปได้รวม ๙นาย
รถเกราะ Black Widow Spider ติดตั้งระบบขับเคลื่อนและระบบกันกระเทือนล้อยางที่ควบคุมด้วย Computer มีการติดตั้งกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืนรอบตัวรถทำให้พลประจำรถสามารถหยั่งรู้สถานการณ์ภายนอกได้สูงขึ้น
ในด้านการป้องกันรถเกราะ Black Widow Spider ให้ทรงตัวถังรถแบบ V-Shape บางส่วน และมีเกราะระดับมาตรฐาน NATO STANAG 4569 Level 4
ซึ่งสามารถป้องกันกระสุนปืนกลหนักขนาด 14.5x114mm รัสเซียได้ที่ระยะ 200m, กันแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ 155mm ที่ระยะ 30m ขึ้นไป และป้องกันทุ่นระเบิดต่อสู้รถถังขนาด 10kg ได้



รถเกราะ Black Widow Spider คันต้นแบบที่นำมาแสดงในงานได้ติดตั้งป้อมปืนไร้คนบังคับ (RCWS: Remote Control Weapon Staion) ที่ได้รับความร่วมมือจาก Singapore Technologies Kinetics (ST Kinetics)
โดยป้อมปืนของ ST Kinetics ใช้ปืนใหญ่กล Bushmaster II ขนาด 30mm(30x173mm) และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62x51mm NATO
รองรับการรบแบบเครือข่าย (Network Centric) มีความเหมาะสมกับภาพภูมิประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(มีระบบปรับอากาศ) และอ่อนตัวต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบรถตามต้องการของภารกิจ ทั้งยังประหยัดและสะดวกในการปรนนิบัติซ่อมบำรุง

Thailand looks to Singapore to complete development of Black Widow Spider
http://www.janes.com/article/55769/thailand-looks-to-singapore-to-complete-development-of-black-widow-spider

จากรายงานข่าวของ Jane's นั้นทาง DTI ไทยได้มองความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับ ST Kinetics สิงคโปร์ในการพัฒนาระบบรถเกราะ Black Widow Spider ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่ารถเกราะ Black Widow Spider มีรูปแบบรถคล้ายคลึงกับรถเกราะตระกูล Terrex ของ ST Kinetics ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนารถเกราะ Terrex 2 รุ่นล่าสุดตามที่เคยรายงานไป
ขณะนี้รถเกราะ Black Widow Spider เป็นการผลิตภายในประเทศไทยเองราวร้อยละ ๖๐ โดย DTI วางแผนที่จะส่งมอบรถต้นแบบให้กองทัพบกใช้ประเมินค่าอย่างน้อย ๑คัน (ควรจะบรรทุกทหารได้หนึ่งหมู่ปืนเล็ก ๑๑นาย ตามอัตราจัดมาตรฐานของกองทัพบกไทย)
แต่ในอนาคตถ้าจะมีการออกแบบรถเกราะรุ่นสำหรับ นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย ซึ่งต้องมีคุณสมบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกจากเรือระบายพลหรือเรือยกพลขึ้นบกลงทะเลสู่ฝั่งที่ดีกว่านี้ รวมถึงสามารถบรรทุกหมู่ปืนเล็กนาวิกโยธิน ๑๓นาย ได้ด้วยเป็นต้น
หรือการจะเข้าสู่ระดับขั้นเปิดสายการผลิตจำนวนมากได้จริงรึไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทัพและรัฐบาลที่จะมีการสนับสนุนตามมาในอนาคตครับ
(เพิ่งรายงานข่าวความร่วมมือระหว่างกองทัพบกไทยกับยูเครนที่มีแผนการเปิดสายการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ภายในไทยไป ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีที่เจ้าหน้าที่ไทยจะได้มีประสบการณ์การผลิตรถเกราะจำนวนมาก
ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วราคาของ BTR-3E1 กับ Black Widow Spider ก็ยังมีความใกล้เคียงกัน คือ BTR-3E1 คันละไม่เกิน ๓๐-๓๕ล้านบาท($950,000-$1 million) ขณะที่ Black Widow Spider ราคาคันละ ๔๐ล้านบาท($1.12 million)
แต่ก็หวังว่าถ้ามีการเปิดสายการผลิตรถเกราะ BTR-3E1 ในไทยจริง โครงการรถเกราะ DTI Black Widow Spider 8x8 จะยังคงดำเนินการพัฒนาควบคู่ไปด้วยจนสามารถเปิดสายการผลิตเข้าประจำการได้ครับ)


DTI Mini UAV ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่าง โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช กองทัพอากาศ และ DTI โดยมีพิธีส่งมอบให้ กอ.รมน.ภาค๔ (ส่วนหน้า) ไปใช้ในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
กองทัพบกได้รับมอบจำนวน ๔ระบบ โดยหนึ่งระบบประกอบไปด้วยอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก ติดกล้องถ่ายภาพกลางวัน ๑เครื่อง และติดกล้องภ่ายภาพกลางคืนอีก ๑เครื่อง เสาอากาศควบคุม สถานีควบคุมภาคพื้นดิน พร้อมคู่มือและอะไหล่
สามารถบินได้นาน ๑ชั่วโมง ๓๐นาที พิสัยบินไกล 10km เพดานบิน 500m ติดตั้งกล้องถ่ายภาพที่สามารถหมุนได้รอบทิศทาง


DTI Multi-Rotor UVS ขนาดเล็กขึ้นลงทางดิ่ง รัศมีทำการ 2km เพดานบิน 700ft บินได้นาน ๕๐นาที-๑ชั่วโมง ระบบควบคุมบินขึ้นและลงจอดควบคุมแบบอัตโนมัติ ติดตั้งกล้องถ่ายภาพกลางวัน/กลางคืน


จรวด DTI-2 122mm ระยะยิงไกลสุด 40km ใกล้สุด 15km ครีบหางจรวดแบบโค้ง(Wrap Around Fin) หัวรบระเบิดแรงสูง หรือระเบิดควัน ชนวนหัวรบชนิดกระทบแตก ระบบขับเคลื่อนดินขับชนิดฐานผสม(Composite)
ความยาวจรวด 2,753mm น้ำหนักจรวด 70kg น้ำหนักหัวรบ 19kg การกระจายตัวร้อยละ ๑.๒๕ ของระยะยิง
จรวด DTI-2 122mm แบบฝึก มีระยะยิงไกลสุด 10km ใกล้สุด 4km ความยาวจรวด 2,342mm น้ำหนักจรวด 68.5kg น้ำหนักหัวรบ 18.5kg
ตัวจรวด DTI-2 122mm เป็นการออกแบบวิจัยพัฒนาเองในไทยทั้งหมด



รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องแบบสายพาน เป็นการปรับปรุงรถสายพานลำเลียง Type 85 หรือ รสพ.๓๐ รุ่นติดเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง จลก.๓๑ Type 82 ขนาด 130mm ๓๐ท่อยิง จีนเดิมที่มีระยะยิงเพียง 10km
กองทัพบกได้ประจำการระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง จลก.๓๑ ใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๑๑ กองพลทหารปืนใหญ่ จำนวน ๖ระบบ ซึ่งมีการทดสอบยิงจริงมาหลายครั้งตลอดหลายสิบปีนับตั้งแต่นำเข้าประจำการ
โดยการปรับปรุงจะทำการถอดแท่นยิงจรวดจีนเดิมและทำการติดตั้งแท่นยิงจรวด DTI-2 122mm แบบ ๒๐ท่อยิง พร้อมติดตั้งระบบควบคุมการยิงหาพิกัดด้วยดาวเทียม GPS และระบบวิทยุสื่อสารความถี่ก้าวกระโดดแบบมีการเข้ารหัส



โครงการสร้างกระสุนฝึก(TP) และกระสุนฝึกส่องวิถี(TP-T) ขนาด 30x165mm ซึ่งเป็นกระสุนปืนใหญ่กลที่ใช้ในรถรบ และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ ของระบบอาวุธรัสเซีย เช่น 2A38M, 2A42 และ 2A72
สำหรับไทยกระสุนชนิดนี้มีใช้กับปืนใหญ่กล ZTM-1 ซึ่งเป็นอาวุธหลักของรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ของกองทัพบกไทย และ นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย
การที่เราสามารถสร้างกระสุนฝึกได้จะเป็นการประหยัดงบประมาณในการนำเข้ากระสุนฝึกได้มาก และจะต่อยอดไปสู่การผลิตกระสุนขนาดนี้แบบอื่นๆต่อไปในอนาคตครับ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อินเดียลงนามจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-400 จากรัสเซีย

S-400 Triumf launch vehicle(wikipedia.org)

India Inks S-400 Missile Defense System Deal With Russia For $10.6 Billion
http://www.defenseworld.net/news/14504/India_Inks_S_400_Missile_Defense_System_Deal_With_Russia_For__10_6_Billion

มีรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐ อินเดีย-รัสเซีย ด้านความร่วมมือด้าน Technology ทางทหาร(IRIGC-MTC: India-Russia Inter Governmental Commission on Military-Technical-Cooperation)
ซึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย Manohar Parrikar และรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ร่วมประชุมนั้น หนึ่งในข้อตกลงที่ทางอินเดียได้ลงนามสัญญากับรัสเซียคือการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ S-400 Triumf วงเงินราว $1.06 billion
โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาสักระยะแล้วว่ากองทัพอากาศอินเดียมีความต้องการจัดหาระบบต่อสู้อากาศยานขั้นก้าวหน้า S-400 ซึ่งมีขีดความสามารถในการยิงต่อต้านเป้าหมายอากาศยานทุกรูปแบบจนใถึงขีปนาวุธในระยะไกล
และถ้าข่าวนี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ อินเดียก็จะเป็นประเทศแรกๆร่วมกับจีนที่รัสเซียจะอนุมัติการส่งออกระบบ S-400 ให้ คาดว่ากองทัพอากาศอินเดียต้องการจัดหา S-400 ราว 12ระบบ
ทั้งนี้ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนายกรัฐมนตรีอินเดีย Narendra Modi อาจจะมีกำหนดเดินทางไป Moscow เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอินเดียอาจจะมีการลงนามสัญญาเช่าเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ชั้น Akula ลำที่สอง ต่อจาก INS Chakra (Nerpa เดิมของกองทัพเรือรัสเซีย) คือ Iribis ที่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยครับ

ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7 Paladin กองทัพบกสหรัฐฯเสร็จสิ้นการเข้าสู่ขั้นเปิดสายการผลิตระดับต่ำ

US Army to complete M109A7 Paladin initial production

M109A7 Paladin SPH (formerly PIM). (IHS)
http://www.janes.com/article/55723/us-army-to-complete-m109a7-paladin-initial-production

กองทัพบกสหรัฐฯจะดำเนินการอนุมัติงบประมาณวงเงิน $245.3 million ให้บริษัท BAE System สำหรับการสร้างปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A7 Paladin และรถจ่ายกระสุน M992A3
เมื่อทางบริษัทเสร็จสิ้นการเปิดสายการผลิตระดับต่ำ(LRIP:Low-Rate Initial Production) ตามแผนงานที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2015 ที่กองทัพบกสหรัฐฯได้รับมอบ M109A7 ตัวต้นแบบในสายการผลิตจริงระบบแรก

M109A7 prototype(wikipedia.org)

ปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A7 Paladin นั้นเดิมคือโครงการ Paladin Integrated Management (PIM) ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงขีดความสามารถของปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A6 Paladin ของทหารปืนใหญ่กองทัพบกสหรัฐฯที่ใช้งานมานานให้ทันสมัยขึ้น
โดยแนวทางการปรับปรุงหลักคือการคงป้อมปืนใหญ่หลักและปืนใหญ่ขนาดลำกล้อง 155mm/39cal แต่จะมีการเปลี่ยนแคร่รถสายพานเป็นแคร่ฐานรถในตระกูลรถรบทหารราบสายพาน Bradley
ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7 ได้ติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานเพิ่มเติมขนาด 600V พร้อมระบบ Digital เป็นแกนหลัก และระบบบรรจุกระสุนปืนใหญ่แบบก้าวหน้า
โครงนี้ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม 2013 เมื่อ BAE Systems ได้รับสัญญาระยะเวลาหนึ่งปี และแนวทางแรกจากสองแนวทางในการผลิตระบบปืนใหญ่อัตตาจรในสายการผลิตระดับต่ำในปี 2014

"การดำเนินการในขณะนี้คือการสร้างชุดเพิ่มเติม 30ระบบสำหรับแนวทางที่สองของปี ด้วยสองแนวทางทั้งหมด BAE Systems จะส่งมอบระบบทั้งหมด 66ชุด
บวกปืนใหญ่อัตตาจรเพิ่มเติม 1ระบบ และชุดที่เกี่ยวข้อง อะไหล่ และเอกสารทางเทคนิค เพื่อเสร็จสิ้นขั้นสายการผลิตระดับต่ำ" ตัวแทนบริษัทกล่าว
BAE Systems ได้แถลงการเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านว่าได้รับสัญญาจัดหาจากกองทัพบกสหรัฐฯเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปลดประจำการกล้อง Kodak Digital Camera


ชื่อรุ่น: Kodak EasyShare LS753
เข้าประจำการ: ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ปลดประจำการ: ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๘
แทนที่โดยชื่อรุ่น: Nikon D5500

ผมไม่ค่อยหวงเรื่องการที่จะมีผู้นำภาพจากกล้องที่ผมถ่ายไปใช้ที่อื่นเท่าไรหรอกครับ
เพราะก็เหมือนกับการ์ตูนกับภาพวาดที่ผมเขียนนั่นละคือภาพมันไม่ได้ดีอะไรมาก(เบลอ มืดไป สว่างไป ฯลฯ แต่ก็พอดูรู้เรื่องว่าเป็นอะไร...กระมัง)
แต่ก็เป็นมารยาทครับที่ว่าถ้าจะมีการนำภาพที่ท่านอื่นถ่ายมาใช้ประกอบในบทความผมจะให้ที่อยู่แหล่งที่มาของภาพเสมอถ้าสามารถสืบค้นได้
(ยกเว้นแต่ว่าคัดลอกเก็บภาพไว้นานแล้วจนจำไม่ได้จริงๆว่ามีแหล่งที่มาดั้งเดิมจากที่ใด ตรงนี้ก็ต้องขออภัยเจ้าของภาพจริงๆด้วยครับ)

ภาพและรายงานจากงาน Defense & Security 2015 ที่เพิ่งไปลองกล้องใหม่ล่าสุดมีจำนวนมากพอสมควร โปรดติดตามรอกันสักพักใหญ่ๆจะค่อยทยอยลงครับ
ขอบคุณครับ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กองทัพบกไทยใกล้บรรลุผลการเจรจาข้อตกลงการสร้างรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในประเทศกับยูเครน

Thailand closer to BTR-3E1 production deal with Ukraine
Thailand is looking to produce the BTR-3E1 locally under an agreement with Ukraine. Source: Ukrspecexport
http://www.janes.com/article/55716/thailand-closer-to-btr-3e1-production-deal-with-ukraine

นอกจากการเปิดตัวรถหุ้มเกราะล้อยาง Black Widow Spider ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Defense & Security 2015 แล้ว
Jane's ยังได้รายงานข่าวล่าสุดว่าไทยและยูเครนกำลังใกล้จะเสร็จสิ้นการเจรจาในข้อตกลงการสร้างรถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ BTR-3E1 เองในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่อาวุโสของ Ukroboronprom หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของยูเครนที่รับผิดชอบด้านการผลิตและส่งยุทโธปกรณ์ได้กล่าวต่อ Jane's ว่า
กองทัพบกไทยมีแผนที่จะจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1 อีกเป็นจำนวนมากหลังจากที่ได้จัดหาไปแล้วหลายร้อยคันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยทางยูเครนได้เสนอแผนระยะยาวเป็นสามขั้นตอนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยสามารถเปิดสายการผลิตรถเกราะ BTR-3E1 ได้เองในประเทศอย่างสมบูรณ์
และพร้อมที่จะให้ไทยสามารถส่งออกรถเกราะ BTR-3E1 ให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย

รถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ออกแบบโดย KMDB(Kharkov Morozov Machine Design Bureau) และผลิตที่โรงงาน Kyiv Armor Factory
เฉพาะในส่วนของกองทัพไทยนั้นได้สั่งจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ทั้งรุ่นรถรบทหารราบ และรุ่นอื่นๆ สองระยะในปี 2008(พ.ศ.๒๕๕๑) และปี 2011(พ.ศ.๒๕๕๔) รวมมากกว่า ๒๒๐คัน
ซึ่งรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ได้ถูกนำเข้าประจำการใน กองพันทหารราบที่เป็นหน่วยขึ้นตรงของ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์
เพื่อแปรสภาพของสองกรมทหารราบที่เป็นหน่วยขึ้นตรงของ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ให้เป็นกองพลทหารราบยานเกราะเต็มสมบูรณ์ทั้งกองพล
เช่นเดียวกับกรมทหารราบที่๑๒ รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกรมทหารราบยานเกราะที่ใช้รถสายพานลำเลียง M113 เป็นยุทโธปกรณ์หลัก

แต่ทว่าเนื่องจากสถานการณ์สงครามภายในยูเครนหลังจากที่รัสเซียผนวก Crimea และแทรกแซงสนับสนับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในเขต Donbass ตั้งแต่ปี 2014
ทำให้อุตสาหกรรมอาวุธของยูเครนได้รับผลกระทบที่จะต้องผลิตและซ่อมคืนสภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองกำลังความมั่นคงของยูเครนที่สูญเสียจากการรบเป็นหลัก
จึงเป็นผลให้การผลิตอาวุธเพื่อส่งออกต่างประเทศทั้งรถเกราะ BTR-3E1 และ รถถังหลัก Oplot ของกองทัพบกไทยนั้นมีความล้าช้าขึ้นมาก
การที่ยูเครนได้เสนอที่จะถ่ายทอด Technology เพื่อเปิดสายการผลิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้ไทยจึงนับเป็นแนวทางแก้ปัญหาของทั้งยูเครนและกองทัพบกไทย
เริ่มจากขั้นแรกเป็นการประกอบด้วยชุดประกอบ Kit ที่ผลิตจากโรงงานในยูเครนจัดส่งมามาทำการประกอบในไทย เมื่อประสบความสำเร็จก็จะให้ไทยสร้างส่วนประกอบและการประกอบย่อยของรถเองเพิ่มเติม
และขั้นสุดท้ายคือการสร้างและประกอบรถใหม่ได้ทั้งคันในไทย ยกเว้นบางชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าเช่น เกราะ ระบบอาวุธ และเครื่องยนต์ MTU จากเยอรมนีเป็นต้น
"เราหวังว่าจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในเร็วๆนี้" เจ้าหน้าที่ของ Ukroboronprom กล่าว

อย่างไรก็ตามภายในก่อนสิ้นปี 2015(พ.ศ.๒๕๕๘) นี้ มีข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวของยูเครนที่ไม่ระบุตัวตนว่า กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถเกราะ BTR-3E1 ชุดใหม่เพิ่มแล้ว
อีกทั้งในโครงการเปิดสายการผลิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในไทยเองนั้นก็ไม่ได้มีแนวทางที่จะเชิญภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมโครงการด้วย
โดยหลักจะเป็นการที่ยูเครนจะให้สนับสนุนการฝึกอมรบและถ่ายทอด Technology ให้เจ้าหน้าที่ของกองทัพบกไทยในการผลิตรถได้ด้วยตนเองเป็นหลักครับ

กองทัพอากาศอิสราเอลต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-15 เพิ่มเติม

Israel requests extra squadron of F-15s
https://www.flightglobal.com/news/articles/israel-requests-extra-squadron-of-f-15s-418487/

แหล่งข่าวของอิสราเอลได้ให้ข้อมูลต่อ Flightglobal ว่ากองทัพอากาศอิสราเอลมีความต้องการที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15 เพิ่มเติมอีกฝูงบิน เพื่อคงสภาพความพร้อมรบของกำลังรบหลัก
แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมในขณะนี้แต่คาดว่ากองทัพอากาศอิสราเอลน่าจะสนใจ F-15 Silent Eagle ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่ Boeing ออกแบบนำเสนอโดยใช้ Technology ยุคใหม่
เช่นการปรับปรุงโครงอากาศยานให้มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากขึ้น ติดตั้งระบบ Avionic ยุคใหม่ พร้อมช่องเก็บอาวุธภายในลำตัวสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ และถังเชื้อเพลิงเสริมแบบใหม่ เพิ่มการบรรทุกอาวุธได้มากขึ้นและมีพิสัยการบินไกลขึ้น

Flightglobal ได้วิเคราะห์ว่ากำลังเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-15 ของกองทัพอากาศอิสราเอลปัจจุบันซึ่งประกอบด้วย
เครื่องบินขับไล่ F-15I Ra'am จำนวน 25เครื่องซึ่งมีพื้นฐานจาก F-15E Strike Eagle ที่เข้าประจำการมาเพียง 16ปี และเครื่องบินขับไล่ F-15A/B/C/D Baz รุ่นเก่ารวมกันราว 58เครื่องที่เช้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s นั้น
ทางฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลได้มีการประเมินการจัดหาเพื่อเป็นการจัดหาต่างตอบแทน ที่ชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐฯได้มีข้อตกลง Vienna เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาในการยกเลิกการคว่ำบาตอิหร่านซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามของตน
ดังนั้นทางกองทัพอิสราเอลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศของตนในการป้องกันภัยคุกคามจากอิหร่านให้สูงขึ้น
โดยการที่อิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์นั้นถูกอิสราเอลมองว่าอิหร่านกำลังได้ประโยชน์จากการยกเลิกการคว่ำบาตจากชาติตะวันตกในการการพัฒนากองทัพตนให้มีศักยภาพสูงขึ้น

ทั้งนี้เองปัจจุบันกองทัพอิสราเอลเองก็มีแผนการจัดหาอากาศยานจากสหรัฐฯหลายแบบเช่น อากาศยานใบพัดกระดก Bell Boeing V-22 Osprey, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-46A Pegasus
และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II ซึ่งสหรัฐฯยังไม่ได้พิจารณาการอนุมัติการจัดหาเครื่องเพิ่มเติมของอิสราเอล รวมถึงการส่งออกระเบิดทำลายที่มั่นแข็งแกร่งใต้ดินด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๘-๕

ช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ก็อาจจะไม่ได้มีข่าวการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับกองทัพไทยมากนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติครับ






 

http://icy2527.livejournal.com/7226.html
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1131779993501341&set=o.150885401787604&type=3

ในส่วนของกองทัพบกก็มีข้อมูลออกมาเผยแพร่ในสื่อสังคม Online ถึงเอกสารนำเสนอความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรถถังหลัก M60A1 ให้ทันสมัยโดย Israel Militaly Industries (IMI) อิสราเอล
ข้อมูลเบื้องต้นของการปรับปรุงที่มีออกมาก่อนที่ภาพเอกสารต้นทางจะหายไปเท่าที่สืบค้นได้นั้นก็เช่น

การปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซล AVD-1790-2 ของ ถ.หลัก M60A1 ให้มีกำลังเพิ่มขึ้น 900+HP พร้อมระบบกรองอากาศใหม่ ระบบส่งกำลังใหม่ (Renk RK304S) สานพานใหม่ และอาจจะรวมถึงการปรับปรุงระบบแรงสั่นสะเทือนใหม่
ระบบอาวุธหลักจะเปลี่ยนปืนใหญ่รถถัง M68 105mm เป็นปืนใหญ่รถถัง MG253 120mm (คล้ายกับ M60T Sabra ของกองทัพบกตุรกี ซึ่งปรับปรุงโดย IMI เช่นกัน)

M329 APAM-MP-T 120mm
http://www.imi-israel.com/home/doc.aspx?mCatID=67056

Single LAHAT(wikipedia.org)

สามารถทำการยิงกระสุนต่อต้านบุคคล/ต่อต้านอมภัณฑ์ M329 APAM-MP-T (Anti-Personnel/Anti-Materiel–Multi Purpose) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง LAHAT(Laser Homing Attack or Laser Homing Anti-Tank) ระยะยิง 6-8km ได้
อีกทั้งยังติดตั้งเกราะวัสดุผสมใหม่ที่มีพื้นฐานจากที่ใช้ในรถถังหลัก Merkava (ถอดป้อม M19 ตำแหน่งผู้บังคับการรถออก) อาจจะติดตั้งป้อมปืนไร้คนบังคับ Remote Weapon Staion สำหรับปืนกลหนัก และระบบ Active Protection System เช่น Iron Fist
รวมถึงติดตั้งระบบควบคุมการยิงใหม่(Fire Control System) ระบบอำนวยการสนามรบ(Battlefield Management System) และรองรับสงครามเครือข่าย(network centric warfare) เป็นต้น


ปัจจุบันรถถังหลัก M60A1 ประจำการในกองพันทหารม้าที่๒๐ รักษาพระองค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งเป็นกำลังหลักของ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ มานานกว่า๒๔ปี
แต่ก็อย่างที่ทราบครับว่าแผนการปลดประจำการ ถ.เบา M41A3 ทั้งหมด การจัดหา ถ.หลัก Oplot และยานเกราะและรถถังใหม่สำหรับกรมทหารม้าใน กองพลทหารม้าที่๓ นั้นมีความล่าช้า
จึงยังไม่สามารถทำการโอนย้ายรถไปยังหน่วยตามแผนการปรับปรุงกำลังโครงสร้างเหล่าทหารม้าที่มีออกมาก่อนหน้านี้ได้
ดังนั้นในส่วนของ พล.ม.๒ รอ.เองก็จึงมีความต้องการในการปรับปรุงกำลังรบหลักในหน่วยของตนให้ทันสมัยขึ้นเช่นกัน

พอกล่าวถึงแนวทางการปรับปรุง ถ.หลัก M60A1 ก็นึกถึงเรื่องการซ่อมคืนสภาพระบบควบคุมการยิงของรถถังหลายแบบของกองทัพบก
เช่น M48A5 ซึ่งใช้ระบบควบคุมการยิง FCS-10, ถ.เบา ๓๒ Stingray ที่ใช้ระบบควบคุมการยิง Marconi DFCS ว่าหลังจากที่มีการยกเลิกแนวทางการปรับปรุงคืนสภาพระบบควบคุมการยิงครั้งนั้นไปเมื่อหลายปีก่อนนั้น
กองทัพบกจะมีแนวทางอย่างไรกับรถถังที่มีปัญหาระบบควบคุมการยิงมีอายุการใช้งานมาและเริ่มเสื่อมสภาพดังกล่าว
ดังนั้นสำหรับกระแสข่าวแนวทางการปรับปรุง ถ.หลัก M60A1 ที่ออกมาซึ่ง M60A1 ของกองทัพบกเองก็ติดตั้งระบบควบคุมการยิง FCS-10MS โดยมี IMI เสนอโครงการปรับปรุงจึงเป็นน่าสนใจครับ
เพราะในส่วนของกองทัพบก IMI ก็เพิ่งทำโครงการปรับปรุงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอัตตาจร M163 TVADS Super Vulcan ไป ซึ่งก็มีการทดสอบระบบที่ปรับปรุงเสร็จไปแล้ว(แต่ไม่ทราบว่ารับมอบหรือยัง)
เพราะฉะนั้นถ้า IMI จะเสนอชุดการปรับปรุง ถ.หลัก M60A1 ซึ่งปัจจุบันประจำการที่กองพันทหารม้าที่๒๐ รักษาพระองค์ ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลอย่างทางการออกมาก็ตามครับ
(คงต้องติดตามข่าวจากงาน Defense & Security 2015 ครับ โปรดรอสักพักใหญ่ๆ)

ส่วนของกองทัพเรือก็มีการจะจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี RIM-162 ESSM เพิ่มเติมตามที่เคยรายงานไปครับ