แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ S-400 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ S-400 แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

อินเดียริเริ่มโครงการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ LRSAM

India initiates long-range surface-to-air missile programme



India seeks to develop long-range surface-to-air missile systems to provide interception capabilities similar to the Russian S-400 Triumf air-defence system (pictured above) recently inducted by the Indian Air Force. (Janes/Peter Felstead)


The MRSAM system (pictured above) can intercept multiple targets at ranges up to 70 km. (Israel Aerospace Industries)

อินเดียได้ริเริ่มโครงการที่จะพัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล(LRSAM: Long-Range Surface-to-Air Missile) สำหรับกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force) เพื่อเสริมความแข็งแกร่ขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศของตน
เจ้าหน้าที่ขององค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมอินเดีย(DRDO: Defence Research and Development Organisation) ของรัฐบาลอินเดียกล่าวกับ Janes ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2023

ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ DRDO อินเดีย โครงการอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล LRSAM ที่เรียกว่า 'โครงการ Kusha' กำลัง "อยู่ในระยะขั้นต้นของการออกแบบ" ระบบ LRSAM จะถูกออกแบบและพัฒนาโดย DRDO อินเดีย 
และถูกวาดภาพไว้ว่าจะสามารถตรวจจับและกำจัดภัยคุกคามทางอากาศเช่น เครื่องบินขับไล่ stealth, อากาศยาน, ขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน, อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง และอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ที่ระยะถึงเกือบ 350km เจ้าหน้าที่ DRDO เสริม

กระทรวงกลาโหมอินเดียมีความชัดเจนที่จะจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล LRSAM จำนวน 5หน่วย ซึ่งมีขีดความสามารถเช่นเดียวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศอัตตาจร S-400 Triumf รัสเซีย
สำหรับกองทัพอากาศอินเดีย จากข้อมูลที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ขององค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมอินเดีย DRDO ที่ออกเผยแพร่ล่าสุด(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/s-400.html)

ตามข้อมูลจาก DD News สื่อของรัฐบาลอินเดีย โครงการระบบ LRSAM มีมูลค่าที่วงเงินเกิน $2.5 billion และมองที่จะสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศสามระดับชั้น ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีสกัดกั้นที่มีขีดความสามารถในพุ่งชนเป้าหมายที่ระยะ 150km, 250km และ 350km 
กองทัพอากาศอินเดียมองที่จะวางกำลังประจำการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล LRSAM ภายในปี 2028-2029 DD News อินเดียเสริม(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/s-500.html)

DRDO อินเดียล่าสุดได้พัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง(MRSAM: Medium-Range Surface-to-Air Missile) ซึ่งเป็นรุ่นพัฒนาในอินเดียของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Barak-8 ที่พัฒนาโดยอิสราเอล
ในความร่วมมือกับบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอล, บริษัท Rafael Advanced Defense Systems อิสราเอล และหลายบริษัทภาคเอกชนและภาครัฐ

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง MRSAM ได้ถูกนำเข้าประจำการและวางกำลังโดยกองทัพบกอินเดีย(Indian army), กองทัพอากาศอินเดีย และกองทัพเรืออินเดียแล้ว ซึ่งสามารถโจมตีได้หลายเป้าหมายในระยะยิงถึง 70km  
Janes ได้รายงานก่อนหน้าในเดือนตุลาคม 2023 ว่ากองทัพอากาศอินเดียได้วางกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศ MRSAM ของตนใกล้พรมแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถานครับ

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2566

ตุรกีนำเรืออู่บรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu เข้าประจำการพร้อมกองบินอากาศยานไร้คนขับ UAV

Turkish Navy's new LHD Anadolu enters service




Turkish Navy LPD/LHD TCG Anadolu (L 400). (Cem Devrim Yaylali)



Turkey showcases Anadolu unmanned air wing


Screenshot from a Baykar video showing the Turkish LHD Anadolu with its intended Bayraktar TB3 and Bayraktar Kizilelma unmanned aircraft wing. (Baykar)



เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ L-400 TCG Anadolu LHD(Landing Helicopter Dock) ใหม่ของกองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy) ได้ถูกนำเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ
ระหว่างพิธีขึ้นระวางประจำการที่จัดขึ้น ณ อู่เรือบริษัท Sedef Shipyard ตุรกี ใน Tuzla มหานคร Istanbul เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2023 ที่ผ่านมา

เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu ถูกสร้างโดยอู่เรือ Sedef Shipyard ตุรกี ในความเป็นหุ้นส่วนกับรัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือบริษัท Navantia สเปนภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2015
TCG Anadolu มีพื้นฐานจากแบบเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Juan Carlos I ของ Navantia สเปน(https://aagth1.blogspot.com/2013/12/blog-post_30.html)

เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu ถูกวางกระดูกงูเรือในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 และถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤษภาคม 2019 และส่งมอบให้กองทัพเรือตุรกีในเดือนมกราคม 2023 เพื่อจะเสร็จสิ้นขั้นสุดท้ายของการทดลองเรือในทะเล
ด้วยระวางขับน้ำเต็มที่ 27,514tonnes ความยาวเรือรวม 230.8m ความกว้างเรือที่ 32m และกินน้ำลึกที่ 7m เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu จะเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกองทัพเรือตุรกี

เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu มีความเร็วสูงสุดที่ 21knots ระยะทำการปกติที่ 9,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 15knots และมีระยะเวลาปฏิบัติการที่ 90วัน
คุณลักษณะสำคัญของเรือรวมถึงดาดฟ้าบินขนาด 5,440sqm พร้อมจุดลงจอด 6จุดสำหรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง, โรงเก็บอากาศยานขนาด 1,000sqm, ดาดฟ้ายานยนต์เบาขนาด 1,800sqm และโรงเก็บยานยนต์หนักขนาด 1,400sqm

พื้นที่อู่ลอยเพิ่มเติมขนาด 975sqm ยังสามารถพร้อมใช้งานได้ถ้าเรือไม่ได้เปิดประตูให้น้ำเข้าอู่ลอย สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการแพทย์ของเรือรวมถึงห้องผ่าตัด, แผนกดูแลผู้ป่วยวิกฤติ และห้องพักผู้ป่วย(พร้อม 22เตียง)
พลเรือเอก Ercüment Tatlıoğlu ผู้บัญชาการกองทัพเรือตุรกีกล่าวในพิธีขึ้นระวางประจำการเรือว่านั่นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu

ตุรกีได้แสดงกองบินอากาศยานไร้คนขับหลักที่จะปฏิบัติการจากเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ L-400 TCG Anadolu ที่นำเข้าประจำการใหม่ 
การแสดงอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) สองแบบมีวัตถุประสงค์ที่จะทำการบินจาก 'เรือบรรทุกเครื่องบิน' 

พิธีขึ้นระวางประจำการเรือเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2023 ได้เห็นทั้งอากาศยานรบไร้คนขับ Baykar Bayraktar TB3(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/bayraktar-tb3-ucav.html
และอากาศยานรบไร้คนขับ Baykar Kızılelma(https://aagth1.blogspot.com/2022/11/baykar-kizilelma.html) วางตำแหน่งบนดาดฟ้าบินของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu ควบคู่ไปกับเฮลิคอปเตอร์แบบมีนักบินที่จะถูกวางกำลังด้วย

โดยมีพื้นฐานจากแบบเรือ Juan Carlos I ของสเปน TCG Anadolu เดิมมีความตั้งใจโดยตุรกีที่จะปฏิบัติการด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง STOVL(Short Take-Off Vertical Landing)
ตุรกีได้ถูกขับออกจากโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ในปี 2019 ตามที่ปฏิเสธความต้องการของสหรัฐฯที่จะไม่จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน S-400 สำหรับความกลัวที่มันอาจจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของ 'เครื่องบินขับไล่ยุคที่5' stealth

และโดยที่การสร้างเรือ TCG Anadolu อยู่ในการดำเนินการแล้ว มีการตัดสินใจว่าเรือควรจะบรรทุกอากาศยานไร้คนขับที่พัฒนาในตุรกีเองแทน(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/f-35.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/12/harrier-f-35b-lhd-tcg-anadolu.html)
ด้วยบริษัท Baykar ตุรกีที่สร้างตนเองอย่างรวดเร็วในฐานะผู้นำระดับโลกของระบบอากาศยานไร้คนขับที่ถูกนำเข้าประจำการแล้วในหลายประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/akinci-uav.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/03/bayraktar-tb2-uav.html

อากาศยานรบไร้คนขับเครื่องยนต์ใบพัด Bayraktar TB3 และอากาศยานรบไร้คนขับเครื่องยนต์ไอพ่น Kızılelma ได้ถูกเลือกเป็นสองแบบหลักที่จะทำการบินจากเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ TCG Anadolu
ชุดภาพที่เผยแพร่ทาง online โดยผู้ผลิตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2023 ได้แสดงอากาศยานรบไร้คนขับ TB3 เป็นครั้งแรก โดยมีขนาดใหญ่กว่าและมีขีดความสามารถมากกว่าอากาศยานรบไร้คนขับ Bayraktar TB2 รุ่นก่อน TB3 UCAV สามารถพับปีกได้สำหรับการปฏิบัติการบนเรือ TCG Anadolu ครับ

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564

รัสเซียจะเสนอรถถังเบา Sprut-SDM1 เข้าแข่งขันสำหรับอินเดีย

Russia to bid in tender for delivery of light tanks to India 







"Rosoboronexport with the Sprut-SDM1 lightweight amphibious tank will take part in India’s tender for the delivery of light tanks and will offer the technology transfer and, quite probably, the arrangement of local production of separate units and assemblies," Alexander Mikheyev said







Rosoboronexport หน่วยงานส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซียมุ่งหมายที่จะเสนอรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก Sprut-SDM1 และสายการผลิตภายประเทศของหน่วยแยกอิสระของพวกมัน
ในการแข่งขันสำหรับการส่งมอบรถถังเบาแก่อินเดีย ผู้อำนวยการบริหาร Rosoboronexport รัสเซีย Alexander Mikheyev กล่าวเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/sprut-sdm1-kaplan-mt.html)

"Rosoboronexport กับรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก Sprut-SDM1 จะจำเป็นที่ต้องมีส่วนร่วมในการแข่งขันของอินเดียสำหรับการส่งมอบรถถังเบา 
และจะยังเสนอการถ่ายทอดวิทยาการ และน่าจะค่อนข้างเป็นไปได้ในการจัดวางสายการผลิตภายในประเทศของหน่วยแยกอิสระและการประกอบของพวกมัน" ผู้อำนวยการบริหาร Rosoboronexport รัสเซียกล่าว

Sprut-SDM1 เป็นรถรบสะเทินน้ำสะเทินขนาดเบาแบบเดียวในประเภทเดียวกันที่มีอำนาจการยิงเทียบเท่ารถถังหลักและติดตั้งปืนใหญ่รถถังขนาด 125mm เขาเสริม
"กระสุนทั้งหมดที่ผลิตในอินเดียสำหรับนำมาใช้งานกับรถถังหลัก T-72M1 และรถถังหลัก T-90S สามารถนำมาใช้ได้กับ Sprut-SDM1 ซึ่งไม่มีคู่แข่ง" หัวหน้า Rosoboronexport รัสเซียเน้นย้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2021/04/aps-t-90ssk.html)

Sprut-SDM1 สามารถข้ามสิ่งกีดขวางทางน้ำขณะที่ทำการยิงปืนใหญ่รถถังได้ สามารถขนส่งทางทะเลได้ และยังสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
บนภูมิประเทศที่ไม่สามารถผ่านได้สำหรับรถประเทศเดียวกัน เช่นพื้นที่สูงในภูเขาท่ามกลางเบาบาง ในพื้นที่สูงมากและอุณหภูมิต่ำมาก Mikheyev ระบุ

"รถถังนี้สร้างความสนใจจากหลายๆประเทศที่เงื่อนไขสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อนที่ผสมผสานการมีอยู่สิ่งกีดขวางทางน้ำ, ลุ่มน้ำ และเทือกเขา
รถรบติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีที่ออกแบบเพื่อโจมตีเป้าหมายหุ้มเกราะ รวมถึงรถที่ติดติดตั้งด้วยเกราะปฏิกิริยา(reactive armor) ที่ระยะไกลถึง 5km" หัวหน้า Rosoboronexport รัสเซียกล่าว

รถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก Sprut-SDM1 ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท High Precision Weapons Company ในเครือ Rostec รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซีย
และมีพื้นฐานจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอัตตาจร Sprut-SD รถถังเบา Sprut-SDM1 ใหม่มีคุณสมบัติปรับปรุงทีมควบคุมผ่านอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งสำหรับปฏิบัติการภายในระบบบัญชาการและควบคุมระดับยุทธวิธีที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

อำนาจการยิงของรถถังเบา Sprut-SDM1 ได้รับการเพิ่มขยายโดยระบบควบคุมการยิง digital ใหม่ สามารถทำการเคลื่อนที่โดยปราศจากการเติมเชื้อเพลิงใหม่ได้ที่ระยะทาง 500km
สามารถทำการขนส่งได้โดยเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม(amphibious assault ship) และเครื่องบินลำเลียงทางทหารและทำการส่งทางอากาศได้โดยวิธีการลงจอดหรือทิ้งร่มพร้อมกันกับพลประจำรถภายในตัวรถ

TASS รายงาน ณ งานแสดงกลาโหมทางทะเลนานาชาติในมหานคร St. Petersburg เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 ว่า การเสร็จสิ้นขั้นการทดสอบของรถถังเบา Sprut-SDM1 ได้มีกำหนดการที่จะเริ่มต้นในปี 2022 ซึ่งตามด้วยสายการผลิตจำนวนมากของพวกมันจะถูกจัดวาง
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2021 ตามการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin และนายกรัฐมนตรีอินเดีย Narendra Modi รัสเซียและอินเดียได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางทหารและเทคนิคร่วมกันในช่วงปี 2021-2031

เอกสารที่ได้รับการลงนามโดยการปรากฎตัวของรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย พลเอก Sergei Shoigu และรัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย Rajnath Singh(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/s-500.html)
ล่าสุดรัสเซียได้กล่าว่าตนได้เริ่มต้นการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 แก่อินเดียแล้ว และลงนามสัญญาส่งมอบปืนเล็กยาวจู่โจม AK-203 จำนวน 600,000 กระบอกพร้อมถ่ายทอดสายการผลิตในอินเดียด้วยครับ

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

อินเดียและจีนอาจจะเป็นลูกค้ารายแรกของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 รัสเซีย

India, China may be first buyers of Russia’s latest S-500 air defense system



S-500 anti-aircraft missile system: Russian Ministry of Defense/TASS




S-400 anti-aircraft missile system: Russian Ministry of Defense
Director of Russia’s Federal Service for Military-Technical Cooperation Dmitry Shugayev stressed that Russia would start the exports of the S-500 surface-to-air missile system only after the required amounts of this weapon were delivered to the Russian troops

อินเดีย, จีน และประเทศหุ้นส่วนของรัสเซียบางประเทศอาจจะเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกที่จะจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคอนาคต S-500
Dmitry Shugayev ผู้อำนวยการกองบริการด้านความร่วมมือทางทหารและเทคนิคสหพันธรัฐรัสเซีย(Federal Service for Military-Technical Cooperation, FSVTS) กล่าวในการสัมภาษณ์กับกลุ่มสื่อ RBC เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2021

"เราพิจารณาอินเดียเช่นเดียวกับจีนและทุกประเทศที่เราเป็นหุ้นส่วนมายาวนานและมีความสัมพันธ์ที่คาดการณ์ได้โดยในฐานะกลุ่มผู้ซื้อระบบล่าสุดนี้" 
Shugayev กล่าวในการตอบสนองต่อคำถามว่า อินเดียสามารถจะเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 ที่รัสเซียสร้างได้หรือไม่

อินเดียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานของรัสเซีย ผู้อำนวยการกองบริการด้านความร่วมมือทางทหารและเทคนิคสหพันธรัฐรัสเซียเน้นหนัก
"เราได้เสร็จสิ้นสัญญาสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และพวกเขาจะได้รับชุดยิงแรกของระบบนี้ภายในสิ้นปี 2021 นี้" Shugayev กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/s-400.html)

"นั่นจึงเป็นที่ค่อนข้างจะมีเหตุผลว่าทำไมพวกเขา(อินเดีย)จะแสดงออกถึงความสนใจของพวกเขาในอนาคตอันใกล้และร้องขอระบบ S-500 จากเราเช่นเดียวกัน" Shugayev เสริม
รัสเซียจะเริ่มส่งออกระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-500 ต่อเมื่อหลังจากจำนวนที่ต้องการของระบบนี้ได้ถูกส่งมอบให้กองทัพรัสเซียครบแล้วเท่านั้น เขากล่าว

"เวลาจะแสดงเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะพิจารณาการร้องขอที่เป็นไปได้เป็นรายๆไปในแต่ละกรณีโดยเฉพาะ" ผู้อำนวยการกองบริการด้านความร่วมมือทางทหารและเทคนิคสหพันธรัฐรัสเซียกล่าว
กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เผยแพร่ภาพวิดีทัศน์แรกของการทดสอบยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 ในเดือนกรกฎาคม 2021 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/s-500.html)

จีนเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/s-400.html) และตุรกีเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สองตามลำดับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/s-400.html
ขณะที่ในเดือนตุลาคม 2019 อินเดียได้สั่งจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จำนวน 5ระบบจากรัสเซียในวงเงิน $5.5 billion นับเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สามครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/putin-s-400.html)

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

กองทัพอากาศสหรัฐฯจะรับเครื่องบินขับไล่ F-35A ที่ริบจากตุรกี

USAF to take Turkish F-35s forfeited over Russian GBAD procurement



The first of a planned 100 F-35As for Turkey seen at its rollout before the country was excluded from the programme in July 2019. 
The USAF is to take six such aircraft that were to be built in Lot 14, and is expected to absorb the already-built and in-production Turkish jets as well. (Lockheed Martin)

กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) จะได้รับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ที่เดิมมีกำหนดจะส่งมอบให้ตุรกี
ก่อนที่ตุรกีจะถูกตัดออกจากโครงการ JSF(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/f-35.html) ตามที่ตุรกีจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ของรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/s-400.html)

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2020 ว่าเครื่องบินขับไล่ F-35A สายการผลิต Lot 14 จำนวน 8เครื่องที่ตั้งไว้สำหรับตุรกีขณะนี้จะถูกโอนไปยังกองทัพอากาศสหรัฐฯแทน
ความเคลื่อนไหวซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลตุรกีที่จะเดินหน้าการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน(GBAD: Ground-Based Air-Defence) แบบ S-400 ตุรกี

เครื่องบินขับไล่ F-35A สำหรับตุรกีเดิมทั้ง 8เครื่องจะได้รับการดัดแปลงเป็นรูปแบบการปฏิบัติการเต็มอัตราของกองทัพอากาศสหรัฐฯ F-35A ตุรกีเดิม 6เครื่องที่เป็นหัวข้อของการประกาศสัญญานี้
เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหา F-35A สายการผลิต Lot 14 จำนวน 14เครื่องของกองทัพอากาศสหรัฐฯวงเงิน $861.7 million ซึ่งทั้งหมดมีกำหนดจะถูกส่งมอบในเดือนพฤษภาคม 2026

ตุรกีเคยมีกำหนดจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 100เครื่อง และเคยถูกตั้งในบทบาทส่วนหลักในสายส่งอุปทานทั่วโลกสำหรับฝูงบิน JSF นานาชาติที่กว้างขวาง(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/f-35-2020.html)
อย่างไรก็ตามสหรัฐฯคัดค้านแผนของตุรกีที่จะซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย ด้วยความกลัวว่าระบบรัสเซียจะสามารถเรียนรู้วิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะ F-35 และความรู้ดังกล่าวนี้จะถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลรัสเซียผ่านเครือข่ายชุดคำสั่ง

ถ้าระบบ S-400 รัสเซียเรียนรู้วิธีที่จะกำจัดขีดความสามารถตรวจจับได้ยาก(Stealth) ของ F-35 จากนั้นประสิทธิภาพการปฏิบัติการโดยรวมของโครงการความมั่นคงที่แพงที่สุดในโลกจะอยู่ในความเสี่ยง
และด้วยเหตุนี้ในเดือนกรกฎาคม 2019 ตรุกีจึงได้ถูกตัดออกจากโครงการ JSF อย่างเป็นทางการ ตามด้วยห่วงโซ่อุปทานส่วนใหญ่ของ F-35 ได้ถูกย้ายออกจากตุรกีในเดือนมีนาคม 2020

ชิ้นส่วนของอากาศยานเกือบ 900ส่วน รวมถึงโครงสร้างลำตัวส่วนกลางและจอแสดงผลห้องนักบินได้ถูกผลิตในตุรกี โดยมีภาคอุตสาหกรรมภายในตุรกีหลายรายมีส่วนร่วม เช่น Turkish Aerospace รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานของตุรกี
นักบินและช่างอากาศยานราว 25นายของกองทัพอากาศตุรกี(Turkish Air Force) ได้ถูกแจ้งให้ทราบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2019 ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่ F-35 JPO อีกต่อไป และมีกำหนดที่ต้องเดินทางกลับตุรกีครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/f-35a.html)

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ฟิลิปปินส์มองหาการรับประกันจากตุรกีถ้าจะจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129

Update: Philippines DND seeks T129 ‘guarantees' from Turkey


The Philippines DND has reaffirmed its plan to procure the T129 ATAK combat helicopter from Turkish Aerospace. (TA)



กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ได้กล่าวว่าตนยังคงต้องการที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 ATAK จากบริษัท Turkish Aerospace(TA) ตุรกี แต่กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มองที่จะแสวงหาการรับประกันจากตุรกีเกี่ยวกับความพร้อมในการส่งออกระบบ
กลุ่มทำงานทางเทคนิคกองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) เดิมได้เลือก T129 ตุรกีสำหรับโครงการเฮลิคอปเตอร์โจมตีของตนในปลายปี 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/t129_21.html, https://aagth1.blogspot.com/2018/12/t129.html)

ตั้งแต่นั้นมาการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 แก่กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ประสบความล่าช้าเนื่องจากสหรัฐฯจำกัดการขายเครื่องยนต์ไอพ่น Turboshaft แบบ LHTEC CTS800-4A ที่สร้างในสหรัฐฯของ T129 ตุรกี
การระงับการส่งออกเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของรัฐบาลตุรกีในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 Triumf จากรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/s-400.html)

สหรัฐฯมีความเห็นต่อการตัดสินใจในการจัดซื้อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-400 จากรัสเซียของตุรกีว่าเป็นการฝ่าฝืนรัฐบัญญัติต่อต้านปฏิปักษ์ของอเมริกาผ่านมาตรการคว่ำบาตร(CAATSA: Countering America's Adversaries Through Sanctions Act)
Arsenio Andolong หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's เมื่อ 13 กรกฎาคม 2020 ว่าฟิลิปปินส์ยังคงมีความตั้งใจที่จะจัดหา ฮ.โจมตี T129 แม้จะมีความยุ่งยากกับความสามารถในการส่งออกเฮลิคอปเตอร์ของตุรกี

"กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์จะผลักดันการจัดหา ฮ.โจมตี T129 ATAK ที่เสนอโดย Turkish Aerospace ตุรกี เราจะต้องการให้ตุรกียืนยันเพื่อการรับประกันที่แน่นอนก่อนจะมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง" 
Andolong กล่าวโดยเสริมว่า ความต้องการการรับประกันควรจะมีขึ้นในการตอบสนองต่อความกังวลในรัฐบาลฟิลิปปินส์ต่อความพร้อมการส่งออกของเฮลิคอปเตอร์โจมตี T129 ตุรกี

ความเห็นของ Andolong มีขึ้นตามหลังรายงานการตัดสินใจโดยกลุ่มทำงานทางเทคนิคกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ในเดือนมิถุนายน 2020 ที่จะยุติความพยายามที่จะจัดหา T129 ตุรกีในความชื่นชอบต่อระบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีจากสหรัฐฯ
โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2020 สหรัฐฯได้อนุมัติการขายทั้งเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache Guardian จำนวน 6เครื่อง หรือเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper จำนวน 6เครื่องแก่ฟิลิปปินส์(https://aagth1.blogspot.com/2020/05/ah-64e-apache-ah-1z-viper.html)

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯประมาณราคาของการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ที่วงเงิน $1.5 billion และเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z ที่วงเงิน $450 million ตามลำดับ แต่รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ Delfin Lorenzana ได้แถลงต่อมาว่า 
ฟิลิปปินส์ "ไม่สามารถที่จะจัดสรรวงเงินเพื่อจ่าย" ให้กับเฮลิคอปเตอร์โจมตีจากสหรัฐฯทั้งสองแบบได้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/06/sikorsky-s-70i-black-hawk.html, https://aagth1.blogspot.com/2020/05/boeing-ah-6i-ah-64e.html)

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

ไม่มีการรับประกันว่าอินเดียจะไม่ถูกสหรัฐฯคว่ำบาตถ้ายังจะซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย

No CAATSA guarantees for India despite growing defence-trade ties with US



India’s contract to procure the Almaz-Antei S-400 air defence system from Russia (pictured) has put the country at risk of sanctions under the Countering America's Adversaries Through Sanctions Act. Source: Jane’s/Peter Felstead
https://www.janes.com/article/94795/no-caatsa-guarantees-for-india-despite-growing-defence-trade-ties-with-us
https://saidpvo.livejournal.com

ตามที่สหรัฐฯและอินเดียเดินหน้าเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งความเป็นหุ้นส่วนการค้ากลาโหมของตน แต่ความน่าสะพรึงกลัวของบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับรัฐบัญญัติต่อต้านปฏิปักษ์ของอเมริกาผ่านมาตรการคว่ำบาตร
(CAATSA: Countering America's Adversaries Through Sanctions Act) ยังคงเป็นความเสี่ยงที่อินเดียไม่สามารถที่จะได้รับการคุ้มครองเพื่อต่อต้านได้ ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันต่อ Jane's

แม้จะมีรายงานจากบางสื่อในอินเดียตั้งข้อสังเกตุว่าประเทศในเอเชียที่ได้รับการประกาศสถานะ 'การสละสิทธิ' ภายใต้กฎหมาย CAATSA มีผลในการป้องกันตนจากการคว่ำบาตของสหรัฐฯที่เชื่อมโยงกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย
แต่ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับ Jane's ว่า การจัดแบ่งระบุสถานะของประเทศดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทำอันใดภายใต้รัฐบัญญัติ CAATSA

"ขณะที่เราไม่สามารถจะตัดสินไปก่อนได้ว่าการจัดซื้อเฉพาะอย่างใดที่จะเป็นผลให้คว่ำบาต มันสำคัญที่จะต้องย้ำว่า CAATSA ไม่ได้ยกเว้นการปกป้องหรือกำหนดสถานะสละสิทธิแก่ประเทศใดๆ
มันมีเกณฑ์ที่เข้มงวดในการพิจารณาการสละสิทธิ์ และแต่ละการจัดซื้อจะได้รับการประเมินเป็นกรณีต่อกรณีไป รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯไม่ได้ทำการตัดสินใจใดๆที่เกี่ยวข้องความสำคัญของการจัดซื้อใดที่อินเดียมีส่วนร่วม" กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว

CAATSA ถูกประกาศใช้ในปี 2017 ในการตอบสนองต่อข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2016 และการผนวก Crimea จากยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในปี 2014
ตั้งแต่มีผลบังคับใช้รัฐบาลสหรัฐฯได้ได้กำหนดบทลงโทษต่อจีน(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/s-400.html) และตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/s-400.html) ตามที่ทั้งสองประเทศจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Almaz-Antei S-400 รัสเซียตามลำดับ

ในเดือนตุลาคม 2019 อินเดียได้สั่งจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จำนวน 5ระบบจากรัสเซียในวงเงิน $5.5 billion(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/putin-s-400.html)
โดยเนื้อแท้ของรัฐบัญญัติ CAATSA กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรสหรัฐฯระงับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารดังกล่าวจากรัสเซีย

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯไม่ได้ยืนยันว่ามีบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับ CAATSA แต่อย่างใดที่เป็นหัวข้อของการหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอินเดียระหว่างการประชุมการทูตระดับสูงในนครหลวง New Delhi ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา
"โดยปราศจากการให้ความเห็นในการสนทนาทางการทูตส่วนตัว ฉันสามารถยืนยันได้ว่าเราเรียกร้องให้พันธมิตรและหุ้นส่วนของเราทั้งหมดจะเลิกทำธุรกรรมกับรัสเซียที่จะเสี่ยงต่อการจุดชนวนการคว่ำบาตภายใต้ CAATSA" กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าวครับ

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563

ห่วงโซ่อุปทานส่วนใหญ่ของเครื่องบินขับไล่ F-35 จะย้ายออกจากตุรกีในเดือนมีนาคม 2020

Majority of F-35 supply chain will be out of Turkey by March


The Pentagon will have removed most of its F-35 supply chain from Turkey by March, aside from a handful of Lockheed Martin and Pratt & Whitney contracts that will extend to the end of 2020. Source: Lockheed Martin
https://www.janes.com/article/93703/majority-of-f-35-supply-chain-will-be-out-of-turkey-by-march

Malaysia looking into joint production of defence equipment with Turkey





The proposals are related to state-owned Turkish Aerospace’s indigenous fighter and jet trainer programmes, the TF-X and Hürjet respectively, according to Malaysian government officials.
https://www.janes.com/article/93720/malaysia-looking-into-joint-production-of-defence-equipment-with-turkey

ห่วงโซ่อุปทานส่วนใหญ่ของเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ Petagon จะถูกย้ายออกจากตุรกีภายในเดือนมีนาคม 2020
ตามที่สหรัฐฯได้เดินหน้าตัดตุรกีออกจากโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/f-35.html) จากการที่ตุรกีจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/s-400.html)

นาง Ellen Lord รัฐมนตรีช่วยด้านการจัดหาและดำรงสภาพกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกล่าวต่อสื่อเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2020 ว่าผู้รับสัญญาหลัก บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ
และผู้ผลิตเครื่องยนต์ไอพ่น F135 บริษัท Pratt & Whitney สหรัฐฯ มีสัญญาจำนวนหนึ่งในมือที่น่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นได้สิ้นปี 2020 เธอไม่ได้ให้การอธิบายรายละเอียดของสัญญาเหล่านี้ต่อสื่อมวลชน

บริษัท Pratt & Whitney ผัดผ่อนที่จะให้ความเห็นต่อสำนักงานโครงการร่วม F-35(JPO: Joint Program Office) ซึ่งควบคู่ไปกับ บริษัท Lockheed Martin ที่ไม่ได้ตอบรับการร้องขอสำหรับความเห็นในช่วงที่บทความเผยแพร่
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของตนจากเดือนสิงหาคม 2019 ที่ว่า ตุรกีได้โอกาสจำกัดที่จะกลับเข้าร่วมโครงการ F-35 นอกเสียจากถ้าตุรกีจะละทิ้งการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซียอย่างสมบูรณ์

"ตุรกีไม่ได้สร้างความเคลื่อนไหวใดๆเกี่ยวกับ S-400 ดังนั้นเราจึงเดินหน้าเปลี่ยนผ่านงานออกจากตุรกี" นาง Lord กล่าวในเวลาอาหารเช้าของกลุ่มนักเขียนกลาโหม Defense Writers Group
 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ใช้งบประมาณในช่วงระหว่าง $500-$600 million เพื่อเปลี่ยนย้ายห่วงโซ่อุปทานของโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ออกจากตุรกี

ชิ้นส่วนของอากาศยานเกือบ 900ส่วน รวมถึงโครงสร้างลำตัวส่วนกลาง และจอแสดงผลห้องนักบิน ได้ถูกผลิตในตุรกี รวมถึงแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นขึ้นลงตามแบบ CTOL(Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 100เครื่อง
นักบินและช่างอากาศยานราว 25นายของกองทัพอากาศตุรกี(Turkish Air Force) ได้ถูกแจ้งให้ทราบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2019 ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่ F-35 JPO อีกต่อไป และมีกำหนดที่ต้องเดินทางกลับตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/f-35a.html)

ตามที่ตุรกีถูกตัดออกจากโครงการ F-35 JSF ที่นำโดยสหรัฐฯ Turkish Aerospace รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานของตุรกีได้มีโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตและเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบาของตนเอง
คือเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต Turkish Fighter หรือ TF-X(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/tf.html) และเครื่องบินฝึกไอพ่น Hürjet(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/tai-hurjet.html) ตามลำดับ

ตุรกีได้เสนอโอกาสความร่วมมือกับมาเลเซียในการพัฒนาและผลิตทั้งเครื่องบินขับไล่ TF-X และเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบา Hürjet สำหรับกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) ในอนาคต
ความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศมาเลเซียจะมีขึ้นในปี 2030 โดยคาดว่ามีการตัดสินใจเลือกแบบในปี 2035 เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30MKM รัสเซีย และ Boeing F/A-18D Hornet สหรัฐฯครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/su-30mkm.html)