Hyundai begins construction of mini-submarine for undisclosed customer
The HDS-400 submarine under construction by Hyundai Heavy Industries could be a permutation of the mini-submarine concept known as the KSS 500A unveiled by South Korea's Agency for Defence Development in 2011. (Mrityunjoy Mazumdar)
http://www.janes.com/article/54825/hyundai-begins-construction-of-mini-submarine-for-undisclosed-customer
Jane's ได้รายงานข้อมูลว่า Hyundai Heavy Industries สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นบริษัทอู่ต่อเรือชั้นนำรายใหญ่ที่ต่อเรือให้กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีมาแล้วหลายลำ
รวมถึงเรือดำน้ำแบบ U214 ชั้น Sohn Won-il (KSS-II)ที่ได้สิทธิบัตรจาก ThyssenKrupp Marine Systems เยอรมนี
กำลังเริ่มทำการก่อสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็ก(mini-submarine) เพื่อส่งออกให้ลูกค้าที่ไม่มีการเปิดเผยซึ่งอาจจะเป็นกองทัพเรือประเทศหนึ่ง
ซึ่ง HHI ได้เปิดเผยข้อมูลแบบแผนเรือดำน้ำขนาดเล็กแบบใหม่นี้ในงานแสดงยุทโธปกรณ์ DSEI 2015 ที่ London สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน ที่ผ่านมา
โดยมีการวิเคราะห์ว่าเรือดำน้ำ HDS-400 นั้นถูกออกแบบสำหรับภารกิจสนับสนุนการตรวจการณ์ชายฝั่ง และสนับสนุนปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ
"HDS-400 เป็นแบบเรือที่พัฒนาขึ้นมาใหม่(สำหรับ)ประเทศที่ไม่สามารถจัดซื้อเรือดำน้ำขนาดใหญ่จากแหล่งที่เป็นที่รู้จักดีได้
ณ เวลานี้ผมสามารถยืนยันได้เพียงว่าเรือดำน้ำ HDS-400 กำลังดำเนินการก่อสร้างในอู่ของเรา"
Kim Moon-ju เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของ HHI กล่าวซึ่งเขาปฏิเสธการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของสัญญาใดๆ ณ ขณะนี้โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า
เท่าที่มีข้อมูลขณะนี้เรือดำน้ำแบบ HDS-400 มีความยาวตัวเรือ 40m ระวางขับน้ำ 400tons ทำความเร็วได้สูงสุด 15knot แต่ไม่มีข้อมูลรายละเอียดอาวุธที่จะติดตั้งกับเรือเปิดเผยในขณะนี้
อย่างไรก็ตามสำหรับเรือดำน้ำขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากันสามารถติดตั้ง Torpedo หนักสองนัด และ Torpedo เบาสี่นัด รวมถึงบรรทุกหน่วยรบพิเศษไปกับเรือได้ 14นาย รวมกับลูกเรือประจำเรือ
ซึ่ง HDS-400 เป็นเรือรุ่นที่มีขนาดเล็กลงมาจาก HDS-500RTN ซึ่งมีระวางขับน้ำ 500ton ที่เคยเสนอให้กองทัพเรือไทยในโครงการจัดหาเรือดำน้ำในปีนี้
โดยแบบเรือดำน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ HHI อื่นก็มี HDS-1800 ขนาด 1,800tons และ HDS-3000 ขนาด 3,300tons
ซึ่ง HHI กล่าวว่าเรือดำน้ำในชุด HDS นั้นเป็นผลลัพธ์จากการสั่งสมประสบการในการสร้างและพัฒนาเรือดำน้ำของตนเองมากว่าทศวรรษครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HDS-500 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HDS-500 แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๘-๑
ครั้งนี้จะมานำเสนอความคืบหน้าของโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆของแต่ละเหล่าทัพเป็นบางส่วนหลังจากที่เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมครับ
โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จากยูเครนซึ่งมีการเผยแพร่ภาพการทดสอบรถถังชุดใหม่ ๕คันที่สนามทดสอบที่ Kharkiv ไปแล้วก่อนหน้านี้
โดยทาง UKROBORONPROM ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครน ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถถังหลัก Oplot ให้ไทยล่าสุดตามนี้
UKROBORONPROM CAN REARM THE ARMY OWNING TO EXPORT
http://www.ukroboronprom.com.ua/en/newsview/1/631
ใจความสำคัญของข่าวของคือ รถถังหลัก Oplot จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการส่งออกเป็นหลักไม่ได้สร้างเพื่อนำไปใช้เอง
โดยราคาต่อคันที่ $4.9 million นั้นยูเครนจะสามารถนำไปต่อยอดในการปรับปรุงรถถังหลัก T-64 และ T-72 ของกองทัพยูเครนได้อีกเป็นจำนวนมาก เช่น T-64B1M หรือ T-72UA1 เป็นต้น
ซึ่งปี 2015 นี้โรงงาน Malyshev จะทำการผลิต Oplot ให้ได้ ๔๐คัน ซึ่งควรจะเป็นจำนวนที่ครบตามที่กองทัพบกไทยสั่งจัดหาคือ ๔๙คันสำหรับเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ด้วย
แต่ที่ว่าจะผลิต ถ.Oplot ให้ได้ในปีถัดๆไป ๑๐๐-๑๒๐คัน นี่ก็ไม่ทราบว่ายูเครนสามารถหาลูกค้าเพิ่มนอกจากไทยได้ตั้งแต่เมื่อไร
ตรงนี้ก็หวังว่ายูเครนจะสามารถจัดส่งรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่หลังจากการตรวจรับมอบมาถึงไทยได้เสียทีครับ
อีกโครงการคือโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๓๙ AW139 เพิ่มเติมจำนวน ๖เครื่องวงเงิน ๒,๘๐๐ล้านบาท เพิ่มเติมจากชุดแรก ๓เครื่องที่เข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (กบบ.ขส.ทบ.)
โดยคาดว่าการจัดหา ฮ.ท.๑๓๙ ใหม่นี้จะถูกนำเข้าประจำการในศูนย์การบินทหารบก(ศบบ.) เพื่อนำไปวางกำลังสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพภาค
เช่นงานขนส่งบุคลสำคัญอย่างคณะนายทหารของกองทัพภาพที่เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยงานภาคสนามตามชายแดน และภารกิจธุรการอื่นๆ เช่น การส่งกำลังบำรุงให้หน่วยต่างๆตามชายแดน
ทั้งนี้รูปแบบการจัดระบบภายในเช่นห้องโดยสารของ ฮ.ท.๑๓๙ AW139 ๖เครื่องที่จัดหามาใหม่น่าจะเป็นแบบลำเลียงทั่วไปต่างจาก ฮ.ชุดแรก ๓เครื่องของ กบบ.ขส.ทบ. ที่เป็น ฮ.รับส่งบุคคลสำคัญ(เช่นไม่น่าจะมีเบาะหนัง)
หลังจากที่กองทัพบกนำ AW139 ชุดแรกเข้าประจำการมา ก็จะเห็นได้ว่า ฮ.ได้ถูกใช้งานในภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญบ่อยมากในช่วงหลังมานี้
ซึ่งเป็นการลดภาระการนำ ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธีอย่าง ฮ.ท.๖๐ UH-60 ไปใช้ในภารกิจขนส่งบุคคลสำคัญลงไปได้มาก
ตรงนี้จึงมองว่าถ้าจะมีการนำ ฮ.ใหม่ทั้ง ฮ.ท.๑๓๙ AW139 จำนวน ๖เครื่องที่จะจัดหาลงใน ศบบ. และ ฮ.ท.๑๔๕ EC145 T2 ที่มีข่าวว่าจะจัดหามา ๖ลำลงใน ศบบ.เป็น ฮ.VIP ด้วยนั้น
ส่วนตัวก็คาดเดาว่า ฮ.ใหม่ทั้งสองแบบน่าจะถูกนำมาใช้แทน ฮ.เก่าที่ใช้สนับสนุนภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญ และงานธุรการทั่วไปในระดับกองพล และกองทัพภาค
เช่น กองร้อยบินของกองพลทหารราบ และชุดปฏิบัติการบินสนับสนุนกองทัพภาคต่างๆ แทน ฮ.แบบเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี ทั้ง ฮ.ท.๑ UH-1H, ฮ.ท.๒๐๖ Bell 206A และ ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212
แต่ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยอยู่ครับว่า ฮ.ท.๒๑๒ ที่ประจำการอยู่ในส่วน กองทัพภาค นั้นถ้าถูกโอนกลับมาอยู่ในส่วนกลางคือ ศบบ.แล้ว ก็กองทัพมีการจะปรับโครงสร้างอัตราจัดอย่างไรต่อ
เช่น จะปรับปรุงเป็น ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธี เช่น ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA ที่ปรับปรุงใหม่ที่ประจำใน กองบินปีกหมุนที่๒ หรือไม่ครับ
โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จากยูเครนซึ่งมีการเผยแพร่ภาพการทดสอบรถถังชุดใหม่ ๕คันที่สนามทดสอบที่ Kharkiv ไปแล้วก่อนหน้านี้
โดยทาง UKROBORONPROM ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครน ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถถังหลัก Oplot ให้ไทยล่าสุดตามนี้
UKROBORONPROM CAN REARM THE ARMY OWNING TO EXPORT
http://www.ukroboronprom.com.ua/en/newsview/1/631
ใจความสำคัญของข่าวของคือ รถถังหลัก Oplot จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการส่งออกเป็นหลักไม่ได้สร้างเพื่อนำไปใช้เอง
โดยราคาต่อคันที่ $4.9 million นั้นยูเครนจะสามารถนำไปต่อยอดในการปรับปรุงรถถังหลัก T-64 และ T-72 ของกองทัพยูเครนได้อีกเป็นจำนวนมาก เช่น T-64B1M หรือ T-72UA1 เป็นต้น
ซึ่งปี 2015 นี้โรงงาน Malyshev จะทำการผลิต Oplot ให้ได้ ๔๐คัน ซึ่งควรจะเป็นจำนวนที่ครบตามที่กองทัพบกไทยสั่งจัดหาคือ ๔๙คันสำหรับเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ด้วย
แต่ที่ว่าจะผลิต ถ.Oplot ให้ได้ในปีถัดๆไป ๑๐๐-๑๒๐คัน นี่ก็ไม่ทราบว่ายูเครนสามารถหาลูกค้าเพิ่มนอกจากไทยได้ตั้งแต่เมื่อไร
ตรงนี้ก็หวังว่ายูเครนจะสามารถจัดส่งรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่หลังจากการตรวจรับมอบมาถึงไทยได้เสียทีครับ
อีกโครงการคือโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๓๙ AW139 เพิ่มเติมจำนวน ๖เครื่องวงเงิน ๒,๘๐๐ล้านบาท เพิ่มเติมจากชุดแรก ๓เครื่องที่เข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (กบบ.ขส.ทบ.)
โดยคาดว่าการจัดหา ฮ.ท.๑๓๙ ใหม่นี้จะถูกนำเข้าประจำการในศูนย์การบินทหารบก(ศบบ.) เพื่อนำไปวางกำลังสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพภาค
เช่นงานขนส่งบุคลสำคัญอย่างคณะนายทหารของกองทัพภาพที่เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยงานภาคสนามตามชายแดน และภารกิจธุรการอื่นๆ เช่น การส่งกำลังบำรุงให้หน่วยต่างๆตามชายแดน
ทั้งนี้รูปแบบการจัดระบบภายในเช่นห้องโดยสารของ ฮ.ท.๑๓๙ AW139 ๖เครื่องที่จัดหามาใหม่น่าจะเป็นแบบลำเลียงทั่วไปต่างจาก ฮ.ชุดแรก ๓เครื่องของ กบบ.ขส.ทบ. ที่เป็น ฮ.รับส่งบุคคลสำคัญ(เช่นไม่น่าจะมีเบาะหนัง)
หลังจากที่กองทัพบกนำ AW139 ชุดแรกเข้าประจำการมา ก็จะเห็นได้ว่า ฮ.ได้ถูกใช้งานในภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญบ่อยมากในช่วงหลังมานี้
ซึ่งเป็นการลดภาระการนำ ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธีอย่าง ฮ.ท.๖๐ UH-60 ไปใช้ในภารกิจขนส่งบุคคลสำคัญลงไปได้มาก
ตรงนี้จึงมองว่าถ้าจะมีการนำ ฮ.ใหม่ทั้ง ฮ.ท.๑๓๙ AW139 จำนวน ๖เครื่องที่จะจัดหาลงใน ศบบ. และ ฮ.ท.๑๔๕ EC145 T2 ที่มีข่าวว่าจะจัดหามา ๖ลำลงใน ศบบ.เป็น ฮ.VIP ด้วยนั้น
ส่วนตัวก็คาดเดาว่า ฮ.ใหม่ทั้งสองแบบน่าจะถูกนำมาใช้แทน ฮ.เก่าที่ใช้สนับสนุนภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญ และงานธุรการทั่วไปในระดับกองพล และกองทัพภาค
เช่น กองร้อยบินของกองพลทหารราบ และชุดปฏิบัติการบินสนับสนุนกองทัพภาคต่างๆ แทน ฮ.แบบเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี ทั้ง ฮ.ท.๑ UH-1H, ฮ.ท.๒๐๖ Bell 206A และ ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212
แต่ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยอยู่ครับว่า ฮ.ท.๒๑๒ ที่ประจำการอยู่ในส่วน กองทัพภาค นั้นถ้าถูกโอนกลับมาอยู่ในส่วนกลางคือ ศบบ.แล้ว ก็กองทัพมีการจะปรับโครงสร้างอัตราจัดอย่างไรต่อ
เช่น จะปรับปรุงเป็น ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธี เช่น ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA ที่ปรับปรุงใหม่ที่ประจำใน กองบินปีกหมุนที่๒ หรือไม่ครับ
ในส่วนของกองทัพเรือนั้นโครงการสำคัญคือการผลักดันโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่จำนวน ๒-๓ลำ ซึ่งก็มีการรายงานการนำเสนอแบบเรือของบริษัทต่างๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๘ มานี้ เช่น
บริษัท CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีน เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ S26T
Rosoboronexport รัสเซีย เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ Project 636 Kilo และเรือดำน้ำแบบ Amur 1650
บริษัท TKMS เยอรมนี เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ U209/1400mod และ U210mod
บริษัท Hyundai Heavy Industries (HHI) สาธารณรัฐเกาหลี เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ HDS-500RTN
บริษัท Saab AB สวีเดน เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ A26
ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ซึ่งภารกิจหนึ่งในการเยือนน่าจะร่วมการเยี่ยมชมข้อมูลเรือดำน้ำของประเทศต่างๆด้วย
เช่น จีน ซึ่งไปพร้อมคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และล่าสุดคือสวีเดนเป็นต้น
จีนนั้นมีความพยายามในการเสนอเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยมาตลอดครับ ตั้งแต่เรือดำน้ำแบบ Type 039 Song เมื่อเกือบ ๑๐ปีก่อน
ซึ่งตอนนั้นจีนเสนอการให้เช่าเรือดำน้ำชั้น Song ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนแก่กองทัพเรือเพื่อฝึกกำลังพลทำความคุ้นเคยด้วย แต่ตอนนั้นกองทัพเรือปฏิเสธไปเนื่องสองเหตุผลคือ
กองทัพเรือยังไม่มีงบประมาณเพียงพอโดยเฉพาะส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการของเรือ และจีนยังจำเป็นต้องคงจำนวนเรือดำน้ำ Type 039 Song ที่มีประจำการในกองเรือดำน้ำของตนอยู่
โดยความพยายามล่าสุดของจีนในการเสนอเรือดำน้ำให้ไทยคือเรือแบบ S26T ซึ่งพัฒนามาจาก Type 039A Yuan รุ่นล่าสุดตามที่มีการนำเสนอข้อมูลไปก่อนหน้านี้
ถ้ากองทัพเรือสนใจจะจัดหาเรือดำน้ำจากจีนจริง จีนก็ต้องทำสัญญาโครงการจัดหาในรูปแบบจัดตั้งระบบให้แบบครบวงจรครับ
ทั้งการจัดตั้งระบบที่ตั้งชายฝั่ง อู่เรือดำน้ำ และระบบสนับสนุนการซ่อมบำรุงเรือ ระบบการฝึกจำลองแบบสมบูรณ์
การเข้าถึงข้อมูลการผลิตอะไหล่การซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์และอาวุธประจำเรือ เช่น Battery, Torpedo อาจจะรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำด้วย เป็นต้น
กล่าวคือจีนควรจะต้องไม่ได้เสนอขายเฉพาะตัวเรือให้กองทัพเรือไทย แต่จีนจะต้องขายกองเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยทั้งระบบครับ
ดังนั้นประเด็นที่ว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองให้กองทัพเรือเลือกจัดหาเรือดำน้ำจากจีนนั้น ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าบุคลากรในกองทัพเรือโดยเฉพาะกองเรือดำน้ำน่าจะค่อนข้างลำบากใจในเรื่องนี้
เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้ฝึกศึกษาวิทยาการด้านเรือดำน้ำเป็นหลักเป็นระบบตะวันตก โดยเฉพาะของเยอรมนี และประเทศอื่นเช่นเกาหลีใต้เป็นต้น
และระบบที่จัดตั้งมาที่กองบัญชาการกองเรือดำน้ำ เช่น ห้องฝึกจำลองศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำนั้นก็เป็นระบบของเยอรมัน
กดน.จึงน่าจะมองตัวเลือกแบบเรือจากตะวันตกคือ เยอรมนี หรือสวีเดนเป็นแบบหลักอันดับต้นๆมากกว่า โดยมีระบบของเกาหลีใต้อันดับรองลงมา
และมองรัสเซียและจีนเป็นลำดับท้ายๆ เนื่องจากไม่มีความคุ้นเคยในระบบอาวุธรัสเซีย เช่นเดียวกับจีนทีมีข้อสงสัยด้านความน่าเชื่อถือของเรือดำน้ำจีน
เพราะก็ตามที่ทราบว่ากองทัพเรือนั้นมีประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจกับการจัดหา ใช้งาน และปรับปรุงเรือรบผิวน้ำชุดต่างๆที่จัดหามาจากจีนนัก เป็นที่มาในประเด็นความน่าเชื่อถือของเรือดำน้ำจีน
ซึ่งเรือดำน้ำจีนเองนั้นก็ตามที่ทราบว่าแทบจะไม่มีประเทศใดจัดหาไปใช้เลย นอกจากบังคลาเทศ คือ Type 035 Ming มือสอง และแบบ S20 ที่ปากีสถานกำลังเจรจากับจีน
แม้ว่าข้อเสนอของจีนในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือก็อาจจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเรือจีนหลายๆแบบที่กองทัพเรือนำเข้าประจำการมา
คือถึงจะมีการถ่ายทอด Technology และจัดตั้งระบบสนับสนุนต่างให้กองทัพเรือแบบครบวงจรก็จริง แต่ในทางกลับกันก็จะเป็นว่ากองเรือดำน้ำจะต้องพึ่งพาและใช้ระบบต่างขึ้นอยู่กับจีนไปตลอด
อย่างน้อยจนกว่าจะสามารถเลือกและเปลี่ยนแบบระบบใหม่ไปเป็นของประเทศอื่นแทน เช่น ระบบเรือดำน้ำตะวันตก หรือรัสเซียได้ ซึ่งตรงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่กองทัพเรือจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ
จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่ใน กดน.จะมีการตอบสนองต่อแรงกดดันการนำเสนอเรือดำน้ำแบบ S26T ในเชิงลบครับ
แต่ส่วนตัวมองในแง่ร้ายครับว่ากองทัพเรือมีทางเลือกจำกัดในตัดสินใจคือ ถ้าไม่เลือกจัดหาเรือดำน้ำจากจีนตามความต้องการของฝ่ายการเมืองแล้ว ก็คงต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำไปโดยที่ยังไม่ได้ตั้งโครงการ
ตรงนี้ถ้าจะให้กล่าวตามตรงคือแนวโน้มคงจะกลับไปรูปแบบเดิมครับคือกองทัพเรืออาจจะต้องปฏิเสธความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ยังไม่มีการตั้งขึ้นมาเลยไปเสีย
โดยถ้ากองทัพเรือถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในการตัดสินใจในโครงการจัดหาเรือดำน้ำซึ่งยังไม่ได้ตั้งขึ้นมาแล้ว รูปแบบก็อาจจะใกล้เคียงกับกรณีที่เกิดกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U206A จากเยอรมนีครับ
คือกองทัพเรือคงจะตัดสินใจระงับการจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำแล้วชะลอโครงการออกไปอีกนานจนกว่าจะมีโอกาสใหม่อำนวย
ทำให้ส่วนตัวมองว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำครั้งใหม่นี้มีแนวโน้มความเป็นเป็นไปได้อยู่ค่อนข้างมากว่า อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับหลายๆกรณีที่ผ่านมาในอดีตครับ
และถ้ากองทัพเรือเลือกแนวทางที่จะปฏิเสธโครงการจัดหาเรือดำน้ำซึ่งเป็นความต้องการทางยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือแล้ว ก็หมายความว่ากองเรือดำน้ำจะเป็นกองเรือที่ไม่มีเรือเข้าประจำการในกองเรือไปอีกนาน
นั่นก็คงเป็นที่น่าลำบากใจของกองทัพเรือมากครับว่า กองทัพเรือจะตัดสินใจให้กองเรือดำน้ำที่เพิ่งจัดตั้งมาใหม่เพียงไม่กี่ปี เป็นชนวนข้อขัดแย้งให้เกิดปัญหาผลกระทบกับหน่วยใช้กำลังหลัก
โดยเฉพาะกองเรือต่างๆในกองเรือยุทธการที่ต้องใช้การงบประมาณไปใช้ในโครงการของตนเช่นกันหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นคำถามตามมาถึงการมีอยู่ของ กดน.ต่อไปในอนาคตว่า
กองทัพเรือจะเลือกจัดหาเรือดำน้ำจีนเพื่อให้มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเสียที หรือจะเลือกที่จะเป็นกองทัพเรือที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการต่อไปกันแน่?(หรือจะสู้กับแรงบีบบังคับเพื่อให้ได้แบบเรือที่กำลังพลต้องการจริงๆ)
แต่หวังว่าคราวนี้กองทัพเรือจะผ่านอุปสรรคนานานับประการจากที่เคยเจอมาไปได้เสียทีครับ
Thailand increases defence budget by 7%
ยังมีโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่บางโครงการที่ไม่ได้รายงาน เช่น โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นก้าวหน้าใหม่ทดแทน บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งยังไม่มีรายงานข่าวเพิ่มเติม
ตามรายงานของ Jane's นั้นงบประมาณกลาโหมประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ของไทยที่จะอนุมัติในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาจจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ๗ หรืออยู่ที่ประมาณ ๒๐๗,๐๐๐ล้านบาท($6.3 billion)
มีอัตราส่วนเป็นร้อยละ๘ ของงบประมาณประเทศทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ๑.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ตรงนี้จะเห็นได้ว่าถึงจะดูเพิ่มขึ้นก็จริงแต่ก็เทียบไม่ได้กับหลายประเทศในกลุ่ม ASEAN เช่นอินโดนีเซียที่เพิ่มเกือบ $9 billion ในปี 2016 จะเพิ่มขึ้นเป็นถึง $15 billion ภายในปี 2020(แต่ทั้งนี้ก็เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ด้วย)
และพม่าซึ่งใช้งบประมาณกลาโหมถึงร้อยละ๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แม้ว่าในภาพรวมจะยังเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก แต่งบประมาณที่รัฐบาลพม่าเพิ่มให้กองทัพพม่าในปี 2015-2016 นั้นก็เพิ่มขึ้นจากเดิมราว $2.75 billion แล้ว
ก็น่าจะพอมองออกครับว่าประเทศในกลุ่ม ASEAN ส่วนใหญ่กำลังเริ่มเพิ่มงบประมาณกลาโหมและจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งจะไม่ให้ไทยขยับตัวตามบ้างเลยคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติที่มีความจำเป็นล้วนๆครับ
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558
Hyundai เกาหลีใต้เสนอเรือดำน้ำ HDS-500RTN ให้กองทัพเรือไทย
บริษัท Hyundai Heavy Industries (HHI) สาธารณรัฐเกาหลี เข้ามาบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำ HDS-500RTN เมื่อ 27 ก.พ.58 โดยมี น.อ.วันชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ เป็นประธานเข้ารับฟัง
ที่มา Page กองเรือดำน้ำ
https://www.facebook.com/222887361082619/photos/a.646128485425169.1073741837.222887361082619/858378560866826/?type=1
https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619
บริษัท Hyundai Heavy Industries หรือ HHI นับเป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ด้านการต่อเรือของสาธารณรัฐเกาหลี
เช่นเดียวกับบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering หรือ DSME ที่เคยนำเสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ DW1400T ให้กองทัพเรือไทยเมื่อปลายปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา
โดยในส่วนอุตสาหกรรมการสร้างเรือดำน้ำนั้น HHI เป็นผู้รับสัญญาหลักในการสร้างเรือดำน้ำแบบ U214 ชั้น Son Won-il ชุดแรก ๓ลำซึ่งได้รับสิทธิบัตรจาก HDW ในเครือ TKMS เยอรมนีตามโครงการ KSS-II ในปี 2000
ซึ่งปัจจุบัน HHI ได้รับสัญญาจากกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีในการสร้างเรือดำน้ำชั้น Son Won-il ชุดที่สองใหม่ในปี 2008 ๓ลำ
โดยมี SS-077 Yun Bong-gil ซึ่งเป็นเรือรุ่น Batch II ปล่อยลงน้ำแล้วจะเข้าประจำการในปลายปี 2015 นี้ และอีก ๒ลำคือ SS-079 และ SS-082 ซึ่งเป็นเรือรุ่น Batch III อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะเข้าประจำการในราวปี 2017 และ 2019
(เรืออีก ๓ลำจากโครงการจัดหาชุดที่สองรุ่น Batch II ถูกต่อโดย DSME ๒ลำคือ SS-076 Kim Jwa-Jin เข้าประจำการแล้วเมื่อปี 2014 และ SS-078 จะเข้าประจำการปี 2016
ส่วนรุ่น Batch III อีก ๑ลำคือ SS-081 ต่อโดย STX Offshore and Shipbuilding เข้าประจำการปี 2018)
สำหรับเรือดำน้ำแบบ HDS-500RTN ที่มีการเสนอข้อมูลให้กองทัพเรือไปเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่ผ่านมานั้นก็เป็นแบบเรือดำน้ำที่ HHI ออกแบบขึ้นมาสำหรับการส่งออกโดยเฉพาะ
ซึ่งมีภาพแบบจำลองของเรือดำน้ำแบบ HDS-500 วางคู่กับแบบจำลองเรือดำน้ำ KSS-II แม้ว่าเป็นแบบจำลองขนาดเล็กคนละอัตราส่วนก็ตาม
แต่เรือดำน้ำแบบ HDS-500 นี้ก็ดูจะเป็นเรือดำน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าเรือโครงการ KSS-I U209/1200 ชั้น Chang Bogo หรือโครงการ KSS-II U214 ชั้น Son Won-il ของกองทัพเรือเกาหลีใต้เองอยู่มาก
โดยถ้าวิเคราะห์จากข้อมูลแบบเรือดำน้ำที่มีการแสดงข้อมูลใน Website ของ HHI http://www.hhi.co.kr/division/division01_05_032.asp
คือ HDS-1800 หรือ KSS-II ที่มีระวางขับน้ำประมาณ 1,800tons และ HDS-3000 หรือโครงการ KSS-III ที่เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าระวางขับน้ำขนาด 3,000tons ที่เกาหลีใต้ออกแบบเอง
ซึ่งเรือดำน้ำ KSS-III Batch I ชุดแรก ๒ลำ เรือลำแรกกำลังต่อโดยอู่ DSME ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2014 โดยจะเข้าประจำการในได้ราวปี 2020-2022 และ KSS-III Batch II ซึ่งจะต่อโดยอู่ HHI ๓ลำ นั้น
แบบเรือ HDS-500 ก็น่าจะมีขนาดระวางขับน้ำประมาณ 500tons เท่านั้น ซึ่งการกำหนดแบบ HDS-500RTN ก็แสดงว่าเป็นเรือที่ออกแบบมาสำหรับเสนอกองทัพเรือไทยโดยเฉพาะ(RTN: Royal Thai Navy)
นั่นทำให้เรือดำน้ำแบบ HDS-500RTN มีความใกล้เคียงในด้านมิติขนาดเรือกับเรือดำน้ำชั้น U206A ของเยอรมนีซึ่งกองทัพเรือไทยเคยดำเนินโครงการจัดหาแต่ไม่ประสบความสำเร็จในผลักดันโครงการด้วย
ด้านกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีเองก็มีโครงการพัฒนาเรือดำน้ำขนาดเล็ก(Midget Submarines) ทดแทนเรือชั้น Dolgorae ที่ยังคงประจำการอยู่ ๒ลำคือ SSM-052 และ SSM-053
โดยใช้ในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ การฝึกศึกษาและทดลองทาง Technology ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1990s (SSM-051 ที่ปล่อยลงน้ำมาตั้งแต่ปี 1982 ปลดประจำการไปตั้งแต่ปี 2003)
แบบโครงการที่มีการเปิดเผยในปี 2011 คือแบบเรือดำน้ำขนาดเล็ก KSS-500A ซึ่งออกแบบโดยองค์การเพื่อการพัฒนาด้านความมั่นคง(ADD: Agency for Defence Development) ของสาธารณรัฐเกาหลี
มีระวางขับน้ำ 510tons ดำได้ลึกสุด 250m หางเสือรูปตัวX ขับเคลื่อนด้วยระบบ Intergrated Motor Propulsor ที่เงียบใช้พลังงานจาก Battery Lithium-Ion ที่ความจุสูงใช้งานได้นาน
ทำความเร็วสูงสุด 20knots พิสัยทำการ 2,000nm ระยะปฏิบัติการ ๒๑วัน ลูกเรือ ๑๐นาย
อาวุธหลักสามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้ง Module สำหรับหน่วยรบพิเศษ ๗นาย พร้อมยานขนส่งใต้น้ำ SDV ๑ระบบ, Torpedo รวม ๖นัด, ทุ่นระเบิด ๒ทุ่น, อาวุธปล่อยนำวิถี ๒นัด หรือยานใต้น้ำไร้คนบังคับ UUV ๑ระบบ
ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าทาง HHI จะมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกแบบเรือ KSS-500A หรือไม่ เพราะรูปแบบของตัวเรือดูจะมีความคล้ายคลึงกันในบางด้าน
แต่แบบเรือ HDS-500 ดูจะเป็นแบบเรือดำน้ำโจมตีตามแบบ(เหมือน U206A) มากกว่าใช้ในภารกิจการปฏิบัติการพิเศษเฉพาะโดยตรง เพราะฉะนั้นก็อาจจะเป็นแบบเรือคนละแบบกัน
ก็เหมือนกับโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยที่บริษัทของเกาหลีใต้คือ DSME และ HHI ต่างเสนอแบบเรือของตนเข้ามาแข่งขันกันนั่นละว่าในการผลักดันโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ของกองทัพเรือนั้น
DSME ซึ่งเสนอเรือแบบ DW1400T ที่ประสบความเร็จในการส่งออกให้กองทัพเรืออินโดนีเซียแล้ว ๓ลำ จะเป็นตัวเต็งหนึ่งที่จะชนะโครงการ
เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่พัฒนาจากเรือพิฆาตโครงการ KDX-I ชั้น Gwanggaeto the Great (DW3000H) ได้รับการเลือกในสัญญาจัดหาของกองทัพเรือไทย
หรือแบบเรือ HHI HDS-500RTN ที่ยังไม่เคยมีประเทศลูกค้าสร้างเพื่อส่งออกจริงมาก่อนจะเป็นม้ามืดในโครงการเรือดำน้ำใหม่หรือไม่นั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในขณะนี้ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











