แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Amur Class แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Amur Class แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ตัดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

Russian Navy undecided on submarine class to receive air-independent propulsion AIP system
AIP system on the AMUR class submarine (for illustration purpose only)
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/january-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4775-russian-navy-undecided-on-submarine-class-to-receive-air-independent-propulsion-aip-system.html

ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือเอก Vladimir Korolyov กล่าวกับสื่อว่า กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ได้ติดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบของตนติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air-Independent Propulsion)
ทั้งเรือดำน้ำชั้น Project 667 Lada(NATO กำหนดชื่อชั้น Peterburg ตามเรือลำแรกของชั้นคือ Sankt Peterburg) และเรือดำน้ำรหัสชั้น Kalina ซึ่งเป็นเรือดำน้ำยุคที่5ของรัสเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนา
"เราจะทำการตัดสินใจภายหลังจากที่ระบบพลังงานขับเคลื่อนถูกพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบขับเคลื่อน AIP เป็นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเราจะพยายามลองทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเรือเท่านั้นแต่ขึ้นกับสำนักออกแบบด้วย และเรามีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีที่จะเริ่มต้นที่เราจะส่งมอบนี้" นายพลเรือ Korolyov เน้นย้ำ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากองทัพเรือรัสเซียคาดว่าระบบ AIP สำหรับเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้านั้นจะพร้อมใช้งานในปี 2021-2022
ในปลายปี 2015 Igor Vilnit ผู้อำนวยการทั่วไปสำนักออกแบบ Rubin กล่าวว่าการทดลองในทะเลของระบบขับเคลื่อน AIP มีกำหนดเริ่มในปี 2016
โดยเขายังเน้นว่าระบบขับเคลื่อน AIP นี้สามารถบูรณาการเข้ากับเรือดำน้ำชั้น Project 677 Lada ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งรองผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือตรี Victor Bursuk เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรือดำน้ำชั้น Project 677 นั้นอาจจะเรือดำน้ำชั้นแรกของรัสเซียที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 677 Lada ซึ่งออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเรือดำน้ำยุคที่4ของกองทัพเรือรัสเซียที่เป็นตัวเรือแบบชั้นเดียวแบบแรก ทดแทนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 636 Varshavyanka(Improved Kilo)
อย่างไรก็ตามเรือลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg มีปัญหาทางเทคนิคจำนวนมากตั้งแต่เริ่มทดลองเรือในทะเลในปี 2005 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2010 ซึ่งต่อมาในปี 2011 กองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือ Sankt Peterburg เข้าประจำการ
จนถึงปี 2012 จึงได้มีการออกแบบแก้ไขปัญหาของแบบเรือใหม่และสั่งสร้างเรือเพิ่มอีก 2ลำคือ B-586 Kronshtadt และ B-587 Velikiye Luki ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จเข้าประจำการได้ในราวปี 2019
สำนักออกแบบ Rubin ได้เสนอเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 1650 Amur สำหรับส่งออกต่างประเทศพร้อมเสนอทางเลือกเสริมในการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แต่จนถึงปัจจุบันนี้รัสเซียยังไม่มีลูกค้าอย่างเป็นทางการของเรือดำน้ำชั้น Amur ครับ

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๘-๑

ครั้งนี้จะมานำเสนอความคืบหน้าของโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆของแต่ละเหล่าทัพเป็นบางส่วนหลังจากที่เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมครับ


โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จากยูเครนซึ่งมีการเผยแพร่ภาพการทดสอบรถถังชุดใหม่ ๕คันที่สนามทดสอบที่ Kharkiv ไปแล้วก่อนหน้านี้
โดยทาง UKROBORONPROM ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครน ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถถังหลัก Oplot ให้ไทยล่าสุดตามนี้

UKROBORONPROM CAN REARM THE ARMY OWNING TO EXPORT
http://www.ukroboronprom.com.ua/en/newsview/1/631

ใจความสำคัญของข่าวของคือ รถถังหลัก Oplot จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการส่งออกเป็นหลักไม่ได้สร้างเพื่อนำไปใช้เอง
โดยราคาต่อคันที่ $4.9 million นั้นยูเครนจะสามารถนำไปต่อยอดในการปรับปรุงรถถังหลัก T-64 และ T-72 ของกองทัพยูเครนได้อีกเป็นจำนวนมาก เช่น T-64B1M หรือ T-72UA1 เป็นต้น
ซึ่งปี 2015 นี้โรงงาน Malyshev จะทำการผลิต Oplot ให้ได้ ๔๐คัน ซึ่งควรจะเป็นจำนวนที่ครบตามที่กองทัพบกไทยสั่งจัดหาคือ ๔๙คันสำหรับเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ด้วย
แต่ที่ว่าจะผลิต ถ.Oplot ให้ได้ในปีถัดๆไป ๑๐๐-๑๒๐คัน นี่ก็ไม่ทราบว่ายูเครนสามารถหาลูกค้าเพิ่มนอกจากไทยได้ตั้งแต่เมื่อไร
ตรงนี้ก็หวังว่ายูเครนจะสามารถจัดส่งรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่หลังจากการตรวจรับมอบมาถึงไทยได้เสียทีครับ


อีกโครงการคือโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๓๙ AW139 เพิ่มเติมจำนวน ๖เครื่องวงเงิน ๒,๘๐๐ล้านบาท เพิ่มเติมจากชุดแรก ๓เครื่องที่เข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (กบบ.ขส.ทบ.)
โดยคาดว่าการจัดหา ฮ.ท.๑๓๙ ใหม่นี้จะถูกนำเข้าประจำการในศูนย์การบินทหารบก(ศบบ.) เพื่อนำไปวางกำลังสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพภาค
เช่นงานขนส่งบุคลสำคัญอย่างคณะนายทหารของกองทัพภาพที่เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยงานภาคสนามตามชายแดน และภารกิจธุรการอื่นๆ เช่น การส่งกำลังบำรุงให้หน่วยต่างๆตามชายแดน
ทั้งนี้รูปแบบการจัดระบบภายในเช่นห้องโดยสารของ ฮ.ท.๑๓๙ AW139 ๖เครื่องที่จัดหามาใหม่น่าจะเป็นแบบลำเลียงทั่วไปต่างจาก ฮ.ชุดแรก ๓เครื่องของ กบบ.ขส.ทบ. ที่เป็น ฮ.รับส่งบุคคลสำคัญ(เช่นไม่น่าจะมีเบาะหนัง)
หลังจากที่กองทัพบกนำ AW139 ชุดแรกเข้าประจำการมา ก็จะเห็นได้ว่า ฮ.ได้ถูกใช้งานในภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญบ่อยมากในช่วงหลังมานี้
ซึ่งเป็นการลดภาระการนำ ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธีอย่าง ฮ.ท.๖๐ UH-60 ไปใช้ในภารกิจขนส่งบุคคลสำคัญลงไปได้มาก


ตรงนี้จึงมองว่าถ้าจะมีการนำ ฮ.ใหม่ทั้ง ฮ.ท.๑๓๙ AW139 จำนวน ๖เครื่องที่จะจัดหาลงใน ศบบ. และ ฮ.ท.๑๔๕ EC145 T2 ที่มีข่าวว่าจะจัดหามา ๖ลำลงใน ศบบ.เป็น ฮ.VIP ด้วยนั้น
ส่วนตัวก็คาดเดาว่า ฮ.ใหม่ทั้งสองแบบน่าจะถูกนำมาใช้แทน ฮ.เก่าที่ใช้สนับสนุนภารกิจการขนส่งบุคคลสำคัญ และงานธุรการทั่วไปในระดับกองพล และกองทัพภาค
เช่น กองร้อยบินของกองพลทหารราบ และชุดปฏิบัติการบินสนับสนุนกองทัพภาคต่างๆ แทน ฮ.แบบเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี ทั้ง ฮ.ท.๑ UH-1H, ฮ.ท.๒๐๖ Bell 206A และ ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212
แต่ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยอยู่ครับว่า ฮ.ท.๒๑๒ ที่ประจำการอยู่ในส่วน กองทัพภาค นั้นถ้าถูกโอนกลับมาอยู่ในส่วนกลางคือ ศบบ.แล้ว ก็กองทัพมีการจะปรับโครงสร้างอัตราจัดอย่างไรต่อ
เช่น จะปรับปรุงเป็น ฮ.ใช้งานทางยุทธวิธี เช่น ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA ที่ปรับปรุงใหม่ที่ประจำใน กองบินปีกหมุนที่๒ หรือไม่ครับ

ในส่วนของกองทัพเรือนั้นโครงการสำคัญคือการผลักดันโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่จำนวน ๒-๓ลำ ซึ่งก็มีการรายงานการนำเสนอแบบเรือของบริษัทต่างๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๘ มานี้ เช่น 

บริษัท CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีน เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ S26T

Rosoboronexport รัสเซีย เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ Project 636 Kilo และเรือดำน้ำแบบ Amur 1650

บริษัท TKMS เยอรมนี เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ U209/1400mod และ U210mod

บริษัท Hyundai Heavy Industries (HHI) สาธารณรัฐเกาหลี เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ HDS-500RTN

บริษัท Saab AB สวีเดน เสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ A26

ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ซึ่งภารกิจหนึ่งในการเยือนน่าจะร่วมการเยี่ยมชมข้อมูลเรือดำน้ำของประเทศต่างๆด้วย
เช่น จีน ซึ่งไปพร้อมคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และล่าสุดคือสวีเดนเป็นต้น


จีนนั้นมีความพยายามในการเสนอเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยมาตลอดครับ ตั้งแต่เรือดำน้ำแบบ Type 039 Song เมื่อเกือบ ๑๐ปีก่อน
ซึ่งตอนนั้นจีนเสนอการให้เช่าเรือดำน้ำชั้น Song ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนแก่กองทัพเรือเพื่อฝึกกำลังพลทำความคุ้นเคยด้วย แต่ตอนนั้นกองทัพเรือปฏิเสธไปเนื่องสองเหตุผลคือ 
กองทัพเรือยังไม่มีงบประมาณเพียงพอโดยเฉพาะส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการของเรือ และจีนยังจำเป็นต้องคงจำนวนเรือดำน้ำ Type 039 Song ที่มีประจำการในกองเรือดำน้ำของตนอยู่
โดยความพยายามล่าสุดของจีนในการเสนอเรือดำน้ำให้ไทยคือเรือแบบ S26T ซึ่งพัฒนามาจาก Type 039A Yuan รุ่นล่าสุดตามที่มีการนำเสนอข้อมูลไปก่อนหน้านี้
ถ้ากองทัพเรือสนใจจะจัดหาเรือดำน้ำจากจีนจริง จีนก็ต้องทำสัญญาโครงการจัดหาในรูปแบบจัดตั้งระบบให้แบบครบวงจรครับ
ทั้งการจัดตั้งระบบที่ตั้งชายฝั่ง อู่เรือดำน้ำ และระบบสนับสนุนการซ่อมบำรุงเรือ ระบบการฝึกจำลองแบบสมบูรณ์ 
การเข้าถึงข้อมูลการผลิตอะไหล่การซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์และอาวุธประจำเรือ เช่น Battery, Torpedo อาจจะรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำด้วย เป็นต้น 
กล่าวคือจีนควรจะต้องไม่ได้เสนอขายเฉพาะตัวเรือให้กองทัพเรือไทย แต่จีนจะต้องขายกองเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยทั้งระบบครับ

ดังนั้นประเด็นที่ว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองให้กองทัพเรือเลือกจัดหาเรือดำน้ำจากจีนนั้น ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าบุคลากรในกองทัพเรือโดยเฉพาะกองเรือดำน้ำน่าจะค่อนข้างลำบากใจในเรื่องนี้
เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้ฝึกศึกษาวิทยาการด้านเรือดำน้ำเป็นหลักเป็นระบบตะวันตก โดยเฉพาะของเยอรมนี และประเทศอื่นเช่นเกาหลีใต้เป็นต้น 
และระบบที่จัดตั้งมาที่กองบัญชาการกองเรือดำน้ำ เช่น ห้องฝึกจำลองศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำนั้นก็เป็นระบบของเยอรมัน
กดน.จึงน่าจะมองตัวเลือกแบบเรือจากตะวันตกคือ เยอรมนี หรือสวีเดนเป็นแบบหลักอันดับต้นๆมากกว่า โดยมีระบบของเกาหลีใต้อันดับรองลงมา 
และมองรัสเซียและจีนเป็นลำดับท้ายๆ เนื่องจากไม่มีความคุ้นเคยในระบบอาวุธรัสเซีย เช่นเดียวกับจีนทีมีข้อสงสัยด้านความน่าเชื่อถือของเรือดำน้ำจีน


เพราะก็ตามที่ทราบว่ากองทัพเรือนั้นมีประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจกับการจัดหา ใช้งาน และปรับปรุงเรือรบผิวน้ำชุดต่างๆที่จัดหามาจากจีนนัก เป็นที่มาในประเด็นความน่าเชื่อถือของเรือดำน้ำจีน
ซึ่งเรือดำน้ำจีนเองนั้นก็ตามที่ทราบว่าแทบจะไม่มีประเทศใดจัดหาไปใช้เลย นอกจากบังคลาเทศ คือ Type 035 Ming มือสอง และแบบ S20 ที่ปากีสถานกำลังเจรจากับจีน
แม้ว่าข้อเสนอของจีนในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือก็อาจจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเรือจีนหลายๆแบบที่กองทัพเรือนำเข้าประจำการมา
คือถึงจะมีการถ่ายทอด Technology และจัดตั้งระบบสนับสนุนต่างให้กองทัพเรือแบบครบวงจรก็จริง แต่ในทางกลับกันก็จะเป็นว่ากองเรือดำน้ำจะต้องพึ่งพาและใช้ระบบต่างขึ้นอยู่กับจีนไปตลอด
อย่างน้อยจนกว่าจะสามารถเลือกและเปลี่ยนแบบระบบใหม่ไปเป็นของประเทศอื่นแทน เช่น ระบบเรือดำน้ำตะวันตก หรือรัสเซียได้ ซึ่งตรงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่กองทัพเรือจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ
จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่ใน กดน.จะมีการตอบสนองต่อแรงกดดันการนำเสนอเรือดำน้ำแบบ S26T ในเชิงลบครับ

แต่ส่วนตัวมองในแง่ร้ายครับว่ากองทัพเรือมีทางเลือกจำกัดในตัดสินใจคือ ถ้าไม่เลือกจัดหาเรือดำน้ำจากจีนตามความต้องการของฝ่ายการเมืองแล้ว ก็คงต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำไปโดยที่ยังไม่ได้ตั้งโครงการ
ตรงนี้ถ้าจะให้กล่าวตามตรงคือแนวโน้มคงจะกลับไปรูปแบบเดิมครับคือกองทัพเรืออาจจะต้องปฏิเสธความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ยังไม่มีการตั้งขึ้นมาเลยไปเสีย
โดยถ้ากองทัพเรือถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในการตัดสินใจในโครงการจัดหาเรือดำน้ำซึ่งยังไม่ได้ตั้งขึ้นมาแล้ว รูปแบบก็อาจจะใกล้เคียงกับกรณีที่เกิดกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U206A จากเยอรมนีครับ
คือกองทัพเรือคงจะตัดสินใจระงับการจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำแล้วชะลอโครงการออกไปอีกนานจนกว่าจะมีโอกาสใหม่อำนวย
ทำให้ส่วนตัวมองว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำครั้งใหม่นี้มีแนวโน้มความเป็นเป็นไปได้อยู่ค่อนข้างมากว่า อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับหลายๆกรณีที่ผ่านมาในอดีตครับ

และถ้ากองทัพเรือเลือกแนวทางที่จะปฏิเสธโครงการจัดหาเรือดำน้ำซึ่งเป็นความต้องการทางยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือแล้ว ก็หมายความว่ากองเรือดำน้ำจะเป็นกองเรือที่ไม่มีเรือเข้าประจำการในกองเรือไปอีกนาน
นั่นก็คงเป็นที่น่าลำบากใจของกองทัพเรือมากครับว่า กองทัพเรือจะตัดสินใจให้กองเรือดำน้ำที่เพิ่งจัดตั้งมาใหม่เพียงไม่กี่ปี เป็นชนวนข้อขัดแย้งให้เกิดปัญหาผลกระทบกับหน่วยใช้กำลังหลัก
โดยเฉพาะกองเรือต่างๆในกองเรือยุทธการที่ต้องใช้การงบประมาณไปใช้ในโครงการของตนเช่นกันหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นคำถามตามมาถึงการมีอยู่ของ กดน.ต่อไปในอนาคตว่า
กองทัพเรือจะเลือกจัดหาเรือดำน้ำจีนเพื่อให้มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเสียที หรือจะเลือกที่จะเป็นกองทัพเรือที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการต่อไปกันแน่?(หรือจะสู้กับแรงบีบบังคับเพื่อให้ได้แบบเรือที่กำลังพลต้องการจริงๆ)
แต่หวังว่าคราวนี้กองทัพเรือจะผ่านอุปสรรคนานานับประการจากที่เคยเจอมาไปได้เสียทีครับ

Thailand increases defence budget by 7%

ยังมีโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่บางโครงการที่ไม่ได้รายงาน เช่น โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นก้าวหน้าใหม่ทดแทน บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งยังไม่มีรายงานข่าวเพิ่มเติม

ตามรายงานของ Jane's นั้นงบประมาณกลาโหมประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ของไทยที่จะอนุมัติในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาจจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ๗ หรืออยู่ที่ประมาณ ๒๐๗,๐๐๐ล้านบาท($6.3 billion) 
มีอัตราส่วนเป็นร้อยละ๘ ของงบประมาณประเทศทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ๑.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ตรงนี้จะเห็นได้ว่าถึงจะดูเพิ่มขึ้นก็จริงแต่ก็เทียบไม่ได้กับหลายประเทศในกลุ่ม ASEAN เช่นอินโดนีเซียที่เพิ่มเกือบ $9 billion ในปี 2016 จะเพิ่มขึ้นเป็นถึง $15 billion ภายในปี 2020(แต่ทั้งนี้ก็เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ด้วย)
และพม่าซึ่งใช้งบประมาณกลาโหมถึงร้อยละ๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แม้ว่าในภาพรวมจะยังเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก แต่งบประมาณที่รัฐบาลพม่าเพิ่มให้กองทัพพม่าในปี 2015-2016 นั้นก็เพิ่มขึ้นจากเดิมราว $2.75 billion แล้ว
ก็น่าจะพอมองออกครับว่าประเทศในกลุ่ม ASEAN ส่วนใหญ่กำลังเริ่มเพิ่มงบประมาณกลาโหมและจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งจะไม่ให้ไทยขยับตัวตามบ้างเลยคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติที่มีความจำเป็นล้วนๆครับ

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

รัสเซียเสนอเรือดำน้ำ Project 636 Kilo และ Amur 1650 ให้กองทัพเรือไทยอีกครั้ง

บริษัท Rosoboronexport สหพันธรัฐรัสเซีย เข้ามาบรรยายสรุปข้อมูลเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) และ Amur 1650 โดยมี พล.ร.ท.ประดิษฐ์ ศิริคุปต์ รองเสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานเข้ารับฟัง เมื่อ 16 ม.ค.58


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=837946006243415&id=222887361082619
https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

รัสเซียนับเป็นประเทศที่สองในปี ๒๕๕๘ นี้ต่อจากจีนที่เข้ามาบรรยายเสนอแบบเรือดำน้ำของตนคือ Project 636 Kilo และ Amur 1650 ให้กองทัพเรือไทยรับทราบข้อมูล
ซึ่งนี่นับเป็นอีกหลายๆครั้งที่รัสเซียมานำเรือดำน้ำของตนให้กองทัพเรือไทย โดยครั้งล่าสุดก็เพิ่งจะเสนอไปเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ ปีที่แล้วนี้เอง
(ซึ่งส่วนตัวก็ได้เขียนบทความวิเคราะห์ไปแล้วเช่นกัน ท่านสามารถกลับไปอ่านได้ครับ)

ในแถบภูมิภาค ASEAN และและกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่ทางภูมิภาคใกล้เคียงจะมีสามประเทศที่มีเรือดำน้ำแบบ Kilo ประจำการเป็นจำนวนมากครับ คือ

กองทัพเรืออินเดียชั้น Sindhugosh เป็นเรือแบบ Project 877EKM รุ่นเก่าที่เข้าประจำการในช่วงปลายปี 1980sถึงปี 2000 จำนวน ๑๐ลำ
แต่หลายท่านคงจะทราบเรือเรือชั้น Sindhugosh ของกองทัพเรืออินเดียนี้ผ่านการปรับปรุงไปในช่วงสิบปีมานี้ จนถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุเช่นไฟไหม้เรือระเบิดที่ท่า
จนปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่ากองทัพเรืออินเดียจะเหลือเรือชั้น Sindhugosh ที่พร้อมรบ ๘ลำ
หลังจาก S63 Sindhurakshak ระเบิดจมที่ท่าเรือมุมไบปี 2013 และ S61 Sindhukirti ที่จะเข้าประจำการใหม่หลังปรับปรุงได้ใน ๓๑ มีนาคมปี 2015นี้ ตามที่เคยรายงานไปแล้ว

อีกประเทศคือกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน มีเรือแบบ Project 877EKM Kilo ๒ลำ, Project 636 ๒ลำ และ Project 636M ๖ลำรวม ๑๐ลำ
ซึ่งสั่งเข้าประจำการในช่วงปี 1994-1995,1997-1998 และ 2005-2006


และประเทศล่าสุดคือกองทัพเรือประชาชนเวียดนาม สั่งจัดหา Project 636M รวม ๖ลำ
มี HQ-182 Ha Noi, HQ-183 Ho Chi Minh City, HQ-184 Hai Phong, HQ-185 Da Nang, HQ-186 Khanh Hoa และ HQ-187 Ba Ria-Vug Tau
โดยเริ่มส่งมอบเข้าประจำการในปี 2014 และจะครบจำนวนทุกลำในปี 2016


ในด้านกองทัพเรือรัสเซียเองก็สั่งต่อเรือดำน้ำ Project 636.3 Varshavyanka เข้าประจำการเองเช่นกันครับ
โดยสองลำแรก B-261 Novorossiysk และ B-237 Rostov-on-Don เข้าประจำการเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา
และอีก ๔ลำที่เหลือคือ B-262 Stary Oskol และ B-265 Krasnodar จะต่อเสร็จเข้าประจำการปี 2015 นี้
ส่วน B-268 Veliky Novgorod และ B-271 Kolpino จะเข้าประจำการในปี 2016 ทั้งหมดสังกัดกองเรือทะเลดำ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าแบบเรือดำน้ำ Project 636 Improved Kilo นั้นเป็นเรือดำน้ำรัสเซียที่มียอดการสั่งต่อจัดหาจำนวนมากจากหลายประเทศทั่วโลก
เช่นล่าสุดที่กองทัพเรือแอลจีเรียสั่งจัดหาเรือ Project 636M Kilo จากรัสเซียเพิ่มอีก๒ลำในปี 2018
หลังจากนำเรือชุดแรก๒ลำเข้าประจำการเมื่อปี 2010 แล้ว โดยกองทัพเรือแอลจีเรียก็มีเรือแบบ Project 877EKM รุ่นเก่าอยู่ ๒ลำ ประจำการตั้งแต่ปี 1987 เช่นกัน
http://www.janes.com/article/47827/algeria-to-get-new-subs-in-2018


แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่าเรือดำน้ำแบบ Project 636 Kilo นั้นค่อนข้างจะมีระวางขับน้ำใหญ่เกินไปหน่อยคือราว 2,350tons บนผิวน้ำ และ 4,000tons ขณะดำใต้น้ำ
โดยการใช้งานของกองทัพเรือไทยในฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันแล้วเราน่าจะต้องการเรือดำน้ำที่มีระวางขับน้ำย่อมลงมากว่านี้สักหน่อย
ซึ่งแบบเรือที่รัสเซียเสนอมาพร้อมกันคือ Amur 1650 ระวางขับน้ำ 1765tons และ 2,700tons ขณะดำใต้น้ำ น่าจะเหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ตามเรือดำน้ำแบบ Amur นี้ยังมีไม่มีลูกค้าจัดหาจึงยังไม่มีการต่อจริงขึ้นมาสักลำ แต่ก็ตามที่เคยรายงานข่าวไปเมื่อปีที่แล้วครับรัสเซียได้เสนอเรือดำน้ำแบบ Amur ให้หลายประเทศ
ซึ่งที่ให้ความสนใจล่าสุดก็มีเช่น กองทัพเรืออินเดียสำหรับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งจากความล่าช้าของโครงการสร้างเรือดำน้ำแบบ Scorpene ๖ลำในประเทศที่ล่าช้า
และจีนให้ความสนใจที่จะจัดหาเรือดำน้ำแบบ Amur พร้อมระบบ AIP ๔ลำ แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันทางการที่ชัดเจนเหมือข่าวการที่จีนจะจัดหา Su-35 จากรัสเซียด้วย
(ซึ่งทั้งสองข่าวก็ได้เคยรายงานไปในปีที่ผ่านมาแล้วเช่นกัน)
ตรงนี้จึงมองว่าถึงแม้ว่าแบบเรือดำน้ำ Amur 1650 จะยังไม่มีประเทศใดลงนามจัดหาอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่โดยคุณสมบัติตัวเรือแล้วน่าจะเหมาะสมกว่า Kilo สำหรับกองทัพเรือไทยครับ

จะเห็นได้ว่าในเดือนมกราคมนี้มีบริษัทจากสองประเทศคือจีนและรัสเซียได้นำเสนอบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำของตนแก่กองทัพเรือไทยแล้ว
และก็น่าเชื่อได้ว่าจะยังมีบริษัทจากอีกหลายประเทศที่จะนำเสนอแบบเรือดำน้ำของตนให้กองทัพเรือรับทราบข้อมูลตามมาอีกจากนี้ครับ
แต่การผลักดันโครงการเรือดำน้ำครั้งใหม่ของกองทัพเรือไทยนั้นจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ไม่อาจจะทราบได้ เพราะยังมีหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอยู่
อย่างไรก็ตามก็คงต้องกล่าวเหมือนเดิมซ้ำอีกครั้งครับ คือหวังว่ากองทัพเรือและกองเรือดำน้ำจะสามารถจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำได้โดยมีการพิจารณาเลือกแบบเรือที่มีเหมาะสมได้ประโยชน์สูงสุด
เพราะในขณะที่กองทัพเรือในกลุ่มประเทศ ASEAN รอบไทยมีเรือดำน้ำกันแทบจะหมดแล้ว แต่กองทัพเรือไทยยังไม่มีเรือดำน้ำ
ยิ่งถ้ากองทัพเรือมีเรือดำน้ำประจำการช้าเท่าไร ประเทศไทยเราจะยิ่งเสียเปรียบทางด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศทางทะเลมากขึ้นจนเป็นอันตรายต่อความมั่นคงชาติอย่างร้ายแรงครับ

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในงบประมาณปี ๒๕๕๙

ข่าวที่มีสื่อหลักรายงานออกมาเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ในการเสนอแผนพัฒนาและจัดหายุทโธปกรณ์กองทัพไทยประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ต่อคณะรัฐมนตรีนั้น
นอกจากในส่วนกองทัพอากาศที่กล่าวถึงการพัฒนาระบบ Network Centric สำหรับการรบเป็นเครือข่ายของอากาศยานรบหลักโดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ Gripen และขยายไปยัง F-16 และ F-5 ให้สมบูรณ์
รวมถึงการย้ายโรงเรียนนายเรืออากาศจากดอนเมืองไปอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีที่คาดว่าจะแล้วเสร็จใน๓-๔ปีข้างหน้านั้น
ยังมีข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งสามเหล่าทัพอีกบางรายการด้วย

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวพาดพิงถึงรายงานข่าวการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพในสื่อกระแสหลักที่แทบจะทุกครั้งจะมีความผิดพลาดและคลาดเคลื่อนมาก
จนสร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและองค์กรหรือหน่วยงานในกองทัพเจ้าของโครงการบ่อยครั้ง
ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัญหาหามานานแล้วของนักข่าวสายการเมืองบางคนที่พอทำงานข่าวติดตามนายทหารระดับสูงบางคนก็เรียกตนเองว่า"นักข่าวสายทหาร" ได้แล้ว
(เราไม่อยากรู้หรอกว่าใครจะโดนย้ายไปไหน หรือใครจะได้ตำแหน่งอะไร หรือใครเป็นพวกใครรุ่นอะไรสายไหน)
แต่พอทำรายงานข่าวการจัดหายุทโธปกรณ์ออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อให้ประชาชนทั่วไปรับทราบกลับไม่มีความถูกต้องเหมือนไม่เคยค้นหาข้อมูลประกอบ
แย่กว่านั้นคือไม่รู้อะไรเลยแต่บิดเบือนลงข้อมูลมั่วหรือใส่ข้อความอันเป็นเท็จจนเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานนั้น
(อย่างที่เรียกว่า "นั่งเทียนเขียนข่าว")
โดยมีพื้นฐานว่าโครงการนั้นต้องโกงต้องทุจริตเสมอ แถมส่วนใหญ่เมื่อมีการชี้แจงกลับว่าข่าวนั้นผิดกลับไม่มีการขอโทษหรือชี้แจงอะไรด้วย เพราะอาศัยความเป็นฐานนันดรที่๔ปกป้องตนเอง
ซึ่งนั่นเป็นปัญหามานานแล้วของสื่อหลักในไทยเกี่ยวเรื่องความมั่นคงและการทหาร จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่รับสื่อขาดความเข้าใจที่ถูกต้องอันดีและมีอคติต่อกองทัพ
(หนึ่งในคำถามน่าเบื่อหน่ายตลอดกาล "ซื้ออาวุธมาแสนแพงจะไปรบกับใคร?" รวมถึงคำอื่นๆจากกลุ่มที่ต่อต้านกองทัพทุกเรื่องอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงที่มีอยู่จำนวนหนึ่งด้วย)

ในกรณีนี้ก็คือข่าวที่ว่ากองทัพเรือไทยจะตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เข้าประจำการจำนวน ๒-๓ลำ ซึ่งถึงขั้นมีการลงข้อมูลไปแล้วว่าเลือกแบบเรือ U209 ที่ต่อในเกาหลีใต้เพราะราคาถูกสุดลำละ ๑๑,๐๐๐ล้านบาท
จนทำให้กองเรือดำน้ำซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการต้องออกมาชี้แจงผ่าน Facebook Page ประชาสัมพันธ์ของหน่วยว่าข้อมูลดังกล่าวคาดเคลื่อนจากความจริงมาก
เพราะถึงกองทัพเรือจะมีการเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจริงแต่ขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลจากบริษัทประเทศต่างๆที่นำมาเสนอเท่านั้น
ซึ่งหลังจากที่กองทัพเรือมีการเสนอโครงการไปแล้วจึงจะมีหนังสือให้บริษัทผู้ผลิตยื่นข้อเสนอตามกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะตามที่กองทัพเรือต้องการอีกทีก่อน บริษัทผู้ผลิตจึงจะยื่นเสนอรายละเอียดเรือพร้อมราคาและเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป
โดยในปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมามีตัวแทนบริษัทประเทศต่างๆนำเสนอแบบเรือดำน้ำให้กองทัพเรือรับทราบข้อมูลอยู่บ้าง เช่น

Rosoboronexport รัสเซียเสนอแบบเรือ Project 636 KILO และ AMUR 1650 ซึ่งเคยรายงานไปแล้ว
http://www.namo.navy.mi.th/index.php/today/detail/content_id/3096


DSME สาธารณรัฐเกาหลีเสนอแบบเรือ DSME1400


และ DCNS ฝรั่งเศสแบบเรือ Scorpene1000 และ Scorpene2000

https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

ซึ่งก็ตามที่กล่าวไปในข้างต้นว่าเป็นการบรรยายนำเสนอข้อมูลให้กองทัพเรือทราบเท่านั้น ไม่ได้เป็นการยื่นราคาแบบเรือแข่งขันในโครงการจัดหาแต่อย่างใดครับ
เพราะฉะนั้นที่สื่อรายงานข่าวว่ากองทัพเรือเลือกแบบเรือและกำหนดราคาไปแล้วจึงไม่ถูกต้องตามความจริงอย่างมาก
โดยเฉพาะตอนนี้เองรัฐบาลมีรายจ่ายที่จะต้องใช้แก้ปัญหาต่างๆอีกเป็นจำนวนมากในปี ๒๕๕๘ นี้ ทั้งเรื่องภัยธรรมชาติ ปัญหาผลผลิตการเกษตร และอื่นๆที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่
ถ้ามีข่าวการอนุมัติโครงการจัดหาเรือดำน้ำในช่วงนี้แน่นอนว่าจะถูกประชาชนส่วนใหญ่โจมตีว่าไม่เหมาะสมอย่างมากครับ

(อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ การที่รองนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อเรื่องโครงการจัดหาเรือดำน้ำมาก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วนั้น
ส่วนตัวคิดว่าเหมือนเป็นการบอกกองทัพเรือแบบอ้อมๆด้วยซ้ำไปครับว่า ถึง ครม.จะไม่ขัดข้องแต่ขอให้กองทัพเรือกลับไปพิจารณาก่อนเสนอให้ดีก่อน
อย่าเพิ่งตั้งโครงการเรือดำน้ำตอนนี้จะดีกว่า เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณและความเหมาะสม
และถ้ากองทัพเรือจะโดนฝ่ายการเมืองกดดันเรื่องการเลือกแบบเรือดำน้ำด้วยแล้วกองทัพเรือคงไม่ยอมครับ เพราะถ้าจะโดนเช่นนั้นขอยอมให้ก็ยกเลิกโครงการไม่เอาเรือดีกว่า
เพราะถ้าได้เรือที่ไม่ตรงกับความต้องการและคุณภาพไม่ดี จะไม่คุ้มค่าและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลที่จะต้องใช้ในระยะยาวครับ)

ด้านกองทัพบกไทยมีสองโครงการที่เป็นข่าวคือโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทดแทน ฮ.ท.๑ UH-1H ระยะที่๓ วงเงิน ๒,๘๐๐ล้านบาท ซึ่งน่าจะคือโครงการจัดหา ฮ.ท.๗๒ UH-72A ระยะที่๓ ในรูปแบบ FMS
ก็น่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ครับหลังจากที่จัดหาระยะแรกซึ่งเครื่องชุดนี้น่าจะส่งมอบในเดือนเมษายนปีนี้ตามกำหนดการณ์เดิม ๖เครื่อง และการอนุมัติจัดหาระยะที่๒ อีก ๙เครื่องในปีที่ผ่านมารวม ๑๕เครื่อง

ที่มา Page ศูนย์การบินทหารบก
https://www.facebook.com/pages/ศูนย์การบินทหารบก/203323443120577

อีกโครงการคือโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี ๑เครื่อง วงเงิน ๑,๒๕๐ล้านบาท
ซึ่งน่าจะนำมาทดแทนเครื่องบินลำเลียงเก่าที่ปลดไปแล้วอย่าง Short 330-UTT ที่เคยประจำการ ๒เครื่อง
และเสริมเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี บ.ล.๒๑๒ CASA C-212 ที่มีประจำการอยู่ ๒เครื่อง ซึ่งจัดหามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐


มีข่าวลือออกมานานแล้วครับว่ามีแบบเครื่องสองแบบที่กองทัพบกสนใจจะจัดหาคือ EADS CASA C-295 สเปน และเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางของ Antonov ยูเครนที่มีข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่กองทัพบกไปดูงานที่ยูเครนมาแล้ว
แต่รายงานข่าวจากสื่อส่วนนี้ก็มีความคาดเคลื่อนเช่นกันที่เสนอว่าแบบเครื่องที่สนใจคือ An-30 ที่เป็นเครื่องบินตรวจการณ์ถ่ายภาพทางอากาศที่ดัดแปลงจาก An-24 ซึ่งเก่าและปิดสายการผลิตไปนานมากแล้ว
แบบเครื่องจริงน่าจะเป็น Antonov An-32 มากกว่า โดยมีข้อมูลว่ากองทัพอากาศอิรักเพิ่งจัดหาไป ๖เครื่องเมื่อปี 2012 เข้าใจว่าสายการผลิตน่าจะมีอยู่
ซึ่ง An-32 เองก็มีรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ เครื่องวัดประกอบการบิน และระบบ Avionic แบบตะวันตกทั้งของสหรัฐฯ อิสราเอล และยูเครนเองให้เลือกด้วย


โดยความเห็นส่วนตัวถ้าให้เลือกระหว่าง C-295 กับ An-32 แล้ว C-295 หรือเครื่องบินลำเลียงตะวันตกแบบอื่นๆน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าครับ
อย่างไรก็ตามในช่วงหลังมานี้นับตั้งแต่การจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เป็นต้นมา โอกาสของอากาศยานจากรัสเซียหรือค่ายตะวันออกในกองทัพบกมีความเป็นไปได้มากขึ้น
เพราะฉะนั้นก็ไม่แน่สำหรับโอกาสของเครื่องบินลำเลียง Antonov ในกองทัพบก เพราะถึงจะเผชิญกับสงครามภายในเขต Donbass จากการแทรกแซงของรัสเซีย แต่ยูเครนก็ยังผลิตอาวุธส่งออกต่างประเทศได้เรื่อยๆตลอดครับ

ในส่วนของกองทัพอากาศไทยก็มีโครงการหลักโครงการเดียวคือการจัดหาเครื่องบินฝึกขับไล่ทดแทน บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่๔๐๑ จำนวน ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท
ซึ่งตามสื่อนั้นรายงานว่าตอนนี้มีแบบเครื่องสามแบบที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของกองทัพอากาศคือ

KAI T-50 สาธารณรัฐเกาหลี

Alenia Aermacchi M-346 อิตาลี

และ Textron AirLand Scorpion สหรัฐฯ

เหตุผลที่ Yak-130 รัสเซีย และ L-15 จีนน่าจะถูกตัดออกไปเข้าใจได้ไม่ยากครับ เพราะระบบเครื่องไม่ได้เป็นอากาศยานรบมาตรฐาน NATO ที่กองทัพอากาศใช้เป็นระบบหลักพื้นฐานในปัจจุบัน
ซึ่งตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ตามที่เคยเสนอไปแล้วครับว่าคือมี KAI T-50 และ M-346 ซึ่งน่าจะสูสีกันมาก
โดยเหตุผลที่ Scorpion อาจจะตกออกไปในท้ายสุดก็เนื่องจากถึงสมรรถนะจะตรงความต้องการของกองทัพอากาศเช่นเดียวกับ KAI T-50 และ M-346 ก็ตาม
แต่ Scorpion ยังมีเพียงเครื่องต้นแบบเครื่องเดียวและยังไม่มีประเทศใดประกาศจัดหาไปประจำการอย่างเป็นทางการในขณะนี้ ถ้าเทียบกับ KAI T-50 และ M-346 ที่มีสายการผลิตจำนวนมากแล้ว
อย่างไรก็ตามในตอนที่ตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นก้าวหน้าทดแทน บ.ฝ.๑๑ T-33 เมื่อ๒๐ปีก่อนนั้น L-39ZA/ART ก็เป็นม้ามืดที่ชนะโครงการถูกเลือกมาแล้วครับ
เพราะเครื่องที่เข้าแข่งขันในขณะนั้นอย่าง AMX อิตาลี หรือ BAE Hawk ไม่สามารถสู้ราคาและปรับแต่งเครื่องตามความต้องการของกองทัพอากาศไทยตอนนั้นได้
ถ้า Textron AirLand เสนอ Scorpion ในราคาถูกมากพร้อมข้อตกลงที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศแล้ว โอกาสเกิดของ Scorpion ก็ไม่แน่ก็ได้ครับ

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จีนจะซื้อเรือดำน้ำ Amur จากรัสเซีย

http://www.wantchinatimes.com/news-subclass-cnt.aspx?id=20140817000070&cid=1101

สื่อรายงานข่าวว่ารัสเซียและจีนมีการลงนามข้อตกลงซื้อขายอาวุธร่วมกัน
โดยรัสเซียจะร่วมมือกับจีนในการสร้างเรือดำน้ำแบบ Amur พร้อมระบบขับเคลื่อน AIP จำนวน 4ลำสำหรับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
รวมถึงความเป็นไปได้ในการที่จีนจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จำนวน 24เครื่อง ซึ่งนับเป็นการซื้อขายอาวุธครั้งใหญ่ระหว่างจีนและรัสเซียในรอบ10ปีนี้

จีนเคยจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo เป็นจำนวนหนึ่งจากรัสเซียพร้อมกับการพัฒนาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของตนเอง
ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองประเทศแล้วยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านเรือดำน้ำของจีนอีกด้วย
ทั้งนี้เองเคยได้รายงานข่าวที่อินเดียสนใจจะจัดหาเรือดำน้ำแบบ Amur จำนวน 2ลำเนื่องจากความล่าช้าของโครงการเรือดำน้ำของตนมาแล้วครับ

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อินเดียพิจารณาการจัดหาเรือดำน้ำแบบ Amur จากรัสเซีย


http://www.defensenews.com/article/20140802/DEFREG03/308020016/Indian-Navy-Wants-Fast-Track-Purchase-Russian-Subs?odyssey=nav%7Chead

เนื่องจากความล่าช้าในโครงการจัดหาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า Project 75-I
ซึ่งเป็นสิทธิบัตรการสร้างเรือดำน้ำแบบ Scorpene พร้อมระบบ AIP(Air Independent Propulsio) จาก DCNS ฝรั่งเศสจำนวน 6ลำ วงเงิน $12 billion
ที่เดิมลำแรกจะต้องสร้างเสร็จเข้าประจำการในปี 2012 แต่จะล่าช้าออกไปสี่ปีคือเข้าประจำการได้ในปี 2016 นั้น
กองทัพเรืออินเดียจึงพิจารณาทางเลือกในการจัดซื้อหรือเช่าเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าแบบ Amur จากรัสเซีย 2ลำ เพื่อให้สามารถคงศักยภาพด้านกองกำลังเรือดำน้ำได้
ซึ่งถ้าการเจรจาระหว่างอินเดียและรัสเซียประสบผลกองทัพเรืออินเดียจะเป็นลูกค้ารายแรกของเรือดำน้ำแบบ Amur โดยจะได้รับมอบลำแรกในปี 2018


เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าแบบ Amur เป็นแบบเรือสำหรับส่งออกซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรือชั้น Lada ของรัสเซียที่ปัจจุบันต่อเสร็จออกมาเพียงลำเดียวและมีปัญหาด้านTechnic
จนกองทัพเรือรัสเซียไม่รับเข้าประจำการระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมีการแก้ไขทดสอบใหม่จนอนุมัติการเข้าประจำการได้และให้มีการสร้างเรืออีก 2ลำต่อ
แต่อย่างไรก็ตามมีข้อถกเถียงในหมู่นักวิเคราะห์ทางทหารจำนวนมากว่ากองทัพเรืออินเดียควรจะจัดหาเรือดำน้ำจากรัสเซียอยู่อีกหรือไม่
เพราะการจัดหาและปรับปรุงเรือดำน้ำแบบ Kilo ชั้น Sindhughosh ที่ประจำการมานานหลายสิบปีนั้นก็มีปัญหาร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง
เช่นกรณี INS Sindhurakshak ที่ระเบิดจมที่ท่าเรือมุมไบจนมีลูกเรือเสียชีวิตจำนวนมากในปี 2013 และเพิ่งกู้ซากเรือขึ้นมาได้ไม่นานนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รัสเซียบรรยายเสนอเรือดำน้ำ Project 636 Kilo และ Amur 1650 ให้กองทัพเรือไทย

การบรรยายคุณลักษณะของเรือดำน้ำดีเซล ชั้น AMUR 1650 และเรือดำน้ำ ชั้น KILO (Project 636)

Release Date : 10-06-2014 16:08:21

พล.ร.ต.พงศกร  กุวานนท์  ผอ.สยป.ทร. ร่วมฟังการบรรยายคุณลักษณะของเรือดำน้ำดีเซล ชั้น AMUR 1650 และเรือดำน้ำ ชั้น KILO (Project 636)
จาก บริษัท Rosoboronexport จำกัด จาก สหพันธรัฐรัสเซีย

http://www.namo.navy.mi.th/index.php/today/detail/content_id/3096

การบรรยายคุณสมบัติเรือดำน้ำของ Rosoboronexport นี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือครับ
แต่โดยส่วนตัวมองว่านี่เป็นเพียงการบรรยายเสนอข้อมูลแก่สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือตามปกติทั่วไปเท่านั้น
ไม่ได้มีความหมายพิเศษว่ากองทัพเรือสนใจจะจัดหาเรือดำน้ำรัสเซียในเร็วๆนี้แต่อย่างใด

สำหรับข้อมูลของเรือดำน้ำ Project 636  Improved Kilo และ Amur 1650 สามารถดูจากจาก Website ของสำนักออกแบบ Rubin ผู้พัฒนาเรือทั้งสองแบบ


Project 636 
http://www.ckb-rubin.ru/en/projects/naval_engineering/conventional_submarines/project_636/

Amur 1650
http://www.ckb-rubin.ru/en/projects/naval_engineering/conventional_submarines/amur_1650/

ถ้าย้อนกลับไปในอดีตสักเกือบ 20ปีมาแล้ว รัสเซียมีความพยายามที่จะเสนอขายเรือดำน้ำชั้น Kilo ให้กองทัพเรือไทยอยู่บ้าง
เช่นในช่วงการจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๔๑ กองทัพเรือรัสเซียเคยส่งเรือดำน้ำชั้น Kilo มาจอดแสดงในไทยที่อู่ตะเภาปี พ.ศ.๒๕๔๐มาก่อน


(ข้อมูลนี้เคยลงในนิตยสารสมรภูมิในช่วงนั้น)
แต่แนวทางของกองทัพเรือก็จะเลือกเรือระบบตะวันตกตลอด เช่น A19 Gotland สวีเดน หรือ U206 เยอรมนี แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการจัดหา
ตรงนี้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากเพราะบุคลากรด้านเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยนั้นส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกศึกษาจากตะวันตกโดยเฉพาะเยอรมนีเป็นหลัก


สำหรับเรือดำน้ำแบบ Kilo ประเทศใน ASEAN ที่สั่งจัดหาไปคือเวียดนามจำนวน 6ลำ เป็นรุ่น Project 636 KMV ซึ่งมีความทันสมัยสูงที่สุด
และมีข่าวว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียให้ความสนใจจะจัดหามาเสริมนอกจากเรือดำน้ำ 3ลำของ DSME เกาหลีใต้ ซึ่งตอนนี้ยังล่าช้าอยู่
(Improved Chang Bogo มีพื้นฐานจาก U209 เยอรมนี)
ส่วน Amur 1650 นั้นเป็นแบบเรือที่ออกแบบมาสำหรับส่งออกซึ่งยังไม่เคยมีการต่อตัวเรือจริงๆออกมาก่อน แต่รัสเซียก็มีการเสนอขายให้ต่างประเทศเสมอ

ก่อนหน้านี้เองก็มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเรือดำน้ำแบบ Kilo ของกองทัพเรืออินเดียคือชั้น Sindhughosh หลายครั้ง
โดยเฉพาะ S63 INS Sindhurakshak ที่ระเบิดจมที่ท่าเรือ Mumbai ปี 2013 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและเรือเพิ่งกู้ขึ้นมาได้
แต่เรือชั้น Sindhughosh ของกองทัพเรืออินเดียนั้นเป็นเรือรุ่นเก่าคือ Project 877EKM ที่เข้าประจำการในช่วงปี 1986-2000 จำนวน 10ลำ
ซึ่งเรือรุ่นใหม่ของรัสเซียทั้ง Project 636 Improved Kilo และ Amur 1650 น่าจะมีความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยที่สูงกว่าเรือรุ่นเก่าอยู่
และเรือดำน้ำแบบ Kilo ก็ได้รับการจัดหาอยู่เรื่อยทั้งจากกองทัพเรือรัสเซียเองคือ Project 636.3 Varshavyanka จำนวน 6ลำ
กับกองทัพเรือแอลจีเรีย Project 636M 2ลำรับมอบในปี 2010 และลงนามจัดหาเพิ่ม 2ลำเร็วๆนี้โดยจะได้รับมอบในปี 2018

อย่างไรก็ตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลอีกมาก
ในขณะที่อาคารกองบัญชาการกองเรือดำน้ำที่สัตหีบใกล้จะเสร็จพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบแล้ว
แต่งานหลักของกองเรือดำน้ำในปัจจุบันยังคงเน้นไปที่การเป็นแหล่งวิทยาการในการฝึกศึกษาด้านเรือดำน้ำของกองทัพเรือเป็นหลัก ไม่ต่างจากตอนที่ยังเป็นสำนักงานกองเรือดำน้ำนัก

โดยการจัดหางบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่จากอู่ต่อเรือนั้นไม่ว่าจะเป็นแบบใดย่อมจะใช้เงินเป็นจำนวนมากสำหรับเรือดำน้ำอย่างน้อย ๒ลำขึ้นไป
ถ้าอ้างอิงตามเอกสารแผนบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนโครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพเรือ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๔
งบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่สองลำขั้นต่ำอยู่ที่ 40,000ล้านบาท หรือลำละ 20,000ล้านบาท (ประมาณลำละ $600 million)
แต่ในความเป็นจริงอาจจะต้องการเรือดำน้ำใหม่สองลำที่ใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000-30,000ล้านบาท (ประมาณลำละ $300-450 million)
ซึ่งในสถานการณ์ของไทยในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการจัดหางบประมาณสำหรับโครงการเรือดำน้ำในช่วงนี้


ที่มา Page กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ
https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

อีกประการคือระบบการฝึกของกองเรือดำน้ำในปัจจุบันนั้นเป็นระบบจากเยอรมนีเป็นหลักด้วย รวมถึงการส่งกำลังพลไปฝึกศึกษาด้านเรือดำน้ำกับเกาหลีใต้ด้วยเช่นกัน
การจัดหาเรือจากรัสเซียหรือจีนซึ่งเคยมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้การฝึกหลายๆอย่างก็ต้องเริ่มกันใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ทราบว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียสำหรับกองทัพเรือ
เพราะกองทัพเรือขาดช่วงระยะการมีเรือดำน้ำมานานกว่า 60ปีแล้ว จะเริ่มใหม่กับระบบเรือดำน้ำประเทศใดก็ไม่คงต่างกันนัก
แต่ถ้าเลือกได้นักดำเรือดำน้ำในอนาคตย่อมต้องการเรือดำน้ำที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดและประสิทธิภาพสมเหตุสมผลที่สุด
เราคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงต่อกำลังพลเรือดำน้ำในอนาคตของกองทัพเรือไทยเช่นเดียวกับกองทัพเรือต่างประเทศที่ใช้เรือด้อยคุณภาพแน่ๆ

และนั่นคือคือเหตุผลที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยย่อมจำเป็นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่างที่สุด
ดังนั้นในตอนนี้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยจึงยังตั้งอยู่บนความไม่ชัดเจนแน่นอนเช่นเดิมครับ