วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาพประกอบนวนิยายตำนานเจ้าคีรี ปิศาจจิ้งจอกขาว


ปกติไม่เคยวาดตัวละครในลักษณะ Fantasy อย่างปิศาจญี่ปุ่น เช่น "นางปิศาจจิ้งจอกขาวห้าหาง" (白の五尾狐 Shiro no Gobi Kitsune) นี่มาก่อน
เพราะโดยมากทั้ง Comics การ์ตูนเรื่องสั้น การ์ตูนเรื่องยาว หรือนิยายที่เคยแต่งมาจะเป็นแนวสมจริง
แต่ก็พอมีประสบการณ์มาบ้างช่วงที่เคยเข้าร่วมกิจกรรม TCM CF(Thai Comic Magazine Comic Fighting)
ซึ่งมักต้องเจอตัวละครที่เป็นแนว Fantasy ในการวาดแข่งขันต่อสู้ หรือดำเนินเรื่องราวในเมือง CF City อยู่ตลอด
(ตอนนี้ติดตามกิจกรรม CF ต่อไม่ได้แล้วหลัง tcmcfx.bth.cc ยกเลิกการใช้ แล้วย้ายไปอยู่ใน Group บน Facebook)

สำหรับนวนิยายเรื่อง "ตำนานเจ้าคีรี" นี่ในฐานะผู้แต่งแล้ว พอลองกลับมาย้อนอ่านดูอีกทีนี่นับว่าตลกมาก
คือเนื้อหาในบทครึ่งแรกของเรื่องเป็นแนวสงครามและการเมืองช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ แบบสมจริง
แต่พอมาถึงเนื้อหาช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี่กลายเป็นแนวเหนือธรรมชาติโม้หลุดโลกไปแล้ว
ก็ไม่ทราบเหมือนว่า Manga ญี่ปุ่นเองเคยมีเรื่องไหนมีเนื้อเรื่องประมาณเดียวกันนี้ว่า
มีนักพรตนักเวทองเมียวและปิศาจญี่ปุ่นรบให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ รึเปล่า
(ส่วนตัวคิดว่ามีนะ แต่แค่ไม่ทราบไม่เคยอ่าน แนวสงคราม Tech vs Magic นี่ไม่ใช่แนวที่อ่าน)

หมายเหตุ: เพิ่งสังเกตุว่าตัวละครในเรื่องยาวนี้ส่วนใหญ่เครื่องแต่งกายยืนสีแดงเป็นพื้น

อย่างไรก็ช่วยติดตามนวนิยาย "ตำนานเจ้าคีรี" ตอนใหม่ได้ทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ด้วยครับที่
http://writer.dek-d.com/aagth1/writer/view.php?id=1308077

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กองทัพอากาศสหรัฐฯใกล้เลือกแบบโครงการเครื่องบินทิ้งระเบิด LRS-B

B-52 fleet will be replace by Long-Range Strike Bomber (LRS-B).

LRS-B selection nears
http://www.janes.com/article/52904/lrs-b-selection-nears

William LaPlante รองเลขานุการด้านการบริการส่วนฝ่ายจัดหาได้กล่าวในข้อมูลที่ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติใน Washington DC
เกี่ยวกับโครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Long-Range Strike Bomber (LRS-B) สำหรับกองทัพอากาศสหรัฐฯว่า
จะมีการเลือกแบบผู้ชนะในสัญญาจัดหาเพื่อพัฒนาเครื่องภายในสามเดือนข้างหน้าระหว่างทีมของ Northrop Grumman และทีมของ Lockheed Martin ร่วมกับ Boeing
"โครงการจะเสร็จเมื่อมันเสร็จ" นาย LaPlante ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "มันสำคัญกว่ามากที่จะดำเนินการภายใต้วิธีการในเวลาที่เหมาะสมและเราจะทำให้ถูกต้อง"

โครงการ Long-Range Strike Bomber ของกองทัพอากาศสหรัฐฯเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบใหม่ทดแทนเครื่องบินทิ้งระเบิดเก่าที่ประจำการมานาน
โดยเฉพาะ B-52 Stratofortress รวมถึง B-1 Lancer และอาจจะรวม B-2 Spirit ในอนาคตด้วย
ซึ่งแบบแผนเครื่องเบื้องต้นจะมีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก Stealth บรรทุกอาวุธโจมตีภาคพื้นดินได้เป็นจำนวนมากทั้งแบบธรรมดาและนำวิถีความแม่นยำสูง รวมถึงความสามารถในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย
กองทัพอากาศสหรัฐฯวางแผนจะจัดหาเครื่องบินทิ้งระเบิด LRS-B อย่างน้อย 100เครื่อง โดยคาดว่าจะมีความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้นราวกลางปี 2020s ครับ

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันการเยือนปากีสถานของเรือดำน้ำชั้น Yuan จีน

IMINT confirms Type 041 visit to Karachi

China has marketed the Type 041 overseas as the S20 submarine. (IHS/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/52843/imint-confirms-type-041-visit-to-karachi

ข่าวใหญ่หนึ่งที่สื่ออินเดียและต่างประเทศมีการรายงานไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือการเดินทางเยือนเมืองท่า Karachi ที่ตั้งฐานทัพหลักของกองทัพเรือปากีสถาน ของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 041 Yuan กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
ซึ่งสร้างความตื่นตัวให้กับกองทัพเรืออินเดียอย่างมาก เพราะมีรายงานว่าเรือดำน้ำจีนนั้นเดินทางไปยังเมือง Karachi ปากีสถานได้โดยที่กองทัพเรืออินเดียไม่ทราบข่าวล่วงหน้าหรือตรวจจับได้ขณะเดินทางผ่านมหาสมุทรอินเดีย

ล่าสุดรายงานนี้ได้รับการยืนยันจากภาพถ่ายดาวเทียม(IMINT: Imagery Intelligence) ของ Airbus Defence and Space เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณท่าเรือพาณิชย์ห่างจากฐานทัพเรือกองทัพเรือปากีสถานใน Karachi ไม่กี่ร้อยเมตร
ซึ่งภาพแสดงถึงเรือดำน้ำ Type 041 Yuan และเรือพี่เลี้ยงชั้น Type 925 Dajiang ซึ่งเป็นเรือสนับสนุนจอดอยู่ใกล้กัน
โดยในปี 2014 เรือชั้น Type 925 หมายเลข 861 ชื่อ Changxingdao เคยเยือนกรุง Colombo ศรีลังกาพร้อมเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039 Song มาแล้ว
อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลปากีสถานได้ให้ข้อมูลกับทาง Jane's เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมว่า "เป็นการเยือนตามวงรอบปกติไม่มีอะไรมากกว่านี้"

อ้างอิงจากข้อมูลของหนังสือ Jane's Fighting Ships เรือดำน้ำชั้น Type 041 ที่ NATO กำหนดรหัสว่า Yuan เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
ซึ่งเรือดำน้ำชั้นนี้ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air Independent Propulsion) ที่มีพื้นฐานพัฒนาจากระบบ Stirling AIP ที่จีนจัดหาและทำการวิจัยเพื่อพัฒนาสร้างเองในประเทศ
อาวุธหลักของเรือชั้นนี้มีทั้ง Torpedo ที่มีพื้นฐานพัฒนาจาก Torpedo ของรัสเซียคือ Yu-3(SET-65E) นำวิถี Active/Passive Homing และ Yu-4(SAET-50) นำวิถี Passive Homing
(อาจรวมถึง Yu-6(Mk48 Mod4) นำวิถี Wire-Guidance, Wake homing, Active/Passive Homing ด้วย)
และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ YJ-2(YJ-82) ที่ยิงจากท่อ Torpedo ขณะดำอยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย

ทั้งนี้สื่ออินเดียได้รายงานการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้ากองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนว่า หลังจากการเยือน Karachi ปากีสถานว่า
เรือดำน้ำ Type 041 จะเข้าร่วมภารกิจกับกองเรือนานาชาติในการปราบปรามโจรสลัดที่อ่าว Aden โซมาเลียด้วย
"ทำไมเรือดำน้ำจะมีส่วนร่วมในปฏิบัติการปราบปรามโจรสลัดไม่ได้? เมื่อเรือดำน้ำยังสามารถทำงานร่วมกับกองเรืออื่นๆในปฏิบัติการปราบปรามโจรสลัดได้"
นาวาเอกอาวุโส Wei Xiaodong เสนาธิการประจำสถานีเรือ Shanghai กล่าวต่อสื่ออินเดีย

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Jane's ได้รายงานข่าวรัฐบาลปากีสถานได้อนุมัติการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S20 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของเรือดำน้ำชั้น Type 041 Yuan จากจีนจำนวน 8ลำ
เช่นเดียวกับที่ได้รายงานในวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมาถึงการที่กองทัพเรือไทยเลือกเรือดำน้ำจีนแบบ S26T ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานจากเรือชั้น Yuan เช่นกันจำนวน 3ลำ วงเงินราว $1 billion ครับ

CSOC(China Shipbuilding and Offshore International Company) S20 Conventional Submarine new Model at LIMA 2015 exhibition in Langkawi, Malaysia.

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รัสเซียอาจจะขายเรือฟริเกต Project 11356 ให้อินเดียในสภาพที่ไม่มีเครื่องยนต์

Admiral Grigorovich Frigate at Kaliningrad

Russian frigates left without engines prepared for transfer to India
http://in.rbth.com/news/2015/07/03/russian_frigates_left_without_engines_prepared_for_transfer_to_india_44041.html

สื่อได้มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการต่อเรือฟริเกต Project 11356 ชั้น Admiral Grigorovich ของกองทัพเรือรัสเซียว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขายเรือที่ยังสร้างไม่เสร็จแก่อินเดีย
เนื่องจากการตัดความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างรัสเซียและยูเครนหลังการที่รัสเซียผนวกไครเมียและแทรกแซงสงครามภายในเขต Donbass ของยูเครน
ทำให้ยูเครนไม่ส่งมอบเครื่องยนต์ Gas Turbine ซึ่งเป็นระบบสำคัญในการก่อสร้างเรือฟริเกตชั้น Admiral Grigorovich ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในอู่ Yantar ที่ Kaliningrad

นอกจากเรือสามลำแรกที่จะส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียคือ Admiral Grigorovich, Admiral Essen และ Admiral Makarov แล้ว
รัสเซียได้มองความเป็นไปได้ที่จะขายเรือลำที่สี่และลำที่ห้าที่ยังสร้างไม่เสร็จคือ Admiral Butakov และ Admiral Istomin ให้กับอินเดีย
ซึ่งเรือทั้งสองลำที่จะส่งมอบนั้นยังไม่ได้ทำการติดตั้งเครื่องยนต์ Gas Turbine จากยูเครน โดยทางอินเดียจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์และสร้างเรือต่อให้เสร็จสมบูรณ์เอง
เนื่องจากอินเดียยังมีความสัมพันธ์ทางการทหารในระดับที่ดีกับยูเครนอยู่ เช่นจากโครงการปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง An-32RE ของ Antonov ให้กองทัพอากาศอินเดียเป็นต้น
และกองทัพเรืออินเดียเองก็ได้ประจำการเรือฟริเกตชั้น Talwar ซึ่งมีพื้นฐานจากเรือฟริเกต Project 11356 ชั้น Admiral Grigorovich อยู่แล้วด้วย

F51 INS Trikand, Talwar Class Frigate at Portsmouth, UK, 12 July 2013

อย่างก็ตามแม้ว่าทางรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียนาย Sergei Shoigu จะแสดงความกังวลในปัญหาโครงการเรือฟริเกตชั้น Admiral Grigorovich
แต่ทาง Anatoly Shlemov ประธาน United Shipbuilding Corporation(USC) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมการต่อเรือของรัสเซียได้กล่าวต่อสื่อว่า
เรือฟริเกตชั้น Admiral Grigorovich สามลำแรกจะมีกำหนดส่งมอบตรงเวลา และขณะนี้เรือสองลำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะเข้าประจำการในกองทัพเรือรัสเซีย
นอกจากนี้การที่ยูเครนไม่ส่งมอบเครื่องยนต์สำหรับเรือจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการเรือฟริเกตใหม่คือ Project 22350 ชั้น Admiral Gorshkov ที่จะเข้าประจำการ 7ลำภายในปี 2021

โดยในงานแสดงด้านความมั่นคงทางทะเล IMDS 2015(International Maritime Defense Show) ที่จัดขึ้นมหานคร Saint Petersburg เมื่อวันที่ 1-5 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น
ผู้บัญชาการกองทัพเรือรัสเซีย พลเรือเอก Viktor Chirkov ได้ระบุุว่ามีการออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับความล่าช้าของการก่อสร้างเรือฟริเกตชั้น Admiral Grigorovich แล้ว
และโครงการสร้างเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีแบบใหม่คือ Project 22800 จำนวนราว 18ลำที่เริ่มมีการก่อสร้างเรือลำแรกแล้วนั้นก็จะเป็นไปตามแผนด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สโลวาเกียจัดหารถเกราะ KTO Rosomak จากโปแลนด์


https://dennikn.sk/178121/fico-siel-na-nakupy-do-polska-bez-sutaze-objednal-31-transporterov/

สโลวาเกียทำสัญญาลงนามจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ KTO Rosomak จากโปแลนด์จำนวน 31คันวงเงิน $31 million โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงกองทัพสโลวาเกีย
รถเกราะ KTO Rosomak สำหรับกองทัพบกสโลวาเกียนี้จะได้รับการติดตั้งป้อมปืนแบบใหม่คือ TURRA 30 ที่สร้างโดย EVPU Nova Dubnica สโลวาเกียเอง
ซึ่งจะติดตั้งแทนป้อมปืน Oto Melara Hitfist-30P ที่ติดตั้งปืนใหญ่กล ATK Mk44 ขนาด 30x173m และปืนกลร่วมแกน UKM-2000C ขนาด 7.62x51mm ที่กองทัพบกโปแลนด์ใช้
โดยป้อมปืน TURRA 30 สามารถเลือกระบบอาวุธที่ติดตั้งได้ระหว่าปืนใหญ่กล 2A42 30x165mm หรือ ATK Mk44, ปืนกลร่วมแกน PKT 7.62x54mm หรือ FN Minimi 7.62x51mm รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง 9M113 Konkurs หรือ Spike ด้วย
ทั้งนี้ตามข้อตกลงสัญญาสโลวาเกียจะให้บริการดูแลซ่อมบำรุงปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง SpGH DANA M-77 ขนาด 152mm ที่โปแลนด์จัดหามาจากอดีตเชคโกสโลวาเกีย 111ระบบด้วย
โดยมีความเป็นไปได้ว่าสโลวาเกียอาจจะจัดหารถเกราะ KTO Rosomak เพิ่มเติมอีกราว 70คันในอนาคตโดยจะกำหนดการเรียบแบบว่า Scipio ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พิธีวางกระดูกงูเรือฝึกการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือ

ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือฝึกการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือ






พลเรือโท พงษ์เทพ หนูเทพ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในการวางกระดูกงู ของเรือฝึกการเดินเรือ สำหรับโรงเรียนนายเรือ ณ อู่ต่อเรือ บริษัท มาร์ซัน จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ โรงเรียนนายเรือ และบริษัท มาร์ซัน จำกัด ได้มีข้อตกลงการประสานความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกันทางด้านการวิจัยพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม การบริการ การส่งเสริมให้มีกิจกรรมพิเศษร่วมกันตามความเหมาะสม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาศักยภาพทางวิทยาการสมัยใหม่ และทรัพยากรของทั้งโรงเรียนนายเรือและบริษัท มาร์ซัน จำกัด

นับตั้งแต่นั้นได้มีความร่วมมือระหว่างคณะอาจารย์ นักเรียน และทีมงานวิศวกรของบริษัทมาร์ซัน ร่วมมือกัน จนได้แบบเรือฝึกการเดินเรือฯ แบบ General Arrangement ที่ตรงตามความต้องการของโรงเรียนนายเรือ ซึ่งจะเป็นเรือฝึกสำหรับนักเรียนนายเรือ ในการฝึกวิชาชีพทหารเรือ อาทิ การฝึกเดินเรือ การฝึกการเรือ การฝึกศูนย์ยุทธการและแปรขบวน การฝึกการสื่อสารและทัศนสัญญาณ การฝึกกการกล อีกทั้งยังต้องตอบสนองในการฝึกเพื่อพัฒนาความรู้ในการจัดตั้งหมู่เรือฝึกของนักเรียนนายเรือ ในหัวข้อตามพรรค-เหล่าได้
http://www3.navy.mi.th/index.php/today/detail/content_id/8588

ก่อนหน้านี้หนึ่งวันคือวันที่ ๒ กรกฎาคมที่ผ่านมาก็มีการลงนามในสัญญาจ้างต่อเรือฝึกอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรือร่วมระหว่างโรงเรียนนายเรือและและบริษัท MARSUN ตามข่าวนี้

ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และ ผู้แทน บริษัท มาร์ซัน จำกัด ร่วมลงนามในสัญญาจ้างต่อเรือฝึกอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรือ




พลเรือโท พงษ์เทพ หนูเทพ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และ นายภัทรวิน จงวิศาล ผู้แทน บริษัท มาร์ซัน จำกัด ร่วมลงนามในสัญญาจ้างต่อเรือตามแบบสำหรับ โครงการวิจัยต่อเรือฝึกอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรือ ณ ห้องรับรอง ๑ โรงเรียนนายเรือ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘
http://www3.navy.mi.th/index.php/today/detail/content_id/8572

ซึ่งที่มาของโครงการต่อเรือฝึกการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือนี้ได้เริ่มต้นจากข้อตกลงโครงการวิจัยต่อเรือฝึกอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรือ ระหว่างโรงเรียนนายเรือและบริษัท MARSUN เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โรงเรียนนายเรือ กับบริษัทมาร์ซัน จำกัด ทำสัญญาลงนามในข้อตกลงโครงการวิจัยต่อเรือฝึกอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรือ 





พลเรือโท พงษ์เทพ หนูเทพ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และ พลเรือเอก วีรพล วรานนท์  ประธานบริษัทมาร์ซัน จำกัด ร่วมทำสัญญาลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนนายเรือ กับ บริษัทมาร์ซัน จำกัด เพื่อเริ่มโครงการวิจัยต่อเรือฝึกอเนกประสงค์สำหรับโรงเรียนนายเรืออย่างเป็นทางการ โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่สังกัดโรงเรียนนายเรือ ร่วมพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมชั้น ๓ กองบัญชาการโรงเรียนนายเรือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
http://www3.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/7325

เรื่องการต่อเรือฝึกสำหรับการฝึกนักเรียนนายเรือของโรงเรียนนายเรือนี่ก็มีการพูดคุยถึงแนวทางกันมาหลายปีมากแล้วครับ
เพราะที่ผ่านมาการฝึกภาคทะเลของนักเรียนนายเรือจะต้องมีการจัดกำลังทางเรือจากเรือในสังกัดกองเรือยุทธการ
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาว่าเรือเหล่านั้นอย่างเรือฟริเกตหรือล่าสุดเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเช่น ชุด ร.ล.ปัตตานี และชุด ร.ล.กระบี่ เป็นเรือที่สร้างมาสำหรับใช้ในการรบโดยตรง
ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับใช้ในการฝึกนักเรียนนายเรือ เช่น ระบบอุปกรณ์การสอน ห้องพัก หรือห้องประชุมสำหรับรองรับ นนร.จำนวนมากทุกชั้นปี
การมีเรือสำหรับใช้ในการฝึกในส่วนของโรงเรียนนายเรือจะช่วยลดภาระของการนำเรือที่เป็นกำลังหลักได้มากมาใช้ในการฝึก
เช่นการจะจัดเรือมาตามวงรอบที่จะออกฝึกภาคทะเลใหญ่ที่ออกเดินเรือไปเยี่ยมต่างประเทศของ นนร.ทุกชั้นปีได้ โดยลดเวลาที่ต้องแบ่งเรือไปทำภารกิจตรวจการณ์ตามปกติได้มากขึ้น

ซึ่งโครงการวิจัยต่อเรือฝึกของโรงเรียนนายเรือนี่มีสิ่งที่น่ายินดีมากคือเป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนนายเรือกับบริษัท MARSUN ของคนไทย
และถือว่าความคืบหน้าโครงการนี้เร็วมากทีเดียครับ คือลงนามสัญญาวิจัยพัฒนาในเดือนกุมภาพันธ์ ต่อมาวันที่ ๓ กรกฎาคม ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือทำพิธีวางกระดูกงูเรือแล้ว
ขณะที่กองทัพเรือหลายประเทศในแถบ ASEAN จะต่อเรือฝึกลักษณะนั้นมักจะต้องว่าจ้างหรือขอซื้อสิทธิบัตรแบบเรือจากบริษัทต่างประเทศ
แต่การที่เราจะออกแบบและต่อเรือใช้เองโดยคนไทยนับเป็นเรื่องดีมากครับ

ใน Website ของ Marsun ตอนเองยังไม่มีการลงข้อมูลของเรือฝึกการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือครับ
จึงยังไม่ทราบรายละเอียดของขนาดเรือว่า มีขนาดระวางขับน้ำกี่ตัน มีระบบอุปกรณ์ หรือคุณสมบัติอะไรบ้าง เป็นเรือขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ระวางขับน้ำและความยาวเรือเท่าใด
โดยส่วนตัวคาดเดาจากที่เห็นได้ภาพแบบจำลองสามมิติของเรือที่แสดงในจอภาพ(แม้ว่าจะมีขนาดเล็ก)ว่า
เรือฝึกการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือนั้นมีรูปแบบลักษณะเดียวกับเรือฝึกของศูนย์พาณิชย์นาวี ซึ่งเป็นเรือที่ออกแบบมาสำหรับวัถุประสงค์ในการฝึกหลักสูตรการเดินเรือให้กับนักเรียนนายเรือ โดยดูแล้วจะไม่น่าจะมีการติดอาวุธอย่าง

เรือวิสูตรสาคร ขนาด 1089tons ยาว 61m

เรือสาครวิสัย ขนาด 4200tons ยาว 92m

หรืออาจจะเป็นเรือที่เล็กกว่านั้นเช่นมีขนาดพอๆกับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งที่บริษัท Marsun เคยต่อให้กองทัพเรือคือตัวเรือประมาณ 35-40m เป็นต้น
ตรงนี้ก็คงต้องรอรายละเอียดความคืบหน้าของโครงการที่จะมีออกมาภายหลังจากนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ข้อมูลล่าสุดการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากเรือดำน้ำ NSM-SL นอร์เวย์

Exclusive: Latest Details on Kongsberg NSM-SL (Submarine Launch) Weapon System
A scale model of the NSM-SL (submarine launch) was shown for the first time by Kongsberg during Balt Military Expo 2014.

Norway's six Ula class submarines were commissioned between 1989 and 1992, designed for a service life of thirty years.
These submarines will be phased out in the 2020's. In addition to aging, technological advances make the Ula-class,
which is based on design and technology from the 1980’s, insufficient to meet future, high-tech threats. Picture: RNON
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2862

Kongsberg นอร์เวย์ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดของโครงการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากเรือดำน้ำแบบ NSM-SL(Naval Strike Missile-Submarine Launch)
ซึ่งเป็นการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล NSM อีกรุ่นนอกจากรุ่นยิงจากอากาศยาน JSM(Joint Strike Missile) ซึ่งนอร์เวย์ได้ให้งบประมาณในการพัฒนาอย่างเต็มอัตราสำหรับนำมาติดตั้งกับ F-35 และอากาศยานแบบอื่นๆ
โดย JSM จะเป็นอาวุธยิงโจมตีพิสัยไกลความแม่นยำสูงที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ทั้งภาคพื้นดินและในทะเล
ทั้งนี้ในการพัฒนา NSM-SL ทาง Kongsberg ได้ร่วมมือกับ Babcock International อังกฤษที่รับผิดชอบการออกแบบพัฒนาส่วนบรรจุตัวจรวดในการยิงจากเรือดำน้ำขณะอยู่ใต้น้ำ
และ Nammo นอร์เวย์ที่รับผิดชอบในการพัฒนาระบบ booster rocket motors ที่เป็นตัวขับดันส่งจรวดเมื่อส่วนบรรจุขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยมีระยะยิงไม่ต่ำกว่า 300km

ปัจจุบัน NSM นั้นได้เข้าสู่สายการผลิตแบบเต็มอัตราแล้วโดยเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำหลักแบบใหม่ของเรือรบในกองทัพเรือนอร์เวย์ เช่น เรือฟริเกตชั้น Fridtjof Nansen และเรือเร็วโจมตีชั้น Skjold
รวมถึงส่งออกให้หลายประเทศเช่น กองทัพเรือโปแลนด์สำหรับรุ่นยิงจากฐานยิงบนฝั่ง และได้รับเลือกจากกองทัพเรือมาเลเซียให้นำมาติดตั้งกับเรือฟริเกตแบบ Gowind ในโครงการ Second Generation Patrol Vessel ที่กำลังสั่งต่อ
รวมถึงแผนการพัฒนาร่วมกับ Raytheon ในการพัฒนารุ่นยิงจากแท่นยิง VLS ซึ่งจะเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนแบบใหม่ที่สามารถโจมตีได้ทั้งเรือผิวน้ำหรือเป้าหมายบนฝั่งแทน Tomahawk
เฉพาะรุ่น NSM-SL ที่ยิงจากเรือดำน้ำนั้นจะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบใหม่ของกองทัพเรือนอร์เวย์แทนเรือชั้น Ula ในปัจจุบันราวปี 2025
ซึ่งนอกจากกองทัพเรือนอร์เวย์แล้วยังมีหลายประเทศให้ความสนใจในรุ่นส่งออก เช่น ออสเตรเลีย โปแลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ครับ

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นักบินทดสอบเครื่องบินขับไล่ F-35 เปิดเผยว่าเครื่องรบแบบ Dogfight ไม่ได้ โดย Pentagon ปฏิเสธรายงานดังกล่าว

Test Pilot Admits the F-35 Can’t Dogfight
At top and above F-35s and F-16s. Air Force photos
https://medium.com/war-is-boring/test-pilot-admits-the-f-35-can-t-dogfight-cdb9d11a875

นักบินทดสอบของเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II JSF(Joint Strike Fighter) ที่ไม่เปิดเผยชื่อได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านเอกสารจำนวน5หน้าซึ่งถูกถอดชั้นความลับเพื่อใช้ในการอ้างอิงอย่างเป็นทางการว่า
F-35 นั้นเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ไม่สามารถทำการรบทางอากาศแบบพันตูหรือ Dogfight ได้ โดยเครื่องมีข้อด้อยด้านพลังงานที่ไม่สามารถไต่ระดับหรือเลี้ยวในการหัวหัวเข้าหาหรือหลบการยิงปืนใหญ่อากาศของเครื่องบินขับไล่ข้าศึกได้

โดยผลการทดสอบนี้มาจากการเก็บข้อมูลการจำลองการรบทางอากาศบริเวณสนามฝึกกลางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ฐานทัพอากาศ Edwards มลรัฐ California วันที่ 14 มกราคม 2015
ระหว่าง F-35A AF-02 ซึ่งเป็นเครื่อง F-35A CTOL เครื่องต้นแบบของกองทัพอากาศสหรัฐฯที่อายุมากที่สุดเครื่องหนึ่ง กับ F-16D Block 40
การทดสอบการจำลองการรบทางอากาศระยะประชิดในหลายสถานการณ์ทั้งรุกและรับมีการเก็บข้อมูลของเครื่องหลายด้านเช่น มุมปะทะ(AoA: Angles of Attack คือมุมห่างระหว่างหัวเครื่องที่ชี้กับทิศทางที่เครื่องเคลื่อนที่ไปจริงในอากาศ)
นักบินทดสอบ F-35 พบว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้มีความคล่องตัวในการเลี้ยวฉวัดเฉวียนไม่ดีพอที่จะเข้าโจมตีหรือหลบการเข้าโจมตีของ F-16
นักบินทดสอบยังได้รายงานว่าข้อได้เปรียบของ F-35 ตรงที่คุณสมบัติการตรวจจับได้ยาก Stealth ต่อ F-16 ในการรบทางอากาศระยะประชิดนั้นไม่ได้มีความน่าเชื่อถือมากพอเพื่อทำการบินทดสอบจริงแต่อย่างใด
ซึ่ง F-16 ที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถหักเลี้ยวเข้าวางตัวในตำแหน่งยิงโจมตี หรือเลี้ยวฉากออกจากแนวยิงโจมตีของ F-35 ที่มีขนาดใหญ่และอุ้ยอ้ายได้ง่ายกว่า
ทั้งนี้ F-35 จะบินได้ดีที่สุดเมื่อปราศจากการติดตั้งอาวุธใดๆในห้องติดอาวุธภายในลำตัวหรือใต้ปีก เช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ยุคก่อนอย่าง F-16 เมื่อติดอาวุธหรืออุปกรณ์เสริมที่มีน้ำหนักมากใต้ปีกเช่นถังเชื้อเพลิงสำรอง
แต่นั้นก็ดูจะเป็นข้อผิดพลาดในการออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ของโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ที่ยาวนานกว่าสิบปีและใช้งบประมาณไปแล้วหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามแนวโน้มของการรบทางอากาศในยุคอนาคตนั้นจะเป็นการรบแบบนอกระยะสายตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่พิสูจน์มาในปฏิบัติการทางอากาศในหลายสงครามที่ผ่านมาแล้วว่า
เครื่องบินขับไล่ครองอากาศที่มีขนาดใหญ่และมีความคล่องตัวไม่สูงนักอย่าง F-15E จะเป็นฝ่ายมีชัยในการรบทางอากาศในการทำลายภัยคุกคามทางอากาศจากระยะไกล Radar และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาสสู่อากาศสมรรถนะสูง
โดยคุณสมบัติของเครื่องบินไล่ยุคที่ที่5 อย่าง F-35 ซึ่งตรวจจับได้ยากและติดตั่งระบบตรวจจับขั้นสูงหลายระบบจะเป็นการเพิ่มความได้เปรียบมากยิ่งขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการรบทางอากาศระยะประชิดแล้ว F-35 ยังมีจุดอ่อนมาก ซึ่งก็เป็นที่น่ากังวลสำหรับประเทศที่ร่วมโครงการ JSF ที่จะนำ F-35 มาทดแทนเครื่องบินขับไล่เก่าในกองทัพอากาศของตนครับ

Pentagon Defends F-35 After Report Says it Can't Dogfight
http://www.military.com/daily-news/2015/07/01/pentagon-defends-f35-after-report-says-it-cant-dogfight.html

หลังจากที่บทความนี้ได้ออกมาเผยแพร่ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯหรือ Pentagon ได้ออกมาปฏิเสธรายงานของนักบินทดลองเครื่องรายนี้ โดยโฆษกของสำนักงานโครงการร่วม F-35(F-35 Joint Program Office) ได้กล่าวว่า
F-35A AF-2 นั้นเป็นเครื่องต้นแบบสำหรับทดสอบสมรรถนะทางการบิน ซึ่งระบบ Software และอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเครื่องหมายเลขนี้นั้นยังมีการพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์ดี
เช่น หมวกนักบินที่นักบินทดสอบใช้ก็ไม่ได้เป็นหมวกนักบินติดศูนย์เล็ง(HMDS:Helmet Mounted Display System)ที่จะใช้จริงซึ่งทำงานรวมกับระบบตรวจับของเครื่องอย่าง EOTS(Electro-Optical Targeting System) ในการเล็งอาวุธด้วย
ทั้งนี้ทาง Pentagon เองได้กล่าวว่าผลการทดสอบการจำลองบินการต่อสู้ระยะประชิดในครั้งนั้นเป็นการทดสอบตามขั้นตอนซึ่งประสบความสำเร็จดี และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้พัฒนาเครื่องในสายการผลิตจำนวนมากที่จะนำเข้าประจำการจริง
โดย F-35A รุ่นที่จะเข้าประจำการจริงนั้นจะมีความสมบูรณ์พร้อมในการปฏิบัติรบทางอากาศทั้งระยะนอกสายตาและระยะประชิด รวมถึงใช้โจมตีภาคพื้นดินที่สูงกว่า F-16 อย่างมาก
ซึ่งทางโฆษกได้กล่าวว่าถ้าเป็นสถานการณ์การรบจริง F-35 จะเป็นฝ่ายมีชัยจาก Technology ที่เหนือกว่า โดยเฉพาะการรบนอกระยะสายตาที่จะเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ของการรบทางอากาศในปัจจุบันและอนาคตมากกว่าการรบระยะประชิดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

SAAB ได้รับสัญญาสร้างเรือดำน้ำ A26 และปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland ให้กองทัพเรือสวีเดน


Saab Signs Contracts for A26 Submarines and MLU for Gotland-class Submarines
http://saabgroup.com/Media/news-press/news/2015-06/saab-signs-contracts-for-a26-submarines-and-mid-life-upgrade-for-gotland-class-submarines1/

วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา SAAB ได้รับการลงนามสัญญาจากสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์สวีเดน(FMV) ในการสร้างเรือดำน้ำแบบ A26 ใหม่จำนวน 2ลำ และปรับปรุงครึ่งอายุ(Mid-Life Upgrade) เรือดำน้ำชั้น A19 Gotland 2ลำ แก่กองทัพเรือสวีเดน
เป็นงบประมาณผูกพันระยะเวลา 2015-2024 วงเงิน SEK8.6 billion($1.04 billion)


เฉพาะในส่วนสัญญาการต่อเรือดำน้ำแบบ A26 2ลำนั้น SAAB Kockums ได้รับวงเงิน SEK7.6 billion($920 million) โดยจะมีการส่งมองเรือให้กองทัพเรือสวีเดนครบภายในปี 2022-2024
เรือดำน้ำแบบ A26 เป็นเรือดำน้ำยุคใหม่ล่าสุดที่มีการออกแบบให้ตอบสนองต่อความต้องการของกองทัพเรือสวีเดน
ทั้งคุณสมบัติการตรวจจับได้ยากทั้งขณะอยู่ผิวน้ำและขณะดำใต้น้ำ ติดตั้งระบบขับเคลื่อน Stirling AIP มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่สูง
มีระบบตรวจจับและระบบอาวุธขั้นก้าวหน้า อ่อนตัวต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเรือตามภารกิจ ประหยัดค่าใช้จ่ายการปฏิบัติงานและซ่อมบำรุงตลอดอายุการใช้งาน
ซึ่ง SAAB ตั้งเป้านอกจากการสร้างเรือให้กองทัพเรือสวีเดนแล้วยังจะสามารถส่งออกเรือดำน้ำ A26 ให้กองทัพเรือต่างประเทศที่สนใจในอนาคตได้อีกด้วย

ส่วนการปรับปรุงครึ่งอายุของเรือดำน้ำชั้น Gotland 2ลำนั้น SAAB ได้รับสัญญาวงเงิน SEK2.1 billion(253 million)
โดยจะมีการปรับปรุงอายุโครงสร้างเรือ ปรับปรุงติดตั้งระบบอุปกรณ์สำหรับการรบใหม่ เพื่อให้สามารถรอบรับความต้องการปฏิบัติภารกิจในอนาคต
โดยคาดว่าจะมีการส่งมอบเรือที่ปรับปรุงแล้วทั้งสองลำภายในปลายปี 2018 และปลายปี 2019
แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเรือดำน้ำชั้น Gotland ที่กองทัพเรือสวีเดนมีอยู่ 3ลำ คือ HMS Gotland, HMS Uppland และ HMS Halland นั้น สองลำใดจะถูกเลือกให้ได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุ

ทั้งนี้การก่อสร้างเรือดำน้ำ A26 และการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland จะดำเนินการที่โรงงานของ SAAB ใน Malmo, Karlskrona, Jarfalla และ Linkoping สวีเดนครับ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่กองทัพเรือไทยจะเลือกแบบเรือดำน้ำจีน๓ลำ

Type 039A Yuan Class People's Liberation Army Navy Submarine Force

Thailand edges closer to Chinese submarine procurement
http://www.janes.com/article/52605/thailand-edges-closer-to-chinese-submarine-procurement

สำหรับความคืบหน้าของโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยล่าสุดนั้นมีรายงานในสื่อหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ M2F และ Bangkok Post เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า
คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบและจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งมี พลเรือเอก ณรงค์พล ณ บางช้าง เป็นประธานคณะกรรมการจำนวน ๑๗ท่าน
ได้มีการลงคะแนนเสียง ๑๐ท่าน ให้เลือกแบบเรือดำน้ำจากจีน ๓ลำ ซึ่งมีรายงานข้อมูลว่าราคาตกเฉลี่ยลำละ $355 Million(ประมาณ ๑๒,๐๐๐ล้านบาท) หรือรวมทั้งโครงการ ๓๖,๐๐๐ล้านบาท ตามที่สื่อรายงานออกมาก่อนหน้านี้
ซึ่งเข้าใจว่าแบบเรือที่เลือกก็คือ S26T ที่เคยมีการนำเสนอบรรยายข้อมูลให้กองทัพเรือตามที่เคยรายงานไปแล้ว โดยการจัดหานั้นจะรวมถึงการที่จีนจะจัดตั้งระบบกองเรือดำน้่ำและการถ่ายทอด Technology เรือดำน้ำให้ไทยด้วย

S26T Conventional Submarine Proposal for Royal Thai Navy

ตรงนี้ต้องกล่าวตามตรงว่าอย่าพึ่งรีบแสดงความยินดีหรือออกมาวิจารณ์กับข่าวโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่มีออกมาช่วงนี้ก่อนจะดีกว่าครับ
นอกจากแหล่งข่าวของ Jane's ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในวงการทหารและความมั่นคงระดับโลก มีการลงข้อมูลจากโฆษกของกองทัพเรือว่า "ยังไม่ได้มีการตัดสินใจในขณะนี้"(but that "no decisions" have yet been made.) แล้ว
ตอนนี้เห็นมีแต่แหล่งข่าวจากภายในของไทยออกมาให้ข้อมูล และแหล่งข่าวต่างประเทศที่ลงเรื่องที่กองทัพเรือเลือกแบบเรือดำน้ำจีนในช่วงนี้ยังอ้างอิงแหล่งข้อมูลของทาง Bangkok Post เท่านั้น
อย่างไรก็ตามกว่าจะถึงขั้นมีการลงนามจัดหาเรือยังต้องใช้เวลาและมีอีกหลายขั้นตอนมาก
ทั้งขั้นตอนตามระเบียบภายในกองทัพเรือจนถึงระดับกระทรวงกลาโหมที่จะต้องให้ ครม.อนุมัติ หรือจนกว่าจะมีการทำพิธีลงนามสัญญาจัดหาระหว่างกองทัพเรือไทยกับจีน จนถึงขั้นวางกระดูกงูเรือตัดเหล็กก่อสร้างแล้วจริงแน่ๆ
ส่วนตัวจึงมองว่าอยากให้รอว่าทางกองทัพเรือจะมีการออกมาประกาศแถลงข้อมูลถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า เพราะทุกอย่างยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดครับ
(ตอนที่เขียนอยู่นี้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ นั้นไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเรือดำน้ำเลย ซึ่งก็น่าจะตรงกับกับการอ้างแหล่งข่าวของ Jane's ในข้างต้น)

มีข้อสังเกตุที่ว่าการที่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ของกองทัพเรือเลือกแบบเรือดำน้ำจีน ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลแนวเดียวที่กองทัพเรือเคยเลือกจัดหาเรือดำน้ำจากญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘
คือต่อได้จำนวนลำมากที่สุด และมีข้อเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับกองทัพเรือดีที่สุด ในกลุ่มแบบเรือดำน้ำตัวเลือกที่พิจารณา เมื่อใช้งบประมาณที่กำหนดไว้
สมัยนั้นคือ พ.ศ.๒๔๗๘ คณะกรรมการของกองทัพเรือได้พิจารณาเลือกแบบโครงการเรือดำน้ำตามแผนปรับปรุงกำลังรบของกองทัพสยามในสมัยนั้น
โดยมีตัวแทนแต่ละประเทศมาเสนอแบบเรือดังนี้คือ

อิตาลี มีตอร์ปิโดหัวเรือ ๔ท่อ ท้าย ๒ท่อ ไม่มีปืนใหญ่ ลูกปืน และลูกตอร์ปิโด ๓ลำราคา ๓,๗๔๗,๔๒๐บาท ถ้า ๔ลำราคา ๔,๙๗๐,๖๔๐บาท
เดนมาร์ค ๔ลำ (ไม่ทราบรายละเอียด) ราคา ๕,๖๘๘,๔๖๘บาท
อังกฤษ เฉพาะตัวเรือและเครื่องจักร ๓ลำราคา ๔,๐๒๓,๖๓๐ บาท ๔ลำราคา ๕,๒๔๑,๐๓๖บาท
เนเธอร์แลนด์ มีปืนใหญ่พร้อมลูก และตอร์ปิโดพร้อมลูก ๓ลำ ราคา ๕,๐๑๒,๙๗๖บาท ๔ลำ ราคา ๖,๕๗๑,๓๘๖บาท
ถ้าไม่มีลูกปืนและลูกตอร์ปิโด ๓ลำ ราคา ๔,๑๘๘,๑๕๙บาท ๔ลำ ราคา ๕,๔๗๑,๘๑๑บาท
ฝรั่งเศส ไม่มีลูกปืน ไม่มีลูกตอร์ปิโด ราคาลำละ ๓,๒๖๒,๗๗๓บาท
ญี่ปุ่น มีตอร์ปิโดหัวเรือ ๔ท่อ ไม่มีท้าย มีปืนใหญ่และลูกปืน แต่ไม่มีลูกตอร์ปิโด แบ่งตามขนาดระวางขับน้ำและจำนวนลำดังนี้
-ขนาด ๓๔๕ตัน ๓ลำราคา ๒,๓๙๐,๓๓๐บาท ๔ลำราคา ๓,๑๖๑,๒๙๐บาท
-ขนาด ๓๗๐ตัน ๓ลำราคา ๒,๔๗๙,๓๕๕บาท ๔ลำราคา ๓,๒๘๐,๐๐๐บาท
-ขนาด ๓๘๐ตัน ๓ลำราคา ๒,๖๐๖,๖๐๑บาท ๔ลำ ราคา ๓,๔๔๗,๗๔๒บาท

Matchanu class Royal Thai Navy Submarines

ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาของกองทัพเรือในสมัยนั้นเลือกแบบเรือญี่ปุ่นขนาด ๓๗๐ตัน ๔ลำราคาลำละ ๘๒๐,๐๐๐บาท รวมราคา ๓,๒๘๐,๐๐๐บาท เพราะมีข้อเสนอดีที่สุดและราคาถูกสุดในกลุ่มตัวเลือกทั้งหมด
เรือดำน้ำชั้นมัจฉาณุ ทั้งสี่ลำคือ ร.ล.มัจฉาณุ(ลำที่๒), ร.ล.วิรุณ, ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล ได้ขึ้นระวางประจำการในวันที่ ๑๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๘๑ และปลดประจำการในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๔
รวมระยะเวลาประจำการเพียง ๑๒ปี ๔เดือน เนื่องจากญี่ปุ่นผู้ผลิตเรือแพ้สงครามโลกครั้งที่๒และถูกยึดครองไม่สามารถผลิตอะไหล่โดยเฉพาะ Battery ของเรือดำน้ำชั้นนี้ให้กองทัพเรือไทยได้
และกองทัพเรือไทยยังได้รับผลกระทบจากเหตุทางการเมืองในสมัยนั้นด้วย(กบฎแมนฮัดตัน) ทำให้มีการปรับลดกำลังกองทัพเรือและยุบเลิกหมวดเรือดำน้ำในที่สุด

จะว่ากันตรงๆแล้วในสมัยนั้นภาพลักษณ์ของสินค้าที่ผลิตโดยญี่ปุ่นในหมู่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เหมือนสมัยนี้ครับ คือสินค้าจากญี่ปุ่นนี้นจะถูกมองว่าของเลียนแบบราคาถูกด้อยคุณภาพถ้าเทียบของยุโรปตะวันตกหรืออเมริกา
อย่างนาฬิกาไซโก(seiko)นี่สมัยนั้นเด็กๆยังร้องเพลงล้อกันเลยครับว่า "นาฬิกาไซโก เช้าโก้ เย็นแก้ สามวันเจ๊งแน่ แย่แน่ไซโก"
ด้านวิทยาการเรือดำน้ำสมัยนั้นก็น่าเชื่อว่าเรือที่สร้างโดยประเทศตะวันตกที่เป็นตัวเลือกในสมัยนั้นทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ย่อมน่าจะสูงกว่าญี่ปุ่นอยู่
แต่ถ้ากลับไปมองพัฒนาการด้านวิทยาการเรือดำน้ำของจักรพรรดินาวีญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุดลงเอง ก็เห็นได้จากบันทึกประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือไทยเองจะพบว่า
กองทัพเรือญี่ปุ่นและบริษัทอู่ต่อเรือญี่ปุ่นนั้นได้ทำการต่อเรือดำน้ำชั้นมัจฉาณุทั้งสี่ลำและทำการฝึกกำลังพลของราชนาวีสยามประดุจต่อเรือและฝึกทหารเรือดำน้ำของญี่ปุ่นเองเลยทีเดียว
และเรือดำน้ำบางชั้นของเองญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นก็นับว่ามีความก้าวหน้าทางแนวคิดการทำสงครามและทางวิศวกรรมมาก อย่างเรือดำน้ำบรรทุกเครื่องบินชั้น I-400 ที่เป็นต้นกำเนิดแนวคิดเรือดำน้ำติดขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน

Imperial Japanese Navy submarine I-400

ขณะที่ชาติต่างๆในยุโรปสมัยนั้นกลับขายเรือและอาวุธให้กองทัพเรือสยามในแบบจำกัดขีดสมรรถนะ คือถ้าต่อเรือใหม่ก็เป็นเรือที่ไม่ดีเท่าเรือที่ต่อใช้เองในกองทัพเรือตน หรือขายอาวุธที่เลิกใช้แล้วให้ซึ่งดีกว่าอาวุธขายที่ส่งออกให้สยามใช้
ตัวอย่างเช่น เรือพิฆาต ร.ล.พระร่วง ที่เดิมคือเรือ HMS Radiant มือสองของกองทัพเรืออังกฤษ ที่ ร.๖ ได้ทรงจัดซื้อโดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนพร้อมใจกันออกทุนเรี่ยไรถวายสนับสนุนเงินทุนให้ในนามราชนาวีสมาคม
อาวุธต่างๆบนเรือจัดว่าทันสมัยมากสำหรับกองทัพเรือสยามสมัยนั้น(พ.ศ.๒๔๖๓) ทั้งปืนใหญ่เรือ ๔นิ้ว(๑๐๒มม.) และ ๓นิ้ว(๗๖มม.), ปืนใหญ่กล ๒ปอนด์(๔๐มม.) และ ๒๐มม., ตอร์ปิโด ๒๑นิ้ว(๕๓๓มม.) แบบ ๕๓ก., รางปล่อยและแท่นยิงระเบิดลึก
ขณะที่เรือปืนเบา ร.ล.รัตนโกสินทร์(ลำที่๑) และ ร.ล.สุโขทัย(ลำที่๑) ที่สยามสั่งต่อจากอู่ Armstrong Whitworth อังกฤษ นั้นมีราคาแพงต้องใช้เวลานานหลายปีถึงจัดหาครบได้สองลำ และสมรรถนะตัวเรือก็ไม่ได้ดีนักด้วยถ้าเทียบกับเรือรบในยุคนั้น
หรือตอร์ปิโดแบบ ๔๕จ. ขนาด ๔๕ซม. ที่เดนมาร์ส่งออกให้สยามในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งติดตั้งในเรือหลายลำ เช่น เรือยามฝั่ง ๑,๓,๔,๔ และเรือตอร์ปิโด ร.ล.ตราด ร.ล.ภูเก็ต ร.ล.ปัตตานี สามแบบคือ จ., จ", "จ"
แบบ จ"(จ.ดาว) กับที่เคยใช้เองแล้วมาขายมือสองให้สยามคือแบบ "จ"(จ.สองดาว) ก็มีสมรรถนะต่างกันเล็กน้อยทั้งที่ของมือสองเก่ากว่าและแบบส่งออกขายแพงกว่า
ขณะที่ตอร์ปิโดแบบ ๔๕ฉ. ขนาด ๔๕ซม. ของ Mitsubishi ญี่ปุ่นที่จัดหามาในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ซึ่งใช้ในเรือหลายลำ เช่น เรือตอร์ปิโดใหญ่ ร.ล.ชุมพร ร.ล.สุราษฎร์ ร.ล.ชลบุรี และเรือตอร์ปิโดเล็ก ร.ล.คลองใหญ่ ร.ล.ตากใบ ร.ล.กันตัง ร.ล.สัตหีบ นั้น
มีราคานัดละ ๑๐,๐๐๐บาท ทำด้วยวัสดุแข็งแรงและมีการประกอบอย่างดี สามารถใช้งานได้ยาวนานมาหลายสิบปีจนถึงช่วงที่ชุดเรือตอร์ปิโดดังกล่าวปลดประจำการลงอีกราว ๓๕ปีต่อมา เป็นต้น

ทุกวันนี้ก็อย่างที่ทราบว่าสินค้าของญี่ปุ่นนั้นมีภาพลักษณ์เป็นสินค้าคุณภาพสูงมี Technology ล้ำหน้านำสมัยไปแล้ว
ในส่วนของเรือดำน้่ำญี่ปุ่นเองอย่างเรือชั้น Souryu นั้นก็จัดว่าเป็นเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถที่ก้าวหน้าสูงมากในปัจจุบัน ซึ่งญี่ปุ่นได้เสนอ Technology เรือชั้นนี้ให้ออสเตรเลียสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำแทนเรือชั้น Collins
แม้ว่าจะติดกฎหมายรัฐธรรมนูญสันติภาพที่ยังมีข้อจำกัดห้ามการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อให้อุตสาหกรรมด้านความมั่นคงญี่ปุ่นมีข้อจำกัดในการส่งออกยุทโธปกรณ์แก่มิตรประเทศน้อยลง

สมัยนี้ พ.ศ.๒๕๕๘ ผ่านมาจากการเลือกแบบสมัยนั้นมา ๘๐ปี ตัวเลือกแบบเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยที่มีก็เช่น
เยอรมนี(TKMS U209/1400mod, U210mod)
สาธารณรัฐเกาหลี(DSME DW1400T, HHI HDS-500RTN)
รัสเซีย(Project 636 KILO, AMUR 1650)
สวีเดน(SAAB Kockums A26)
ฝรั่งเศส(DCNS Scropene)
และจีน(S26T)
มีข่าวลือมาว่าถ้าดูจากคุณสมบัติความต้องการแล้วกำลังพลในกองเรือดำน้ำต้องการแบบเรือของสวีเดน ไม่ก็เยอรมนี หรืออย่างน้อยเกาหลีใต้
แต่ทางคณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ต้องการแบบเรือจีนเนื่องจากมีความคุ้มค่าในด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายมากที่สุด
ซึ่งก็น่าจะคืองบประมาณที่สื่ออ้างว่าตั้งไว้ที่ ๓๖,๐๐๐ล้านบาท เพื่อจะจัดหาเรือดำน้ำ ๒ลำนั้น จะสามารถจัดหาเรือดำน้ำจีนได้ถึง ๓ลำ
โดยมีการติดตั้งระบบอุปกรณ์ขั้นสูงของจีนอย่างระบบขับเคลื่อน AIP และอาจจะพร้อมการถ่ายทอด Technology ด้วย

สำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนเอง แม้ว่าเฉพาะในส่วนกองทัพเรือไทยก็มีประสบการณ์การจัดหาและใช้งานเรือรบที่จัดหาจากจีนมาในอดีตไม่สู้ดีนัก แต่ปัจจุบันนี้กองทัพเรือก็ยังไม่มีการปลดประจำการเรือที่จัดหามาจากจีนแต่อย่างใด
และก็มีเรือบางส่วนที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นด้วย เช่น เรือฟริเกตชุด ร.ล.กระบุรี และชุด ร.ล.นเรศวร เป็นต้น
คุณภาพและความก้าวหน้าทาง Technology ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีนในปัจจุบันก็นับว่าค่อนข้างจะดีขึ้นกว่าในอดีตเมื่อ ๒๐-๓๐ปีที่แล้วพอสมควร

Type 039 Song Class People's Liberation Army Navy Submarine Force

กรณีของเรือดำน้ำยุคใหม่เช่นเรือดำน้ำชั้น Type 039 Song ที่ออกแบบในยุคปี 1990s นั้นเป็นเรือซึ่งติดตั้งระบบที่มีที่มาจากตะวันตกอย่างเครื่องยนต์ดีเซล MTU-16V396 ที่ได้สิทธิบัตรผลิตในจีน และ Sonar แบบ Thomson-CSF
ซึ่งช่วงนั้นเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปทางเรือตะวันตกมากขึ้น จะเห็นได้จากชุดเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือไทยที่จัดหามาในช่วงนั้น
เช่น เรือฟริเกตชุด ร.ล.เจ้าพระยา และชุด ร.ล.บางปะกง ที่เป็นเรือ Type 053T และ Type 053HT ถึงระบบภายในทั้งระบบตรวจจับ ระบบอำนวยการรบ และระบบอาวุธจะเป็นจีนล้วน แต่ก็ใช้เครื่องยนต์ MTU ระบบ CODAD
ส่วนเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร Type 025T ก่อนการปรับปรุงใหม่ก็เรือลูกผสมระบบจีน-ตะวันตก และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี ก็มีตัวเรือที่ต่อที่จีน แต่ระบบเครื่องยนต์ ระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจจับ และระบบอาวุธ เป็นของตะวันตกทั้งหมด
ฉะนั้นถ้าเป็นเรือดำน้ำจีนก็น่าจะทำแบบเดียวกันได้


new variant Type 039C/Type 041 Yuan Class People's Liberation Army Navy Submarine Force

โดยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีงบประมาณด้านความมั่นคงจำกัดแล้ว นอกจากประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนยังเป็นตัวเลือกหนึ่งในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาอาวุธจากตะวันตกได้
อีกทั้งจีนมักจะให้ข้อเสนอในการถ่ายทอด Technology ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์แก่หลายประเทศโดยมีข้อจำกัดน้อยกว่ากลุ่มประเทศตะวันตกหรือแม้แต่รัสเซียเองด้วย
(สำหรับไทยเองก็เช่น โครงการพัฒนาจรวดเพื่อความมั่นคง DTI-1 และ DTI-1G ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่ได้ Technology จากจีนในการพัฒนาด้วย)
เพราะฉะนั้นอาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปในทันทีขณะนี้ว่าเรือดำน้ำจีนอย่างแบบ S26T ที่เสนอในกองทัพเรือไทยนั้นเป็นแบบเรือที่แย่ จนกว่าจะได้รับมอบเรือเข้าประจำการและมีการใช้งานแล้วระยะหนึ่ง
(แม้แต่ U209/1400mod และ U210mod  เยอรมนี, DW1400T และ HDS-500RTN เกาหลีใต้, Kilo และ Amur รัสเซีย, A26 สวีเดน, Scorpene ฝรั่งเศส ก็บอกไม่ได้ว่าดีจริงหรือไม่
เพราะส่วนใหญ่เรือเหล่านี้ยังไม่เคยถูกต่อขึ้นมาให้กำลังพลของกองทัพเรือทำการทดลองประเมินการใช้งานจริงเลย มีแต่ข้อมูลเปรียบเทียบในเอกสารเช่นเดียวกับ S26T ของจีน)

อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของกองทัพเรือไทยเองจากการใช้งานเรือจีนที่มีปัญหาที่พบอย่าง
ชุด ร.ล.นเรศวร ในการบูรณาการระบบที่ต้องโละระบบของจีนออกทั้งระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจับ ระบบควบคุมการยิง และระบบอาวุธ แล้วเปลี่ยนใช้ระบบตะวันตกใหม่ทั้งหมดในการปรับปรุงเรือใหม่ล่าสุด
ชุด ร.ล.ปัตตานี ที่มีปัญหาการเก็บงานภายในเช่นการเดินสายไฟ ทำให้ยุ่งยากในการติดตั้งระบบอุปกรณ์และอาวุธของตะวันตกหลังจากที่รับเรือมาไทย
และอื่นๆ ทั้งคุณภาพเหล็กที่ใช้สร้างตัวเรือที่พบระหว่างการปฏิบัติงาน ซ่อมบำรุงตามวงรอบ หรือปรับปรุงเรือ
การเสื่อมสภาพของระบบรุ่นเก่าที่ใช้งานไม่ได้ต้องเปลี่ยนใหม่หรือพัฒนาระบบทดแทนเอง อย่างกรณีระบบควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือของชุด ร.ล.เจ้าพระยา เป็นต้น

ประกอบกับแนวทางที่ว่าถ้าจัดหาเรือดำน้ำจีนมาแล้วมีการบูรณาการติดตั้งระบบจากตะวันตกลักษณะเดียวกับเรือรบผิวน้ำที่จัดหามาจากจีนก่อนหน้านี้เช่น ชุด ร.ล.นเรศวร และชุด ร.ล.ปัตตานีนั้น มองว่าอาจจะเป็นไปได้ยาก
เพราะช่วงหลังมานี้จีนพยายามที่จะเสนอขายระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตนพัฒนาเองล้วนๆทั้งระบบให้ลูกค้า มากกว่าระบบผสมจีน-ตะวันตก หรือเฉพาะตัวเรือต่อในจีนและภายในเป็นระบบตะวันตก
ซึ่งปัจจุบันนี้เองจีนมีนโยบายที่จะไม่ส่งออกระบบอาวุธที่ดีที่สุดที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนใช้เองให้ต่างประเทศด้วย โดยมากมักจะเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อการส่งออกโดยตรง หรือส่งออกเพียงบางระบบให้ประเทศที่ใกล้ชิดมากๆเท่านั้น
อีกส่วนคือด้านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตกกับจีนในช่วงนี้น่าจะทำให้การส่งออกอุปกรณ์ทางทหารไปติดตั้งกับเรือจีนเป็นไปได้ค่อนข้างยากถ้าเทียบกับ๑๐ปีก่อนด้วย
หรือถึงจะมีการส่งออกระบบอุปกรณ์ของเรือดำน้ำของตะวันตกให้เรือที่จะต่อในจีนหรือติดตั้งในไทยหลังรับเรือมาเองก็ ก็ยากมากที่ตะวันตกจะส่งมอบระบบที่มีความก้าวหน้าขั้นสูงให้ด้วย
(เพราะกลัวจีนจะได้ความลับ Technology ที่รั่วไหลออกมาเพื่อทำการวิศวกรรมย้อนกลับลอกแบบไปพัฒนาใช้เองต่อและออกมาขายแข่ง)

S20 Conventional Submarine Export Model

รวมถึงการเพิ่มจำนวนลูกค้าเรือดำน้ำของจีนที่ตอนนี้เห็นจะมีลูกค้าหลักเพียงไม่กี่ประเทศคือ
บังคลาเทศที่จัดหาเรือดำน้ำชั้น Type 035G Ming มือสองจำนวน ๒ลำ และปากีสถานที่กำลังมีการเจรจากับจีนในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่คือแบบ S20 จำนวน ๘ลำที่เคยรายงานไปแล้ว
ก็ค่อนข้างน่ากังวลที่ว่ากองทัพเรือไทยจะกลายเป็นลูกค้ากลุ่มผู้ทดลองใช้เรือดำน้ำรุ่นส่งออกยุคใหม่จากจีนเป็นรายแรกๆ
(และอาจจะถูกจีนเก็บข้อมูลที่ได้จากการใช้งานของไทยกลับไปพัฒนาเรือดำน้ำของตนในอนาคตอีกต่างหาก)

และเมื่อรวมกับการที่จีนจะถ่ายทอด Technology และจัดตั้งระบบกองเรือดำน้ำให้แบบครบวงจร เช่น ระบบที่ตั้งชายฝั่ง อู่เรือดำน้ำและระบบสนับสนุนการซ่อมบำรุงเรือ ระบบการฝึกจำลองแบบสมบูรณ์
การเข้าถึงข้อมูลการผลิตอะไหล่การซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์และอาวุธประจำเรือ เช่น Battery, Torpedo อาจจะรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ เป็นต้น
กล่าวคือจีนไม่ได้เสนอขายเฉพาะตัวเรือให้ไทยแต่จะขายกองเรือดำน้ำให้ไทยทั้งระบบด้วยแล้ว
ก็เป็นที่น่ากังวลว่ากองทัพเรือไทยจะต้องพึ่งพาการผูกขาดระบบเรือดำน้ำจากจีนเป็นระบบหลักไปในช่วงระยะเวลานาน ขัดกับที่ผ่านมาระบบพื้นฐานที่กองเรือดำน้ำฝึกศึกษาและก่อตั้งมาจากแหล่งตะวันตกมาตลอด
เช่น การฝึกศึกษาที่เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงเครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำที่เป็นระบบเยอรมนีด้วย
คำถามในประเด็นการถ่ายทอด Technology เรือดำน้ำจากจีนที่ยังไม่มีรายละเอียดในขณะนี้คือ กองทัพเรือจะได้ประโยชน์การการถ่ายทอด Technology จากจีนนี้อย่างเต็มที่จริงมาแค่ไหน
(ประเด็นเรื่องความคุ้มค่าในด้านอื่นๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าต่างตอบแทน และโครงการพัฒนาประเทศร่วมที่อาจจะมาในโครงการนั้น โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นสาระสำคัญเลย
เพราะหลายท่านคงจะทราบถึงรูปแบบพื้นฐานของการจัดหาต่างๆของหน่วยงานรัฐครับว่า เป็นการจัดหาเพื่อวัตถุประสงค์ใช้งานเฉพาะภายในหน่วยงานนั้นๆเท่านั้น ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกับหน่วยอื่นๆ
ซึ่งการที่กองทัพเรือจะจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการลงทุนภาคเอกชนอะไรเลย เพราะเราไม่ค่อยได้มีวิสัยทัศน์ในการมองการดำเนินนโยบายระดับชาติแบบองค์รวมในระยะยาว แต่มักจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า)

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดหรือการประกาศแถลงอย่างเป็นทางการออกมา เนื่องจากแหล่งประชาสัมพันธ์หลัก เช่น กองเรือดำน้ำ หรือกองทัพเรือเองก็ยังไม่ออกมาให้ข้อมูลใดๆออกมาในขณะนี้
(Facebook Page ทางการของกองเรือดำน้ำ หยุดให้ข้อมูลไปหลายเดือนแล้ว)
ก็จึงไม่อาจทราบได้ว่าถ้าเปรียบเทียบข้อเสนอแบบเรือของบริษัทแต่ละประเทศแล้วแบบเรือของจีนมีข้อเสนอที่ดีกว่าอย่างไร

ถึงแม้ว่าในที่สุดกองทัพเรือไทยโดยเฉพาะกองเรือดำน้ำซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่รับมอบเรือมาใช้งานนั้น
อาจจำเป็นจะตัดสินใจว่าจะเลือกที่ยอมรับแบบเรือดำน้ำจีนและดำเนินกระบวนการจัดหาตามขั้นตอนเพื่อให้ กดน.เป็นกองเรือรบที่มีคุณค่าทางยุทธการสมบูรณ์
หรือจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะไม่รับแบบเรือดำน้ำจีน และหวังแนวทางการจัดหาใหม่ในอนาคต โดยจะยังคงเป็นกองเรือที่ไม่มีเรือต่อไปรึไม่นั้น
ต่างก็เป็นแนวทางที่ยากลำบากสำหรับกำลังพลทุกระดับของกองทัพเรือในอนาคตทั้งนั้น

แนวทางการพัฒนาและการฝึกศึกษากำลังพลของกองเรือดำน้ำที่ผ่านมาที่เป็นระบบตะวันตก แต่อาจจะกลับต้องมาใช้งานระบบเรือจีนนั้น
อาจจะดูเป็นเรื่องยากและน่าลำบากใจที่จำต้องเปลี่ยนมาเรียนรู้ระบบที่แตกต่างจากที่เคยฝึกและเรียนรู้มา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียเปล่า
เพราะอย่างไร ๑+๑ ก็ต้องเท่ากับ ๒ ไม่ใช่ ๐ อย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากำลังพลของกองทัพเรือก็ได้สะสมความรู้เกี่ยวกับวิทยาการและการทำงานกับเรือดำน้ำมาตลอด
ซึ่งหลักการพื้นฐานต่างๆส่วนใหญ่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรือดำน้ำจีนที่อาจจะจัดหามาได้
ถึงการจัดหาเรือดำน้ำจีนจะมีค่าแค่ ๑+๑ = ๒ คือเป็นเรือที่ทำได้เหมือนกับเรือดำน้ำมาตรฐานตะวันตกร้อยละ๘๐-๙๐ ในคุณภาพด้อยกว่า
ก็น่าผิดหวังอยู่ที่กองทัพเรือควรจะสามารถจัดหาเรือดำน้ำที่มีค่าเป็น ๑+๓ = ๔ สำหรับเรือดำน้ำตะวันตก หรืออย่างน้อยเรือดำน้ำรัสเซียที่มีค่า ๑+๒ = ๓
แต่ก็ยังดีกว่าเป็น ๑+๐ = ๑ เหมือนเดิมต่อไปมาก คือเป็นกองเรือดำน้ำที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการต่อไปไม่รู้อีกนานเท่าไร

ตรงนี้ก็จึงไม่ทราบว่าถ้าต้องถูกบังคับเลือกระหว่าง
การที่กองเรือดำน้ำยังคงมีสภาพเป็นกองเรือหนึ่งในกองเรือยุทธการที่ไม่เรือแบบใดๆประจำการตั้งแต่จัดตั้งมา โดยต้องรอคอยโอกาสในการจัดตั้งโครงการจัดหาเรือต่อไปเรื่อยๆเกือบ ๕-๑๐ปีนั้น
กับการยอมรับจัดหาเรือดำน้ำจีน ซึ่งตัวเรือสามารถทำได้เกือบทุกอย่างเหมือนเรือดำน้ำตะวันตกหรือเรือดำน้ำรัสเซีย(แต่อาจจะด้อยคุณภาพกว่า) แต่ก็ทำให้ กดน.เป็นกองเรือจริงๆโดยสมบูรณ์เสียทีแล้ว
อย่างใดจะดีกว่ากัน?

ส่วนตัวหวังเพียงอย่างเดียวว่าคราวนี้โครงการจัดหาเรือดำน้ำจะไม่ประสบกับความล้มเหลวเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมาในอดีต
เพราะกองทัพเรือไทยนั้นขาดกำลังใต้น้ำที่จะให้มิติการรบครบสามมิติสมบูรณ์มานานเกินไปแล้ว ในสถานการณ์ความมั่นคงภายในภูมิภาคและโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายจากภัยคุกคามที่มองเห็นได้ยากในขณะนี้
การยอมรับเรือดำน้ำจีนด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสมในหลายๆส่วนนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่จำต้องยอมรับด้วยเหตุผลด้านประโยชน์ส่วนร่วมของชาติและราชนาวี
ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตข้าราชการทหารทุกเหล่าทัพที่ต้องเผชิญ ยอมรับ ต่อสู้ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตามมาครับ