Navy SEALs set to open to women, top admiral says
The Navy SEAL community is preparing to open its ranks to women who can meet their grueling standards, the service's top officer said Tuesday.(Photo: U.S. Southern Command)
http://www.navytimes.com/story/military/2015/08/18/women-seals-greenert-losey-buds/31943243/
พลเรือเอก Jon Greenert ผู้บัญชาการกองปฏิบัติการทางเรือ และพลเรือตรี Brian Losey ผู้บัญชาการกองบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือสหรัฐฯ
ได้ให้สัมภาษณ์ความเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ทหารที่เป็นสุภาพสตรีเข้ารับการฝึกหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมเพื่อเข้าร่วมหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ
ซึ่งหน่วยรบพิเศษ US Navy SEAL นั้นกำลังพลที่เป็นส่วนกำลังรบของหน่วยจะต้องผ่านหลักสูตร Basic Underwater Demolition/SEAL หรือ BUD/S อันขึ้นชื่อว่าโหดหนักหน่วงที่สุดหลักสูตรหนึ่งเป็นเวลาหกเดือนเต็ม
"ถามว่าทำไมถึงไม่ควรยอมรับใครก็ตามที่สามารถตอบสนอง(ต่อมาตรฐานหลักสูตร)ได้? และคำตอบคือนั่นไม่มีเหตุผล
ดังนั้นเรากำลังจะตามรอยแนวทางคำพูดที่ว่า 'เฮ้นี้! ใครที่สามารถผ่านมาตรฐานได้ โดยไม่มีการเจาะจงเรื่องเพศ คุณก็จะกลายเป็น SEAL' " นายพลเรือ Greenert กล่าว
ทางนายพลเรือ Losey ก็ให้ความเห็นว่านายทหารหญิงก็น่าจะสามารถผ่านหลักสูตรการฝึกตามมาตรฐานอันเข้มงวดได้เช่นเดียวกับนายทหารชายเช่นกันถ้าได้รับการพิจารณาอนุญาตให้เข้ารับการฝึก
ซึ่งในช่วงหลายสิบปีหลังมานี้นายทหารสุภาพสตรีได้พิสูจน์ตนเองในเหล่าทัพต่างๆของกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะในส่วนของหน่วยรบของ กองทัพบก กองทัพอากาศ
เช่นในส่วนของหลักสูตรจู่โจมของกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army Ranger course) นั้น มีนายทหารหญิงที่ผ่านการฝึกหลักสูตรนี้แล้วสองนาย และมีนายทหารหญิงอีก19นายกำลังทำการฝึก โดยมีอัตราส่วนการผ่านหลักสูตรที่ร้อยละ45
แต่ดูเหมือนทางนาวิกโยธินสหรัฐฯจะยังคงพยายามต่อสู้เพื่อให้ส่วนกำลังรบยังมีแต่เฉพาะนายทหารชายเท่านั้นอยู่
ด้านกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินสหรัฐฯ(MARSOC: Marine Corps Forces Special Operations Command)
ยังคงดำเนินการติดตามการประเมินมาตรฐานสำหรับนายทหารหญิงว่าจะให้เข้าประจำการในหน่วยนี้ได้หรือไม่ ตามแนวทางของ พลตรี Joseph Osterman ผู้บัญชาการ MARSOC อยู่
กองทัพเรือสหรัฐฯกล่าวว่าจะมีการจัดตำแหน่งสำหรับนายทหารหญิงให้เข้าฝึกหลักสูตร BUD/S ทั้งหมดในปีหน้า แต่นี่จะเป็นข้อบ่งชี้แรกว่าหน่วย SEAL มีความเอนเอียงที่จะยอมรับผู้สมัครสตรีหรือไม่?
ทางนายพลเรือ Greenert ไม่ได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอนุญาตให้สุภาพสตรีรับสมัครเข้าร่วมหลักสูตรในขณะนี้
นั่นทำให้ดูเหมือนหน่วย Navy SEAL จะเป็นหน่วยสุดท้ายและท้ายที่สุดที่จะมีธรรมเนียมรับเฉพาะนายทหารชายเท่านั้นเข้าหน่วยในกองทัพสหรัฐฯ
สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2011 นายทหารหญิงนายแรกได้ขึ้นปฏิบัติการในเรือดำน้ำติดขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์(ชั้น Ohio) และในปีนี้มีรายงานว่านายทหารหญิงหลายนายปฏิบัติงานในเรือดำน้ำโจมตีชั้น Virginia
ยังมีนายทหารหญิงอีกจำนวนมากที่จะพร้อมเข้าร่วมการปฏิบัติงานประจำการในเรือดำน้ำภายในปีหน้า ซึ่งพวกเธอเหล่านี้พร้อมจะรับตำแหน่งที่สูงขึ้นในสายการทำงานภายในกองเรือดำน้ำสหรัฐฯต่อไป
แต่อย่างก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่าสำหรับหน่วย SEAL แล้วจะเปิดโอกาสให้นายทหารสุภาพสตรีเข้าร่วมหน่วยได้มากน้อยเท่าไร
ในเมื่อหน่วยอื่น เช่น หน่วยทหารช่าง Seabee หรือนักประดาน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯเองมีนายทหารหญิงทำงานอยู่น้อยมาก
โดยจากจำนวนนักประดาน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ 1,153นาย มีนักประดาน้ำหญิงเพียง 7นายเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.61
และจากจำนวนนักเก็บกู็ทำลายวัตถุระเบิด(EOD: Explosive Ordnance Disposal) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ 1,094นาย มีนายทหารหญิงเพียง 10นายเท่านั้น
ซึ่งทั้งหน่วย EOD และหน่วยนักประดาน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯนั้นได้เปิดโอกาสในการรับนายทหารหญิงเข้าหน่วยมาหลายสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็มีจำนวนนายทหารสุภาพสตรีในหน่วยอยู่เพียงน้อยกว่าร้อยละ3 เท่านั้นครับ
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Elbit Systems อิสราเอลได้รับสัญญาจัดหาระบบสนับสนุนปืนใหญ่อัตตาจร ATMOS ให้ประเทศในเอเชียซึ่งน่าจะเป็นกองทัพบกไทย
Elbit Systems to provide Asian country with ATMOS 155mm self-propelled howitzers
Elbit Systems-SOLTAM ATMOS 155mm self-propelled howitzer
http://www.armyrecognition.com/august_2015_global_defense_security_news_uk/elbit_systems_to_provide_asian_country_with_atmos_155mm_self-propelled_howitzers_21708151.html
Elbit Systems อิสราเอลได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖สิงหาคมที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาจัดหาวงเงิน $27 million ในการจัดหาส่งมอบระบบควบคุมและบัญชาการปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางขนาด 155mm แบบ ATMOS ให้ประเทศแถบเอชีย-แปซิฟิค
ซึ่งสัญญาดังกล่าครอบคลุมเป็นระยะเวลาสามปีประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่อัตตาจร, สถานีบัญชาการ, สถานนีผู้ตรวจการณ์หน้า และระบบค้นหาเป้าหมาย
Yehuda (Udi) Vered ผู้จัดการทั่วไปของแผนก Elbit Systems Land and C4I กล่าวว่า
"การตัดสินใจของลูกค้าที่จะสั่งจัดหาในจำนวนเพิ่มเติมภายใต้ตามสัญญานี้ เป็นช่วยเพิ่มตำแหน่งของ Elbit Systems ในฐานะผู้นำการส่งออกระบบปืนใหญ่ของโลก
ด้วยความหลากหลายของระบบที่ตอบสนองทุกต้องการทั่วโลกสำหรับระบบที่มีความเบา ความคล่องตัว และการตอบสนองที่รวดเร็ว"
ลูกค้าตามสัญญาที่ว่านี้น่าจะเป็นกองทัพบกไทยซึ่งสั่งจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS-2000 จำนวน ๖ระบบในปี 2012 ซึ่งมีการกำหนดชื่อระบบว่า ATGM(Autonomous Truck Mounted Gun)
ระบบแรกจากอิสราเอลถูกส่งมอบให้กองทัพบกไทยช่วงเดือนมกราคม 2015 เพื่อทำการประกอบระบบที่เองในไทยโดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว.ศอพท.)
และมีกำหนดส่งมอบระบบทั้งหมด ๖ระบบในราวเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นการเสริมระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Caesar 155mm ๖ระบบที่จัดหาจากฝรั่งเศส และการพัฒนาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางของ ศอว.ศอพท.เองในประเทศ
โดยกองทัพบกไทยมีความต้องการจัดตั้งกองพันทหารปืนใหญ่ที่มีระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางเข้าประจำการครบ ๓กองร้อย รวม ๑๘ระบบ
ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS หรือ ATGM ใช้ลำกล้องปืนใหญ่ของ Soltam Systems อิสราเอลขนาด 155mm/52cal พร้อมยิงได้ใน ๒นาที อัตรายิง ๒นัดต่อนาที บรรจุกระสุนพร้อมยิงได้ ๑๘นัด แบบกึ่งอัตโนมัติ
มีระยะยิงไกลสุดเมื่อใช้กระสุนต่อระยะ (ERFB-BB: Extended Range Full-Bore-Base Bleed) ที่ 40km,กระสุน L15 HE(High Explosive) ที่ 30km และ M107 HE รุ่นเก่าที่ 24.5km
ติดตั้งบนรถบรรทุก Tatra T815-7 6x6 ขนาด 10tons ของสาธารณรัฐเชค ทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 90km/h บนภูมิประเทศ 30km/h ระยะทำการ 400km พลประจำรถ ๖นายครับ
Elbit Systems-SOLTAM ATMOS 155mm self-propelled howitzer
http://www.armyrecognition.com/august_2015_global_defense_security_news_uk/elbit_systems_to_provide_asian_country_with_atmos_155mm_self-propelled_howitzers_21708151.html
Elbit Systems อิสราเอลได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖สิงหาคมที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาจัดหาวงเงิน $27 million ในการจัดหาส่งมอบระบบควบคุมและบัญชาการปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางขนาด 155mm แบบ ATMOS ให้ประเทศแถบเอชีย-แปซิฟิค
ซึ่งสัญญาดังกล่าครอบคลุมเป็นระยะเวลาสามปีประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่อัตตาจร, สถานีบัญชาการ, สถานนีผู้ตรวจการณ์หน้า และระบบค้นหาเป้าหมาย
Yehuda (Udi) Vered ผู้จัดการทั่วไปของแผนก Elbit Systems Land and C4I กล่าวว่า
"การตัดสินใจของลูกค้าที่จะสั่งจัดหาในจำนวนเพิ่มเติมภายใต้ตามสัญญานี้ เป็นช่วยเพิ่มตำแหน่งของ Elbit Systems ในฐานะผู้นำการส่งออกระบบปืนใหญ่ของโลก
ด้วยความหลากหลายของระบบที่ตอบสนองทุกต้องการทั่วโลกสำหรับระบบที่มีความเบา ความคล่องตัว และการตอบสนองที่รวดเร็ว"
credit ภาพ: panzahahaha
ลูกค้าตามสัญญาที่ว่านี้น่าจะเป็นกองทัพบกไทยซึ่งสั่งจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS-2000 จำนวน ๖ระบบในปี 2012 ซึ่งมีการกำหนดชื่อระบบว่า ATGM(Autonomous Truck Mounted Gun)
ระบบแรกจากอิสราเอลถูกส่งมอบให้กองทัพบกไทยช่วงเดือนมกราคม 2015 เพื่อทำการประกอบระบบที่เองในไทยโดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว.ศอพท.)
และมีกำหนดส่งมอบระบบทั้งหมด ๖ระบบในราวเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นการเสริมระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Caesar 155mm ๖ระบบที่จัดหาจากฝรั่งเศส และการพัฒนาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางของ ศอว.ศอพท.เองในประเทศ
โดยกองทัพบกไทยมีความต้องการจัดตั้งกองพันทหารปืนใหญ่ที่มีระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางเข้าประจำการครบ ๓กองร้อย รวม ๑๘ระบบ
ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS หรือ ATGM ใช้ลำกล้องปืนใหญ่ของ Soltam Systems อิสราเอลขนาด 155mm/52cal พร้อมยิงได้ใน ๒นาที อัตรายิง ๒นัดต่อนาที บรรจุกระสุนพร้อมยิงได้ ๑๘นัด แบบกึ่งอัตโนมัติ
มีระยะยิงไกลสุดเมื่อใช้กระสุนต่อระยะ (ERFB-BB: Extended Range Full-Bore-Base Bleed) ที่ 40km,กระสุน L15 HE(High Explosive) ที่ 30km และ M107 HE รุ่นเก่าที่ 24.5km
ติดตั้งบนรถบรรทุก Tatra T815-7 6x6 ขนาด 10tons ของสาธารณรัฐเชค ทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 90km/h บนภูมิประเทศ 30km/h ระยะทำการ 400km พลประจำรถ ๖นายครับ
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ซีเรียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ MiG-31 จากรัสเซีย
Syria reportedly receives MiG-31 interceptors from Russia
Syria has reportedly received six MiG-31 interceptor aircraft from Russia, although there has so far been no official confirmation of this. Source: Russian Air Force
http://www.janes.com/article/53660/syria-reportedly-receives-mig-31-interceptors-from-russia
สำนักข่าว BGN ตุรกีได้รายงานข่าวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่ารัฐบาลซีเรียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลแบบ MiG-31 Foxhound จำนวน 6เครื่องจากรัสเซีย
โดยเครื่องบินขับไล่ MiG-31 ทั้ง 6เครื่องถูกส่งมายังฐานทัพอากาศ Mezze นอกเมืองหลวง Damascus ซึ่งน่าจะเป็นรุ่น MiG-31E ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของ MiG-31B ที่เข้าประจำการในปี 1990
มีรายงานว่าซีเรียมีความต้องการจัดหา MiG-31 มาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Rosoboronexport องค์การด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัสเซียในปี 2010 ว่าเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง
ซึ่งถ้าการส่งมอบนี้เป็นความจริงกองทัพอากาศซีเรียจะเป็นประเทศแรกที่ได้รับการส่งออกของ MiG-31 นอกจากกองทัพอากาศรัสเซีย และกองทัพอากาศคาซัคสถานที่ได้รับมอบเครื่องมาจากสมัยอดีตสหภาพโซเวียต
ปัจจุบันรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดี Bashar al-Assad กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองกับกลุ่มติดอาวุธภายในหลายกลุ่มที่ยืดเยิ้อมานานหลายปี
ทำให้กองทัพอากาศซีเรียได้รับความเสียหายจากการสูญเสียอากาศยานหลายแบบในการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธไปมากพอสมควร
แต่สำหรับ MiG-31 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลสมรรถนะสูงที่ออกแบบมาสำหรับการรบแบบอากาศสู่อากาศที่กองทัพอากาศโซเวียตประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s แล้วนั้น
ดูเหมือนว่าทางกองทัพอากาศซีเรียตั้งใจจะนำมาใช้สร้างเขตห้ามบินเพื่อสกัดกั้นการล่วงล้ำน่านฟ้าของอากาศยานกลุ่มพันธมิตรชาติอาหรับ อิสราเอล และ NATO ที่เข้ามาแทรกแซงสงครามกลางเมืองภายในซีเรียอยู่บ่อยครั้งมากกว่า
MiG-31 ติดตั้งระบบ PESA radar ควบคุมการยิงแบบ Zaslon (NATO กำหนดรหัสว่า Flash Dance) สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ในระยะ 200km สามารถติดตามและโจมตีเป้าหมายได้พร้อมกัน 10เป้า
มี Radar ท้ายเครื่องระยะตรวจจับ 90km และระบบตรวจจับ Elctro-Optical Infra-Red Search and Track (IRST) สำหรับการตรวจจับเป้าหมายระยะใกล้ ติดปืนใหญ่อากาศ GSh-6-23 ขนาด 23mm กระสุน 260นัด
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลที่ติดตั้งได้คือ R-33 ระยะยิง 304km (NATO กำหนดรหัส AA-9 Amos) และ R-37 ระยะยิง 280km (NATO กำหนดรหัส AA-13 Arrow)
ซึ่ง MiG-31BM ที่ได้รับการปรับปรุงประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียปัจจุบันสามารถใช้อาวุธใหม่ได้หลายแบบ
ทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-77 ระยะ 100km (NATO กำหนดรหัส AA-12 Adder) อาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยใกล้ R-73 (NATO กำหนดรหัส AA-11 Archer)
รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น Radar Kh-31P (AS-17 Krypton) และ Kh-58 (AS-11 Kilter) เป็นต้นครับ
Syria has reportedly received six MiG-31 interceptor aircraft from Russia, although there has so far been no official confirmation of this. Source: Russian Air Force
http://www.janes.com/article/53660/syria-reportedly-receives-mig-31-interceptors-from-russia
สำนักข่าว BGN ตุรกีได้รายงานข่าวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่ารัฐบาลซีเรียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลแบบ MiG-31 Foxhound จำนวน 6เครื่องจากรัสเซีย
โดยเครื่องบินขับไล่ MiG-31 ทั้ง 6เครื่องถูกส่งมายังฐานทัพอากาศ Mezze นอกเมืองหลวง Damascus ซึ่งน่าจะเป็นรุ่น MiG-31E ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของ MiG-31B ที่เข้าประจำการในปี 1990
มีรายงานว่าซีเรียมีความต้องการจัดหา MiG-31 มาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Rosoboronexport องค์การด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัสเซียในปี 2010 ว่าเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง
ซึ่งถ้าการส่งมอบนี้เป็นความจริงกองทัพอากาศซีเรียจะเป็นประเทศแรกที่ได้รับการส่งออกของ MiG-31 นอกจากกองทัพอากาศรัสเซีย และกองทัพอากาศคาซัคสถานที่ได้รับมอบเครื่องมาจากสมัยอดีตสหภาพโซเวียต
ปัจจุบันรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดี Bashar al-Assad กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองกับกลุ่มติดอาวุธภายในหลายกลุ่มที่ยืดเยิ้อมานานหลายปี
ทำให้กองทัพอากาศซีเรียได้รับความเสียหายจากการสูญเสียอากาศยานหลายแบบในการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธไปมากพอสมควร
แต่สำหรับ MiG-31 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลสมรรถนะสูงที่ออกแบบมาสำหรับการรบแบบอากาศสู่อากาศที่กองทัพอากาศโซเวียตประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s แล้วนั้น
ดูเหมือนว่าทางกองทัพอากาศซีเรียตั้งใจจะนำมาใช้สร้างเขตห้ามบินเพื่อสกัดกั้นการล่วงล้ำน่านฟ้าของอากาศยานกลุ่มพันธมิตรชาติอาหรับ อิสราเอล และ NATO ที่เข้ามาแทรกแซงสงครามกลางเมืองภายในซีเรียอยู่บ่อยครั้งมากกว่า
MiG-31 ติดตั้งระบบ PESA radar ควบคุมการยิงแบบ Zaslon (NATO กำหนดรหัสว่า Flash Dance) สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ในระยะ 200km สามารถติดตามและโจมตีเป้าหมายได้พร้อมกัน 10เป้า
มี Radar ท้ายเครื่องระยะตรวจจับ 90km และระบบตรวจจับ Elctro-Optical Infra-Red Search and Track (IRST) สำหรับการตรวจจับเป้าหมายระยะใกล้ ติดปืนใหญ่อากาศ GSh-6-23 ขนาด 23mm กระสุน 260นัด
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลที่ติดตั้งได้คือ R-33 ระยะยิง 304km (NATO กำหนดรหัส AA-9 Amos) และ R-37 ระยะยิง 280km (NATO กำหนดรหัส AA-13 Arrow)
ซึ่ง MiG-31BM ที่ได้รับการปรับปรุงประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียปัจจุบันสามารถใช้อาวุธใหม่ได้หลายแบบ
ทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-77 ระยะ 100km (NATO กำหนดรหัส AA-12 Adder) อาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยใกล้ R-73 (NATO กำหนดรหัส AA-11 Archer)
รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น Radar Kh-31P (AS-17 Krypton) และ Kh-58 (AS-11 Kilter) เป็นต้นครับ
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558
รัสเซียจะตั้งโครงการพัฒนาเครื่องขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกล PAK DP ทดแทน MiG-31 ภายในสิ้นทศวรรษนี้
Russia to launch MiG-31 replacement programme before end of decade
Russia is to begin developing a replacement for the MiG-31 in 2019, with the aim of fielding it about 2028. Source: Russian Air Force
http://www.janes.com/article/53633/russia-to-launch-mig-31-replacement-programme-before-end-of-decade
Jane's ได้รายงานข่าวจากสำนักข่าว TASS รัสเซียที่สัมภาษณ์ผู้บัญชาการกองทัพอากาศและอวกาศรัสเซีย พลโท(Colonel General) Victor Bondarev เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า
กองทัพอวกาศรัสเซียจะเริ่มตั้งโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลยุคใหม่คือ PAK DP(Predpolagayemyy vozdukha Kompleks dlya Dal'ney Perekhvat "Prospective Air Complex for Long-Range Interception") ภายในสิ้นปี 2019
เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกล MiG-31 ซึ่ง NATO กำหนดรหัสว่า Foxhound ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s
ปัจจุบันกองทัพอากาศรัสเซียมีเครื่องบินขับไล่หนัก MiG-31BM ซึ่งผ่านการปรับปรุงแล้ว 130เครื่อง โดย MiG-31BM ได้รับการติดตั้งระบบต่างๆที่ทันสมัยเช่น
ระบบ Avionic ใหม่, จอแสดงผลเอนกประสงค์(Multi Function Display)แบบ LCD, PESA radar แบบ Zaslon-M ซึ่งสามารถตรวจจับเป้าหมายทางอากาศได้ต่อเนื่อง 24เป้า และโจมตีได้พร้อมกัน 6เป้า
ระบบ Datalink และระบบควบคุมการยิง Digital , ปรับปรุงยืดอายุตัวเครื่องและฐานล้อลงจอด ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียวางแผนจะประจำการ MiG-31BM ไปจนถึงช่วงปี 2030s
คาดว่าเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลแบบใหม่ PAK DP นั้นจะเข้าประจำการได้ภายในปี 2028 แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดใดๆของโครงการออกมาในขณะนี้ครับ
Russia is to begin developing a replacement for the MiG-31 in 2019, with the aim of fielding it about 2028. Source: Russian Air Force
http://www.janes.com/article/53633/russia-to-launch-mig-31-replacement-programme-before-end-of-decade
Jane's ได้รายงานข่าวจากสำนักข่าว TASS รัสเซียที่สัมภาษณ์ผู้บัญชาการกองทัพอากาศและอวกาศรัสเซีย พลโท(Colonel General) Victor Bondarev เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า
กองทัพอวกาศรัสเซียจะเริ่มตั้งโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลยุคใหม่คือ PAK DP(Predpolagayemyy vozdukha Kompleks dlya Dal'ney Perekhvat "Prospective Air Complex for Long-Range Interception") ภายในสิ้นปี 2019
เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกล MiG-31 ซึ่ง NATO กำหนดรหัสว่า Foxhound ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s
ปัจจุบันกองทัพอากาศรัสเซียมีเครื่องบินขับไล่หนัก MiG-31BM ซึ่งผ่านการปรับปรุงแล้ว 130เครื่อง โดย MiG-31BM ได้รับการติดตั้งระบบต่างๆที่ทันสมัยเช่น
ระบบ Avionic ใหม่, จอแสดงผลเอนกประสงค์(Multi Function Display)แบบ LCD, PESA radar แบบ Zaslon-M ซึ่งสามารถตรวจจับเป้าหมายทางอากาศได้ต่อเนื่อง 24เป้า และโจมตีได้พร้อมกัน 6เป้า
ระบบ Datalink และระบบควบคุมการยิง Digital , ปรับปรุงยืดอายุตัวเครื่องและฐานล้อลงจอด ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียวางแผนจะประจำการ MiG-31BM ไปจนถึงช่วงปี 2030s
คาดว่าเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นพิสัยไกลแบบใหม่ PAK DP นั้นจะเข้าประจำการได้ภายในปี 2028 แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดใดๆของโครงการออกมาในขณะนี้ครับ
เรือดำน้ำ Type 039C Yuan จีนแบบใหม่ออกเดินเรือทดสอบในทะเล
China's PLAN Modified Type 039B SSK (Type 039C ?) Continues Trials at Sea
Modified Type 039B/039C coming back from sea trials. This is the third and last one to date. Note the three white line. note the roots of the sail characteristic to this type.
The first two modified Type 039B (Type 039C ?) moored side by side. No white lines but note the roots of the sail characteristic to this type (and not present on "regular" Type 039B).
Type 039B left and Modified Type 039B/039C right. Note the differences at the base of the sail
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/year-2015-news/august-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2996-chinas-plan-modified-type-039b-ssk-type-039c-continues-trials-at-sea.html
กลุ่มนักถ่ายภาพชาวจีนได้มีการเผยแพร่ภาพแสดงการทดสอบเดินเรือในทะเลของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าที่ NATO กำหนดรหัสว่าชั้น Yuan ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
คือ Type 039B รุ่นปรับปรุงหรือมักจะถูกเรียกว่า Type 039C โดยมีการพบภาพการสร้างเรือดำน้ำแบบใหม่นี้แล้วอย่างน้อย 3ลำ มาระยะหนึ่งแล้ว
เรือดำน้ำชั้น Yuan ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นพบว่าการพัฒนาปรับปรุงแบบของเรือแล้วสี่รุ่นคือ Type 039A รุ่นแรก, Type 039AG(มีข่าวลือว่าปรับปรุงในส่วนใต้แนวน้ำคือติดตั้งแถบ Sonar ข้างเรือ),
Type 039B ซึ่งหอเรือมีความโค้งมนเล็กน้อย และ Type 039C ซึ่งมีรายงานการพบเรือรุ่นนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2013
โดยจุดเด่นของเรือรุ่น Type 039C นี้คือรูปทรงหอเรือที่คล้ายคลึงกับเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia ของสหรัฐฯ และชั้น Barracuda ของฝรั่งเศสที่จะกำลังสร้างในอนาคต
ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าการใช้ทรงหอเรือลักษณะนี้จะทำให้การเคลื่อนที่ขณะดำใต้น้ำมีประสิทธิดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดการแพร่คลื่นเสียงจากเรืออีกด้วย
นอกจากนี้ภาพของเรือดำน้ำ Type 039C ที่พบล่าสุดที่หอเรือมีแถบเส้นสีขาวทั้งสองด้านตรงส่วนขอบบนสุด มีการคาดว่าอาจจะเป็นระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมบางอย่าง
ปัจจุบันจีนมีเรือดำน้ำรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานจากเรือชั้น Type 039A อยู่สองแบบคือ S20P สำหรับกองทัพเรือปากีสถานที่จะสั่งต่อ 8ลำ และ S26T สำหรับกองทัพเรือไทย 3ลำที่กำลังอยู่ในขั้นดำเนินการ
มีข้อมูลบ้างกระแสกล่าวว่าระบบอาวุธหลักของ Type 039B และ Type 039C นั้นคือ Torpedo แบบ Yu-6 ซึ่งได้รับอิทธิพลในการพัฒนาจากการทำวิศวกรรมย้อนกลับจาก Torpedo แบบ Mk48 Mod4 ตามที่เคยรายงานไปแล้ว
รวมถึงขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบยิงจากใต้น้ำ เช่น YJ-82(CM-708UNA) หรือ YJ-18 รุ่นใหม่ที่เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงโดนรุ่นที่ยิงจากเรือดำน้ำคือ YJ-18B ครับ
Modified Type 039B/039C coming back from sea trials. This is the third and last one to date. Note the three white line. note the roots of the sail characteristic to this type.
The first two modified Type 039B (Type 039C ?) moored side by side. No white lines but note the roots of the sail characteristic to this type (and not present on "regular" Type 039B).
Type 039B left and Modified Type 039B/039C right. Note the differences at the base of the sail
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/year-2015-news/august-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2996-chinas-plan-modified-type-039b-ssk-type-039c-continues-trials-at-sea.html
กลุ่มนักถ่ายภาพชาวจีนได้มีการเผยแพร่ภาพแสดงการทดสอบเดินเรือในทะเลของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าที่ NATO กำหนดรหัสว่าชั้น Yuan ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
คือ Type 039B รุ่นปรับปรุงหรือมักจะถูกเรียกว่า Type 039C โดยมีการพบภาพการสร้างเรือดำน้ำแบบใหม่นี้แล้วอย่างน้อย 3ลำ มาระยะหนึ่งแล้ว
เรือดำน้ำชั้น Yuan ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นพบว่าการพัฒนาปรับปรุงแบบของเรือแล้วสี่รุ่นคือ Type 039A รุ่นแรก, Type 039AG(มีข่าวลือว่าปรับปรุงในส่วนใต้แนวน้ำคือติดตั้งแถบ Sonar ข้างเรือ),
Type 039B ซึ่งหอเรือมีความโค้งมนเล็กน้อย และ Type 039C ซึ่งมีรายงานการพบเรือรุ่นนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2013
โดยจุดเด่นของเรือรุ่น Type 039C นี้คือรูปทรงหอเรือที่คล้ายคลึงกับเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia ของสหรัฐฯ และชั้น Barracuda ของฝรั่งเศสที่จะกำลังสร้างในอนาคต
ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าการใช้ทรงหอเรือลักษณะนี้จะทำให้การเคลื่อนที่ขณะดำใต้น้ำมีประสิทธิดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดการแพร่คลื่นเสียงจากเรืออีกด้วย
นอกจากนี้ภาพของเรือดำน้ำ Type 039C ที่พบล่าสุดที่หอเรือมีแถบเส้นสีขาวทั้งสองด้านตรงส่วนขอบบนสุด มีการคาดว่าอาจจะเป็นระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมบางอย่าง
ปัจจุบันจีนมีเรือดำน้ำรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานจากเรือชั้น Type 039A อยู่สองแบบคือ S20P สำหรับกองทัพเรือปากีสถานที่จะสั่งต่อ 8ลำ และ S26T สำหรับกองทัพเรือไทย 3ลำที่กำลังอยู่ในขั้นดำเนินการ
มีข้อมูลบ้างกระแสกล่าวว่าระบบอาวุธหลักของ Type 039B และ Type 039C นั้นคือ Torpedo แบบ Yu-6 ซึ่งได้รับอิทธิพลในการพัฒนาจากการทำวิศวกรรมย้อนกลับจาก Torpedo แบบ Mk48 Mod4 ตามที่เคยรายงานไปแล้ว
รวมถึงขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบยิงจากใต้น้ำ เช่น YJ-82(CM-708UNA) หรือ YJ-18 รุ่นใหม่ที่เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงโดนรุ่นที่ยิงจากเรือดำน้ำคือ YJ-18B ครับ
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558
แบบจำลองเรือที่ปรับปรุงใหม่ของโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงกองทัพเรือไทย
https://www.facebook.com/MilitaryTechnologyLoverForum/photos/a.153444881531656.1073741825.150885401787604/394023700807105/
credit ภาพ Yui Treetipnipa กับ เดือนวาดมีไหน การถ่ายภาพ
https://www.facebook.com/beever.bkk1
http://www.namo.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/3147
ตามเอกสารการปรับแก้แบบเรือสำหรับโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย
ซึ่งโครงการเรือฟริเกตระยะที่๑ เป็นการสั่งต่อเรือฟริเกตแบบ DW3000H ลำแรกของชุดโดยอู่บริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) สาธารณรัฐเกาหลี
(โครงการเรือฟริเกตระยะที่๒ จะเป็นการถ่ายทอด Technology เพื่อต่อเรือลำที่สองเองภายในประเทศไทย)
จากการแก้ระยะเวลาการส่งมอบเรือจาก ๑,๘๐๐วัน เป็น ๑,๘๖๐วันนั้น การยืดระยะเวลาการส่งมอบเรือไปอีก ๖๐วัน หรือราว ๒เดือนก็ไม่ถือว่าล่าช้ามากนักครับ
โดยรายละเอียดการแก้ไขตัวเรือฟริเกตใหม่นี้หลักๆคือการยืดความยาวตัวเรือส่วนดาดฟ้าท้ายเรือให้ยาวขึ้น
ตรงนี้ก็มีข้อสังเกตุครับว่าเรือฟริเกตใหม่นี้อาจจะรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด ฮ.ปด.๑ S-70B ได้ ซึ่งก็มีกระแสข่าวออกมาว่ากองทัพเรืออาจจะมีแผนจัดหาเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ใหม่เป็น ฮ.ประจำเรือฟริเกตใหม่ชุดนี้ราว ๒ลำ
ถ้าจะมีการจัดหา MH-60R มาเป็น ฮ.ประจำเรือฟริเกตใหม่นี้จริง ก็เข้าใจว่าน่าจะอยู่ในโครงการจัดหา ฮ.ประจำเรือฟริเกตที่เดิมมีความต้องการจัดหา ๔เครื่อง เพื่อเสริม ฮ.ตผ.๑ Super Lynx 300
ที่ถูกพักโครงการไว้เพราะต้องนำงบประมาณมาใช้ในโครงการจัดหาหลักๆที่สำคัญกว่าก่อน (ก็เคยมีข่าวออกมาก่อนว่าจีนเสนอ ฮ.Z-9EC รุ่นใช้งานทางทะเล ๔เครื่องให้กองทัพเรือ โดยมีราคาที่ถูกกว่า ฮ.ตะวันตก)
แต่มีสงสัยอยู่ว่าถ้ากองทัพเรือต้องการจะจัดหา MH-60R ใหม่จริงจะตั้งโครงการได้ในเร็วๆนี้หรือไม่
เพราะถ้าไม่นับโครงการจัดหา ฮ.EC645 T2 ๕เครื่องแล้ว กองทัพเรือยังมีโครงการจัดยุทโธปกรณ์ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอีกหลายโครงการ เช่นโครงการจัดหารเรือดำน้ำเป็นต้นครับ
อีกส่วนคือการย้ายและปรับปรุงตำแหน่งอาวุธรองและอุปกรณ์ประจำตัวเรือ
โดยระบบหลักคือ Phalanx CIWS นั้นจะย้ายจากหัวเรือตำแหน่งดาดฟ้ายกหน้าสะพานตัวเรือหลังปืนใหญ่เรือ 76/62 ที่มีการวิเคราะห์จากแบบจำลองสามมิติว่าตำแหน่งไม่ค่อยเหมาะนัก
ไปอยู่หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ระหว่างปืนใหญ่กล MSI DS30MR ท้ายเรือ
และย้ายระบบเสาอากาศดาวเทียม VSAT จากท้ายเรือช่วงหลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ไปกลางเรือหลังปล่องปล่องท่อไอเสีย
นอกนั้นคือการปรับความสูงของปล่องท่อไอเสีย ความสูงฐาน Radar ตรวจการณ์ SAAB AMB-ER, ระบบ Radar ควบคุมการยิง CEROS 200 ระบบควบคุมการยิง EO EOS 500 (ที่ระบุว่า CEROS 500 น่าจะพิมพ์ผิด)
ตำแหน่งปืนใหญ่กล MSI DS30MR, ปืนกลหนัก .50 และเป้าลวงมีการปรับย้ายเล็กน้อยครับ
อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่มั่นใจนักครับว่าการปรับแบบเรือฟริเกตใหม่จะมีการเพิ่มแท่นยิง VLS จากแบบจำลองเรือเดิมที่มี Mk41 8-cell หนึ่งระบบหรือไม่
เพราะพื้นฐานต้นแบบของแบบเรือ DSME DW3000H นั้นคือเรือพิฆาต KDX-I ชั้น Gwanggaeto the Great กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี ก็ติดตั้งแท่นยิง Mk48 VLS สำหรับ RIM-7 Sea Sparrow ระบบเดียวเท่านั้น
ตรงนี้จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าพื้นที่ดาดฟ้ายกหน้าสะพานเดินเรือจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับแท่นยิง VLS เพิ่มเติมอีกระบบหรือไม่ เพราะอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ภายในของแบบตัวเรือ
แต่ถ้าสามารถติดตั้ง Mk41 8-cell ได้เพิ่มเป็นสองระบบจริงก็น่าจะเป็นเรื่องดีครับ หรือถ้าเป็น K-VLS อีกระบบคู่กับ Mk41 ก็ไม่ทราบว่าเกาหลีใต้จะส่งออกระบบ VLS ที่ตนพัฒนาเองนี้ให้ต่างประเทศด้วยหรือไม่ครับ
(แตเท่าที่ดูจากภาพส่วนตัวเข้าใจว่าแท่นยิง Mk41 VLS น่าจะมีเพียงหนึ่งระบบ 8-Cell เท่าเดิม)
แต่น่าเสียดายที่ว่าภาพถ่ายแบบจำลองเรือฟริเกตใหม่ที่มีการปรับปรุงแก้แบบเรือที่มีภาพเผยแพร่ออกมาล่าสุดนั้น
ภาพถูกถ่ายในสภาพแสงน้อยทำให้มี Noise ในภาพสูง รายละเอียดของภาพจึงลดลงไปมากจนมองรายละเอียดย่อยๆได้ไม่ชัดเจนนัก
ไม่ใจว่าในงาน Defense & Security 2015 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทาง DSME จะนำแบบจำลองเรือฟริเกตของไทยที่ปรับแก้แบบเรือใหม่แล้วมาแสดงหรือไม่
ซึ่งถ้ามีการนำแบบจำลองเรือใหม่มาจัดแสดงในงานก็คงจะมีภาพถ่ายที่เจาะมุมมองและมีความคมชัดมากกว่านี้ครับ
credit ภาพ Yui Treetipnipa กับ เดือนวาดมีไหน การถ่ายภาพ
https://www.facebook.com/beever.bkk1
http://www.namo.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/3147
ตามเอกสารการปรับแก้แบบเรือสำหรับโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย
ซึ่งโครงการเรือฟริเกตระยะที่๑ เป็นการสั่งต่อเรือฟริเกตแบบ DW3000H ลำแรกของชุดโดยอู่บริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) สาธารณรัฐเกาหลี
(โครงการเรือฟริเกตระยะที่๒ จะเป็นการถ่ายทอด Technology เพื่อต่อเรือลำที่สองเองภายในประเทศไทย)
จากการแก้ระยะเวลาการส่งมอบเรือจาก ๑,๘๐๐วัน เป็น ๑,๘๖๐วันนั้น การยืดระยะเวลาการส่งมอบเรือไปอีก ๖๐วัน หรือราว ๒เดือนก็ไม่ถือว่าล่าช้ามากนักครับ
โดยรายละเอียดการแก้ไขตัวเรือฟริเกตใหม่นี้หลักๆคือการยืดความยาวตัวเรือส่วนดาดฟ้าท้ายเรือให้ยาวขึ้น
ตรงนี้ก็มีข้อสังเกตุครับว่าเรือฟริเกตใหม่นี้อาจจะรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด ฮ.ปด.๑ S-70B ได้ ซึ่งก็มีกระแสข่าวออกมาว่ากองทัพเรืออาจจะมีแผนจัดหาเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ใหม่เป็น ฮ.ประจำเรือฟริเกตใหม่ชุดนี้ราว ๒ลำ
ถ้าจะมีการจัดหา MH-60R มาเป็น ฮ.ประจำเรือฟริเกตใหม่นี้จริง ก็เข้าใจว่าน่าจะอยู่ในโครงการจัดหา ฮ.ประจำเรือฟริเกตที่เดิมมีความต้องการจัดหา ๔เครื่อง เพื่อเสริม ฮ.ตผ.๑ Super Lynx 300
ที่ถูกพักโครงการไว้เพราะต้องนำงบประมาณมาใช้ในโครงการจัดหาหลักๆที่สำคัญกว่าก่อน (ก็เคยมีข่าวออกมาก่อนว่าจีนเสนอ ฮ.Z-9EC รุ่นใช้งานทางทะเล ๔เครื่องให้กองทัพเรือ โดยมีราคาที่ถูกกว่า ฮ.ตะวันตก)
แต่มีสงสัยอยู่ว่าถ้ากองทัพเรือต้องการจะจัดหา MH-60R ใหม่จริงจะตั้งโครงการได้ในเร็วๆนี้หรือไม่
เพราะถ้าไม่นับโครงการจัดหา ฮ.EC645 T2 ๕เครื่องแล้ว กองทัพเรือยังมีโครงการจัดยุทโธปกรณ์ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอีกหลายโครงการ เช่นโครงการจัดหารเรือดำน้ำเป็นต้นครับ
อีกส่วนคือการย้ายและปรับปรุงตำแหน่งอาวุธรองและอุปกรณ์ประจำตัวเรือ
โดยระบบหลักคือ Phalanx CIWS นั้นจะย้ายจากหัวเรือตำแหน่งดาดฟ้ายกหน้าสะพานตัวเรือหลังปืนใหญ่เรือ 76/62 ที่มีการวิเคราะห์จากแบบจำลองสามมิติว่าตำแหน่งไม่ค่อยเหมาะนัก
ไปอยู่หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ระหว่างปืนใหญ่กล MSI DS30MR ท้ายเรือ
และย้ายระบบเสาอากาศดาวเทียม VSAT จากท้ายเรือช่วงหลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ไปกลางเรือหลังปล่องปล่องท่อไอเสีย
นอกนั้นคือการปรับความสูงของปล่องท่อไอเสีย ความสูงฐาน Radar ตรวจการณ์ SAAB AMB-ER, ระบบ Radar ควบคุมการยิง CEROS 200 ระบบควบคุมการยิง EO EOS 500 (ที่ระบุว่า CEROS 500 น่าจะพิมพ์ผิด)
ตำแหน่งปืนใหญ่กล MSI DS30MR, ปืนกลหนัก .50 และเป้าลวงมีการปรับย้ายเล็กน้อยครับ
อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่มั่นใจนักครับว่าการปรับแบบเรือฟริเกตใหม่จะมีการเพิ่มแท่นยิง VLS จากแบบจำลองเรือเดิมที่มี Mk41 8-cell หนึ่งระบบหรือไม่
เพราะพื้นฐานต้นแบบของแบบเรือ DSME DW3000H นั้นคือเรือพิฆาต KDX-I ชั้น Gwanggaeto the Great กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี ก็ติดตั้งแท่นยิง Mk48 VLS สำหรับ RIM-7 Sea Sparrow ระบบเดียวเท่านั้น
ตรงนี้จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าพื้นที่ดาดฟ้ายกหน้าสะพานเดินเรือจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับแท่นยิง VLS เพิ่มเติมอีกระบบหรือไม่ เพราะอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ภายในของแบบตัวเรือ
แต่ถ้าสามารถติดตั้ง Mk41 8-cell ได้เพิ่มเป็นสองระบบจริงก็น่าจะเป็นเรื่องดีครับ หรือถ้าเป็น K-VLS อีกระบบคู่กับ Mk41 ก็ไม่ทราบว่าเกาหลีใต้จะส่งออกระบบ VLS ที่ตนพัฒนาเองนี้ให้ต่างประเทศด้วยหรือไม่ครับ
(แตเท่าที่ดูจากภาพส่วนตัวเข้าใจว่าแท่นยิง Mk41 VLS น่าจะมีเพียงหนึ่งระบบ 8-Cell เท่าเดิม)
แต่น่าเสียดายที่ว่าภาพถ่ายแบบจำลองเรือฟริเกตใหม่ที่มีการปรับปรุงแก้แบบเรือที่มีภาพเผยแพร่ออกมาล่าสุดนั้น
ภาพถูกถ่ายในสภาพแสงน้อยทำให้มี Noise ในภาพสูง รายละเอียดของภาพจึงลดลงไปมากจนมองรายละเอียดย่อยๆได้ไม่ชัดเจนนัก
ไม่ใจว่าในงาน Defense & Security 2015 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทาง DSME จะนำแบบจำลองเรือฟริเกตของไทยที่ปรับแก้แบบเรือใหม่แล้วมาแสดงหรือไม่
ซึ่งถ้ามีการนำแบบจำลองเรือใหม่มาจัดแสดงในงานก็คงจะมีภาพถ่ายที่เจาะมุมมองและมีความคมชัดมากกว่านี้ครับ
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558
กองทัพเรือฟิลิปปินส์นำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ AW-109E เข้าประจำการครบ 5เครื่อง
Philippine Navy Commissions Two armed AW-109E to Act as 'Air Amphibious Support' Assets
Aside from providing eyes to its parent frigates, the armed AgustaWestland AW-109E "Power" helicopters will also be useful as "air amphibious support" assets. Picture: Philippine Navy
Philippine Navy's AW-109E are seen fitted with FN RMP machine gun and rocket pods.
Picture: Philippine Navy
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/year-2015-news/august-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2991-philippine-navy-commissions-two-armed-aw-109e-to-act-as-air-amphibious-support-
assets.html
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ทำพิธีเข้าประจำการเฮลิคอปเตอร์แบบ AgustaWestland AW-109E Power ชุดสุดท้าย 2เครื่องที่สถานีทหารเรือ Jose Andrada ใน Roxas Boulevard กรุง Manila สัปดาห์นี้
โดยนาวาเอก Lued Lincuna หัวหน้าฝ่ายสำนักงานประชาสัมพันธ์กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้กล่าวว่า ฮ.ติดอาวุธ AW-109E จะถูกนำมาใช้ในภารกิจตรวจการณ์ทางทะเล การสนับสนุนทางอากาศต่อปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ลงนามสัญญาจัดหา ฮ.AW-109E กับ AgustaWestland จำนวน 5เครื่อง ช่วงต้นปี 2013 วงเงิน 1.33 billion Pesos($32 million)
โดยเครื่องชุดแรก 3เครื่องถูกส่งมอบและเข้าประจำการไปตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2013 และชุดสุดท้าย 2เครื่องถูกส่งเมื่อเดือนธันวาคมปี 2014
AgustaWestland AW-109E Power เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา น้ำหนัก 3tons ติดตั้งเครื่องยนต์แบบ Pratt and Whitney PW206C สองเครื่อง รองรับผู้โดยสาร 8ที่นั่ง
ติดตั้ง Radar ค้นหาตรวจการณ์สภาพอากาศและกล้องสร้างภาพความร้อน FLIR(Forward Looking Infrared) และมีคานอาวุธด้านข้างตัวเครื่องสองตำบล
ซึ่งกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้จัดหากระเปาะบรรจุอาวุธอากาศยานแบบ FN RMP จาก FN Herstal ซึ่งหนึ่งระบบประกอบด้วยปืนกลอากาศ FN M3P ขนาด .50cal ความจุ 250นัด อัตราการยิง 1,100นัดต่อนาที
และท่อยิงจรวดขนาด 2.75" ระบบละสามนัด สามารถติดตั้งได้ทั้งจรวดธรรมดาและแบบนำวิถี พร้อมศูนย์เล็งและระบบควบคุมการยิงติดตั้งในเครื่อง
กองทัพเรือฟิลิปปินส์จะนำ ฮ.AW-109E ไปใช้ในปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลและสนับสนุนทางอากาศต่อกำลังหน่วยยกพลขึ้นบก
ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้จากเรือผิวน้ำที่มีลานจอด ฮ. หรือมีโรงเก็บ ฮ. เช่นเรือฟริเกต และสามารถบินขึ้นลงในสภาพคลื่นลมแรงได้
การจัดหา ฮ.AW-109E นั้นจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ในการตรวจการณ์และโจมตีตอบโต้กองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่รุกรานเขตอธิปไตยของตนได้มากขึ้น
โดยนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนในข้อพิพาทด้านพรมแดนทางทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์ได้พยายามเพิ่มการพัฒนากองทัพให้มีศักยภาพสูงขึ้นแม้ว่าจะติดขัดข้อจำกัดด้านงบประมาณที่น้อยครับ
Aside from providing eyes to its parent frigates, the armed AgustaWestland AW-109E "Power" helicopters will also be useful as "air amphibious support" assets. Picture: Philippine Navy
Philippine Navy's AW-109E are seen fitted with FN RMP machine gun and rocket pods.
Picture: Philippine Navy
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/year-2015-news/august-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2991-philippine-navy-commissions-two-armed-aw-109e-to-act-as-air-amphibious-support-
assets.html
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ทำพิธีเข้าประจำการเฮลิคอปเตอร์แบบ AgustaWestland AW-109E Power ชุดสุดท้าย 2เครื่องที่สถานีทหารเรือ Jose Andrada ใน Roxas Boulevard กรุง Manila สัปดาห์นี้
โดยนาวาเอก Lued Lincuna หัวหน้าฝ่ายสำนักงานประชาสัมพันธ์กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้กล่าวว่า ฮ.ติดอาวุธ AW-109E จะถูกนำมาใช้ในภารกิจตรวจการณ์ทางทะเล การสนับสนุนทางอากาศต่อปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ลงนามสัญญาจัดหา ฮ.AW-109E กับ AgustaWestland จำนวน 5เครื่อง ช่วงต้นปี 2013 วงเงิน 1.33 billion Pesos($32 million)
โดยเครื่องชุดแรก 3เครื่องถูกส่งมอบและเข้าประจำการไปตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2013 และชุดสุดท้าย 2เครื่องถูกส่งเมื่อเดือนธันวาคมปี 2014
AgustaWestland AW-109E Power เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา น้ำหนัก 3tons ติดตั้งเครื่องยนต์แบบ Pratt and Whitney PW206C สองเครื่อง รองรับผู้โดยสาร 8ที่นั่ง
ติดตั้ง Radar ค้นหาตรวจการณ์สภาพอากาศและกล้องสร้างภาพความร้อน FLIR(Forward Looking Infrared) และมีคานอาวุธด้านข้างตัวเครื่องสองตำบล
ซึ่งกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้จัดหากระเปาะบรรจุอาวุธอากาศยานแบบ FN RMP จาก FN Herstal ซึ่งหนึ่งระบบประกอบด้วยปืนกลอากาศ FN M3P ขนาด .50cal ความจุ 250นัด อัตราการยิง 1,100นัดต่อนาที
และท่อยิงจรวดขนาด 2.75" ระบบละสามนัด สามารถติดตั้งได้ทั้งจรวดธรรมดาและแบบนำวิถี พร้อมศูนย์เล็งและระบบควบคุมการยิงติดตั้งในเครื่อง
กองทัพเรือฟิลิปปินส์จะนำ ฮ.AW-109E ไปใช้ในปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลและสนับสนุนทางอากาศต่อกำลังหน่วยยกพลขึ้นบก
ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้จากเรือผิวน้ำที่มีลานจอด ฮ. หรือมีโรงเก็บ ฮ. เช่นเรือฟริเกต และสามารถบินขึ้นลงในสภาพคลื่นลมแรงได้
การจัดหา ฮ.AW-109E นั้นจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ในการตรวจการณ์และโจมตีตอบโต้กองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่รุกรานเขตอธิปไตยของตนได้มากขึ้น
โดยนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนในข้อพิพาทด้านพรมแดนทางทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์ได้พยายามเพิ่มการพัฒนากองทัพให้มีศักยภาพสูงขึ้นแม้ว่าจะติดขัดข้อจำกัดด้านงบประมาณที่น้อยครับ
ซาอุดิอาระเบียสนใจอาวุธยุทโธปกรณ์หลายแบบจากรัสเซีย
Saudi Arabia's unlikely Russian arms deals
Saudi Arabia has expressed interest in the export version of Russia's Iskander ballistic missile system. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/53593/saudi-arabia-s-unlikely-russian-arms-deals
ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลระดับสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯและสหภาพยุโรปที่จัดหาอาวุธจากกลุ่มตะวันตกเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งยังเป็นหัวหอกสำคัญในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคทั้งในซีเรีย อิรัก และเยเมนขณะนี้นั้น มีข้อมูลว่าซาอุดิอาระเบียกำลังให้ความสนใจในการจัดหาระบบอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซีย
โดยมีการวิเคราะห์ว่าเพื่อเป็นการคานอำนาจกับอิหร่านที่เป็นศัตรูที่ปัจจุบันทางตะวันตกได้ยกเลิกนโยบายคว่ำบาตร ทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันเพื่อนำมาพัฒนาประเทศและกองทัพได้
อีกทั้งยังเป็นการดึงให้รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลในการคานอำนาจกับชาติต่างๆในภูมิภาคนี้อีกทาง ซึ่งรัสเซียเองก็เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของอิหร่าน
ในการแสดงอาวุธของรัสเซีย Army 2015 ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ Kubina และงานแสดงอาวุธทางทะเล IMDS 2015 ที่ St Peterburg เมื่อเดือนกรกฎาคม
และการเยือนประธานาธิบดีรัสเซีย นาย Vladimir Putin ของมกุฎราชกุมารอันดับสองและรัฐมนตรีกลาโหมซาอุดอาระเบีย เจ้าชาย Muhammad bin Salman ที่ Moscow เมื่อกลางเดือนมิถุนายนนั้น
รัฐบาล Riyadh ได้แสดงความสนใจในการจะจัดหาระบบอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียหลายรายการเพื่อเสริมระบบตะวันตกที่มีอยู่หรือเป็นระบบที่ตะวันตกไม่มีขายให้ เช่น
ขีปนาวุธทางยุทธวิธีพิสัยใกล้แบบ Iskander-E ซึ่งดูเหมือนว่าสหรัฐฯอาจจะไม่ส่งออกระบบขีปนาวุธ ATACMS ที่ยิงจากระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร M270 ให้ซาอุดิอาระเบีย
ทำให้ทางรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย Adel al-Jubeir กล่าวว่าซาอุดิอาระเบียกำลังพิจารณาระบบขีปนาวุธของรัสเซียอยู่
นอกจากนี้ยังมีเรือฟริเกตแบบ Tigr ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของเรือฟริเกตชั้น Steregushchy ของกองทัพเรือรัสเซีย ระบบป้องกันภัยทางอากาสพิสัยใกล้เพื่อเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล Patriot PAC-3 ที่จัดหาจากสหรัฐฯ
รวมถึงระบบอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันชายฝั่ง Bal-E พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Kh-35 และเรือดำน้ำขนาดเล็กจากรัสเซียด้วย
ด้านอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูกับซาอุดิอาระเบีย ทั้งการที่อิหร่านสนับสนุนรัฐบาลซีเรียในสงครามกลางเมืองและสนับสนุนกองกำลังชาว Kurd ต่อสู้กับกองกำลัง IS ในอิรัก และการที่อิหร่านและซาอุดิอาระเบียเข้าไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองในเยเมนนั้น
ทางอิหร่านก็ได้เดินหน้าเจรจาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัสเซียเช่นกัน เช่น การจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-300 ที่ใกล้จะเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว หลังยืดเยื้อมานาน
การเยือนท่าเรือ Bandar Anzali ในทะเลสาบ Caspian ของเรือตรวจการณ์ชั้น Buyan สองลำของรัสเซียเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
และการเยือนรัสเซียของนายพล Qassem Soleimani ผู้บัญชาการกองกำลัง Qods อิหร่าน เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี Putin และรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย นาย Sergei Shoigu ซึ่งทางทำเนียบรัฐบาล Kremlin ปฏิเสธข่าวนั้น
ดูจะเป็นการดำเนินแผนเส้นทางเพื่อแย่งชิงอำนาจและอิทธิพลต่อความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียครับ
Saudi Arabia has expressed interest in the export version of Russia's Iskander ballistic missile system. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/53593/saudi-arabia-s-unlikely-russian-arms-deals
ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลระดับสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯและสหภาพยุโรปที่จัดหาอาวุธจากกลุ่มตะวันตกเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งยังเป็นหัวหอกสำคัญในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคทั้งในซีเรีย อิรัก และเยเมนขณะนี้นั้น มีข้อมูลว่าซาอุดิอาระเบียกำลังให้ความสนใจในการจัดหาระบบอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซีย
โดยมีการวิเคราะห์ว่าเพื่อเป็นการคานอำนาจกับอิหร่านที่เป็นศัตรูที่ปัจจุบันทางตะวันตกได้ยกเลิกนโยบายคว่ำบาตร ทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันเพื่อนำมาพัฒนาประเทศและกองทัพได้
อีกทั้งยังเป็นการดึงให้รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลในการคานอำนาจกับชาติต่างๆในภูมิภาคนี้อีกทาง ซึ่งรัสเซียเองก็เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของอิหร่าน
ในการแสดงอาวุธของรัสเซีย Army 2015 ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ Kubina และงานแสดงอาวุธทางทะเล IMDS 2015 ที่ St Peterburg เมื่อเดือนกรกฎาคม
และการเยือนประธานาธิบดีรัสเซีย นาย Vladimir Putin ของมกุฎราชกุมารอันดับสองและรัฐมนตรีกลาโหมซาอุดอาระเบีย เจ้าชาย Muhammad bin Salman ที่ Moscow เมื่อกลางเดือนมิถุนายนนั้น
รัฐบาล Riyadh ได้แสดงความสนใจในการจะจัดหาระบบอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียหลายรายการเพื่อเสริมระบบตะวันตกที่มีอยู่หรือเป็นระบบที่ตะวันตกไม่มีขายให้ เช่น
ขีปนาวุธทางยุทธวิธีพิสัยใกล้แบบ Iskander-E ซึ่งดูเหมือนว่าสหรัฐฯอาจจะไม่ส่งออกระบบขีปนาวุธ ATACMS ที่ยิงจากระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร M270 ให้ซาอุดิอาระเบีย
ทำให้ทางรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย Adel al-Jubeir กล่าวว่าซาอุดิอาระเบียกำลังพิจารณาระบบขีปนาวุธของรัสเซียอยู่
นอกจากนี้ยังมีเรือฟริเกตแบบ Tigr ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของเรือฟริเกตชั้น Steregushchy ของกองทัพเรือรัสเซีย ระบบป้องกันภัยทางอากาสพิสัยใกล้เพื่อเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล Patriot PAC-3 ที่จัดหาจากสหรัฐฯ
รวมถึงระบบอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันชายฝั่ง Bal-E พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Kh-35 และเรือดำน้ำขนาดเล็กจากรัสเซียด้วย
ด้านอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูกับซาอุดิอาระเบีย ทั้งการที่อิหร่านสนับสนุนรัฐบาลซีเรียในสงครามกลางเมืองและสนับสนุนกองกำลังชาว Kurd ต่อสู้กับกองกำลัง IS ในอิรัก และการที่อิหร่านและซาอุดิอาระเบียเข้าไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองในเยเมนนั้น
ทางอิหร่านก็ได้เดินหน้าเจรจาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัสเซียเช่นกัน เช่น การจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-300 ที่ใกล้จะเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว หลังยืดเยื้อมานาน
การเยือนท่าเรือ Bandar Anzali ในทะเลสาบ Caspian ของเรือตรวจการณ์ชั้น Buyan สองลำของรัสเซียเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
และการเยือนรัสเซียของนายพล Qassem Soleimani ผู้บัญชาการกองกำลัง Qods อิหร่าน เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี Putin และรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย นาย Sergei Shoigu ซึ่งทางทำเนียบรัฐบาล Kremlin ปฏิเสธข่าวนั้น
ดูจะเป็นการดำเนินแผนเส้นทางเพื่อแย่งชิงอำนาจและอิทธิพลต่อความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียครับ
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เครื่องบินลำเลียงเบา IL-112V เครื่องแรกในสายการผลิตจะเริ่มสร้างในปี 2017
First production-standard Il-112V transport aircraft to be built in 2017
The first of an expected 62 Il-112V transport aircraft for the Russian Air Force is expected to roll off the production line in 2017. Source: Ilyushin
http://www.janes.com/article/53531/first-production-standard-il-112v-transport-aircraft-to-be-built-in-2017
United Aircraft Corporation (UAC) รัสเซียได้ประกาศเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เครื่องบินลำเลียงเบา Ilyushin IL-112V เครื่องแรกในสายการผลิตแบบมาตรฐานจะออกจากโรงงานอากาศยาน Voronezh ในครึ่งแรกของปี 2017
การประกาศนี้มีขึ้นแปดเดือนภายหลังจากที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ลงนามสัญญาจัดหาต่อมาในปี 2015 โดยเครื่องต้นแบบสองเครื่องแรกจะถูกสร้างภายในปี 2016
Dmitry Prishvin ผู้บริหารสูงสุดของโรงงานอากาศยาน Voronezh ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของ Moscow 400km กล่าวว่าสายการผลิตของเครื่องบินลำเลียงเบาสองเครื่องยนต์ IL-112V ได้เข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการเจรจาสัญญาแล้ว
โดยขณะที่โรงงาน Voronezh เป็นผู้รับผิดชอบในสายการผลิตหลัก ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อยอื่นๆของอากาศยานร่วมการผลิตด้วย เช่น Aviakompozit, Aviastar-SP, Aviaagregat, และ CAPO-Composite
IL-112V เป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงเบาเพื่อทดแทนเครื่องลำเลียงแบบ Antonov An-26 ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวียตมาหลายทศวรรษ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2003
Ilyushin เคยถูกระงับการให้ทุนพัฒนาและยกเลิกโครงการไปในปี 2010 เนื่องจากรัสเซียต้องการจัดหาเครื่องบินลำเลียง Antonov An-140 ยูเครน ทั้งรุ่นเครื่องบินโดยสาร และรุ่นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี มาแทน An-24 และ An-26
อย่างไรก็ตามในปี 2014 รองรัฐมนตรีกลาโหม Yury Borisov ได้มีสั่งให้รื้อฟื้นโครงการ IL-112V กลับมาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการจัดหาควบคู่ไปกับ An-140 ตามสัญญาร่วมรัสเซีย-ยูเครนในปี 2013
แต่ปัจจุบันรัสเซียได้ระงับสายการผลิตของ An-140 ที่ผลิตโดย Samara JSC Aviacor ที่ตั้งทางตะวันออกของ Moscow 800km คือ An-140S รุ่นประตูเปิดด้านข้าง และ An-140T รุ่นประตูเปิดด้านท้าย ซึ่งจะกำหนดส่งมอบในปี 2017
เนื่องจากยูเครนยุติการส่งออกชิ้นส่วนในการผลิต ซึ่งเป็นผลจากการตัดความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครนหลังรัสเซียผนวก Crimea และเข้าแทรกแซงสงครามในเขต Donbass
เครื่องบินลำเลียงเบา IL-112V สามารถบรรทุกได้หนักสุด 5tons ทำความเร็วเดินทางได้ที่ 550km/h มีพิสัยทำการ 1,200km
ซึ่งใกล้เคียงกับ An-140 ที่บรรทุกได้หนักสุด 6tons ทำความเร็วเดินทางได้ที่ 540km/h มีพิสัยทำการ 1,400 km
กองทัพอากาศรัสเซีย(หรือกองทัพอวกาศรัสเซียในปัจจุบัน) ต้องการ IL-112V จำนวน 62เครื่อง โดยจะเริ่มเข้าประจำการได้ในปี 2018 ครับ
The first of an expected 62 Il-112V transport aircraft for the Russian Air Force is expected to roll off the production line in 2017. Source: Ilyushin
http://www.janes.com/article/53531/first-production-standard-il-112v-transport-aircraft-to-be-built-in-2017
United Aircraft Corporation (UAC) รัสเซียได้ประกาศเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เครื่องบินลำเลียงเบา Ilyushin IL-112V เครื่องแรกในสายการผลิตแบบมาตรฐานจะออกจากโรงงานอากาศยาน Voronezh ในครึ่งแรกของปี 2017
การประกาศนี้มีขึ้นแปดเดือนภายหลังจากที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ลงนามสัญญาจัดหาต่อมาในปี 2015 โดยเครื่องต้นแบบสองเครื่องแรกจะถูกสร้างภายในปี 2016
Dmitry Prishvin ผู้บริหารสูงสุดของโรงงานอากาศยาน Voronezh ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของ Moscow 400km กล่าวว่าสายการผลิตของเครื่องบินลำเลียงเบาสองเครื่องยนต์ IL-112V ได้เข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการเจรจาสัญญาแล้ว
โดยขณะที่โรงงาน Voronezh เป็นผู้รับผิดชอบในสายการผลิตหลัก ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อยอื่นๆของอากาศยานร่วมการผลิตด้วย เช่น Aviakompozit, Aviastar-SP, Aviaagregat, และ CAPO-Composite
IL-112V เป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงเบาเพื่อทดแทนเครื่องลำเลียงแบบ Antonov An-26 ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวียตมาหลายทศวรรษ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2003
Ilyushin เคยถูกระงับการให้ทุนพัฒนาและยกเลิกโครงการไปในปี 2010 เนื่องจากรัสเซียต้องการจัดหาเครื่องบินลำเลียง Antonov An-140 ยูเครน ทั้งรุ่นเครื่องบินโดยสาร และรุ่นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี มาแทน An-24 และ An-26
อย่างไรก็ตามในปี 2014 รองรัฐมนตรีกลาโหม Yury Borisov ได้มีสั่งให้รื้อฟื้นโครงการ IL-112V กลับมาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการจัดหาควบคู่ไปกับ An-140 ตามสัญญาร่วมรัสเซีย-ยูเครนในปี 2013
แต่ปัจจุบันรัสเซียได้ระงับสายการผลิตของ An-140 ที่ผลิตโดย Samara JSC Aviacor ที่ตั้งทางตะวันออกของ Moscow 800km คือ An-140S รุ่นประตูเปิดด้านข้าง และ An-140T รุ่นประตูเปิดด้านท้าย ซึ่งจะกำหนดส่งมอบในปี 2017
เนื่องจากยูเครนยุติการส่งออกชิ้นส่วนในการผลิต ซึ่งเป็นผลจากการตัดความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครนหลังรัสเซียผนวก Crimea และเข้าแทรกแซงสงครามในเขต Donbass
เครื่องบินลำเลียงเบา IL-112V สามารถบรรทุกได้หนักสุด 5tons ทำความเร็วเดินทางได้ที่ 550km/h มีพิสัยทำการ 1,200km
ซึ่งใกล้เคียงกับ An-140 ที่บรรทุกได้หนักสุด 6tons ทำความเร็วเดินทางได้ที่ 540km/h มีพิสัยทำการ 1,400 km
กองทัพอากาศรัสเซีย(หรือกองทัพอวกาศรัสเซียในปัจจุบัน) ต้องการ IL-112V จำนวน 62เครื่อง โดยจะเริ่มเข้าประจำการได้ในปี 2018 ครับ
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558
GAZ Group รัสเซียกำลังจะเปิดสายการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง Volk ในอนาคต
GAZ Group about to start mass production of Russian military's future Volk armored vehicle
GAZ Group's new Volk multipurpose armored vehicle in 4x4 variant
http://www.armyrecognition.com/august_2015_global_defense_security_news_uk/gaz_group_about_to_start_mass_production_of_russian_military_s_future_volk_armored_vehicle_2100815.html
GAZ Group รัสเซียได้เปิดเผยข้อมูลว่ารถหุ้มเกราะล้อยางแบบใหม่คือ Volk(Wolf) ซึ่งกำลังทำการทดสอบที่โรงงานเครื่องจักร Arzamas นั้นได้รับคำสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียแล้ว
โดยทาง GAZ Group กำลังจะเปิดสายการผลิตจำนวนมากสำหรับรถเกราะ Volk ในอนาคต ซึ่ง GAZ พร้อมที่จะเปิดสายผลิตทันทีเมื่อรถเกราะ Volk ผ่านการทดสอบเสร็จสิ้น เพื่อส่งมอบให้กองทัพรัสเซียในอนาคต
รถเกราะ Volk ติดตั้งระบบรับแรงกระเทือนช่วงล่างแบบ hydro-pneumatic แบบอิสระ มีระบบขับเคลื่อนในภูมิประเทศทุรกันดารและมีระบบป้องกันตนเองที่ดีว่ารถหุ้มเกราะล้อยางรุ่นก่อนของ GAZ คือรถเกราะ Tiger มาก
มีที่นั่งภายในตัวรถถึง 20ที่นั่ง มากกว่ารถเกราะ Tiger รุ่นก่อนถึงสองเท่า อีกทั้งยังออกแบบตัวรถเป็นแบบ combat module สามารถติดตั้งระบบต่างๆได้ตามความต้องการ ทั้งแบบทางทหารและงานรักษากฎหมาย
Volk เป็นรถเกราะที่ใช้ชิ้นส่วนต่างๆที่ผลิตได้จากอุตสาหกรรมภายในรัสเซียเองทั้งหมด โดยปัจจุบันมีแบบรถสี่รุ่นคือ
VPK-3927 รุ่นพื้นฐาน พร้อมการป้องกันห้องโดยสารและเกราะแยกต่างหากสำหรับส่วน module ด้านหลัง
VPK-39271 รุ่นร่วมส่วนต่างๆในตัวรถเป็น module เดียวกัน
VPK-39272 รุ่นบรรทุกสิ่งของและขนส่งผู้โดยสาร
และ VPK-39273 รุ่นเพิ่มส่วนขยายในการบรรทุกสิ่งของและผู้โดยสาร
รถเกราะ Volk มีน้ำหนักรถที่ 7.5-11.5tons ขึ้นอยู่กับรุ่นและเกราะที่ติดตั้ง ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 120km/h มีพิสัยทำการ 1,000km
สามารถติดตั้งระบบอาวุธได้หลากหลาย เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ และอาวุธยิงสนับสนุนต่างๆได้ตามความต้องการครับ
GAZ Group's new Volk multipurpose armored vehicle in 4x4 variant
http://www.armyrecognition.com/august_2015_global_defense_security_news_uk/gaz_group_about_to_start_mass_production_of_russian_military_s_future_volk_armored_vehicle_2100815.html
GAZ Group รัสเซียได้เปิดเผยข้อมูลว่ารถหุ้มเกราะล้อยางแบบใหม่คือ Volk(Wolf) ซึ่งกำลังทำการทดสอบที่โรงงานเครื่องจักร Arzamas นั้นได้รับคำสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียแล้ว
โดยทาง GAZ Group กำลังจะเปิดสายการผลิตจำนวนมากสำหรับรถเกราะ Volk ในอนาคต ซึ่ง GAZ พร้อมที่จะเปิดสายผลิตทันทีเมื่อรถเกราะ Volk ผ่านการทดสอบเสร็จสิ้น เพื่อส่งมอบให้กองทัพรัสเซียในอนาคต
รถเกราะ Volk ติดตั้งระบบรับแรงกระเทือนช่วงล่างแบบ hydro-pneumatic แบบอิสระ มีระบบขับเคลื่อนในภูมิประเทศทุรกันดารและมีระบบป้องกันตนเองที่ดีว่ารถหุ้มเกราะล้อยางรุ่นก่อนของ GAZ คือรถเกราะ Tiger มาก
มีที่นั่งภายในตัวรถถึง 20ที่นั่ง มากกว่ารถเกราะ Tiger รุ่นก่อนถึงสองเท่า อีกทั้งยังออกแบบตัวรถเป็นแบบ combat module สามารถติดตั้งระบบต่างๆได้ตามความต้องการ ทั้งแบบทางทหารและงานรักษากฎหมาย
Volk เป็นรถเกราะที่ใช้ชิ้นส่วนต่างๆที่ผลิตได้จากอุตสาหกรรมภายในรัสเซียเองทั้งหมด โดยปัจจุบันมีแบบรถสี่รุ่นคือ
VPK-3927 รุ่นพื้นฐาน พร้อมการป้องกันห้องโดยสารและเกราะแยกต่างหากสำหรับส่วน module ด้านหลัง
VPK-39271 รุ่นร่วมส่วนต่างๆในตัวรถเป็น module เดียวกัน
VPK-39272 รุ่นบรรทุกสิ่งของและขนส่งผู้โดยสาร
และ VPK-39273 รุ่นเพิ่มส่วนขยายในการบรรทุกสิ่งของและผู้โดยสาร
รถเกราะ Volk มีน้ำหนักรถที่ 7.5-11.5tons ขึ้นอยู่กับรุ่นและเกราะที่ติดตั้ง ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 120km/h มีพิสัยทำการ 1,000km
สามารถติดตั้งระบบอาวุธได้หลากหลาย เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ และอาวุธยิงสนับสนุนต่างๆได้ตามความต้องการครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


