แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Singapore แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Singapore แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

รายงานของ Pentagon สหรัฐฯเปิดเผยรายละเอียดการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A และ F-35B ของสิงคโปร์

Update: Pentagon report reveals details about Singapore's F-35A/B acquisition







A Republic of Singapore Air Force (RSAF) F-15SG operates alongside a USAF F-35A over Singapore in 2024. The RSAF aims to operate a fighter fleet with F-15SG and F-35A/B aircraft as its future combat force. (US Air Force)

รายงานของกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ(DoW: Department of War) ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A/B Lightning II ของสิงคโปร์ รวมถึงมูลค่าวงเงินของสัญญา
สิงคโปร์กำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นบินขึ้นลงตามแบบ(CTOL: Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 8เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f-35a-8-f-35b-12.html)

และเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off Vertical Landing จำนวน 12เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/f-35b-stovl.html)
ตามรายงานจากกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A และเครื่องบินขับไล่ F-35B ของสิงคโปร์มีมูลค่าที่วงเงิน $4.059 billion(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-35b-8.html)

ข้อมูลซึ่งปรากฏในรายงานการจัดซื้อจัดจ้างการปรับปรุงความทันสมัยที่ถูกเลือก(MSAR: Modernised Selected Acquisition Report) ของกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ
สำหรับโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) เป็นเครื่องหมายถึงครั้งแรกที่มูลค่าทางการเงินของการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 ของสิงคโปร์ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

รายงานได้ถูกจัดเตรียมขึ้นสำหรับงบประมาณของประธานาธิบดีสหรัฐฯประจำปี 2027 ในเดือนเมษายน 2026 และได้ผ่านความเห็นชอบให้เผยแพร่ต่อสาธารณะได้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026
ในปี 2019 สิงคโปร์ได้ประกาศความตั้งใจที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B Lightning II ระยะแรกจำนวน 4เครื่องโดยมีตัวเลือกเพิ่มเติมจำนวน 8เครื่อง ภายใต้การขายรูปแบบโครงการ Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯ

ต่อมากระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ได้ลงนามจดหมายตอบรับ(LOA: Letter of Acceptance) สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35B STOVL จำนวน 12เครื่องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/f-35b-12.html
แผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ, การส่งกำลังบำรุง, และการสนับสนุนการฝึกมีมูลค่าที่วงเงินประมาณ $2.75 billion ในเวลานั้น ตามข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency)

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 สิงคโปร์ได้ลงนามการแก้ไขจดหมายตอบรับ LOA สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II จำนวน 8เครื่อง ในการเพิ่มเติมต่อการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B ของตน
กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) มองที่จะปฏิบัติการฝูงบิน F-35A CTOL/F-35B STOVL ควบคู่ไปกับเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG ในฐานะกำลังรบในอนาคตของตนครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์ทำพิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สาม

Singapore Lays Keel for Third Multi-Role Combat Vessel



A segment of Singapore's third MRCV seen here at the keel-laying ceremony on 3 September 2026. (Republic of Singapore Navy)

บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์ได้ประกาศการทำพิธีวางกระดูกงูเรือของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(Multirole Combat Vessel) ลำที่สามสำหรับสำหรับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ณ อู่เรือของบริษัท
พิธีวางกระดูกงูเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามได้เชิญเจ้าหน้าที่ต่างๆเข้าร่วมรวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ Joseph Leong, ผู้บัญชาการกองทัพเรือสิงคโปร์ พลเรือตรี Sean Wat  พร้อคณะนายทหารกองทัพเรือสิงคโปร์, ตัวแทนจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) และบริษัท ST Engineering Marine

พิธีวางกระดูกงูมีขึ้นตามพิธีตัดเหล็กของเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำที่สามและลำที่สี่เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/victory-mrcv.html) ตามด้วยพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour(89) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/victory-mrcv-rss-valour.html)
ที่มีขึ้น ณ อู่เรือ Benoi ของบริษัท ST Engineering Marine เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory(88) มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/mrcv-rss-victory.html) ด้วยเรือลำที่สามที่ขณะเริ่มการสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โครงการ MRCV มีเรือที่อยู่สถานะการสร้างที่แตกต่างกัน

กองทัพเรือสิงคโปร์วางแผนที่จะทยอยได้รับมอบเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จำนวน 6ลำตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html) เพื่อทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่มีอายุการใช้งานมานาน ซึ่งได้ถูกขึ้นระวางประจำการช่วงระหว่างปี 1990-1991
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะยังคงได้รับการตั้งชื่อเรือและหมายเลขเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory ทั้ง 6ลำที่มีก่อนหน้า ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory และลำที่สอง เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour ได้รับการตั้งชื่อเรือตามเรือคอร์เวตชั้น Victory เดิมจึงเป็นไปได้ว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามจะมีชื่อเรือคือ เรือรบอเนกประสงค์ RSS Vigilance หมายเลขเรือ 90

เรือรบอเนกประสงค์ MRCV เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีมีความซับซ้อนทางเทคนิคมากที่สุดที่เคยถูกสร้างในสิงคโปร์ เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory มีความยาวเรือรวมที่ 150m, กว้างที่ 21m, และระวางวางขับน้ำที่ราว 8,000tonnes สิงคโปร์อธิบายแบบเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ในฐานะเรือรบและเรือแม่สำหรับระบบไร้คนขับต่างๆ 
โดยมีจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle), และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ควบคู่ไปกับระบบตรวจจับและอาวุธต่างๆของตัวเรือเอง

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ถูกออกแบบที่จะสามารถทำความเร็วได้ที่มากกว่า 22knots และมีระยะการปฏิบัติการไกลเกิน 7,000nmi ราวประมาณสองเท่าของเรือฟริเกตชั้น Formidable ของกองทัพเรือสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/formidable-blue-spear.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV มีกำลังพลประจำเรือขั้นพื้นฐานที่น้อยกว่า 100นาย สิงคโปร์ระบุว่าการลงกำลังพลประจำเรือดังกล่าวเป็นผลจากการนำระบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้อย่างมาก สะพานเดินเรือถูกออกแบบที่จะปฏิบัติการได้โดยลูกเรือสองนายและศูนย์ควบคุมเครื่องจักรของพรรคกลินโดยเจ้าหน้าที่หนึ่งนาย

เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังจะบูรณาการด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ สถาปัตยกรรมระบบจ่ายไฟฟ้าของเรือได้ถูกออกแบบให้มีความจุรองรับอุปกรณ์ในอนาคตที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นได้ ดาดฟ้ายก(superstructure) ของเรือสร้างด้วยวัสดุผสมมีจุดประสงค์เพื่อลดน้ำหนักส่วนบนและสงวนพื้นที่ต่างๆสำหรับการเพิ่มเติมภายหลัง
ห้องบรรทุกภารกิจจะรองรับชุดบรรจุ module ต่างๆ 8ตู้ สิงคโปร์ระบบุว่าการใช้งานรวมถึงระบบไร้คนขับต่างๆ, การส่งกำลังบำรุงต่างๆ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ตู้บรรทุกมาตรฐานต่างๆยังจะถูกใช้สำหรับวางกำลังสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์เพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

สำหรับระบบการรบต่างๆ กองทัพเรือสิงคโปร์เปิดเผยว่าเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะติดตั้งด้วย multifunction radar และ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) ของบริษัท Thales ยุโรป, ระบบตรวจจับกล้อง electro-optical และ sonar ตัวเรือของบริษัท Safran ฝรั่งเศส
ระบบอาวุธต่างๆรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm Strales(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html), ระบบแท่นยิงอาวุธปืนกล RCWS(Remotely Controlled Weapon System) แบบ Typhoon Mk 30‑C ขนาด 30mm, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MICA และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Aster ในแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(vertical launching system) แบบ Sylver จำนวน 16ท่อยิง

สิงคโปร์กล่าวว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นที่ถูกเลือกสำหรับเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV จะได้รับการยืนยันในภายหลัง มีการคาดว่าจะเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ที่พัฒนาร่วมโดยสิงคโปร์และอิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blue-spear-formidable.html
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ยังมีจุดประสงค์ที่จะถูกใช้งานในฐานะเรือบัญชาการสำหรับภารกิจต่างๆของกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces) ระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ได้รับการพัฒนาในประเทศโดย DSTA สิงคโปร์ 

โครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้นำสถาบันวิจัยทางกลาโหมแห่งชาติสิงคโปร์ DSO National Laboratories, บริษัท ST Engineering สิงคโปร์ และหุ้นส่วนนานาชาติต่างๆที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ(รวมถึงบริษัท Saab สวีเดน)มาร่วมทำงานด้วยกัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/saab-mrcv.html)
ST Engineering Marine สิงคโปร์กล่าวว่าโครงการเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ได้บันทึกสถิติการทำงานครบ 2ล้านชั่วโมงคนงานโดยปราศจากอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงาน ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งชื่อเรือจริงๆ แผนกำหนดการทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำและการส่งมอบของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สามครับ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือฟริเกตชั้น Formidable สิงคโปร์ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear อิสราเอลแล้ว

Singapore Formidable-class frigates fitted with Blue Spear missile



File image of the Formidable-class frigate RSS Steadfast at Hawaii during the exercise RIMPAC 2026. (US Navy)

เรือฟริเกตชั้น Formidable ของกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) ได้รับการติดตั้งด้วยด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear SSM(Surface-to-Surface Missile) แล้ว Janes สามารถยืนยันได้
อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ได้รับการติดตั้งในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงครึ่งอายุ(MLU: Mid-Life Upgrade) ของเรือฟริเกตชั้น Formidable แทนที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon ASM(Anti-Ship Missile) ดั้งเดิม

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ถูกเห็นได้บนเรือฟริเกตชั้น Formidable ลำที่สาม เรือฟริเกต RSS Steadfast หมายเลขเรือ 70(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/formidable-rss-stalwart-aster.html)
ซึ่งกองทัพเรือสิงคโปร์จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมพร้อมการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรือสำราญนานาชาติ Tokyo International Cruise Terminal ในกรุง Tokyo ญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2026

สิงคโปร์ได้เปิดเผยเป็นครั้งแรกถึงแผนที่จะติดตั้งเรือฟริเกตชั้น Formidable ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Janes ก่อนหน้างานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางเรือ IMDEX 2023
ผู้บัญชาการกองเรือที่1(First Flotilla) กองทัพเรือสิงคโปร์ ณ เวลานั้น นาวาเอก Ng Kok Yeng Daniel ได้ร่างเค้าโครงความตั้งใจระหว่างก่อนเริ่มงานแสดง IMDEX 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blue-spear-formidable.html)

กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ได้แถลงตามมาต่อเนื่องว่าโครงการปรับปรุงครึ่งอายุของเรือฟริเกตชั้น Formidable จะยังรวมถึงการปรับปรุงระบบอำนวยการรบ, ระบบสื่อสาร และระบบทางวิศวกรรมต่างๆของเรือ
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ได้รับการทำตลาดโดยบริษัท Proteus Advanced Systems กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอล และบริษัท ST Engineering สิงคโปร์

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear สามารถสืบย้อนไปได้ถึงต้นกำเนิดในตระกูลอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Gabriel และได้รับการพัฒนาสำหรับทั้งภารกิจโจมตีเรือผิวน้ำและโจมตีภาคพื้นดินต่างๆ
ตามข้อมูลคุณลักษณะที่เผยแพร่โดยบริษัท Proteus Advanced Systems อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีความเร็วต่ำกว่าเสียง subsonic มีระยะยิงที่ราว 290m และสามารถโจมตีเป้าหมายต่างๆในระยะนอกสายตา(BLOS: Beyond Line-of-Sight) ได้

อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear ได้นำชุดระบบหัวค้นหา seeker และระบบนำวิถีมาใช้ที่ออกแบบเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าหนาแน่นและเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามที่วางกำลังระบบมาตรการต่อต้านทาง electronic ต่างๆ
เจ้าหน้าที่ในภาคอุตสาหกรรมกล่าวกับ Janes ก่อนหน้านี้ว่า อาวุธปล่อยนำวิถี Blue Spear สามารถโจมตีเป้าหมายต่างๆได้ทั้งเป้าหมายทางทะเลและเป้าหมายภาคพื้นดิน และสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของตนได้อย่างพลวัตในการต่อต้านเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ต่างๆ

อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Blue Spear ยังทำการบินโคจรในรูปแบบบินเรี่ยดผิวน้ำ(sea-skimming) ระดับต่ำโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยุ่งยากในการตรวจพบและสกัดกั้น(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/7662-strales-drone.html)
เรือฟริเกตชั้น Formidable ทั้ง 6ลำ ลำแรกเรือฟริเกต RSS Formidable(68), ลำที่สองเรือฟริเกต RSS Intrepid, ลำที่สามเรือฟริเกต RSS Steadfast(70), ลำที่สี่เรือฟริเกต RSS Tenacious(71), ลำที่ห้าเรือฟริเกต RSS Stalwart(72) และลำที่หกเรือฟริเกต RSS Supreme(73) ถูกขึ้นระวางประจำการในช่วงปี 2007-2009 ครับ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สิงคโปร์ทำพิธีปล่อยเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สอง RSS Valour

Launch of the Singapore Navy’s Second Multi-Role Combat Vessel





The Republic of Singapore Navy (RSN)’s second Victory-class Multi-Role Combat Vessel (MRCV), Valour, was launched at ST Engineering’s Benoi Shipyard on 23 July 2026. (Singapore Ministry of Defence)





รัฐมนตรีประสานงานความมั่นคงแห่งชาติสิงคโปร์และรัฐมนตรีมหาดไทยสิงคโปร์ Mr K Shanmugam ได้ทำพิธีปล่อยเรืออย่างเป็นทางการของเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV(Multirole Combat Vessel) ลำที่สองของกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour ณ อู่เรือ Benoi Shipyard ของบริษัท ST Engineering สิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026
เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour หมายเลขเรือ 89 ถูกทำพิธีปล่อยเรือโดย Dr Seetha Subbiah ภริยาของรัฐมนตรี Mr K Shanmugam ผู้ซึ่งเป็นสุภาพสตรีผู้สนับสนุนของเรือ พิธียังได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Chan Chun Sing, รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโสด้านกลาโหม Zaqy Mohamad, ผู้บัญชาการกองทัพสิงคโปร์(Chief of Defence Force) พลเรือโท  Aaron Beng, 
ผู้บัญชาการฝ่ายวิทยาศาสตร์กลาโหมสิงคโปร์(Chief Defence Scientist) Mr Tan Peng Yam, ผู้บัญชาการกองทัพเรือสิงคโปร์ พลเรือตรี Sean Wat, และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์, กองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces), และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) เข้าร่วม

การกล่าวปราศรัยในพิธี รัฐมนตรีประสานงานความมั่นคงแห่งชาติสิงคโปร์และรัฐมนตรีมหาดไทยสิงคโปร์ Mr Shanmugam เน้นย้ำว่ากองทัพเรือที่แข็งแกร่งและมีขีดความสามารถเป็นส่วนสำคัญในการคุ้มครองรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล(SLOC: Sea Lines of Communication) และอธิปไตยของสิงคโปร์ 
"นี่เป็นลำดับความสำคัญแห่งชาติพื้นฐานสำหรับเราที่จะดำรงการรักษาการเข้าถึงทางทะเลที่เปิดกว้างและเสรีของเราในข้อเท็จจริงมันเป็นเรื่องของความอยู่รอด เรือรบอเนกประสงค์ MRCV เสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถของกองทัพเรือสิงคโปร์ของเราเพื่อเติมเต็มภารกิจนี้ 
สภาพแวดล้อมความมั่นคงในอนาคตจะมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เราจะไม่สามารถที่จะคาดการณ์ทุกๆความท้ายทายที่เราจะเผชิญได้ แต่เราสามารถสร้างระบบที่สามารถปรับแต่งและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่หลากหลายและวิวัฒนาการควบคู่ไปกับความท้าทายต่างๆเหล่านี้" เขาเสริม

เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour เป็นเรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำที่สองจากทั้งหมด 6ลำที่ถูกปล่อยทำพิธีปล่อยเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/victory-mrcv.html) ตามหลังเรือลำแรกเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำแรก RSS Victory หมายเลขเรือ 88 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/mrcv-rss-victory.html)
และเรือรบอเนกประสงค์ MRCV ลำที่สามและลำที่สี่ที่มีพิธีตัดเหล็กเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/victory-mrcv.html) เรือรบอเนกประสงค์ MRCV ถูกออกแบบเพื่อทำงานในฐานะ "เรือแม่"(mothership) สำหรับระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle), 
และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) สำหรับการดำเนินการปฏิบัติการทางเรือต่างๆ เรือรบอเนกประสงค์ MRCV ยังจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับขั้นก้าวหน้าต่างๆ, ระบบอาวุธต่างๆ และขีดคสามารถการทำงานเป็นเครือข่าย นี่จะทำให้เธอสามารถที่จะรับมือภัยคุกคามต่างๆที่หลากหลายรูปแบบ และทำงานในฐานะเรือบัญชาการ

ถูกออกแบบด้วยระบบอัตโนมัติขั้นก้าวหน้า เรือรบอเนกประสงค์ MRCV จะสามารถปฏิบัติการอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพด้วยกำลังพลประจำเรือที่จำนวนน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเรือรบอื่นๆที่มีขนาดและขีดความสามารถเช่นเดียวกัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/formidable-rss-stalwart-aster.html)
เรือรบอเนกประสงค์ RSS Valour จะเข้ารับการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์, ระบบและการบูรณาการระบบการรบต่างๆและการทดลองเรือเพื่อตรวจรับ ในทางคู่ขนานกันกำลังพลชุดรับเรือของเรือรบอเนกประสงค์ MRCV จะยังเริ่มต้นการฝึกเพื่อเตรียมตัวพวกตนที่จะปฏิบัติการเรือในอีกหลายปีข้างหน้าที่จะมาถึง 
เรือรบอเนกประสงค์ชั้น Victory MRCV ลำแรก เรือรบอเนกประสงค์ RSS Victory มีกำหนดจะถูกส่งมอบในปี 2028 และจะครบ 6ลำภายในปี 2030 ที่จะทยอยทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งได้ถูกขึ้นระวางประจำการตั้งแต่ปี 1990 ครับ

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สิงคโปร์อยู่ในการเจรจาขั้นต้นเกี่ยวกับความเป็นได้การมีส่วนร่วมในโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP

Singapore in early talks on possible involvement in GCAP programme



An artist's rendition of the GCAP future fighter being developed by Italy, Japan, and the UK. (Edgewing)

สิงคโปร์ได้เริ่มต้นการหารือขั้นต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมในโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) Janes ได้รับการแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดต่อเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม Janes เข้าใจว่าการเจรจาต่างๆปัจจุบันอยู่ในขั้นสำรวจความเป็นไปได้ และยังไม่มีการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะเข้ามีส่วนร่วมในโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP

ถึงกระนั้นความคืบหน้านี้เป็นเครื่องหมายถึงการบ่งชี้ที่เป็นที่รับทราบครั้งแรกว่าสิงคโปร์กำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงอย่างเป็นทางการต่อโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP
ซึ่งกำลังถูกพัฒนาโดยสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, และอิตาลี เพื่อมอบขีดความสามารถการรบทางอากาศยุคอนาคตตั้งแต่ปี 2035(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gcap.html)

โครงการ GCAP เป็นการนำรัฐบาลและหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมต่างจากสามประเทศมารวมไว้ด้วยกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/edgewing-gcap.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/04/edgewing-gcap.html)
และเป็นหนึ่งในสองผู้นำการริเริ่มพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกของโลกร่วมไปกับโครงการเครื่องบินขับไล่ครองอากาศยุคอนาคต NGAD(Next Generation Air Dominance) ของสหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/f-47-2028.html)

รายละเอียดทางเทคนิคต่างๆของโครงสร้างอากาศยาน(airframe)ที่จะถูกผลิตขึ้นมีน้อยมาก แต่แบบจำลองแนวคิดต่างๆที่ถูกเปิดเผยโดยหุ้นส่วนต่างของโครงการ GCAP จนถึงตอนนี้ในงานแสดงการบินที่สำคัญต่างๆ
บ่งชี้การออกแบบด้วยรูปแบบแพนหางแนวตั้งคู่แบบเอียง, แบบแผนลำตัวทรงปีกบินผสานไปกับลำตัวแบบกว้าง และระบบขับเคลื่อนสองเครื่องยนต์(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/gcap-2027-2030-2035.html)

นอกเหนือจากการพัฒนาอากาศยานแบบมีนักบินบังคับ โครงการ GCAP มีจุดประสงค์ที่จะจะมอบระบบนิเวศ ecosystem การรบทางอากาศที่อากาศที่หลากหลายด้วยการนำ
ระบบตรวจับขั้นก้าวหน้าต่างๆ, วิทยาการต่างๆที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence), และขีดความสามารถที่จะปฏิบัติการร่วมไปกับระบบอัตโนมัติและไร้คนขับต่างๆมาใช้

การเจรจาขั้นต้นต่างๆเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหมหลักต่างๆที่มีมายาวนานของสิงคโปร์ เช่นเดียวกับแคนาดาที่เข้าร่วมโครงการ GCAP ในฐานะผู้สังเกตการณ์(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gcap-canada.html
แทนที่จะมุ่งมั่นตั้งแต่ต้นที่จะเข้าร่วมโครงการ กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์มีประวัติในการใช้เวลาหลายปีเพื่อการประเมินค่าวิทยาการต่างๆ, โอกาสทางอุตสาหกรรมต่างๆ และผลกระทบทางยุทธศาสตร์ต่างๆในระยะยาวก่อนสร้างการตัดสินใจการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ

แนวทางดังกล่าวปรากฎชัดเจนในเส้นทางของสิงคโปร์ที่มุ่งไปสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า Lockheed Martin F-35 Lightning II สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f-35a-8-f-35b-12.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/03/f-35b-stovl.html)
กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off Vertical Landing จำนวน 12เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นบินขึ้นลงตามแบบ(CTOL: Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 8เครื่องครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์เสร็จสิ้นการฝึกผสม AIR THAISING 2026




















The Royal Thai Air Force (RTAF) and the Republic of Singapore Air Force (RSAF) concluded the exercise AIR THAISING 2026 at Wing 23 Udon Thani RTAF base, Thailand from 6-16 July 2026. 
the bilateral exercise AIR THAISING 2025 participated with RTAF Beechcraft AT-6TH Wolverine light attack aircrafts of 411th Squadron, Wing 41 Chiang Mai; Dornier Alpha Jet TH of 231st Squadron, Wing 23; and RSAF Lockheed Martin F-16C/D/D+ Block 52 Fighting Falcon. (Royal Thai Air Force)

พิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
วันอังคารที่ 7 กรกฏาคม 2569  นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการกองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศ 
พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ณ ห้องสิงห์ทอง หอประชุม กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ
สำหรับการฝึก AIR THAISING 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

การฝึกผสม AIR THAISING 2026
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกประกอบกำลังทางอากาศ ระหว่างกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) และกองทัพอากาศสาธารณะรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore Air Force: RSAF) ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ระหว่าง วันที่ 6 - 16 กรกฎาคม 2569
โดยการฝึกในครั้งนี้เน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ 
นอกเหนือจากการฝึก ทางกองทัพอากาศ ยังได้จัดกิจกรรมกีฬาฟุตบอลสัมพันธ์ AIR THAISING 2026 ณ สนามฟุตบอลหญ้าเทียม กองบิน 23 โดยมีกำลังพลของทั้งสองประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนของทั้งสองประเทศ

มิตรภาพดี ๆ บนฟ้า มาพร้อมการฝึกที่เข้มข้น
AIR THAISING 2026 บินเคียงข้าง พร้อมร่วมปฏิบัติทุกภารกิจ
กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยมุ่งเน้นภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของกองทัพอากาศ (Combat Control Team: CCT) ครอบคลุมการฝึกที่สำคัญ ได้แก่
การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support : CAS)
การโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Time Sensitive Target : TST)
การทำลายการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Destruction of Enemy Air Defense : DEAD)
การกดดันการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defense : SEAD)
การฝึกครั้งนี้มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม ทั้งการปฏิบัติภารกิจทางอากาศและการประสานงานกับกำลังภาคพื้น เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปกป้องประเทศ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตาบนพื้น ปีกบนฟ้า ภารกิจเดียวกัน
CCT เชื่อมโยงข้อมูลจากภาคพื้นสู่ AT-6TH เพื่อสนับสนุนภารกิจทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
AT-6TH ฝึกปฏิบัติร่วมกับชุดควบคุมการรบ (Combat Control Team: CCT) ในการฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยประสานข้อมูลเป้าหมายภาคพื้น เพื่อสนับสนุนการเข้าปฏิบัติและโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
การฝึกครั้งนี้ กองทัพอากาศมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งต่อข้อมูลเป้าหมาย การประสานการปฏิบัติระหว่างกำลังทางอากาศและกำลังภาคพื้น ตลอดจนเพิ่มความแม่นยำในการสนับสนุนภารกิจอย่างเป็นระบบ
"CCT คือ ผู้ที่เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด 
เพื่อความแม่นยำของข้อมูล และความสำเร็จของภารกิจ"

พิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการ กองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026  
โดยมีนักบิน จนท.ชุดควบคุมการรบ CCT และกำลังพลของทั้งสองประเทศ เข้าร่วมพิธีฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING 2026 เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAISING 2026 ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี โดยพิธิเปิดการฝึกมีขึ้นเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพอากาศไทยและและกองทัพอากาศสิงคโปร์ที่ได้กลับมาจัดการฝึกอีกครั้งหลังยุติไปเมื่อเริ่มการฝึกผสมไตรภาคี Cope Tiger ครั้งแรกระหว่างไทย, สิงคโปร์ และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ในปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) หลังการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ล่าสุดระหว่างวันที่ ๑๕-๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

เป็นครั้งที่สองที่กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 หลังจากที่เข้าร่วมครั้งแรกในการฝึกผสม AIR THAISING 2025 ที่ดำเนินในระหว่างวันที่ ๑๔-๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/at-6th-air-thaising-2025.html)
และได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้ด้วย ขณะที่กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้นำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon ฝูงบิน143(143 Squadron) และฝูงบิน145(145 Squadron) ของตนเข้าร่วมการฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/elta-ecm-f-16d-block-52.html)

ซึ่งการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้มุ่งเน้นที่ภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นร่วมกับชุดควบคุมการรบ(CCT: Combat Control Team) จาก กรมปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธิน ปพ.อย.(SOR: Special Operations Regiment, SFC: Security Force Command) กองทัพอากาศไทย โดยทำการฝึก ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
นอกจาการฝึกภายในประเทศไทยที่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ยังได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี่ด้วย ซึ่งปีนี้กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลีเข้าร่วมการฝึกที่จัดขึ้นทุกสองปีออสเตรเลียครับ

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สิงคโปร์เผยการใช้งานกระเปาะ ELTA ECM อิสราเอลบนเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+

Singapore signals ELTA ECM pod deployment on F-16s





A Republic of Singapore Air Force F-16D equipped with an ELL-8212 ECM pod, fitted with a red protective cover, participates in Exercise ‘Red Flag-Alaska' in June 2026. (MINDEF)

กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้ปรากฏในฐานะผู้ใช้งานที่ได้รับการยืนยันของกระเปาะมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures) ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ IAI/ELTA ELL-8212 อิสราเอล
หลังภาพถ่ายอย่างเป็นทางการได้แสดงเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16D Block 52+ Fighting Falcon ติดตั้งกระเปาะ ECM jamming pod นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/lockheed-martin-f-16cdd.html)

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2026 แสดงถึงกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ติดตั้งบนตำบลอาวุธที่2 ใต้ปีกคู่นอกด้านซ้ายของเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เครื่องบินขับไล่ F-16D Block 52+ กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้มีส่วนรวมในการฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ณ เวลาดังกล่าว

การฝึกผสมทางอากาศ Red Flag-Alaska 2026 ที่จัดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Eielson Air Force Base(AFB) กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-12 มิถุนายน 2026 
ได้มีส่วนร่วมจากเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 10เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG Strike Eagle จำนวน 8เครื่องของกองทัพอากาศสิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

พร้อมกำลังพลมากกว่า 250นายจากหน่วยบินแยก(detachment) Peace Carvin II และ Peace Carvin V ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ในสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์กล่าว
กระเปาะ ECM ป้องกันตนเองทางอากาศแบบ ELL-8212 ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มขยายความอยู่รอดของอากาศยานที่ติดตั้งต่อเครื่องบินขับไล่และอากาศยานทางทหารอื่นๆของฝ่ายตรงข้าม

บริษัท ELTA อิสราเอลในเครืองบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอลได้อธิบายกระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 ว่าเป็นการมอบการป้องกันต่อภัยคุกคามอากาศสู่อากาศและพื้นสู่อากาศต่างๆใน
"สภาพแวดล้อมระบบอาวุธนำวิถีด้วย radar ที่หนาแน่น" กระเปาะน้ำหนัก 100kg แรงต้านต่ำถูกออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศและสามารถจะติดตั้งในตำบลอาวุธใต้ปีกคู่นอกได้

ตามข้อมูลจาก ELTA อิสราเอล กระเปาะ ECM แบบ ELL-8212 มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้ครอบคลุมทุกการควบคุมการบิน(flight envelope)ของเครื่องบิน รวมถึงภายใต้อัตราเร่งแรงโน้มถ่วง g-load สูงและที่ความเร็วสูง
บริษัท ELTA กล่าวว่าระบบ ECM แบบ ELL-8212 ได้นำขีดความสามารถการรับมือภัยคุกคามแบบอัตโนมัติต่างๆมาใช้ ตัวรับสัญญาณระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures)

ทำให้ระบบ ECM แบบ ELL-8212 สามารถสกัดกั้น, วิเคราะห์, พิสูจน์ทราบ, แยกแยะประเภท, และเริ่มต้นการเลือกเทคนิคการก่อกวนสัญญาณ jamming อัตโนมัติต่อภัยคุกคาม คุณลักษณะอื่นๆรวมถึงความไวต่อคลื่นความถี่วิทยุ(RF: radio frequency) สูง
และกำลังส่งคลื่นอย่างมีประสิทธิภาพ(ERP: Effective Radiated Power) สูง กระเปาะยังสามารถบันทึกเหตุการณ์ภารกิจสำหรับการวิเคราะห์หลังการบินโดยใช้ระบบเล่นซ้ำภารกิจบน computer ครับ