แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Japan แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Japan แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่เจ็ด SS-519 JS Shogei

Japan launches seventh Taigei-class submarine




Japan's seventh Taigei-class submarine, seen here at its launch ceremony. (Mitsubishi Heavy Industries/JMSDF)





บริษัท Mitsubishi Heavy Industries (MHI) ญี่ปุ่นได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK)ชั้น Taigei ลำที่เจ็ด เรือดำน้ำ SS-519 JS Shogei ที่ได้รับการสั่งจัดหาสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
เรือดำน้ำ SS-519 JS Shogei ได้ถูกนำลงสู่น้ำเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 ณ อู่เรือ Kobe ของ บริษัท MHI ญี่ปุ่น ตามการประกาศเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2026 บนบัญชีทางการสื่อสังคม online ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น

เรือดำน้ำชั้น Taigei จะทยอยทดแทนเรือดำน้ำชั้น Oyashio และเรือดำน้ำชั้น Soryu ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำแรกเรือดำน้ำ SS-513 Taigei ขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/taigei-ss-513-taigei.html),
เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่สอง เรือดำน้ำ SS-514 JS Hakugei ขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/taigei-ss-514-hakugei.html), เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่สาม เรือดำน้ำ SS-515 JS Jingei ขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/taigei-ss-515-jingei.html),

เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่สี่ เรือดำน้ำ SS-516 JS Raigei ขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/taigei-ss-516-raigei.html), เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่ห้า เรือดำน้ำ SS-517 JS Chogei ขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/taigei-ss-517-js-chogei.html)
ขณะที่เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่หก เรือดำน้ำ SS-518 JS Sogei ทียังไม่ได้ขึ้นระวางประจำการ ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่นในนคร Kobe ในเดือนตุลาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/taigei-ss-518-sougei.html) ญี่ปุ่นคาดการณ์ที่จะมีเรือดำน้ำชั้น Taigei รวมจำนวน 8ลำ 

เรือดำน้ำชั้น Taigei มีระวางขับน้ำปกติที่ประมาณ 3,000tonnes มีความยาวตัวเรือที่ 84m, กว้าง 9.1m และกินน้ำลึก 10.4m และสามารถบรรจุกำลังพลประจำเรือได้ประมาณ 70นาย 
เรือดำน้ำชั้น Taigei ยังมีคุณลักษณะระบบ sonar ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะและมาตรการต่างๆเพื่อลดการแพร่เสียงเมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้นต่างๆที่ขึ้นระวางประจำการก่อนหน้า

เรือดำน้ำชั้น Taigei  ติดตั้งท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm หกท่อยิงที่หัวเรือ ที่สามารถยิง Torpedo หนักนำวิถีด้วยเส้นลวดแบบ Type 89 ได้ และเรือดำน้ำทุกลำคาดว่าจะวางกำลังด้วย Torpedo หนักแบบ Type 18 ที่ใหม่กว่าในที่สุด
เรือดำน้ำชั้น Taigei ยังสามารถที่จะทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำยิงจากท่อยิง torpedo จากเรือดำน้ำใต้น้ำแบบ Boeing UGM‑84L Harpoon ได้ด้วย 

ตามหลังการปล่อยเรือลงน้ำ เรือดำน้ำ SS-519 JS Shogei จะเข้ารับรับงานการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์ รวมถึงการติดตั้งและบูรณาการระบบตัวเรือต่างๆ, เครื่องจักร, อุปกรณ์ไฟฟ้า และอาวุต่างๆ
เรือดำน้ำชั้น Taigei ลำที่เจ็ด เรือดำน้ำ SS-519 JS Shogei มีกำหนดการส่งมอบให้แก่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นในปี 2027 ครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Lockheed Martin สหรัฐฯเสร็จสิ้นการทดสอบระบบการรบของเรือลาดตระเวน ASEV ญี่ปุ่น

Lockheed Martin completes tests of Japan's ASEV combat system





A computer-generated image of Japan's future Aegis System Equipped Vessel (ASEV). (Japan MOD)

บริษัท Lockheed Martin สหรัฐได้เสร็จสิ้นการทดสอบและยืนยันรับรองของระบบการรบบนเรือชุดแรกสำหรับโครงการเรือลาดตระเวนติดอาวุธปล่อยนำวิถี ASEV(Aegis System Equipped Vessel) ของญี่ปุ่น
บริษัท Lockheed Martin ประกาศเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่าชุดระบบการรบทางเรือบูรณาการเต็มรูปแบบชุดแรกสำหรับเรือลาดตระเวน ASEV ได้พร้อมจัดชุดบรรจุภัณฑ์และทำการขนส่งไปยังญี่ปุ่นแล้ว

ชุดระบบการรบทางเรือประกอบด้วยแผงสายอากาศ radar แบบ AN/SPY-7, อุปกรณ์การประมวลผล radar, ระบบจ่ายพลังงานและทำความเย็น, และตู้ควบคุมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบอำนวยการรบ Aegis
สิ่งอุปกรณ์จะถูกติดตั้งบนเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกและเข้ารับการทดสอบตรวจรับขั้นสุดท้ายก่อนเรือขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) Lockheed Martin สหรัฐกล่าว

ตามข้อมูลจากบริษัท Lockheed Martin การตรวจรับรองระบบยืนยันสมรรถนะของ radar แบบ SPY-7 และสถาปัตตยกรรมของระบบการรบ Aegis ที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นแกนหลักของขีดความสามารถการป้องกันขีปนาวุธในทะเลในอนาคตของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นกำลังจัดหาเรือลาดตระเวน Aegis ASEV จำนวน 2ลำสันนิษฐานว่าเพื่อปฏิบัติภารกิจการป้องกันขีปนาวุธที่ปัจจุบันทำหน้าที่โดยกองเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี Aegis ชั้นต่างๆของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นคือ

เรือพิฆาตชั้น Kongo ทั้ง 4ลำ เรือพิฆาต DDG-173 JS Kongo เรือพิฆาต DDG-174 JS Kirishima เรือพิฆาต DDG-175 JS Myoko และเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kongo-tomahawk.html),
เรือพิฆาตชั้น Atago ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-177 JS Atago และเรือพิฆาต DDG-178 JS Ashigara, และเรือพิฆาตชั้น Maya ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-179 JS Maya และเรือพิฆาต DDG-180 JS Haguro(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/maya-ddg-180-haguro.html)

โครงการเรือลาดตระเวน ASEV ได้สอดคล้องตามมากับการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo ปี 2020 ที่ได้ยกเลิกแผนที่จะวางกำลังระบบป้องกันขีปนาวุธฐานบนชายฝั่ง Aegis Ashore
การสร้างเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกที่คาดว่าจะมีหมายเลขเรือ CG-191 ถูกประกาศสัญญากับบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/mogami-ffm-9-natori.html)

ขณะที่บริษัท Japan Marine United(JMU) ญี่ปุ่นได้รับสัญญาเพื่อสร้างเรือลาดตระเวน ASEV ลำที่สองที่คาดว่าจะมีหมายเลขเรือ CG-192 อีกหนึ่งเดือนต่อมาในเดือนกันยายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/sakura-opv-903-js-hinoki-opv-904-js-sugi.html)
เรือลาดตระเวน ASEV ถูกออกแบบบนพื้นฐาน SPY-7 radar ซึ่งมอบการตรวจการณ์ที่ครอบคลุม 360องศาอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลจาก Lockheed Martin สหรัฐฯแบบแผนจะทำให้เรือสามารถที่จะตรวจจับ, ติดตามและโจมตีภัยคุกคามขีปนาวุธและทางอากาศต่างๆจำนวนกลุ่มใหญ่มากได้พร้อมกัน

เรือลาดตระเวน ASEV แต่ละลำจะได้รับการติดตั้งด้วยแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launch System) จำนวน 128ท่อยิง ทำให้พวกเธอจะเป็นระบบเรือรบป้องกันขีปนาวุธที่ติดอาวุธหนักที่สุดในประจำการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
และจะยังสามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SM-6 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น Type 12 ได้ด้วย กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับมอบเรือลาดตระเวน ASEV ลำแรกจากบริษัท MHI ในปี 2027 และลำที่สองจากบริษัท JMU ในปี 2028 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือพิฆาตชั้น Kongo ญี่ปุ่นทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ครั้งแรก

JMSDF conducts first firing of Tomahawk missile





JMSDF Kongo-class destroyer JS Chōkai , seen here firing a Tomahawk missile for the first time on 29 July 2026. It marks the service's first firing of the Tomahawk. (Japan Ministry of Defense)

ญี่ปุ่นได้ดำเนินการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ครั้งแรกของตนแล้ว เหตุการณ์สำคัญนี้ได้ทำให้เกิดขึ้นโดยเรือพิฆาตชั้น Kongo เรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai
ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในการประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 

การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ครั้งแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 โดยการสนับสนุนจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
เรือพิฆาต JS Chokai ได้อยู่ในสหรัฐฯตั้งแต่ปี 2025 เพื่อเข้ารับการดัดแปลงต่างๆและการเตรียมการต่างๆอื่นๆในการนำขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk มาใช้งาน(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/tomahawk-kongo.html)

ด้วยการยิงลูกจริงครั้งปฐมฤกษ์ ขีดความสามารถของเรือพิฆาตชั้น Kongo ที่จะทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk และความชำนาญของลูกเรือที่จะปฏิบัติงานขีดความสามารถขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้ว 
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในแถลงการณ์ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่าการยิงแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างมั่งคงในโครงการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/tomahawk.html)

และสนับสนุนความพยายามต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อที่จะจัดตั้งขีดความสามารถการป้องกันจากระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม(stand-off) สำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นพร้อมแถลงการณ์แสดงให้เห็นถึงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ถูกยิงจากแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launch System) ของเรือพิฆาต JS Chokai ที่ตั้งอยู่ส่วนหน้าของเรือก่อนถึงสะพานเดินเรือ 

แถบวงแหวนสีส้มที่เห็นได้รอบทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ซึ่งตั้งข้อสังเกตุว่าอาวุธปล่อยนำวิถีได้รับการติดตั้งด้วยเครื่องวัดประกอบรวบรวมข้อมูล telemetry ในส่วนภาระกรรมบรรทุกของจรวด
ในแถลงการของตนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆเกี่ยวกับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ที่ถูกทำการยิงแต่กล่าวว่าเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai คาดว่าจะเดินทางกลับมายังญี่ปุ่นในเดือนกันยายน 2026

ในต้นเดือนมีนาคม 2026 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศว่าเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai ได้กลายเป็นเรือลำแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นที่จะเสร็จสิ้นการดัดแปลงเรือต่างๆ
และการฝึกกำลังพลประจำเรือที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/tomahawk-kongo.html)

ญี่ปุ่นวางแผนที่จะทยอยวางกำลังอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ตลอดทั่วทั้งกองเรือพิฆาตของตนที่ติดตั้งระบบการรบ Aegis ที่รวมถึงเรือพิฆาตชั้น Kongo ทั้ง 4ลำ เรือพิฆาต DDG-173 JS Kongo เรือพิฆาต DDG-174 JS Kirishima เรือพิฆาต DDG-175 JS Myoko และเรือพิฆาต DDG-176 JS Chokai ,
เรือพิฆาตชั้น Atago ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-177 JS Atago และเรือพิฆาต DDG-178 JS Ashigara, และเรือพิฆาตชั้น Maya ทั้ง 2ลำ เรือพิฆาต DDG-179 JS Maya และเรือพิฆาต DDG-180 JS Haguro(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/maya-ddg-180-haguro.html) ครับ

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สิงคโปร์อยู่ในการเจรจาขั้นต้นเกี่ยวกับความเป็นได้การมีส่วนร่วมในโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP

Singapore in early talks on possible involvement in GCAP programme



An artist's rendition of the GCAP future fighter being developed by Italy, Japan, and the UK. (Edgewing)

สิงคโปร์ได้เริ่มต้นการหารือขั้นต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมในโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) Janes ได้รับการแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดต่อเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม Janes เข้าใจว่าการเจรจาต่างๆปัจจุบันอยู่ในขั้นสำรวจความเป็นไปได้ และยังไม่มีการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะเข้ามีส่วนร่วมในโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP

ถึงกระนั้นความคืบหน้านี้เป็นเครื่องหมายถึงการบ่งชี้ที่เป็นที่รับทราบครั้งแรกว่าสิงคโปร์กำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงอย่างเป็นทางการต่อโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP
ซึ่งกำลังถูกพัฒนาโดยสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, และอิตาลี เพื่อมอบขีดความสามารถการรบทางอากาศยุคอนาคตตั้งแต่ปี 2035(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gcap.html)

โครงการ GCAP เป็นการนำรัฐบาลและหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมต่างจากสามประเทศมารวมไว้ด้วยกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/edgewing-gcap.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/04/edgewing-gcap.html)
และเป็นหนึ่งในสองผู้นำการริเริ่มพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกของโลกร่วมไปกับโครงการเครื่องบินขับไล่ครองอากาศยุคอนาคต NGAD(Next Generation Air Dominance) ของสหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/f-47-2028.html)

รายละเอียดทางเทคนิคต่างๆของโครงสร้างอากาศยาน(airframe)ที่จะถูกผลิตขึ้นมีน้อยมาก แต่แบบจำลองแนวคิดต่างๆที่ถูกเปิดเผยโดยหุ้นส่วนต่างของโครงการ GCAP จนถึงตอนนี้ในงานแสดงการบินที่สำคัญต่างๆ
บ่งชี้การออกแบบด้วยรูปแบบแพนหางแนวตั้งคู่แบบเอียง, แบบแผนลำตัวทรงปีกบินผสานไปกับลำตัวแบบกว้าง และระบบขับเคลื่อนสองเครื่องยนต์(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/gcap-2027-2030-2035.html)

นอกเหนือจากการพัฒนาอากาศยานแบบมีนักบินบังคับ โครงการ GCAP มีจุดประสงค์ที่จะจะมอบระบบนิเวศ ecosystem การรบทางอากาศที่อากาศที่หลากหลายด้วยการนำ
ระบบตรวจับขั้นก้าวหน้าต่างๆ, วิทยาการต่างๆที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence), และขีดความสามารถที่จะปฏิบัติการร่วมไปกับระบบอัตโนมัติและไร้คนขับต่างๆมาใช้

การเจรจาขั้นต้นต่างๆเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างทางกลาโหมหลักต่างๆที่มีมายาวนานของสิงคโปร์ เช่นเดียวกับแคนาดาที่เข้าร่วมโครงการ GCAP ในฐานะผู้สังเกตการณ์(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gcap-canada.html) 
แทนที่จะมุ่งมั่นตั้งแต่ต้นที่จะเข้าร่วมโครงการ กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์มีประวัติในการใช้เวลาหลายปีเพื่อการประเมินค่าวิทยาการต่างๆ, โอกาสทางอุตสาหกรรมต่างๆ และผลกระทบทางยุทธศาสตร์ต่างๆในระยะยาวก่อนสร้างการตัดสินใจการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ

แนวทางดังกล่าวปรากฎชัดเจนในเส้นทางของสิงคโปร์ที่มุ่งไปสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า Lockheed Martin F-35 Lightning II สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f-35a-8-f-35b-12.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/03/f-35b-stovl.html)
กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off Vertical Landing จำนวน 12เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นบินขึ้นลงตามแบบ(CTOL: Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 8เครื่องครับ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แคนาดาเข้าร่วมโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP ในฐานะผู้สังเกตการณ์

Farnborough 2026: Canada joins GCAP programme as observer





A full scale mock-up of the GCAP was displayed at the Farnborough International Airshow 2026. (Tim Robinson, Toby Shepheard via Getty Images)

แคนาดาได้ถูกเชิญเข้าสู่โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) แล้ว รัฐมนตรีกลาโหมอิตาลี Guido Crosetto, รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Koizumi Shinjirou,
รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร Wes Streeting, และรัฐมนตรีกลาโหมแคนาดา David J. McGuinty ประกาศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gcap.html)

การประกาศร่วมของแคนาดา, อิตาลี, ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรมีขึ้น ณ งานแสดงการบินนานชาติ Farnborough International Airshow 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2026
การมีส่วนร่วมของแคนาดาในโครงการ GCAP เป็นเครื่องหมายถึงครั้งแรกที่สมาชิกในโครงการได้เพิ่มขยายนอกเหนือจากสามชาติผู้ก่อตั้งโครงการ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/edgewing-gcap.html)

สถานะผู้สังเกตการณ์ของแคนาดาจะมอบแคนาดาด้วย "ข้อมูลเชิงลึกที่เพิ่มขยายเข้าสู่โครงการ GCAP และโอกาสที่จะทำความเข้าใจของตนอย่างลึกซึ้งของการกำกับดูแลของโครงการ,
ขีดความสามารถต่างๆและกรอบการทำงานด้านอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับความต้องการการรักษาความปลอดภัยต่างๆที่เกี่ยวข้องและโอกาสความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลายต่างๆ" ตามข้อมูลจากรัฐบาลแคนาดา

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่าแคนาดาจะได้รับ "สิทธิพิเศษการเข้าถึง" ต่อข้อมูลที่อ่อนไหวของโครงการ GCAP แต่จะขาดบทบาทการสร้างการตัดสินใจ ขณะที่ไม่มีข้อผูกมัดต่อพันธกรณีทางการเงินหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องใดๆต่อโครงการ
ข้อตกลงจะปูทางสำหรับความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของแคนาดาต่อโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/edgewing-gcap.html)

รัฐบาลแคนาดาเน้นย้ำว่าข้อตกลงจะทำให้สี่ชาติมีความสอดคล้องกันที่ดีขึ้นในลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่างๆและ "สร้างความเข้าใจที่สมบูรณ์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นของความทะเยอทะยานการรบทางอากาศยุคอนาคต"
การเพิ่มของแคนาดาในโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP เป็นพัฒนาการเพิ่มเติ่มต่อโครงการที่กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีก่อนหน้าการวางกำลังที่ตั้งโครงการไว้ในปี 2035

กองทัพอากาศแคนาดา(RCAF: Royal Canadian Air Force) กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า Lockheed Martin F-35A Lightning II สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/f-35a.html)
อย่างไรก็ตามรัฐบาลแคนาดากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen E สวีเดนมาปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบิน F-35A ที่จะลดจำนวนการจัดหาลงครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/saab-globaleye.html)

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โครงการเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP เตรียมเดินหน้าสู่การทดสอบภาคพื้นดินเครื่องยนต์ระบบสาธิต

Farnborough 2026: GCAP engine consortium progresses towards ground-testing powerplant demonstrator





A full scale mock-up of the GCAP was displayed at the Farnborough International Airshow 2026. The consortium responsible for delivering the powerplant has reported good progress towards the commencement of demonstrator ground trials. (Tim Robinson, Bloomberg via Getty Images)



กลุ่มกิจการค้าร่วม(consortium)ที่รับผิดชอบด้านการส่งมอบระบบขับเคลื่อนสำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) กำลังมีความคืบหน้าการเดินหน้าสู่การเริ่มต้นดำเนินการทดสอบภาคพื้นดินต่างๆของเครื่องยนต์ระบบสาธิต

หุ้นส่วนของบริษัท Avio Aero อิตาลี, บริษัท IHI Corporation ญี่ปุ่น, และบริษัท Rolls-Royce สหราชอาณาจักรได้ประกาศความคืบหน้าของตน ณ งานแสดงการบินนานชาติ Farnborough International Airshow 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2026
"การพัฒนาวิทยาการมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง กลุ่มกิจการค้าร่วมได้เดินหน้าโครงการไปสู่การอนุมัติขั้นสุดท้ายของการออกแบบระบบสาธิตเครื่องยนต์สายศูนย์กลางใหม่ทั้งหมด ด้วยความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องของการผลิตชิ้นส่วนประกอบ"

"การทดสอบชิ้นส่วนประกอบอัตราส่วนย่อขนาดมากกว่า 100รายการได้เสร็จสิ้นแล้วจนถึงตอนนี้ ทำให้กลุ่มกิจการค้าร่วมเข้าใกล้การเดินหน้าการทดสอบภาคพื้นดินเครื่องยนต์ระบบสาธิตที่ได้รับการพัฒนาระดับไตรภาคี
ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำความความเข้าใจและทำให้เป็นรูปเป็นร่างของการออกแบบและการพัฒนาของระบบขับเคลื่อนและเต็มกำลังขับสำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP" กลุ่มกิจการค้าร่วมกล่าว

เครื่องยนต์ระบบสาธิตมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของโครงการที่หลากหลาย แสดงถึงความพร้อมสมบูรณ์ของนวัตกรรรมทางวิทยาการและการบูรณาการสาถาปัตยากรรม 
ขณะเดียวกันเป็นกลไกเพื่อทดสอบและคัดกรองกระบวนการต่างๆ, เครื่องมือและวิธีการต่างๆของการทำงาน, ซึ่งทั้งหมดจะมีส่วนทำให้ให้วงรอบการออกแบบและพัฒนาสั้นลงสำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP

ตามที่เน้นในการประกาศ กลุ่มกิจการค้าร่วมระบบขับเคลื่อนไม่เพียงแค่เกี่ยวช้องกับการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่สำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP เท่านั้น แต่ยังกับการสร้างพลังงานที่เพิ่มขึ้นที่จำเป็นสำหรับระบบตรวจจับและระบบต่างๆของเครื่องบินด้วย
"เราไม่เพียงแค่สร้างแรงขับ เรากำลังสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าบินได้ที่สามารถจัดการภาระทางไฟฟ้าและความร้อนที่ไม่เคยมีมาก่อนที่จำเป็นต้องใช้งานโดยระบบตรวจจับและระบบอาวุธยุคอนาคตต่างๆ" การประกาศกล่าว

Edgewing กิจการค้าร่วมทางอุตสาหกรรมที่รับผิดชอบสำหรับการส่งมอบโครงการในนามของชาติหุ้นส่วนต่างๆ อิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรได้รับการประกาศสัญญาวงเงิน 4.6 billion British Pound($6.1 billion) แล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2026
โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP เป็นความพยายามการทำงานร่วมกันที่จะเร่งการวางกำลัง 'เครื่องบินขับไล่ยุคที่หก' ภายในกลางปี 2030s ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบอากาศยานไร้คนขับ 'คู่บินภักดี' Loyal Wingman และส่วนประกอบเสริมอื่นๆที่จะได้รับการพัฒนาในระดับชาติครับ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Edgewing ได้รับสัญญานานาชาติเต็มรูปแบบเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต GCAP อังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น

Edgewing awarded full international GCAP contract as programme officially transitions to design and development phase





With the award of the full international contract, the GCAP contract has now progressed to full design and development. (Edgewing)

สัญญานานาชาติอย่างเต็มรูปแบบสำหรับโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก(GCAP: Global Combat Air Programme) ได้ถูกประกาศแล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2026
Edgewing กิจการค้าร่วมทางอุตสาหกรรมที่รับผิดชอบสำหรับการส่งมอบโครงการในนามของชาติหุ้นส่วนต่างๆ อิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่าตนได้รับการประกาศสัญญาวงเงิน 4.6 billion British Pound($6.1 billion) แล้ว

โดยได้รับการประกาศสัญญาโดยสำนักงานโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP Agency ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การรัฐบาลนานาชาติ GCAP(GIGO: GCAP International Government Organisation)
"สัญญาวงเงิน 4.6 billion British Pound จะทำให้สามารถเสร็จสิ้นขั้นระยะแนวคิดขั้นก้าวหน้าและการประเมินค่าของโครงการได้ และการออกแบบรายละเอียดและการพัฒนาร่วมเพิ่มเติม"

"สัญญาระยะเวลา 18เดือนได้รับการประกาศโดยสำนักงานโครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP Agency ซึ่งบริหารจัดการโครงการ GCAP ในนามรัฐบาลสามชาติ(รัฐบาลสหราชอาณาจักร, รัฐบาลอิตาลี, และรัฐบาลญี่ปุ่น)
แก่ Edgewing ผู้รับสัญญาหลักและผู้มีอำนาจการออกแบบสามชาติสำหรับอากาศยานโครงการ GCAP" บริษัท Edgewing กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/edgewing-gcap.html)

การประกาศสัญญานี้มีขึ้นตามสัญญาขั้นแรกวงเงิน 686 million British Pound($907 million) ที่สำนักงานโครงการ GCAP Agency ได้มอบให้แก่ Edgewing ในเดือนเมษายน 2026 ในฐานะสะพานไปสู่สัญญาเต็มรูปแบบแรกนี้
(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/edgewing-gcap.html) รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวในกลางเดือนมิถุนายน 2026 ว่าการประกาศสัญญาล่าสุดได้เปลี่ยนผ่านโครงการจากขั้นระยะแนวคิดและการประเมินค่า

ไปสู่ขั้นระยะการออกแบบและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ "ภายในสิ้นเดือน" แผนการลงทุนทางกลาโหม(DIP: Defence Investment Plan) ปี 2026 ของสหราชอาณาจักรที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ให้สัญญาที่จะลงทุนวงเงิน 8.6 billion British Pound แก่โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP ตลอดระยะเวลาสี่ปีข้างหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/gcap-2027-2030-2035.html)

"นี่เป็นการลงทุนอย่างมีนับสำคัญอย่างมากในโครงการ GCAP ร่วมไปกับญี่ปุ่นและอิตาลี เห็นได้ชัดว่านั่นจะมอบการลงทุนที่ผ่านจากแนวคิดและเข้าสู่การออกแบบของโครงการนั้นและจะเป็นลำดับความสำคัญหลักสำหรับรัฐบาล(สหราชอาณาจักร)นี้" ทางการสหราชอาณาจักรกล่าว
โครงการการรบทางอากาศทั่วโลก GCAP เป็นความพยายามการทำงานร่วมกันที่จะเร่งการวางกำลัง 'เครื่องบินขับไล่ยุคที่หก' ภายในกลางปี 2030s ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบอากาศยานไร้คนขับ 'คู่บินภักดี' Loyal Wingman และส่วนประกอบเสริมอื่นๆที่จะได้รับการพัฒนาในระดับชาติครับ

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มต้นเจรจากับอินโดนีเซียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri มือสอง

Japan, Indonesia begin talks on potential Asagiri-class destroyer transfer





Lead vessel Asagiri , seen here while it was in Joint Base Pearl Harbor-Hickam, Hawaii in 2014. (JMSDF)

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo และรัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้เห็นชอบที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือต่างๆเกี่ยวกับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ
รวมถึงความเป็นได้ที่จะส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

ข้อตกลงมีขึ้นตามการประชุมร่วมกันในกรุง Tokyo ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi และคู่หุ้นส่วนของเขารัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นทั้งสองฝ่ายจะใช้กรอบการทำงานระดับการปฏิบัติงานที่จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อตรวจสอบในแง่มุมการฝึก, การซ่อมบำรุง, และการปฏิบัติการต่างๆของการส่งมอบที่เป็นไปได้ใดๆ 

การประกาศไม่ได้ถือเป็นการตัดสินใจการส่งมอบแต่เป็นการยืนยันว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการต่างๆกำลังอยู่ในการดำเนินการเป็นครั้งแรกในความเป็นไปได้การส่งออกเรือพิฆาตญี่ปุ่นแก่อินโดนีเซีย
ความคืบหน้านี้มีขึ้นตามที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้เริ่มต้นการลดจำนวนกองเรือพิฆาตชั้น Asagiri ของตนลง

เรือพิฆาตชั้น Asagiri เป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ถูกขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี 1980s เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri
ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1988 และถูกปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 หลังจากประจำการมา 38ปีทั้งให้ภารกิจการปฏิบัติการรบและเรือฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/asagiri-dd-151-js-asagiri.html)

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ทั้งหมดจำนวน 8ลำถูกต่อขึ้นระหว่างกลางปี 1980s ถึงต้นปี 1990s ประกอบด้วยลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกส่งมอบในเดือนมีนาคม 1988 ในฐานะเรือพิฆาตชั้น Asagiri และภายหลังได้รับการเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3516 JS Asagiri ในปี 2005 ก่อนได้รับการคืนกลับเป็นเรือรบแนวหน้าอีกครั้งในปี 2012
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สอง เรือพิฆาต DD-152 JS Yamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1989 ภายหลังถูกเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3515 JS Yamagiri ในปี 2004 ก่อนคืนสภาพเป็นเรือรบแนวหน้าในปี 2011 และเปลี่ยนกลับเป็นเรือฝึกอีกครั้งในปี 2025

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สาม เรือพิฆาต DD-153 JS Yugiri และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สี่ เรือพิฆาต DD-154 JS Amagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1989, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่ห้า เรือพิฆาต DD-155 JS Hamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1990
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่หก เรือพิฆาต DD-156 JS Setogiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1990, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่เจ็ด เรือพิฆาต DD-157 JS Sawagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1990 และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่แปดและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DD-158 JS Umigiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1991 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ถูกออกแบบเป็นระบบเรือคุ้มกันพหุภารกิจ จัดตั้งเป็นองค์ประกอบหลักของกองกำลังกองเรือคุ้มกันอเนกประสงค์ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ
เรือพิฆาตชั้น Asagiri แต่ละลำมีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 4,900tonnes ความยาวเรือรวมที่ 137m และความกว้างที่ 14.6m ระบบขับเคลื่อนติดตั้งเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Spey SM1C สี่เครื่องในรูปแบบ COGAG(Combined Gas and Gas) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 30knots 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri รองรับกำลังพลประจำเรือที่ประมาณ 220นาย และได้รับการติดตั้งด้วยดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Mitsubishi Heavy Industries(MHI)/Sikorsky SH-60J Seahawk หนึ่งเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/sh-60l.html)
ในแง่ระบบอาวุธ เรือพิฆาตชั้น Asagiri ติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Mk 112 ASROC(Anti-Submarine Rocket) แปดท่อยิงสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), แท่นยิง Mk 29 แปดท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-7 Sea Sparrow,

และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84 Harpoon แท่นยิงสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด ระบบอาวุธปืนรวมถึงปืนเรือหลัก Oto Melara 76mm/62 และระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) Phalanx สองแท่นยิง
ตามที่เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกปลดระวางประจำการแล้วทำให้เธอเป็นเรือหนึ่งลำที่พร้อมจะส่งออกให้แก่อินโดนีเซียได้ขณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียน่าจะมีความต้องการที่จะจัดหาเรือมากกว่าหนึ่งลำครับ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้า FFM-9 Natori

Japan commissions ninth Mogami-class frigate







The JMSDF ninth Mogami-class frigate, seen here in an image released by ATLA on 22 May 2026. (Japan MoD)



สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมาว่า
กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้รับมอบเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้า เรือฟริเกต FFM-9 JS Natori ของตนแล้ว

ATLA ญี่ปุ่นกล่าวว่าพิธีส่งมอบเรือและพิธีชักธงนาวี(ensign conferment) ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 หนึ่งวันก่อนหน้า ณ อู่เรือ Nagasaki ของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่น
ATLA ญี่ปุ่นไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงสถานะของเรือฟริเกต FFM-9 JS Natori ที่ถูกขึ้นระวางประจำการ แต่ชุดภาพถ่ายของ ATLA บ่งชี้ว่าเรือได้เข้าสู่การปฏิบัติการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว

การส่งมอบเรือฟริเกต FFM-9 Natori มีขึ้นท่ามกลางความมุ่งมั่นต่างๆในการขยายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นรวมถึงโครงการส่งออกเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงสำหรับออสเตรเลีย
และบ่งชี้ว่าโครงการยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้แม้ว่าจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพกำลังการผลิตก็ตาม(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/mogami-type-31.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/04/mogami-3.html)

ชุดภาพของ ATLA ญี่ปุ่นแสดงถึงธงนาวีอาทิตย์อุทัย(Rising Sun naval ensign) ถูกชักขึ้นที่ท้ายเรือ ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติพิธีขึ้นระวางประจำการของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ซึ่งภายใต้การชักธงนาวีอาทิตย์อุทัยบนเรือนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงว่าเรือได้เข้าสู่การขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว

เรือฟริเกต FFM-9 JS Natori เป็นเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้าจากจากทั้งหมด 12ลำที่มีการวางแผนจัดหา เรือฟริเกต JS Natori ถูกวางกระดูกงูเรือในเดือนกรกฎาคม 2023
และถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/mogami-ffm-9-natori.html) ก่อนการส่งมอบและขึ้นระวางประจำการตามมาเรือได้รับการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์และการทดลองเรือในทะเลแล้ว

เรือฟริเกตชั้น Mogami ลำแรก เรือฟริเกต FFM-1 JS Mogami ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมีนาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/ffm-1-mogami.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนเมษายน 2022, 
เรือลำที่สอง เรือฟริเกต FFM-2 JS Kumano ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/11/ffm-2-kumano.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/mogami-ffm-2-kumano.html),

เรือลำที่สาม เรือฟริเกต FFM-3 JS Noshiro ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/mogami-ffm-3-noshiro.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนธันวาคม 2022, เรือลำที่สี่ เรือฟริเกต FFM-4 JS Mikuma ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/mogami-ffm-4-mikuma.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2023,
เรือลำที่ห้า เรือฟริเกต FFM-5 JS Yahagi ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/mogami-ffm-5-yahagi.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนพฤษภาคม 2024, เรือลำที่หก เรือฟริเกต FFM-6 JS Agano ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/mogami-ffm-6-agano.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมิถุนายน 2024  

เรือลำที่เจ็ด เรือฟริเกต FFM-7 JS Niyodo ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนกันยายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/mogami-ffm-7-niyodo.html) และขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/mogami-ffm-7-niyodo.html), 
เรือลำที่แปด เรือฟริเกต FFM-8 JS Yubetsu ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/mogami-ffm-8-yubetsu.html) และขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2025, เรือลำที่สิบ เรือฟริเกต FFM-10 JS Nagara ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2024, 

เรือลำที่สิบเอ็ด เรือฟริเกต FFM-11 JS Tatsuta ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนกรกฎาคม 2025, และเรือลำที่สิบสองและลำสุดท้าย เรือฟริเกต FFM-12 JS Yoshii ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนธันวาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/mogami-ffm-12-yoshii.html)
เรือฟริเกตชั้น Mogami มีระวางขับน้ำปกติที่ประมาณ 3,900tonnes มีความยาวเรือรวมที่ 132.5m และกว้างที่ 16.3m ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MAN 12V28/33D STC สองเครื่อง และเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Rolls-Royce MT30 รูปแบบ CODAG(Combined Diesel and Gas) ทำให้เรือสามารถทำความเร็วได้เกิน 30knots และปฏิบัติการด้วยกำลังพลประจำเรือที่ราว 90นาย

เรือฟริเกตชั้น Mogami ติดตั้งระบบอาวุธด้วยปืนเรือ BAE Systems Mk45 mod4 ขนาด 127mm ในตำแหน่งปืนหลัก, ระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) แท่นยิง Raytheon SeaRAM ซึ่งบรรจุด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-116C RAM(Rolling Airframe Missile) จำนวน 11นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 17 ในแท่นยิง 4ท่อยิงสองแท่นจำนวน 8นัด, 
และแท่นยิงแนวดิ่ง Lockheed Martin Mk 41 VLS(Vertical Launching System) 16ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง Type 03, ควบคู่ไปกับ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Type 12 ในแท่นยิง torpedo เบาขนาด 324mm สองท่อยิงสองแท่นยิงจำนวน 6นัด และระบบสงครามทุ่นระเบิดต่างๆครับ