แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ K1A2 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ K1A2 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

กองทัพไทยร่วมการฝึกผสมนานาชาติ Talisman Sabre 2025 ที่ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก

Special Report: Largest ‘Talisman Sabre' kicks off in Australia





The Republic of Korea Marine Corps operates the K1A2 Main Battle Tank during a live-fire activity at Shoalwater Bay Military Training Area during Exercise ‘Talisman Sabre' 2025. (Department of Defence)



วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 พลเอก ไพบูลย์  วรวรรณปรีชา รองเสนาธิการทหาร และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลและกองทัพของทั้ง 19 ชาติที่เข้าร่วมการฝึก ยืนร่วมกันในพิธีเปิดการฝึก Talisman Sabre 25 บนเรือหลวง HMAS Adelaide ณ เมืองซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
พลเรือเอกจัสติน โจนส์ ผู้บัญชาการปฏิบัติการร่วมแห่งออสเตรเลีย จะร่วมกับ พลโทโจเอล บี. โวเวลล์ ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ณ ฐานทัพเรือ Garden Island เมืองซิดนีย์
โดยการฝึก Talisman Sabre 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 และนับเป็นการฝึกสงครามที่มีความซับซ้อนและขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนผืนแผ่นดินออสเตรเลีย
ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์กำลังพลมากกว่า 35,000 นาย จากออสเตรเลียและประเทศพันธมิตรจะกระจายกำลังเข้าปฏิบัติการในรัฐควีนส์แลนด์ นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี เวสเทิร์นออสเตรเลีย นิวเซาท์เวลส์ และเกาะคริสต์มาส เป็นครั้งแรก ที่จะมีการปฏิบัติกิจกรรมฝึกนอกประเทศออสเตรเลียที่ ประเทศปาปัวนิวกินี
นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วม ได้แก่ แคนาดา, ฟิจิ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐเกาหลี, สิงคโปร์, ไทย, ตองกา และสหราชอาณาจักรขณะที่ มาเลเซีย และเวียดนาม จะเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์
การฝึกในปีนี้จะประกอบด้วย การฝึกยิงจริง การฝึกภาคสนาม การเตรียมกำลัง การยกพลขึ้นบก การเคลื่อนกำลังพลภาคพื้นดิน การปฏิบัติการรบทางอากาศ และการปฏิบัติการทางทะเล

กองกำลังผสมทางทหารจาก ๑๙ประเทศจากทั่วโลกจัดแถวพวกตนเพื่อต่อต้าน 'ศัตรูร่วม'(common enemy) กันคือประเทศสมมุติในแนวความคิดที่มีชื่อว่า 'สาธารณรัฐประชาชนโอลวานา'(People's Republic of Olvana)
การแสดงถึงความตั้งใจนี้ได้เกิดขึ้นภายใต้วาระการฝึกผสมพหุภาคีนานาชาติรหัส Talisman Sabre 2025 ที่จัดขึ้นทั่วออสเตรเลียที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) และดำเนินไปจนถึงวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘

ก่อนการฝึก Talisman Sabre 2025 ซึ่งเป็นการฝึกครั้งที่๑๑ เริ่มต้นขึ้น พลจัตวา(Brigadier) Damian Hill ผู้อำนวยการการฝึก Talisman Sabre กล่าวกับ Janes ว่าการฝึกมีส่วนร่วมจากกำลังพลมากกว่า ๔๐,๐๐๐นายตลอดทั่วทั้งดินแดนออสเตรเลียที่วัดความยาวได้ 5,300km ตั้งแต่ตะวันตกถึงตะวันออก
"เราขอต้อนรับห้าชาติใหม่ อินเดีย, สิงคโปร์, ไทย, เนเธอร์แลนด์, และนอร์เวย์เข้าร่วมการฝึก และเรามีสองชาติผู้สังเกตุการณ์ มาเลเซีย และเวียดนามซึ่งมาถึงและได้มองที่การฝึกและตัดสินใจว่ามีอะไรบ้างที่พวกตนจะมองหาที่จะมีส่วนร่วมในอนาคต"

ชาติอื่นๆที่กลับเข้ามามีส่วนร่วมในการฝึก Talisman Sabre 2025 ครั้งล่าสุดนี้คือ แคนาดา, ฟิจิ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐเกาหลี, ตองกา, สหราชอาณาจักร, และสหรัฐฯ
พลจัตวา Hill เน้นถึงขอบเขตการฝึกที่กว้างขวางกระจายทั่วทั้งมากกว่า ๘๐พื้นที่การฝึกและฐานทัพ และมีส่วนร่วมจากอากาศยานมากกว่า ๑๕๐เครื่อง, เรือมากกว่า ๓๐ลำ, ๗การฝึกยิงด้วยกระสุนจริง โดยเป็นครั้งแรกที่ปาปัวนิวกินีจะเป็นสถานที่จัดการฝึกด้วย "ผมอธิบายการฝึกนี้ว่าเป็นการฝึกทางทหารระดับ mini-Olympics" เขากล่าวครับ

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2567

Hyundai Rotem เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการส่งมอบรถถังหลัก K1A2 ระยะที่สี่

South Korea completes batch-four K1A2 deliveries





The K1A2 is the upgraded version of the K1A1 MBT, which features a 120 mm smoothbore gun and is seen here taking part in an RoK Army exercise. (Republic of Korea Armed Forces)



บริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีได้เสร็จสิ้นการส่งมอบรถถังหลัก K1A2 MBT(Main Battle Tank) ระยะที่4 แก่กองทัพสาธารณรัฐเกาหลี(Republic of Korea Armed Forces) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/k1a2.html)
สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีในนครหลวง Seoul กล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2024 ว่า

รถถังหลัก K1A2 ระยะที่4 ชุดสุดท้าย ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงของรถถังหลัก K1A1(https://aagth1.blogspot.com/2021/01/hyundai-rotem-k1-2024.html, https://aagth1.blogspot.com/2020/08/k1-k9.html)
ได้ถูกส่งมอบให้กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) แล้วในต้นเดือนกันยายน 2024 นี้ ยังมีการยืนยันอีกว่านาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(ROKMC: Republic of Korea Marine Corps) ได้นำรถถังหลัก K1A2 ในระยะที่4 เข้าประจำการด้วย

DAPA กล่าวว่าการปรับปรุงรถถังหลัก K1A2 ระยะที่4 ได้มีขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2021 ถึงเดือนกันยายน 2024 แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนรถแต่ละงวดที่ถูกแบ่งส่งมอบสำหรับกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีและนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี
"รถถัง(K1A2) ได้ถูกวางกำลังอย่างต่อเนื่องแก่กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีและนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี (รถถัง)คาดว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการรบ, ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และความปลอดภัยผ่านสมรรถนะที่ได้รับการเพิ่มพูน" DAPA กล่าว

DAPA เสริมว่าขีดความสามารถหลักสำคัญของรถถังหลัก K1A2 คือการบูรณาการระบบนำร่องดาวเทียม GPS ที่สามารถทำให้แบ่งปันข้อมูลในเวลาจริงและการหยั่งรู้สถานการณ์ในสนามรบอย่างแม่นยำได้ 
"ติดตั้งด้วยกล้องตรวจการณ์ที่ส่วนหลังรถ ขีดความสามารถการตอบสนองการปฏิบัติการในเวลาจริงของรถถังได้ถูกเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น" DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าว

ตามข้อมูลจาก DAPA การปรับปรุงขีดความสามารถอื่นบนรถถังหลัก K1A2 รวมถึงระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battlefield Management System) ใหม่ และระบบ digital ใหม่ 
ที่ทดแทนอุปกรณ์ analogue ดั้งเดิมที่บูรณาการกับรถถังหลัก K1A1 "รถถัง(K1A2)สามารถแบ่งปันข้อมูลแบบเวลาจริงบนพื้นฐานแผนที่ digital และการสร้างภาพเสมือนสถานการณ์สนามรบ" DAPA สาธารณรัฐเกาหลีเสริม

การปรับปรุงรถถังหลัก K1A2 ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้สามารถเพิ่มพูนการทำงานร่วมกันกับรถถังหลัก Hyundai Rotem K2 MBT(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/hyundai-rotem-k2-black-panther.html)
และรถรบทหารราบ Hanwha K21 IFV(Infantry Fighting Vehicle)(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/redback.html) ของกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564

Hyundai Rotem เกาหลีใต้ตั้งเป้าเปิดตัวรถถังหลัก K1 รุ่นไร้คนขับระบบทดสอบในปี 2024

Hyundai Rotem aims to roll out unmanned K1 MBT testbed by 2024




A K1A1 main battle tank seen during a mobility and fire power demonstration. South Korean defence prime Hyundai Rotem has been contracted to develop technologies that will enable the K1 platform to be remotely or autonomously operated. (Janes/Kelvin Wong)



บริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีได้ถูกเลือกเป็นผู้รับสัญญาหลักเพื่อจะพัฒนาวิทยาการทำให้กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) สามารถเปลี่ยนยานเกราะที่ตนมีอยู่
อย่างเช่นรถถังหลัก(MBT: Main Battle Tank) และปืนใหญ่อัตตาจร(SPH: Self-Propelled Howitzer) ไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับ(UGV: Unmanned Ground Vehicle) ได้(https://aagth1.blogspot.com/2020/08/k1-k9.html)

บริษัท Hyundai Rotem ประกาศเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2020 ว่าดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนา(R&D: Research and Development) แยกจากกันสองโครงการเป็นวงเงินประมาณ 15.2 billion Korean Won($13.98 million)
ภายใต้สัญญาที่ประกาศโดยศูนย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมกลาโหม(Defense Industry Technology Center) ของสำนักงานการพัฒนาทางกลาโหม(ADD: Agency for Defense Development) สาธารณรัฐเกาหลี

การมอบหมายงานวิจัยและพัฒนาแรกมองที่จะพัฒนานาวิทยาการระบบปฏิบัติการและขับเคลื่อนระยะไกลร่วมที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตลอดทั้งกองกำลังรถรบในประจำการกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี
ความพยายามที่สองจะสร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อพัฒนาระบบที่ต้องการสำหรับรถถังหลัก K1 ทั้งสองความต้องการคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2024

รถถังหลัก K1 มากกว่า 1,000คันถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1984 ถึงกลางปี 1990s และได้ถูกใช้งานโดยกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีและนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(RoKMC: Republic of Korea Marine Corps)
เทียบเคียงได้กับปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 ที่ถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากระหว่างปี 1999-2019 และถูกนำไปวางกำลังโดยกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีและนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลีเช่นกัน

Janes รายงานก่อนหน้านี้ว่าภาคส่วนการวิจัยสำคัญรวมถึงสถาปัตยกรรมการควบคุมจากระยะไกลและการขับเคลื่อนจากระยะไกลร่วม เช่นเดียวกับวิทยาการการนำร่องอัตโนมัติ
สำนักงานการพัฒนาทางกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลีจะยังสำรวจระบบภารกิจเฉพาะที่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะของการปฏิบัติการทั้งรถถังหลักและปืนใหญ่อัตตาจร 

อย่างเช่นวิทยาการเล็งและติดตามเป้าหมายเคลื่อนที่ระยะไกลสำหรับระบบอัตโนมัติที่ใช้งานมาก่อนเดิมก่อนหน้า, ระบบกระจายความร้อนอัตโนมัติ และระบบเตรียมการยิงอัตโนมัติสำหรับปืนใหญ่อัตตาจร K9
การศึกษาแนวคิดก่อนหน้าได้ถูกเผยแพร่โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหารและเทคโนโลยีเกาหลี(KIMST: Korea Institute of Military Science and Technology) ในปี 2016 ที่ได้เสนอรูปแบบความเป็นไปได้ของรถถังหลัก K1 รุ่นไร้คนขับครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เกาหลีใต้จะพัฒนาระบบไร้คนขับสำหรับรถถังหลัก K1 และปืนใหญ่อัตตาจร K9

South Korea to develop unmanned technologies for K1 MBT and K9 SPHs 




Concept art depicting a possible configuration for an unmanned K1 main battle tank. (KIMST) 

สาธารณรัฐเกาหลีจะพัฒนาวิทยาการที่จะสามารถทำให้กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) จะวางกำลังรุ่นยานยนต์ไร้คนขับ(UGV: Unmanned Ground Vehicle) ของรถถังหลัก K1 และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 155mm ได้
เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานการพัฒนาทางกลาโหม(ADD: Agency for Defense Development) สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2020

Janes เข้าใจว่าโครงการที่นำโดย ADD เกาหลีใต้คาดว่าจะได้รับการเริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2020 และจะส่งมอบการศึกษาที่เสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 ADD ได้รับงบประมาณวงเงิน 7.38 billion Korean Won($6.19 million) สำหรับงานโครงการนี้
สายงานสำคัญของการวิจัยรวมถึงสถาปัตยกรรมระบบควบคุมระยะไกลและระบบขับเคลื่อนระยะไกลร่วม เช่นเดียวกับวิทยาการระบบนำร่องอัตโนมัติ 

ADD ยังจะสำรวจระบบภารกิจที่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะของการปฏิบัติการทั้งรถถังหลักและปืนใหญ่อัตตาจร อย่างเช่นวิทยาการเล็งและติดตามเป้าหมายเคลื่อนที่ระยะไกลสำหรับระบบเดิมก่อนหน้า
ในทางตรงกันข้าม นักวิจัยจะมุ่งเป้าที่จะพัฒนาการวางกำลังอัตโนมัติ, ระบบกระจายความร้อนอัตโนมัติ และระบบเตรียมการยิงอัตโนมัติสำหรับปืนใหญ่อัตตาจร K9

การศึกษาแนวคิดก่อนหน้าได้ถูกเผยแพร่โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหารและเทคโนโลยีเกาหลี(KIMST: Korea Institute of Military Science and Technology) ในปี 2016 ที่ได้เสนอรูปแบบความเป็นไปได้ของรถถังหลัก K1 รุ่นไร้คนขับ
ตัวอย่างเช่น หลังคาป้อมปืนของ ถ.หลัก K1 ติดตั้งชุดระบบหยั่งรู้สถานการณ์ 360องศา และป้อมปืน Remote(RCWS: Remote-Controlled Weapon Station) สำหรับปืนกลหนักขนาด 12.7mm

ขณะที่ระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติแบบม้าหมุน(carousel) และชุดระบบควบคุมการยิงและชี้เป้าหมายควบคุมจากระยะไกลได้รับการติดตั้งภายในป้อมปืน
รถถังหลัก K1 ได้รับการผลิตโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นผู้ผลิตทั้งรถถังหลัก K1 รุ่นเก่าที่เข้าประจำการตั้งแต่ปี 1980s และรถถังหลัก K2 รุ่นใหม่ล่าสุด(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/hyundai-rotem-k2.html)

รถถังหลัก K1E1 ที่เป็นรุ่นปรับปรุงสมรรถนะของ K1 ยังคงใช้ปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลียว KM68 ขนาด 105mm(https://aagth1.blogspot.com/2014/07/k1e1.html) 
ส่วนรถถังหลัก K1A2 ที่เป็นรุ่นปรับปรุงของรถถังหลัก K1A1 ยังคงมีอาวุธหลักเป็นปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ KM256 ขนาด 120mm(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/k1a2.html)

K9 Thunder เป็นระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน 155mm ที่มีพื้นฐานจากรถแคร่ฐานสายพานที่พัฒนาโดยบริษัท Samsung Techwin สาธารณรัฐเกาหลีเดิม และต่อมาปัจจุบันผลิตโดย Hanwha Land Systems
อาวุธหลักของ ป.อจ.K9 ประกอบด้วยปืนใหญ่วิถีโค้งขนาด 155 mm/52calibre มีพิสัยยิงไกลสุด 40km รถสามารถบรรทุกกระสุนได้ 48นัดพร้อมดินส่งพร้อมใช้ ภายในรถมีระบบบบรรจุกระสุนอัตตโนมัติจากตำแหน่งที่เก็บกระสุนนำไปวางบนรางนำส่งเข้ารังเพลิงท้ายปืนด้วยเครื่องกระทุ้ง

ต่างจากรถถังหลัก K1/K1A1 ที่ไม่มีลูกค้าส่งออก ปืนใหญ่อัตตาจร K9 เกาหลีใต้ได้ประสบความสำเร็จในการส่งออกหลายประเทศทั่วโลกเช่น ฟินแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2017/02/k9.html), นอร์เวย์(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/k9-thunder.html), 
อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2016/07/k-9-100.html, https://aagth1.blogspot.com/2015/10/k9.html), โปแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2014/12/k9.html), เอสโตเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2017/02/k9-thunder.html) และอียิปต์ครับ

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563

เกาหลีใต้วางแผนจะปรับปรุงรถถังหลัก K1A2

South Korea planning to upgrade RoKA’s K1A2 MBTs


South Korea’s DATQ has announced that it is planning to upgrade the RoKA’s K1A2 MBTs Source: Dae Young Kim
https://www.janes.com/article/95362/south-korea-planning-to-upgrade-roka-s-k1a2-mbts


กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลีกำลังวางแผนที่จะเพิ่มสมรรถนะโดยรวมของรถถังหลัก K1A2 กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(RoKA: Republic of Korea Army) ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุง
องค์การเพื่อวิทยาการและคุณภาพกลาโหม(DATQ: Defense Agency for Technology and Quality) ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ว่าตนจะดำเนิน "การวิจัยขั้นก้าวหน้า" ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2020 เพื่อตัดสินใจวิธีที่ดีที่สุดเพื่อขยายสมรรถนะของระบบในหลายภาคส่วน

ท่ามกลางการปรับปรุง DATQ เกาหลีใต้กำลังมองไปยังการติดตั้งระบบการหยั่งรู้สถานการณ์เพื่อทำให้พลประจำรถจะตรวจสอบสถานการสนามรบจากภายในตัวรถได้ดีขึ้น นอกจากนี้กล้องตาเรือสร้างภาพความร้อนสำหรับพลขับคาดว่าจะถูกติดตั้งด้วย
DATQ ยังมองที่จะเพิ่มการป้องกันของรถถังต่ออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังโดยการเอาเกราะที่มีอยู่ออกและติดตั้งเกราะพิเศษสมรรถนะสูงแบบใหม่แทน มากไปกว่านี้ DATQ กำลังพิจารณาให้รถถังติดตั้งด้วยขีดความสามารถระบบป้องกันเชิงรุกในการสะกัดกั้นอาวุธปล่อยนำวิถีดังกล่าวด้วย

เพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ ระบบกันกระเทือน hydro-pneumatic ของรถถังที่มีอยู่น่าจะถูกแทนที่ด้วยระบบกันกระเทือน ISU(In-arm Suspension Unit) เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถถังหลัก K2 กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี
นอกจากนี้เครื่องกำเนินพลังงานเสริมจะถูกติดตั้ง และกำลังขับเครื่องยนต์คาดว่าจะถูกเพิ่มขั้น แม้ว่าจะยังไม่มีการตัดสินว่าจะจะเป็นการปรับปรุงเครื่องยนต์ที่มีอยู่เดิม หรือติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น

การป้องกันกำลังพลประจำรถจากภัยคุกคาม เคมี, ชีวะ และรังสี(CBR: Chemical, Biological and Radiological) ถูกกำหนดที่จะเพิ่มขยาย ผ่านการใช้ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมแบบผสมผสานที่จะรักษาอุณหภูมิปานกลางภายในตัวรถ
DATQ ยังพิจารณาความเป็นไปได้ของป้อมปืน Remote ถ้าบูรณาการเข้ากับกล้องเล็งผู้บังคับรถนี่ไม่เพียงจะเพิ่มขยายการหยั่งรู้สถานการณ์เพิ่มเติม แต่ยังทำให้ ผบ.รถจะสามารถโจมตีบ้างกลุ่มเป้าหมายอย่างอิสระจากพลยิงด้วย

รถถังหลัก K1A2 เป็นรุ่นปรับปรุงของรถถังหลัก K1A1 ที่ผลิตโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นผู้ผลิตทั้งรถถังหลัก K1 รุ่นเก่าที่เข้าประจำการตั้งแต่ปี 1980s และรถถังหลัก K2 รุ่นใหม่ล่าสุด(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/hyundai-rotem-k2.html)
รถถังหลัก K1A2 ยังคงมีอาวุธหลักเป็นปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ KM256 ขนาด 120mm ขณะที่รถถังหลัก K1E1 ที่เป็นรุ่นปรับปรุงสมรรถนะของ K1 ยังคงใช้ปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลียว KM68 ขนาด 105mm ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2014/07/k1e1.html)

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แนวทางโครงการจัดหารถถังหลักใหม่ของกองทัพบกไทยในปี ๒๕๕๙

ประเด็นที่เป็นกระแสในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาของกองทัพบกไทยคือ โครงการพิจารณาแบบเพื่อจัดหารถถังหลักใหม่ทดแทนรถถังเบา M41A3 ที่ประจำการมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕(1962) ประมาณ ๕๐คัน
เพิ่มเติมจากโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ยูเครนที่สั่งจัดหาไปก่อนแล้ว ๔๙คัน และกำลังส่งมอบอยู่(อย่างล่าช้า) โดยมีการรับมอบแล้ว ๑๐คันสำหรับ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
มีสื่อบางรายลงข่าวไปว่ามีการตั้งงบประมาณผูกพันโครงการปี พ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๑ ที่วงเงิน ๘,๙๙๗,๔๕๐,๐๐๐บาท โดยมีตัวเลือกรถถังหลักที่พิจารณาสามแบบคือ T-90A หรือ T-90S รัสเซีย, VT4(MBT-3000) จีน และ K1A1 สาธารณรัฐเกาหลี
ซึ่งสื่อแต่ละแห่งรายงานข่าวไม่ตรงกันครับ บางแหล่งก็ว่ารถถังหลักจีนมีโอกาสสูงเพราะมีราคาและประสิทธิภาพเหมาะสมพร้อข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่บางแหล่งก็ว่ารถถังหลักจากรัสเซียมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเลือกเพราะกองทัพบกไม่พอใจคุณภาพรถถังจีน

BTR-82A and T-90S model at Defense & Security 2015 (My Own Photo)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรีอีกหลายท่าน ซึ่งมีกำหนดการเยือนรัสเซียในวันที่ ๒๓-๒๗ กุมภาพันธ์นั้น
ทาง รมต.กลาโหมได้ปฏิเสธข่าวการจัดซื้อรถถังหลัก T-90 และ T-14 ARMATA จากรัสเซียต่อสื่อไปก่อนแล้วครับ โดยให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของทางกองทัพบกที่จะต้องพิจารณาความจำเป็นในการใช้งานของหน่วย ซึ่งยังไม่ได้มีเสนอเรื่องมายังกลาโหม
ประกอบกับทางโฆษกกองทัพบก พันเอก วินธัย สุวารี ได้แถลงชี้แจงกรณีที่สื่อบางฉบับลงข่าวไปว่ากองทัพบกจะจัดซื้อรถถังหลัก T-90A จากรัสเซียแล้วว่าไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
ตรงนี้น่าจะพอสรุปได้เบื้องต้นครับว่า ตอนนี้ทางกองทัพบกยังไม่ได้มีการพิจารณาแบบรถถังหลักใหม่ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กยม. และเสนอเรื่องมาทางกลาโหมในตอนนี้
แต่ทั้งนี้เองก็มีรายงานว่าทางกระทรวงกลาโหมให้ความสนใจยุทโธปกรณ์บางแบบของรัสเซีย เช่น เครื่องบินดับเพลิง(อย่างเครื่องบินทะเล Beriev Be-200 Altair) และยานรบทหารช่าง(อย่าง IMR-3M ที่ใช้แคร่รถฐานของ ถ.หลัก T-90)

A Russian specification T-90A (wikipedia.org)

ประเด็นที่ว่ารัสเซียจะเสนอขายรถถังหลัก T-90A ซึ่งเป็นรุ่นที่มีใช้งานเฉพาะกองทัพบกรัสเซียเท่านั้น
เนื่องจากว่ากองทัพบกรัสเซียมีแผนที่จะจัดหารถถังหลัก รถเกราะ และรถรบรุ่นใหม่เข้าประจำการแทนรถรุ่นเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น โดยเฉพาะรถถังหลัก T-14 Armata ที่มีแผนจะจัดหาราว ๒,๓๐๐คัน ตั้งแต่ช่วงหลังปี 2020 เป็นต้นไป
ทำให้กระทรวงกลาโหมรัสเซียจะไม่มีการสั่งจัดหารถถังหลัก T-90 เพิ่มเติม และจะทำให้สายการผลิตรถถังหลักรุ่นส่งออกทั้ง T-90SA และ T-90MS อาจจะต้องปิดตัวลงในอนาคตนั้น
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงดูเหมือนว่าแผนการใช้กำลังรถถังหลักของกองทัพบกรัสเซียในตอนนี้ยังจำเป็นที่จะต้องคงกำลังรถถังหลักที่มีอยู่เดิมแล้วส่วนหนึ่งอยู่ครับ
เช่น การปรับปรุงรถถังหลัก T-72B ให้เป็นมาตรฐาน T-72B3 และ T-72B3M ที่บริษัท Uralvagonzavod ยังคงได้รับคำสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียอยู่
ซึ่งกองทัพบกรัสเซียได้รับมอบ T-72B3 ที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ปี 2013 แล้วมากกว่า ๕๖๔คัน เข้าประจำการในเขตภาคทหารต่างๆตั้งแต่สิ้นปี 2015 และมีแผนจะจัดหาอีกรวมกว่า ๑,๐๐๐คัน ตามแผนปรับโครงสร้างกำลังกองทัพรถถังตามที่รายงานไป
รวมถึงรถถังหลัก T-90A กองทัพบกรัสเซียซึ่งคงยังไม่น่าจะปลดประจำการลงในช่วงเร็วๆนี้แม้จะไม่มีการจัดหาเพิ่ม ถึงจะหลังจากที่รถถังหลัก T-14 เริ่มเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในช่วงต้นแล้วก็ตาม
โดยทั้งรถถังหลัก T-14 Armata และรถรบแบบใหม่อื่นๆ เช่น รถรบทหาราบหนัก BMP T-15 Armata, รถหุ้มเกราะสายพาน Kurganets และรถหุ้มเกราะล้อยาง Bumerang 8x8
ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะผ่านการทดสอบและยอมรับความพร้อมปฏิบัติการจริงโดยกองทัพรัสเซียและเริ่มสายการผลิตจำนวนมากได้

Syrian Army T-90A During Battle in northern aleppo, February 2016 (wikipedia.org)


แต่จากรายงานภาพและวีดิทัศน์ล่าสุดที่การพบว่าในปฏิบัติการรบของกองทัพรัฐบาลซีเรียต่อกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านนั้น กองทัพรัฐบาลซีเรียมีรถถังหลัก T-90A ใช้งานในปฏิบัติการรบ เช่นการรบที่เมือง Aleppo ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ตรงนี้ก็ไม่ทราบรายละเอียดครับว่า T-90A ที่กองทัพรัฐบาลซีเรียใช้นั้นรัสเซียมอบให้โดยมีเงื่อนไขข้อตกลงอย่างไร โดยตามข้อมูลที่มีปัจจุบันกองทัพบกรัสเซียมี ถ.หลัก T-90A ประจำการ ๕๔๓คัน และเก็บสำรองไว้ราว ๒๐๐คัน
แน่นอนว่าทั้งรัฐบาลซีเรียนั้นเป็นพันธมิตรหลักสำคัญของรัสเซียในตะวันออกกลางที่ย่อมได้รับความช่วยเหลือทางการทหารแบบใกล้ชิดแนบแน่นเป็นพิเศษพอที่รัสเซียจะมอบรถถังของตนให้ใช้แบบ Hot Transfer
แต่สำหรับไทยแล้วส่วนตัวมองว่าเราไม่ได้สนิทกับรัสเซียมากพอที่รัสเซียจะส่งมอบรถถังของตนในคลังราว ๕๐คันให้ไทยแบบซีเรียครับ รวมถึงจะเป็นข้อโจมตีจากภาคประชาชนด้วยว่ากองทัพบกไทยจะจัดหารถถังมือสองอีกแล้ว
และทาง Rosoboronexport รัฐวิสาหกิจการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียเอง ก็ยังคงประชาสัมพันธ์เสนอขายรถถังหลัก T-90MS, รถรบทหารราบสายพาน BMP-3 และรถเกราะล้อยาง BTR-82A เป็นหลักอยู่
นั่นทำให้ดูแล้วทางรัสเซียยังไม่พร้อมที่จะส่งออกระบบรถรบรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง ถ.หลัก T-14 Armata ที่ยังไม่ได้เข้าประจำการในกองทัพรัสเซียอย่างเป็นทางการในช่วงเร็วๆนี้แม้ว่าจะมีหลายประเทศสนใจก็ตามครับ

VT4(MBT-3000) on 4410A Heavy Transporter model at Defense & Security 2015 (My Own Photo)

อีกประเด็นคือเรื่องที่ว่าจีนจะเสนอการถ่ายทอด Technology และสิทธิบัตรเพื่อจัดตั้งสายการผลิตโรงงานประกอบรถถังในไทยถ้ากองทัพบกไทยเลือกจัดหารถถังหลักจีนนั้น
ประเด็นสำคัญคือว่าเรื่องสิทธิบัตรการผลิตนี่จะเป็นความเป็นไปได้จริงหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้มากนักครับ
เพราะประเทศที่จะประกอบรถถังหลักที่ซื้อสิทธิบัตรจากต่างประเทศได้นั้นจะต้องมีพื้นฐานมาระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งคงต้องจะมาดูตัวอย่างในประเทศอื่นก่อน เช่น
อินเดียที่ประกอบรถถังหลักมาหลายแบบ เช่น Vijayanta (Vickers Mk.1) กับ T-72 Ajeya(T-72M1) มาตั้งแต่ช่วงปี 1960s-1970s มาแล้วถึงจะมาประกอบ T-90S ในปี 2000s ได้
หรืออย่างอิหร่านเองก็มีการซื้อสิทธิบัตรการผลิตรถถังหลัก T-72S จากรัสเซียในช่วงปี 1993-2001
ที่ได้รายงานไปว่าทางบริษัท Uralvagonzavod รัสเซียเสนอสิทธิบัตรสายการผลิต T-90S ให้อิหร่าน ถ้าไม่ติดที่รัฐบาลรัสเซียยังคงระงับความช่วยเหลือทางทหารบางส่วนกับอิหร่านตามมติ UN ปี 2010 อยู่
แต่ทั้งนี้อิหร่านต้องการจะพัฒนารถถังหลักของตนเองมากกว่าเช่นเดียวกับรถถังหลักตระกูล Zulfiqur โดยล่าสุดรัฐมตรีกลาโหมอิหร่าน พลจัตวา Hossein Dehqan ได้ประกาศว่าอิหร่านกำลังพัฒนารถถังหลักใหม่ชื่อ Karrar ซึ่งออกแบบจากแบบร่างและมีความร้ายกาจเท่า T-90 รัสเซีย

Al-Khalid (MBT-2000) Pakistan Army

กรณีศึกษาที่น่าสนใจอีกประเทศก็คือโครงการรถถังหลัก Al-Khalid ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างจีนกับปากีสถาน
โดย ถ.หลัก Al-Khalid ปากีสถานนั้นมีพื้นฐานพัฒนามาจากรถถังหลัก Type 90-II ของจีน ทำการประกอบสร้างที่โรงงาน Heavy Industries Taxila
ซึ่งก่อนหน้านั้นโรงงาน Taxila ปากีสถานนี้ได้ทำการสร้างรถถังหลัก Type 69-II และ Type 85-IIAP ภายใต้สิทธิบัตรของจีนมาแล้ว
ถ.หลัก Al-Khalid ของปากีสถานนั้นนอกจากระบบหลักๆจากจีนก็มีการนำระบบจากแหล่งอื่นมาใส่ในรถถัง เช่น เครื่องยนต์ดีเซล 6TD-2 กำลัง 1200HP จากยูเครนแบบเดียวกับที่ใช้กับรถถังหลัก Oplot เป็นต้น
ตรงนี้มองว่าถ้าจะมีการตั้งสายการผลิตประกอบรถถังหลักจีนตามสิทธิบัตรจริง การจัดตั้งโรงงานและระบบพื้นฐานอาจจะทำได้โดยเป็นโครงการความร่วมมือร่วมกับจีน

อย่างไรก็ตามก็คงจะขึ้นอยู่ด้วยว่ากองทัพบกจะสั่งจัดหารถถังจำนวนกี่คัน ซึ่งถ้าเพียงแค่กองพันเดียวประมาณ ๕๐คัน คงจะไม่คุ้มกับการที่จะตั้งสายการผลิตในไทย
และตอนนี้ไทยเรายังไม่มีระบบโรงงานอุตสาหกรมความมั่นคงขนาดใหญ่พอสำหรับรองรับสายการผลิตของรถถังหลักเป็นจำนวนมากๆแบบต่างประเทศอย่าง อินเดีย ปากีสถาน และอิหร่านที่ได้ยกตัวอย่างมา
รถถังหลักยุคที่๓ นั้นมี Technology สูง และมีความซับซ้อนของระบบมากกว่ารถเกราะล้อยางกันทุ่นระเบิด MRAP อย่าง First Win 4x4 ของบริษัทชัยเสรี (Chaiseri)
และรถหุ้มเกราะล้อยาง Black Widow Spider 8x8 ของบริษัทปรีชาถาวร ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ(DTI) ที่ไทยมีประสบการณ์บ้างแล้วแต่ก็เพิ่งที่จะเริ่มต้นมาก
ถึงจะเป็นการประกอบแบบ Knock-Down Kits ที่ส่งชิ้นส่วนต่างที่เสร็จแล้วจากจีนมาประกอบเป็นรถที่สมบูรณ์ในไทยก็ตาม เพราะตอนนี้ไม่ว่าทั้งสายการผลิตประกอบ BTR-3E1 และ DTI Black Widow Spider ที่ยังไม่ได้เริ่มระดับสายการผลิตจำนวนมากเลย
ถ้าจะตั้งสายการผลิตประกอบรถถังหลักกันจริงๆ ต้องใช้เวลาจัดตั้งสถานที่ ระบบเครื่องจักร และฝึกคนงานกันพอสมควร แต่ถ้าจะทำจริงก็มองว่าไทยเรามีศักยภาพที่จะทำได้ครับแต่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจที่จะลงมือทำจริงๆ
(ไม่แน่ใจว่าจะมีเพียงแค่ข้อเสนอจากทางจีนรายเดียวหรือไม่ที่เสนอสิทธิบัตรและการจัดตั้งโรงงานประกอบรถถังหลักให้ไทย เพราะรัสเซียเองก็ควรที่จะมีข้อเสนอสิทธิบัตรการเปิดสายการผลิตรถถังหลักของตนอย่าง T-90 ให้ไทยด้วย
แต่อาจจะติดที่รัสเซียยังไม่เชื่อถือไทยสนิทมากพอที่จะถ่ายทอด Technology ระดับนี้ให้ ถ้าเทียบกับจีนที่ใกล้ชิดกับไทยมากกว่า)

Type 69-II with 105mm Tank gun Upgraded Royal Thai Army

ทั้งนี้ในกรณีที่รถถังหลักจีนถูกเลือกจัดหามาจริงก็ต้องดูเรื่องความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วยครับ
เพราะว่ากรณีรถถังหลัก Type 69-II ที่จัดหาจากจีนเมื่อปี ๒๕๓๐ นั้นเป็นรถถังที่ถูกจัดหามาในราคาถูกมากเป็นพิเศษแบบเร่งด่วนในตอนนั้น เพื่อเพิ่มกำลังหน่วยรถถังของกองทัพบกในการต่อต้านกองทัพประชาชนเวียดนามที่ยึดครองกัมพูชาในขณะนั้น
การปรับปรุง ถ.๓๐ Type 69-II ของกองทัพบกไทยครั้งสุดท้ายคือการนำไปปรับปรุงติดปืนใหญ่รถถัง 105mm NATO ของจีน(ลอกแบบ ปถ.L7) ที่เคยเห็นรถต้นแบบอยู่ที่ กองพันทหารม้าที่๒๒ ศูนย์การทหารม้านั้น ไม่แน่ใจว่ารถต้นแบบคันดังกล่าวยังคงอยู่ที่ ม.พัน.๒๒ หรือไม่
แต่เท่าที่ทราบคือเหตุผลที่กองทัพบกไม่เลือกที่จะทำการปรับปรุง ถ.๓๐ ที่ยังคงประจำการอยู่ในตอนนั้นให้เป็นมาตรฐานรุ่นนี้ ก็เพราะประเมินว่าไม่มีความคุ้มค่าพอที่จะดำเนินการปรับปรุงครับ
คือรถถังรุ่นนี้มี Technology ที่ล้าสมัย และไม่มีอะไหล่แล้วเพราะทางจีนก็จะเลิกใช้แล้ว ประกอบกับรถถังหลักที่ใช้ ปถ.105mm อยู่เช่น ถ.เบา๓๒ Stingray(L7) M48A5 และ M60A1 M60A3 (M68) ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ณ ขณะนั้น จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับการปรับปรุง ถ.๓๐
(แต่บางประเทศเช่นกองทัพบกพม่ายังคงใช้รถถังหลัก Type 59D/M ซึ่งเป็นรุ่นที่เก่ากว่า Type 69-II ของกองทัพบกไทย โดย ถ.หลัก Type 59D/M ของพม่าได้รับการปรับปรุงใกล้เคียงกับ Type 69-II ที่ได้รับการปรับปรุง คือติด ปถ.105mm และรถถังพม่าติดเกราะ ERA เสริมด้วย)

Type 99A People's Liberation Army Victory Day parade 2015

Type 96A People's Liberation Army in Tank Biathlon 2014 

หลักนิยมในการใช้รถถังหลักของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนดูจะมีความคล้ายคลึงกับหลักนิยมของกองทัพบกโซเวียตสมัยสงครามเย็นครับ คือมีรถถังหลักใช้งานสองแบบคือแบบมาตรฐานทั่วไป(Type 96)กับแบบสมรรถนะสูงสำหรับหน่วยที่มีความสำคัญ(Type 99)
ดังนั้นการส่งออกรถถังหลักของจีนให้มิตรประเทศก็ดูจะใช้นโยบายเดียวกับอดีตสหภาพโซเวียตเช่นกันที่ส่งออกเฉพาะ ถ.หลัก T-72 รุ่นลดสมรรถนะแล้ว และเก็บ T-80 ไว้ใช้เองเท่านั้น
แต่จะว่าไปแล้วทั้งรถถังหลัก Type 96 และรถถังหลัก Type 99 เองก็มีความแตกต่างภายนอกที่ดูเผินๆแล้วไม่ชัดเจนมากนัก
ซึ่งรถถังหลักทั้งสองแบบถูกพัฒนาและผลิตโดย China North Industries Corporation หรือ NORINCO และโรงงานเครื่องจักรมองโกเลียในที่หนึ่ง (First Inner Mongolia Machinery Factory)
การพัฒนารถถังหลักยุคที่๓ ของกองทัพปลดปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นมีการกล่าวอ้างว่ามาจากการศึกษาแบบรถถังหลัก T-72M1 ที่จีนได้จากโรมาเนียที่ให้เพื่อแลกกับเครื่อง Plasma Spray
โดยสายการพัฒนาเริ่มจาก Type 85-IIA ซึงเป็นรถถังหลักแบบแรกที่ติดปืนใหญ่รถถัง 125mm ต่อมาคือ Type 85-IIM/Type 88C และมาเป็น Type 96/Type 96A ในที่สุด
อีกสายที่พัฒนาจาก Type 90-II คือ Type 98 และต่อมาพัฒนาเป็น Type 99, Type 99G และ Type 99A เป็นรถถังหลักที่ติดตั้งเครื่องยนต์ เกราะป้องกัน และระบบควบคุมการยิงดีกว่า Type 96

Type 99 Tank (two in front) and Type 96 Tank (one in back)

ความแตกต่างในส่วนรถแคร่ฐานนั้น Type 99 จะมีบางส่วนคล้าย T-72 แต่ก็ไม่เหมือนในหลายส่วนเช่นตำแหน่งเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ต่างจาก Type 96 ซึ่งจะเป็นอีกแบบที่มีพื้นฐานจาก Type 85/88 รุ่นก่อน
ส่วนเครื่องยนต์ Type 99 ใช้ ย.ดีเซลกำลัง 1500HP ขณะที่ Type 96 ใช้ ย.ดีเซลกำลัง 1000HP ตำแหน่งสถานีพลขับนั้น Type 96 จะอยู่ด้านซ้ายของหน้ารถ ส่วน Type 99 จะอยู่กึ่งกลางตัวรถ(เหมือน T-72)
ป้อมปืนของรถถังหลักทั้งสองแบบเป็นแบบเชื่อมใช้เกราะเหล็กกล้ากับวัสดุผสมและเกราะปฏิกิริยาระเบิด ERA(Explosive Reactive Armor) แบบ Modular
แต่ป้อมปืนของ Type 99 นั้นจะมีขนาดใหญ่และยาวกว่า Type 96 อีกทั้ง Type 99 ยังติดตั้งระบบเกราะป้องกันระดับที่ก้าวหน้าสูงกว่า Type 96
Type 99 มีการติดตั้งระบบกล้อง Panoramic Sight สำหรับสถานีผู้บังคับการรถ และระบบกล้องเล็งพลยิงที่มีขีดความสามารถในการรบแบบ Hunter-Killer รวมถึงติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก Active Protection System (เป็นแท่นกล่องสี่เหลี่ยมบนหลังคารถ) ซึ่งรถถังหลัก Type 99A ที่เปิดตัวในปี 2015 นั้นติด APS รุ่นใหม่(ทรงกระบอกเหลี่ยม)
ขณะที่ Type 96A ที่มีการปรับปรุงล่าสุดโดยติดตั้งเกราะ ระบบควบคุมการยิง และกล้องเล็งใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรบเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ดูจะเป็นระบบที่พื้นฐานกว่าที่ติดตั้งกับ Type 99
สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งว่ารถถังหลักจีนได้แนวทางพัฒนามาจากรถถังหลัก T-72 คือระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติในป้อมปืนซึ่งมีกระสุนพร้อมรบ ๒๒นัด และบรรจุหัวกระสุนและดินส่งกึ่งครบนัดเข้ารังเพลิงปืนใหญ่ถังสองจังหวะเหมือน T-72
(เหตุผลหนึ่งที่จีนยังคงประจำการทั้ง Type 96 และ Type 99 คือราคาของ Type 99 ที่แพงกว่าทำให้จีนไม่สามารถจะสั่งจัดหาแทนรถถังหลักเก่าให้ครบทุกหน่วยได้ หลายหน่วยจึงได้รับมอบ Type 96 ซึ่งมีราคาถูกกว่าที่ผลิตมาก่อน Type 99
ถ้าเทียบกับรถถังหลักรัสเซียในปัจจุบันแบบคร่าวๆ Type 96 ก็เทียบเท่า T-72B ซึ่งเป็นรถถังหลักยุคที่๒.๕ Type 96A เทียบเท่า T-72B3 ซึ่งได้รับการปรับปรุงเกราะและระบบควบคุมการยิงใหม่ให้ใกล้เคียงรถถังหลักยุคที่๓
ส่วน Type 99/Type 99A ก็อาจเทียบได้กับ T-90A/T-90AM ซึ่งเป็นรถถังหลักยุคที่๓/๓.๕ ที่มีขีดความสามารถสูงสุด ปัจจุบันรัสเซียได้พัฒนารถถังหลักยุคที่๔ คือ T-14 Armata ออกมาแล้วซึ่งทางจีนยังไม่มีข้อมูลว่ามีโครงการพัฒนาเช่นเดียวกันหรือไม่)

NORINCO VT4 MBT-3000

VT4 during combat trials in Pakistan(wikipedia.org)


แต่สำหรับรถถังหลักจีนยุคใหม่ที่ถูกสร้างมาสำหรับส่งออกโดยตรงอย่าง VT4 MBT-3000 คงเป็นคนละเรื่องกับ Type 69-II ครับ
เพราะ Technology ต่างยุคสมัยกันเกินกว่าที่จะมาสรุปได้โดยเร็วในตอนนี้ว่าจะมีสภาพเหมือนกันกับที่เคยจัดหาก่อน รถถังหลักจีนยุคที่๓ ที่เป็นรุ่นส่งออกต่างประเทศอย่าง VT1 MBT-2000 ที่มีลูกค้าอยู่บ้างนี่ หลายประเทศก็ยังใช้งานไม่เกิน ๑๐ปีครับ
ใกล้ๆบ้านเราก็เช่นกองทัพบกพม่าที่มีรถถังหลัก VT1A MBT-2000 ประจำการ (อาจจะเว้น Al-Khalid ของปากีสถานที่ร่วมพัฒนากับจีนซึ่งประจำการมานานกว่า)
ในกรณีของจีนสำหรับรถถังหลักยุคที่๓ คือการพัฒนารุ่นสำหรับส่งออกต่างประเทศโดยตรง เช่น VT1A(MBT-2000) และ VT4(MBT-3000) ซึ่งต่างมีพื้นฐานจาก ถ.หลัก Type 90-II แต่ใช้ Technology ใหม่บางส่วนที่มาจาก ถ.หลัก Type 99 ที่ลดระดับลงสำหรับการส่งออก
เช่น VT1A(MBT-2000) หรือ Al-Khalid ที่ติดกล้อง Panoramic Sight และติดเกราะERA เสริมป้อมปืนและแคร่รถฐานส่วนหน้า อย่างเห็นใช้งานในปากีสถาน, บังคลาเทศ, โมร็อกโก และกองทัพบกพม่า และทดสอบในเปรู
(เปรูนั้นเคยเลือกจัดหารถถังหลัก VT1A/MBT-2000 เพื่อทดแทน T-55 มาแล้ว แต่รัฐบาลเปรูขณะนั้นถูกโจมตีจากสื่อว่าโครงการไม่โปร่งใส และยูเครนซึ่งส่ง Oplot เข้าแข่งขันในโครงการปฏิเสธที่จะส่งเครื่องยนต์ 6TD-2 ให้ใช้กับรถของเปรู
เปรูจึงยกเลิกการสั่งซื้อ VT1A/MBT-2000 และตั้งโครงการจัดหารถถังหลักใหม่ ซึ่งโครงการใหม่นี้จีนส่ง VT4/MBT-3000 เข้าแข่งขันโดยใช้ระบบของจีนล้วนโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลกำลัง 1300HP)
ส่วน VT4(MBT-3000) ใช้เกราะวัสดุผสมและเกราะ ERA แบบใหม่ในป้อมปืนและแคร่รถฐาน(มีพื้นฐานจากเกราะที่ใช้กับ Type 99A) และติดกล้องเล็งและระบบควบคุมการยิงใหม่ พร้อมเลือกติดตั้งป้อมปืน Remote Weapon Station 12.7mm และระบบ APS แบบ GL5 ได้เป็นต้น
(ไม่นับรถถังหลัก VT2 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของ Type 96A ซึ่ง NORINCO วางระดับของรถถังหลักรุ่นนี้ไว้เป็นรุ่นใช้ Technology พื้นฐานรองลงมาจาก VT1A ซึ่ง ถ.หลัก VT2 มีราคาถูกที่สุดเหมาะสำหรับประเทศที่มีงบประมาณจำกัด
อาจจะกล่าวได้ว่าตอนนี้ NORINCO จีนมีผลิตภัณฑ์รถถังหลักของตนล่าสุดสองแบบคือ VT2 คือ Type 96A รุ่นส่งออก และ VT4 ที่อาจจะเป็นเหมือน Type 99A รุ่นส่งออก ดูได้จากการสาธิตสมรรถนะผลิตภัณฑ์ในงาน NORINCO Armour Day 2014 ตาม Clip ข้างต้น)
แต่นั่นละที่ว่ารถถังหลักรัสเซียคือ T-90 นั้นอาจจะมีความน่าเชื่อถือในเรื่อง Technology และจำนวนลูกค้าที่ส่งออกได้มากกว่ารถถังหลักจีน ก็ต้องดูไปนานๆหลายปีกว่านั้นครับว่ารถถังหลักจีนเหล่านี้จะมีปัญหาที่ทำให้ปลดประจำการเร็วกว่าที่ควรหรือไม่ครับ

K1A2 Republic of Korea Army

ส่วนตัวเลือกอีกแบบคือรถถังหลัก K1A1 สาธารณรัฐเกาหลีนั้นยิ่งดูไม่น่าจะมีความเป็นไปได้มากเท่าใดนักเช่นกันครับ
เนื่องจาก K1A1 นี่เคยเป็นตัวเลือกหนึ่งร่วมกับ T-84 Oplot-M และ T-90S ในโครงการจัดหารถถังหลักของกองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์มาแล้ว
ซึ่ง K1A1 ถูกคัดออกเนื่องจากระบบอุปกรณ์หลายส่วนของรถมาจากสหรัฐฯซึ่งจะต้องให้รัฐบาลสหรัฐฯอนุมัติการส่งออกก่อน(เหมือนเครื่องบินฝึกไอพ่น KAI T-50 ของกองทัพอากาศไทย แต่ทางกองทัพบกคงไม่อยากทำให้การจัดหามีขั้นตอนยุ่งยาก)
อีกทั้งสายการผลิตของ K1A1 นั้นได้สิ้นสุดลงในปี 2010 ดังนั้นเมื่อเหลือตัวเลือกเพียง Oplot กับ T-90S แล้วกองทัพบกจึงเลือก Oplot เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและประสิทธิภาพบางอย่างเหนือกว่า T-90S
ทั้งนี้ทางเกาหลีใต้เองไม่น่าจะมีการส่งออก ถ.หลัก K1A1 มือสองให้ต่างประเทศในเร็วๆนี้ด้วยครับ 
เนื่องจากสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีมีความตึงเครียดสูงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และมีการปะทะเกิดขึ้นได้ตลอด เกาหลีใต้จำเป็นต้องคงกำลังรถถังหลักไว้ยันเกาหลีเหนืออยู่
โดยรถถังหลัก K1 รุ่นแรกที่ใช้ปืนใหญ่รถถัง KM68A1 105mm จะได้รับการปรับปรุงเป็นมาตรฐานรุ่น K1E1 ตั้งแต่ปี 2013 และจะปรับปรุงจนครบทุกคันในปี 2026
ส่วนรถถังหลัก K1A1 ที่ใช้ปืนใหญ่รถถัง KM256 120mm เองก็จะไรับการปรับปรุงเป็นมาตรฐานรุ่น K1A2 ตั้งแต่ปี 2012 และจะปรับปรุงจนครบทุกคันในปี 2022
และล่าสุดรถถังหลัก K2 Black Panther รุ่น Batch1 คันที่ 100 ก็เพิ่งจะออกจากโรงงาน และรถถัง K2 Batch2 ที่จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ดีเซล Doosan DV27K 1500HP ของเกาหลีใต้เอง แทน ย.ดีเซล MTU-890 เยอรมนีก็กำลังพัฒนาสร้างอยู่ครับ
ล่าสุดในการฝึกยกพลขึ้นบกของการฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold 2016 ในไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลีได้ส่งรถถังหลัก K1 ๑คันเข้าร่วมฝึกนอกจากรถเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-7A1

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าแบบรถถังหลักใหม่ที่กองทัพบกอาจจะมีการจัดหาในอนาคตนั้นจะนำมาเข้าประจำการในกองพันทหารม้ารถถังหน่วยใด
ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนครับว่าจะเป็นในส่วนกองพันทหารม้ารถถังใน กองพลทหารราบ หรือในกรมทหารม้า กองพลทหารม้าที่๓ แต่ตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โอกาสในการจัดหารถถังหลักใหม่ของกองทัพบกไทยหลังความไม่แน่นอนของ Oplot

กองทัพบกไทยจัดหารถถังหลักเข้าประจำการครั้งล่าสุดคือ M60A3 TTS จากสหรัฐฯจำนวน 125คัน ในปี ๒๕๔๐ งบประมาณราว $100 Million
เข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่ ๕ รักษาพระองค์ และ กองพันทหารม้าที่ ๑๗ รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่ ๒ รักษาพระองค์ และอีกหนึ่งกองร้อยที่ กองพันทหารม้าที่ ๒๒ ศูนย์การทหารม้า
โดยตามแผนการปรับปรุงกำลังของรถรบเหล่าทหารม้าที่มีเอกสารเปิดเผยออกมานั้น
นอกจากกำลังของ พล.ม.๒ รอ. ที่จะคงไว้เช่นเดิม และการจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ ๓ แล้ว
กองทัพบกมีความจำเป็นที่จะต้องจัดหารถถังหลักแบบใหม่เพื่อทดแทนรถถังเบา M41A3 ในกองพันทหารม้ารถถังประจำกองพลทหารราบ
เช่นที่ประจำการอยู่คือ กองพันทหารม้าที่ ๔ รักษาพระองค์, กองพันทหารม้าที่ ๘, กองพันทหารม้าที่๙ และ กองพันทหารม้าที่ ๑๖

เดิมทีกองทัพบกไทยมีแนวคิดในการจัดหารถถังหลักแบบใหม่ทดแทน M41A3 ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ นานแล้ว
เช่นให้ความสนใจในการจัดหารถถังหลัก Panzer 68/88 พร้อมรถสายพานลำเลียง M113 ที่กองทัพบกสวิตเซอร์แลนด์ ปลดประจำการในปี ๒๕๔๖


แต่อย่างไรตามรถถังหลัก Pz 68/88 นี้เป็นรถถังมือสองที่มีสวิตเซอร์แลนด์ใช้เพียงผู้เดียวในโลก และระบบอาวุธส่วนหนึ่งก็เป็นระบบเฉพาะของสวิส
เช่นปืนกลขนาด 7.5 Swiss ซึ่งใช้ก่อนที่กองทัพสวิสจะเปลี่ยนไปใช้กระสุนมาตรฐาน NATO
ดังนั้นแนวความคิดดังกล่าวจึงถูกล้มเลิกไป โดยงบประมาณสำหรับการจัดหา Pz 68/88 ได้ถูกโอนไปในการจัดหา ฮ.โจมตี ฮ.จ.๑ AH-1F EDA จำนวน 7เครื่องหรือรับมอบจริง 4เครื่องแทน

ต่อมานานอีกหลายปีกองทัพบกได้มีการจัดตั้งโครงการจัดหารถถังหลักใหม่เพื่อเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่ ๒ กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์
ซึ่งตามแผนการปรับปรุงอัตราการจัดกำลังรถรบทหารม้า จะมีการย้ายรถถังหลัก M48A5 ไปประจำที่ ม.พัน.๘
เช่นเดียวกับที่ M48A5 ที่ประจำการใน กองพันทหารม้าที่ ๒๑ จะโอนย้ายไป ม.พัน.๑๖ เมื่อได้รับมอบรถถังหลักแบบใหม่
ซึ่งในตัวเลือกสองในสามแบบสุดท้ายคือ K1A1 และ T-90S นั้นกองทัพบกได้เลือก BM Oplot จากยูเครนไปในที่สุด


แต่ก็อย่างที่ทราบกันในปัจจุบันว่านอกจากรถถังชุดแรก 5คันที่ส่งให้กองทัพบกทดสอบที่ศูนย์การทหารม้าเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๕๗ นั้น
สถานการณ์ยูเครนตั้งแต่การแยกตัวของ Crimea ไปรวมกับรัสเซีย และในภาคตะวันออกโดยเฉพาะที่ Donetsk และ Luhansk
ที่มีการปะทะรุนแรงระหว่างกองกำลังความมั่นคงยูเครนกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนนิยมรัสเซียนั้น ส่งผลต่อการผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ให้ไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งถ้าสถานการณ์หลังการเลือกตั้งในยูเครนวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ยังไม่คลี่คลายในทางที่ดีขึ้นแล้ว
เกรงว่าหลังจากนี้อีกราว 2ปี กองทัพบกอาจจะจำเป็นต้องพิจารณาตั้งโครงการจัดหารถถังหลักแบบอื่นแทน ถ้ายูเครนไม่สามารถส่งมอบรถได้ตามสัญญา

คำถามคือกองทัพบกยังมีตัวเลือกสำหรับรถถังหลักใหม่แบบอื่นนอกจาก Oplot หรือไม่?

กองทัพบกตั้งคุณสมบัติรถถังหลักใหม่ที่ต้องการไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นรถสร้างใหม่จากโรงงานไม่ใช่รถมือสอง
ซึ่งในงบประมาณจำกัดไม่เกิน ๗,๐๐๐ล้านบาทกว่าๆ เป็นอย่างมากต้องจัดหาไห้ได้ครบหนึ่งกองพันประมาณ ๕๐คัน
เพราะฉะนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับรถถังหลักจากประเทศยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯซึ่งราคาแพงมาก
และสถานการณ์การเมืองในไทยเองกลุ่มชาติตะวันตกก็จะระงับเรื่องความช่วยเหลือทางการทหารต่อไทยเป็นการชั่วคราวสักระยะอยู่แล้วด้วย
(เป็นนโยบายที่เราจะไม่พาดพิงถึงเรื่องการเมืองไทยใน Blog นี้ เพราะแค่กล่าวถึงเรื่องในวงการ Cartoons กับ Games ก็ไม่ได้ โอ๊ย! พอเถอะ!)

กองทัพบกอาจจะหันกลับไปมองรถถังหลักที่เป็นตัวเลือกรองอันดับถัดจากที่เลือก Oplot โดยมีข่าวลือออกมาว่า K1A1 และ T-90S อาจจะเป็นตัวเลือกอีกครั้ง

แต่จะเป็นไปได้แค่ไหนในเมื่อตามข้อมูลนั้น K1A1 ปิดสายการผลิตไปตั้งแต่ปี 2010 แล้ว และก็ไม่สามารถหาลูกค้าส่งออกได้เลย


http://kookbang.dema.mil.kr/kookbangWeb/m/view.do?ntt_writ_date=20140522&parent_no=82&bbs_id=BBSMSTR_000000000138&nav=1&nav2=5

ตามรายงานเอกสารของกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี จะมีการปรับปรุงรถถังหลัก K1 และ K1A1 เพื่อให้มีขีดความสามารถและสมรรถนะสูงขึ้น
โดยจะทำการปรับปรุง K1 เป็น K1E1 จำนวน 1,027 ซึ่งรถที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1986 จะประจำการไปจนถึงปี 2026
และ K1A1 จะทำการปรับปรุงเป็น K1A2 หรือเดิมคือ K1A1 PIP จำนวน 484 คันโดยจะเสร็จสิ้นภายในปี 2022
การปรับปรุงนี้จะใช้ Techonology ส่วนหนึ่งจากโครงการรถถังหลัก K2 เช่นระบบกล้อง Panoramic รุ่นใหม่ ระบบควบคุมการยิงใหม่ และ C4I
ซึ่ง K2 เองหลังจากมีความล่าช้าในการพัฒนามาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็จะเข้าประจำการได้จริงในเดือนมิถุนายนนี้เพื่อทดแทน M48A3K ในกองทัพเกาหลีใต้


สำหรับกองทัพบกไทยนั้น K2 เป็นรถถังหลักรุ่นใหม่ล่าสุดของเกาหลีใต้ที่มีสมรรถนะสูงสุดและออกแบบโดยใช้ Technology ของเกาหลีใต้ล้วนเกือบทั้งหมด
นั่นทำให้ถ้าเทียบกับ K1 ซึ่งมีสิทธิบัตรและบางระบบที่ต้องขออนุญาตการส่งออกจากสหรัฐฯแล้ว K2 อาจจะดีกว่า Oplot ก็จริง
แต่ K2 ก็มีราคาตัวรถที่แพงเกินไปสำหรับกองทัพบกไทยเช่นกัน และเช่นกันเกาหลีใต้ก็ไม่น่าจะมีการผลิต K1A2 ใหม่ทั้งคันจากโรงงานอีกแล้ว
ในขณะที่สถานการณ์ขัดแย้งกับเกาหลีเหนือยังคงตึงเครียดเสมอเช่นกรณีล่าสุดที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ใส่เรือเกาหลีใต้นั้น
เกาหลีใต้จึงไม่น่าจะแบ่งรถถัง K1 ในกองทัพบกและนาวิกโยธินมาขายในแบบมือสองครับ


อีกตัวเลือกหนึ่งในอันดับรองลงมาคือ T-90S จากรัสเซียซึ่งรุ่นส่งออกล่าสุดคือ T-90MS ที่แสดงตัวในหลายๆงานมาแล้วค่อนข้างน่าสนใจอยู่มากทีเดียว
แต่ถ้าจะเปรียบเทียบ T-90MS กับ Oplot-T ของไทยแบบตัวต่อตัวแล้ว T-90MS อาจจะมีข้อเสียเปรียบบ้างในบางจุด
เช่นเครื่องยนต์ที่ใช้มีกำลังน้อยกว่าเล็กน้อยคือ V-92F2S กำลัง 1130HP เทียบกับ 6TD-2 กำลัง 1200HP
T-90MS ไม่มีระบบ Active Protection Systems แบบ Soft-Kill อย่าง Varta ที่ติดตั้งกับ Oplot
รวมถึงข้อสงสัยว่าระบบควบคุมการยิงที่เลือกใช้ของตะวันตกได้เช่นของ Thales ฝรั่งเศสจะไม่ส่งมอบให้รัสเซียหรือไม่ ซึ่งนั่นก็อาจจะต้องใช้ระบบรัสเซียล้วน
รวมถึงสมรรถนะระบบขับเคลื่อนเช่น Gear ถอยหลัง ซึ่ง Oplot ทำความเร็วได้ดีกว่า T-90 อยู่
แต่ปืนใหญ่รถถังรุ่นใหม่ 2A46M-5 ของ T-90MS ก็ดูจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า KBA3 ของ Oplot อยู่ระดับหนึ่ง
ทำให้ในภาพรวม T-90MS เป็นตัวเลือกที่น่าจะพอแทน Oplot ได้แม้ว่าจะราคาแพงกว่าบ้างก็ตาม

ส่วนรถถังจากจีนนั้นจากประสบการณ์ที่กองทัพบกเคยจัดหา ถ.๓๐ Type 69-II มาคงจะไม่นำมาเป็นตัวเลือกแล้วครับ

อย่างไรก็ตามที่เคยได้กล่าวไปแล้วว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่าโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในขณะนี้ แต่ความล่าช้าย่อมมีแน่อย่างเลี่ยงไม่ได้
และด้วยสถานการณ์ในไทยเอง ส่วนตัวเกรงว่าถ้ากองทัพบกไม่ได้รับ Oplot มาจริงก็คงจะส่งผลให้ไม่มีโครงการจัดหารถถังใหม่ไปอีกนานหลายปี
ซึ่งผลกระทบโดยตรงต่อเหล่าทหารม้าคือ กำลังหลายกองพันที่ใช้ M41A3 อยู่อาจจะต้องพิจารณาการปรับอัตราจัดกำลังกันใหม่
ซึ่งนั่นอาจจะร่วมถึงการพิจารณาที่จะยุบ หรือแปรสภาพ หรือเปลี่ยนแนวคิดหลักนิยม ของกองพันรถถังประจำกองพลทหารราบก็ได้ถ้ามีความจำเป็นจริงๆครับ

แถม! การฝึกพลประจำรถถังหลัก K1A2 กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี
ดูเป็นรายการที่จับเอาดารากับนักร้องเกาหลีมาฝึกทหารครับ
Playlist เต็มรายการ
http://www.youtube.com/playlist?list=PLtqYizcPqxZTCtUso58q7QPokR5orZ1CP