แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Germany แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Germany แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

Lockheed Martin สหรัฐฯทำการบินครั้งแรกของเครื่องบินขับไล่ F-35A เยอรมนีเครื่องแรกจาก 35เครื่อง

Lockheed Martin flies first F-35A for Germany ahead of official rollout ceremony





The first of 35 F-35A combat aircraft for Germany departs Lockheed Martin's Fort Worth production facility on its maiden flight on 8 September 2026. It will be officially presented to the German Ministry of Defence on 18 September 2026. (German Embassy in Washington, DC)



บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ทำการบินครั้งแรกของเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II เครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ก่อนหน้าพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2026 นี้
การบินครั้งแรกของมีขึ้นจากโรงงานผลิตอากาศยาน Fort Worth ในมลรัฐ Texas เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 โดยพิธีส่งมอบอย่างเป็นการ ณ โรงงานอากาศยาน Fort Worth ที่เดียวกันมีกำหนดการในวันที่ 18 กันยายน 2026

สถาทูตเยอรมนีประจำ Washington, DC สหรัฐฯกล่าวในบัญชี X ทางการของตนเน้นว่า เหตุการณ์สำคัญนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่สำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี 
การทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นกับลูกค้าต่างๆของเครื่องบินขับไล่ F-35 ใน NATO เสริมความแข็งแกร่งการวางตัวการป้องกันภัยทางอากาศบูรณาการและการป้องปรามของ NATO และเสริมความแข็งแกร่งข้อผูกพันด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ระหว่างเยอรมนีและสหรัฐฯ

เครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกถูกกำหนดหมายเลขเครื่อง 35+01 โดยหมายเลข 35 เป็นการกำหนดแบบเครื่องบินขับไล่ F-35 ในประจำการกองทัพอากาศเยอรมนี โดยหมายเลข 01 หมายถึงโครงสร้างอากาศยาน(airframe) เครื่องแรก
เครื่องบินขับไล่ F-35A จะถูกส่งมอบมายังฐานทัพรักษาดินแดนทางอากาศ Ebbing Air National Guard Base ใน Fort Smith มลรัฐ Arkansas สหรัฐฯสำหรับการฝึกนักบิน(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/f-35a-35.html)

การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A ชุดแรกมายังฐานทัพอากาศ Büchel ในเยอรมนีจะเริ่มต้นในไตรมาสที่สามของปี 2027 และดำเนินไปจนถึงปี 2029(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/f-35a-35.html)
ความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) มีกำหนดจะมีขึ้นในปี 2029 โดยความพร้อมการปฏิบัติการเต็มอัตรา(FOC: Full Operational Capability) จะมีตามมาในปี 2030(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/jsm-f-35a.html)

ตั้งแต่คำสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A ระยะที่หนึ่งจำนวน 35เครื่องได้มีขึ้นในเดือนธันวาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/f-35a-35.html) ได้มีรายงานซ้ำๆหลายครั้งโดยสื่อท้องถิ่นของเยอรมนีที่อ้างคำกล่าวของนายทหารอาวุโสผู้นำระดับสูงต่างๆของกองทัพอากาศเยอรมนีว่า
เครื่องบินขับไล่ F-35A จะได้รับการจัดหาเพิ่มเติม(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/f-35a-8.html) อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมเยอรมนี(Federal Ministry of Defence, BMVg: Bundesministerium der Verteidigung) ได้ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด

ณ งานแสดงการบินนานาชาติ ILA Berlin Airshow 2026 ระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2026 ในนครหลวง Berlin เยอรมนี Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกสำหรับเยอรมนีหมายเลขสายการผลิต MG-01
ได้เสร็จสิ้นการติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Pratt and Whitney F135 เข้ากับตัวเครื่องบินแล้ว ก่อนเข้าสู่การทำสีและตกแต่งขั้นสุดท้ายรวมถึงการเคลือบสารคุณสมบัติตรวจจับยาก stealth coating ที่ได้ตามมาด้วยการทำการบินครั้งแรกล่าสุดก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยเลือก Hanwha Ocean เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำ

Hanwha Ocean Selected as Preferred Bidder for Thailand’s Next-Generation Frigate Program

Artist impression of the design selected for Thailand’s Next-Generation Frigate Program. (Hanwha Ocean)


Hanwha Ocean OCEAN-40F frigate design on display at Defense & Security 2025 in Bangkok, Thailand. (Naval News)

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้การนำโดย Kim Hee-cheul ประธานและผู้อำนวยการบริหาร ได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ตามเอกสารที่เผยแพร่โดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
โครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยวิธีคัดเลือก นั้น การจ้างสร้างเรือฟริเกต จำนวน ๑ ลำ ผู้ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. โดยเสนอราคา เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๗๓๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($508,202,023)(https://www.navy.mi.th/procurement-result/9125)

บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่ตามว่าเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://www.hanwha.co.kr/newsroom/media_center/news/news_view.do?seq=16255) ว่า "การคัดเลือกเป็นก้าวย่างทางขั้นตอนกระบวนการที่นำไปสู่การหารือในแง่รายละเอียดเฉพาะ 
รวมถึงรายละเอียดคุณลักษณะทางเทคนิคต่างๆและขอบเขตของโครงการ ก่อนหน้าการลงนามสัญญาขั้นสุดท้าย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการเจรจารายละเอียดต่างๆกับกองทัพเรือไทย และเงื่อนไขสัญญาสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยผลลัพธ์ของการเจรจาต่างๆเหล่านั้น"

"ด้วยการถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนา บริษัท Hanwha Ocean วางแผนที่จะเสริมสร้างแข็งแกร่งรากฐานการจัดตั้งสำหรับความร่วมมือการป้องกันประเทศทางเรือรบระยะยาวกับไทยขณะที่เดินหน้าที่ขยายความเป็นไปได้ทางธุรกิจในตลาดเรือรบผิวน้ำทั่วโลกรวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างการเจรจารายละเอียดต่างๆที่กำลังจะมีขึ้น บริษัท Hanwha Ocean ตั้งใจที่จะประสานงานเงื่อนที่จำเป็นต่างๆอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะดำเนินการปฏิบัติได้อย่างน่าเชื่อถือและสร้างเรือรบที่เป็นที่พอใจสำหรับทั้งกองทัพเรือไทยและ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี

"ผ่านขั้นตอนนี้ บริษัท Hanwha Ocean มุ่งเป้าที่จะได้รับเงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสมที่สุดที่เพิ่มการแข่งขันได้และประสิทธิภาพของโครงการต่อเรือรบของตนอย่างถึงขีดสุด กองทัพเรือไทยได้แถลงก่อนหน้าในเอกสารแจ้งต่อสาธารณะว่ากองเรือไทยได้เสนอวงเงิน ๑๖.๗๓ พันล้านบาทหรือประมาณ 683.3 billion Korean Won สำหรับการสร้างเรือฟริเกต ๑ลำ และการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้แข่งขันในโครงการเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยกับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆจากสเปน, สิงคโปร์, ตุรกี และประเทศอื่นๆ บริษัทได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์ตามความแข็งแกร่งของประสบการณ์ความสำเร็จของตนในการส่งมอบเรือฟริเกตลำแรก"

"คือเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุยเดช(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/rtn-27aug2026.html) แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมถึงความเชี่ยวชาญการสร้างเรือรบที่บริษัท Hanwha Ocean สั่งสมมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kddx.html)
การสนับสนุนเชิงรุกจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี, สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี, และกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ยังมีส่วนช่วยในการได้รับการถูกเลือก"

"ความเชื่อถือระหว่างสองชาติราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเกาหลีถูกสร้างผ่านการแลกเปลี่ยนทางกลาโหมที่ยั่งยืนที่ยังถูกใช้ในฐานะรากฐานสำหรับความก้าวหน้าของโครงการ สิ่งต่างๆเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงการแลกเปลี่ยนและการหารือระดับทวิภาคีของกองทัพเรือทั้งสองชาติ,
การเดินทางเยือนไทยโดยหมู่เรือฝึกต่างประเทศ(Cruise Training Task Group) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/blog-post.html) และการฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)" บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตน

ตามที่ Naval News รายงานก่อนหน้านี้การแข่งโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยมีผู้เข้าแข่งขันจาก ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกี, Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์, และบริษัท TAIS Shipyards ตุรกี
ตามที่ Naval News รายงานระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html)

รูปแบบของแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ของ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีสำหรับกองทัพเรือไทยนั้นแตกต่างออกไปจากปกติ เป็นครั้งแรกที่อู่เรือสาธารณรัฐเกาหลีเป็นหุ้นส่วนจะผู้ผลิตระบบการป้องกันประเทศชั้นนำต่างๆของยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html) ระหว่างงาน Defense & Security 2025 
บริษัท Hanwha Ocean ได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) กับบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสเพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบตรวจจับต่างๆ และบริษัท MBDA ยุโรปสำหรับการบูรณาการะบบอาวุธต่างๆ

ความเป็นหุ้นส่วนนี้ส่งมอบขีดความสามารถการโจมตีที่มีศูนย์กลางบนอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ MBDA Exocet MM40 Block 3C ซึ่งให้ขีดความสามารถทั้งการโจมตีที่ระยะเหนือเส้นขอบฟ้าและการโจมตีเป้าหมายชายฝั่ง
บริษัท Hanwha Ocean ยังได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ MoU กับบริษัท Cohort Group สหราชอาณาจักร รวมถึงความร่วมมือเกี่ยวกับระบบ Sonar ต่างๆ, แท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ SEA Torpedo Launcher System(TLS), ระบบตรวจการณ์, ระบบชี้เป้าหมาย และระบบควบคุมการยิงต่างๆ เช่นเดียวระบบจัดการการสื่อสารต่างๆ

บนพื้นฐานจากแบบจำลองเรือฟริเกต Ocean-40F ที่ถูกจัดแสดงในงาน Defense & Security 2025 และชุดภาพล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ๒๕๖๙ โดย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี เรือฟริเกตใหม่ในอนาคตของกองทัพเรือไทยน่าจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับต่างๆ รวมถึง
radar แบบ HENSOLDT TRS-4D, ระบบควบคุมการยิง Chess Dynamics Sea Eagle FCRO(Fire Control Radar Optical) และ SeaEagle FCEO-D(Fire Control Electro-Optical Digital), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) radar ทางยุทธวิธีแบบ L3Harris ES-3601 R-ESM

การป้องกันภันทางอากาศของเรือฟริเกต Ocean-40F กองทัพเรือไทยถูกมอบให้โดยแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) 16-cell ๑๖ท่อยิงติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA NG ๑๖นัด และแท่นยิงอาวุธปล่อนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA SIMBAD RC สองแท่นยิงที่ด้าหน้าและด้านหลังเรือเสริมขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศระยะประชิดเพิ่มเติม
ชุดระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm/62 และแท่นยิง remote(RWS: Remote Weapon Station) DS-30 Mk2 สองแท่นสำหรับปืนกล 30mm ที่ถูกใช้ในแบบทวิประสงค์ทั้งสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำตามแบบและภัยคุกคามแบบอสมมาตรต่างๆที่อุบัติขึ้น เรือฟริเกต Ocean-40F ยังปรากฎที่จะติดตั้งแท่งยิงเป้าลวง Lacroix SYLENA สี่แท่นยิงด้วย

หนึ่งในภาพวาดสร้างจาก computer ที่บริษัท Hanwha Ocean เผยแพร่ล่าสุดยังแสดงเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 VTOL UAV(Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ที่ประจำการในฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) และยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) แบบหนึ่งแล่นควบคู่ไปกับเรือฟริเกต Ocean-40F 
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าระบบไร้คนขับต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กำลังมีขึ้นหรือไม่ บนพื้นฐานจาก MoU ที่ลงนามไปก่อนหน้าสันนิษฐานว่าระบบอำนวยการรบ CMS ของเรือคือ SETIS ของ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมน่าจะมีขึ้นเมื่อไทยลงนามสัญญาจัดหาอย่างเป็นทางการหลังกองทัพเรือไทยแถลงผลการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

TKMS เยอรมนีส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dolphin II ลำที่สามและลำสุดท้าย INS Drakon แก่อิสราเอล

TKMS delivers final Dolphin II-class submarine to Israeli Navy





Dolphin II-class submarine INS Drakon heading from Germany to Israel on 1 September 2026 after TKMS finished construction. (Michael Niedig/shipspotting.com, Michael Nitz, Naval Press Service)

บริษัท TKMS เยอรมนี และกองทัพเรืออิสราเอล(Israeli Navy) ได้ทำพิธีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 เพื่อส่งมอบเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ชั้น Dolphin-II ลำที่สามและลำสุดท้าย เรือดำน้ำ INS Drakon
จากอู่เรือ Kiel ในเยอรมนีที่เรือดำน้ำถูกสร้างแก่อิสราเอล บริษัท TKMS กล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเสร็จสิ้นโครงการเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/dolphin-ii-ins-drakon.html

ซึ่งเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้นำระบบขับเคลื่อน hybrid ที่มีพื้นฐานบนระบบขับเคลื่อนแบบไม่ใช้อากาศ(AIP: Air Independent Propulsion) แบบ fuel cells มาใช้ ทำให้เรือดำน้ำสามารถที่จะปฏิบัติการใต้น้ำได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ 
บริษัท TKMS เสริมว่าเรือดำน้ำ INS Drakon และเรือดำน้ำชั้น Dolphin เป็นหนึ่งในชั้นเรือดำน้ำที่มีความซับซ้อนมากที่สุดที่ตนเคยสร้าง(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/dolphin-ins-drakon.html)

ถูกจัดซื้อโดยกระทรวงกลาโหมอิสราเอลสำหรับกองทัพเรืออิสราเอล กองทัพอิสราเอล(IDF: Israel Defense Forces) กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ว่า
กองทัพอิสราเอลและเจ้าหน้าที่เยอรมนีต่างๆ "กำลังดำเนินการจัดการหารืออย่างครอบคลุมเกี่ยวกับโครงการร่วมที่มีความอ่อนตัวต่างๆในอนาคต ซึ่งจะขยายความร่วมมือไปยังภาคส่วนใหม่ๆของการพัฒนาและการผลิตร่วม"

การผลิตของเรือดำน้ำชั้น Dakar จำนวน 3ลำซึ่งจะทดแทนเรือดำน้ำชั้น Dolphin รุ่นแรกจำนวน 3ลำ ได้เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/dakar-3-tkms.html)
การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Dakar ลำแรกคาดว่าจะมีขึ้นในต้นปี 2030s TKMS เยอรมนียังได้สร้างเรือคอร์เวตชั้น Sa'ar 6 จำนวน 4ลำของกองทัพเรืออิสราเอลด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2021/05/tkms-saar-6-ins-oz.html)

เรือดำน้ำ INS Drakon ถูกน้ำลงสู่ทะเลเป็นครั้งแรกจากอู่เรือของบริษัท TKMS ใน Kiel เยอรมนีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 และเริ่มต้นเข้าสู่การทดลองเรือในทะเลต่างๆตั้งแต่นั้น
เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II ได้รับการติดตั้งด้วยท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm จำนวน 6ท่อยิง และท่อยิง torpedo หนักขนาด 650mm จำนวน 4ท่อยิง ซึ่งสามารถรองรับ Torpedo ได้ถึง 16นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีได้ถึง 5นัด

เรือดำน้ำชั้น Dolphin-II มีความยาวเรือราว 68.6m กว้าง 6.8m กินน้ำลึก 6.2m และมีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำประมาณ 2,400tonnes และสามารถทำความเร็วขณะดำใต้น้ำได้มากกว่า 20knots
เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้น Dolphin-II สองลำแรก เรือดำน้ำ INS Tanin และเรือดำน้ำ INS Rahav ที่เข้าประจำการในปี 2014 และปี 2016 ตามลำดับ เรือดำน้ำ INS Drakon มีหอเรือ(sail) ที่มีความยาวมากกว่าเรือดำน้ำสองลำแรกอย่างเห็นชัดครับ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันใหม่ ณ อู่เรือ TINDY ไทย








The Royal Thai Navy (RTN) held keel laying ceremony of the new Oil Tanker replenishment ship at Thai International Dockyard Co., Ltd (TINDY)'s shipyard in Tambon Taiban, Amphur Muang, Samutprakarn Province, Thailand, on 1 September 2026. (Royal Thai Navy)



ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน เพื่อสนับสนุนภารกิจในการส่งกำลังบำรุง และส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการต่อเรือ ภายในประเทศ 
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน ณ อู่ต่อเรือบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับการจัดหาเรือน้ำมันในครั้งนี้  เพื่อทดแทนเรือน้ำมันที่กำลังจะปลดประจำการ ในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ  โดยมีภารกิจในการสนับสนุน เตรียมกำลังสำหรับปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงและการสนับสนุมการส่งกำลังบำรุง  
ซึ่งต้องใช้เรือที่มีคุณลักษะเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับการสนับสนุนการส่งกำลังเชื้อเพลิงให้กับทางกองทัพเรือ สนับสนุนการสูบถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเรือที่ต้องเข้ารับการซ่อมทำ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารภัย การช่วยเหลือประชาชนและการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ  

สำหรับคุณลักษณะที่สำคัญของเรือน้ำมันลำนี้ คือ มีระวางบรรทุกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลลิตร  ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 70 กิโลลิตรต่อชั่วโมง  สามารถส่งน้ำมันให้แก่เรือของกองทัพเรือได้ทุกประเภท  มีระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 4,000 ไมล์ทะเล  ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 12 นอต  
ปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเลได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน  มีความคงทนทะเลเมื่อบรรทุกเต็มที่ไม่น้อยกว่าระดับ 4 (Sea State 4)  สามารถรับ - ส่ง น้ำมันระหว่างเรือกับเรือขณะเรือเดินได้ในสภาวะทะเลไม่น้อยกว่าระดับ 3 (Sea State 3)

ทั้งนี้ พิธีวางกระดูกงูเรือถือว่าเป็นพิธีสำคัญพิธีแรกในการสร้างเรือ และได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คำว่า “กระดูกงู” หมายถึง ตัวไม้หรือเหล็กที่ทอดตลอดลำเรือสำหรับตั้งกง ซึ่งพิธีวางกระดูกงูเรือของแต่ละชาติอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติ
ในส่วนของราชนาวีไทยพิธีวางกระดูกงูเรือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือที่จะก่อให้เกิดความสวัสดีมีชัยและความวัฒนาถาวรให้แก่เรือ และยังถือว่าเป็นการอัญเชิญแม่ย่านางเรือให้เข้าสถิตแก่เรืออีกด้วย ซึ่งมีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือมาตั้งแต่สมัยเรือรบที่สร้างตัวเรือด้วยไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนการสร้างจากตัวเรือไม้มาเป็นตัวเรือเหล็ก 
โดยเรือรบที่สร้างด้วยเหล็กและมีการทำพิธีวางกระดูกงูเป็นครั้งแรกคือ เรือหลวงสัตหีบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยกรมอู่ทหารเรือเป็นผู้สร้าง ในพิธีก็จะประกอบไปด้วย พิธีทางศาสนาพุทธ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พิธีพราหมณ์ประกอบการบูชาฤกษ์ การเจิมกระดูกงู คล้องพวงมาลัย แล้วทำพิธีวางกระดูกงู โดยใช้ค้อนตอกย้ำหมุดตัวแรกหรือกดปุ่มสวิตซ์ทำการประสานกระดูกงูด้วยไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับโครงการสร้างเรือน้ำมันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกองทัพเรือในการสนับสนุนและส่งเสริม ศักยภาพอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ตลอดจนการพึ่งพาขีดความสามารถของคนไทยในการออกแบบและก่อสร้างเรือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและขีดความสามารถของประเทศ
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันลำใหม่ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ เป็นประธานในพิธี ณ อู่เรือของบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด(TINDY: Thai International Dockyard Co., Ltd) ไทย ในตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
อู่เรือบริษัท TINDY ไทยเป็นกิจการในเครือกลุ่มบริษัท SC Group ไทยที่ดำเนินธุรกิจการต่อเรือและซ่อมทำเรือมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) โดยกองทัพเรือไทยได้ทำการลงนามสัญญาดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน ๑ ลำกับบริษัท Thai International Dockyard ไทย โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น ๔๓๔,๖๓๔,๐๐๐บาท($13,198,726) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙

เรือน้ำมันใหม่ ๑ลำที่มีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนเรือน้ำมัน เรือหลวงจุฬา(ลำที่๓) ที่ต่อโดยบริษัท Singmarine Shipyard สิงคโปร์ ที่ขึ้นระวางประจำการมาตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓(1980) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕ปี และมีกำหนดที่จะถูกปลดระวางประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
เรือน้ำมันใหม่ความยาวเรือ 65m ที่ต่อโดย TINDY ไทยจะติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องจักรใหญ่ดีเซล Cummins สหรัฐฯ กำลัง 1007kw สองเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MAN Lindenberg เยอรมนี กำลัง 375kw สองเครื่อง ทำความเร็วได้ 12knots และมีกำลังพลประจำเรือ ๔๕นาย โครงการจัดหาเรือน้ำมันเป็นเครื่องยืนยันถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือไทยที่ยาวนานต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

สวีเดนรับมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ใหม่ 4ระบบแรกจาก 48ระบบ

Sweden receives first four Archer 8x8 SPHs







The FMV has delivered four Archer 8x8 SPHs to the Swedish Armed Forces. (Swedish Armed Forces)

สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) ได้ส่งมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH(Self-Propelled Howitzer) จำนวน 4ระบบ
แก่กองทัพสวีเดน(Swedish Armed Forces, Försvarsmakten) ณ สนามฝึกใช้อาวุธ Villingsberg บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรสาขาสวีเดน และ FMV สวีเดนประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 จำนวน 4ระบบแรกจะถูกส่งมอบให้แก่กรมทหารปืนใหญ่ Bergslagen(Bergslagen Artillery Regiment) และจะมีตามอีก 2ระบบในไตรมาสที่สี่ของปี 2026
โดยปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 จำนวน 6ระบบจะถูกใช้สำหรับการฝึกทหารกองประจำการ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวใน website ทางการของตน

ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ Bergslagen A9 พันเอก Henrik Rosdahl กล่าวว่า โดยปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH จะถูกนำเข้าประจำการในหน่วยของเขาระหว่าไตรมาสที่สี่ของปี 2026
และถูกใช้สำหรับการฝึกทหารกองประจำการที่เริ่มต้นปีการฝึกในปี 2026-2027 เช่นเดียวกับที่จะเข้าประจำการในหน่วยรบต่างๆ FMV สวีเดนวางแผนที่จะเสร็จสิ้นการส่งมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ที่เหลือภายในปี 2030

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 SPH ได้ถูกส่งมอบเป็นครั้งแรกภายใต้คำสั่งซื้อจำนวน 48ระบบสำหรับกองทัพบกสวีเดน(Swedish Army, Svenska armén) ในเดือนกันยายน 2023
สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน FMV กล่าวในเวลานั้นว่าสัญญามีมูลค่าที่วงเงิน 5 billion Swedish Krona($482 million ในเวลานั้น)(https://aagth1.blogspot.com/2023/06/archer.html)

ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 8x8 ถูกติดตั้งบนรถแคร่ฐานรถยนต์บรรทุก Rheinmetall MAN Military Vehicles(RMMV) HX2 โดย Lars Taraldsson ผู้จัดการโครงการ Archer 8x8 ของ FMV สวีเดนกล่าวว่า
"รถยนต์บรรทุกรุ่นนี้(RMMV HX2) ง่ายต่อการดำเนินกลยุทธ์, ง่ายต่อการขับ, และโดยทั่วไปมีความสะดวกสบายมากกว่ารุ่นปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer 6x6(ที่จะมาเติมเต็ม) เพราะมันเป็นรถยนต์บรรทุกมาตรฐาน"

"รถยนต์บรรทุก(RMMV HX2) ยังมีเกราะป้องกันที่สูงกว่าเล็กน้อย...แต่ความแตกต่างที่สำคัญนั่นคือคุณสามารถเดินทางไปได้เร็วกว่าบนถนน...ด้วยรถยนต์บรรทุกรุ่นนี้คุณสามารถขับได้เร็ว 80-90km/h เปรียบเทียบกับ 50-60km/h(ในรุ่น Archer 6x6 SPH)"
ผู้อำนวยการบริหารบริษัท BAE Systems Bofors สวีเดน Lena Gillström กล่าวว่าการส่งมอบ "ปูทางสำหรับการส่งมอบอื่นๆเพิ่มเติม, สนับสนุนความพยายามต่างๆของสวีเดนที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถปืนใหญ่ระดับกองพลต่างๆของตน" ครับ

เครื่องบินขับไล่ Gripen สวีเดนทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ครั้งแรก

Sweden launches Taurus cruise missile from Gripen for first time





A screenshot from a Swedish Air Force video showing the first in-flight release of a Taurus KEPD 350 cruise missile from a Gripen during testing in August 2026. (Swedish Air Force)



สวีเดนได้ทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 จากเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen เป็นครั้งแรกตามที่สวีเดนมองที่จะพัฒนาขีดความสามารถการโจมตีทางลึกของตน
กองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) ประกาศการทดสอบดังกล่าวมีขึ้น ณ สนามฝึกใช้อาวุธ Vidsel ในทางตอนเหนือสุดของสวีเดนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 มีมิติขนาดความยาว 5.1m, กว้าง 63cm, สูง 32cm และมีน้ำหนักที่ 1,400kg โดยมีระยะยิงไกลที่ 350km-500kmเป็นอาวุธที่ถูกออกแบบสำหรับต่อต้านเป้าหมายแข็งแรงและอยู่ใต้ดินต่างๆ
ด้วยหัวรบเจาะเกราะแบบ MEPHISTO(Multi-Effect Penetrator Highly Sophisticated and Target Optimised) ที่มีน้ำหนักหัวรบที่ 481kg และระบบชนวนจุดระเบิดแบบอัจฉริยะ(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/saab-kfs.html)

เมื่อทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ซึ่งติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan สามารถทำการบินที่เพดานบินต่ำมากๆเพียง 30m ที่ความเร็วถึง Mach 0.9 ถึงระยะยิงประมาณ 500km
และใช้ระบบนำร่องแบบ INS(Inertial Navigation System), ดาวเทียมนำร่อง GPS(Global Positioning System), ส่วนหัวค้นหาเป้าหมายด้วยการสร้างภาพความร้อน infrared, และเครื่องวัดความสูงด้วย radar(radar altimeter)

ได้รับการพัฒนาและผลิตโดยบริษัท Taurus Systems เยอรมนี-สวีเดน กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท MBDA Deutschland เยอรมนี และบริษัท Saab Dynamics สวีเดนในเครือบริษัท Saab สวีเดน
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 ได้ถูกวางกำลังติดตั้งแล้วกับเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado ของกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe)(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/tornado.html)

และในอนาคตกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศเยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/eurofighter-typhoon-quadriga-38.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-quadriga-38.html),
กองทัพอากาศและอวกาศสเปน(Spanish Air and Space Force, EdAE: Ejército del Aire y del Espacio) บนเครื่องบินขับไล่ Boeing EF-18AM/BM Hornet(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/ef-18-hornet-av-8b-harrier-ii.html)

และเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon EF-2000 ของกองทัพอากาศและอวกาศสเปน(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-halcon-45.html) ตามลำดับ,
และโดยกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ในชื่ออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน KEPD 350K บนเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/f-15k-epawss.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/02/boeing-f-15k.html)

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยบอกใบ้การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑


A Scaled model of the Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16A Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat, shown with four Diehl IRIS-T short-range air-to-air missiles, presented to Prime Minister of Thailand Mr. Anutin Charnvirakul during his visit at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 14 August 2026. (Airlinesweek)


Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) was inspection Armament section of Wing 1 Korat RTAF Base on 23 July 2026, seen RTAF F-16A/B of 103rd Squadron being equipped with Diehl IRIS-T short-range air-to-air missile on its wingtip station by European officials. (Royal Thai Air Force)








The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat perform air strike demonstration and escort flight to Socata TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul on 14 August 2026. (RTAF Insider)

นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี 
ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 
นอกจากนี้ ยังได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ พร้อมกันนั้น ได้เยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ มีหน้าที่เตรียมกําลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กําลังกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบ
ของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดย นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ 
เนื่องด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง 
ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม
ภาพ​ถ่า​ยโดย​ กิตติ​เดช ​สงวน​ทองคำ

อารักขาบนฟ้า ตรวจความพร้อมบนพื้น
ภารกิจเดียวสะท้อนกำลังทางอากาศ และขีดความสามารถของนักรบทางอากาศ
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังทางอากาศ ณ กองบิน 1 โคราช พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น และทุกส่วนสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพอากาศในทุกมิติ 
ในการนี้ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อพิจารณาด้านความมั่นคงบริเวณด้านตะวันออกจากกองทัพอากาศ รวมถึงการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ" (Unbeatable Air Force) ดังนี้
1 การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ : การผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ เพื่อให้เป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมและยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศของเราในอนาคต
2 กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง : การขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน "ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ" ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างครอบคลุม
3 การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน : การใช้ขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและทันท่วงทีในทุกวิกฤต
4 การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ : การพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อก้าวไปสู่ National Link โดยบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด 'One Team ทัพไทย' ให้กำลังรบทั้ง 3 เหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
5 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : การมุ่งสู่ ‘การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน’ โดยการผลักดันผลงานวิจัยและยึดหลักนโยบายชดเชย (Defence Offset) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการยกระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ท้ายที่สุด ทุกการพัฒนาของกองทัพอากาศมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปกป้องชาติและประชาชน” พร้อมพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทย และยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศในทุกสถานการณ์

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ดำเนินการตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1 เพื่อพบปะข้าราชการ รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน 
ตลอดจนรับทราบข้อขัดข้อง ปัญหา และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของหน่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติงานด้านสายวิทยาการสรรพาวุธ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพอากาศ
ในการนี้ นาวาอากาศเอก พิชญาณ อะสีติรัตน์ ผู้บังคับการกองบิน 1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และข้าราชการกองบิน 1 ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในสายวิทยาการสรรพาวุธให้มีความพร้อม รองรับภารกิจของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security Council) พร้อมรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ และคณะ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ได้แสดงขีดความสามารถการบินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930 ที่ทำการบินโดยนายกรัฐมตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้บอกใบ้ถึงขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Diehl IRIS-T เยอรมนีกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของฝูงบิน๑๐๓

แบบจำลองย่อขนาดของเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙ F-16A Block 15 OCU หมายเลข "10310" ที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A หมายเลข 10310 เครื่องจริงที่มีการทำเครื่องหมาย score mark การใช้อาวุธในปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ก็ถูกจัดแสดงพร้อมกับเครื่องรบหลักแบบอื่นๆของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน
แบบจำลองเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A 10310 ได้แสดงการติดตั้งแบบจำลองอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/diehl-defence-iris-t.html) ที่ตำบลอาวุธที่๑ และที่๙(Station 1 and 9) ปลายปีกทั้งสองข้าง และตำบลอาวุธที่๒ และที่๘ (Station 2 and 8) ใต้ปีกคู่นอกสุด ซึ่งแบบจำลองที่มอบให้บุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการไม่น่าจะแสดงการติดอาวุธที่ทำไม่ได้จริง

นี่ยังสอดคล้องกับการรตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ของพลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) และคณะเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16 ไม่ทราบรุ่นและฝูงบินของกองทัพอากาศไทยถูกจอดที่โรงเก็บอากาศยานที่ตำบลอาวุธที่๙ ปลายปีกติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T พร้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปด้วย
ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เป็นหน่วยบินแรกของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่จัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan I จำนวน ๑๒ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988), และภายใต้โครงการ Peace Naresuan II จำนวน ๖เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) รวม ๑๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html)

ต่อมาได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ๒เครื่อง และ บ.ข.๑๙ก F-16B ๕เครื่อง รวม ๗ เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)(โครงการ Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) และโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ จำนวน ๑๐เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-16a-adf.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้ถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/f-16ambm-lizard-3-amraam.html) ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) และได้ปรับปรุงความทันสมัยครึ่งอายุ EMLU(Enhanced Mid-Life Update) ที่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018),

เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gripen-cd.html) และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-5th-super-tigris.html) ซึ่งต่างใช้งานร่วมกับหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display)
และจะมีการทดสอบกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) รวมถึงเป็นอาวุธหลักหนึ่งของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ที่กำลังจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่ประจำการในในฝูงบิน๑๐๓ นั้นเดิมรองรับการติดตั้งรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-114/A ซึ่งรองรับเฉพาะการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P/AIM-9L/AIM-9M Sidewinder ขณะที่เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จะรองรับรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-129 ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-5 AMRAAM
เช่นเดียวกับการบูรณาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่ใช้รางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-7 ที่เก่ากว่า อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้รับการออกแบบให้มีมิติขนาดและส่วนติดต่อและการติดตั้งเข้ากับอากาศยานที่รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ตระกูล AIM-9 Sidewinder ได้ตั้งแต่ต้น เป็นที่เข้าใจว่าครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ 

จะได้รับการดัดแปลงรางอาวุธ LAU-114/A และ LAU-129 ดั้งเดิม รวมถึงการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ของระบบจัดการอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SMS: Stores Management System) ผ่านหน้าจอควบคุมระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SCP: Stores Control Panel) เพื่อให้รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T โดยไม่มีการดัดแปลงโครงสร้างหลักและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่มเติม
ตามสมุดปกขาวของกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html) เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ มีกำหนดที่ถูกปลดประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๘(2028-2035) การปรับปรุงบูรณาการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T จึงน่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถระยะสุดท้ายในประจำการครับ