แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Germany แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Germany แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยบอกใบ้การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑


A Scaled model of the Royal Thai Air Force (RTAF) Lockheed Martin F-16A Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat, shown with four Diehl IRIS-T short-range air-to-air missiles, presented to Prime Minister of Thailand Mr. Anutin Charnvirakul during his visit at Wing 1 Korat RTAF Base in Nakhon Ratchasima Province, Thailand on 14 August 2026. (Airlinesweek)


Directorate of Armament, Royal Thai Air Force (RTAF) was inspection Armament section of Wing 1 Korat RTAF Base on 23 July 2026, seen RTAF F-16A/B of 103rd Squadron being equipped with Diehl IRIS-T short-range air-to-air missile on its wingtip station by European officials. (Royal Thai Air Force)








The Royal Thai Air Force (RTAF) F-16A/B Block 15 OCU/ADF Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat perform air strike demonstration and escort flight to Socata TBM 930 private turboprop transport aircraft piloted by Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul on 14 August 2026. (RTAF Insider)

นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี 
ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 
นอกจากนี้ ยังได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ พร้อมกันนั้น ได้เยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ มีหน้าที่เตรียมกําลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กําลังกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบ
ของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดย นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ 
เนื่องด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง 
ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม
ภาพ​ถ่า​ยโดย​ กิตติ​เดช ​สงวน​ทองคำ

อารักขาบนฟ้า ตรวจความพร้อมบนพื้น
ภารกิจเดียวสะท้อนกำลังทางอากาศ และขีดความสามารถของนักรบทางอากาศ
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังทางอากาศ ณ กองบิน 1 โคราช พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น และทุกส่วนสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน อีกทั้งยังพร้อมสนับสนุนการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพอากาศในทุกมิติ 
ในการนี้ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อพิจารณาด้านความมั่นคงบริเวณด้านตะวันออกจากกองทัพอากาศ รวมถึงการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ" (Unbeatable Air Force) ดังนี้
1 การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ : การผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน, เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ เพื่อให้เป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมและยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศของเราในอนาคต
2 กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง : การขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน "ศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ" ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างครอบคลุม
3 การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน : การใช้ขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและทันท่วงทีในทุกวิกฤต
4 การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ : การพัฒนาระบบ Tactical Data Link เพื่อก้าวไปสู่ National Link โดยบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด 'One Team ทัพไทย' ให้กำลังรบทั้ง 3 เหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
5 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : การมุ่งสู่ ‘การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน’ โดยการผลักดันผลงานวิจัยและยึดหลักนโยบายชดเชย (Defence Offset) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการยกระดับอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ท้ายที่สุด ทุกการพัฒนาของกองทัพอากาศมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปกป้องชาติและประชาชน” พร้อมพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทย และยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศในทุกสถานการณ์

กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ดำเนินการตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยสายวิทยาการสรรพาวุธ ณ กองบิน 1 เพื่อพบปะข้าราชการ รับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน 
ตลอดจนรับทราบข้อขัดข้อง ปัญหา และข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของหน่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติงานด้านสายวิทยาการสรรพาวุธ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพอากาศ
ในการนี้ นาวาอากาศเอก พิชญาณ อะสีติรัตน์ ผู้บังคับการกองบิน 1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และข้าราชการกองบิน 1 ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในสายวิทยาการสรรพาวุธให้มีความพร้อม รองรับภารกิจของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยม กองบิน๑ โคราช กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.(NSC: National Security Council) พร้อมรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ และคณะ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ได้แสดงขีดความสามารถการบินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคล Socata TBM 930 ที่ทำการบินโดยนายกรัฐมตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้บอกใบ้ถึงขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Diehl IRIS-T เยอรมนีกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ของฝูงบิน๑๐๓

แบบจำลองย่อขนาดของเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙ F-16A Block 15 OCU หมายเลข "10310" ที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A หมายเลข 10310 เครื่องจริงที่มีการทำเครื่องหมาย score mark การใช้อาวุธในปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ก็ถูกจัดแสดงพร้อมกับเครื่องรบหลักแบบอื่นๆของกองทัพอากาศไทยเช่นกัน
แบบจำลองเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A 10310 ได้แสดงการติดตั้งแบบจำลองอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/diehl-defence-iris-t.html) ที่ตำบลอาวุธที่๑ และที่๙(Station 1 and 9) ปลายปีกทั้งสองข้าง และตำบลอาวุธที่๒ และที่๘ (Station 2 and 8) ใต้ปีกคู่นอกสุด ซึ่งแบบจำลองที่มอบให้บุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการไม่น่าจะแสดงการติดอาวุธที่ทำไม่ได้จริง

นี่ยังสอดคล้องกับการรตรวจเยี่ยมกองบิน๑ ของพลอากาศตรี สุจิชัย สินคีรี เสนาธิการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ(Directorate of Armament) และคณะเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16 ไม่ทราบรุ่นและฝูงบินของกองทัพอากาศไทยถูกจอดที่โรงเก็บอากาศยานที่ตำบลอาวุธที่๙ ปลายปีกติดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T พร้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปด้วย
ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ เป็นหน่วยบินแรกของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่จัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan I จำนวน ๑๒ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988), และภายใต้โครงการ Peace Naresuan II จำนวน ๖เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) รวม ๑๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html)

ต่อมาได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ๒เครื่อง และ บ.ข.๑๙ก F-16B ๕เครื่อง รวม ๗ เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)(โครงการ Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) และโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ จำนวน ๑๐เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-16a-adf.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้ถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/f-16ambm-lizard-3-amraam.html) ที่ถูกจัดหาภายใต้โครงการ Peace Naresuan III จำนวน ๑๘เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) และได้ปรับปรุงความทันสมัยครึ่งอายุ EMLU(Enhanced Mid-Life Update) ที่เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018),

เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/gripen-cd.html) และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/f-5th-super-tigris.html) ซึ่งต่างใช้งานร่วมกับหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display)
และจะมีการทดสอบกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) รวมถึงเป็นอาวุธหลักหนึ่งของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab Gripen E/F ที่กำลังจัดหา(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html)

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ที่ประจำการในในฝูงบิน๑๐๓ นั้นเดิมรองรับการติดตั้งรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-114/A ซึ่งรองรับเฉพาะการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P/AIM-9L/AIM-9M Sidewinder ขณะที่เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF จะรองรับรางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-129 ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C-5 AMRAAM
เช่นเดียวกับการบูรณาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่ใช้รางติดอาวุธนำวิถีแบบ LAU-7 ที่เก่ากว่า อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ได้รับการออกแบบให้มีมิติขนาดและส่วนติดต่อและการติดตั้งเข้ากับอากาศยานที่รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ตระกูล AIM-9 Sidewinder ได้ตั้งแต่ต้น เป็นที่เข้าใจว่าครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ 

จะได้รับการดัดแปลงรางอาวุธ LAU-114/A และ LAU-129 ดั้งเดิม รวมถึงการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ของระบบจัดการอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SMS: Stores Management System) ผ่านหน้าจอควบคุมระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่อง(SCP: Stores Control Panel) เพื่อให้รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T โดยไม่มีการดัดแปลงโครงสร้างหลักและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่มเติม
ตามสมุดปกขาวของกองทัพอากาศไทย RTAF White Paper 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html) เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ มีกำหนดที่ถูกปลดประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-๒๕๗๘(2028-2035) การปรับปรุงบูรณาการระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T จึงน่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถระยะสุดท้ายในประจำการครับ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โปรตุเกสลงนามสัญญาจัดหาเรือฟริเกต FREMM EVO อิตาลี 3ลำ

Italy advances FREMM EVO programme as Portugal signs for three frigates under SAFE





A rendering of the second-of-class FREMM EVO frigate for the Italian Navy, Aviere, displayed at the steel cutting for the vessel on 23 July 2026. (Italian Navy)

อิตาลีได้มีความคืบหน้าในการสร้างของโครงการเรือฟริเกตยุคอนาคต FREMM EVO(Evolution) ของตน ขณะที่ในสัปดาห์เดียวกันในเดือนกรกฎาคม 2026 โปรตุเกสได้ลงนามข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ(G-to-G: government-to-government)
ที่จะจัดหาเรือฟริเกต FREMM EVO จำนวน 3ลำภายใต้การสนับสนุนเงินกู้ผ่านการดำเนินการด้านความมั่นคง(SAFE: Security Action for Europe) ของสหภาพยุโรป(EU: European Union)

ในเดือนเมษายน 2026 บริษัท Fincantieri อิตาลีได้ทำพิธีตัดเหล็กสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรก เรือฟริเกต Bersagliere สำหรับกองทัพเรืออิตาลี(Italian Navy, Marina Militare)
เหตุการณ์สำคัญของโครงการได้มีขึ้นตามมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 โดยทำพิธีตัดเหล็กสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO ลำที่สอง เรือฟริเกต Aviere ณ อู่เรือ Riva Trigoso ของบริษัท Fincantieri

เรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรก เรือฟริเกต Bersagliere และลำที่สอง เรือฟริเกต Aviere ได้ถูกจัดหาภายสัญญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในเดือนกรกฏาคม 2024
ระหว่างองค์การความร่วมมืออาวุธยุทโธปกรณ์ร่วม(OCCAR: Organisation for Joint Armament Co-operation, Organisation Conjointe de Coopération en matière d’Armement) ยุโรป

และบริษัท Orizzonte Sistemi Navali(OSN) อิตาลี กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ของบริษัท Fincantieri(ถือหุ้นที่ร้อยละ51) และบริษัท Leonardo อิตาลี(ถือหุ้นที่ร้อยละ49)
เพื่อที่จะส่งมอบเรือฟริเกต FREMM EVO ลำแรกเรือฟริเกต Bersagliere และลำที่สองเรือฟริเกต Aviere แก่กองทัพเรืออิตาลีในปี 2029 และปี 2030(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/bergamini-fremm-f598-spartaco-schergat.html

ตามข้อมูลจาก Fincantieri อิตาลี เรือฟริเกต FREMM EVO จะมีการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ที่มีความยืดหยุ่นทาง cyber(cyber-resilient) แบบ SADOC 4,
การปรับปรุงต่างๆต่อระบบสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ต่างๆ, ระบบปืนเรือและอาวุธปล่อยนำวิถี, ชุดระบบตรวจจับ sonar, ระบบสื่อสาร, ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี(TDL: Tactacal Data Link),

ขีดความสามารถการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAV: Counter-Unmanned Aerial Vehicle), และการบูรณาการสำหรับระบบไร้คนขับต่างๆ เรือฟริเกต FREMM EVO จะติดตั้งชุด radar fixed-face สองย่านความถี่ X-C-band
radar fixed-face ตระกูล Kronos Grand Naval ของ Leonardo อิตาลีถูกออกแบบเพื่อช่วยปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆรวมถึงขีปนาวุธพิสัยใกล้(SRBM: Short-Range Ballistic Missile) จนถึงขีปนาวุธพิสัยกลาง(MRBM: Medium-Range Ballistic Missile)

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 กระทรวงกลาโหมโปรตุเกสได้ลงนามข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐสำหรับเรือฟริเกต FREMM EVO จำนวน 3ลำสำหรับกองทัพเรือโปรตุเกส(Portuguese Navy, Marinha Portuguesa) พร้อมการบริการการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องต่างๆ
กระทรวงกลาโหมโปรตุเกสประกาศ เรือฟริเกต FREMM EVO ใหม่จะทดแทนเรือฟริเกตชั้น Vasco da Gama(MEKO 200PN) จำนวน 3ลำที่ถูกขึ้นระวางประจำการในปี 1991-1992 ตั้งแต่หลังปี 2035 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/vasco-da-gama.html)

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Rheinmetall เยอรมนีเปิดตัวแบบเรือฟริเกต GMF 140 และเริ่มการปรับปรุงความทันสมัยเรือฟริเกตชั้น F123

Rheinmetall unveils GMF 140 frigate design, begins F123 modernisation



A computer-generated rendering of Rheinmetall's Guided Missile Frigate 140 (GMF 140) design, in an image released on 3 August 2026. (Rheinmetall)




F217 Bayern, the German Navy's third Brandenburg-class (F123) frigate. (Bundeswehr)

บริษัท Rheinmetall เยอรมนีได้เปิดตัวแบบเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถี Guided Missile Frigate 140(GMF 140) ของตนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 กล่าวว่าตนมีจุดประสงค์ที่จะเสนอแบบเรือขั้นต้น
ในฐานะส่วนหนึ่งของการรณรงค์การจัดซื้อจัดจ้างที่กำลังจะมีขึ้นที่ไม่ถูกระบุรายละเอียดในอเมริกาเหนือ ก่อนการเสนอแบบเรือฟริเกต GMF 140 ของตนแก่ลูกค้านานาชาติต่างๆรายอื่นๆ

ตามแหล่งที่มาของข้อมูลบริษัท Rheinmetall Naval Systems เยอรมนีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 แบบเรือฟริเกต GMF 140 มีความยาวเรือที่ 140m, ระวางขับน้ำที่มากกว่า 6,000+ tonnes, ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 30knots, กำลังพลพลประจำเรือที่ 90นาย(เพิ่มเติมได้ +35นาย)
ระบบการรบ(Combat System) แบบ AEGIS หรือ CMS330(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/river-3.html) ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ สำหรับชุดระบบตรวจจับและระบบอาวุธต่างๆ

ระบบ Radar มีแหล่งที่มาจากสหรัฐฯ มีรูปแบบการทำงานร่วมกับระบบการรบ AEGIS สำหรับการตรวจจับ, ติดตาม และโจมตีรวมถึงภัยคุกคามทางอากาศต่างๆ, อาวุธความเร็วเหนือเสียงสูงมาก hypersonic ต่างๆ, และระบบป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence)
ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launch System), สำหรับการป้องกันทางอากาศ, การป้องกันขีปนาวุธ, และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นโจมตีภาคพื้นดิน ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASM: anti‑ship missile)

ติดตั้งแท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ ปืนเรือขนาด 127mm ระบบตรวจจับ Electro-optical(EO), ชุดระบบสงคราม electronic(EW: Electronic warfare), ระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) ต่างๆ
ระบบอาวุธ laser พลังงานตรง(LDEW: Laser Directed-Energy Weapon) ต่างๆ Sonar ลากท้ายและ Sonar ตัวเรือ ระบบเป้าลวงต่างๆ มีดาดฟ้าบินท้ายเรือและโรงเก็บอากาศยานรองรับเฮลิคอปเตอร์ต่างๆของสหรัฐฯหรือยุโรป

รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle), ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ต่างๆ
สถาปัตยกรรมบูรณาการแบบ digital ถูกออกแบบสำหรับการใช้กำลังพลปฏิบัติการในจำนวนน้อยที่สุด ตัวเรือแพร่สัญญาณต่ำโดยนำการบริหารจัดการทางเสียงมาใช้เช่นเดียวกับระบบตรวจจับ sonar สำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare)

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 บริษัท Rheinmetall ได้ประกาศว่าตนได้รับการประกาศสัญญาเป็นวงเงินหลักร้อยล้าน Euros กลางๆเพื่อดำเนินการการซ่อมทำใหญ่(overhaul) เครื่องกลไกและระบบต่างๆ
ของเรือฟริเกตชั้น F123 Brandenburg ลำที่สามเรือฟริเกต F217 Bayern ณ อู่เรือ Neue Jadewerft ของบริษัท Rheinmetall ในนคร Wilhelmshaven เพื่อขยายความพร้อมปฏิบัติการของเรือไปจนถึงปี 2035 เป็นอย่างน้อย

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 คณะกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภาเยอรมนี(Bundestag) ได้อนุมัติชุดการดัดแปลงระบบสงครามปราบเรือดำน้ำ ASW และระบบตรวจจับ torpedo 
สำหรับเรือฟริเกตชั้น F123 Brandenburg จำนวน 4ลำของกองทัพเรือเยอรมนี(German Navy, Deutsche Marine) ที่กำลังเข้ารับโครงการการยืดอายุการใช้งาน(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/f126-6-meko-200-8.html)

เรือฟริเกตชั้น F123 Brandenburg ความยาวเรือ143 ที่มีอยู่ทั้ง 4ลำประกอบด้วย ลำแรกเรือฟริเกต F215 Brandenburg, ลำที่สองเรือฟริเกต F216 Schleswig-Holstein, ลำที่สามเรือฟริเกต F217 Bayern ที่ขึ้นระวางประจำการในเดือนมิถุนายน 1996, 
และลำที่สี่และลำสุดท้ายเรือฟริเกต F218 Mecklenburg-Vorpommern ที่ใหม่ที่สุดที่ขึ้นระวางประจำการในเดือนธันวาคม 1996 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/f128-meko-200-4.html)

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โคลอมเบียลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียง KC-390 Millennium บราซิล 2เครื่อง

Colombia buys two KC 390 aircraft for USD366.4 million





Colombia signed a USD36.4 million contract for the purchase of two KC-390 Millennium aircraft in August 2026. (Embraer)



โคลอมเบียลงนามสัญญาวงเงิน $366.4 million กับบริษัท Embraer บราซิลเพื่อจัดซื้อเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี  KC-390 Millennium จำนวน 2เครื่องเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026
กองทัพอากาศและอวกาศโคลอมเบีย(Colombian Aerospace Force, Fuerza Aeroespacial Colombiana) ประกาศ ข้อตกลงรวมถึงการฝึกนักบินและกำลังพล, การสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงขั้นต้น, อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน, 

และองค์ประกอบสนับสนุนต่างๆที่จำเป็นเพื่อที่จะรับประกันการเข้าประจำการและการปฏิบัติการของเครื่องบินลำเลียง  KC-390 Millennium ในกองทัพอากาศและอวกาศโคลอมเบียจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2030
ตามข้อมูลจากเอกสารต่างๆของกระทรวงกลาโหมโคลอมเบียที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง Embraer KC-390 Millennium ซึ่ง Janes ได้เข้าถึงได้

โครงสร้างทางการเงินรวมถึงการชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าวงเงิน $182.9 million แบ่งจ่ายเป็นสองงวด งวดแรกวงเงิน $94.3 million ในปีงบประมาณ 2027 และงวดที่สองวงเงิน $88.5 million ในปีงบประมาณ 2028
ยอดค้างชำระที่เหลือที่โดยคราวๆเท่ากับวงเงินราว $183.6 million จะทำการชำระค่าใช้จ่ายในปี 2030 เมื่อเหตุการณ์สำคัญทางสัญญาได้บรรลุผลตรงตามที่วางแผนไว้ ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมโคลอมเบีย

ตามเอกสารทางเทคนิคต่างๆของกระทรวงกลาโหมโคลอมเบีย เครื่องบินลำเลียง  KC-390 สำหรับกองทัพอากาศและอวกาศโคลอมเบียเครื่องแรกจะอยู่ในรูปแบบระบบอากาศยานอเนกประสงค์พร้อมขีดความสามารถการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
โดยจะมีการนำกระเปาะเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ WARP(Wing Air Refueling Pod) จำนวน 2กระเปาะ, ถังเชื้อเพลิงเสริมติดตั้งในโครงสร้างลำตัว(fuselage), ระบบกล้องสำหรับปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ, และสองสถานีผู้สังเกตการณ์

อุปกรณ์ของเครื่องบินลำเลียง  KC-390 สำหรับกองทัพอากาศและอวกาศโคลอมเบียจะยังรวมถึง ระบบสื่อสารดาวเทียมความถี่ย่าน L-band, วิทยุสองช่องสัญญาณ Rohde & Schwarz UHF/VHF,
ระบบข้อมูลการบินบูรณาการ IFIS(integrated flight information system), ระบบสร้างภาพภูมิประเทศและสิ่งกีดขวางจำลอง SVS(synthetic vision system), อุปกรณ์ oxygen แบบเคลื่อนย้ายได้ และที่ติดตั้งสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

เครื่องบินลำเลียง  KC-390 สำหรับกองทัพอากาศและอวกาศโคลอมเบียยังสามารถอยู่ในรูปแบบสำหรับภารกิจการส่งกลับทางสายแพทย์ทางอากาศต่างๆด้วยความจุที่จะขนส่งผู้ป่วย 74คนบนเปล เอกสารต่างๆกล่าว
สำหรับการป้องกันตนเองเครื่องบินลำเลียง  KC-390 จะมีคุณลักษณะชุดบูรณาระบบความอยู่รอดต่างๆประกอบด้วย ระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับด้วย radar(RWR: Radar Warning Receiver), 

ระบบแจ้งเตือนการเข้าหาของอาวุธปล่อยนำวิถี(MAWS: Missile Approach Warning System), ระบบตรวจจับแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วย laser(LWS: Laser Warning System), และเครื่องจ่ายเป้าลวง chaff และพลุไฟ flare ตามข้อมูลจากเอกสารต่างๆ
โคลอมเบียจะเข้าร่วมกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 ทั่วโลกรวมถึง บราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/embraer-c-390.html), โปรตุเกส(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/29n-super-tucano-12.html),


ลิทัวเนีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/c-390-millennium-3.html), สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html), อุซเบกิสถาน(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html
และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c-390-millennium-10.html) โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมทั้งหมดถึง 62เครื่องแล้วจนถึงขณะนี้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/tai-embraer.html)

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor ของอังกฤษจะไม่ได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุ MLU

UK Meteor missile will not receive MLU, Skynet 6 wideband satellites not cancelled





A Eurofighter EF-2000 mock-up and MBDA Meteor BVRAAM missile at the Farnborough International Airshow 2026. (Airbus, Tim Robinson, Bloomberg via Getty Images)

รายละเอียดต่างๆได้ปรากฏขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจต่างๆในแผนการลงทุนกลาโหม(DIP: Defence Investment Plan) ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ขณะที่กำลังเดินหน้าที่จะดำรงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond Visual Range Air-to-Air Missile) แบบ MBDA Meteor ของตนไปจนถึงปี 2040s

กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรจะไม่นำระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor เข้ารับการปรับปรุงครึ่งอายุ(MLU: Mid-Life Upgrade) ที่มีการวางแผนไว้ก่อนหน้า
แหล่งข่าวในภาคกลาโหมกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2026 อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor จะยังคงทำการผลิตโดยบริษัท MBDA ยุโรป แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกล่าวเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม 2026

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor จะถูกทดแทนด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตายุคอนาคต(F-BVRAAM: Future Beyond Visual Range Air-to-Air Missile)
ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการระบบตัวทำลายเพื่อการครองอากาศยุคอนาคต(FASE: Future Air Superiority Effectors) แหล่งข่าวในภาคกลาโหมกล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2026

ขณะที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแผนการลงทุนกลาโหม DIP 2026 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2025 รัฐมนตรีช่วยกลาโหมด้านความพร้อมและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Luke Pollard ในขณะนั้น
กล่าวในการตอบคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาสหราชอาณาจักรว่า "โครงการตัวทำลายเพื่อการครองอากาศยุคอนาคต FASE ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นก่อนการเตรียมแนวคิด และงานกำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อจัดตั้งขั้นแนวคิด"

การตัดสินใจเกี่ยวการทำการปรับปรุงครึ่งอายุ MLU แก่อาวุธปล่อยนำวิถี Meteor ไม่ได้เป็นการเลิกการลงทุนด้านขีดความสามารถ แต่เป็นการเปลี่ยนการมุ่งความสนใจสำหรับอนาคต แหล่งข่าวในภาคกลาโหมกล่าวโดยเสริมว่า
ระบบอาวุธยุคอนาคต FASE ไม่ได้เป็นเพื่อการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีเฉพาะแบบ แต่เพื่อพัฒนาตระกูลระบบอาวุธต่างๆที่ครบสมบูรณ์เพื่อให้ตรงต่อภัยคุกคามต่างๆในอนาคต อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวต่างยืนยันว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ F-BVRAAM เป็นแง่มุมหนึ่งของ FASE

Meteor เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา BVRAAM ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ramjet, ทำงานได้ทุกกาลอากาศ, โจมตีเป้าหมายได้ทุกมุม(all‐aspect) 
ได้รับการพัฒนาโดยความพยายามทางอุตสาหกรรมทั่วทั้งยุโรปเพื่อทดแทนอาวุธปล่อยนำวิถี BVRAAM ที่มีอยู่อย่างเช่น AIM‐120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) สหรัฐฯ

ในปี 2024 สหราชอาณาจักร และห้าประเทศหุ้นส่วนคือ ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, และสวีเดนได้กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการปรับปรุงครึ่งอายุ MLU อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/meteor-mlu-2024.html)
ปัจจุบันกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor กับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/typhoon-apkws-c-uas.html) แล้ว 

และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II ในอนาคต(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/f-35b-48.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/12/f-35a-meteor.html)
MBDA ยุโรปได้เข้าร่วมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ของตนรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor ณ งานแสดงการบินนานชาติ Farnborough International Airshow 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2026 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์เสร็จสิ้นการฝึกผสม AIR THAISING 2026




















The Royal Thai Air Force (RTAF) and the Republic of Singapore Air Force (RSAF) concluded the exercise AIR THAISING 2026 at Wing 23 Udon Thani RTAF base, Thailand from 6-16 July 2026. 
the bilateral exercise AIR THAISING 2025 participated with RTAF Beechcraft AT-6TH Wolverine light attack aircrafts of 411th Squadron, Wing 41 Chiang Mai; Dornier Alpha Jet TH of 231st Squadron, Wing 23; and RSAF Lockheed Martin F-16C/D/D+ Block 52 Fighting Falcon. (Royal Thai Air Force)

พิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
วันอังคารที่ 7 กรกฏาคม 2569  นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการกองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศ 
พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ณ ห้องสิงห์ทอง หอประชุม กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ
สำหรับการฝึก AIR THAISING 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

การฝึกผสม AIR THAISING 2026
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกประกอบกำลังทางอากาศ ระหว่างกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) และกองทัพอากาศสาธารณะรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore Air Force: RSAF) ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ระหว่าง วันที่ 6 - 16 กรกฎาคม 2569
โดยการฝึกในครั้งนี้เน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ 
นอกเหนือจากการฝึก ทางกองทัพอากาศ ยังได้จัดกิจกรรมกีฬาฟุตบอลสัมพันธ์ AIR THAISING 2026 ณ สนามฟุตบอลหญ้าเทียม กองบิน 23 โดยมีกำลังพลของทั้งสองประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนของทั้งสองประเทศ

มิตรภาพดี ๆ บนฟ้า มาพร้อมการฝึกที่เข้มข้น
AIR THAISING 2026 บินเคียงข้าง พร้อมร่วมปฏิบัติทุกภารกิจ
กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยมุ่งเน้นภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของกองทัพอากาศ (Combat Control Team: CCT) ครอบคลุมการฝึกที่สำคัญ ได้แก่
การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support : CAS)
การโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Time Sensitive Target : TST)
การทำลายการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Destruction of Enemy Air Defense : DEAD)
การกดดันการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defense : SEAD)
การฝึกครั้งนี้มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม ทั้งการปฏิบัติภารกิจทางอากาศและการประสานงานกับกำลังภาคพื้น เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปกป้องประเทศ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตาบนพื้น ปีกบนฟ้า ภารกิจเดียวกัน
CCT เชื่อมโยงข้อมูลจากภาคพื้นสู่ AT-6TH เพื่อสนับสนุนภารกิจทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
AT-6TH ฝึกปฏิบัติร่วมกับชุดควบคุมการรบ (Combat Control Team: CCT) ในการฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยประสานข้อมูลเป้าหมายภาคพื้น เพื่อสนับสนุนการเข้าปฏิบัติและโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
การฝึกครั้งนี้ กองทัพอากาศมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งต่อข้อมูลเป้าหมาย การประสานการปฏิบัติระหว่างกำลังทางอากาศและกำลังภาคพื้น ตลอดจนเพิ่มความแม่นยำในการสนับสนุนภารกิจอย่างเป็นระบบ
"CCT คือ ผู้ที่เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด 
เพื่อความแม่นยำของข้อมูล และความสำเร็จของภารกิจ"

พิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการ กองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026  
โดยมีนักบิน จนท.ชุดควบคุมการรบ CCT และกำลังพลของทั้งสองประเทศ เข้าร่วมพิธีฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING 2026 เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAISING 2026 ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี โดยพิธิเปิดการฝึกมีขึ้นเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพอากาศไทยและและกองทัพอากาศสิงคโปร์ที่ได้กลับมาจัดการฝึกอีกครั้งหลังยุติไปเมื่อเริ่มการฝึกผสมไตรภาคี Cope Tiger ครั้งแรกระหว่างไทย, สิงคโปร์ และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ในปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) หลังการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ล่าสุดระหว่างวันที่ ๑๕-๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

เป็นครั้งที่สองที่กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 หลังจากที่เข้าร่วมครั้งแรกในการฝึกผสม AIR THAISING 2025 ที่ดำเนินในระหว่างวันที่ ๑๔-๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/at-6th-air-thaising-2025.html)
และได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้ด้วย ขณะที่กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้นำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon ฝูงบิน143(143 Squadron) และฝูงบิน145(145 Squadron) ของตนเข้าร่วมการฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/elta-ecm-f-16d-block-52.html)

ซึ่งการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้มุ่งเน้นที่ภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นร่วมกับชุดควบคุมการรบ(CCT: Combat Control Team) จาก กรมปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธิน ปพ.อย.(SOR: Special Operations Regiment, SFC: Security Force Command) กองทัพอากาศไทย โดยทำการฝึก ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
นอกจาการฝึกภายในประเทศไทยที่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ยังได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี่ด้วย ซึ่งปีนี้กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลีเข้าร่วมการฝึกที่จัดขึ้นทุกสองปีออสเตรเลียครับ