แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Australia แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Australia แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ออสเตรเลียทำพิธีวางกระดูกงูเรือฟริเกตชั้น Hunter ลำแรกจาก 6ลำ

Australia lays down keel for first Hunter-class frigate





The keel-laying ceremony for the first Hunter-class frigate at Osborne Naval Shipyard on 24 August 2026. (BAE Systems)



ออสเตรเลียได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือของเรือฟริเกตชั้น Hunter ลำแรกเป็นเครื่องหมายถึงการประกอบสร้างอย่างเต็มรูปแบบของเรือฟริเกตสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ใหม่ของกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy)
พิธีวางกระดูกงูเรือฟริเกตชั้น Hunter ลำแรกสำหรับกองทัพเรือออสเตรเลียถูกจัดขึ้น ณ อู่เรือ Osborne Naval Shipyard ในรัฐ South Australia เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ร่วม รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมกลาโหมออสเตรเลีย Pat Conroy กล่าวว่างานกำลังได้รับการดำเนินการกับชิ้นส่วน 20 block จาก 22 block ของเรือฟริเกตชั้น Hunter ลำแรก
บริษัท BAE Systems Maritime Australia สหราชอาณาจักรสาขาออสเตรเลียกำลังสร้างเรือฟริเกตชั้น Hunter จำนวน 6ลำภายใต้โครงการ Project Sea 5000 Phase 1

เรือฟริเกตชั้น Hunter ทั้ง 6ลำจะถูกจัดตั้งขึ้นเป็นองค์ประกอบหลักของขีดความสามารถสงครามปราบเรือดำน้ำ ASW ในอนาคตของกองทัพเรือออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/hunter-6.html)
มีพื้นฐานจากแบบเรือฟริเกตชั้น Type 26 Global Combat Ship ของบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร เรือฟริเกตชั้น Hunter มีความยาวตัวเรือที่ประมาณ 151.4m และมีระวางขับน้ำที่ราว 8,200tonnes

เรือฟริเกตชั้น Hunter จะติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ Aegis ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy), ส่วนติดต่อ interface ของออสเตรเลียที่พัฒนาโดยบริษัท Saab Australia สวีเดนสาขาออสเตรเลีย,
และ phased-array radar แบบ CEAFAR2 ที่ออกแบบโดยออสเตรเลีย ระบบควบคุมการยิงกล้อง electro-optical แบบ SeaEagle FCEO(Fire-Control Electro-Optical) ของบริษัท Chess Dynamics สหราชอาณาจักรยังได้ถูกเลือกให้ติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้น Hunter ชุดแรก

ระบบอาวุธของเรือฟริเกตชั้น Hunter จะรวมถึงแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launch System) จำนวน 32ท่อยิง, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SM-2 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ ESSM(Evolved Sea Sparrow Missile),
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Naval Strike Missile(NSM)(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/nsm.html) แท่นยิงสี่นัดสองแท่นยิงรวม 8นัด, และ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ MU90

เรือฟริเกตชั้น Hunter สามลำแรกจาก 6ลำจะเข้าประจำการในชื่อ ลำแรกเรือฟริเกต HMAS Hunter, ลำที่สองเรือฟริเกต HMAS Flinders, และลำที่สามเรือฟริเกต HMAS Tasman ตามลำดับ
เรือฟริเกตชั้น Hunter ลำแรก เรือฟริเกต HMAS Hunter มีกำหนดสำหรับการส่งมอบให้แก่กองทัพเรือออสเตรเลียในต้นปี 2030s ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/mogami-3.html)

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ออสเตรเลียประกาศจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM สหรัฐฯ

Australia announces AIM-260 acquisition



The RAAF F/A-18F Super Hornet aircrafts, seen here during the exercise Pitch Black 2026. (Commonwealth of Australia)

This infographic shows a rendering of the AIM-260 JATM, based on information of the classified missile that US Naval Air Systems Command (NAVAIR) published in March 2025. (NAVAIR/Janes)

รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond Visual Range Air-to-Air Missile) พิสัยไกลแบบใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/aim-260-jatm.html)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศทางยุทธวิธีขั้นก้าวหน้าร่วม Lockheed Martin AIM-260 Joint Advanced Tactical Missile(JATM) สหรัฐฯสำหรับกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)

การจัดซื้อจัดจ้างจะทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกนอกสหรัฐฯที่จะปฏิบัติการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียในนครหลวง Canberra กล่าวเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026
รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles ประกาศการจัดซื้อจัดจ้างนี้ ณ การฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ฐานทัพอากาศ RAAF Base Darwin ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2026

ตามข้อมูลจากรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Marles งบประมาณวงเงิน A$736 million($518 million) จะถูกลงทุนเพื่อจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ภายใต้กลไกการจัดหารูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ของสหรัฐฯ
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ขั้นต้นจะถูกบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18F Super Hornet ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/thai-boomerang-2025.html)

ตามมาด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/f-35a-72.html) และเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ Boeing EA-18G Growler
(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/ea-18g-growler.html) ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/fa-18f.html)

"การจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM จะมอบระบบอากาศยานรบต่างๆของกองทัพอากาศออสเตรเลียด้วยการป้องปรามที่น่าเชื่อถือในการต่อต้านเป้าหมายทางอากาศต่างๆ
เสริมต่อขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศต่างๆที่มีอยู่ และขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีภาคพื้นดินต่างๆทั่วทั้งกองทัพออสเตรเลีย(ADF: Australian Defence Force)" กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเสริม

AIM-260 เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา BVRAAM ยุคอนาคตที่ออกแบบเพื่อมอบขีดความสามารถที่เหนือกว่าอย่างมหาศาลกว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศต่างๆที่มีอยู่ของสหรัฐฯ แม้ว่ารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับอาวุธเป็นความลับ 
โครงสร้างลำตัว(fuselage) ของ AIM-260 มีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่กับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางตระกูล RTX AIM-120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) แต่ขาดครีบช่วงกลางโครงสร้างลำตัวส่วนหลัง

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM คาดว่าจะมีความยาวที่ราว 4m และมีระยะยิงไกลเกิน 180km โดยยังถูกออกแบบเพื่อให้ติดตั้งได้พอดีในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-22 Raptor
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-260 JATM ประกอบด้วยสี่ส่วนหลักคือ ส่วนระบบนำวิถี, ส่วนหัวรบระเบิดแรงสูงแตกสะเก็ด(high-explosive blast-fragmentation), ส่วนหน่วยควบคุม, และส่วนระบบขับเคลื่อนครับ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ออสเตรเลียฝึกยิงอาวุธด้วยกระสุนจริงครั้งแรก

Australian Apaches conduct first live-fire exercise





An Australian AH-64E Apache from the 1st Aviation Regiment conducts gunnery activities during Exercise ‘Possum Guns' at Townsville Field Training Area in July 2026. (Commonwealth of Australia/Sgt Samuel Miller)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache ที่ปฏิบัติการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army) ได้ดำเนินการฝึกการยิงอาวุธด้วยกระสุนจริงเป็นครั้งแรกในออสเตรเลีย 
กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ระหว่างการฝึกรหัส Possum Guns ในพื้นที่สนามฝึก Townsville เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ได้ดำเนินการ

"ปฏิบัติภารกิจต่างๆที่สาธิตระบบอาวุธต่างๆที่หลากหลายของเฮลิคอปเตอร์โจมตีต่อเป้าหมายจำลองต่างๆ รวมถึงปืนใหญ่อากาศ 30mm, จรวดอากาศสู่พื้น, และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Hellfire" กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าว
ผู้บัญชาการกองการบินกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army Aviation) พลตรี David Hafner อธิบายการฝึกยิงด้วยกระสุนจริงในฐานะ "ก้าวย่างในการทำให้สมบูรณ์ของขีดความสามารถเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพบกออสเตรเลีย"

"การฝึกยิงด้วยกระสุนจริงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการเตรียมการกำลังพลทางการบินของเราสำหรับการปฏิบัติการต่างๆ การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในออสเตรเลียช่วยดำรงความชำนาญระดับสูงที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ
นักบิน, ช่างอากาศยาน และกำลังพลสนับสนุนของเราขณะนี้จะดำเนินการฝึกยิงด้วยกระสุนจริงตามวงรอบและเดินหน้าการบูรณาการขีดความสามารถขั้นก้าวหน้าต่างๆของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache เข้าสู่การปฏิบัติการกองกำลังร่วมต่างๆ" พลตรี Hafner กล่าวเสริม

กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวว่าการฝึก Possum Guns "ทำให้นักบิน, ช่างอากาศยาน และกำลังพลสนับสนุนจะพัฒนาและทดสอบขั้นตอนการทำงานที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยในการฝึก, การดำรงสภาพ, และการวางกำลัง" ฝูงบิน ฮ.โจมตี Apache
พันโท Jason Perrins ผู้บังคับการกรมบินที่1(1st Aviation Regiment) กล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache "เป็นก้าวย่างไปอีกขั้นจากสิ่งที่กองทัพบกออสเตรเลียเคยมีในอดีต"(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/1-ah-64e-apache.html)

"เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทำให้เราสามารถที่จะพิสูจน์ทราบเป้าหมายต่างๆได้ไกลมากขึ้นด้วยการกวาดค้นหาของระบบตรวจจับ, ด้วยการวางกำลังระบบอาวุธต่างๆที่หลากหลายที่ยังโจมตีได้ไกลขึ้น"
ในเดือนมิถุนายน 2026  พันโท Perrins กล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทำให้นักบินได้รับการมอบด้วย "การหยั่งรู้สถานการณ์ที่มากขึ้นต่อกำลังรบบูรณาการที่ไม่สามารถทำได้โดยเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger ARH" ที่กำลังถูกทดแทน

กองทัพบกออสเตรเลียกำลังจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทั้งหมดจำนวน 29เครื่องเพื่อที่จะทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี Airbus Helicopters Tiger ARH(Armed Reconnaissance Helicopter) ของตน
บริษัท Boeing สหรัฐฯกำลังอยู่ระหว่างการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ที่ตนผลิตแก่กองทัพบกออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/boeing-ah-64e-apache-29.html) โดยมีกำหนดจะถูกส่งมอบครบภายในปี 2029 ครับ

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ออสเตรเลียเสร็จสิ้นการจัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon ครบ 14เครื่อง

Update: Australia completes P-8A acquisition, seeks additional maritime surveillance capacity





The 14th Royal Australian Air Force (RAAF) P-8A Poseidon arrives at RAAF Base Edinburgh in South Australia on 26 May 2026. (Commonwealth of Australia/LACW Halley Hadfield)

ขีดความสามารถการลาดตระเวนทางอากาศทางทะเลของออสเตรเลียได้เพิ่มสูงขึ้นโดยการมาถึงของเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8A Poseidon เครื่องที่14 และเครื่องสุดท้ายของกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)
ควบคู่ไปกับสัญญาระบบตรวจการณ์ทางอากาศให้กับบริษัทของสหรัฐฯเพื่อเสริมความแข็งแกร่งการลาดตระเวนทางทะเลและการรักษาความมั่นคงชายแดน(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/boeing-p-8a-poseidon.html)

เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon เครื่องใหม่ได้มาถึงฐานทัพอากาศ RAAF Base Edinburgh ในรัฐ South Australia เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2021/01/p-8a-poseidon-2.html)
และถูกนำวางกำลังเข้าประจำการในฝูงบินที่11(No 11 Squadron) ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 โดยเสริมว่าการจัดหาเป็นเครื่องหมายถึงเหตุการณ์สำคัญ

"ในการเสริมความแข็งแกร่งขีดความสามารถของออสเตรเลียที่จะปฏิบัติภารกิจสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), การโจมตีทางทะเล, และข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence Surveillance and Reconnaissance) ต่างๆ"
ตามข้อมูลจากผู้บัญชาการกองทัพอากาศออสเตรเลีย พลอากาศโท(Air Marshal) Stephen Chappell ฝูงบินเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon ของกองทัพอากาศออสเตรเลียปักฐานความพยายามต่างๆของออสเตรเลีย 

"ที่จะดำรงการหยั่งรู้ของมิติทางทะเลของตน" ขณะที่เพิ่มขยาย "ขีดความสามารถของออสเตรเลียที่จะตรวจพบ, ป้องปราม, และตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆตลอดทั่วทั้งการเข้าถึงทางทะเลต่างๆของตน"
การเสร็จสิ้นการจัดหาฝูงบินเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A ครบ 14เครื่อง "ทำให้มีความพร้อมที่สูงขึ้น, เพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถที่จะมอบการปฏิบัติต่างๆอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนความมั่นคงของออสเตรเลียและเสถียรภาพในภูมิภาค" 

กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเสริมโดยเพิ่มเติมว่า ฝูงบินเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon จะยังได้รับการปรับปรุงต่างๆ รวมถึงการดัดแปลง Increment Three Block Two และการบูรณาการที่ลึกซึ้งขึ้นกับพันธมิตรและหุ้นส่วนนานาชาติต่างๆ
ขณะเดียวกัน บริษัท Metrea สหรัฐฯผู้ให้บริการด้านการป้องกันประเทศที่มีสำนักงานใหญ่ในนครหลวง Washington DC ประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ว่าตนได้รับเลือกที่จะเพิ่มขยายขีดความสามารถการตรวจการณ์ชายแดนของออสเตรเลียด้วยอากาศยานเพิ่มเติม

ภายใต้ข้อตกลง Metrea สหรัฐฯจะเป็นหุ้นส่วนกับกระทรวงกิจการภายในออสเตรเลีย(Australian Department of Home Affairs) และกองกำลังชายแดนออสเตรเลีย(ABF: Australian Border Force) เพื่อจะเฝ้าตรวจภูมิภาคทางทะเลและชายแดนของประเทศ
ตามข้อมูลจากกองกำลังชายแดนออสเตรเลียสัญญาจะส่งมอบฝูงบิน "อากาศยานแบบมีนักบินและเจ้าหน้าที่เต็มรูปแบบจำนวน 11เครื่อง" สำหรับการปฏิบัติการ "การตรวจการณ์ทางอากาศระยะสั้นและระยะไกล" ต่างๆครับ

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ชาติหุ้นส่วน AUKUS มีความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ SSN และยานใต้น้ำไร้คนขับ UUV

AUKUS partners advance SSN and UUV programmes





A file image of the Virginia-class submarine USS Vermont, which underwent maintenance at HMAS Stirling in October-November 2025. (US Navy)

ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, และสหรัฐฯได้ประกาศร่วมกันถึงแผนต่างๆที่จะมีความคืบหน้าภายใต้การริ่เริมเสาหลัก1 และเสาหลัก2(Pillar 1 and Pillar 2) ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนไตรภาคี AUKUS
การประกาศต่างๆนี้มีขึ้นคู่ขนานไปกับการประชุมกลาโหมนานาชาติ Shangri-La Dialogue 2026 ในสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/bae-systems-asc-aukus.html)

ภายใต้เสาหลัก1(Pillar 1) ชาติหุ้นส่วน AUKUS ยืนยันการจัดวางรูปแบบสุดท้ายเพื่อจะทำการปฏิบัติการกองกำลังเรือดำน้ำหมุนเวียน-ตะวันตก(SRF-West: Submarine Rotational Force-West) ตั้งแต่สิ้นปี 2027
การสนับสนุนการส่งมอบเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia SSN กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) มือสองจำนวน 3ลำแก่กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy)

ชาติหุ้นส่วน AUKUS ออสเตรเลีย-สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ ยังประกาศโครงการแรกของเสาหลัก2(Pillar 1) ที่มุ่งเป้าที่จะพัฒนา "ระบบภารกรรมบรรทุกและเปิดการใช้งาน"(payloads and enabling systems) ต่างๆ
สำหรับยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) โดยมีการส่งมอบระยะแรกตั้งแต่ปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/xv-excalibur.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/11/anduril-ghost-shark-xl-auv.html)

กองกำลังเรือดำน้ำหมุนเวียน-ตะวันตก SRF-West จะเป็นการจัดตั้งการสับเปลี่ยนกำลังหมุนเวันการแสดงตนของเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Astute SSN กองทัพเรือสหราชอาณาจักร(RN: Royal Navy) จำนวน 1ลำ
และเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia SSN กองทัพเรือสหรัฐฯจำนวนถึง 4ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/ssn-torpedo-iris-dena.html) ณ ฐานทัพเรือ HMAS Stirling ของกองทัพเรือออสเตรเลียในรัฐ Western Australia

ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณวงเงิน A$8 billion($5.7 billion) เพื่อปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงสำหรับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ณ ฐานทัพเรือ HMAS Stirling
ชาติหุ้นส่วน AUKUS กล่าวว่า SRF-West จะขยายสิ่งอำนวยความสะดวกการส่งกำลังบำรุงและการซ่อมบำรุงที่จำเป็นสำหรับการวางกำลังเรือดำน้ำ, เพิ่มขยายขีดความสามารถของออสเตรเลียที่จะปฏิบัติการและดำรงสภาพกองเรือดำน้ำชั้น Virginia ในอนาคตของตน

กองทัพเรือสหรัฐฯจะเริ่มต้นการวางกำลังกำลังพลไปยังฐานทัพเรือ HMAS Stirling ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2026 เพื่อสนับสนุนการริเริ่ม กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวก่อนหน้านี้ว่ากองทัพเรือออสเตรเลียมีกำหนดจะได้รับมอบเรือดำน้ำชั้น Virginia ลำแรกของตนในต้นปี 2030s
การพูดคุยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles กล่าวว่าการตัดสินใจที่จะจัดหาเรือดำน้ำชั้น Virginia มือสอง 3ลำถูกผลักดันจากการพิจารณาค่าใช้จ่ายต่างๆและความพยายามที่จะให้การปฏิบัติการต่างๆของกองทัพเรือออสเตรเลียเรียบง่ายขึ้นครับ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้า FFM-9 Natori

Japan commissions ninth Mogami-class frigate







The JMSDF ninth Mogami-class frigate, seen here in an image released by ATLA on 22 May 2026. (Japan MoD)



สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมาว่า
กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้รับมอบเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้า เรือฟริเกต FFM-9 JS Natori ของตนแล้ว

ATLA ญี่ปุ่นกล่าวว่าพิธีส่งมอบเรือและพิธีชักธงนาวี(ensign conferment) ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 หนึ่งวันก่อนหน้า ณ อู่เรือ Nagasaki ของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่น
ATLA ญี่ปุ่นไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงสถานะของเรือฟริเกต FFM-9 JS Natori ที่ถูกขึ้นระวางประจำการ แต่ชุดภาพถ่ายของ ATLA บ่งชี้ว่าเรือได้เข้าสู่การปฏิบัติการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว

การส่งมอบเรือฟริเกต FFM-9 Natori มีขึ้นท่ามกลางความมุ่งมั่นต่างๆในการขยายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นรวมถึงโครงการส่งออกเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงสำหรับออสเตรเลีย
และบ่งชี้ว่าโครงการยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้แม้ว่าจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพกำลังการผลิตก็ตาม(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/mogami-type-31.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/04/mogami-3.html)

ชุดภาพของ ATLA ญี่ปุ่นแสดงถึงธงนาวีอาทิตย์อุทัย(Rising Sun naval ensign) ถูกชักขึ้นที่ท้ายเรือ ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติพิธีขึ้นระวางประจำการของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ซึ่งภายใต้การชักธงนาวีอาทิตย์อุทัยบนเรือนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงว่าเรือได้เข้าสู่การขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว

เรือฟริเกต FFM-9 JS Natori เป็นเรือฟริเกตชั้น Mogami ลำที่เก้าจากจากทั้งหมด 12ลำที่มีการวางแผนจัดหา เรือฟริเกต JS Natori ถูกวางกระดูกงูเรือในเดือนกรกฎาคม 2023
และถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/mogami-ffm-9-natori.html) ก่อนการส่งมอบและขึ้นระวางประจำการตามมาเรือได้รับการติดตั้งสิ่งอุปกรณ์และการทดลองเรือในทะเลแล้ว

เรือฟริเกตชั้น Mogami ลำแรก เรือฟริเกต FFM-1 JS Mogami ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมีนาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/ffm-1-mogami.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนเมษายน 2022, 
เรือลำที่สอง เรือฟริเกต FFM-2 JS Kumano ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/11/ffm-2-kumano.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/mogami-ffm-2-kumano.html),

เรือลำที่สาม เรือฟริเกต FFM-3 JS Noshiro ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/mogami-ffm-3-noshiro.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนธันวาคม 2022, เรือลำที่สี่ เรือฟริเกต FFM-4 JS Mikuma ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2021(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/mogami-ffm-4-mikuma.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2023,
เรือลำที่ห้า เรือฟริเกต FFM-5 JS Yahagi ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/mogami-ffm-5-yahagi.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนพฤษภาคม 2024, เรือลำที่หก เรือฟริเกต FFM-6 JS Agano ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/mogami-ffm-6-agano.html) และขึ้นระวางประจำการในเดือนมิถุนายน 2024  

เรือลำที่เจ็ด เรือฟริเกต FFM-7 JS Niyodo ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนกันยายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/mogami-ffm-7-niyodo.html) และขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/mogami-ffm-7-niyodo.html), 
เรือลำที่แปด เรือฟริเกต FFM-8 JS Yubetsu ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/mogami-ffm-8-yubetsu.html) และขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2025, เรือลำที่สิบ เรือฟริเกต FFM-10 JS Nagara ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2024, 

เรือลำที่สิบเอ็ด เรือฟริเกต FFM-11 JS Tatsuta ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนกรกฎาคม 2025, และเรือลำที่สิบสองและลำสุดท้าย เรือฟริเกต FFM-12 JS Yoshii ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือนธันวาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/mogami-ffm-12-yoshii.html)
เรือฟริเกตชั้น Mogami มีระวางขับน้ำปกติที่ประมาณ 3,900tonnes มีความยาวเรือรวมที่ 132.5m และกว้างที่ 16.3m ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MAN 12V28/33D STC สองเครื่อง และเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Rolls-Royce MT30 รูปแบบ CODAG(Combined Diesel and Gas) ทำให้เรือสามารถทำความเร็วได้เกิน 30knots และปฏิบัติการด้วยกำลังพลประจำเรือที่ราว 90นาย

เรือฟริเกตชั้น Mogami ติดตั้งระบบอาวุธด้วยปืนเรือ BAE Systems Mk45 mod4 ขนาด 127mm ในตำแหน่งปืนหลัก, ระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) แท่นยิง Raytheon SeaRAM ซึ่งบรรจุด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-116C RAM(Rolling Airframe Missile) จำนวน 11นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 17 ในแท่นยิง 4ท่อยิงสองแท่นจำนวน 8นัด, 
และแท่นยิงแนวดิ่ง Lockheed Martin Mk 41 VLS(Vertical Launching System) 16ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง Type 03, ควบคู่ไปกับ torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Type 12 ในแท่นยิง torpedo เบาขนาด 324mm สองท่อยิงสองแท่นยิงจำนวน 6นัด และระบบสงครามทุ่นระเบิดต่างๆครับ

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นิวซีแลนด์เดินหน้าแผนพิจารณาเรือฟริเกตใหม่ระหว่างชั้น Mogami ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย หรือ Type 31 อังกฤษ

New Zealand progresses future frigate plans with Australia, UK



The JMSDF's second Mogami-class frigate, JS Kumano , seen here while it was at Sydney in Australia. This design is being considered for New Zealand's requirements. (Commonwealth of Australia)




The first Type 31 frigate on order for the UK Royal Navy, HMS Venturer. (Dougie Coull)

นิวซีแลนด์ได้เดินหน้าเข้าใกล้ที่จะคัดเลือกแบบเรือฟริเกตใหม่สำหรับกองเรือรบผิวน้ำในอนาคตของตน ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Chris Penk ยืนยันว่า
การหารือต่างๆกำลังมีขึ้นกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร และสองแบบเรือฟริเกตที่มีอยู่แล้วกำลังถูกนำมาใช้อ้างอิงต่อแผนการทดแทนของกองทัพเรือนิวซีแลนด์(RNZN: Royal New Zealand Navy)

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk กล่าวว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ในนครหลวง Wellington ได้เริ่มต้นการปรึกษาหารือกับกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) และกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(RN: Royal Navy)
ตามที่ตนกำลังเตรียมการที่จะทดแทนเรือฟริเกตชั้น Anzac ที่้มีอายุการใช้งานมานานทั้ง 2ลำของกองทัพเรือนิวซีแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/mogami.html)

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เสริมว่าทางการนิวซีแลนด์กำลังพิจารณาแบบเรือฟริเกตชั้น Mogami ของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/mogami-3.html)
และแบบเรือฟริเกตชั้น Type 31 ที่พัฒนาโดยสหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/fmv.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/05/type-31-f12-hms-venturer.html) ในฐานะจุดอ้างอิง

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เน้นย้ำว่าทั้งโครงการเรือฟริเกตชั้น Mogami และเรือฟริเกตชั้น Type 31 ถูกพิจารณาว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะสนับสนุนการวิเคราะห์รายละเอียดได้
การแถลงการณ์เป็นเครื่องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการสื่อสารต่างๆก่อนหน้าโดยสงสัญญาณการให้ความสำคัญมากขึ้นที่ขั้นตอนการประเมินค่าและจำกัดขอบเขตที่แน่นอนของระบบที่เข้าแข่งขันให้แคบลง

ขณะที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ไม่ได้ประกาศผู้ที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ การระบุอย่างชัดเจนของแบบเรือที่อยู่ในสายการผลิตแล้วตั้งข้อสังเกตความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้นสำหรับแนวทางต่างๆที่มีพร้อมในตลาดที่มีการทำงานร่วมกันสูงสุดและลดความเสี่ยงโครงการ
Penk เน้นหนักว่าการมีส่วนร่วมกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรสะท้อนความปรารถนาที่จะ "ทำงานร่วมกันได้และยกประโยชน์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ" บ่งชี้ว่าการสอดคล้องกับกองทัพเรือชาติหุ้นส่วนจะเป็นศูนย์กลางการพิจารณาในทุกๆการตัดสินใจการจัดซื้อจัดจ้างในท้ายที่สุด

กรอบการทำงานนี้เสริมน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ว่านิวซีแลนด์จะให้ลำดับความสำคัญกับคุณสมบัติร่วม(commonality) ในระบบ, การส่งกำลังบำรุง และระบบการรบที่เป็นไปได้ได้ต่างๆกับกองทัพเรือชาติหุ้นส่วน มากกว่าที่จะแสวงหาแบบเรือที่เฉพาะเจาะจง
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Penk เน้นว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกิดขึ้น และการให้ข้อแนะนำจะถูกส่งมอบให้แก่คณะรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ก่อนสิ้นปี 2027(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/sh-2gi-super-seasprite.html)

ตามข้อมูลจาก Janes World Navies กองทัพเรือนิวซีแลนด์เป็นกองทัพเรือขนาดเล็กมีเรือรบหลักในประจำการคือเรือฟริเกตชั้น Anzac จำนวน 2ลำคือเรือฟริเกต F77 HMNZS Te Kaha และเรือฟริเกต F111 HMNZS Te Mana ที่เข้าประจำการในปี 1997 และปี 1999 ตามลำดับ
ซึ่งมีคุณสมบัติร่วมกับเรือฟริเกตชั้น Anzac ที่ประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1990s ที่นิวซีแลนด์จัดหาร่วมกัน ที่กำลังจะถูกทดแทนด้วยเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/mogami.html)

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

ออสเตรเลียลงนามสัญญากับญี่ปุ่นเพื่อจัดหาเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุง 3ลำแรก

Australia signs contract for first three Mogami-class frigates







A model of the Improved Mogami class on display at Indo Pacific 2025. (Commonwealth of Australia, Alex Luke)



ออสเตรเลียได้ลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการสำหรับเรือฟริเกตอเนกประสงค์(general purpose frigate) จำนวน 3ลำแรกของกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy)
เป็นเครื่องหมายถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในโครงการฟื้นฟูกำลังรบเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือออสเตรเลียจากการคัดเลือกแบบสู่การดำเนินการปฏิบัติ(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/mogami.html)

ในแถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย Richard Marles และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมกลาโหมออสเตรเลีย Pat Conroy กล่าวว่า
สัญญาต่างๆได้บรรลุผลเสร็จสิ้นกับบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่นสำหรับการส่งมอบเรือฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3ลำแรก(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/mogami.html)

ซึ่งมีพื้นฐานเป็นรุ่นปรับปรุงของเรือฟริเกตชั้น Mogami ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/mogami-ffm-12-yoshii.html)
การลงนามสัญญามีขึ้นตามการตัดสินใจของออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม 2025 ที่เลือกแบบเรือฟริเกตชั้น Mogami รุ่นปรับปรุงในฐานะระบบที่พึ่งประสงค์สำหรับโครงการเรือฟริเกตอเนกประสงค์ของตน

ขณะที่การตัดสินใจก่อนหน้าได้ยืนยันแบบเรือที่ชนะ การประกาศในเดือนเมษายน 2026 ได้ยืนยันการจัดหาเรือระยะที่หนึ่งและความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการในโครงการที่จะเริ่มต้นการสร้างเรือ
ภายใต้รูปแบบข้อตกลง เรือฟริเกต 3ลำแรกจะถูกต่อในญี่ปุ่น โดยเรือฟริเกตลำต่อไปที่ตามมามีความตั้งใจที่จะถูกสร้างในรัฐ Western Australia ขึ้นกับการควบรวมเข้ากับนิคมอุตสาหกรรมทางเรือกลาโหม Henderson Defence Precinct

เรือฟริเกตอเนกประสงค์ของออสเตรเลียจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launch System) 32ท่อยิง เรือฟริเกตแต่ละลำจะยังติดตั้งอาวุธปล่อนำวิถีพื้นสู่อากาศ(SAM: Surface-to-Air Missile) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASM: Anti-Ship Missile) 
และจะยังสามารถรองรับการปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Lockheed Martin/Sikorsky MH-60R Seahawk ของกองทัพเรือออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/mh-60r.html)

ไม่มีรายละเอียดที่ถูกมอบให้เกี่ยวกับแบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่างๆ แต่ Janes รายงานในเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่าเรือฟริเกตของออสเตรเลียจะถูกสร้างเพื่อรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น Kongsberg Naval Strike Missile(NSM)
คุณลักษณะอื่นๆของเรือฟริเกตอเนกประสงค์ที่ถูกมอบให้ในแถลงการณ์ร่วมรวมถึงระยะการปฏิบัติการที่ราว 10,000nmi และกำลังพลประจำเรือที่ 92นายครับ(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/nsm.html)