แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ M18 Fast Assault Boat แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ M18 Fast Assault Boat แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การฝึกโจมตีโฉบฉวยสะเทินน้ำสะเทินบก AMPHIBEX Raid การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๙




















Royal Thai Marine Corps (RTMC) conducted Amphibious Exercise (AMPHIBEX) Raid operation as part of Field Training Exercise (FTX) of Royal Thai Navy (RTN) annual exercise Fiscal Year 2026 at the Naval Training Field No. 15, in Hat Yao, Sattahip district, Chonburi province in Gulf of Thailand on 14 May 2026. (Royal Thai Marine Corps/Royal Thai Navy)



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙ 
นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า รองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน (๑) เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกสนับสนุนการปฏิบัติการด้วยระบบอากาศยานไร้คนขับของกำลังทางเรือ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และการฝึกโจมตีโฉบฉวยสะเทินน้ำสะเทินบก ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนามและภาคทะเล (FTX) ในการฝึกกองทัพเรือ ๖๙ การฝึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความพร้อมของกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธวิธี ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการจริงรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป

การตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ 
ในวันนี้ (๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙) พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ให้การรับรอง พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ โดยมี พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือ ๒๕๖๙
ในส่วนของกองเรือยุทธการ ได้จัดให้มีการฝึกในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ การยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนเรือ โดยมีการตรวจการณ์กระสุนตกด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บนเรือหลวงนเรศวร ณ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และการฝึกการถอนตัวสะเทินน้ำสะเทินบก (Withdrawal) ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๕ หาดยาว อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี
นอกจากนี้ กองเรือยุทธการยังมีหัวข้อการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ ประกอบด้วย การฝึกความคุ้นเคยในการนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนดาดฟ้าเรือ (DLQ), การฝึกควบคุมห้วงอากาศในพื้นที่การรบ โดยใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานปฏิบัติการของอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และเฮลิคอปเตอร์, การโจมตีเป้าหมายด้วยเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และโดรนพลีชีพ (Kamikaze Drone) แบบ MARCUSS-KK รวมถึงการปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือ อากาศยาน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นให้กองเรือยุทธการมีความพร้อมรบสูงสุด และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

การฝึกโจมตีโฉบฉวยสะเทินน้ำสะเทินบก(AMPHIBEX: Amphibious Exercise Raid) ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล(FTX: Field Training Exercise) การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๙ ของนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) 
และกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) จะได้เห็นการบูรณาการกำลังรบทั้งทางเรือ ทางอากาศ และทางบก ซึ่งได้รรับประสบการณ์จากการปะทะตามแนวชายแดนจังหวัดตราดในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่มีส่วนร่วมโดย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ฉก.นย.(Marine Task Force) กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด กปช.จต.(Chanthaburi and Trat Border Defence Command) อย่างมาก

โดยเน้นปฏิบัติการร่วมกับระบบไร้คนควบคุม(UXV: Unmanned X Vehicle) ทั้งอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) และการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) ต่างๆเช่น อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ MARCUS-KK ที่พัฒนาโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office)
และเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 ร่วมกับ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๕ ฮ.ลล.๕ Sikorsky MH-60S Knighthawk, เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M, และ เครื่องบินตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ บ.ตช.๑ Cessna T-337 Skymaster ของ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division)

สนับสนุนด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs) เรือเร็วปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51(Marsun M18 Fast Assault Boat) เรือ พ.52, เรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงทองแก้ว ร.ล.ทองแก้ว และเรือหลวงวังใน และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง(ลำที่๓)(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/navantia-type-071et-lpd.html) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet)
และการยกพลขึ้นบกด้วยรถสะเทินน้ำสะเทินบก รนบ.AAVP7A1 กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion, Marine Division) ที่ได้รับการปรับปรุงโดย Chaiseri ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/aavp7a1-d-tiger-4x4-dti.html) และทหารราบนาวิกโยธินครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

กองทัพเรือไทยสาธิตอากาศยานไร้คนขับ MARCUS-B รุ่นใหม่ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘




Royal Thai Navy (RTN) held opening ceremony of Naval Exercise Fiscal Year 2025 at Laem Thian Pier, Sattahip Port, Sattahip Naval Base, Chonburi province, Gulf of Thailand on 13 February 2025.
involved demonstration of Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System (MARCUS) "MARCUS-B" (2024) Vertical Take-Off and Landing (VTOL) Unmanned Aerial Vehicle (UAV), serial production domestic Naval Research & Development Office (NRDO), RTN with Thailand companies B.J.Supply 2017, Oceanus Research and Development and X-Treme Composites;












the demonstration also include Royal Thai Marine Corps (RTMC) new domestic Chaiseri AWAV (Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) 8x8 and upgraded Chaiseri AAV7A1 RAM/RS; 








Royal Thai Naval Air Division (RTNAD) Airbus Helicopters H145M and Sikorsky SH-60B Seahawk helicopters; domestic Marsun Por.51-class Special Operations Craft and Naval Special Warfare Command((NSWC) known as RTN SEALs team operators. (Royal Thai Navy, Royal Thai Marine Corps, Sompong Nondhasa)







MARCUS B เป็นอากาศยานไร้นักบินที่ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ หรือ สวพ.ทร. พัฒนามาเป็นเวลาหลายปี โดยได้รับเงินสนับสนุนทั้งจากงบประมาณของ สวพ.ทร. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และภาคเอกชน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์จากคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
นอกจาก สวพ.ทร. แล้ว โครงการ MARCUS B ยังมีบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการคือบริษัท BJ Supply 2017 จำกัด ในฐานะผู้ให้เงินทุนสนับสนุน ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทาน และคู่สัญญากับกองทัพเรือ บริษัท Oceanus Research and Development จำกัด ในฐานะผู้พัฒนา Software และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ และบริษัท X-Treme Composite เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและโครงสร้างของอากาศยาน
MARCUS B รุ่น 2024 ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือนั้น มีความยาว 2.8 เมตร ความกว้างขณะกางปีก 4.8 เมตร น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 50 กิโลกรัม ความเร็วเดินทาง 50-70 น็อต เพดานบินสูงสุด 5 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ติดตั้งกล้องตรวจการณ์ EO/IR กำลังขยาย 30x รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ
ใน 1 ระบบ จะประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง 2 ลำ เป็นรุ่นปฏิบัติการระยะไกล 1 ลำ และรุ่นปฏิบัติการระยะใกล้ 1 ลำ กล้องตรวจการณ์ 2 ชุด สถานีควบคุมภาคพื้นดิน 1 ชุด การซ่อมบำรุงส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในประเทศไทย ทำให้มี Down time ต่ำ และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานทางเรือได้
ทั้งนี้ หลังจากส่งมอบแล้ว กองทัพเรือมีแผนที่จะกำหนดให้ฝูงบิน 104 ของกองการบินทหารเรือวางกำลัง MARCUS B ไว้ที่หน่วยปฏิบัติการที่สำคัญตามชายฝั่งทะเล เพื่อปฏิบัติการลาดตระเวนจากฐานบินบนบก ซึ่ง MARCUS B สามารถบินขึ้นลงบนเรือได้เช่นเดียวกันโดยใช้การบังคับด้วยมือ แต่ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาระบบขึ้นลงอัตโนมัติเพื่อให้การปฏิบัติงานง่ายขึ้น 
ซึ่งกองทัพเรือวางแผนให้ MARCUS B ปฏิบัติงานบนหน่วยปฏิบัติการบนเกาะที่สำคัญตามแนวชายแดน 5 แห่ง และเรือ 18 ลำที่มีประจำการในกองทัพเรือ โดย MARCUS B ได้ทดสอบการขึ้นลงบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรในขณะที่ปฏิบัติงานทางทะเล แล้ว โดยในอนาคตกองทัพเรือจะจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติม ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาและเพิ่งพาตนเองของกองทัพเรือ

พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลที่เข้ารับการฝึก เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมชมการสาธิตการปฏิบัติการทางเรือและอากาศยาน ซึ่งกองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบในการจัด และเยี่ยมชม การแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฝึกกองทัพเรือในปีนี้ 
การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ โดยใช้แนวความคิดในการฝึกว่า “รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น” ซึ่งในปีนี้เป็นการฝึกป้องกันประเทศโดยกำหนดสถานการณ์ตั้งแต่ในขั้นปกติสถานการณ์วิกฤตไปถึงขั้นป้องกันประเทศ ซึ่งมีการทดสอบและสร้างความคุ้นเคยทางด้านแนวความคิดหลักการ หลักนิยม ไปจนถึงขีดความสามารถของกำลังรบในแต่ละประเภทโดยส่วนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ
ทั้งในกองอำนวยการฝึก และหน่วยรับการฝึกทุกหน่วยได้มีการเตรียมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยนำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ต่อไป
 
สำหรับการฝึกในปีนี้ได้ทำการฝึกแผนป้องกันประเทศ ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ประกอบด้วย การฝึกปัญหาที่บังคับการ และ การฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในส่วนของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเลในปีนี้ มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญคือ การฝึกปฏิบัติการทางเรือของกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลที่ 72 โดยมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย 
เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงสุรินทร์ และเรือหลวงมันใน เป็นหมู่เรือลำเลียง โดยมีเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวงกระบุรี ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือคุ้มกัน ร่วมด้วยกำลังจากอากาศยานนาวีกำลังรบยกพลขึ้นบกและกำลังสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นจะมีการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ 
การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Mistral ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายบนแท่งผลิตก๊าซธรรมชาติ การฝึกให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) 
และ การขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในทะเล (Oil and chemical spill) การฝึกเป็นหน่วยกรมผสมนาวิกโยธิน และการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกของหน่วยวิชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่และการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี โดยมีการเชิญกำลังพลจากกองทัพบกกองทัพอากาศรวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้

คณะกรรมการจัดทำสารคดีและสื่อโทรทัศน์กองทัพเรือ
กุมภาพันธ์ 2568

พิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จะได้เห็นว่ากองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบพัฒนาสร้างโดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยร่วมการสาธิตการปฏิบัติการหลายแบบ
นี่รวมถึงอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B (2024) รุ่นใหม่ หรือรู้จักในชื่อว่า MARCUS-C ซึ่งเป็นอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง(VTOL UAV: Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ในตระกูลอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS(Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System) รุ่นที่สาม
ที่พัฒนาโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ร่วมกับภาคเอกชนไทยคือ บริษัท Oceanus Research and Development ไทย, บริษัท X-Treme Composites ไทย และบริษัท B.J.Supply 2017 ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/marcus-c.html)

อากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B (2024) ความยาว 2.8m ความกว้างปีก 4.8m น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) 50kg ความเร็วเดินทาง 50-70knots เพดานบินสูงสุด 5,000m เหนือระดับน้ำทะเล บินได้นาน ๔-๖ชั่วโมง มีน้ำหนักบรรทุก 8kg หนึ่งระบบประกอบด้วยอากาศยาน(airframe) ๒เครื่อง และสถานีควบคุมภาคพื้นดิน(GCS: Ground Control Station) ๑ชุด
ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ จะได้เห็นอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B ทำการบินขึ้นลงจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือของเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงสายบุรี ปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 ฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division)
ชี้เป้าหมายให้ปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีราบ Type 59-I ขนาด 130mm ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.(ACDC: Air and Coastal Defence Command) สนับสนุนชุดปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs) จากเรือเร็วปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51(Marsun M18 Fast Assault Boat)

สาธิตยังรวมถึงรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นย.(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ที่พัฒนาสร้างและปรับปรุงโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/awav-8x8.html)
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ SH-60B Seahawk ที่สาธิตการขจัดมลพิษทางน้ำร่วมกับเรือลากจูง เรือหลวงแสมสาร และเรือหลวงตาชัย ทั้งนี้กองทัพเรือไทยวางแผนที่จะนำ MARCUS-B VTOL UAV ปฏิบัติงานในหน่วยปฏิบัติการบนเกาะสำคัญตามแนวชายแดน ๕แห่ง และเรือ ๑๘ลำ โดยจะจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติมในอนาคต
การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ ที่จะมีตามมาหลังพิธีเปิดยังรวมถึงการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง(CALFEX: Combined Arms Live Fire Exercise) ของนาวิกโยธินไทยและ สอ.รฝ. การฝึกภาคทะเลของกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร จะมีการฝึกยิงจริงของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Mistral ที่ไม่ได้ทำการฝึกยิงมานานด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/mbda-mistral.html)

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567

กองทัพเรือโอมานลงนามสัญญาสร้างเรือระบายพล ๔ลำกับอู่เรือ Marsun ไทย





Models of Marsun products's M58 Patrol Gun Boat, PGB-561 HTMS Laemsing and M18 Fast Assault Boat, Por.51 Special Operations Craft of Royal Thai Navy (RTN); M25 Patrol Boat and M10 High Speed Patrol Boat (MKIII) of Marine Police, Royal Thai Police (RTP) at the Defense & Security 2023 show in Bangkok on 6-9 November 2023. (My Own Photos) 

On 10 December 2024, Mr. Ek-att Thitaram, Minister Counsellor, represented the Royal Thai Embassy in Muscat as witness in the signing ceremony of the contract between the Ministry of Defence of the Sultanate of Oman and Marsun Public Company Limited on Design, Build and Supply of Landing Craft Vessel for the Royal Navy of Oman. 
After the ceremony, the delegation including representatives of the Ministry of Defence of Thailand and the Royal Thai Navy met with H.E. Ms. Warunee Pan-krajang, Ambassador-Designate, to provide information on the company’s business operations and Thailand’s potential for defence industry.

Defence Ministry Inks Contract to Purchase Vessels


Muscat, 10 Dec (ONA) --- A contract was signed today with Marsun Public Company of Thailand to purchase several vessels.
The move stems from the attention accorded by His Majesty Sultan Haitham bin Tarik, the Supreme Commander.
It also comes within the framework of development and modernization plans of the Ministry of Defence and the Sultan’s Armed Forces (SAF). It also aims to boost the capabilities of the Royal Navy of Oman (RNO). 
The purchase contract was signed by Dr. Mohammed Nasser Al Za’abi, Secretary General at the Ministry of Defence and Patrawin Chongvisal, CEO of Marsun Public Company.
The signing ceremony was attended by Rear Admiral Saif Nasser Al Rahbi, Commander of the RNO and several senior officers from the Ministry of Defence.
Purchasing these vessels targets enhancing the performance and capabilities of the RNO. This also contributes to the march of comprehensive development in the Sultanate of Oman during the prosperous reign of His Majesty the Sultan, the Supreme Commander.

สถานเอกอัครราชทูตร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมานกับบริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน)
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2567 นายเอกอรรถ ทิตาราม อัครราชทูตที่ปรึกษา เป็นผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมานกับบริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน) จัดหาเรือ Landing Craft จำนวน 4 ลำ สำหรับกองทัพเรือโอมาน 
โดยบ่ายวันเดียวกันคณะบริษัทมาร์ซันและผู้แทนกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือของไทยได้เข้าพบนางสาววารุณี ปั้นกระจ่าง เอกอัครราชทูต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท และศักยภาพของไทยด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือของกระทรวงกลาโหม รัฐสุลต่านโอมาน
เมื่อวันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหม รัฐสุลต่านโอมาน ลงนามในสัญญาจ้างสร้างเรือหลายลำกับบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) 
โดยโครงการดังกล่าว มาจากพระราชดำริของ His Majesty Sultan Haitham Bin Tarik, the Supreme Commander และแผนการพัฒนาของกระทรวงกลาโหม และกองทัพ (the Sultan’s Armed Forces: SAF) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพเรือของรัฐสุลต่านโอมาน (RNO) ในการป้องกันประเทศ
ในพิธีลงนามฯ ได้รับเกียรติจาก Dr. Mohammed Nasser Al Za’abi ปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนามในสัญญา ร่วมกับนายภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)
โดยสำนักข่าว Oman New Agency (ONA) รายงานว่า พิธีดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก Rear Admiral Saif Nasser Al Rahbi ผู้บัญชาการกองทัพเรือ รัฐสุลต่านโอมาน (RNO) และนายทหารอาวุโสจากกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการจัดหาเรือครั้งนี้ 
มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถให้กับกองทัพเรือของรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศได้อย่างบูรณาการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศของรัฐสุลต่านโอมาน 
บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจการต่อเรือ และซ่อมเรือ มาแล้วกว่า 45 ปี มีผลงานต่อสร้างเรือให้กับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มาแล้วกว่า 455 ลำ อาทิเช่น 
เรือตรวจการณ์ความเร็วสูง เรือตรวจการณ์ติดอาวุธนำวิถี เรือรับส่งลูกเรือและบริการแทนขุดเจาะน้ำมัน เรือสำราญ เรือขจัดคราบน้ำมัน และเรืออเนกประสงค์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังให้บริการด้านการออกแบบ ซ่อม และให้คำปรึกษาตามรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ 
ซึ่งเรือทุกลำที่ต่อสร้างโดยมาร์ซันฯ นั้น ล้วนแต่เป็นเรือที่มีสมรรถนะดี ตรงตามข้อกำหนดของลูกค้าทุกประการ ผ่านการทดสอบทดลองสมรรถนะของเรือจากสมาคมจัดชั้นเรือระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก 
ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนา และวิจัยอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างดียิ่ง ส่งผลให้ “มาร์ซัน” ได้รับการคัดเลือกให้ต่อสร้างเรือในโครงการดังกล่าว 
จึงนับเป็นหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ที่บริษัทของคนไทยได้รับการยอมรับ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

การลงนามสัญญาสร้างเรือหลายลำ(น่าจะมากกว่า ๒ลำขึ้นไป)สำหรับกองทัพเรือโอมาน(RNO: Royal Navy of Oman) ระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมาน และบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)(Marsun Public Company Limited) ไทย เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗(2024) ที่ผ่านมา ณ กรุง Muscat รัฐสุลต่านโอมาน นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ล่าสุดของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทย 
บริษัท Marsun ไทยประกาศในบัญชีสื่อสังคม online ของตนตามมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗ อย่างไรก็ตามทั้งโอมานและอู่เรือ Marsun ไทยไม่ได้เปิดเผยถึงมูลค่าวงเงินของสัญญา เนื้อหาข้อตกลง หรือกำหนดเวลาการส่งมอบเรือ และไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นเรือแบบใด แต่จากประกาศของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง Muscat ระบุว่าเป็น "เรือระบายพล"(Landing Craft) จำนวน ๔ลำสำหรับกองทัพเรือโอมาน

ผลิตภัณฑ์ของอู่เรือ Marsun ที่สร้างส่งมอบเข้าประจำการในกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) แล้วมีเป็นจำนวนมากตั้งแต่ เรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงแหลมสิงห์(M58 Patrol Gun Boat) สังกัดกองเรือตรวจอ่าว กตอ.(PS: Patrol Squadron) ซึ่ง เรือ ตกป. ร.ล.แหลมสิงห์ เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่อู่เรือ Marsun สร้างให้กองทัพเรือไทยจนถึงขณะนี้
กำลังรบหลักเกือบทั้งหมดของ กองเรือยามฝั่ง กยฝ.(CGS: Coast Guard Squadron) สร้างโดย Marsun ไทย คือ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.111 ๓ลำ(เรือ ต.111, ต.112 และ ต.113) ,เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.114 ๒ลำ(เรือ ต.114 และ ต.115)(M36 Partrol Boat), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 ๓ลำ(เรือ ต.991, ต.992 และ ต.993), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 ๓ลำ(เรือ ต.994, ต.995 และ ต.996) 

และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997(เรือ ต.997 และ ต.998)(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/997-998.html), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.227 ๑ลำ(เรือ ต.227), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.228 ๓ลำ(เรือ ต.228, ต.229 และ ต.230), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.232 ๖ลำ(เรือ ต.232, ต.233, ต.234, ต.235, ต.236 และ ต.237), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.261 ๔ลำ(เรือ ต.261, ต.262, ต.263 และ ต.264), 
เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.265 ๕ลำ(เรือ ต.265, ต.266, ต.267, ต.268 และ ต.269) และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.270 ๕ลำ(เรือ ต.270, ต.271, ต.272, ต.273 และ ต.274)(M21 Partrol Boat) รวมถึงเรือเร็วปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51(เรือ พ.51, พ.52, พ.53 และ พ.54)(M18 Fast Assault Boat) ของ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs)

เรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงมัตโพน ๒ลำ ร.ล.มัตโพน และเรือหลวงราวี(M55 Landing Craft Utility) ของ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) และเรือตรวจการณ์ลำน้ำของ กองเรือลำน้ำ(RS: Riverine Squadron) หลายชุดเช่น เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำชุด เรือ ล.125 ๔ลำ(M10 Riverine Patrol Boat MKII)(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/125.html)
อู่เรือ Marsun ยังสร้างเรือให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆของไทยเช่น ตำรวจน้ำ(Marine Police) สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police)(M23 Catamaran, M25 Patrol Boat และ M10 High Speed Patrol Boat MKIII), กรมเจ้าท่า(Marine Department) กระทรวงคมนาคม(M39 Patrol Boat) และกรมศุลกากร(The Customs Department) กระทรวงการคลัง เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์อื่นๆของอู่เรือ Marsun ไทยยังรวมถึงเรือรับส่งบริการแท่นขุดเจาะน้ำมัน เรือสำราญ เรือขจัดคราบน้ำมัน และเรืออเนกประสงค์สำหรับพลเรือน Marsun ไทยยังเคยมีประสบการณ์การส่งออกแบบเรือรบของให้กองทัพต่างประเทศมาก่อนแล้วคือเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Jurrat ๒ลำ(M39) แก่กองทัพเรือปากีสถาน(PN: Pakistan Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/chaiseri-hisaar-4x4.html)
กองทัพเรือโอมานเป็นกองทัพเรือขนาดไม่ใหญ่มาก มีกำลังพลราว ๔,๒๐๐ นาย เรือรบหลักคือเรือคอร์เวตชั้น Khareef ๓ลำ(BAE Systems 99m Corvette) และเรือคอร์เวตชั้น Qahir ๓ลำซึ่งจัดหาจากสหราชอาณาจักร เรือตรวจการณ์และเรือฝึกรวม ๑๒ลำ และเรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงต่างๆ ๓ลำซึ่งมีอายุการใช้งานมานาน และเรือสนับสนุนความเร็วสูง(HSSV: High Speed Support Vessel) ๒ลำจากสหรัฐฯ

เรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงของกองทัพเรือโอมานเหล่านี้รวมถึงเช่น เรือลำเลียงพล L3 Al Dhaferah(เดิมชื่อ Fulk Al Salamah เปลี่ยนชื่อในปี 2016) สร้างโดยเยอรมนีเข้าประจำการในปี 1987 ที่เพิ่งจะปลดประจำการในปี 2024 และเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ L2 Nasr al Bahr สร้างโดยสหราชอาณาจักรเข้าประจำการในปี 1985 และเรือส่งกำลังบำรุง A2 Al Sultana สร้างโดยเนเธอร์แลนด์เข้าประจำการในปี 1975
เป็นที่เข้าใจว่าเรือระบายพลใหม่ ๔ลำที่จะถูกสร้างโดยอู่เรือ Marsun ไทยน่าจะถูกนำมาทดแทนเรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งส่วนหนึ่งได้ปลดประจำการไปแล้วตามความต้องการการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงของกองทัพเรือโอมาน การที่โอมานเลือกจัดหาเรือกับไทยได้แสดงถึงความน่าเชื่อถือและขีดความสามารถอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทยในระดับสากลครับ