แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Royal Thai Police แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Royal Thai Police แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

กระทรวงกลาโหมไทยจัดการทดสอบอาวุธทางยุทธวิธี MOD CHALLENGE 2025
















The Ministry of Defence of Thailand held the MOD Challenge 2025 on September 9, 2025, at the Hua Hin Shooting Range in Prachuap Khiri Khan province on 9 September 2025. (Kochasi Weapon Plant)
MOD Challenge 2025 was a competition and showcase of demestic weapons, equipments and defense technology for the Royal Thai Armed Forces (RTARF), Royal Thai Police and Thai Law Enforcement agencies.
Centered on domestic MOD2020 5.56mm assault rifles and SAN 9 pistols, products of Kochasi Weapon Plant (Weapon Research and Development Plant), Weapon Production Center (WPC), Defence Industry and Energy Center (DIEC), Ministry of Defence of Thailand,
MOD Challenge 2025 competition has participated by 9 teams of operators from Counter Terrorist Operations Center (CTOC), Royal Thai Armed Forces; Security Battalion, Office of the Permanent Secretary of Defence, Ministry of Defence of Thailand; Special Warfare Command (SWCOM), Royal Thai Army (RTA); Naval Special Warfare Command (NSWC), Royal Thai Navy (RTN SEAL); and Marine Reconnaissance Battalion, Royal Thai Marine Corps (RTMC); Special Operations Regiment (SOR), Security Force Command (SFC), Royal Thai Air Force (RTAF); and Special Service Division (SSD Commando), Central Investigation Bureau (CIB) ,Royal Thai Police (RTP).







“จากสถานการณ์ภัยคุกคามแนวชายแดน
กระทรวงกลาโหมตระหนักถึง การเตรียมกำลัง ยุทโธปกรณ์ จิตวิญญาณการเป็นนักรบ การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีการวิจัย พัฒนา และผลิตปืนเล็กยาว 5.56 และ ปืนพก SAN 9 โดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว.ศอพท.) ซึ่งผลิตเองทั้งหมด ภายใต้แบรนด์ “คชสีห์” เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ 
มีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน iso 9001 : 2015 ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางทหาร ผ่านการยิงมาแล้วกว่า 6,000 นัด นำมาให้นักรบทดสอบในงานนี้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในอนาคต”
พล.อ.ณัฐ  อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม คนที่ 60 กล่าวในพิธีเปิดงานการทดสอบอาวุธทางยุทธวิธี MOD CHALLENGE 2025 ณ สนามยิงปืนหัวหิน

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดการทดสอบอาวุธทางยุทธวิธีระดับชาติครั้งแรกของไทย “MOD CHALLENGE 2025” 
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้จัดการแข่งขันการทดสอบอาวุธทางยุทธวิธี  “MOD CHALLENGE 2025” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ณ สนามยิงปืนหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
โดยมี พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม คนที่ 60 เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมเดินทักทายและให้กำลังใจกำลังพลจาก 6 หน่วยงาน รวม 9 ทีม ที่เข้าร่วมการแข่งขัน อาวุธที่ใช้ในการทดสอบในครั้งนี้ประกอบด้วย ปลย. 5.56 และ ปืนพก san 9 ภายใต้แบรนด์ ”คชสีห์“
การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบายการพัฒนา อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ให้มีความทันสมัย ทัดเทียมมาตรฐานสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชน ในการวิจัย พัฒนา และทดสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย
การแข่งขัน MOD CHALLENGE 2025 ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การพึ่งพาตนเองทางด้านยุทโธปกรณ์อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“MOD CHALLENGE 2025” สะท้อนพลังความร่วมมือรัฐ–เอกชน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย
บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความคึกคัก ได้รับความสนใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล 
ภายในงานยังมีบูธจัดแสดงจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์เสริมคุณภาพสูง เช่น ไทยอามส์, เมิร์ค แทคติคอล เกียร์ และ วอร์ริกซ์ สปอร์ต ซึ่งช่วยสร้างสีสันและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิด 
สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่จริงจังของทุกภาคส่วน แสดงให้เห็นถึง ความตั้งใจที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง นวัตกรรม และการสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้วยฝีมือคนไทยเอง

"หน่วยปฏิบัติการพิเศษสยบริปูสะท้าน" 
คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมที่มีทักษะการยิงปืนยอดเยี่ยม จากการแข่งขันหน่วยปฏิบัติการพิเศษ  Tier 1
“จากสถานการณ์ภัยคุกคามแนวชายแดน กระทรวงกลาโหมตระหนักถึง การเตรียมกำลัง ยุทโธปกรณ์ จิตวิญญาณการเป็นนักรบ การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีการวิจัย พัฒนา และผลิตปืนเล็กยาว 5.56 และ ปืนพก SAN 9 โดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว.ศอพท.) ซึ่งผลิตเองทั้งหมด ภายใต้แบรนด์ คชสีร์
พล.อ.ณัฐ  อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม จึงได้รวมพลัง 6 หน่วยงาน 9 ทีม จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับ Tier 1 มาทำการแข่งขันเพื่อแสดงถึงศักยภาพ และนวัตกรรมป้องกันประเทศ ในวันที่ 9/9/2025 ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ  ประกอบด้วย 
1.ทีมจากกองทัพเรือ 2 ทีม
2.ทีมจากกองทัพบก 2 ทีม
3.ทีมจากกองทัพอากาศ 2 ทีม
4.ทีมสำนักงานปลัดกลาโหม 1 ทีม
5.ทีมจากกองทัพไทย 1 ทีม
6.ทีมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ทีม
ซึ่งในส่วนทีมสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่ง " กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษหรือหน่วยสยบริปูสะท้าน"  เข้าทำการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งผลการแข่งขันเป็นดังนี้
1.คะแนนรวมทีมรองชนะเลิศอันดับ 1
2.ทีมที่มีทักษะการยิงปืนยอดเยี่ยม
MOD CHALLENGE 2025

MOD Challange 2025
การทดสอบปืนด้วยการแข่งขัน  ปืนที่คนไทยผลิตโดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ เข้าแข่งขันทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายสากล และฯลฯ เข้าร่วมแข่งขัน
ผลการแข่งขัน รวมรบพิเศษไทย
- รางวัลทีมทรหดอดทนยอดเยี่ยม ได้แก่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ
- รางวัลทีมที่มีการใช้ทักษะยอดเยี่ยม ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
- รางวัลชนะเลิศ ประเภททีมอันดับ ๑ ได้แก่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ
- รางวัลชนะเลิศ ประเภททีมอันดับ ๒ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- รางวัลชนะเลิศ ประเภททีมอันดับ ๓ ได้แก่ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
- รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคลยอดเยี่ยม(MVP) ได้แก่ จ่าเอก พสวี ชัยบัง จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ

การทดสอบอาวุธทางยุทธวิธี MOD CHALLENGE 2025 ที่จัดโดยกระทรวงกลาโหมไทย ณ สนามยิงปืนหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025) มีศูนย์กลางที่การทดสอบสมรรถนะปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล MOD2020 ขนาด 5.56x45mm NATO และปืนพกกึ่งอัตโนมัติ SAN 9 ขนาด 9x19mm ที่เป็นผลงานวิจัยพัฒนาและผลิตภายในประเทศไทยภายใต้ตราอักษร "คชสีห์"(Kochasi) 
โดย โรงงานอาวุธคชสีห์(Kochasi Weapon Plant) หรือเดิมรู้จักในชื่อโรงงานต้นแบบการวิจัยพัฒนาอาวุธ รง.ตวพ.ศอว.ศอพท.(Weapon Research and Development Plant) ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท.(WPC, DIEC: Weapon Production Center, Defence Industry and Energy Center)
ร่วมกับบริษัท MILTECH RESEARCH & DEVELOPMENT CO., LTD. ไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและผลิตอาวุธปืนส่งมอบให้กองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces)(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/mod2020.html) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆของไทยแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/nin9.html)

การทดสอบอาวุธทางยุทธวิธี MOD CHALLENGE 2025 ได้มีส่วนร่วมการแข่งขันของ ๙ทีมจาก ๖หน่วยรบพิเศษและหน่วยปฏิบัติการพิเศษคือ ๑ทีมจาก ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ศตก.(CTOC: Counter Terrorist Operations Center) กองทัพไทย, ๑ทีมจาก กองพันระวังป้องกัน พัน รวป.(Security Battalion) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(Office of the Permanent Secretary of Defence),
๒ทีมจาก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(SWCOM: Special Warfare Command) กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army), ๒ทีมจาก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs)และกองพันลาดตระเวนนาวิกโยธิน พัน.ลว.นย.(Marine Reconnaissance Battalion) นาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy), ๒ทีมจาก กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ปพ.อย.(SOR: Special Operations Regiment, SFC: Security Force Command) กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และ ๑ทีมจาก กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย(Commando), กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ(SSD: Special Service Division), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(CIB: Central Investigation Bureau) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(RTP: Royal Thai Police) ซึ่งได้แข่งขันในสถานการณ์จำลอง Stage 1-6 ตั้งแต่เวลา 0800-1700 ต่อเนื่องด้วยปืนเล็กยาว MOD2020 และปืนพก SAN 9 เพื่อทดสอบและพิสูจน์อาวุธปืนที่ออกแบบและผลิตในไทยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

EM&E สเปนจะส่งมอบแท่นยิงปืนกล SENTINEL 30 สำหรับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด ต.997 กองทัพเรือไทยทั้ง ๒ลำ

EM&E Group will supply two SENTINEL 30 and two OTEOS to the Royal Thai Navy

For the first time, EM&E Group has been awarded to supply the Royal Thai Navy (RTN) with two SENTINEL 30 naval remote stations equipped with Mk44 Bushmaster II chain guns, and two OTEOS electro-optical systems as fire control and observation systems. (EM&E Group)






The Naval Remote Controlled Weapon Stations SENTINEL 30 and the Electro Optics Systems OTEOS will be equipped in the Tor 997 and Tor 998 patrol boats of the Royal Thai Navy. (Royal Thai Navy)

บริษัท EM&E Group สเปนผู้นำในวิทยาการและนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงได้รับการประกาศสัญญาที่จะจัดส่งแท่นยิงปืนเรือ Naval Remote Controlled Weapon Station(RCWS) แบบ SENTINEL 30 จำนวน ๒แท่นยิง ติดตั้งด้วยปืนกล Northrop Grumman Mk44 Bushmaster
และระบบกล้อง Electro Optics System(EOS) แบบ OTEOS จำนวน ๒ระบบ ซึ่งจะถูกใช้เป็นระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) สำหรับแท่นยิงปืนเรือ SENTINEL 30 RCWS แก่กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ตามประกาศเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๘(2025)

สัญญานี้เป็นการแสดงถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับบริษัท EM&E Group ในฐานะที่เป็นครั้งแรกที่บริษัทจะส่งมอบแนวทางแก้ไขปัญหาทางเรือแก่กองทัพเรือไทย ในการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่มุ่งเป้าเพื่อมอบแก่เจ้าหน้าที่นายทหารกองทัพเรือไทย
ด้วยขีดความสามารถการตอบสนองที่รวดเร็วและความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นผ่านระบบรักษาการทรงตัว(stabilisation), การควบคุมจากระยะไกล(remote control) และการตรวจการณ์ขั้นก้าวหน้าด้วยการติดตามเป้าหมายในระบบทางเรือ

แท่นยิงปืนเรือ SENTINEL 30 RCWS และระบบควบคุมการยิงกล้อง EOS แบบ OTEOS จะถูกติดตั้งในเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 สองลำคือ เรือ ต.997 และเรือ ต.998 ของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/997-998.html)
คุณลักษณะต่างๆของแท่นยิงปืนกล SENTINEL 30 คือสามารถยิงกระสุนปืนใหญ่กลขนาด 30x173mm ได้ ความจุกระสุนที่ ๒๐๐นัดต่อหนึ่งกล่องกระสุนที่มากเป็นพิเศษและความเข้ากันได้กับกระสุนแตกอากาศแบบตั้งค่าได้(Programmable Air Burst Munition)(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/30mm-997.html)

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง EM&E Group สเปนและกองทัพเรือไทย โดยบริษัทได้ประสบความสำเร็จในการส่งมอบป้อมปืน remote ภาคพื้นดินแบบ GUARDIAN 1.5 ติดตั้งกับรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล AWAV 8x8 จำนวน ๗คัน ที่ผลิตโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024) 
เป็นเครื่องหมายถึงการส่งเสริมเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถของรถที่ใช้งานโดยนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) โดยการติดตั้งปืนกลหนัก M2 .50calibre(12.7x99mm) ที่ควบคุมจากภายในตัวรถ(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/awav-8x8.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8-chaiseri.html)

นอกจากนี้หน่วยงานอื่นๆของไทยเช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police) ปัจจุบันกำลังใช้งานยานยนต์ไร้คนขับ aunav.NEXT (UGV: Unmanned Ground Vehicle) ในภารกิจการทำลายระเบิดแสวงเครื่อง(IED: Improvised Explosive Device) ทั่วประเทศไทย
หุ่นยนต์ aunav.NEXT เหล่านี้ถูกผลิตโดย EM&E Group สเปนและเป็นระบบที่ทรงพลังที่สุดในตลาด มีขีดความสามารถที่ยกวัตถุได้หนักถึง 250kg และมีแขนกลที่ทำงานสอดคล้องกันสองแขน(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/aunavnext-ugv-eodcrbn.html)

โครงการต่างๆเหล่านี้ยืนยันยุทธศาสตร์ของ EM&E Group ที่จะส่งมอบแก่ไทยและประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นที่สุดทางนวัตกรรมในภาคส่วนการป้องกันประเทศและความมั่นคง 
ส่งมอบวิทยาการล้ำยุคเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของเหล่าทหาร การเปิดสำนักงานใหม่ล่าสุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นเพียงอีกหนึ่งสัญญาณของความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของบริษัทที่จะเข้าใกล้คมากกว่าเดิมต่อบรรดาหุ้นส่วนและลูกค้าของตน

ความเห็นวิเคราะห์
เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำคือ เรือ ต.997 และเรือ ต.998 มีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023) โดยถูกนำเข้าประจำการในกองเรือยามฝั่ง(CGS: Coast Guard Squadron) กองเรือยุทธการ(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย
ถูกสร้างโดยบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)(Marsun Public Company Limited) อู่ต่อเรือเอกชนไทย ซึ่งมีพื้นฐานแบบเรือร่วมกับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 ที่เข้าประจำการไปแล้วก่อนหน้า

เดิมกองทัพเรือไทยเคยมองที่จะติดตั้งเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำด้วยปืนกล AK-306 พร้อมระบบควบคุมการยิง Antares Mod.9 จากรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/ak-306-30mm.html) อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ระบาด Covid-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดหาได้ ปัจจุบันเรือได้ติดตั้งปืนกล Oerlikon GAM-CO1 ขนาด 20x128mm เป็นปืนหลัก
ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยแท่นยิงปืนเรือ SENTINEL 30 ที่ยังจะถูกนำมาติดตั้งกับเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง Type 071ET LPD(Landing Platform Dock)(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/navantia-type-071et-lpd.html) และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี ทั้ง ๒ลำคือ ร.ล.ปัตตานี และเรือหลวงนราธิวาสด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/opv.html)

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

PTDI อินโดนีเซียเสนอเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล CN235-220 MPA แก่กองทัพเรือไทย





Admiral Chalathis Nawanukroh, Deputy Commander-in-Chief of the Royal Thai Navy (RTN) and RTN officers visited the Naval Aviation Center (Puspenerbal), Indonesian Navy in Surabaya, in the context of a demo flight of PTDI-produced aircraft, using the CN235-220 MPA aircraft owned by Puspenerbal on 16 January 2025. (PTDI)
Royal Thai Naval Air Division (RTNAD), Royal Thai Fleet (RTF), Royal Thai Navy planned to seeking new two of tactical transport aircraft for support  Royal Thai Marine Corps (RTMC) operations to replace retired Fokker F-27 MK400, as well as new three up of Maritime Patrol Aircraft (MPA) to replace retired Lockheed P-3T Orion and Fokker F-27 MK200 Maritime Enforcer (ME).



พลเรือเอก ชลธิศ นาวานุเคราะห์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะนายทหารของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ที่เดินทางเยือนอินโดนีเซีย ได้เยี่ยมชมกิจการของศูนย์การบินทหารเรือ(Naval Aviation Center, Puspenerbal: Pusat Penerbangan Angkatan Laut) กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) ในมหานคร Surabaya
รวมถึงได้ชมการสาธิตสมรรถนะและขีดความสามารถของเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลอเนกประสงค์แบบ CN235-220 MPA(Maritime Patrol Aircraft) หนึ่งใน ๖เครื่องของศูนย์การบินทหารเรืออินโดนีเซีย ที่ผลิตโดย PT Dirgantara Indonesia(PTDI) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) PTDI อินโดนีเซียเผยแพร่ชุดภาพในวันเดียวกันทางสื่อสังคม online ทางการของตน

การต้อนรับจากผู้อำนวยการฝ่ายการค้า, วิทยาการและการพัฒนาของ PTDI อินโดนีเซีย Moh Arif Faisal และคณะผู้บริหารของ PTDI ได้นำเสนอแก่คณะนายทหารกองทัพเรือไทยว่า เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล CN235-220 MPA ของตนตรงตามความต้องการที่จำเป็นสำหรับทั้งภารกิจการลาดตระเวนทางทะเลและการลำเลียงทางทหาร ในฐานะที่เป็นภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตอากาศยานรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จนถึงปี 2024 PTDI อินโดนีเซียได้ประสบความสำเร็จในการส่งออกเครื่องบินลำเลียงตระกูล CN235-220 ที่ตนผลิตในประเทศจำนวน ๗๐เครื่องแก่ลูกค้าหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยคือกองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police Aviation division) และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร(Department of Royal Rainmaking and Agricultural Aviation) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทย

ล่าสุดกองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทยมีโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่เพื่อสนับสนุนทางยุทธการให้แก่หน่วยนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) จำนวน ๒เครื่อง วงเงินราว ๓,๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($109,725,152)
เพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑ บ.ลล.๑ Fokker F-27 MK-400 จำนวน ๒เครื่องที่เคยประจำการ ณ ฝูงบิน๒๐๑(201 Naval Air Squadron) กองบิน๒(Naval Air Wing 2) กองการบินทหารเรือ กบร. ที่มีรายงานว่าได้ถูกปลดประจำการลงตั้งแต่ช่วงสิ้นปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023) ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/c295.html)

PTDI อินโดนีเซียได้เสนอเครื่องบินลำเลียง CN235-220 ของตนแก่กองทัพเรือไทยพร้อมข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) ในไทยอย่างเต็มรูปแบบในความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมการบินของไทย เช่น บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทยที่มีขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยานต่างๆในประเทศอยู่แล้ว
ในรูปแบบเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล CN235-220 MPA ได้รับการติดตั้งด้วยอุปกรณ์ตรวจจับหลากหลายแบบรวมถึง radar แบบ AN/APS-13C(V)3 OceanEye ที่มีขีดความสามารถในการตรวจจับ, พิสูจน์ทราบ และติดตามเป้าหมายขนาดเล็กได้และเป้าเคลื่อนที่ภาคพื้น(GMTI: Ground-Moving Target Indicator) ทั้งในสงครามเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และการค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Rescue)

ซึ่งกองทัพเรือไทยยังมีความต้องการเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลจำนวน ๓เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/02/cn-235-220-mpa.html) เพื่อทดแทนเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำ บ.ตผ.๒ Lockheed P-3T Orion จำนวน ๓เครื่อง ที่เคยประจำการ ณ ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร. และถูกปลดประจำการในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014)(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/blog-post_7.html) 
รวมถึงเครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบที่๑ บ.ตผ.๑ Fokker F-27 MK200 Maritime Enforcer(ME) จำนวน ๓เครื่อง ที่ประจำการ ณ ฝูงบิน๑๐๒(102 Naval Air Squadron) กองบิน๑(Naval Air Wing 1) กองการบินทหารเรือ กบร.(https://aagth1.blogspot.com/2020/08/f-27-mk200.html) ที่มีรายงานว่าปลดประจำการไปแล้วในปีที่ผ่านมาเช่นกัน

ในรูปแบบเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี CN235-220 สามารถบรรทุกทหารได้ ๔๙นายหรือพลร่มได้ ๓๙นาย มีประตู ramp ท้ายเครื่องขนาดใหญ่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายสัมภาระ และสามารถบินขึ้นลงทางวิ่งที่ไม่มีผิวทาง(unpaved runway) ได้ สอดคล้องกับการพัฒนาขีดความสามารถในอนาคตที่กองทัพเรือไทยให้ความสำคัญกับ "การลดแบบ" อากาศยานเก่าที่ไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมทำ และ "เพิ่มจำนวน" อากาศยานใหม่ของตน
นั่นทำให้ PTDI อินโดนีเซียมองที่อาจจะได้รับการสั่งจัดหา CN235-220 จากกองทัพเรือไทยได้ถึง ๕เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2020/09/cn235-220m.html) อย่างไรก็ตามคู่แข่งที่เป็นไปได้น่าจะรวมถึงเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C295 MPA ที่ผลิตโดยบริษัท Airbus ยุโรปในสเปน ที่มีพื้นฐานร่วมกับเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๙๕ C295W ของกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/c295-mpa-c295-msa-16.html)

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567

กองทัพเรือโอมานลงนามสัญญาสร้างเรือระบายพล ๔ลำกับอู่เรือ Marsun ไทย





Models of Marsun products's M58 Patrol Gun Boat, PGB-561 HTMS Laemsing and M18 Fast Assault Boat, Por.51 Special Operations Craft of Royal Thai Navy (RTN); M25 Patrol Boat and M10 High Speed Patrol Boat (MKIII) of Marine Police, Royal Thai Police (RTP) at the Defense & Security 2023 show in Bangkok on 6-9 November 2023. (My Own Photos) 

On 10 December 2024, Mr. Ek-att Thitaram, Minister Counsellor, represented the Royal Thai Embassy in Muscat as witness in the signing ceremony of the contract between the Ministry of Defence of the Sultanate of Oman and Marsun Public Company Limited on Design, Build and Supply of Landing Craft Vessel for the Royal Navy of Oman. 
After the ceremony, the delegation including representatives of the Ministry of Defence of Thailand and the Royal Thai Navy met with H.E. Ms. Warunee Pan-krajang, Ambassador-Designate, to provide information on the company’s business operations and Thailand’s potential for defence industry.

Defence Ministry Inks Contract to Purchase Vessels


Muscat, 10 Dec (ONA) --- A contract was signed today with Marsun Public Company of Thailand to purchase several vessels.
The move stems from the attention accorded by His Majesty Sultan Haitham bin Tarik, the Supreme Commander.
It also comes within the framework of development and modernization plans of the Ministry of Defence and the Sultan’s Armed Forces (SAF). It also aims to boost the capabilities of the Royal Navy of Oman (RNO). 
The purchase contract was signed by Dr. Mohammed Nasser Al Za’abi, Secretary General at the Ministry of Defence and Patrawin Chongvisal, CEO of Marsun Public Company.
The signing ceremony was attended by Rear Admiral Saif Nasser Al Rahbi, Commander of the RNO and several senior officers from the Ministry of Defence.
Purchasing these vessels targets enhancing the performance and capabilities of the RNO. This also contributes to the march of comprehensive development in the Sultanate of Oman during the prosperous reign of His Majesty the Sultan, the Supreme Commander.

สถานเอกอัครราชทูตร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมานกับบริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน)
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2567 นายเอกอรรถ ทิตาราม อัครราชทูตที่ปรึกษา เป็นผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมานกับบริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน) จัดหาเรือ Landing Craft จำนวน 4 ลำ สำหรับกองทัพเรือโอมาน 
โดยบ่ายวันเดียวกันคณะบริษัทมาร์ซันและผู้แทนกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือของไทยได้เข้าพบนางสาววารุณี ปั้นกระจ่าง เอกอัครราชทูต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท และศักยภาพของไทยด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือของกระทรวงกลาโหม รัฐสุลต่านโอมาน
เมื่อวันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหม รัฐสุลต่านโอมาน ลงนามในสัญญาจ้างสร้างเรือหลายลำกับบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) 
โดยโครงการดังกล่าว มาจากพระราชดำริของ His Majesty Sultan Haitham Bin Tarik, the Supreme Commander และแผนการพัฒนาของกระทรวงกลาโหม และกองทัพ (the Sultan’s Armed Forces: SAF) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพเรือของรัฐสุลต่านโอมาน (RNO) ในการป้องกันประเทศ
ในพิธีลงนามฯ ได้รับเกียรติจาก Dr. Mohammed Nasser Al Za’abi ปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนามในสัญญา ร่วมกับนายภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)
โดยสำนักข่าว Oman New Agency (ONA) รายงานว่า พิธีดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก Rear Admiral Saif Nasser Al Rahbi ผู้บัญชาการกองทัพเรือ รัฐสุลต่านโอมาน (RNO) และนายทหารอาวุโสจากกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการจัดหาเรือครั้งนี้ 
มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถให้กับกองทัพเรือของรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศได้อย่างบูรณาการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศของรัฐสุลต่านโอมาน 
บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจการต่อเรือ และซ่อมเรือ มาแล้วกว่า 45 ปี มีผลงานต่อสร้างเรือให้กับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มาแล้วกว่า 455 ลำ อาทิเช่น 
เรือตรวจการณ์ความเร็วสูง เรือตรวจการณ์ติดอาวุธนำวิถี เรือรับส่งลูกเรือและบริการแทนขุดเจาะน้ำมัน เรือสำราญ เรือขจัดคราบน้ำมัน และเรืออเนกประสงค์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังให้บริการด้านการออกแบบ ซ่อม และให้คำปรึกษาตามรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ 
ซึ่งเรือทุกลำที่ต่อสร้างโดยมาร์ซันฯ นั้น ล้วนแต่เป็นเรือที่มีสมรรถนะดี ตรงตามข้อกำหนดของลูกค้าทุกประการ ผ่านการทดสอบทดลองสมรรถนะของเรือจากสมาคมจัดชั้นเรือระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก 
ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนา และวิจัยอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างดียิ่ง ส่งผลให้ “มาร์ซัน” ได้รับการคัดเลือกให้ต่อสร้างเรือในโครงการดังกล่าว 
จึงนับเป็นหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ที่บริษัทของคนไทยได้รับการยอมรับ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

การลงนามสัญญาสร้างเรือหลายลำ(น่าจะมากกว่า ๒ลำขึ้นไป)สำหรับกองทัพเรือโอมาน(RNO: Royal Navy of Oman) ระหว่างกระทรวงกลาโหมโอมาน และบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)(Marsun Public Company Limited) ไทย เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗(2024) ที่ผ่านมา ณ กรุง Muscat รัฐสุลต่านโอมาน นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ล่าสุดของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทย 
บริษัท Marsun ไทยประกาศในบัญชีสื่อสังคม online ของตนตามมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗ อย่างไรก็ตามทั้งโอมานและอู่เรือ Marsun ไทยไม่ได้เปิดเผยถึงมูลค่าวงเงินของสัญญา เนื้อหาข้อตกลง หรือกำหนดเวลาการส่งมอบเรือ และไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นเรือแบบใด แต่จากประกาศของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง Muscat ระบุว่าเป็น "เรือระบายพล"(Landing Craft) จำนวน ๔ลำสำหรับกองทัพเรือโอมาน

ผลิตภัณฑ์ของอู่เรือ Marsun ที่สร้างส่งมอบเข้าประจำการในกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) แล้วมีเป็นจำนวนมากตั้งแต่ เรือตรวจการณ์ปืนชุดเรือหลวงแหลมสิงห์(M58 Patrol Gun Boat) สังกัดกองเรือตรวจอ่าว กตอ.(PS: Patrol Squadron) ซึ่ง เรือ ตกป. ร.ล.แหลมสิงห์ เป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่อู่เรือ Marsun สร้างให้กองทัพเรือไทยจนถึงขณะนี้
กำลังรบหลักเกือบทั้งหมดของ กองเรือยามฝั่ง กยฝ.(CGS: Coast Guard Squadron) สร้างโดย Marsun ไทย คือ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.111 ๓ลำ(เรือ ต.111, ต.112 และ ต.113) ,เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.114 ๒ลำ(เรือ ต.114 และ ต.115)(M36 Partrol Boat), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 ๓ลำ(เรือ ต.991, ต.992 และ ต.993), เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 ๓ลำ(เรือ ต.994, ต.995 และ ต.996) 

และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997(เรือ ต.997 และ ต.998)(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/997-998.html), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.227 ๑ลำ(เรือ ต.227), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.228 ๓ลำ(เรือ ต.228, ต.229 และ ต.230), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.232 ๖ลำ(เรือ ต.232, ต.233, ต.234, ต.235, ต.236 และ ต.237), เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.261 ๔ลำ(เรือ ต.261, ต.262, ต.263 และ ต.264), 
เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.265 ๕ลำ(เรือ ต.265, ต.266, ต.267, ต.268 และ ต.269) และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.270 ๕ลำ(เรือ ต.270, ต.271, ต.272, ต.273 และ ต.274)(M21 Partrol Boat) รวมถึงเรือเร็วปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51(เรือ พ.51, พ.52, พ.53 และ พ.54)(M18 Fast Assault Boat) ของ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs)

เรือระบายพลขนาดใหญ่ชุดเรือหลวงมัตโพน ๒ลำ ร.ล.มัตโพน และเรือหลวงราวี(M55 Landing Craft Utility) ของ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) และเรือตรวจการณ์ลำน้ำของ กองเรือลำน้ำ(RS: Riverine Squadron) หลายชุดเช่น เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำชุด เรือ ล.125 ๔ลำ(M10 Riverine Patrol Boat MKII)(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/125.html)
อู่เรือ Marsun ยังสร้างเรือให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆของไทยเช่น ตำรวจน้ำ(Marine Police) สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police)(M23 Catamaran, M25 Patrol Boat และ M10 High Speed Patrol Boat MKIII), กรมเจ้าท่า(Marine Department) กระทรวงคมนาคม(M39 Patrol Boat) และกรมศุลกากร(The Customs Department) กระทรวงการคลัง เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์อื่นๆของอู่เรือ Marsun ไทยยังรวมถึงเรือรับส่งบริการแท่นขุดเจาะน้ำมัน เรือสำราญ เรือขจัดคราบน้ำมัน และเรืออเนกประสงค์สำหรับพลเรือน Marsun ไทยยังเคยมีประสบการณ์การส่งออกแบบเรือรบของให้กองทัพต่างประเทศมาก่อนแล้วคือเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Jurrat ๒ลำ(M39) แก่กองทัพเรือปากีสถาน(PN: Pakistan Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/chaiseri-hisaar-4x4.html)
กองทัพเรือโอมานเป็นกองทัพเรือขนาดไม่ใหญ่มาก มีกำลังพลราว ๔,๒๐๐ นาย เรือรบหลักคือเรือคอร์เวตชั้น Khareef ๓ลำ(BAE Systems 99m Corvette) และเรือคอร์เวตชั้น Qahir ๓ลำซึ่งจัดหาจากสหราชอาณาจักร เรือตรวจการณ์และเรือฝึกรวม ๑๒ลำ และเรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงต่างๆ ๓ลำซึ่งมีอายุการใช้งานมานาน และเรือสนับสนุนความเร็วสูง(HSSV: High Speed Support Vessel) ๒ลำจากสหรัฐฯ

เรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงของกองทัพเรือโอมานเหล่านี้รวมถึงเช่น เรือลำเลียงพล L3 Al Dhaferah(เดิมชื่อ Fulk Al Salamah เปลี่ยนชื่อในปี 2016) สร้างโดยเยอรมนีเข้าประจำการในปี 1987 ที่เพิ่งจะปลดประจำการในปี 2024 และเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ L2 Nasr al Bahr สร้างโดยสหราชอาณาจักรเข้าประจำการในปี 1985 และเรือส่งกำลังบำรุง A2 Al Sultana สร้างโดยเนเธอร์แลนด์เข้าประจำการในปี 1975
เป็นที่เข้าใจว่าเรือระบายพลใหม่ ๔ลำที่จะถูกสร้างโดยอู่เรือ Marsun ไทยน่าจะถูกนำมาทดแทนเรือยกพลขึ้นบกและส่งกำลังบำรุงที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งส่วนหนึ่งได้ปลดประจำการไปแล้วตามความต้องการการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงของกองทัพเรือโอมาน การที่โอมานเลือกจัดหาเรือกับไทยได้แสดงถึงความน่าเชื่อถือและขีดความสามารถอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทยในระดับสากลครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2567

หน่วยรบพิเศษไทย-สหรัฐฯ-อังกฤษร่วมการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ C-MEX 2024 เป็นครั้งแรก




















Counter Terrorism Operations Center (CTOC), Royal Thai Armed Forces (RTARF) hold to coducted Crisis Management Exercise 2024 (C-MEX 24) at Chiang Rai Province, Thailand on 20-23 August 2024.
The exercise has participated with Thai Government and civilian agencies, and Military and Enforcement Special Forces and Special Operation Forces operators included:
Special Warfare Command, Royal Thai Army (RTA);
Naval Special Warfare Command (NSWC), Royal Thai Fleet (RTF), Royal Thai Navy (RTN) (also known as "RTN SEAL") and first time for Reconnaissance Battalion, Royal Thai Marine Corps (RTMC);
Special Operations Regiment (SOR), Security Force Command (SFC), Royal Thai Air Force (RTAF);
and Naresuan 261 Special Operation Unit and Police Aerial Reinforcement Unit (PARU), Border Patrol Police (BPP), and Arintaraj 26, Special Operations Division, Metropolitan Police Bureau (MPB), Royal Thai Police (RTP).
1st Special Forces Group (Airborne), US Army and Royal Marines Commandos, Joint Counter Terrorist Training and Advisory Team, UK Special Forces also participated Crisis Management Exercise 2024 in Thailand for first time. (Royal Thai Armed Forces)











ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล จัดการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2567 (Crisis Management Exercise 2024 : C – MEX 24 ) ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
กองบัญชาการกองทัพไทย  โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล จัดฝึกการทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย  ภายใต้กรอบการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2567 ( Crisis Management Exercise : C – MEX 24 ) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 
เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมของนโยบาย แผน กลไก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการก่อการร้ายเพื่อสร้างความเข้าใจบทบาท หน้าที่ ความพร้อมในการปฏิบัติการขั้นป้องกัน (Prevention) การตอบโต้ (Countering) การก่อการร้าย ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทดสอบระบบการบริหารเหตุการณ์และการติดต่อสื่อสาร (C4I) ในการแก้ไขภาวะวิกฤติระดับชาติ 
และทดสอบการเคลื่อนย้ายเข้าแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ในพื้นที่ห่างไกล ระหว่างวันที่ 19 ถึง 23 สิงหาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย  จังหวัดเชียงราย  
สำหรับการฝึกในครั้งนี้ ได้มีการกำหนดสถานการณ์การฝึกผ่านการบูรณาการประเด็นการฝึกร่วมกัน ภายใต้กรอบการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ  ประจำปี 2567 มีการกำหนดสถานการณ์ เหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงราย  และมีสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่  รวมถึงแทรกสถานการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้  เพื่อให้หน่วยงานที่เข้าร่วมการฝึกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับภารกิจได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน 
ทั้งในด้านขั้นตอนป้องกัน  ขั้นตอนตอบโต้ และขั้นตอนการฟื้นฟู เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกเข้าใจบทบาท หน้าที่ สามารถแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก รวมทั้งการปฏิบัติของหน่วยงานในพื้นที่เชียงราย กลไกการส่งมอบพื้นที่ในการบริหารสถานการณ์ตั้งแต่หน่วยงานระดับจังหวัด ไปจนถึงการยกระดับมาถึงหน่วยงานส่วนกลางจนถึงระดับชาติ 
รวมทั้งประสานสอดคล้องการปฏิบัติ ระหว่างฝ่ายอำนวยการ และส่วนปฏิบัติการทางยุทธวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
ทั้งนี้ การฝึก C – MEX 24 มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการยกระดับการบริหารจัดการภัยคุกคามความมั่นคง ตั้งแต่ในภาวะปกติจนถึงภาวะวิกฤต รวมถึงเป็นการฝึกทดสอบการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทดสอบศักยภาพของหน่วยงานในการรับมือกับความตื่นตระหนกของสังคมโดยใช้กลยุทธ์ของการสื่อสารในภาวะวิกฤต  
นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกซ้อมการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการบริหารจัดการสถานการณ์ตามแผนเผชิญเหตุและระบบบัญชาการเหตุการณ์ โดยสอดคล้องกับแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ. 2566-2570) และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 
ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกได้มีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทของภัยคุกคามความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจเยี่ยมการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (Crisis Management Exercise-24 : C-MEX 24) 
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม  2567 พลเอก ทรงวิทย์  หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำคณะผู้บังคับบัญชา พร้อมผู้แทนหน่วยงานราชการ ภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดเชียงราย ตรวจเยี่ยมการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (Crisis Management Exercise-24 : C-MEX 24) 
โดยมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการฝึกในครั้งนี้ ซึ่งจัดการฝึก ณ พื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย
สำหรับการฝึกทดสอบแผนฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบการยกระดับการบริหารจัดการภัยคุกคามความมั่นคง ตั้งแต่ในภาวะปกติจนถึงภาวะวิกฤต รวมถึงเป็นการฝึกทดสอบการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทดสอบศักยภาพของหน่วยงานในการรับมือกับความตื่นตระหนกของสังคมโดยใช้กลยุทธ์ของการสื่อสารในภาวะวิกฤต 
นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกซ้อมการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการบริหารจัดการสถานการณ์ตามแผนเผชิญเหตุและระบบบัญชาการเหตุการณ์ 
โดยสอดคล้องกับแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ. 2566-2570) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกได้มีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทของภัยคุกคามความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต
โดยมีกำลังพลจากหน่วยที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย จาก 64 หน่วยงาน จำนวนกว่า 500 คน เข้าร่วมการฝึกฯ ประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยปฏิบัติการพิเศษเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานสนับสนุน ชุดเจรจาต่อรอง ชุดประชาสัมพันธ์ ชุดตรวจค้นและทำลายวัตถุระเบิด ชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธี 
ตลอดจนส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย  และหน่วยงานจากมิตรประเทศ ได้แก่  กรมรบพิเศษที่ 1  (1st Special Forces Group(Airborne)) กระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Energy) และทีมฝึกอบรมและที่ปรึกษาร่วมต่อต้านการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักร (UK’s Joint Counter Terrorist Training and Advisory Team) เข้าร่วมการฝึก
โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ได้เยี่ยมชมการฝึกพร้อมพูดคุยให้กำลังใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสอบถามปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรับชมการฝึกแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายตามสถานการณ์ ด้วยกระบวนการของฝ่ายอำนวยการ การเจรจาต่อรอง ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกเกิดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ กลไก และระเบียบปฏิบัติประจำในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย 
รวมทั้งเข้าใจบทบาท หน้าที่ สามารถแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก เพื่อให้เกิดการประสานสอดคล้องการปฏิบัติ ระหว่างฝ่ายอำนวยการ และส่วนปฏิบัติการทางยุทธวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ซึ่งจะสร้างประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งประเทศ กองทัพไทย และมิตรประเทศ ทั้งในด้านความเข้าใจ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมการฝึก ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในสภาวะวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบในอนาคต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับชมการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (Crisis Management Exercise-24 : C-MEX 24) 
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2567 พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับชมการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ภายใต้กรอบการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (Crisis Management Exercise-24 : C-MEX 24) 
พร้อมด้วย Miss Lisa A Buzenas U.S. กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ ร่วมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดเชียงราย ณ พื้นที่จัดการฝึก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้การฝึกฯ ดังกล่าว  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความพร้อมของนโยบาย แผน กลไก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการก่อการร้าย เพื่อสร้างความเข้าใจบทบาท หน้าที่ ความพร้อมในการปฏิบัติการขั้นป้องกัน (Prevention) การตอบโต้ (Countering) การก่อการร้าย ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทดสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ 
ตลอดจนการทดสอบระบบการบริหารเหตุการณ์และการติดต่อสื่อสาร (C4I) ในการแก้ไขภาวะวิกฤติระดับชาติ และการทดสอบการเคลื่อนย้ายเข้าแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ในพื้นที่ห่างไกลโดยมีกำลังพลจากหน่วยที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย จาก 64 หน่วยงาน จำนวนกว่า 500 คน เข้าร่วมการฝึกฯ 
ประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยปฏิบัติการพิเศษเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานสนับสนุน ชุดเจรจาต่อรอง ชุดประชาสัมพันธ์ ชุดตรวจค้นและทำลายวัตถุระเบิด ชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธี ตลอดจนส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย  
และหน่วยงานจากมิตรประเทศ ได้แก่ กรมรบพิเศษที่ 1 (1st Special Forces Group (Airborne)) กระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Energy) และทีมฝึกอบรมและที่ปรึกษาร่วมต่อต้านการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักร (UK’s Joint Counter Terrorist Training and Advisory Team) เป็นต้น
สำหรับในวันนี้ เป็นการทดสอบความพร้อมของนโยบาย แผน กลไก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการก่อการร้าย ด้วยกระบวนการของฝ่ายอำนวยการ การเจรจาต่อรอง และการปฏิบัติการทางยุทธวิธี ซึ่งนับเป็นการฝึกที่มีความครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง 
รวมทั้งได้ทดสอบขีดความสามารถทุกระดับ โดยเน้นการฝึกในเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน เพื่อให้ทราบขีดความสามารถและข้อจำกัด ทั้งด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และแผนการปฏิบัติ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกฯ เกิดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ กลไก ระเบียบปฏิบัติประจำและการพัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก 
พร้อมทั้งการดำเนินการตามขั้นของการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ขั้นการป้องกัน การตอบโต้ และการฟื้นฟู ทั้งนี้ ข้อขัดข้องและข้อจำกัดที่ตรวจพบจากการฝึก จะถูกนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข และนำมาทบทวนในการฝึกครั้งต่อไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากองทัพจะเป็นหลักประกันความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประเทศชาติและประชาชนสืบไป

การฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗(2024)(C-MEX 24: Crisis Management Exercise 2024) ปีนี้ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างรวมถึง การนำเครื่องบินลำเลียงแบบที่๘ บ.ล.๘ Lockheed Martin C-130H Hercules ฝูงบิน๖๐๑ กองบิน๖ ดอนเมือง กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ทำบินสนับสนุนการเคลื่อนย้ายกำลังมามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงรายเป็นครั้งแรก
การฝึก C-MEX 2024 ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่กองพันลาดตระเวนนาวิกโยธิน พัน.ลว.นย.(Reconnaissance Battalion) นาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) เข้าร่วมการฝึกเป็นครั้งแรกนอกจากเจ้าภาพหลักศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ศตก.(CTOC: Counter Terrorism Operations Center) กองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) และหน่วยรบพิเศษและหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่างๆ
ของกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army), กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy), กองทัพอากาศไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(RTP: Royal Thai Police) ทั้งบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานของรัฐบาลและพลเรือน และเป็นครั้งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมจากกรมรบพิเศษที่๑ (1st Special Forces Group (Airborne)) กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) และ Royal Marines Commandos สหราชอาณาจักรครับ