แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Jordan แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Jordan แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567

จอร์แดนลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 สหรัฐฯรุ่นใหม่ 12เครื่อง

Jordan places new F-16s under contract





With older F-16s (pictured) already in service, Jordan is now to receive the latest Block 70 aircraft. (Janes/Patrick Allen)

จอร์แดนได้ลงนามสัญญาสำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 Fighting Falcon รุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว โดยบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวกับ Janes ว่า จดหมายตอบรับ(LOA: Letter of Acceptance) ที่ลงนามไปก่อนหน้าขณะนี้ได้รับการจัดทำเข้าไปในสัญญาแล้ว
โดยที่จอร์แดนได้ลงนามจดหมายตอบรับ LOA ของตนสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70/72 จำนวน 8เครื่องในเดือนมิถุนายน 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/f-16-block-70-8.html)

Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2024 ว่า จดหมายตอบรับ LOA นี้ขณะนี้ได้กลายเป็นสัญญาสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 จำนวน 12เครื่อง
(เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ General Electric F100-GE-129D ขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 72 ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Pratt & Whitney F100-PW229EE)

ขณะที่การอนุมัติดั้งเดิมโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เป็นสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16C จำนวน 12เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16D จำนวน 4เครื่อง
บริษัท Lockheed Martin ไม่ได้เปิดเผยการแบ่งจำนวนเครื่องบินขับไล่ F-16C/D จำนวน 12เครื่องที่ได้รับสัญญาว่าเป็น F-16C หรือ F-16D แบบละกี่เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/f-16cd-block-70-16.html)

เครื่องบินขับไล่ F-16 เป็นแกนหลักของขีดความสามารถการบินรบทางอากาศ โดยได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16A/B มือสองเครื่องแรกของตนจากสหรัฐฯในปี 1997
ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces กองทัพอากาศจอร์แดน(RJAF: Royal Jordanian Air Force) มีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16A จำนวน 43เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16B Fighting Falcon จำนวน 18เครื่อง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาล่าสุด กองทัพอากาศจอร์แดนได้ทำการปรับปรุงความทันสมัยของเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM ทั้ง 61เครื่องของตนด้วยการเพิ่มระบบเครือข่าย Link 16 datalink, กระเปาะชี้เป้าหมาย Lockheed Martin AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod(ATP), 
และกระเปาะลาดตระเวนทางอากาศ DB-110 รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Raytheon AIM-120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile)

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติการจัดตั้งของศูนย์การฝึกการรบทางอากาศ(ACTC: Air Combat Training Center) เครื่องบินขับไล่ F-16 ในจอร์แดน
ตามข้อมูลจากบริษัท Lockheed Martin มีหกประเทศที่ได้เลือกจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70/72 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีคำสั่งสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว 135เครื่องจากสายการผลิตที่โรงงานอากาศยาน Greenville ในมลรัฐ South Carolina ครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565

จอร์แดนลงนามจดหมายตอบรับเพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 สหรัฐฯ 8เครื่อง

Jordan signs LOA for F-16 Block 70s
Having been approved for 16 F-16 Block 70s earlier in 2022, Jordan has now signed an LOA for eight. It is likely that these are a first batch, with another eight to follow. (Lockheed Martin)



Jordan have received its first second-hand F-16 aircraft from the United States in 1997. (Royal Jordanian Air Force)

จอร์แดนกำลังจะเข้าร่วมโครงการเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70/72 นานาชาติโดยบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯผู้ผลิตประกาศเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2022 ว่า
จอร์แดนได้ลงนามจดหมายตอบรับ(LOA: Letter of Acceptance) สำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/f-16cd-block-70-16.html)

ตามการประกาศกองทัพอากาศจอร์แดน(RJAF: Royal Jordanian Air Force) จะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 จำนวน 8เครื่อง ที่จะสร้าง ณ โรงงานอากาศยาน Greenville ในมลรัฐ South Carolina
(Block 70 ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F100-GE-129D มากกว่าขณะที่ Block 72 ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ Pratt & Whitney F100-PW229EEP)

"การเลือกเครื่องบินขับไล่ F-16 สร้างใหม่ขยายฝูงบิน F-16 ที่มีอยู่ของจอร์แดน นำขีดความสามารถขั้นก้าวหน้าต่างๆต่อภารกิจที่ผสมผสานด้วยค่าใช้จ่ายการปฏิบัติการและตลอดอายุการใช้งานที่เหมาะสม"
Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าว ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าวงเงินสัญญาหรือกำหนดระยะเวลาการส่งมอบเปิดเผย การลงนามจดหมายตอบรับมีขึ้นตามมาราวสี่เดือนครึ่ง

หลังจากที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16C Block 70 จำนวน 12เครื่องและเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16D Block 70 จำนวน 4เครื่องแก่จอร์แดน
เครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 จำนวน 8เครื่องที่ประกาศในจดหมายตอบรับปัจจุบันน่าจะเป็นเครื่องในการจัดหาระยะแรก โดยเเครื่องเพิ่มเติมอีก 8เครื่องจะมีตามมาในระยะต่อไปภายหลัง

เครื่องบินขับไล่ F-16 เป็นแกนหลักของขีดความสามารถกำลังรบทางอากาศของจอร์แดนที่ได้รับมอบเครื่องบินมือสองชุดแรกของตนจากสหรัฐฯในปี 1997
ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces กองทัพอากาศจอร์แดนมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16A/B จำนวน 61เครื่อง 

แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16A Block 15 OCU จำนวน 43เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16B Block 15 OCU จำนวน 18เครื่อง
ฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ของกองทัพอากาศจอร์แดนประกอบด้วยเครื่องที่จัดหาจากสหรัฐฯและที่เคยประจำการในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ที่ได้การปรับปรุงครึ่งอายุ(MLU: Mid Life Update) เป็นเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM

ภาพประกอบสร้างจาก computer ที่เผยแพร่โดยบริษัท Lockheed Martin แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 70 รุ่นสองที่นั่งสำหรับจอร์แดนติดตั้งถังเชื้อเพลิงเสริมภายนอกแนบลำตัว(CFT: Conformal Fuel Tank)
พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9X Sidewinder, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120C AMRAAM และระเบิดนำวิถีดาวเทียมและ laser แบบ GBU-54 ขนาด 500lbs รวมถึงกระเปาะชี้เป้าหมาย AN/AAQ-33 Sniper ATP ครับ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

สหรัฐฯอนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 แก่จอร์แดน 16เครื่อง

Jordan approved for further F-16 purchase



Jordan is set to receive 16 of the latest variant F-16s to add to the 61 older models (pictured) it already fields. (Janes/Patrick Allen)

สหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 70 Fighting Falcon เพิ่มเติมจำนวน 16เครื่องแก่จอร์แดน สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2022
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้การขายที่ครอบคลุมเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16C Block 70 จำนวน 12เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16D Block 70 จำนวน 4เครื่อง เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง, อาวุธ, การบริการ และการฝึกเป็นวงเงินประมาณ $4.21 billion

"ข้อเสนอการขายนี้จะสนับสนุนวัตถุประสงค์นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยการช่วยเหลือที่เพิ่มความมั่นคงของพันธมิตรหลักนอก NATO(MNNA: major non-NATO ally)
ข้อเสนอการขายจะเพิ่มขีดความสามารถของจอร์แดนให้ตรงต่อภัยคุกคามปัจจุบันและอนาคต โดยสร้างความมั่นใจในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องกับสหรัฐฯและกองกำลังชาติพันธมิตร" DSCA สหรัฐฯกล่าวในเอกสารแจ้ง

"เครื่องบินเหล่านี้จะปรับปรุงความทันสมัยฝูงบินเครื่องบินขับไล่ของจอร์แดนและสนับสนุนความต้องการการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของสหรัฐ-ชาติพันธมิตรในภูมิภาค
อย่างเช่น การต่อต้านองค์กรหัวรุนแรงสุดโต่ง, การต่อต้านรัฐและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐที่เป็นภัยร้ายแรง และการป้องกันชายแดน" เอกสารแจ้ง DSCA สหรัฐฯกล่าว

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces กองทัพอากาศจอร์แดน(RJAF: Royal Jordanian Air Force) มีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16A/B จำนวน 61เครื่อง
แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F-16A Block 15 OCU จำนวน 43เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16B Block 15 OCU จำนวน 18เครื่อง

ฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ของกองทัพอากาศจอร์แดนประกอบได้ด้วยเครื่องที่จัดหาจากสหรัฐฯและที่เคยประจำการในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ที่ได้การปรับปรุงครึ่งอายุ(MLU: Mid Life Update) เป็นเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM
ข้อเสนอการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 เพิ่มเติมสำหรับจอร์แดนจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภา Congress สหรัฐฯก่อนที่จะสามารถลงนามสัญญาได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

กองทัพอากาศพม่าทำพิธีประจำการเครื่องบินลำเลียง Y-12, Beechcraft 1900 และเครื่องบินฝึก G 120TP เพิ่มเติม











The 73th Anniversary of Myanmar Air Force ceremony in 15 December 2020 at Meiktila Air Base was introduced additional two Harbin Y-12 light transport aircrafts, two Grob G 120TP basic trainer aircrafts and one Beechcraft 1900 transport aircraft.

Airbus C295 Armed ISR variant at Dubai Air Show 2017. (wikipedia.org)

วันที่ 15 ธันวาคม 2020 กองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force, Tatmadaw Lei) ได้ทำพิธีครบรอบการก่อตั้งปีที่73 ของตน ณ ฐานทัพอากาศ Meiktila โดยมี พลอากาศเอก(General) Maung Maung Kyaw ผู้บัญชาการกองทัพอากาศพม่า เป็นประธานในพิธี
พิธีครบรอบ 73ปีกองทัพอากาศพม่าจัดขึ้นท่ามกลางการระบาดของ coronavirus Covid-19 ภายในประเทศพม่า ซึ่งได้มีการลดขนาดและระยะเวลา, จำกัดจำนวนและการเว้นระยะห่างทางสังคมของแขกผู้เข้าร่วมพิธี ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค Covid-19

กองทัพอากาศพม่าได้ทำพิธีนำอากาศยานใหม่เข้าประจำการเพิ่มเติมในวันเดียวกันประกอบด้วย เครื่องบินลำเลียงเบา Harbin Y-12 จีน 2เครื่อง, เครื่องบินฝึกใบพัด Grob G 120TP เยอรมนี 2เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง Beechcraft 1900 สหรัฐฯ 1เครื่อง
รวมถึงการแสดงการบินหมู่ของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mil Mi-17 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-35P รัสเซีย, เครื่องบินฝึกไอพ่น/โจมตีเบา Hongdu K-8W จีน และเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29SM รัสเซีย

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่พลเอกอาวุโส(Senior General) Min Aung Hlaing ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพพม่าได้เยือนโรงงานอากาศยาน Irkutsk ของบริษัท Irkut Corporation ในเครือของกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation(UAC) รัสเซีย เมื่อเดือนเมษายน 2019
ในพิธีล่าสุดไม่มีการพบเห็นการนำเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SME ที่กองทัพอากาศพม่าสั่งจัดหาจำนวน 6เครื่องในปี 2018 ที่คาดว่าควรจะถูกส่งมอบแล้วแต่อย่างใด(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/su-30sme.html)

และยังรวมถึงการเปิดเผยเอกสารการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี Airbus C295 สเปน 2เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศจอร์แดน(RJAF: Royal Jordanian Air Force) ซึ่งจอร์แดนได้ประกาศขายพร้อมกับอากาศยานของตนหลายแบบรวม 29เครื่องตั้งแต่ปี 2019 ประกอบด้วย
อากาศยานรบไร้คนขับ CH-4B จีน 6เครื่อง, เครื่องบินลำเลียง CN235 สเปน 2เครื่อง, เครื่องบินลำเลียง C-130B สหรัฐฯ 1เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์ MD 530 สหรัฐฯ 6เครื่อง และเครื่องบินฝึกไอพ่น Hawk สหราชอาณาจักร 12เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/ch-4b-uav.html)

การจัดซื้อที่ดำเนินการผ่านบริษัท Aero Sofi ซึ่งจดทะเบียนในสหราชอาณาจักรทำหน้าที่เป็นตัวแทนบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากสหภาพยุโรปที่สั่งห้ามการขายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่กองทัพพม่าที่ถูกระบุว่ากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆภายในประเทศ
เอกสารระบุถึงข้อตกลงการขายเครื่องบินในวันที่ 1 ตุลาคม 2019 การชำระเงินระยะแรก $30 million วันที่ 15 พฤศจิกายน 2019 การชำระเงินระยะที่สอง $8.6 million วันที่ 1 ตุลาคม 2020 รวมวงเงินทั้งหมด $38.6 million โดยโครงการจะเสร็จสิ้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2020 นี้

การส่งมอบอากาศยาน 2เครื่องพร้อมเครื่องยนต์อะไหล่ 1เครื่อง, ใบพัดอะไหล่ 1ชุด และชุดอะไหล่ประกอบอื่นๆ ที่ถูกระบุว่าคือเครื่องบินลำเลียง C295 ของจอร์แดนนั้นถูกระบุวันตรวจรับเครื่อง, ตรวจสอบเครื่องวงรอบใช้งาน 8ปี และการส่งมอบเครื่องตั้งแต่ 30 ตุลาคม 2019-10 กันยายน 2020
ซึ่งยังถูกระบุว่าได้รับการดัดแปลงเป็นเครื่องโจมตีลำเลียง AC295 Gunship ตามสัญญาที่สำนักออกแบบและพัฒนาพระราชาอับดุลลอฮ์ที่2 (KADDB: King Abdullah II Design & Development Bureau) จอร์แดน ลงนามกับบริษัท Airbus ยุโรป และบริษัท Orbital ATK สหรัฐฯในปี 2014

แต่ทั้งนี้ถ้าดูจากที่เครื่องโจมตีลำเลียง C295 Gunship เครื่องต้นแบบที่บริษัท Airbus สาขาสเปนนำมาจัดแสดงในงานแสดงการบิน Dubai Airshow 2017 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2017 นั้น ระบบอาวุธและระบบตรวจจับที่ติดตั้งเกือบทั้งหมดมีแหล่งที่มาจากตะวันตก 
เช่น ปืนใหญ่อากาศ M230LF ขนาด 30x113mmB ของบริษัท Northrop Grumman สหรัฐฯ(Orbital ATK เดิมที่ถูกซื้อกิจการไป) ที่ติดตัวภายในลำตัวเครื่องยื่นออกด้านประตูข้างด้านซ้ายส่วนหลังของเครื่อง, ระบบตรวจจับกล้อง EO/IR แบบ MX-15DXi ของบริษัท L3 Wescam แคนาดา 

และคานอาวุธเสริมรองรับกระเปาะจรวดอากาศสู่พื้น Hydra 70 ความจุ 7นัด, จรวดนำวิถี APKWS-II ของบริษัท BAE Systems หรืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ จนถึงแผนที่จะบูรณาการให้ใช้อาวุธนำวิถีของบริษัท ROKETSAN ตุรกีเป็นต้น
จึงดูเป็นเรื่องยากที่ระบบจากแหล่งที่มาตะวันตกเหล่านี้จะถูกส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศพม่าได้ จนกว่าจะมีภาพถ่ายยืนยันชัดเจน C295 สองเครื่องน่าจะถูกส่งมอบแก่พม่าในรูปแบบเครื่องบินลำเลียงมาตรฐานดั้งเดิมที่ไม่ติดอาวุธตามรูปแบบที่จอร์แดนเคยสั่ง หรืออาจจะถูกขัดขวางการส่งมอบก็ได้ครับ

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟิลิปปินส์จะรับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F Cobra 2เครื่องจากจอร์แดน

Philippines to receive Cobra helos from Jordan
While Jordan is upgrading and retaining 12 Cobras for its own requirements, it is donating others to foreign air arms. The Philippine president has announced that his country is to receive two. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/80285/philippines-to-receive-cobra-helos-from-jordan

ฟิลิปปินส์จะรับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra สหรัฐฯ จำนวน 2เครื่อง ซึ่งได้รับบริจาคจากจอร์แดนตามที่สื่อฟิลิปปินส์รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา
การจัดหานี้ได้รับการยืนยันจากการประกาศของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ Rodrigo Duterte แต่ไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆออกมา

ปัจจุบันกองทัพอากาศจอร์แดน(Royal Jordanian Air Force) มีเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1E และ AH-1F Cobra รวม 27เครื่อง ซึ่งรวม 16เครื่องที่ได้รับบริจาคจากอิสราเอลในปี 2014
โดยในจำนวนนี้มี AH-1F 12เครื่อง(น่าจะเป็นเครื่องที่บริจาคจากอิสราเอล) กำลังได้รับการปรับปรุงความทันสมัยเพื่อประจำการในกองทัพอากาศจอร์แดนต่อไป(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/ah-1f-cobra.html)

ในจำนวน ฮ.โจมตี AH-1E/F Cobra ที่เหลือ 15เครื่องของจอร์แดน มีอย่างน้อย 3เครื่องที่ได้ถูกบริจาคให้เคนย่าแล้ว
และ ฮ.โจมตี Cobra อีก 2เครื่องกำลังจะถูกบริจาคให้กับฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับรถสายพานลำเลียง M113 จำนวนหนึ่ง(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/m113-ah-1f.html)

แม้ว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1E/F Cobra ถือว่าค่อนข้างเก่าตามมาตรฐานปัจจุบัน แต่ ฮ.โจมตียุค 1970s นี้ยังคงเป็นระบบอากาศยานโจมตีที่มีศักยภาพสูงอยู่ โดยถูกออกมาเพื่อการโจมตีภาคพื้นดินโดยเฉพาะ
AH-1F ติดตั้งปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน M197 20mm ที่หัวเครื่อง มีคานอาวุธข้างลำตัวติดตั้งจรวดไม่นำวิถี Hydra 70mm หรืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น BGM-71A TOW นำวิถีด้วยเส้นลวด และนักบินสองนายในห้องนักบินสองที่นั่งเรียงกันหุ้มเกราะ

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F Cobra เป็นระบบที่ได้รับการพิสูจน์ตนเองจากสนามรบทั่วโลกแล้วรวมถึงในตะวันออกกลาง โดยผู้ใช้งานหลายประเทศทั่วโลก
เช่น สหรัฐฯกับอิสราเอลที่ปลดประจำการไปแล้ว ตุรกี บาห์เรน ปากีสถาน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่มีแผนจะปลดประจำการลงในอนาคตหลังได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64 Apache ที่ใหม่และทันสมัยกว่า

การนำ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra เข้าประจำการจะทำให้กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(Philippine Air Force) มีขีดความสามารถในการรบเพิ่มขึ้นเสริม ฮ.ที่มีอยู่ เช่น เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Boeing MD 520MG Defender สหรัฐฯ และ AgustaWestland AW109 อิตาลี
โดยฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศที่สองในกลุ่ม ASEAN ที่มี ฮ.รุ่นนี้ใช้งานต่อจากกองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่มี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จอร์แดนแสดงเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F Cobra สหรัฐฯที่ปรับปรุงใหม่

Upgraded Cobra takes a bow [SOFEX18D2]
Last month the first two AH- 1F Cobras to be upgraded for the Royal Jordanian Air Force were returned from rework at the Science & Engineering Services (SES) facility at Huntsville, Alabama, and one is on show at SOFEX in the outside display area.
http://www.janes.com/article/79924/upgraded-cobra-takes-a-bow-sofex18d2

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra กองทัพอากาศจอร์แดน(Royal Jordanian Air Force) ชุดแรก 2เครื่องที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยจากโรงงาน Science & Engineering Services(SES) ที่ Huntsville มลรัฐ Alabama สหรัฐฯ ได้ถูกส่งกลับมายังจอร์แดนแล้ว โดย AH-1F ที่ปรับปรุงใหม่ 1เครื่องได้ถูกจัดแสดงในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และสัมมนาหน่วยปฏิบัติการพิเศษ SOFEX 2018 (Special Operations Forces Exhibition & Conference) ที่ Amman จอร์แดน ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนการแข่งขันโครงการ SES สหรัฐฯได้รับสัญญาเพื่อดำเนินการปรับปรุงอย่างครอบคลุมหลายด้านต่อ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ดั้งเดิม 12เครื่องของกองทัพอากาศจอร์แดน โดยมี AH-1F ที่ปรับปรุงเสร็จแล้วอีก 3เครื่องอยู่ที่สหรัฐฯเพื่อรอการเสร็จสิ้นการบินทดสอบ
เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F ที่ปรับปรุงแล้วทั้ง 12เครื่องมีกำหนดจะส่งกลับไปยังจอร์แดนก่อนสิ้นปี 2018 นี้ หลังการทดสอบยิงกระสุนจริงที่มีกำหนดการในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งหลังจากนั้น ฮ.AH-1F จะพร้อมสำหรับการปฏิบัติการ

โครงการปรับปรุงของ SES นั้นครอบคลุมในสามส่วนคือ โครงสร้างอากาศยาน, ระบบ Avionic และระบบอาวุธ ขั้นแรกเฮลิคอปเตอร์ทั้งเครื่องจะถูกถอดชิ้นส่วนออกและทำการตรวจสอบและซ่อมแซมถ้าจำเป็น
โรงงาน SES ได้ทำงานกับโครงสร้างอากาศยาน OEM ของบริษัท Bell สหรัฐฯ และตัวแทนสนับสนุนเครื่องยนต์จากบริษัท Honeywell สหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ฮ.จะอยู่ในสถานะพร้อมสูงสุด รวมถึงการเดินสายภายในเครื่องใหม่

ขั้นต่อไป ฮ.โจมตี AH-1F Cobra จะได้รับการติดตั้งชุดระบบ Avionic ใหม่ที่มีพื้นฐานจากระบบ Avionic บูรณาการแบบ Northrop Grumman Integrated Avionics System
ซึ่งได้รับการติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Bell UH-1Y Venom และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(US Marine Corps) รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Sikorsky UH-60V ของกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)

ห้องนักบินของ ฮ.โจมตี AH-1F ได้รับการติดตั้งจอแสดงผลเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ 2จอภาพของบริษัท L-3 สหรัฐฯ และจอแสดงผลสำรองขนาดเล็กของบริษัท Rockwell Collins สหรัฐฯ
ระบบนำร่องได้การปรับปรุงติดตั้งระบบนำร่องดาวเทียม/แรงเฉื่อย GPS/INS จากบริษัท Northrop Grumman สหรัฐฯโดยมีพื้นฐานจากระบบ LN-251 ด้วยเข็มทิศ Gyro แบบ fibre-optic และติดตั้งวิทยุสื่อสาร Rockwell Collins AN/ARC-210

กล้องเล็งโทรทัศน์ดั้งเดิมของ ฮ.โจมตี AH-1F ที่ส่วนหัวเครื่องถูกแทนที่ด้วยแท่นกล้อง Electro-Optic/Infrared แบบ L-3 Wescam MX-15D แคนาดา
ระบบป้องกันตัวและต่อต้านได้รับการเสริมติดตั้งระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี Orbital ATK AN/AAR-47 Missile Approach Warning System สหรัฐและเครื่องปล่อยเป้าลวง Chaff/Flare แบบ Extant Aerospace AN/ALE-47 สหรัฐฯ

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นหลักสำหรับ ฮ.โจมตี Cobra เดิมคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BGM-71 TOW แต่ ฮ.โจมตี AH-1F ที่ปรับปรุงแล้วจะสามารถติดตั้งรางปล่อยอาวุธแบบ M310 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง Lockheed Martin AGM-114R Hellfire
ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ปรับปรุงแล้วยังสามารถติดตั้งกระเปาะจรวดไม่นำวิถี Hydra 70 ขนาด 2.75"(70mm) ทั้งกระเปาะจรวด M260 ความจุ 7นัด และกระเปาะจรวด M261 ความจุ 19นัด

โดยกองทัพอากาศจอร์แดนมีความประสงค์ที่ใช้จรวดนำวิถี Laser แบบ BAE Systems APKWS (Advance Precision Kill Weapon System) กับ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ปรับปรุงใหม่
และชุดคำสั่งที่จำเป็นสำหรับการรองรับจรวดนำวิถี Laser APKWS 2.75" กำลังอยู่ในการเตรียมการ โดยตั้งเป้าที่จะมีการทดสอบอาวุธภาคสนามในปลายปี 2018 นี้

SES ได้ทำการออกแบบและงานวิศวกรรมการดัดแปลงปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra ด้วยตนเอง และกำลังประชาสัมพันธ์ขีดความสามารถใหม่นี้แก่ผู้ใช้งาน ฮ.โจมตี AH-1F Cobra รายอื่นๆ
ที่นอกจากอิสราเอลที่ปลดประจำการไปแล้ว, ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ที่กำลังมีแผนจะปลดประจำการลงในอนาคต และตุรกีที่มีโครงการปรับปรุงของตนเองนั้น ยังมีผู้ใช้ ฮ.โจมตี AH-1 หลายประเทศ เช่น บาห์เรน ปากีสถาน รวมถึงเคนย่า และฟิลิปปินส์(เครื่องมือสองจากจอร์แดน)ด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/m113-ah-1f.html)

โดยผู้ใช้งานอีกประเทศหนึ่งคือกองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่มี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra ๗เครื่องที่ประจำการใน กองพันบินที่๓ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
ซึ่งกองทัพบกไทยมีโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ทดแทนราว ๖-๘เครื่อง หรืออาจจะพิจารณาแนวทางปรับปรุง ฮ.จ.๑ AH-1F เพื่อใช้งานต่อไปครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html)

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

จอร์แดนจะบริจาครถสายพานลำเลียง M113 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1F ให้ฟิลิปปินส์

M113 APCs and AH-1F Cobras donated by Jordan to the Philippines
Jordanian M113 APCs (Picture source : Facebook/Jordanian army)
http://armyrecognition.com/april_2018_global_defense_security_army_news_industry/m113_apcs_and_ah-1f_cobras_donated_by_jordan_to_the_philippines.html

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ Rodrigo Duterte ได้ประกาศว่าราชอาณาจักรจอร์แดนได้ทำการบริจาครถสายพานลำเลียง M113 APC(Armored Personnel Carrier) จำนวนหนึ่ง และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra 2เครื่อง ที่เคยประจำการในกองทัพจอร์แดนแก่รัฐบาลฟิลิปปินส์
โดยภายหลังระบบอาวุธดังกล่าวควรจะมีการจ่ายค่าซ่อมและคืนสภาพใหม่ให้เสร็จตามที่กองทัพจอร์แดนจะคิดค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง รสพ.M113 ให้กองทัพฟิลิปปินส์

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า รสพ.M113 ที่จอร์แดนจะบริจาคให้ฟิลิปปินส์จะมีรุ่นอะไรบ้างและมีจำนวนทั้งหมดกี่กัน แต่มีการกล่าวว่าอย่างน่าจะมีการบริจาค M113 มากกว่า 60คัน ที่เป็นไปได้ว่าจะรวมถึงรุ่นสำหรับภารกิจเฉพาะต่างๆที่อยู่ในตระกูล M113
รสพ.M113 เหล่านี้ถูกกล่าวว่าถูกเก็บรักษาไว้ในคลังโดยกองทัพบกจอร์แดน(Royal Jordanian Army) เนื่องจากจอร์แดนได้ได้รับมอบยานเกราะแบบใหม่ที่ทันสมัยกว่าจากต่างประเทศมาเข้าประจำการ

กองทัพบกจอร์แดนมีรถสายพานลำเลียง M113A2 ประจำการมากว่า 1,000คัน และส่วนหนึ่งได้มีการปรับปรุงเป็นรุ่น M113A2Mk-1J  M113A2Mk-2J
โดยกองทัพบกจอร์แดนยังมี รถสายพานลำเลียง M113A1 และ รสพ.M113A2 ที่เก็บรักษาไว้ในคลังมากกว่า 100คัน

รวมถึงรถหุ้มเกราะสายพานแบบอื่นๆที่ใช้พื้นฐานรถแคร่ฐานของ M113 เช่น รถเกราะสายพานที่บังคับการ M577, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอัตตาจรสายพาน M163 VADS(Vulcan Air Defense System) 20mm,
รถเกราะสายพานติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง M901 ITV(Improved TOW Vehicle), เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรสายพาน M106 107mm และรถเกราะกู้ซ่อมสายพาน M806 ARV(Armored Recovery Vehicle) เป็นต้น

สำหรับความเป็นไปได้ที่จอร์แดนจะส่งมอบ ฮ.โจมตี AH-1F จำนวน 2เครื่องแก่ฟิลิปปินส์นั้นได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2017 โดยแรกเริ่มจอร์แดนได้เสนอที่จะบริจาค ฮ.โจมตี AH-1F Cobra มือสองจำนวน 4เครื่องแก่กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(Philippine Air Force)
โดยเจ้าหน้าที่และช่างเทคนิคของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์และกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ได้ประเมินค่าตรวจสอบ ฮ.ดังกล่าวที่จอร์แดนเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 พบว่ามี ฮ.เพียง 2เครื่องเท่านั้นที่ใช้งานได้ แต่ฟิลิปปินส์ยังหวังที่จะได้รับ ฮ.AH-1F เป็น 4เครื่องจากข้อเสนอเดิมอยู่

ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ของจอร์แดนที่เสนอให้ฟิลิปปินส์นั้นจะเป็นชุดเครื่องสร้างใหม่จากโรงงานที่เข้าประจำการในช่วงปลายปี 1980s หรือเป็นชุดเครื่องที่เคยประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) มาก่อนซึ่งจอร์แดนได้รับมอบในปี 2001
ขณะที่จอร์แดนได้รับมอบเฮลิคอเตอร์โจมตี  AH-1F Tzefa ที่เคยประจำการในกองทัพอากาศอิสราเอล(Israeli Air Force) เมื่อไม่กี่ปีก่อน ดังนั้นจึงน่าจะเป็นไปได้น้อยมากว่า ฮ.AH-1F ที่จอร์แดนจะบริจาคให้ฟิลิปปินส์ไม่น่าจะเป็นชุดเครื่องจากอิสราเอล

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่ประเทศแรกที่จอร์แเดนทำการบริจาคเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F ให้ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเคนยาได้รับมอบ ฮ.โจมตี AH-1F จากจอร์แดนอย่างน้อย 1เครื่องหรือมากกว่าแล้ว
ทั้งนี้กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ปัจจุบันไม่มีเฮลิคอปเตอร์โจมตีแท้ประจำการ นอกจากเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Boeing MD 520MG Defender สหรัฐฯ และ AgustaWestland AW109 อิตาลีครับ

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยูเครนเปิดตัวแท่นยิง Duplet ใหม่พร้อมแท่นยิง Kastet สำหรับปรับปรุงรถเกราะสายพาน CVRT ของจอร์แดน และพัฒนารถเกราะล้อยาง BTR-3 ติดเครื่องยิงลูกระเบิด 120mm

SOFEX 2016: Duplet Combat Module targets multiple applications
Duplet Combat Module shown armed with two 30 mm ZTM-2 dual-feed cannon, two KT 7.62 mm machine guns, one KBA 117 30 mm grenade launcher and four ATGW in two banks of two. Source: IHS/Patrick Allen

Duplet Combat Module showing the crew positions at the front and the weapons mounted towards the rear. (IHS/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/60217/sofex-2016-duplet-combat-module-targets-multiple-applications

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และสัมมนา Special Operations Forces Exhibition 2016 หรือ SOFEX 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ Amman จอร์แดนระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น
UkrOboronProm องค์กรรัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนได้มาจัดแสดงในงานโดยมีการจัดแสดงแนะนำระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ของตนหลายแบบ

ระบบที่ยูเครนนำมาแสดงในงาน SOFEX 2016 เช่นระบบชุดรบแท่นยิงแบบ Duplet CM(Combat Module) ซึ่งออกแบบมาสำหรับติดตั้งกับรถรบหุ้มเกราะสายพานหรือล้อยาง ทั้งรถประกอบใหม่หรือสำหรับปรับปรุงแทนระบบอาวุธเดิมของรถ
แท่นยิง Duplet CM ใช้พลประจำ 2นาย ติดตั้งปืนใหญ่กลป้อนสายกระสุนสองทาง ZTM-2 ขนาด 30mm 2กระบอก ซึ่งเทียบเท่ากับปืนใหญ่กล 2A42 30mm ของรัสเซีย
ปืนใหญ่กล ZTM-2 มีอัตราการยิงที่ 330-550นัดต่อนาที ซึ่งสามารถทำการยิงได้ทั้งเป้าหมายภาคพื้นดินหรือเป้าหมายทางอากาศทั้งอากาศยานปีกตรึงและเฮลิคอปเตอร์ที่ความเร็วต่ำที่ระยะยิงไกลสุด 2,000m
แท่นยิง Duplet ยังติดตั้งปืนกลร่วมแกน KT-7.62 ขนาด 7.62x54Rmm 2กระบอกระหว่างปืนใหญ่กล ZTM-2 ทั้งสองกระบอก, เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ KBA-117 ขนาด 30mm ที่ด้านบนป้อม
รวมถึงแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Barrier แบบแฝดสอง 2แท่นยิงรวม 4นัด นำวิถีด้วยระบบ Laser SACLOS(Semi-Automatic Command Line of Sight) ระยะยิง 100-5,000m
นอกจากอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Barrier ที่พัฒนาโดยสำนักออกแบบ Kyiv ยูเครนแล้ว ลูกค้ายังสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแบบอื่นได้ตามความต้องการด้วย

ระบบควบคุมการยิงของแท่นยิง Duplet เป็นระบบ Computer ประกอบด้วยกล้องสร้างภาพความร้อน,กล้อง TV, ช่องการทำงานเวลากลางวัลรวมถึงระบบวัดระยะและควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีด้วย Laser
ระบบควบคุมการยิงของแท่นยิง Duplet สามารถตรวจจับเป้าหมายในเวลากลางวันได้ที่ระยะ 8,000m และเวลากลางคืนที่ 4,000m แต่ถ้าติดตั้งชุดขยายขีดความสามารถการตรวจการณ์จะเพิ่มระยะเป็น 10km และ 8km ครับ

New CVRT reconnaissance vehicle upgraded with Ukrainian "KASTET" combat module at SOFEX

New upgraded CVRT reconnaissance vehicle fitted with Ukrainian "KASTET" combat module at SOFEX 2016, The Special Operations Forces Exhibition and Conference in Amman, Jordan.
http://www.armyrecognition.com/sofex_2016_official_online_show_daily_news/new_cvrt_reconnaisance_vehicle_upgraded_with_ukrainian_kastet_combat_module_at_sofex_11005165.html

ยูเครนได้ร่วมมือกับสำนักออกแบบและพัฒนาพระราชาอับดุลลอฮ์ที่2 (KADDB: King Abdullah II Design & Development Bureau) จอร์แดน
ในการพัฒนาติดตั้งชุดรบแท่นยิงแบบ Kastet สำหรับปรับปรุงรถหุ้มเกราะสายพานลาดตระเวนตระกูล CVRT(Combat Vehicle Reconnaissance Tracked) ของกองทัพบกจอร์แดน
ซึ่งกองทัพบกจอร์แดนได้จัดหารถเกราะสายพาน CVRT จากสหราชอาณาจักรหลายรุ่นรวมกว่า 300คัน เช่น รถถังเบา Scorpion, รถเกราะลาดตระเวน Scimitar, รถกู้ซ่อม Samson, รถพยาบาล Samaritan, รถสายพานลำเลียง Spartan และรถที่บังคับการ Sultan
การปรับปรุงเปลี่ยนป้อมปืนเดิมของรถเกราะ CVRT โดยใช้แท่นยิง Kastet ตามรถต้นแบบที่ KADDB จอร์แดนนำมาจัดแสดงในงาน SOFEX 2016 นั้นเป็นการเพิ่มอำนาจการยิงและขีดความสามารถในการเคลื่อนที่โดยลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน

ชุดรบแท่นยิง Kastet ยูเครนนั้นเป็นระบบที่พัฒนาต่อมาจากชุดรบแท่นยิง Shkval ซึ่งติดตั้งในชุดปรับปรุงรถรบทหารราบสายพาน BMP-1 ของยูเครนและกองทัพบกจอร์เจีย
โดยแท่นยิง Kastet ถูกออกแบบให้สามารถติดตั้งกับรถรบหุ้มเกราะเบาและรถรบหุ้มเกราะขนาดกลางได้ ซึ่งแท่นยิง Kastet มีน้ำหนักระบบรวม 1,500kg ใช้ระบบควบคุมการยิงแบบกล้อง Optical หลายช่องและกล้องเล็ง TV
ระบบอาวุธประกอบด้วยปืนใหญ่กล ZTM-1 ขนาด 30mm ยิงกระสุนเจาะเกราะส่องวิถี AP-T และกระสุนเจาะเกราะเพลิงส่องวิถี API-T ที่ระยะไกลสุด 2,000m
ปืนกลร่วมแกน KT-7.62mm และเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ KBA-117 ขนาด 30mm, ด้านขวาของป้อมปืนมีรางติดอาวุธสองรางสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Barrier 2นัดครับ

Ukraine develops BTR-3 120 mm mortar system
The BTR-3M2 8x8 is armed with a 120 mm muzzle-loaded mortar that fires through open roof hatches. Source: Ukroboronprom
http://www.janes.com/article/60227/ukraine-develops-btr-3-120-mm-mortar-system

KMBD ยูเครนผู้พัฒนารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล 8x8 BTR-3E1 APC(Armoured Personnel Carrier) ยังได้มีการพัฒนาระบบเครื่องยิงลูกระเบิดล้อยางอัตตาจรขนาด 120mm แบบ BTR-3M2 ซึ่งมีพื้นฐานจากรถเกราะ BTR-3E1
โดยเปลี่ยนในส่วนป้อมปืนที่ใช้พลบังคับหนึ่งนาย เป็นห้องซึ่งพื้นรถติดตั้งเครื่องลูกระเบิดขนาด 120mm ลำกล้องเรียบบรรจุทางปากกระบอกซึ่งทำการยิงเมื่อเปิดช่องหลังคาหลังจอดรถ
นอกจากจะติดตั้งปืนกลหนัก KT-12.7mm(NSVT) เพื่อป้องกันตัวแล้ว ยังมีการการขยายพื้นที่ด้านในตัวรถด้านข้างเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุก
BTR-3M2 ใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU 6R106TD21 ขนาด 326HP จากเยอรมนี และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ ทำความเร็วได้สูงสุด 100km/h ทำความเร็วขณะลอยตัวในน้ำได้สูงสุด 10km/h มีพิสัยทำการไกลสุด 600km
น้ำหนักรถอยู่ที่ 16.5tons กำลังพลประจำรถ 5นายประกอบด้วย ผู้บังคับการรถ, พลขับ, พลยิง และพลบรรจุ 2นาย พลขับสามารถปรับแรงดันลมในยางรถได้สำหรับใช้ในการเคลื่อที่ในภูมิประเทศ
รถสามารถบรรทุกกระสุนรวมอุปกรณ์อื่นได้รวม 6tons มีระบบตรวจจับและดับเพลิง,ระบบป้องกันนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี, เครื่องทำความร้อนขนาด 18kW และเครื่องปรับอากาศขนาด 10kW

ยานเกราะล้อยางติดเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mm แบบ BTR-3M2 กองพันทหารราบที่๑ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย

ยานเกราะล้อยางพยาบาล BTR-3S และ ยานเกราะล้อยางกู้ซ่อม BTR-3BR กองพันทหารราบที่๑ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.785541138154105.1073741887.100000946781882

ระบบเครื่องยิงลูกระเบิดล้อยางอัตตาจรขนาด 120mm แบบ BTR-3M2 ได้ถูกพัฒนาทดสอบและนำเข้าประจำการในกองทัพบกไทยแล้ว
นอกจาก BTR-3M2 ที่ยูเครนได้เสนอสำหรับส่งออกต่างประเทศและใช้งานเองในกองกำลังความมั่นคงยูเครนส่วนหนึ่งแล้ว ยูเครนยังได้เสนอรถเกราะล้อยางตระกูล BTR-3 รุ่นต่างๆสู่ตลาดอีกหลายรุ่น
เช่น ยานเกราะล้อยางพยาบาล BTR-3S ที่ขยายพื้นที่ห้องส่วนหน้ารถเป็นห้องพยาบาลรองรับการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
และยานเกราะล้อยางกู้ซ่อม BTR-3BR ซึ่งมีเครน hydraulically และขอเกี่ยวยก ซึ่งรถรุ่นดังกล่าวทั้งหมดมีประจำการในกองทัพบกไทยเช่นกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

เบลเยียมจัดซื้อรถยนต์บรรทุก Fox 4x4 จำนวน 108คัน สำหรับหน่วยรบพิเศษ

Belgium orders 108 Fox special forces vehicles from Jankel
Belgium has ordered 108 Fox Rapid Reaction Vehicles from Jankel. (Jankel)
http://www.janes.com/article/57417/belgium-orders-108-fox-special-forces-vehicles-from-jankel

บริษัท Jankel สหราชอาณาจักรได้ประกาศเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมาว่า เบลเยียมได้สั่งจัดซื้อรถยนต์บรรทุกแบบ Fox 4x4 Rapid Reaction Vehicles (RRV) จำนวน 108คันกับบริษัท
รถยนต์บรรทุก Fox RRV นั้นเป็นเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อใช้งานทางทหารที่พัฒนามาจากรถยนต์ Toyota Land Cruiser 79 series โดยออกแบบมารองรับภารกิจจู่โจมเบา ลาดตระเวน และตรวจการณ์
คาดว่าเบลเยียมจะนำ Fox RRV มาทดแทนรถยนต์บรรทุกเบา Volkswagen Iltis 4x4 ที่ใช้งานมานาน สำหรับใช้ในหน่วยรบพิเศษ(Special Forces Group) และหน่วยพลร่ม(กองพันคอมมานโดที่2 และกองพันพลร่มที่3) ของกองทัพบกเบลเยียม
สำหรับรถยนต์บรรทุก Fox RRV ทั้ง 108คันนั้นเบลเยียมได้สั่งจัดหาชุดเกราะป้องกันแบบถอดออกได้ 38ชุด และแท่นยิงวงแหวน 60ชุด สำหรับติดตั้งอาวุธหนักเช่นปืนกลหนัก 12.7mm หรือเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40mm (Fox RRV ทั้ง 108คันสามารถติดตั้งปืนกล 7.62mm ได้)
รวมถึงบริษัท Jankel ยังจะจัดส่งเครื่องยิงลูกระเบิดควันขนาด 76mm, สายอากาศสื่อสาร และชุดติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารตามความต้องการใช้งานสำหรับหน่วยงานรัฐบาลให้กับรถ Fox RRV ของเบลเยียมอีกด้วย

รถยนต์บรรทุก Fox RRV นั้นเป็นรถยนต์บรรทุกในแบบย่อยที่พัฒนาจากรถยนต์บรรทุก Al-Thalab(ภาษาอาหรับแปลว่าจิ้งจอก) Long-Range Patrol Vehicle (LRPV) ที่มีประจำการในกองทัพจอร์แดนและกองทัพมอริเตเนีย
ซึ่งรถยนต์บรรทุก Al-Thalab LRPV เป็นผลงานร่วมของบริษัท Jankel กับสำนักออกแบบและพัฒนาพระราชาอับดุลลอฮ์ที่2 (KADDB: King Abdullah II Design & Development Bureau) จอร์แดน ที่มีพื้นฐานจากรถยนต์ Toyota Land Cruiser 79 series เช่นกัน
โดยรถยนต์บรรทุก Al-Thalab LRPV ถูกออกแบบบรรทุกสัมภาระและกำลังพลได้หลายรูปแบบ สามารถติดตั้งเกราะเสริมตามความต้องการ และสามารถบรรทุกไปกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Boeing CH-47 Chinook ได้ด้วย
รถยนต์บรรทุก Al-Thalab LRPV มีน้ำหนักรถ 2.35tons สามารถบรรทุกได้หนัก 2tons มีพิสัยทำการ 1,200km และบรรทุกกำลังได้ 9นาย(ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปรับแต่การใช้งานตัวรถ)
ทั้งนี้ Jankel เพิ่งจะทำการเปิดตัวรถยนต์บรรทุก Fox RRV ในงาน DSEI 2015 ที่อังกฤษเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยในส่วนการจัดหาของเบลเยียมตัดสินใจเลือกรถ Fox RRV เป็นผู้ชนะเหนือผู้แข่งขันอีกสองรายเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ครับ