วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

พม่าอาจจะจัดซื้อเครื่องบินฝึกไอพ่น Yak-130 จากรัสเซีย

Yak-130 at MAKS-2011(wikipedia.org)

http://zakupki.gov.ru/223/plan/public/plan/info/position-view.html?planId=242544&planInfoId=848748&planInfoPositionId=73957312&versioned=&activeTab=5&pos=true&epz=true
http://zakupki.gov.ru/223/plan/public/plan/info/position-view.html?planId=242544&planInfoId=848748&planInfoPositionId=73957314&versioned=&activeTab=5&pos=true&epz=true

จากการอ้างอิงสองเอกสารใน website สำนักงานจัดซื้อจัดจ้างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียข้างต้นนั้นระบุว่า บริษัท Irkut Corporation ซึ่งมีสำนักออกแบบ Yakovlev ในเครือบริษัท โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation รัสเซียนั้น
มีการลงนามสัญญาจัดซื้อเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2015 ลำดับ No P / 1510411150511 สำหรับจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น Yak-130 และผู้รับมอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรหัส GP104 ซึ่งระบุว่าหมายถึงพม่า วงเงิน 809053.87 Euros(ต่อเครื่อง?)
ตามเอกสารยังกล่าวถึงการส่งมอบระบบเครื่องฝึกบินจำลองการรบ(Combat Training Simulator) วงเงิน $200000(ไม่เข้าใจเรื่องค่าเงิน?) ด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งจำนวนเครื่อง อุปกรณ์ อาวุธ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการขณะนี้
แต่คาดว่าถ้าดูจากระยะเวลาในการส่งมอบเครื่อง Yak-130 ของกองทัพอากาศบังคลาเทศชุดแรก 6เครื่องในวันที่ 20 กันยายน 2015 จากที่สั่งจัดหา 16เครื่องเมื่อเดือนมกราคม 2014
จึงเป็นไปได้ว่าถ้าการจัดหานี้เป็นความจริงกองทัพอากาศพม่าจะได้รับมอบ Yak-130 และระบบที่เกี่ยวข้องภายในช่วงเดือนธันวาคมปี 2016-2017 โดยพม่านับเป็นประเทศที่สี่ที่จัดหา Yak-130 จากรัสเซียที่ส่งออกให้ แอลจีเรีย เบลารุส และบังคลาเทศ แล้ว


กองทัพอากาศพม่าปัจจุบันในส่วนของเครื่องบินฝึกไอพ่นนั้นประจำการด้วยเครื่องบินฝึกไอพ่น Hongdu K-8 จากจีน 12เครื่องที่จัดหาในปี 1998 และจัดหาเพิ่มเติมอีกในช่วงปี 2000s รวมราว 32-50เครื่อง
โดยกองทัพอากาศพม่าได้นำเครื่องบินฝึกไอพ่น K-8 ติดอาวุธปฏิบัติการในภารกิจโจมตีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เช่นที่ปรากฏภาพในยุทธการโจมตีกองกำลังคะฉิ่น KIA ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศช่วงปี 2012-2013
ซึ่งเดิมกองทัพอากาศพม่าได้จัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น Soko G-4 Super Galeb จากอดีตยูโกสลาเวียในช่วงปี 1991 ประมาณ 20เครื่อง ซึ่งถูกนำมาติดอาวุธโจมตีกองกำลังชนกลุ่มชาติพันธุ์เช่นกัน (ปัจจุบันน่าเหลืออยู่ 4เครื่องซึ่งไม่น่าจะทำการบินแล้วเนื่องจากขาดแคลนอะไหล่)
ทั้งนี้กองทัพอากาศพม่ากำลังอยู่ในช่วงที่จะต้องมีการจัดหาเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีแบบใหม่เพื่อทดแทนเครื่องรุ่นเก่าที่ล่าสมัยเช่น เครื่องบินขับไล่ F-7M 62เครื่อง และเครื่องบินโจมตี A-5M 36เครื่อง ที่จัดหามาจากจีนช่วงปี 1990-2000

Nigeria to become first JF-17 export operator
http://www.janes.com/article/57080/nigeria-to-become-first-jf-17-export-operator



ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่ามีกำลังรบหลักเป็นเครื่องบินขับไล่ MiG-29 จากรัสเซียประกอบด้วย รุ่นที่นั่งเดียว MiG-29B 20เครื่อง และ MiG-29SE 6เครื่อง และรุ่นฝึกสองที่นั่ง MiG-29UB 6เครื่อง (มี MiG-29 ตกจากอุบัติเหตุ 1เครื่องในปี 2014) รวม 31เครื่อง
นอกจากข่าวความสนใจเครื่องบินขับไล่ CAC/PAC JF-17 Thunder หรือ FC-1 ซึ่งเป็นโครงการร่วมของปากีสถานกับจีน ซึ่งปัจจุบัน JF-17 ประจำการในกองทัพอากาศปากีสถานเท่านั้น
โดยเครื่องบินขับไล่ JF-17 ปากีสถานอาจจะกำลังมีลูกค้าที่ส่งออกได้รายแรกคือไนจีเรีย จำนวน 3เครื่องวงเงิน $25 million พร้อมเครื่องบินฝึกใบพัดขั้นประถม PAC Super Mushshak  10เครื่อง วงเงิน $10 million (ยังไม่ยืนยันในขณะนี้)
นอกจากที่กองทัพอากาศพม่าสนใจการจัดตั้งสายการประกอบเครื่องบินขับไล่ JF-17 ภายในประเทศด้วยแล้ว ถ้ามีการยืนยันว่าพม่าจะจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น Yak-130 จริงจะนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนากำลังทางอากาศของกองทัพอากาศพม่าในอนาคต

Myanmar expands defence industrial production capabilities
http://www.janes.com/article/57093/myanmar-expands-defence-industrial-production-capabilities

แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐบาลพม่าล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมาในการโอนย้ายโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่เป็นของกระทรวงอุตสาหกรรมพม่าห้าแห่งให้เป็นของกระทรวงกลาโหมพม่า
โดยโรงงานทั้งห้าแห่งประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรมหนักหมายเลข11 ย่างกุ้ง, หมายเลข12 โตนีโบ, หมายเลข13 มาเกว, หมายเลข25 เมียง และโรงงานย่อยที่มยินจาน
ทั้งนี้พม่ามีแผนจะขยายขนาดและปรับปรุงโรงงานเหล่านี้เพื่อรองรับระบบอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของพม่าให้มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

กองทัพเชคจัดซื้อปืนเล็กยาว CZ806 Bren2 ชุดแรก

Czech Republic buys first CZ 806 Bren 2 rifles
The Czech Republic has ordered the new CZ 806 Bren 2 assault rifle for its armed forces. Source: Ceska Zbrojovka
http://www.janes.com/article/57045/czech-republic-buys-first-cz-806-bren-2-rifles

กองทัพสาธารณรัฐเชค(ACR: Army of the Czech Republic) ได้ลงนามสัญญาการจัดหาสองสัญญากับ Ceska Zbrojovka ผู้ผลิตอาวุธปืนของเชค
ในการสั่งซื้อปืนเล็กยาว CZ806 Bren2, เครื่องยิงลูกระเบิด CZ805 G1 และปืนพกกึ่งอัตโนมัติ CZ75 SP-01 Phantom

โดยสัญญาแรกวงเงิน 417 million Czech Koruna ($16.6 million) เป็นการสั่งซื้อปืนเล็กยาว CZ806 Bren2 จำนวน 2,600กระบอก, เครื่องยิงลูกระเบิดติดประกอบใต้ลำกล้องปืนเล็ก CZ805 G1 จำนวน 800กระบอก
กล้องช่วยเล็ง Red Dot แบบ Meopta ZD-Dot 2,600กล้อง, กล้องช่วงเล็งกำลังขยาย 3X แบบ Meopta DV-Mag3 1,600กล้อง, กล้องช่วยเล็งมองกลางคืนแบบ Meopta NV-Mag3 1,450กล้อง
ชุดชี้เป้า Laser และส่องแสง(laser pointer/illuminator) DBAL-A2 500ชุด และชิ้นส่วนอะไหล่
ส่วนสัญญาชุดที่สองวงเงิน 59.3 million Czech Koruna ($2.39 million) เป็นการสั่งซื้อปืนพกกึ่งอัตโนมัติ CZ75 SP-01 Phantom ขนาด 9x19mm จำนวน 5,500กระบอก
ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพบกสาธารณรัฐเชคได้สั่งซื้อปืนพก CZ75 SP-01 Phantom ชุดแรกจำนวน 5,570กระบอกไปในปี 2012

การตัดสินใจสั่งซื้ออาวุธประจำการเหล่านี้มีขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่ผ่านมา ตามความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลสาธารณรัฐเชคที่ต้องการจัดหาอาวุธใหม่
เพื่อรับมือปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากกลุ่มผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่เข้าสู่ยุโรปมากขึ้น และการก่อการร้ายเช่นที่เกิดขึ้นใน Paris เมื่อปี 2015 ครับ

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

รถหุ้มเกราะล้อยาง Otokar Cobra II 4x4 ตุรกีได้รับการสั่งจัดหาครั้งแรก

Otokar's Cobra II 4x4 receives its first orders
Otokar has received its first orders for the Cobra II 4x4. Source: Nick de Larrinaga
http://www.janes.com/article/57021/otokar-s-cobra-ii-4x4-receives-its-first-orders

บริษัท Otokar ผู้ผลิตยานยนต์ทางทหารตุรกีได้ประกาศว่าบริษัทได้รับการสั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางทางยุทธวิธีขนาดเบาแบบ Cobra II สองรายการเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2015
นับเป็นการสั่งจัดหาจากลูกค้าครั้งแรกนับตั้งแต่ Otokar เปิดตัวรถเกราะล้อยาง Cobra II 4x4 ในงาน IDEF 2013 ( International Defence Industry Fair) ที่ Istanbul เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี2013

อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกับ Jane's เมื่อวันที่ 5 มกราคม ทางบริษัท Otokar เปิดเผยว่าเป็นความจริงที่มีคำสั่งซื้อที่สองสำหรับรถ โดยได้รับคำสั่งซื้อที่ไม่เปิดเผยก่อนหน้านี้เล็กน้อยจากกระทรวงกลาโหมตุรกี
ขณะที่ทางบริษัทไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปิดตัวคำสั่งซื้อได้ ทางโฆษกของบริษัทได้กล่าวว่าสำหรับคำสั่งซื้อที่สองนั้นมีมูลค่าประมาณ 47.5 million Euros ($51 million) ซึ่งรวมถึงการส่งมอบรถเกราะ Cobra II 4x4 จำนวน 82คัน, ระบบที่เกี่ยวข้อง การซ่อมบำรุง และการสนับสนุน
การส่งมอบรถสำหรับลูกค้าคำสั่งซื้อรายแรกนั้นได้กำลังเริ่มขึ้นแล้ว ขณะที่การส่งมอบรถให้กับลูกค้าคำสั่งซื้อรายที่สองนั้นคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งปีแรกของปี 2017
ตามข้อมูลของ Otokar ถึงแม้ว่าผู้ใช้รถที่เป็นคำสั่งซื้อรายแรกนั้นจะไม่เป็นที่เปิดเผยก็ตาม แต่รถในคำสั่งซื้อที่สองนั้นได้ถูกกำหนดให้ส่งมอบกับกองกำลังความมั่นคงของกองทัพตุรกี

รถเกราะ Cobra II เป็นรถหุ้มเกราะล้อยางที่มีขนาดหนักกว่ารถเกราะ Cobra รุ่นแรกที่ Otokar ได้ส่งออกเข้าประจำการแล้ว 15ประเทศ
โดยรถเกราะ Cobra II มีน้ำหนักพร้อมรบ 12tons หนักเป็นสองเท่าของรถเกราะ Cobra ที่หนัก 6.9tons และรถเกราะ Cobra II มีขนาดกว้างกว่า ยาวกว่า และสูงกว่า ทำให้มีพื้นที่ภายในมากขึ้น
รถเกราะ Cobra II มีพลประจำรถ 2นาย และบรรทุกกำลังพลได้ 7นาย สามารถติดตั้งอาวุธได้หลายแบบ เช่น ป้อมปืนกลแบบมีพลยิงประจำป้อม หรือป้อมปืน Remote ควบคุมจากภายในตัวรถที่เลือกติดได้ทั้ง ปืนกล จนถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้
แต่รถเกราะ Cobra II ไม่ได้มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนแบบสะเทินน้ำสะเทินบกเป็นมาตรฐานเหมือนรถรุ่นก่อน โดยรถเกราะ Cobra II รุ่นสะเทินน้ำสะเทินบกจะมีการติดตั้งใบพัดสำหรับการขับเคลื่อนในน้ำและใช้รูปทรงตัวถังรถต่างไปจากรุ่นมาตรฐานครับ

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

กองทัพบกฟิลิปปินส์รับมอบรถยนต์บรรทุก KIA KM450 จากเกาหลีใต้ 219คัน

Philippine Army has taken delivery of 219 new South Korean-made Kia KM450 light military trucks. 
KIA KM450 light military truck (Source picture KIA)
http://www.armyrecognition.com/january_2016_global_defense_security_news_industry/philippine_army_has_taken_delivery_of_219_new_south_korean-made_kia_km450_light_military_trucks_10701162.html

พันเอก Benjamin Hao โฆษกกองทัพบกฟิลิปปินส์ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมาว่า กองทัพบกฟิลิปปินส์ได้รับมอบรถยนต์บรรทุก KIA KM450 จากสาธารณรัฐเกาหลีแล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2015
รถยนต์บรรทุก KM450 219คันนี้เป็นส่วนของกองทัพบกฟิลิปปินส์ในโครงการจัดหาขั้นต้นที่กองทัพฟิลิปปินส์สั่งจัดหากับ KIA เกาหลีใต้รวม 327คัน โดยอีก 108คันที่เหลือเป็นรถในส่วนของกองทัพเรือฟิลิปปินส์, กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ และนาวิกโยธินฟิลิปปินส์
ทั้งนี้รถยนต์บรรทุก KM450 จะได้รับการตรวจสอบทาง Technic และประเมินค่าก่อนที่จะส่งมอบให้หน่วยผู้ใช้งานต่อไป ซึ่งพันเอก Hao กล่าวว่ารถยนต์บรรทุก KIA KM450 อีกชุดจำนวน 390คันจะถูกส่งมาถึงในปลายเดือนมกราคมนี้

KIA KM450 เป็นรถยนต์บรรทุกทางทหารขนาดเบา 1 1/4ton ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อใช้งานในกองทัพสาธารณรัฐเกาหลีทั้งการขนส่งสัมภาระและทหาร
โดย KM450 มีการออกแบบที่ทันสมัยทั้งรูปทรงตัวรถและกำลังขับเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ
KM450 สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 104km/h มีระยะทางวิ่งไกลสุด 700km บรรทุกทหารไปกับรถได้ 12นาย มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 2.5tons โดยมีน้ำหนักตัวรถรวม 5.65tons ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

รัสเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29SMT ที่สั่งจัดหาชุดแรก

Russia receives its first ordered MiG-29SMTs
Russia has begun receiving the first of the 16 MiG-29SMT fighter aircraft it ordered in April 2014. Source: RAC MiG
http://www.janes.com/article/56984/russia-receives-its-first-ordered-mig-29smts

MiG Corporation ได้รายงานข้อมูลว่าได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29SMT (NATO กำหนดรหัสว่า Fulcrum) ที่รัสเซียสั่งจัดหาตั้งแต่เดือนเมษายน  2014
เครื่องบินขับไล่ MiG-29SMT จำนวน 16เครื่องนี้จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศและอวกาศรัสเซีย(VKS Russian Aerospace Forces) เพื่อชดเชยช่องว่างสำหรับความล่าช้าของโครงการเครื่องบินขับไล่ MiG-35S ที่ยังไม่ได้มีการสั่งจัดหาในขณะนี้
โดยน่าเชื่อว่า MiG-29SMT ที่สั่งจัดหาทั้ง 16เครื่องจะประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ MiG-29SMT รุ่นที่นั่งเดี่ยว 14เครื่อง และ MiG-29UB รุ่นฝึกสองที่นั่ง 2เครื่อง

MiG-29SMT ที่สั่งจัดหาเครื่องแรกถูกส่งมอบในช่วงเดือนธันวาคม 2015 โดยเข้าประจำการที่ฐานทัพอากาศ Astrakhan-Privolzhskiy ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ฝึกทักษะการรบที่116 ของกองทัพอากาศรัสเซีย
ทั้งนี้ไม่มีการเปิดเผยจำนวนเครื่องที่ส่งมอบให้ศูนย์ฝึก แต่จากข้อมูลภาพถ่ายมี MiG-29SMT อย่างน้อย 2เครื่อง (Bort: Blue 20 and Blue 21) และอาจจะมีอีกเป็น 4เครื่อง รวมกับ MiG-29UB อีก 1เครื่อง (Bort: Blue 50)
ทาง MiG ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าได้ส่งมอบ MiG-29SMT แก่ศูนย์ฝึกกองทัพอากาศรัสเซียครบทั้ง 16เครื่อง ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบครบได้ภายในสิ้นปี 2016 นี้
กองทัพอากาศรัสเซียมี MiG-29SMT ประจำการอยู่แล้ว 28เครื่องซึ่งไม่ได้เป็นเครื่องที่รัสเซียสั่งจัดหาเอง โดยเดิมทีเป็นเครื่องที่แอลจีเรียสั่งจัดหาจำนวน 36เครื่องแต่ปฏิเสธที่จะรับมอบเนื่องจากพบว่าคุณภาพของตัวเครื่องไม่ตรงตามความต้องการ
MiG-29SMT ชุดใหม่ 16เครื่องที่กองทัพอากาศรัสเซียได้รับมอบนี้ต่างจากเครื่องชุดที่แอลจีเรียเคยสั่งจัดหาคือมีการติดตั้งระบบสงคราม Elctronic (EW: Electronic Warfare)ภายในตัวเครื่อง

MiG-29SMT นั้นมีจุดที่สังเกตได้ต่างจาก MiG-29 รุ่นก่อนๆคือมีสันหลังกลางเครื่องที่ใหญ่ขึ้นเพื่อบรรจุเชื้อเพลิงภายในได้มากขึ้น เพิ่มรัศมีการรบอากาศสู่อากาศเป็น 1,550km
MiG-29SMT เดิมทีเป็นตัวเลือกสำหรับปรับปรุงเครื่อง MiG-29 รุ่นเก่าทั้งรุ่น 9.12 และ 9.13 โดยติดตั้งระบบ Avionic และอุปกรณ์ใหม่ตามมาตรฐานเครื่องรุ่น MiG-29M
แต่อย่างไรก็ตาม MiG-29SMT นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างตัวเครื่องที่สร้างจาก Aluminium-Lithium alloy ที่มีน้ำหนักเบากว่า เช่นที่ใช้กับเครื่อง MiG-29 รุ่น 9.15 ครับ

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

โปแลนด์ลงนามสัญญาโครงการปรับปรุงรถถังหลัก Leopard 2PL 128คัน

Poland orders 128 upgraded Leopard 2PL main battle tanks
Concept image of the Leopard 2PL MBT upgrade package for the Polish Land Forces' Leopard 2A4 MBTs. Source: ZM Bumar-Labedy
http://www.janes.com/article/56972/poland-orders-128-upgraded-leopard-2pl-main-battle-tanks

โปแลนด์ลงนามสัญญาวงเงิน 2.415 billion Polish Zloty ($605.7 million) สำหรับโครงการปรับปรุงรถถังหลัก Leopard 2A4 จำนวน 128คัน ให้เป็นรุ่นมาตรฐาน Leopard 2PL
สัญญาโครงการปรับปรุงนี้มีผู้รับเหมาสัญญาหลักคือ Polska Grupa Zbrojeniowa (PGZ) ร่วมกับ ZM Bumar-Labedy โดยกองตรวจสอบสรรพาวุธโปแลนด์ ลงนามเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2015
ทั้งนี้ Rheinmetall Landsyteme เยอรมนีจะร่วมเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการทำงานโครงการปรับปรุงร่วมกับ PGZ โปแลนด์ด้วย

โปแลนด์ได้จัดซื้อรถถังหลัก Leopard 2A4 จำนวน 128คัน ซึ่งเดิมเป็นรถที่เก็บสำรองในคลังอาวุธกองทัพบกเยอรมนี เมื่อเดือนมกราคม 2002
ปัจจุบันประจำการใน กองพลน้อยทหารม้ายานเกราะที่10 กองทัพบกโปแลนด์ ซึ่งมีที่ตั้งที่ Swietoszow โดยรถถังหลัก Leopard 2A4 ทั้ง 128คันจะได้รับการปรับปรุงเป็นมาตรฐาน Leopard 2PL ภายในปี 2020
ซึ่งมีทางเลือกเพิ่มเติมในการปรับปรุง ถ.หลัก Leopard 2A4 อีก 14คัน ที่โปแลนด์จัดหามาเพิ่มในปี 2013 ซึ่งปัจจุบันประจำการที่ กองพลน้อยทหารม้ายานเกราะที่34 ซึ่งมีที่ตั้งที่ Zagan

สัญญาการปรับปรุงรถถังหลัก Leopard 2PL ประกอบด้วยทั้งในส่วนป้อมปืน แคร่รถ และอุปกรณ์อื่นๆในระดับ F6 ด้วยความร่วมมือกับผู้รับเหมาย่อย WZM Poznan รวมถึงการปรับปรุงระบบการฝึกจำลองรถถังของโปแลนด์ให้ทันสมัยขึ้น
ส่วนของป้อมปืนจะทำการปรับปรุงระบบเกราะให้อยู่ในระดับเดียวกับรถถังหลัก Leopard 2A5 เป็นอย่างน้อย โดยจะไม่ให้รถถังหลัก Leopard 2PL มีน้ำหนักตัวรถเกิน 60tons ซึ่งจะรวมการเปลี่ยนแผ่นเกราะของป้อมปืนบางส่วน และเกราะเสริมเพิ่มเติมที่พัฒนาโดย IBD
ภายในป้อมปืนส่วนบุวัสดุป้องกันกันเกราะกะเทาะ(Spall Liners) มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในสำหรับกำลังพลประจำรถเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บภายในเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามการปรับปรุงรถถังหลัก Leopard 2PL นี้จะยังคงใช้ปืนใหญ่รถถัง Rheinmetall 120mm L44 ลำกล้องสั้นรุ่นเดิมแทนการเปลี่ยนไปใช้รุ่นลำกล้องยาว L55
โดยระบบควบคุมการยิงจะปรับปรุงให้รองรับกระสุนแบบใหม่อย่างกระสุนเจาะเกราะสลัดครอบแบบมีครีบทรงตัว (APFSDS: Armour Piercing Fin Stabilized Discarding Sabot) DM63 และกระสุนระเบิดแรงสูงเอนกประสงค์ (HE-MP: High Explosive Multi Purpose) DM11
กล้องเล็งผู้บังคับการรถและพลยิงจะเปลี่ยนใช้กล้องสร้างภาพความร้อนแบบ PCO KLW-1 ของโปแลนด์เอง รวมถึงการเปลี่ยนระบบรักษาเสถียรภาพป้อมปืน(Stabiliser)จากระบบ hydraulic เป็นระบบไฟฟ้าครับ

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

กองทัพเรือรัสเซียเริ่มทำการฝึกนักบินพร้อมรบเครื่องบินขับไล่ MiG-29K

https://vk.com/video329743935_171388266

https://vk.com/video13232084_171602853



กองทัพเรือรัสเซียเริ่มทำการฝึกนักบินพร้อมรบสำหรับเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ MiG-29K ณ ศูนย์ฝึกอากาศนาวีที่859 ใกล้เมือง Yeysk ทางภาค Krasnodar ตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย
ซึ่งศูนย์ฝึกอากาศนาวีที่859 เป็นสนามบินที่มีแท่นส่งแบบ Ski-Jump สำหรับการฝึกนักบินพร้อมรบที่จะไปปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือรัสเซีย

RSK MiG ซึ่งเป็นผู้ออกแบบอากาศยานที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation หรือ UAC ได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012
ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ MiG-29K รุ่นที่นั่งเดียวจำนวน 20เครื่อง และแบบ MiG29KUB รุ่นสองที่นั่งจำนวน 4เครื่อง โดยได้รับมอบเครื่องเมื่อเดือนในช่วงปี 2013-2015 เพื่อเข้าประจำการในกรมบินขับไล่นาวีกรมที่สองที่จัดตั้งขึ้นใหม่
ขณะที่กรมบินขับไล่นาวีที่279 ที่เดิมเคยเป็นกรมบินขับไล่หน่วยเดียวที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov นั้นจะประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Su-33 ที่ได้รับการปรับปรุงต่อไป
ทั้งนี้กองทัพเรืออินเดียเป็นลูกค้ารายแรกของ MiG-29K/KUB โดยอินเดียได้ลงนามสัญญากับรัสเซียเพื่อสั่งจัดหา MiG-29K 12เครื่อง และ MiG-29KUB 4เครื่องในปี 2004 และสั่งจัดหา MiG-29K เพิ่ม 29เครื่องในปี 2010
โดยกองทัพเรืออินเดียได้นำ MiG-29K/KUB ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya หรือเรือ Admiral Gorshkov เดิมของรัสเซียที่ปรับปรุงใหม่ และจะนำไปปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant ที่อินเดียกำลังต่อเองอยู่

MiG-29K/KUB เป็นเครื่องบินขับไล่ขนาดกลางความเร็วเหนือเสียง ติดตั้งเครื่องยนต์ Turbofan แบบ RD-33MK สองเครื่องกำลังเครื่องละ 9,000kgf มีถังเชื้อเพลิงในลำตัวขนาดใหญ่ พร้อมระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ PAZ-1MK มีพิสัยทำการปกติ 2,000km
ติดตั้ง Radar แบบ Zhuk -M และระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track) มีปืนใหญ่อากาศ 30mm ความจุ 150นัดในตัวเครื่อง สามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ และอาวุธอากาศสู่พื้นทั้งแบบธรรมดาและนำวิถีความแม่นยำสูงได้หลายแบบครับ

รัสเซียพร้อมจะส่งออกระบบยานยนต์ไร้คนขับ Uran-9 ภายในปี 2016




Rosoboronexport องค์การจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซียประกาศว่าระบบยานยนต์ไร้คนบังคับ (UGV: Unmanned Ground Vehicle) สำหรับทำการรบ แบบ Uran-9 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคม 2015 นั้น
จะพร้อมสำหรับการส่งออกให้ลูกค้าต่างประเทศที่สนใจภายในปี 2016 นี้

Uran-9 เป็นระบบยานเกราะสายพานขนาดเบาไร้คนขับซึ่งสามารถติดตั้งป้อมปืนสำหรับปืนใหญ่กล 2A72 ขนาด 30mm พร้อมปืนกลร่วมแกน PKT ขนาด 7.62mm
รวมถึงมีแท่นยิงแบบยืดหดได้ข้างป้อมปืนทั้งสองด้านสำหรับติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแบบ Ataka นำวิถีด้วยระบบ SALCLOS(Semi-Active Laser Command Line Of Sight) ระยะ 8km ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังสำหรับติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์
หรือสามารถติดตั้งอาวุธอื่นๆได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน พร้อมทั้งระบบกล้องตรวจการณ์และตรวจจับเป้าหมาย และระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับด้วย Laser
Uran-9 UGV หนึ่งระบบจะประกอบด้วยรถบรรทุกที่บังคับการ ซึ่งสามารถควบคุม UGV แบบ Uran-9 ได้พร้อมกัน 2คัน ทั้งเส้นทางการเคลื่อนที่และการใช้อาวุธในระยะไกล และรถบรรทุกสำหรับขนย้ายรถสายพานไร้คนบังคับทั้งสองคัน

Uran-9 UGV ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจลาดตระเวนสอดแนมในระยะไกลและยิงสนับสนุนแก่กองกำลังภาคพื้นดินทั้งทหารราบและชุดต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบ UGV ติดอาวุธที่มีการพัฒนาออกมาก่อนหน้านี้ Uran-9 เป็นระบบที่ติดอาวุธหนักที่สุดแบบหนึ่ง
โดยทางนาย Boris Simakin หัวหน้าแผนกวิเคราะห์และวางแผนระยะยาวของ Rosoboronexport กล่าวว่านักพัฒนารัสเซียได้พัฒนาระบบหุ่นยนต์ทางทหารที่ตรงตามความต้องการของกองทัพยุคใหม่ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคตครับ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

จีนยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง

Liaoning aircraft carrier inducted in Dalian in September 2012(wikipedia.org)

China Begins Building Second Aircraft Carrier 
http://www.wsj.com/articles/china-begins-building-second-aircraft-carrier-1451554003

หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานข่าวว่า ทางการรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แถลงข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ว่า
จีนกำลังก่อสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่จีนออกแบบเองและต่อเองทั้งหมดในประเทศลำแรก
ก่อนหน้านี้มีรายงานภาพถ่ายดาวเทียมและภาพแอบถ่ายจากอู่ต่อเรือ Dalian ในช่วงปี 2015 เป็นบางส่วนว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชนจีนได้เริ่มการสร้างมาระยะหนึ่งแล้ว
ตามการแถลงของโฆษกกระทรวงกลาโหมจีน พันเอกอาวุโส Yang Yujun กล่าวว่า "การออกแบบอย่างอิสระและงานก่อสร้าง(ของเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง)กำลังดำเนินการอยู่"

แม้ว่าจะไม่ได้ให้รายละเอียดข้อมูลมากนักแต่เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่จีนกำลังสร้างเองนั้นคาดว่าจะมีระวางขับน้ำประมาณ 50,000tons และใช้ระบบขับเคลื่อนตามแบบไม่ได้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์เหมือนของกองทัพเรือสหรัฐฯ
เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินยังคงเป็นเครื่องบินขับไล่แบบ J-15 ซึ่งมีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ Su-33 ของรัสเซีย เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน CV-16 Liaoning ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
โดยจีนได้ซื้อเรือบรรทุกเครื่องบิน Varyag ต่อจากยูเครนซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Admiral Kuznetsov ที่อยู่ในสภาพยังต่อไม่เสร็จในปี 1998 มาทำการศึกษาและปรับปรุงเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์ใช้ปฏิบัติการได้
รวมถึงจัดหาเครื่องบินขับไล่ต้นแบบ T-10K-3 ซึ่งเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องบินขับไล่ Su-33 จากยูเครนในปี 2001 เพื่อนเป็นต้นแบบศึกษาในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ J-15 หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดหา Su-33 โดยตรงจากรัสเซีย
ยังไม่แน่ชัดในเรื่องระบบส่งของเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีน แต่คาดว่าน่าจะยังเป็นระบบ STOBAR (Short Take-Off But Arrested Recovery) ที่ใช้ Ski-Jump วิ่งงขึ้นเช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning
อย่างไรก็ตามพันเอกอาวุโส Yang ไม่ได้ระบุว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะมีกำหนดปล่อยลงน้ำเมื่อไร โดยระบุเพียงว่าเรือจะมี Technology ติดตั้งใช้ในตัวเรือมากกว่าเรือ Liaonning ที่ประจำการในปัจจุบัน

มีการวิเคราะห์ว่ากองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนมีความต้องการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องอย่างน้อย 3ลำเพื่อเข้าประจำการในแต่ละกองเรือคือ กองเรือทะเลเหนือ กองเรือทะเลตะวันออก และกองเรือทะเลใต้
แม้ว่าจำนวนและขนาดพร้อมอากาศยานที่บรรทุกไปได้ของเรือบรรทุกเครื่องบินจีนจะเทียบไม่ได้กับเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz 10ลำ และจะมีชั้น Gerald R. Ford ที่ลำแรก CVN-78 USS Gerald R. Ford เข้าประจำการในปี 2016 มาแทนในอนาคต
แต่หลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบิน Liaoning เข้าประจำการในกองเรือทะเลใต้ กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา รวมถึงแผนการขยายขนาดกำลังทางเรือ อากาศยาน และฝึกกำลังพลในส่วนต่างเพิ่มเติมจำนวนมากในปัจจุบันและอนาคต
ทำให้จีนมีขีดความสามารถในการครองน่านน้ำและน่านฟ้าในเขตมหาสมุทรแปซิฟิคมากขึ้น ซึ่งจะเป็นภัยคุกต่อประเทศที่มีข้อพิพาททางทะเลกับจีน ทั้งในกลุ่ม ASEAN เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯมากขึ้นครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

สรุปความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๘

ช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นเดือนที่สามของปีงบประมาณ ๒๕๕๙ และเดือนสุดท้ายของปี ๒๕๕๘ ก็มีข่าวการดำเนินงานโครงการจัดหาของกองทัพอากาศและเหล่าทัพอื่นบางส่วนครับ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1097525756953739&set=a.259477600758563.72536.100000889756312
https://www.facebook.com/natee.sukjaroen

ในส่วนของกองทัพอากาศไทยนั้นมีความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑
คือตามภาพที่ลงในข้างต้นที่การเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ นั้นเป็นภาพ บ.ข.๑๘ค F-5F หมายเลข 21104 ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ ที่มีข้อสังเกตว่าปลายหัวเครื่องดูยาวขึ้น ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าอาจจะได้รับการติดตั้ง Radar ใหม่

สำหรับ F-5E/F Shark Nose (หัวแบน) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ฝูงที่สองของกองทัพอากาศไทยนั้นตลอดระยะเวลาที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔(1981) หรือ ๓๕ปี ก็ได้ผ่านการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นมาแล้วสามครั้ง
ครั้งแรกปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988) ปรับปรุงติดตั้งจอภาพตรงหน้าและศูนย์เล็งอาวุธ HUD/WAC(Head-Up Display/Weapon Aiming Computer) จาก GEC Marconi,ระบบเป้าลวง AN/ALE-40 และระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจจับ AN/ALR-46 RWR(Radar Warning Receiver)
พร้อมขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Python-3 ของ Rafael อิสราเอล และกระเปาะปืนใหญ่อากาศ GPU-5 ขนาด 30mm ตั้งแต่ยังประจำการที่ ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ และย้ายฝูงไปประจำการที่ ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994)


(จำไม่ได้ว่าบันทึกมาจากแหล่งใด ขออภัยด้วยครับ)

ครั้งที่สองปี พ.ศ.๒๕๔๕(2002) คือโครงการ F-5T Tigris โดยบริษัท Elbit อิสราเอลเป็นการปรับปรุงใหญ่ของเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ๑๘เครื่อง ที่ประจำการใน ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑
โดยเปลี่ยนห้องนักบินติดตั้งจอแสดงผล MFD(Multi-Function Display) หมวกนักบินติดจอแสดงผลศูนย์เล็ง DASH(Display And Sight Helmet) และระบบคันบังคับ HOTAS(Hands On Throttle-And-Stick)
ระบบอาวุธเพิ่มขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Python-4 แต่อย่างไรก็ตามโครงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเปลี่ยน Radar แบบ AN/APQ-159 เป็น Radar รุ่นใหม่เช่น AN/APG-69 ที่เดิมมีการวางแผนไว้แต่อย่างใด

และครั้งที่สามปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดนั้น แม้ว่าเอกสารของกองทัพอากาศที่ระบุโครงการปรับปรุง F-5E/F จำนวน ๑๐เครื่องวงเงิน ๒,๐๕๐ล้านบาทนั้น จะระบุเพียงการปรับปรุงโครงสร้างเครื่องและระบบ Avionic
แต่จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่งที่ระบุว่าบริษัท Elbit อิสราเอลเอลเป็นผู้รับสัญญาโครงการนั้น มีความเป็นไปได้ว่า F-5E/F ฝูงบิน๒๑๑ ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วน่าจะติดตั้ง Radar แบบ Elta EL/M-2032 อิสราเอล
รวมถึงระบบ Avionic และระบบอาวุธใหม่เช่น หมวกนักบิน DASH IV รุ่นใหม่อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Python-5 และ Derby ซึ่งจะทำให้ F-5E/F มีขีดความสามารถในการรบทางอากาศนอกระยะสายตา(BVR: Beyond Visual Range)เป็นครั้งแรก

ซึ่งการปรับปรุง บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายเนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างอายุการใช้งานและสายการผลิตอะไหล่ของเครื่อง
โดยจะทำให้อายุการใช้งานฝูงบิน F-5E/F กองทัพอากาศไทยอยู่ที่เฉลี่ยราวเกือบ ๔๕-๕๐ปี คืออาจจะยืดอายุการใช้งานจนรอเวลาปลดได้ถึงปี พ.ศ.๒๕๖๙-๒๕๗๔(2026-2031) เลยทีเดียวครับ

ด้านกำลังเครื่องบินลำเลียงนั้นหลังจากที่กองทัพอากาศไทยได้พิธีปลดประจำการ บ.ล.๙ Nomad ไปมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ ก็มีรายงานโครงการจัดหากลุ่มเครื่องบินลำเลียงใหม่อยู่สามโครงการหลักคือ

http://www.dae.mi.th/auction/egpdae/procurement/special/58126112024.pdf
โครงการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง จำนวน๒เครื่อง วงเงิน ๒๓๑ล้านบาท นี้ยังไม่ทราบว่าจะเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีหรือเป็นเครื่องบินลำเลียงใช้งานทั่วไปหรืองานธุรการครับ
แต่งบประมาณโครงการที่ตั้งไว้ราว $6.388 Million หรือถ้าตัดค่าใช้จ่าด้านอะไหล่ อุปกรณ์ ระบบส่งกำลังบำรุง การฝึก และอื่นๆ ราคาเครื่องน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน $3 million
โดยตามเอกสารสารนั้นระบุไว้ว่าเป็นราคาประมาณการที่ได้จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเตรียมการจัดหาของคณะกรรมการศึกษาและรวบรวมเตรียมการจัดหา บ.ลำเลียงขนาดกลาง ระยะที่๒
(ก็ไม่ทราบครับว่าจะเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบใด แต่ทางกองทัพอากาศน่าจะศึกษาแบบหรือมีแบบที่เป็นตัวเลือกไว้แล้ว
โดยมีข้อสังเกตว่าในส่วนผู้กำหนดราคากลางนั้นมีเสนาธิการกองบิน๗ ร่วมด้วย จึงไม่แน่ใจว่าจะเป็นการจัดหา บ.ล.๑๗ SAAB 340B เพิ่ม หรือจะเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบอื่น)

http://www.dae.mi.th/auction/egpdae/procurement/special/58126134793.pdf
โครงการจัดซื้อเครื่องบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญ จำนวน ๑เครื่อง วงเงิน ๑,๖๐๒,๔๘๒,๐๐๐บาท เข้าประจำการที่ ฝูงบิน๖๐๓ กองบิน๖ เป็นอีกโครงการหนึ่งแยกต่างหากจากโครงการเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง

http://www.dae.mi.th/auction/egpdae/procurement/special/58126180439.pdf
และโครงการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินลำเลียงขั้นต้น จำนวน ๔เครื่อง วงเงิน ๑๒๐ล้านบาท เข้าประจำการที่ ฝูงบิน๖๐๔ กองบิน๖
ตามเอกสารสารนั้นระบุไว้ว่าเป็นราคาประมาณการที่ได้จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเตรียมการจัดหาของคณะกรรมการศึกษาและรวบรวมเตรียมการจัดหา บ.ฝึกนักบินลำเลียงขั้นต้น ระยะที่๒
(ไม่แน่ใจว่าคือการจัดหา บ.ฝ.๒๐ DA42 เพิ่มหรือเป็นเครื่องบินฝึกแบบอื่น)

จะเห็นได้ว่าเป็นความคืบหน้าของโครงการจัดหาในส่วนกำลังเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศหลังจากที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มีเครื่องบินลำเลียงรุ่นเก่าที่ใช้งานมานานต้องปลดประจำการลงไปหลายแบบครับ



อีกข่าวที่น่ายินดีคือโครงการผลิตอากาศยานไร้นักบินของกองทัพอากาศ จำนวน ๑๗เครื่อง วงเงิน ๕๗๙,๗๐๔,๖๐๐บาท ของ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ
เข้าใจว่าน่าจะเป็น อากาศยานไร้นักบินต้นแบบประเภทยุทธวิธีขนาดกลาง บร.ทอ.๑ Tiger Shark II ซึ่งก็เป็นตามที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศที่เกี่ยวข้องในงาน Defense & Security 2015 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า
กองทัพอากาศมีแผนจะจัดหา UAV มาประจำการในฝูงบิน๔๐๔ เพิ่มเติม เสริม Aerostar ที่มีอยู่ ๕เครื่อง โดย Tiger Shark II UAV ก็มีการทดสอบเครื่องต้นแบบไประยะหนึ่งจนเครื่องต้นแบบชุดแรกๆเลิกบินแล้ว
โดยล่าสุดมีข้อมูลว่ากำลังเริ่มการพัฒนาอากาศยานไร้นักบินรุ่นที่สาม Tiger Shark III แล้วครับ

HQ-9 after the 70th anniversary of the end of WWII parade held in Beijing.

ข่าวสุดท้ายในส่วนของกองทัพอากาศคือข่าวลือว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่จะจัหามาเป็นระบบป้องกันกองบินนั้น จะมีการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกลแบบ FD-2000 หรือ HQ-9 จากจีน
ซึ่งเดิมที่เคยมีข่าวว่ากองทัพอากาศสนใจจะจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ IRIS-T SLM/SLS ของ Diehl BGT Defence เยอรมนีเพื่อป้องกันกองบิน๗ เสริมการทำงานร่วมกับเครื่องขับไล่ Gripen
โดยตามข้อมูลข่าวลือการจัดหา FD-2000 นั้นจะจัดหามาสองระบบเพื่อให้แต่ระบบป้องกันกองบิน๑ หรือกองบิน๔ และกองบิน๗
แต่ทั้งนี้ข่าวนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันครับว่าจริงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาจีนได้เสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศ HQ-9 ให้ไทยพร้อมการถ่ายทอด Technology มาหลายปีแล้วครับ

SAAB Sea Gripen 3D CG concept

ส่วนของกองทัพเรือไทยนั้น นอกจากข่าวของ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.มีแผนจะเปลี่ยนระบบอาวุธป้องกันฝั่งจากปืนใหญ่สนามเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงชายฝั่งตามที่เคยรายงานไปแล้วนั้น
ช่วงปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ก็มีอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวที่ SAAB เสนอเครื่องบินขับไล่ Sea Gripen พร้อมการถ่ายทอด Technology นำไปปฏิบัติการร่วมกับเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรืออินเดียนั้น
นอกจากกองทัพเรือบราซิลซึ่ง SAAB มองว่าเป็นลูกค้ารายหนึ่งที่มีความเป็นไปได้แล้ว ทาง SAAB ยังมองว่ากองทัพเรือไทยยังเป็นลูกค้าที่มีความเป็นไปได้อีกรายด้วย
คำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ที่ผ่านมาการให้ข้อมูลของทาง SAAB ต่อสื่อเกี่ยวกับการพัฒนา Sea Gripen นั้นประเทศที่ SAAB มองว่าเป็นลูกค้าที่เป็นไปได้สำหรับ Sea Gripen จะมีสามประเทศคือ บราซิล อินเดีย และไทยอยู่ในข่าวตลอด

A12 Sao Paulo Brazilian Navy with Sea Gripen Model (www.naval.com.br

บราซิลกับอินเดียนั้นพอเข้าใจได้ครับ เพราะกองทัพเรือบราซิลมีเรือบรรทุกเครื่องบินเบา A12 Sao Paulo ซึ่งเดิมคือเรือบรรทุกเครื่องบิน Foch ของกองทัพเรือฝรั่งเศส
ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือบราซิลมีแผนจะประจำการเรือ Sao Paulo ไปจนถึงปี 2039 ทำให้จำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินขับไล่ประจำเรือใหม่แทน AF-1 Skyhawk (A-4KU) ซึ่ง Sea Gripen เป็นตัวเลือกหนึ่ง ตามที่กองทัพอากาศบราซิลจะจัดหา Gripen E/F

ด้านกองทัพเรืออินเดียนั้นมีเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ที่มี MiG-29K เป็นเครื่องบินขับไล่ประจำเรือ และเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant ลำใหม่ที่กำลังต่ออยู่ โดยมีแผนจะทำ Tejas Mk2 Navy ที่อินเดียพัฒนาเองมาเสริมด้วย
อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Tejas นั้นล่าช้ามาก SAAB จึงเสนอ Gripen E/F ให้กองทัพอากาศอินเดียในโครงการเครื่องบินขับไล่ MMRCA ที่ตั้งใหม่ รวมถึง Sea Gripen สำหรับเป็นอีกทางเลือกในกรณีการพัฒนา Tejas Navy มีปัญหาล่าช้าด้วย

CVH-911 HTMS Chakri Naruebet Royal Thai Navy 2014
(จำไม่ได้ว่าบันทึกมาจากแหล่งใด ขออภัยด้วยครับ)

แต่สำหรับกองทัพเรือไทยแล้ว ร.ล.จักรีนฤเบศร จัดเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินประเภทเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก็สงสัยมานานแล้วครับว่า
SAAB ไม่ทราบจริงๆหรือว่าเครื่องบินขับไล่ปีกตรึงที่ต้องขึ้นลงเรือบรรทุกเครื่องบินตามแบบไม่ว่าจะเป็นแบบ CATOBAR หรือ STOBAR เช่น F/A-18E/F Super Hornet, F-35C Lightning II CV, Rafale M, MiG-29K, Su-33, J-15 และ Sea Gripen นั้น
ไม่สามารถนำมาปฏิบัติการบนดาดฟ้า ร.ล.จักรีนฤเบศร ได้?
เพราะอากาศยานที่จะปฏิบัติการบน ร.ล.จักรีนฤเบศร ได้นั้นจะต้องเป็นอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง เช่น อากาศยานปีกหมุน เฮลิคอปเตอร์ หรืออากาศปีกตรึงขึ้นลงทางดิ่ง อย่าง Harrier หรือ F-35B Lightning II STOVL เท่านั้น
ยกเว้นแต่ว่า SAAB จะมีแนวคิดแบบใหม่ที่จะทำให้เพียงปรับปรุง ร.ล.จักรีนฤเบศร เพียงบางส่วนก็จะสามารถนำ Sea Gripen มาปฏิบัติการได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นไปไม่ได้
และทางกองทัพเรือไทยเองก็ไม่น่าจะมีงบประมาณจัดหาเครื่องบินขับไล่ของตนเองด้วย
เพราะในการปรับปรุงกำลังทางเรือในส่วน ร.ล.จักรีนฤเบศร และเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ด้วยระบบอำนวยการรบ 9LV ล่าสุดก็จะใช้กำลัง Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทยเชื่อมโยงทำการรบแบบเครือข่าย Datalink ครับ

การตรวจและประเมินผลการฝึกองค์บุคคลและองค์ยุทธวิธีกองเรือ กองบิน และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙
เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ กองการฝึก กองเรือยุทธการ จัดกำลังพลร่วมกับผู้แทนกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ 
เป็นชุดตรวจและประเมินผลการฝึกองค์บุคคลและองค์ยุทธวิธีกองเรือ กองบิน และ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ 
บน เรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดเทียบท่า บริเวณท่าเทียบเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี


http://www.fleet.navy.mi.th/ftc/825.php

(แถมเรื่องนี้ยังกลายเป็นประเด็นนำมาวิจารณ์กองทัพเรือในสื่อต่างๆด้วย อันนี้เป็นการบ่นส่วนตัวท่านที่ไม่ต้องการอ่านกรุณาข้ามไปครับ

ผมว่ามีสำนักข่าวหลายแห่งที่ไม่ค่อยมีมาตรฐานในการทำข่าวด้านวิทยาการทางทหาร แค่แปลศัพท์เฉพาะทางทหารหรือระบุประเภทชื่อรุ่นยุทโธปกรณ์ยังผิดเพี้ยนไปมาก และบางที่มักจะมีการใส่ประเด็นแอบแฝงส่วนตัวอย่างไม่เหมาะสมต่อจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชนอาชีพ
และที่แย่ไปกว่าอีกอย่างคือมีหลาย Page หลาย Group บน Facebook ที่เป็นกลุ่มการเมืองมักจะนำเอาข่าวหรือบทความใน Blog นี้ไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางการเมืองของกลุ่มตน
ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของ Blog นี้ ที่ต้องการจะเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร Technology การทหาร โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองรวมถึงผลประโยชน์ใดๆที่จะสร้างปัญหาตามมาภายหลังด้วย

ที่จริงควรเป็นเรื่องที่จะต้องออกมาชี้แจงกันมานานแล้วครับ คือเรื่องการนำข่าวและบทความของ Blog นี้ไปเผยแพร่ที่อื่น โดยเฉพาะใน Webboard กับ Page หรือ Group บน Facebook
ว่ากันตามตรงช่วงหลายปีหลังมานี้ข่าวและบทความต่างๆใน Blog นี้ถูกนำไปคัดลอกลงไปเผยแพร่ใน Webboard และ Facebook เป็นจำนวนมาก 
ผมรู้เพราะ Blogspot และ Google จะมีการแจ้งข้อมูลแหล่งที่มาการเข้าชมอยู่

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีดังกล่าวนี้ที่แย่ก็คือถึงแม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่ครอบคลุมเรื่องลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงานใน Internet แล้วก็ตาม
แต่ในความเป็นจริงยังมี Webboard และ Page หรือ Group บน Facebook จำนวนหนึ่งที่มักเอาข่าวหรือบทความใน Blog นี้ไปลงโดยไม่ให้ที่มาทั้งแหล่งข่าวต้นทางอ้างอิงเดิมและ Blog นี้แม้แต่ Link เดียว ซึ่งส่วนตัวไม่พอใจอย่างมาก 
ถึงส่วนใหญ่จะแปลข่าวและลงภาพที่มีที่มาจากต่างประเทศก็ตามเถอะ แต่ก็พยายามจะเสริมข้อมูลอธิบายเนื้อหาเสริมที่ไม่มีในข่าวด้วย แล้วมันก็ถูก"ขโมย"ไปลงแล้วเขียนอย่างกับว่าตัวเองเขียนเองแปลเองเสียเช่นนั้น

ผมทราบครับว่าคงจะมีทั้งผู้ที่อ่านและไม่ได้อ่านหัวข้อการบ่นนี้ 
และว่าไปตามตรงผมเองก็ไม่อำนาจใดๆที่จะไปห้ามการคัดลอกข่าวหรือบทความใน Blog นี้ไปลงทั้ง Facebook หรือ Webboard ที่ไหนๆก็ตาม รวมถึงวิจารณ์การทำงานของสื่อหลักๆในปัจจุบันด้วย
แต่อยากจะบอกให้ท่านที่ได้อ่านทราบว่า ผมไม่สบายใจอย่างมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้มานานแล้วครับ)

ส่วนของกองทัพบกไทยนั้นก็มีความคืบหน้าการจัดหายุทโธปกรณ์บางส่วนครับ

ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท. 
ประกาศราคากลางการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์พร้อมติดตั้งและถ่ายทอด Technology สำหรับโครงการปรับปรุงพัฒนาเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mmแบบอัตตาจรล้อยาง วงเงิน ๕๗๐.๒๒ ล้านบาท จากบริษัท Elbit Systems Land and C4I อิสราเอล


Elbit เองมี Soltam SPEAR ที่เป็นระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรขนาด 120mm ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุก 4x4 อยู่
ตรงนี้ก็เข้าใจว่าโครงการพัฒนาระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง 120mm ของ ศอว.ศอพท.กับ Elbit Systems ในข้างต้น ก็น่าจะเป็นระบบที่ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุก 4x4 อย่าง รยบ.๑/๔ตัน เช่น รยบ.๕๐ หรือ รยบ. ๑ ๑/๔ตัน HMMWV

ซึ่งในส่วนของกองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก กรมทหารราบ นั้นก็น่าจะใช้ รยบ.ในการลากจูง ค.120mm 
ส่วนรถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 81mm BTR-3M1 และ รถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 120mm BTR-3M2 ที่ประจำการใน กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
ก็น่าจะเป็นระบบรถหุ้มเกราะล้อยางติดเครื่องยิงลูกระเบิดอัตราจรแบบแรกๆที่กองทัพบกไทยจัดหาเข้าประจำการ

แต่ก็ไม่แน่ใจครับว่าระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง 120mm ที่จะจัดหาพร้อมการถ่ายทอด Technology จาก Elbit Systems นี้จะเป็นการจัดหาลงในหน่วยลักษณะใด
ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่าในช่วงหลักมานี้ ศอว.ศอพท.มีความร่วมมือกับ Elbit Systems แล้วหลายโครงการเช่น โครงการปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATGM 155mm ที่ดำเนินการอยู่
อีกส่วนคือก็เพิ่งมีข่าวว่า DTI มีโครงการพัฒนาลูกระเบิดยิง 120mm แบบนำวิถีด้วย ตรงนี้ไม่ทราบว่าจะนำมาใช้ด้วยกันได้หรือไม่ครับ

(จำได้ว่าเมื่อปี ๒๕๕๖ บริษัทปรีชาถาวรอุตสาหกรรม มีการเปิดตัวระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ขนาด 120mm บนรถยนต์บรรทุก 4x4 ขนาด ๑/๔ตัน สำหรับนาวิกโยธิน กองทัพเรือครับ

พิธีรับมอบ ฮ.ใช้งานทั่วไปแบบ 17 (Mi-17 V-5)
โดย ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบกเป็นประธานในพิธี วันที่ 11 ธ.ค.58 ณ โรงเก็บอากาศยานที่สอง กบท.ศบบ.

กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก ได้ทำพิธีรับมอบ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ชุดที่สอง จำนวน ๒เครื่องไปเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งเมื่อรวมกับเครื่องชุดแรก ๓เครื่องทำให้ กทบ.ศบบ.มี ฮ.Mi-17V5 ประจำการรวม ๕เครื่องครับ


สุดท้ายในแง่ความคืบหน้าการจัดส่งรถถังหลัก Oplot จากยูเครนให้กองทัพบกไทยนั้นก็นับได้ว่าทาง Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงยูเครนไม่สามารถจะดำเนินการตามแผนที่สัญญาไว้ได้ครับ
เพราะตามแผนที่จะทำการผลิตรถถังหลัก Oplot ให้ได้ ๔๐คันภายในปี 2015 เพื่อจะส่งมอบให้กองทัพบกไทยได้เกือบครบจำนวนที่จัดหานั้น ความจริงสามารถจัดส่งได้เพียง ๕คันในชุดที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ เท่านั้น
และยิ่งไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ที่จะขยายสายการผลิตรถถังหลัก Oplot เป็น ๑๒๐คันภายในปี 2016 (ความเห็นส่วนตัวคิดว่าในปี พ.ศ.๒๕๕๙ ยูเครนควรจะจัดส่ง ถ.หลัก Oplot ให้ได้อย่างน้อย ๑๕คันขึ้นไป รวมเป็น ๒๕คัน หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนที่สั่งทั้งหมด)
เฉพาะในส่วนของโรงงาน Malayshev คงจะมีการปรับปรุงรถถังหลัก T-64B1M ส่งออกให้คองโก และรถถังหลัก T-72B1-1050 ส่งออกให้เอธิโอเปีย รวมถึงการซ่อมคืนสภาพรถถังหลัก T-64, T-72 และ T-80 เข้าประจำการในกองทัพยูเครนเองที่ยังเป็นไปตามเป้าบ้าง

ในกรณีของกองทัพไทยนั้นก็ตามที่ได้รายงานเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบรถถังของกองทัพบกไปไปดูงานที่ Norinco จีน และ Uralvagonzavod รัสเซีย 
ก็น่าจะชัดเจนว่าทางกองทัพบกได้มองหาทางเลือกใหม่สำหรับแผนการจัดหารถถังหลักในอนาคตแล้ว ซึ่งในส่วนของสื่อ Website Blog ทหารของรัสเซียและยูเครนนั้นก็มีการนำบทความใน Blog นี้ไปอ้างอิงหลายที่ครับเช่น

จากที่วิเคราะห์มาจะดูตรงกันครับว่า(นอกจากในส่วนความเห็นเพิ่มเติมของพวกรัสเซียที่ส่วนหนึ่งดูถูกคนไทยแล้ว) 
ถ้าทางยูเครนยังแก้ปัญหาการผลิตรถถังหลัก Oplot ส่งมอบให้กองทัพบกไทยล่าช้าไม่ได้ โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ก็คงจะยุติที่ ๔๙คัน สำหรับ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ เท่านั้น
โดยกองพันทหารม้ารถถังที่จะจัดหารถถังหลักใหม่ ก็คงจะต้องคัดเลือกแบบรถถังหลักใหม่ที่ไม่ใช่ Oplot ไม่ว่าจะเป็น T-90 หรือ VT4 (MBT-3000) หรือแบบอื่นๆ 
ซึ่งคงจะทำให้สายการผลิตของรถถังหลัก Oplot ของโรงงาน Malyshev และ KMDB ต้องยุติลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อการส่งออกรถถังหลักผลิตใหม่จากโรงงานของ Ukroboronprom ครับ