แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮ.๑๑ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮ.๑๑ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

กองทัพอากาศไทยรับมอบเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ EC725 เพิ่มเติม ๒เครื่อง










Airbus Helicopters have delivered new two of H225M (EC725) multirole helicopters serial 20309 and 20310 to 203rd Squadron, Wing 2 Lop Buri, Royal Thai Air Force (RTAF) in 24 November 2021.

กองบิน ๒ ให้การต้อนรับ คณะ นักบิน และ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง จาก บริษัท AIRBUS HELICOPTERS 
นาวาอากาศเอก ชวภณ  ยิ้มพงษ์ ผู้บังคับการกองบิน ๒ พร้อมด้วย รองผู้บังคับการกองบิน ๒, เสนาธิการกองบิน ๒ ให้เกียรติมอบพวงมาลัย และให้การต้อนรับ คณะ นักบิน และ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง จาก บริษัท AIRBUS HELICOPTERS 
เนื่องในโอกาสที่ บริษัท AIRBUS HELICOPTERS นำส่ง เฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๑๑ (EC725) หมายเลข ๒๐๓๐๙ และ ๒๐๓๑๐ ณ โรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน ๒๐๓ กองบิน ๒ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

การส่งมอบเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725(Airbus Helicopters H225M) หมายเลข 20309 และ 20310 เพิ่มเติม ๒เครื่องแก่กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๔(2021)
ทำให้ล่าสุด ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี จะมีเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 ประจำการรวม ๑๐เครื่อง เป็นที่เข้าใจว่ายังมีอีก ๒เครื่องที่จะส่งมอบตามมาภายหลัง(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725.html)

ฮ.๑๑ EC725 หมายเลข 20309 และ 20310 ที่ปรากฎภาพในการส่งมอบล่าสุดมีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษประกอบด้วย ทุ่นลอยที่ฐานล้อสำหรับการลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ(emergency flotation gear), เชือกโรยตัว(fast roping), สายยึดขนส่งสัมภาระ, ไฟฉายค้นหา และระบบกล้อง Electro-Optical
ตามโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ ฮ.๖ Bell UH-1H Huey ที่ปลดประจำการจากฝูงบิน๒๐๓ แล้วในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2021/09/uh-1h.html)

กองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ระยะที่๒ จำนวน ๒เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ระยะที่๓ จำนวน ๒เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) และระยะที่๔ จำนวน ๔เครื่อง ในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมทั้งหมด ๑๒เครื่อง
เดิมกองทัพอากาศไทยมองที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบรวม ๑๖เครื่องในฝูงบิน๒๐๓ แต่จากข้อจำกัดด้านงบประมาณเป็นที่เข้าใจว่าการจัดหาจะเสร็จสิ้นที่ ๑๒เครื่องเท่านั้น(https://aagth1.blogspot.com/2021/02/airbus-helicopters-tai.html)

นอกจากภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ(CSAR: Combat Search and Rescue) เช่นที่ปฏิบัติในการฝึกประจำปีของกองทัพอากาศไทย(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/blog-post_26.html, https://aagth1.blogspot.com/2020/12/blog-post_25.html
ตั้งแต่ที่รับมอบเครื่องชุดแรกเข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015)(https://aagth1.blogspot.com/2015/08/ec725.html) กองทัพอากาศไทยได้นำ ฮ.๑๑ EC725 ใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชนหลายครั้ง ทั้งการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ จนถึงการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยต่างๆ

ปัจจุบันกองบิน๒ ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอัตราจัดกำลังอากาศยานในหน่วยขึ้นตรงของตนตามที่มีเฮลิคอปเตอร์หลายแบบปลดประจำการไป นอกจากเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๖ UH-1H ในฝูงบิน๒๐๓ ที่ถูกทดแทนด้วยเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 ในภารกิจค้นหาและกู้ภัยตามฐานบินทั่วประเทศแล้ว
ยังรวมถึงการนำเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๓ ฮ.๑๓ Airbus H135 จำนวน ๖เครื่องเข้าประจำการในฝูงบิน๒๐๒ ที่กลับมาตั้งขึ้นใหม่ในฐานะเฮลิคอปเตอร์ฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/h135.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/09/blog-post_26.html

และการปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ข ฮ.๖ข Bell 412 Twin และเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ค Bell 412HP/Bell 412SP ฝูงบิน๒๐๒ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๔(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/bell-412-twin-bell-412hp.html)
ซึ่งปรับโอนมาจาก ฝูงบิน๒๐๑ รักษาพระองค์ ที่ย้ายเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ง ฮ.๖ง Bell 412EP จำนวน ๖เครื่องมายังฝงบิน๒๐๒ โดยปัจจุบันฝูงบิน๒๐๑ รักษาพระองค์มีประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๒ ฮ.๑๒ Sikorsky S-70i จำนวน ๕เครื่องครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

ครบรอบ ๕๐ปีเฮลิคอปเตอร์ UH-1H Huey กองทัพอากาศไทย





Royal Thai Air Force 50th Anniversary ceremony of Bell UH-1H Huey helicopters at 203 Squadron, Wing 2 RTAFB, 6 September 2019.





Airbus Helicopters EC725(H225M) Caracal of 203 Squadron, Wing 2, Royal Thai Air Force was Operation Roll Out Ceremony in same day(6 September 2019).

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ให้เกียรติเป็นประธานในการจัดงานครบรอบ ๕๐ ปี เฮลิคอปเตอร์ แบบที่ ๖ (UH-1H Huey) ประจำการในกองทัพอากาศ 
โดยมี นาวาอากาศเอก วสันต์ บัณฑิตศักดิ์สกุล ผู้บังคับการกองบิน ๒ ให้การต้อนรับ ณ อาคารโรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน ๒๐๓ เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๒
https://www.facebook.com/wing2RTAF/posts/2728081280576095
https://www.facebook.com/mai.helicopter

Clip: พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมงานครบรอบ ๕๐ ปี เฮลิคอปเตอร์ แบบที่ ๖ (UH-1H Huey) ประจำการในกองทัพอากาศ ณ กองบิน ๒ จังหวัดลพบุรี
https://www.facebook.com/wing2RTAF/videos/732304870552525/

พิธีครบรอบ ๕๐ปีเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ Bell UH-1H Huey กองทัพอากาศไทยที่จัดขึ้นในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ณ โรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี โดยมี พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยและคณะเป็นประธานนั้น
นับเป็นเวลาอันยาวนานตั้งแต่ที่กองทัพอากาศไทยได้นำ ฮ.๖ UH-1H Huey เข้าประจำการครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๑๑(1968) ณ ฝูงบิน๓๒ กองบิน๓ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ต่อมากองบิน๓ ได้ถูกยุบลงในปี พ.ศ.๒๕๒๐(1977) โดยมีการย้ายกองบิน๑ จากดอนเมืองมาที่โคราช

ในพิธีจะได้เห็น ฮ.๖ UH-1H หนึ่งเครื่องที่ทำสีพรางเขียวมะกอก(Olive Green) และมีเครื่องหมายข้าวหลามตัดแดง(Red Diamonds) ที่หางเครื่อง(Tail Boom) เลียนแบบสมัยที่เครื่องยังประจำการในยุคต้นๆของ ฝูงบิน๓๒ กองบิน๓ โคราช
อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยที่เคยปฏิบัติงานในยุคนั้น สีพรางจริงของ ฮ.๖ UH-1H สมัยที่ได้รับมอบมาจะเป็นสีพรางเขียวขี้ม้า(Olive Drab) เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑ Bell UH-1H กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่รับมอบในช่วงใกล้เคียงกัน

ต่อมา ฮ.๖ UH-1H กองทัพอากาศไทยได้เปลี่ยนไปใช้สีพรางสามสีเวียดนาม(Vietnam scheme) ในราวปี พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๒๖(1982-1983) เช่นเดียวกับ ฮ.ท.๑ UH-1H ของกองทัพบกไทยในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้ประชาชนที่พบเห็นจะสับสนว่า ฮ.UH-1 Huey เป็นของทัพบกหรือทัพอากาศ
จนถึงปัจจุบัน ฮ.๖ UH-1H ฝูงบิน๒๐๓ ที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยโดยบริษัท IAI อิสราเอลได้ทำสีพรางเทาฟ้า(Blue gray scheme) ราวหลังปี พ.ศ.๒๕๔๓(2000s) เพื่อบ่งบอกว่าเป็นเครื่องของกองทัพอากาศ ตามที่ ฮ.๖ UH-1H อีกหนึ่งเครื่องในพิธีทำลวดลายพิเศษครบรอบ ๕๐ปี

ฮ.๖ UH-1H ฝูงบิน๒๐๓ ยังเป็นฝูงบินเดียวของกองทัพอากาศไทยที่ใช้หมายเลขเครื่องเป็นเลขไทยและมีอักษร 'กองทัพอากาศไทย' อันเป็นพระดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎร์และทหารในถิ่นทุรกันดารและชายแดนไทย
นอกจากจะได้เคยถวายงานเป็นเฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะแล้ว ฮ.๖ UH-1H กองทัพอากาศไทยยังถูกใช้เป็นเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัย(Search and Rescue) ทั้งในภารกิจการรบและการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆทั่วประเทศมาตลอด ๕๐ปีด้วยความเสียสละอย่างกล้าหาญ

ปัจจุบัน ฮ.๖ Bell UH-1H Huey กำลังจะถูกทดแทนด้วย เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ Airbus Helicopters EC725(H225M) ที่ได้มีพิธีเปิดตัวการปฏิบัติการในวันเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๒๐๓ แล้ว ๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/ec725-eoir.html)
โดยกองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหา ฮ.๑๑ EC725 ในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ รวม ๔ระยะ จำนวน ๑๒เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725.html) ทำให้ ฮ.๖ UH-1H เตรียมจะถูกปลดประจำการลงในอนาคตอันใกล้ครับ

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ภาพเฮลิคอปเตอร์ EC725 กองทัพอากาศไทยชุดใหม่ติดกล้อง EO/IR ในโรงเก็บกองบิน๒






new batch of two Airbus Helicopters H225M(EC725) 203rd Squadron, Wing 2, Royal Thai Air Force (RTAF) with Electro-Optical/Infrared at nose has spotted at Hangar of Wing 2 RTAF Base Lopburi
Airbus was announced that Royal Thai Air Force has received two new H225M in October 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/ec725.html)

สำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เยี่ยมชมกิจการและเสวนา ณ กองบิน ๒

นาวาอากาศเอกวสันต์ บัณฑิตศักดิ์สกุล ผู้บังคับการกองบิน ๒ ให้การต้อนรับ คณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ในโอกาสเยี่ยมชมกิจการด้านการค้นหาและช่วยชีวิตของ กองบิน ๒ 
รวมถึงร่วมการประชุมเสวนา เรื่อง การค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย ณ อาคารอเนกประสงค์มณีศิลป์ กองบิน ๒ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

Photo by : Wing 2 Camera Team
Promoted by : ICT Wing 2
https://www.facebook.com/wing2RTAF/posts/2228866250497603

ชุดภาพล่าสุดที่ กองบิน๒ กองทัพอากาศไทยได้เผยแพร่ในช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์สังคม Online ของตนระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๑ ได้แสดงภาพถึงเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725 ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี จำนวน ๒เครื่องในโรงเก็บอากาศยาน
ซึ่ง ฮ.๑๑ EC725 ทั้งสองเครื่องดังกล่าวที่ใต้หัวเครื่องได้ติดตั้งกล้อง Electro-Optical/Infrared(EO/IR) ที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นกล้องตรวจจับแบบ Star SAFIRE III ของบริษัท FLIR Systems สหรัฐฯ จึงน่าจะเป็นเครื่องชุดใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับมอบในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปพหุบทบาท Airbus Helicopters H225M หรือ EC725 เครื่องที่๗ และเครื่องที่๘ หมายเลขเครื่อง 20307 และ 20308 ถูกถ่ายภาพแรกได้ที่สนามบิน Marseille ใน Marignane ฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725-eoir.html)
โดยเป็นเครื่องที่อยู่ในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๓ จำนวน ๒เครื่อง ที่กองทัพอากาศไทยลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016)(https://aagth1.blogspot.com/2016/10/ec725.html)

กองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหา ฮ.๑๑ EC725 แล้ว ๑๒เครื่องที่จะมีประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021) แบ่งเป็นระยะที่๑ ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015)(https://aagth1.blogspot.com/2015/08/ec725.html),
ระยะที่๒ ๒เครื่อง ที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014), ระยะที่๓ ๒เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙ และล่าสุดโครงการจัดหาระยะที่๔ จำนวน ๔เครื่อง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018)(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725.html) รวมได้รับมอบแล้วทั้งหมด ๘เครื่อง

ฮ.๑๑ EC725 ชุดใหม่ทั้ง ๒เครื่องที่ได้รับการติดตั้งกล้อง EO/IR นั้นจะมีขีดความสามารถเพิ่มเติมจาก ๖เครื่องที่เข้าประจำการก่อนหน้า สำหรับภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ, ค้นหาและกู้ภัย และการขนส่งลำเลียงกำลังพล โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนในเหตุภัยพิบัติต่างๆ
ฝูงบิน๒๐๓ ยังคงมีเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ ฮ.๖ Bell UH-1H Huey สหรัฐฯที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑(1968) อยู่ ทำให้เข้าใจว่าในการจัดหา ฮ.๑๑ EC725 ทดแทนในภารกิจค้นหากู้ภัยนั้น ควรจะต้องมีโครงการจัดหาระยะที่๕ ตามมาอีก ๔เครื่องให้ครบความต้องการทั้งฝูง ๑๖เครื่องครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กองทัพอากาศไทยรับมอบเฮลิคอปเตอร์ EC725 ชุดใหม่สองเครื่อง

The Royal Thai Air Force receives two new H225Ms
The 11-ton-catergory twin-turbine H225M is relied upon as a force multiplier by many air forces worldwide thanks to its outstanding endurance and fast cruise speed.

Featuring state-of-the-art electronic instruments and the renowned 4-axis autopilot system, the multirole helicopter may be fitted with various equipment to suit any role.
https://www.airbus.com/newsroom/press-releases/en/2018/10/The-Royal-Thai-Air-Force-receives-two-new-H225Ms.html

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปพหุบทบาท Airbus Helicopters H225M หรือเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ EC725 เครื่องที่๗ และเครื่องที่๘ แล้ว
โดย ฮ.๑๑ EC725 หมายเลขเครื่อง 20307 และ 20308 นี้เป็นเครื่องที่อยู่ในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๓ ๒เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016)(https://aagth1.blogspot.com/2016/10/ec725.html)

กองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหา ฮ.๑๑ EC725 แล้วจำนวน ๑๒เครื่องที่จะมีประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021) แบ่งเป็นระยะที่๑ ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012), ระยะที่๒ ๒เครื่อง ที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014),
ระยะที่๓ ๒เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙ และล่าสุดโครงการจัดหาระยะที่๔ จำนวน ๔เครื่อง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018)(http://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725.html) รวมได้รับมอบแล้วทั้งหมด ๘เครื่อง

ฮ.๑๑ EC725 ชุดใหม่ทั้ง ๒เครื่องจะเข้าประจำการร่วมกับ ๖เครื่องที่ได้รับมอบก่อนหน้านี้ ณ ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี สำหรับภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ, ค้นหาและกู้ภัย และการขนส่งลำเลียงกำลังพล
ตามแผนการปรับปรุงกำลังเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศไทยเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ ฮ.๖ Bell UH-1H Huey ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑(1968) ที่ยังคงประจำการในฝูงบิน๒๐๓ มานานถึง ๕๐ปี

H225M เป็นเฮลิคอปเตอร์สองเครื่องยนต์ Turboshaft  ขนาด 11ton ที่เป็นที่พึ่งพาได้ในฐานะการทวีกำลังรบสำหรับหลายกองทัพอากาศทั่วโลก ซึ่งต้องขอบคุณระยะเวลาปฏิบัติการและความเร็วเดินทางที่ยอดเยี่ยมของมัน
ด้วยคุณสมบัติเครื่องวัดประกอบการบินไฟฟ้าที่ล้ำยุคและระบบนักบินกลอันเลื่องชื่อ เฮลิคอปเตอร์พหุภารกิจแบบนี้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้หลายแบบเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจใดๆได้ตามความต้องการ

เฮลิคอปเตอร์ H225M เกือบ ๙๐เครื่องได้รับการเข้าประจำการแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และมีชั่วโมงบินรวมมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ชั่วโมงแล้วในปัจจุบัน จากภาพที่ปรากฎ ฮ.๑๑ EC725 ชุดใหม่ทั้ง ๒เครื่องของกองทัพอากาศไทยนี้นอกจากรอกกว้านและไฟฉายค้นหาแล้ว
ยังได้รับการติดตั้งกล้อง Electro-Optical/Infrared(EO/IR) ที่ใต้หัวเครื่องด้วย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นกล้องตรวจจับแบบ Star SAFIRE III ของบริษัท FLIR Systems สหรัฐฯ(http://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725-eoir.html)

บริษัท Safran Helicopter Engines ฝรั่งเศส และบริษัท Airbus Helicopters ได้ลงนามสัญญาข้อตกลงกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ไทย
ในการสนับสนุนการใช้งานและซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และเครื่องยนต์ที่ประจำการในสี่เหล่าทัพของไทย(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/safran-tai.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/02/airbus-helicopters-tai.html)

นอกจากกองทัพอากาศไทยแล้วในกลุ่มชาติ ASEAN ที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์ H225M(EC725) เข้าประจำการก็มี กองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) จำนวน ๑๒เครื่อง
และกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) จำนวน ๖เครื่อง รวมถึงกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ที่กำลังสั่งจัดหาจำนวน ๑๖เครื่องครับ

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

ภาพเฮลิคอปเตอร์ EC725 กองทัพอากาศไทยติดกล้อง EO/IR ที่ฝรั่งเศส

Airbus Helicopters H225M(EC725) 203rd Squadron, Wing 2, Royal Thai Air Force with Electro-Optical/Infrared at nose has spotted over Marseille Provence Airport, Marignane, France: Photo Marignane by Lionel Bourdet 13 September 2018
https://www.facebook.com/1208232602621600/photos/a.1208899155888278/1662005453910977/
https://www.facebook.com/Aéroport-de-Marseille-Provence-Marignane-Spotter-1208232602621600/

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยช่างภาพอากาศยานในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ได้เปิดเผยถึงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปพหุบทบาท Airbus Helicopters H225M หรือเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑  EC725 ของกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)
ที่สังเกตุได้ชัดเจนจากภาพที่ถ่ายเหนือสนามบิน Marseille ใน Marignane ฝรั่งเศสว่า เฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 กองทัพอากาศไทยเครื่องนี้ได้รับการติดตั้งกล้อง Electro-Optical/Infrared(EO/IR) ที่ใต้หัวเครื่องแล้ว

ฮ.๑๑ EC725 ซึ่งทำสีพรางและเครื่องหมายกองทัพอากาศไทยนี้น่าจะมีหมายเลขเครื่อง 20303 ซึ่งถูกติด Sticker ทับไว้ เป็นเครื่องในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๑ ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012)
โดย ฮ.๑๑ EC725 ชุดแรก ๔เครื่อง (20301, 20302, 20303 และ 20304) ได้รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) หรือน่าจะเป็นหมายเลขเครื่อง 20308 ที่จัดหาในระยะที่๓ ๒เครื่อง(20307 และ 20308) ที่จัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) และรับมอบในปลายปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018)

ปัจจุบัน ฮ.๑๑ EC725 เข้าประจำการใน ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ แล้ว ๖เครื่อง คือโครงการจัดหาระยะที่๑ ๔เครื่องแรก และระยะที่๒ จำนวน ๒เครื่อง ที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) และรับมอบเครื่องในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017)(หมายเลขเครื่อง 20305 และ 20306)
ซึ่งล่าสุดมีการสั่งจัดหาเครื่องระยะที่๔ อีก ๔เครื่อเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมทั้งหมด ๑๒เครื่องที่จะมีประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(http://aagth1.blogspot.com/2018/09/ec725.html)

ท่าอากาศยานนาชาติ Marseille เป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัท Airbus Helicopters สาขาฝรั่งเศส จะเห็นได้จากภาพว่า ฮ.๑๑ EC725 มีการขึ้นทะเบียนอากาศยาน F-ZWDF ที่ตัวเครื่องสำหรับการบินทดสอบภายในฝรั่งเศสโดยนักบินทดลองเครื่องของบริษัทที่ใส่ชุดนักบินสีส้ม
ตามภารกิจของเครื่องคือการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ(CSAR:Combat Search and Rescue) ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ทั้ง ทุ่นลอยที่ฐานล้อสำหรับการลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ(emergency flotation gear), รอกกว้านและเชือกโรยตัว(hoist and fast roping), สายยึดขนส่งสัมภาระ และไฟฉายค้นหา

กล้อง EO/IR ที่ปรากฎติดตั้งกับฮ.๑๑ EC725 กองทัพอากาศไทย เข้าใจว่าน่าจะเป็นกล้องตรวจจับแบบ Star SAFIRE III ของบริษัท FLIR Systems สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการติดตั้งกับ ฮ.H225M ของกองทัพบราซิล(http://aagth1.blogspot.com/2016/10/airbus-helicopters-h225m-exocet.html)
โดยกล้อง Electro-Optical ที่ เฮลิคอปเตอร์ H225M รองรับการติดตั้งยังรวมถึง กล้อง MX-15 ของ L3 WESCAM แคนาดา ที่มีหลายประเทศจัดหาไปใช้ และกล้อง Euroflir ของ Safran Electronics & Defense ฝรั่งเศส ที่กองทัพฝรั่งเศสเองใช้งานและส่งออกอีกหลายประเทศเช่นกัน

นอกจากกองทัพอากาศไทยแล้วในกลุ่มชาติ ASEAN ที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์ H225M(EC725) เข้าประจำการก็มี กองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) จำนวน ๑๒เครื่อง
และกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) จำนวน ๖เครื่อง โดยพบว่า ฮ.ของทั้งสองประเทศการติดตั้งกล้อง EO/IR ที่น่าจะเป็นแบบ FLIR Star SAFIRE III เช่นกัน รวมถึงกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ที่กำลังสั่งจัดหาจำนวน ๑๖เครื่อง

บริษัท Safran Helicopter Engines ฝรั่งเศส และบริษัท Airbus Helicopters ได้ลงนามสัญญาข้อตกลงกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ไทยในการสนับสนุนการใช้งานและซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และเครื่องยนต์ที่ประจำการในสี่เหล่าทัพของไทย(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/safran-tai.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/02/airbus-helicopters-tai.html)
ซึ่งการติดตั้งกล้อง EO/IR สำหรับ ฮ.๑๑ EC725 นี้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆของกองทัพอากาศไทยได้เป็นอย่างมาก เช่น ภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยเรือประสบอุบัติเหตุอับปางในทะเลที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาครับ

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

กองทัพอากาศไทยสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ EC725 เพิ่ม ๔เครื่อง

Royal Thai Air Force expands fleet with additional H225M order
New purchase brings RTAF’s H225M fleet to 12 units
https://www.airbus.com/newsroom/press-releases/en/2018/09/royal-thai-air-force-expands-fleet-with-additional-h225m-order.html


Airbus Helicopters EC725(H225M) 203rd Squadron, Wing 2, Royal Thai Air Force with FN MAG 7.62mm machinegun for Combat Search and Rescue(CSAR) mission(https://www.facebook.com/wing2RTAF)

Royal Thai Air Force's EC725(H225M) with Emergency Floatation Gear on main landing gear and nose during Search and Rescue Mission around Phutket sea after tourist boats capsize in, July 2018(https://www.facebook.com/RTAFpage/posts/2112016092161303)

บริษัท Airbus Helicopters ยุโรป-ฝรั่งเศสได้การลงนามสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปพหุบทบาท H225M(เฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ Airbus Helicopters EC725) เพิ่มเติมจำนวน ๔เครื่องจากกองทัพอากาศไทย(RTAF:Royal Thai Air Force)
ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศไทย การจัดหาล่าสุดนี้จะทำให้ ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ กองทัพอากาศไทยมี ฮ.๑๑ EC725 รวม ๑๒เครื่องภายในปี พ.ศ.๒๕๖๔(2021)

ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เป็นพิเศษประกอบด้วย ทุ่นลอยที่ฐานล้อสำหรับการลงจอดฉุกเฉินบนน้ำ(emergency flotation gear), เชือกโรยตัว(fast roping), สายยึดขนส่งสัมภาระ, ไฟฉายค้นหา และระบบกล้อง Electro-Optical
ฮ.๑๑ EC725 ใหม่ ๔เครื่องนี้จะเข้าประจำการร่วมกับ ๖เครื่องที่ประจำการในฝูงบิน๒๐๓ แล้ว ตามโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๑ ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) และ ระยะที่๒ ๒เครื่อง ที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014)

กองทัพอากาศไทยยังจะได้รับมอบ ฮ.๑๑ EC725 ตามโครงการจัดหาะยะที่๓  ๒เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ในปลายปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้รวมเป็น ๘เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2016/10/ec725.html)
สัญญาล่าสุดยังได้ครอบคลุมการให้บริการหน่วยงานด้านการสนับสนุนทางเทคนิดและการเดินหน้าการจัดการความสมควรเดินอากาศอย่างเต็มรูปแบบจากทีมของ Airbus ในไทยและบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI: Thai Aviation Industries)(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/airbus-helicopters-tai.html)

"ฮ.H225M ได้รับใช้กองทัพอากาศไทยเป็นอย่างดีตั้งแต่ที่ส่งมอบเครื่องชุดแรกในปี 2015 และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างแท้จริงโดยการสั่งจัดหาใหม่นี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นและมั่นใจอย่างต่อเนื่องในเฮลิคอปเตอร์ของเราและความมุ่งมั่นสนับสนุนต่อฝูงบินกองทัพอากาศไทย
ด้วยการได้รับการพิสูจน์ถึงความหลากหลาย, ความน่าเชื่อถือ และความทนทาน เรารู้ว่า H225M จะเดินหน้าเติมเต็มขีดความสามารถในภารกิจที่ท้าทายที่สุด กองทัพอากาศไทยสามารถวางใจศูนย์บริการลูกค้าในไทยของเราสำหรับความพร้อมในการใช้งานฝูงบินอย่างต่อเนื่อง" Philippe Monteux หัวหน้าภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิคของ Airbus Helicopters กล่าว

ด้วยคุณสมบัติเครื่องวัดประกอบการบินไฟฟ้าอันล้ำยุคและระบบนักบินกลอันเลื่องชื่อ เฮลิคอปเตอร์สองเครื่องยนต์ Turboshaft ขนาด 11tons H225M ได้มอบระยะการปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมและความเร็วเดินทางที่รวดเร็ว และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับทุกบทบาทภารกิจ
เฮลิคอปเตอร์ H225M เกือบ ๙๐เครื่องได้รับการเข้าประจำการแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และมีชั่วโมงบินรวม ๑๐๐,๗๐๐ชั่วโมงแล้วในปัจจุบัน สำหรับภารกิจค้นหาและกู้ภัยในการรบ, การค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยต่างๆ และปฏิบัติการขนส่งกำลังพล

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ที่ผ่านมากองทัพอากาศไทยได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 จาก หน่วยบิน๒๐๓๗ ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ จากกองบิน๗ สุราษฎร์ธานีเข้าร่วมภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยในทะเลเหตุเรือประสบอุบัติเหตุอับปางในทะเลที่จังหวัดภูเก็ต
การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725 ให้ครบตามความต้องการหนึ่งฝูงบินจำนวน ๑๖เครื่องจะสามาารถทำให้ฝูงบิน๒๐๓ สามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์แบบที่๖ ฮ.๖ Bell UH-1H สหรัฐฯที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑(1968) ลงได้ครับ

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กองทัพอากาศไทยสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ EC725 เพิ่ม ๒เครื่อง

Royal Thai Air Force places order for two additional EC725s
Airbus Helicopters: Anthony Pecchi
http://www.airbushelicopters.com/website/en/press/Royal-Thai-Air-Force-places-order-for-two-additional-EC725s_2020.html

บริษัท Airbus Helicopters ประกาศเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคมว่า กองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ๑๑ ฮ.๑๑ EC725(หรือชื่อทำการตลาดในปัจจุบันคือ H225M Caracal) เพิ่มเติมจำนวน ๒เครื่อง
"สัญญาล่าสุดนี้นับเป็นความเชื่อมั่นที่ดีของกองทัพอากาศไทยที่ไว้วางใจ EC725 และเป็นการพิสูจน์ขีดความสามารถที่จะตอบสนองต่อภารกิจที่ท้าท้ายอย่างมากที่สุด
เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับกองทัพอากาศไทยในความพยายามปรับปรุงและเพิ่มความแข็งแกร่งของกำลังอากาศยานของตน และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบและการให้บริการอย่างครอบคลุมต่อกองทัพอากาศไทย"
Philippe Monteux ประธานบริษัท Airbus Helicopters ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกกล่าว

EC725 หรือ H225M เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดกลางเอนกประสงค์สองเครื่องยนต์น้ำหนัก 11tons ซึ่งติดตั้งระบบควบคุม Avionic แบบ Digital ที่ทันสมัยในเฮลิคอปเตอร์ตระกูล Super Puma และ Cougar
ซึ่งเฮลิคอปเตอร์แบบ๑๐ EC725 กองทัพอากาศไทยได้รับการติดตั้งระบบเชือกส่งลงทางอากาศแบบ Fast Rope, สายยึดโยงขนส่งสัมภาระ Cargo Sling, ไฟฉายค้นหา และกล้องตรวจการณ์ Electro-Optical Systems(EOS) เพื่อใช้ในภารกิจค้นหาและกู้ภัยทางการรบ(CSAR: Combat Search and Rescue) และค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Rescue), ลำเลียงกำลังพล และภารกิจอื่นๆ
โดยโครงการจัดหา ฮ.ค้นหาและกู้ภัย ระยะที่๑ จัดหา ฮ.๑๑ EC725  จำนวน ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ได้รับมอบแล้วในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015), ระยะที่๒ ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) จำนวน ๒เครื่อง จะได้รับมอบในสิ้นปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016)นี้
และโครงการจัดหาระยะที่๓ จำนวน ๒เครื่องนี้ จะมีกำหนดส่งมอบในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) รวมการสั่งจัดหาทั้งสิ้น ๘เครื่อง ซึ่งกองทัพอากาศไทยอาจมีแผนที่จะพิจารณาจัดหา ฮ.๑๑ EC725 เพิ่มเติมอีกในอนาคต

กองทัพอากาศไทยได้นำ ฮ.๑๑ EC725 เข้าประจำการใน ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ โคกกระเทียม ลพบุรี เพื่อเข้าประจำการแทน ฮ.๖ Bell UH-1H ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑(1968)
โดยกองทัพอากาศไทยมี ฮ.๖ UH-1H ประจำการอยู่ประมาณ ๒๐เครื่อง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการปลดประจำการลงราว ๑๐เครื่อง และจะปลดประจำการลงทั้งหมดในอนาคตอันใกล้เนื่องจากอายุการใช้งานและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง
ซึ่งปัจจุบันนอกจากกองทัพอากาศไทย EC725 ได้รับการจัดหาเข้าประจำการในกองทัพอากาศฝรั่งเศส, บราซิล, เม็กซิโก, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และล่าสุดคูเวตที่ลงนามจัดหาจำนวน ๓๐เครื่องครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๘




ช่วงเดือนสิงหาคมนั้นเหตุการณ์สำคัญของกองทัพบกไทยที่จำเป็นต้องกล่าวถึงคือ ข่าวอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๗๒ UH-72A Lakota หมายเลข 9656 ตก
โดย ฮ.ท.๗๒ UH-72A ทำการบินนำผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่๔ กลับไปที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก หลังเสร็จภารกิจการช่วงประชาชนที่ประสบเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมทางภาคเหนือที่ อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เกิดขาดการติดต่อเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ต่อมาชุดค้นหาจึงพบซากเครื่อง ฮ.ท.๗๒ UH-72A พร้อมร่างนักบิน ช่างเครื่อง และผู้โดยสารที่เสียชีวิตทั้ง ๕นายเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม บริเวณอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้ดอยอินทนนท์

รายนามนายทหารที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ทั้ง ๕ท่านคือ
พลตรี นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่๔
ร้อยเอก สุทัน อ่องเมือง นักบินที่๑
ร้อยโท นวพัฒน์ มณีโชติ นักบินที่๒
จ่าสิบเอก ชัยศักดา ทาโส ช่างเครื่อง
และ จ่าสิบตรี มงคลชัย รู้งาน ช่างเครื่อง
ทั้งนี้ทางกองทัพบกได้จัดพิธีศพและปูนบำเหน็จชั้นยศให้นายทหารทั้ง ๕นายอย่างสมเกียรติ

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของ ฮ.ท.๗๒ UH-72A นับตั้งแต่เข้าประจำการ ๖เครื่องเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าน่าจะมาจากสภาพอากาศปิดและกระแสลมแปรปรวนรุนแรงที่ขณะนั้นภาคเหนือของไทยมีฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่
ซึ่งกองทัพบกได้จัดหา ฮ.ท.๗๒ UH-72A จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อใช้ในงานธุรการทั่วไปและส่งกำลังบำรุงทดแทน ฮ.ท.๒๐๖ Bell 206 ซึ่งประจำการใน กองร้อยบิน กองพลทหารราบ เช่นเครื่องที่ตกมีรหัสนามเรียกขานว่า North Star 656 เป็นเครื่องประจำ กองร้อยบิน กองพลทหารราบที่๔
โดยกองทัพบกได้ลงนามสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ H145 จาก Airbus Helicopters เยอรมนี/ฝรั่งเศสอีก ๖เครื่องตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว (UH-72A ๖เครื่องก่อนหน้านี้สร้างโดย Airbus Helicopters, Inc. หรือ American Eurocopter สหรัฐฯเดิม)

อย่างไรก็ตามก็เช่นเดียวกับอุบัติเหตุ ฮ.๖ UH-1H กองทัพอากาศไทยที่ตกไปก่อนหน้านี้ไม่นานครับว่า น่าเศร้าที่สื่อสังคม Online ในไทยยังคงมมีการเผยแพร่ข่าวเท็จในช่วงเกิดเหตุ อย่างข่าวปล่อยว่าพบผู้รอดชีวิตแล้ว หรือฮ.ที่ตกเป็น ฮ.มือสองเก่าเป็นต้น
ทั้งที่ในความเป็นจริง ฮ.ท.๗๒ UH-72A นั้นเป็น ฮ.ใช้งานทั่วไปแบบใหม่ล่าสุดของกองทัพบกไทยซึ่งมีความทันสมัยสูง เป็นรุ่นเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯใช้งานในปัจจุบันเช่นในกองกำลังพิทักษ์รัฐกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army National Guard)
รวมถึงสื่อหลักของไทยที่เป็นสื่อสายทหารส่วนหนึ่งที่เน้นทำข่าวฉาบฉวย อย่างเขียนโจมตีว่านายพลที่โดยสารไปกับเครื่องสั่งการนักบินให้ทำการบินโดยไม่คำนึงถึงอันตราย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่ผู้โดยสารจะมีอำนาจตัดสินใจเหนือนักบินที่เป็นผู้ทำการบังคับควบคุมอากาศยาน
ทั้งหมดจึงเป็นการบั่นทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องและทำร้ายจิตใจญาติทหารที่เสียชีวิตและไม่ให้เกียรตินายทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วยครับ

ฮ.จ.๑ AH-1F และ AH-1F EDA, ฮ.ลว./อว.๕๕๐ AS550 C3, ฮ.ท.๖๐ UH-60L/UH-60M และ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 กองพันบิน ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย

ทั้งนี้ก็มีข้อมูลออกมาเกี่ยวกับการปรับโครงการหน่วยใช้กำลังอากาศยานของกองทัพบกที่ผู้บัญชาการทหารบกเห็นชอบแล้วออกมาครับ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ข่าวทหารบก ฉบับวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙


รายละเอียดเบื้องต้นของการปรับโครงสร้างหน่วยบินกองทัพบกนั้น ในส่วน ศูนย์การบินทหารบก จะแปรสภาพ กองพันบิน เป็น กรมบิน รับผิดชอบการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยอากาศยานปีกหมุนทางยุทธวิธีของกองทัพบก
กองบินปีกหมุนที่๑, กองบินปีกหมุนที่๒, กองบินปีกหมุนที่๓ และ กองบินปีกหมุนที่๙ (ผสม) จะแปรสภาพเป็น กองพันบินปีกหมุน จำนวน ๔กองพัน รับผิดชอบการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยอากาศยานที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กองทัพภาค
แปรสภาพ กองบินเบา เป็น กองพันบินปีกติดลำตัว(หรือกองพันบินปีกตรึง) รับผิดชอบการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยอากาศยานปีกติดลำตัว(อากาศยานปีกตรึง)ทางยุทธวิธี และอากาศยานไร้นักบิน(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ขนาดกลางของกองทัพบก
และ กองบินสนับสนุนทั่วไป จะแปรสภาพเป็น กองพันบินปีกหมุนสนับสนุนทั่วไป


โดยจะมีการย้าย กองพันทหารขนส่งซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก ซึ่งเดิมฝากการบังคับบัญชาที่ กรมการขนส่งทหารบก ไปขึ้นตรงกับ ศูนย์การบินทหารบก เปลี่ยนหน่วยเป็น กองพันซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก
ทั้งนี้ยังรวมถึงการจัดตั้ง เหล่าการบิน ขึ้นเป็นทหารเหล่าใหม่ของกองทัพบก โดยจะมีการจัดตั้งหน่วยระดับ หน่วยบัญชาการ ซึ่งมีผู้บัญชาการระดับ พลโท ด้วย
แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมถึงแผนการปรับยกระดับฐานะหน่วยบินของกองทัพบกเพิ่มเติมในขณะนี้ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปครับ


VT4 MBT-3000 Main Battle Tank test in Pakistan(wikipedia.org)

ในส่วนความคืบหน้าของโครงการจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ขั้นต้นชุดแรก ๒๘คัน มีข้อมูลเพิ่มเติมมาเล็กน้อยครับว่า
แผนเดิมที่จะจัดหามาประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๔ รักษาพระองค์ กองพลที่๑ รักษาพระองค์นั้นเพื่อทดแทน รถถังเบา M41A3 ที่ประจำการมานานมากกว่า๕๐ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ 1962 ในกองพลทหารม้าสมัยนั้น)
ล่าสุดอาจจะมาการปรับเปลี่ยนนำไปประจำการทดแทนในส่วน กองพันทหารม้ารถถัง กองพลพลทหารราบ ของกองทัพภาคที่๒ คือ
กองพันทหารม้าที่๘ กองพลทหารราบที่๓ ที่ยังคงประจำการ ถ.เบา M41A3 หรือกองพันทหารม้าที่๒๑ กองพลทหารราบที่๖ ที่ยังคงประจำการด้วยรถถังหลัก M48A5 
หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นก็ได้ซึ่งยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนในตอนนี้ครับ

เยี่ยมชมกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่
น.อ.วุฒิไกร ปั้นดี ผบ.กรม ป.พล.นย. พร้อมคณะเยี่ยมชมกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ ค่ายพิบูลสงคราม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

ระบบยุทโธปกรณ์อีกแบบที่มีการพบภาพว่ามีการนำเข้าประจำการแบบเงียบๆคือ ระบบ Radar ค้นหาเป้าหมายที่ตั้งปืนใหญ่/เครื่องยิงลูกระเบิด (Artillery Locating and Fire Correction Radar) แบบ BL904A(Type 904A) หรือ RA3 ของ NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งมีการพบภาพระบบ RA3 ทั้งรถติดจานสัญญาณ radar และรถที่บังคับการติดตั้งบนรถบรรทุก Volvo FM 400 6x6 ๒คันจอดอยู่ในโรงเก็บบริเวณที่ตั้ง กองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี (มีข้อมูลว่าระบบผลิตโดยโรงงานในเครือ NORICO จีน แต่จัดหาจากบริษัท Polytechnology ไทย)
เคยมีรายงานออกมาก่อนหน้านี้ว่ากองทัพบกได้จัดหาระบบ Radar ค้นหาเป้าหมายใหม่จากจีนแบบ Type 904A หรือ BL904A หรือ RA3 ๒ระบบ สำหรับมาประจำการใน กองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดข้อมูลมากนัก
ซึ่งคุณสมบัติเบื้องต้นของ Radar ค้นหาเป้าหมาย ป./ค. แบบ NORINCO RA3 นั้นระบบประกอบด้วย รถติดเสาอากาศส่งสัญญาณขนาดใหญ่, รถติดตู้ควบคุม และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำงานได้ด้วยตนเองไม่ต้องใช้สาย Cable
สามารถค้นหาที่ตั้งยิงของปืนใหญ่, เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300mm จนถึง 122mm, เครื่องยิงลูกระเบิด จากการตรวจจับวิถีกระสุนหรือตำบลกระสุนตกได้ ๑๘จุด ตรวจจับเป้าหมายภาคพื้นดินได้ 6เป้าาหมายพร้อมกัน และอากาศยานบินระดับต่ำได้ 99เป้าหมาย 
มีระยะตรวจจับปืนใหญ่ 155mm ไกลสุด 60km ตรวจจับจรวด 122mm ไกลสุด 30km มีความน่าเชื่อถือในการตรวจจับร้อยละ ๘๐ รวมถึงมีการเพิ่มคุณสมบัติบางประการเหนือกว่ารุ่นที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนใช้เอง
ถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างทันสมัยระดับหนึ่งสำหรับกองทัพบกไทยในการใช้ค้นหาที่ตั้งฐานยิงปืนใหญ่ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง และเครื่องยิงลูกระเบิด ของฝ่ายตรงข้ามเพื่อยิงตอบโต้ได้อย่างแม่นยำครับ





DTI จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ปรับปรุงแผนแม่บทการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง เพื่อการวิจัยพัฒนาจรวดที่ตอบสนองกับสภาพแวดล้อมภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงและการใช้งานของกองทัพ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ 
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.59 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดย พล.อ. สมพงษ์ มุกดาสกุล ผอ.สทป. เป็นประธานฯ ในการจัดสัมมนาและมีผู้แทนจากหน่วยงานในกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีประสบการณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ได้นำเสนอความเป็นมาของแผนแม่บทการวิจัยและพัฒนาของ สทป. งานวิจัยและนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวโน้มเทคโนโลยี และขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ และผู้แทนจากหน่วยงาน 
ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กรมสรรพวุธ กรมยุทธการ กรมส่งกำลังบำรุง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 
ร่วมกันแสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์หาแนวโน้มเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่เหมาะสมสอดคล้องและความต้องการใช้งานในประเทศ 
ซึ่งประกอบด้วยโครงการหลัก 8 โครงการ

1.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดหลายลำกล้องนำวิถีแบบ DTI-1G ระยะที่ 2
2.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดสมรรถนะสูง แบบ DTI-2 ระยะที่ 2
3.โครงการพัฒนาสนามทดสอบ
4.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดส่งดาวเทียม
5.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดขนาด 2.75 นิ้ว
6.โครงการวิจัยและพัฒนา ระบบจรวดดัดแปรสภาพอากาศ
7.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดหลายลำกล้องนำวิถีระยะยิง 80 กิโลเมตร
8.โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดต่อสู้รถถัง

กรอบแนวคิดและทิศทางสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีจรวด สามารถดำเนินการได้จริงภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศของประเทศไทย 
และถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นองค์ความรู้ที่สามารถพัฒนาต่อยอดในการผลิตยุทโธปกรณ์ชนิดอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง รวมถึงสามารถต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมในด้านอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป
https://www.facebook.com/dtithailand/posts/622692637890740

เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) มีแผนการพัฒนาวิทยาการระบบจรวดต่อยอดโครงการจรวดเพื่อความมั่นคง
คือจรวดหลายลำกล้องนำวิถี DTI-1G 302mm ระยะที่๒ และ จรวดหลายลำกล้อง DTI-2 122mm ระยะที่๒ ยังมีโครงการพัฒนาจรวดเพิ่มเติมอีกหลายระบบ
ทั้งจรวดหลายลำกล้องนำวิถีระยะยิง 80km, จรวด 2.75"(70mm) ซึ่งน่าจะเป็นจรวดสำหรับอากาศยาน เหมือนโครงการ เห่าฟ้า 2.75" ของกองทัพอากาศในอดีต
จรวดต่อสู้รถถัง ซึ่งเป็นโครงการล่าสุดหลังจากที่การพัฒนาเครื่องจรวดต่อสู้รถถังเบบ ๒๕ คจตถ.๒๕ ขนาด 73mm ในอดีตที่ไม่ประสบความเร็จในการนำมาใช้งานจริง
จนถึงการสร้างสนามทดสอบจรวด และถึงขั้นพัฒนาจรวดส่งดาวเทียมที่ทำให้ในอนาคตไทยไม่ต้องพึ่งต่างประเทศในการทดสอบจรวดพิสัยไกลและส่งดาวเทียมไปอวกาศอีกต่อไป ซึ่งก็ต้องติดตามความคืบหน้าต่อไปในอนาคตครับ 

Royal Thai Navy first Marsun M58 Patrol Boat PGB-561 HTMS Laemsing.

ความคืบหน้าสำคัญของกองทัพเรือไทยล่าสุดคือ โครงการสร้างเรือตรวจการณ์ปืนเรือหลวงแหลมสิงห์ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้เสร็จสิ้นการทดลองเรือในทะเลแล้ว และจะมีการทดสอบระบบอาวุธตามาในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้
โดยคาดว่า ร.ล.แหลมสิงห์จะมีการทำพิธีขึ้นระวางประจำการในราวปลายเดือนกันยายนนี้ตามที่ได้รายงานไปครับ

Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

ส่วนเรื่องโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ระยะที่หนึ่ง ๑ลำ วงเงิน ๑๑,๐๐๐ล้านบาท จากสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เป็นประเด็นที่ส่วนตัวคิดว่าน่าเบื่อ เพราะพอเรื่องเงียบหายได้สักพักก็จะถูกจับมาเป็นประเด็นในสื่อกระแสหลักอีก
ถ้าดูจากการให้สัมภาษณ์สื่อของรัฐมนตรีกลาโหม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์เมื่อวันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคมประมาณว่า
มีตังก็ซื้อ ไม่มีตังก็เลิกซื้อ เห็นว่าน่าจะในรัฐบาลนี้นะ ขึ้นอยู่งบประมาณจะผ่านสภา(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.)หรือเปล่าก็คงจะรู้
ถ้าดูจากการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ที่จะต้องเสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ในเดือนกันยายนนี้ก็อาจจะได้ทราบครับว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำจีนจะผ่านหรือจะเงียบหายไปอีกครั้ง
อย่างในกรณีที่กองทัพเรือปากีสถานจัดหาเรือดำน้ำแบบ S20P จากจีน ๘ลำ ซึ่ง๔ลำจะต่อในจีนนั้นจะได้รับมอบในปี 2022-2023 ส่วนอีก ๔ลำที่จะต่อในปากีสถานจะได้รับครบภายในปี 2028
จะเห็นได้ว่าเรือดำน้ำจะต้องใช้เวลาสร้างตัวเรือและเตรียมการฝึกพร้อมการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไม่ต่ำกว่า ๖-๗ปี ถ้ามีการลงนามจัดหาช้าเท่าไรก็ได้เรือช้าเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องยกเลิกโครงการแล้วไปตั้งโครงการใหม่ในอนาคตเช่นที่เคยเกิดขึ้นครับ

Mark 54 Torpedo aboard the DDG-71 USS Ross in March 2008.(wikipedia.org)

ทั้งนี้จากรายงานการที่กองทัพเรือไทยสั่งจัดซื้อ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Mk54 Mod0 ขนาด 324mm จากบริษัท Raytheon สหรัฐฯในรูปแบบการจัดซื้อแบบ FMS(Foreign Military Sales) ร่วมกับการจัดซื้อของกองทัพเรือสหรัฐฯเองนั้น
ก็ยิ่งเป็นการเน้นย้ำที่ชัดเจนนอกจากการฝึกร่วมทางทหารหลายการฝึกของกองกองทัพสหรัฐฯรวมกับกองทัพไทยในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ เช่น Cobra Gold 2016, Balance/Teak Torch 2016, Hanuman Guardian 2016, Guardian Sea 2016 ฯลฯ ว่ากองทัพสหรัฐฯยังเห็นกองทัพไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญภูมิภาคและยังพร้อมที่จะอาวุธยุทโธปกรณ์ของตนให้ไทยอยู่
แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Torpedo เบา Mk54 ที่กองทัพเรือไทยสั่งจัดหานั้นมีจำนวนเท่าใด
และจะนำมาใช้กับเรือรบผิวน้ำที่มีแท่นยิง Torpedo เบาแฝดสามแบบ Mk32 SVTT และ PMW49A ที่ติดตั้งกับเรือหลายชุด เช่น เรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร(Mk32), ชุด ร.ล.ตาปี(Mk32), ร.ล.มกุฎราชกุมาร(PMW49A) เรือคอร์เวตชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์(Mk32)
หรือเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำอย่าง ฮ.ปด.๑ SH-60B ที่ปัจจุบันสามารถติดตั้ง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Mk46 ได้ครับ


เมื่อวันที่ 8 - 10 สิงหาคม 2559 พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณะคุปต์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองกาลังทางอากาศไทย ในการฝึกผสมPitch Black16 ณ เมืองดาร์วินประเทศออสเตรเลีย 
การเดินทางครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น จาก Air Marshal Gavin Leo Daviesผู้บัญชาการทหารอากาศออสเตรเลีย และได้ร่วมคณะในการตรวจเยี่ยมกองกำลังทางอากาศไทยพร้อมกัน

การฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2016 ที่ Darwin ออสเตรเลียระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม-19 สิงหาคม นั้น
มีกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกร่วมกับกำลังอากาศจากมิตรประเทศ เช่น กองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพอากาศสิงคโปร์ กองทัพอากาศอินโดนีเซีย เข้าร่วมการฝึก
ในส่วนกองทัพอากาศไทยได้มีการส่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A/B EMLU(Enhanced Mid Life Upgrade) ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ และเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๘ C-130H เข้าร่วมการฝึกด้วย
โดยการฝึก Pitch Black 2016 กองทัพอากาศไทยได้เปิดเผยเครื่องบินขับไล่ F-16A/B EMLU ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T และหมวกนักบินติดศูนย์เล็ง JHMCS(Joint Helmet-Mounted Cueing System) เป็นครั้งแรกในการฝึกนานาชาติ
ซึ่งทั้งอาวุธปล่อยนำวิถี IRIS-T และหมวกนักบินติดศูนย์เล็ง JHMCS นั้นมีการพบเห็นภาพเปิดเผยว่าถูกนำมาใช้กับ F-16A/B EMLU ที่ปรับปรุงครึ่งอายุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) แล้ว
จากข้อมูลล่าสุดทาง Thai Aviation Industries(TAI) ผู้ดำเนินโครงการปรับปรุงภายในไทยร่วมกับ Lockheed Martin สหรัฐฯ กำลังดำเนินการปรับปรุงเครื่อง F-16A/B Block 15 OCU ชุดสุดท้าย ๖เครื่องของฝูงบิน๔๐๓ จากจำนวน ๑๘เครื่อง
และกำลังรอการรับมอบกระเปาะตรวจการณ์ชี้เป้าหมายแบบ AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการใช้อาวุธความแม่นยำสูงของ F-16A/B EMLU มากขึ้นครับ




พิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญ แบบ SSJ100LR
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๘ SSJ100LR ( Sukhoi Superjet 100LR) จำนวน ๒ เครื่อง ณ ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ 
ในโอกาสนี้ พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมให้เกียรติเข้าร่วมพิธี โดยมี พลอากาศเอก.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้การต้อนรับ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้ทำการเจิมและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๘ ทั้ง ๒ เครื่อง 
ซึ่งจะประจำการ ณ ฝูงบิน ๖๐๓ กองบิน ๖ และพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1237393199646684.1073742252.838645852854756
https://www.facebook.com/กองบิน6-Wing-6-RTAF-838645852854756/

สำหรับการเข้าประจำการของ บ.ล.๑๘ Sukhoi Superjet 100LR จำนวน ๒เครื่องนั้นก็นับเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพอากาศไทยในการจัดหาอากาศยานจากรัสเซียแบบแรกเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๖๐๓ กองบิน๖ ดอนเมือง
โดยกองทัพอากาศจะได้รับมอบเครื่องบินโดยสาร SSJ100LR อีก ๑เครื่องในอีกสองปีข้างหน้าตามแผนในการจัดเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๕ Avro HS-748 ที่เดิมมี ๖เครื่องที่ปลดประจำการไปเมื่อ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙

จากการให้สัมภาษณ์สื่อของผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ได้กล่าวว่า
กองทัพอากาศกำลังศึกษาโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบใหม่ทดแทน บ.ล.๘ C-130H จำนวน ๑๒เครื่อง ซึ่งมีอายุการใช้งานมาแล้ว ๓๖ปี ซึ่งจะใช้งานได้อีกอย่างมากไม่เกิน ๕ปีเป็นอย่างมาก
แต่เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่อย่าง Lockheed Martin C-130J Super Hercules ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯและหลายประเทศทั่วโลกใช้นั้นมีราคาสูง ซึ่งกองทัพอากาศกำลังทำการศึกษาเครื่องบินลำเลียงแบบอื่นๆด้วย

มองว่าถ้าดูจากที่กองทัพบกไทยได้จัดหาเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๙๕ C-295W จากบริษัท Airbus Defence and Space(EADS CASA สเปนเดิม) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ไปเยี่ยมชมเครื่องเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ที่ผ่านมา
ก็ทำให้ดูเหมือนสำหรับกองทัพอากาศไทยคงอาจจะต้องมองไปยังการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีหนักที่เหมาะสมทดแทน C-130H เป็นหลัก โดยอาจจะไม่มีการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางทดแทน บ.ล.๑๔ G222 ที่ปลดไป
ทำให้เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์นั้น อาจจะให้แต่เหล่าทัพมีการจัดหาเครื่องเพื่อรองรับภารกิจใช้งานของตนเอง เช่น C-295W กองทัพบก และกองทัพเรือที่มีความต้องการเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีของตนเช่นกันแต่ยังไม่มีงบประมาณจัดซื้อตอนนี้

อย่างไรก็ตามเรื่องแนวคิดในการจัดหาเครื่องบินขับไล่จากรัสเซียนั้น ผอ.ทอ.ชี้แจ้งว่า
จะต้องดูความเหมาะสมเป็นสำคัญ เพราะตอนนี้กองทัพอากาศไทยเองก็มีเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A/B EMLU และ บ.ข.๒๐ Gripen C/D รวมถึงเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นสูง KAI T-50TH ที่กำลังจัดหาอยู่แล้ว
การจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่เป็นการลงทุนยุทโธปกรณ์ที่นอกจากมีงบประมาณเพียงพอแล้วจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ภัยคุกคาม Technology ไม่ได้ซื้อมาแล้วใช้ได้เลย ต้องฝึกกำลังพลไม่ต่ำกว่า ๕ปีและเตรียมคนรุ่นต่อๆไปด้วย

ส่วนการจัดซื้อเครื่องบินโดยสาร Airbus A340-500 จากการบินไทยเดิมที่จะรับมอบในราวเดือนตุลาคมนี้นั้น ทาง ผอ.ทอ.กล่าวว่า เป็นการจัดซื้อโดยใช้งบประมาณรัฐโดยเครื่องรุ่นนี้จะถูกใช้ในภารกิจการเดินทางรับส่งระยะไกลที่จะได้ไม่ต้องแวะลงจอดเพื่อเติมเชื้อเพลิงใหม่บ่อยๆ
ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าจำเป็นถ้าเกิดในกรณีที่กองทัพอากาศไทยมีภารกิจจะทำการอพยพคนไทยออกจากประเทศที่อยู่ห่างไกลมากๆ ซึ่ง Airbus A340 จะช่วยลดภาระได้มากครับ

พลอากาศเอก ปฎิพันธ์ วะนะสุข ประธานกรรมการจัดซื้อ ฮ.ค้นหาและข่วยชีวิตในพื้นที่การรบได้เป็นผู้แทน ทอ.ในพิธีลงนามจัดซื้อฮ.แบบ EC725 จากบริษัท AIRBUS HELICOPTERS สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10210488879716384&set=a.10200114519123853.201503.1176621495
https://www.facebook.com/rach2511

 ฮ.๑๑ EC725 (Airbus Helicopters H225M) ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ กองทัพอากาศไทย
http://www.airbushelicopters.com/website/en/press/The-Royal-Thai-Air-Force-receives-four-EC725s_1815.html

การลงนามจัดซื้อ ฮ.๑๑ EC725 ของ Airbus Helicopters(ปัจจุบันกำหนดรหัสเป็น H225M) ของกองทัพอากาศไทยล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙(2016)ที่ผ่านมานั้น เข้าใจว่าน่าจะเป็นโครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๓ แล้ว
นับตั้งโครงการระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ส่งมอบครบแล้วในวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๘(2015),
ระยะที่๒ จำนวน ๒เครื่องลงนามเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ส่งมอบภายในปี ๒๕๖๐(2017) และระยะที่๓ จำนวน ๒เครื่อง วงเงิน ๒,๔๐๐ล้านบาท คาดว่าจะส่งมอบได้ในราวปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019)
ดังนั้นกองทัพอากาศไทยได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ EC725 แล้วรวม ๘เครื่อง ทั้งนี้ตามข้อมูลล่าสุดดูเหมือนกองทัพอากาศจะลดจำนวนความต้องการ ฮ.EC725 ลงจาก ๑๖เครื่องเหลือ ๑๒เครื่อง ทำให้มีเครื่องที่ต้องสั่งจัดหาอีกอย่างน้อย ๔เครื่องครับ