วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

กองทัพรัสเซียเลือก AK-12 และ AK-103-4 เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมประจำกายใหม่

Russia selects new assault rifles
Russia has selected the AK-12 (pictured) and the AK-103-4 as the new service rifles for the Ratnik soldier modernisation programme. Source: Izhlife
http://www.janes.com/article/48463/russia-selects-new-assault-rifles

กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศเลือกแบบปืนเล็กยาวใหม่สองแบบของ Kalashnikov Concern (Izhmash เดิม) ให้เป็นส่วนของโครงการปรับปรุงระบบทหารราบยุคอนาคต Ratnik
"เราได้ทำข้อตกลงและเลือกปืนเล็กยาวจู่โจมจาก Izhmash แล้ว มันมีประสิทธิภาพคุ้มค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้สำหรับเรา"
Yuriy Borisov รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว
ปืนเล็กยาวทั้งสองแบบของ Kalashnikov ที่ถูกเลือกคือ AK-12 ขนาด 5.45x39mm และ AK-103-4 ขนาด 7.62x39mm

AK-12 เป็นปืนเล็กยาวตระกูล AK รุ่นที่5 ที่จะมาแทน AK-74M ซึ่งเป็นปืนเล็กยาวมาตฐานกองทัพรัสเซียในปัจจุบันที่ใช่กระสุนขนาดเดียวกัน โดย AK-12 มีราคาแพงกว่า AK-74M ประมาณร้อยละ25
AK-12 มีการออกแบบให้มีแรงถอยขณะยิงต่ำกว่า AK-74M มีการปรับปรุงระบบควบคุมปืนให้ใช้งานได้ดีขึ้น สามารถใช้ซองกระสุนขนาด 30นัดเดิมของ AK-74 ได้ทันทีและมีซองกระสุนขนาด 60นัดและ95นัดให้เลือกใช้
ซึ่ง AK-12 รุ่นปืนเล็กสั้นที่ใช้กระสุนขนาด 7.62mm ได้ถูกเลือกโดยหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ FSO(Federal Protective Service) แทนปืนเล็กสั้นพิเศษ AKS-74U, ปืนเล็กยาว AK-103 และปืนเล็กสั้น AK-104
ส่วน AK-103-4 เป็นปืนเล็กยาวที่ปรับปรุงมาจาก AK-47 แบบล่าสุดซึ่งติดตั้งราง Picatinny ใช้พานท้ายแบบปรับระดับและพับเก็บได้ และอุปกรณ์ที่ปากกระบอกปืนแบบใหม่


โดย AK-12 จะถูกนำมาใช้ในหน่วยรบระดับชั้นสุดยอดที่ใช้ระบบทหารราบยุคอนาคต Ratnik เท่านั้น ซึ่งระบบ Ratnik ได้เปิดตัวไปในงาน Oboronexpo เดือนสิงหาคม ปี 2014
ระบบ Ratnik ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์ย่อยต่างๆกว่า 50ระบบ ซึ่งจะทำให้ทหารราบมีขีดความสามารถในการรบที่สูงขึ้น
ทั้งการป้องกันกระสุน การหยั่งรู้สถานการณ์ การเล็งและยิงอาวุธประจำการ การติดต่อสื่อสารและการนำทาง
(หน่วยรบหลักหน่วยแรกๆของกองทัพรัสเซียที่จะได้รับระบบ Ratnik ใช้งานน่าจะเป็นหน่วยรบพิเศษ Spetsnaz หน่วยต่างๆ และทหารพลร่ม VDV)
ทั้งนี้ Borisov รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่าจะเพิ่มการจัดหาระบบ Ratnik จาก 50,000ระบบ เป็น 70,000ระบบด้วย
ในส่วนของทหารหน่วยอื่นในกองทัพรัสเซียจะยังคงใช้ปืนเล็กยาว AK-74M จะมีโครงการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นโดย Kalashnikov Concern

A-545 assault rifle being trailed by Russian forces in 2014/2015.

ในการแข่งขันแบบปืนเล็กยาวใหม่สำหรับระบบ Ratnik นอกจาก AK-12 และ AK-103-4 ของ Kalashnikov Concern ยังมี A-545 และ A-762 ของ Degtyarev Plant ที่ปรับปรุงมาจาก AEK-971/973 อีกแบบ
ซึ่ง AEK-971/973 ถูกออกแบบในช่วงต้นปี 1980s ในโครงการจัดหาปืนเล็กยาวใหม่แทน AK-74 แต่แพ้ให้กับ Nikonov AN-94 แต่ AN-94 เองไม่ได้ถูกเปิดสายการผลิตจำนวนมากแต่อย่างใด
โดย A-545 นั้นเป็นปืนที่มีการออกแบบเป็นระบบใหม่หมดที่ทันสมัยกว่า ซึ่งอ้างว่ามีแรงถีบขณะยิงที่น้อยกว่าร้อยละ 10-15 เมื่อเทียบกับ AK-12
ขณะที่ AK-12 นั้นเริ่มงานออกแบบในเดือนสิงหาคม 2011 และเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 24 มกราคม 2012 ซึ่งถูกทดสอบโดยกองทัพรัสเซียอย่างไม่เป็นทางการมาระยะหนึ่ง
ซึ่งทั้ง AK-12 และ A-545 นั้นได้ถูกกระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศให้เป็นแบบปืนที่ถูกคัดเลือกในการแข่งขันของโครงการเมื่อ 23 ธันวาคม 2014
เหตุผลหนึ่งที่ AK-12 ถูกเลือกเป็นผู้ชนะในโครงการนี้แทนที่จะเป็นปืนของ Degtyarev มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเหตุผลด้านราคาในสายการผลิตที่ถูกกว่าคู่แข่งและอาจจะมีเรื่องการเมืองภายในด้วย

คาดว่า AK-12 จะถูกเริ่มนำมาทดสอบในกองทัพรัสเซียอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2015 นี้ครับ

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

เยอรมนีเสนอเรือดำน้ำ U209/1400mod และ U210mod ให้กองทัพเรือไทย


บริษัท TKMS ประเทศเยอรมนี เข้ามาบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำ Class 210mod และเรือดำน้ำ Class 209/1400mod โดยมี พล.ร.ท.ไพฑูรย์ ประสพสิน รองเสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานเข้ารับฟัง
https://www.facebook.com/222887361082619/photos/a.646128485425169.1073741837.222887361082619/844177662286916/?type=1
https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

บริษัท ThyssenKrupp Marine Systems เยอรมนี นับเป็นบริษัทที่สามแล้วที่มาทำการบรรยายนำเสนอข้อมูลแบบเรือดำน้ำของตนให้กองทัพเรือไทยรับทราบ
อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วครับว่ากองทัพเรือไทยในยุคใหม่นั้นได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการฝึกศึกษาวิทยาการด้านเรือดำน้ำจากกองทัพเยอรมนีเป็นประเทศหลักมาหลายนายหลายรุ่นแล้ว
การจัดตั้งกองเรือดำน้ำในปัจจุบันของกองทัพเรือนั้นระบบหลายๆอย่างก็มีที่มาจากเยอรมนี เช่น เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ ที่ตั้งอยู่ที่กองบัญชาการเรือดำน้ำก็เป็นระบบของเยอรมนีเป็นต้น
แต่นับจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ U206A ๖ลำ ซึ่งกองทัพเรือเยอรมนีปลดประจำการลงและเสนอขายให้ไทยในราคามิตรภาพและมีความคุ้มค่าสูง
ประกอบสถานการณ์ภายในของไทยในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้ความเป็นไปได้ในการที่จะจัดหาเรือดำน้ำจากเยอรมนีถูกมองว่าดูจะเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตามการที่ TKMS มาบรรยายเสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ U209/1400mod และ U210mod ให้กองทัพเรือไทยนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าเยอรมนียังต้องการที่จะขายเรือดำน้ำให้ไทยแข่งขันกับตัวแทนบริษัทประเทศอื่นอยู่
ทีนี้มาดูข้อมูลรายละเอียดเบื้องต้นของแบบเรือดำน้ำที่ TKMS เยอรมนีเสนอมากันครับ

South African submarines, SAS Charlotte Maxexe and SAS Queen Modjadji 1, accompanies Los Angeles-class submarine USS San Juan (SSN 751), into False Bay in Simon's Town, South Africa, Nov. 4, 2009.

Tikuna arriving at U.S. Navy Mayport with the USS John F. Kennedy (CV-67).

Type 209/1400mod หรือ U209/1400 นั้นเป็นแบบแผนเรือดำน้ำรุ่นล่าสุดของ U209 ที่เป็นแบบเรือดำน้ำสำหรับส่งออกที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและส่งออกมาตั้งแต่ช่วงปี 1970s
เป็นผลงานออกแบบของ Howaldtswerke-Deutsche Werft ซึ่งเป็นบริษัทอู่ต่อเรือในเมือง Kiel เยอรมนีที่อยู่ในเครือ TKMS
โดยอู่ HDW นั้นมีประสบการณ์ในการต่อเรือดำน้ำให้กองทัพเรือเยอรมนีและกองทัพเรือต่างประเทศอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น U205, U206, U212A ของกองทัพเรือเยอรมนีเอง
รุ่นส่งออกเช่นชั้น Todaro(U212) กองทัพเรืออิตาลี, ชั้น Dolphin(U800) กองทัพเรืออิสราเอล, U209 รุ่นต่างๆที่ส่งออกถึง๖๓ลำในกองทัพเรือ ๑๔ประเทศทั่วโลก และ U214 ในกองทัพเรืออีก ๔ประเทศ ซึ่งเฉพาะชั้น Son Won-il กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีก็สั่งต่อไป ๙ลำแล้ว

โดย U209/1400mod นั้นได้มีการสร้างสำหรับส่งออกให้กับกองทัพเรือแอฟริกาใต้คือชั้น Heroine จำนวน ๓ลำ เข้าประจำการช่วงปี 2005-2008 และกองทัพเรือบราซิล ๑ลำคือ S-34 Tikuna ซึ่งเข้าประจำการในปี 2005
U209/1400mod ตัวเรือมีความยาว 62m ระวางขับน้ำที่ผิวน้ำ 1,450tons ขณะดำใต้น้ำ 1,586tons เครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้า สามารถเลือกติดตั้งระบบ AIP เพิ่มเติมได้ ทำความเร็วผิวน้ำได้สูงสุด 11knots ขณะดำใต้น้ำสูงสุด 22knots
ติดตั้งท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm ๘ท่อยิง พร้อม Torpedo เช่นแบบ SUT ๑๔นัด หรือทุ่นระเบิด และสามารถเพิ่มขีดความให้สามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ UGM-84 Sub-Harpoon จากใต้น้ำได้
ลูกเรือ ๓๐นาย สามารถปฏิบัติการได้สูงสุด ๕๐วัน พิสัยทำการไกลสุดเมื่อดำใต้น้ำโดยใช้ท่อ Snorkel ที่ 8,000nmi ดำน้ำได้ลึกสุด 500m


ซึ่งสำหรับกองทัพเรือไทยเองนั้นให้ความสนใจเรือดำน้ำแบบ U209 ในการศึกษาพิจารณาการจัดหาเรือดำน้ำมาตั้งแต่ช่วงปี 1980s หลังจากที่กองทัพเรืออินโดนีเซียจัดหาเรือชั้น Cakra U209/1300 แล้ว
โดย U209/1400mod มีความแตกต่างจากเรือแบบ DSME DW1400T ซึ่งมีพื้นฐานจากเรือชั้น Chang Bogo U209/1200 ในโครงการ KSS-I ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี ที่อินโดนีเซียสั่งต่อ ๓ลำ โดยจะต่อหนึ่งลำในประเทศ
ตรงที่แบบเรือของเกาหลีใต้มีขนาดเล็กกว่าคือตัวเรือยาว 56-61m ระวางขับน้ำ 1,285tons ที่ผิวน้ำ และแบบเรือ DSME DW1400T ที่ต่อส่งออกจะใช้ระบบบางส่วนที่เป็น Technology ของเกาหลีใต้เองด้วยครับ
https://www.thyssenkrupp-marinesystems.com/en/hdw-class-209-1400mod.html

August 27, 2003, Utstein participated in the exercise Odin-One

Type 210mod หรือ U210mod นั้นเป็นแบบแผนเรือดำน้ำสำหรับส่งออกซึ่งปรับปรุงมาจากเรือชั้น Ula U210 กองทัพเรือนอร์เวย์ ที่เป็นโครงการร่วมของ Nordseewerke บริษัทอู่ต่อเรือในเมือง Emden เยอรมนีในเครือ TKMS กับบริษัท Kongsberg นอร์เวย์
โดยกองทัพเรือนอร์เวย์สั่งต่อเรือชั้่น Ula ๖ลำเข้าประจำการในช่วงปี 1989-1992 และมีแผนจะประจำการไปจนถึงราวปี 2020 ซึ่งก็ได้เคยรายงานข่าวการตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนของกองทัพเรือนอร์เวย์ในปี 2014 ไปแล้ว


U210mod มีแบบแผนเรือที่ขนาดเล็กกว่า U209 โดยตัวเรือมีความยาว 58.5m ระวางขับน้ำที่ผิวน้ำ 1,150tons ใช้หางเสือรูปตัว X เครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้า สามารถติดตั้ง motor ไฟฟ้า PERMASYN ได้ ทำความเร็วผิวน้ำสูงสุด 11knots ขณะดำใต้น้ำสูงสุด 23knots
ติดตั้งท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm ๔ท่อยิง พร้อม Torpedo ๑๔นัด พิสัยทำการไกลสุด 5,000nmi ที่ความเร็วใต้น้ำ 8knots ดำได้ลึกสุดมากกว่า 200m ลูกเรือสำหรับเวรยามสองผลัด ๑๕นาย และเวรยามสามผลัด ๒๑นาย


U210mod จึงเป็นแบบเรือดำน้ำขนาดเล็กที่ออกแบบสำหรับการรบในพื้นที่ชายฝั่งและทะเลลึก สามารถเลือกติดตั้งระบบอุปกรณ์ที่ทันสมัยต่างๆได้หลายอย่างได้ตามความต้องการ
ถ้าดูจากที่นอร์เวย์ซึ่งมีภูมิศาสตร์ทางทะเลใกล้เคียงกับไทยคือมีด้านหนึ่งติดทะเล Baltic ซึ่งเป็นอ่าวปิด กับมหาสมุทร Atlantic ที่เป็นทะเลเปิดกว้างใหญ่แล้ว U210mod น่าจะเป็นแบบเรือที่เหมาะกับกองทัพเรือไทยแบบหนึ่งครับ
https://www.thyssenkrupp-marinesystems.com/en/hdw-class-210mod.html

เป็นที่น่าสังเกตุว่าเพียงภายในเดือนมกราคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นเดือนแรกของปี ก็มีตัวแทนบริษัทจากสามประเทศมาเสนอบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยรับทราบข้อมูลแล้ว
จึงมีความเป็นได้มากกว่าการผลัดดันโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ของกองทัพเรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และมีการแข่งขันที่สูงมาก
แต่อย่างไรก็ตามก็เหมือนกับที่เคยกล่าวมาหลายครั้งครับว่า ยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรที่จะทำให้การผลักดันโครงการเรือดำน้ำมีความไม่แน่นอนอยู่ โดยเฉพาะกระแสต่อต้านจากประชาชนทั่วไปที่ขาดความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงของชาติทางทะเล
งานของกองเรือดำน้ำซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรงและกองทัพเรือไทยจึงมีงานหนักรออยู่ในการที่จะต้องผลักดันการจัดหาเรือดำน้ำให้ประสบความสำเร็จให้ได้
เพราะความมั่นคงของชาติทางทะเลของประเทศไทยนั้นส่วนหนึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อำนาจการรบของเรือดำน้ำครับ

กองทัพอากาศเอกวาดอร์สูญเสียเฮลิคอปเตอร์ Dhruv จากอุบัติเหตุเป็นเครื่องที่4ในรอบ5ปี

Ecuador loses another Dhruv helo to crash
As the only export customer of the type, Ecuador has now lost four of its seven Dhruv helicopters to accidents. India, which manufactures and also operates the helicopter (pictured), has grounded the Dhruv on several occasions over safety concerns. Source: HAL
http://www.janes.com/article/48382/ecuador-loses-another-dhruv-helo-to-crash

กองทัพอากาศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นลูกค้ารายเดียวของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดเบา Dhruv รุ่นสำหรับกองทัพซึ่งออกแบบและสร้างโดย Hindustan Aeronautics Limited (HAL) อินเดีย
ได้สูญเสีย ฮ. Dhruv จากอุบัติเหตุไปแล้ว 4เครื่อง จากจำนวน 7เครื่อง ซึ่งอุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้มีรายงานว่าเกิดขึ้นวันที่ 27 มกราคม 2015 ใกล้เมือง Tena ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลภายในประเทศเอกวาดอร์
อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุในครั้งล่าสุดนี้นักบินและผู้โดยสารในเครื่องทั้ง 4นายทางการรายงานว่าไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงแต่อย่างใด แต่ในสื่อท้องถิ่นกลับระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิต
โดยกองทัพอากาศเอกวาดอร์ได้สูญเสีย ฮ.Dhruv ไปจากอุบัติเหตุครั้งแรกวันที่ 28 ตุลาคม 2009 ครั้งที่สอง 22 กุมภาพันธ์ 2014 และครั้งที่สามเมื่อ 13 มกราคม 2015 นี้เอง

เอกวาดอร์ได้ลงนามจัดหา ฮ.HAL Dhruv จากอินเดียจำนวน 7เครื่องในปี 2008 และเริ่มได้รับมอบเครื่องในปี 2009 วงเงิน $45 million
โดยมีแผนจะจัดส่งเป็นชุดมาทำการประกอบในเอกวาดอร์ แต่มีการยกเลิกแผนการดังกล่าว โดย ฮ.ทั้งหมดถูกประกอบสร้างในอินเดีย
ซึ่งกองทัพอากาศเอกวาดอร์นำ ฮ.Dhruv ประจำการที่ ฝูงบินรบ 2211 กองบินรบ 221 ฐานทัพอากาศ Simon Bolivar
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสี่ครั้งทำให้กองทัพอากาศเอกวาดอร์เหลือ ฮ.Dhruv อยู่เพียง 5เครื่อง นับเป็นการสูญเสียถึงร้อยละ60 ภายในเวลาเพียง 5ปีที่นำเครื่องเข้าประจำการ
ในการสอบสวนการเกิดอุบัติเหตุมีอย่างน้อยกรณีหนึ่งระบุสาเหตุว่ามาจากความผิดพลาดของนักบิน

อย่างไรก็ตามกองทัพอินเดียทั้งสามเหล่าทัพซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายใหญ่สุดของ ฮ.Dhruv เองตั้งแต่นำเครื่อเข้าประจำการในปี 2002ก็มีการสูญเสีย ฮ.ไปแล้วหลายเครื่องเช่นกัน
และอินเดียเคยมีการสั่งงดบิน ฮ.Dhruv เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเครื่องมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของเครื่องดูแย่มาก
นั่นทำให้ความเป็นไปได้ของการส่งออก ฮ.Dhruv ให้กับลูกค้ารายใหม่ได้เพิ่มเติมนั้นดูจะไม่มีโชคเอาเสียเลยครับ

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

กองทัพบกไทยชมการสาธิตรถเกราะล้อยางติดป้อมปืนใหญ่รถถัง 90mm แบบ BTR-3E 90CSE

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.58 พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รอง ผบ.กกล.บูรพา, รอง เสธ.กกล.บูรพา (1), (2) และ ฝสธ กกล.บูรพา ร่วมชมการสาธิตทดลองรถยานเกราะล้อ แบบ BTR- 3E- 90CSE ณ บ.ภักดีแผ่นดิน ม.8 ต.หนองหมากฝ้าย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว



ที่มา Page กองกำลังบูรพา
https://www.facebook.com/188890007933310/photos/pcb.443058289183146/443057355849906/?type=1&permPage=1
https://www.facebook.com/pages/กองกำลังบูรพา/188890007933310

BTR-3 ติดปืนใหญ่รถถังแรงดันต่ำขนาด 90mm ที่ว่าน่าจะใช่ของ Cockerill ตามที่เคยมีการนำเสนอมาก่อนหน้านี้ครับ
ซึ่งทาง Ukroboronprom ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครน และ CMI Defence เบลเยียม ก็ได้มีการนำเสนอแบบแผนรถ BTR-3E ที่ติดตั้งป้อมปืนของ Cockerill มาหลายปีแล้ว
ซึ่งระบบป้อมปืน Cockerill CSE 90LP ที่ติดตั้งกับ BTR-3E1 นั้นจัดเป็นระบบที่ทันสมัยทีเดียว โดยป้อมปืนนั้นใช้พลประจำป้อมสองนาย(เช่นเดียวกับ V-150 ติด ปถ.90mm ของ Cockerill เช่นกัน)
แต่ป้อมปืนรุ่นใหม่ของ Cockerill นี้ได้ติดตั้งระบบกล้องเล็งและระบบควบคุมการยิง Digital ที่ก้าวหน้าสูง สามารถทำการยิงได้อย่างแม่นยำทั้งกลางวันและกลางคืนทุกสภาพอากาศ
มีตัวป้อมปืนมีการออกแบบเกราะป้องกันตัวที่ดีกว่ารุ่นก่อนมากขึ้นอย่างการเสริมแผ่นเกราะ Kevlar เป็นต้น

ด้านกระสุนขนาด 90mm นั้นก็มีให้เลือกใช้หลายแบบทั้ง กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบแบบมีครีบทรงตัว APFSDS-T, กระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง HEAT-T, กระสุนระเบิดแรงสูงกระเทาะเกราะ HESH-T
, กระสุนระเบิดแรงสูงส่องวิถี HE-T, กระสุนลูกปรายต่อต้านบุคคล CANISTER และ กระสุนควันฟอสฟอรัสขาว SMK-WP-T
ซึ่งเคยนำเสนอข้อมูลในหัวข้อ "ศักยภาพในการต่อสู้รถถังหลักของยานเกราะเหล่าทหารม้ากองทัพบกไทย" มาแล้ว

http://www.cmigroupe.com/en/p/cockerill-cse-90lp
http://www.cmigroupe.com/en/news-view/359/idex-2013%3A-the-cockerill-cse-90lp-turret-integrated-with-the-btr-3e-8x8-vehicle
http://www.armyrecognition.com/idex_2013_news_coverage_report_pictures_video/new_infantry_8x8_armoured_vehicle_btr-3e_with_cmi_defence_turret_cockerill_cse_90_lp_2002132.html

ซึ่ง LUCH ยูเครน ผู้ผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังทั้ง BARRIER กับ SKIF ที่ติดตั้งกับรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 กับ BTR-3RK และ KOMBAT 125mm ที่ใช้ยิงจากปืนใหญ่ของรถถังหลัก Oplot นั้น
ยังเป็นผู้ผลิตอาวุธปล่อยนำวิถี FALARICK 90 และ FALARICK 105 ที่ยิงจากป้อมปืนใหญ่ของ Cockerill ที่ใช้ปืนใหญ่ขนาด 90mm และ 105mm ด้วย
โดย FALARICK 90 ซึ่งนำวิถีด้วย Laser แบบ SACLOS ระยะยิง 4km นั้นซึ่งก็ได้มีการทดสอบการยิงแล้วด้วยป้อมปืน Cockerill LCTS 90MP ซึ่งมีระบบ Autoloader และระบบควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามส่วนเข้าใจว่าสำหรับป้อมปืน Cockerill CSE 90LP ที่ติดตั้งกับ BTR-3E1 นั้นอาจจะยังไม่สามารถทำการยิง FALARICK 90 ได้ถ้ายังไม่ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีเพิ่มเติม
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่เพราะ Cockerill CSE 90LP เป็นป้อมปืนขนาดเล็กน้ำหนักเบาและออกแบบสำหรับการยิงสนับสนุนมากกว่าการต่อสู้รถถัง
อีกทั้งป้อมปืน LCTS 90MP และ CSE 90LP ยังใช้ปืนใหญ่รถถังคนละแบบคือ ปถ.Mk.8 ความดันสูง และ ปถ.Mk.3 ความดันต่ำ(แบบเดียวกับ V-150 กองทัพบกไทย) ซึ่งใช้กระสุนคนละแบบไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ด้วย
ดังนั้นทางยูเครนเองอาจจะไม่ได้เสนอกระสุน FALARICK 90 สำหรับ BTR-3E 90CSE ในการสาธิตให้กองทัพบกชมครั้งนี้ครับ


http://www.luch.kiev.ua/index.php/en/production/antitank-guided-missiles-and-guidance-systems/falarick-90-round-comprising-antitank-guided-missile

อย่างไรก็ตามการสาธิตทดลองรถยานเกราะล้อแบบ BTR-3E 90CSE ให้กองกำลังบูรพาชมในครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการทดสอบให้ชมก่อนการจัดหาจริง หรือเป็นการสาธิตให้ชมสมรรถนะระบบของบริษัทเพียงเท่านั้นครับ
ดูจากสีพรางระบบตัวรถต้นแบบที่สาธิตจะเห็นได้ว่าเป็นลายพราง Digital แบบเดียวกับรถเกราะ BTR-3E1 ที่ประจำการในกองพันทหารราบของ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ อยู่แล้ว
(แต่ก็เป็นรูปแบบลายพรางที่ใช้ในรถเกราะ BTR-3E1 ของกองกำลังความมั่นคงยูเครนในปัจจุบันเช่นกัน)
แต่ก็เป็นได้มากว่ากองทัพบกน่าจะมีความสนใจในการจัดหา BTR-3E ติดปืนใหญ่รถถังขนาด 90mm มาใช้ เพราะกองทัพบกเองก็มีความต้องการระบบลักษณะนี้อยู่
โดย BTR-3E 90CSE นั้นน่าจะถูกจัดเป็นระบบอาวุธยิงสนับสนุนมากกว่าจะเป็นระบบต่อสู้รถถังครับ
เพราะกองทัพบกมีระบบต่อสู้รถถังของรถเกราะตระกูล BTR-3E1 คือ BTR-3RK ที่ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง SKIF อยู่แล้ว และ ปถ.90mm ก็ดูจะอ่อนอานุภาพเกินไปที่จะจัดการรถังหลักยุคใหม่ได้แล้วด้วย
แต่ ปถ.90mm ก็มีประโยชน์มากในการสนับสนุนกำลังทหารราบในการดำเนินกลยุทธ์หลายรูปแบบ เช่น การทำลายที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง ต่อต้านทหารราบเป็นกลุ่มก้อน และการต่อต้านยานเกราะขนาดเบารวมถึงรถถังหลักรุ่นเก่า เป็นต้น

ซึ่งถ้ากองทัพบกจะมีการจัดหา BTR-3E 90CSE จริงก็เข้าใจว่าน่าจะมาลงในหน่วยขึ้นตรงของ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกำลังหลักของกองกำลังบูรพาที่นำระบบมาสาธิตให้ชม
อีกทั้งน่าจะเป็นการยืนยันได้อีกทางหนึ่งว่าทางยูเครนยังมีขีดความสามารถในการผลิตและส่งมอบรถเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 ให้กองทัพบกไทยอยู่ด้วยแม้จะกำลังทำสงครามกับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียอย่างหนักก็ตามครับ

Picatinny พัฒนาศูนย์เล็งขั้นก้าวหน้าสำหรับเครื่องยิงลูกระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ

Picatinny engineers use advanced sensor technologies
http://armytechnology.armylive.dodlive.mil/index.php/2015/01/01/picatinny-engineers-use-advanced-sensor-technologies/

วิศวกรของ Picatinny ได้พัฒนาระบบศูนย์เล็งแบบ Weaponized Universal Lightweight Fire Control หรือ WULFสำหรับเครื่องยิงลูกระเบิดของทหารสหรัฐฯเพื่อให้ทำการยิงได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
เดิมทีทหารสหรัฐฯจะใช้ระบบคำนวนขีปนวิถี Lightweight Handheld Mortar Ballistic Computer กับศูนย์เล็งที่ติดกับเครื่องยิงลูกระเบิดซึ่งเป็นระบบเล็งที่ใช้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่๒ในการทำการยิง
โดยการยิง ค.81mm นั้นชุดยิงจะต้องใช้เวลาเตรียมการยิงจนพร้อมยิงได้ในเวลา 4นาที 30วินาทีโดยประมาณ และมีระยะเวลาในการยิงแบบต่อเนื่องที่ 20วินาทีต่อนัด
แต่เมื่อทำการติดตั้งศูนย์เล็ง WULF ของ Picatinny ลงไป การเตรียมการยิงจะเหลือเพียง 1นาทีเท่านั้น และจะลดเวลาในการยิงต่อเนื่องเหลือเพียง 1-2วินาทีต่อนัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามระบบศูนย์เล็ง WULF ที่พัฒนาในช่วงแรกยังคงจำกัดการติดตั้งได้กับ ค.120mm เท่านั้นเนื่องจากกล่องระบบตรวจจับมีขนาดใหญ่
แต่จะมีการพัฒนาให้เล็กลงเพื่อสามารถติดตั้งได้กับ ค.60mm และ ค.81mm ต่อไปเพื่อให้เครื่องยิงลูกระเบิดทั้งสามขนาดที่กองทัพสหรัฐฯมีประจำการสามารถใช้งานร่วมกันได้
ซึ่งการพัฒนาล่าสุดนั้นสามารถลดน้ำหนักระบบควบคุมการยิงที่ใช้กับ ค.120mm เดิมจาก 150pound เหลือเพียง 10pound แล้ว
เมื่อนำ Technology อีกหลายระบบที่หลายบริษัทและหน่วยงานร่วมพัฒนาทั้ง กล้อง Optical หันตรงหน้า, เครื่องมือวัดการหมุนวน Micro-Electro-Mechanical (MEM) เครื่องวัดความเร่ง MEM
และเข็มทิศสวรรค์(celestial compass) แทนเข็มทิศแม่เหล็กเดิม จะทำให้ระบบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดยุคใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูงสุด

คาดว่าระบบ WULF ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดของ Collabortaion Innovation Lab ซึ่งสนับสนุนทุนโดย ARDEC(Armament Research, Development and Engineering Center) กองทัพบกสหรัฐฯ
จะสามารถนำมาใช้งานในกองทัพบกสหรัฐฯได้จริงในปีงบประมาณ 2017 ครับ

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

กองทัพอากาศโคลัมเบียเริ่มมองการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่แทน Kfir

Kfir Colombian Air Force and F-16 USAF

http://www.fuerzasmilitares.org/noticias/colombia/fuerza-aerea/5502-nuevos-cazas-colombia.html

นายพล Guillermo Leon Leon ผู้บัญชาการกองทัพอากาศโคลัมเบียได้ให้สัมภาษณ์สื่อถึงการประกาศแนวทางการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่แทน Kfir C.12 และ TC.10 จำนวน 24เครื่อง
ซึ่งเครื่องบินขับไล่ Kfir ที่ผลิตและได้รับการปรับปรุงโดย IAI อิสราเอลนั้นมีอายุการใช้งานมากและมีปัญหาด้าน Technic โดยกองทัพอากาศโคลัมเบียสูญเสีย Kfir จากอุบัติเหตุไปแล้วอย่างน้อย 4เครื่อง
กองทัพอากาศโคลัมเบียจึงเริ่มการศึกษาถึงความต้องการเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ในการป้องกันประเทศ ทั้งแหล่งจัดหา งบประมาณ และการประเมินภัยคุกคามในอนาคต
ยังไม่มีการกำหนดว่าจะมีเครื่องบิบขับไล่แบบใดบ้างที่กองทัพอากาศโคลัมเบียสนใจ แต่แบบเครื่องที่เป็นไปได้แบบหนึ่งคือ F-16 จากสหรัฐฯ
ซึ่งก็รวมไปถึงการจัดหาอากาศยานทดแทนในส่วนเครื่องบินโจมตี OV-10A 9เครื่อง และ A-37B 15เครื่อง ที่ใกล้จะหมดอายุการใช้งานด้วย
โดยมีการจัดหาเครื่องบินโจมตีใบพัด A-29B Super Tucano 24เครื่องทดแทนในบางส่วนแล้ว
นายพล Leon กล่าวว่าหน่วยแรกที่จะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ใหม่ต้องใช้เวลาอีกราว 5ปีข้างหน้า เพื่อให้กองทัพอากาศโคลัมเบียคุ้มกันน่านฟ้าได้ต่อไปในอนาคต
โดยเครื่องบินฝึกสองที่นั่ง Kfir TC.10 จะยังคงใช้งานต่อไปจากนี้อีกหลายปีครับ

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

กองทัพอากาศสหรัฐฯปรับปรุงห้องอาวุธเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ให้รองรับระเบิดนำวิถี


http://www.armedforces-int.com/news/usaf-b-52-smart-bomb-weapons-bay-mods-begin.html?

เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52H นับเป็นอากาศยานรบที่มีอายุการใช้งานนานที่สุดของกองทัพอากาศสหรัฐฯและมีการปรับปรุงใหญ่และย่อยมาหลายครั้งด้วยกัน
แผนการปรับปรุง B-52H ล่าสุดของกองทัพอากาศสหรัฐฯคือการปรับปรุงห้องเก็บอาวุธภายในตัวเครื่องให้รองรับการติดตั้งอาวุธนำวิถีแบบต่างๆได้
ซึ่งเดิมทีระบบอาวุธนำวิถีจะสามารถติดตั้งได้ที่ตำบลอาวุธใต้ปีกเครื่องเท่านั้นทำให้มีข้อจำกัดด้านจำนวนอาวุธที่ B-52 สามารถบรรทุกไปได้
เช่น ระเบิดนำวิถีดาวเทียมตระกูล JDAM, อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน AGM-158 JASSM และเป้าลวง ADM-160 MALD เป็นต้น
การปรับปรุงให้ B-52H สามารถติดตั้งระเบิดนำวิถีภายในห้องอาวุธได้จะเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกอาวุธได้มากขึ้นและประหยัดเชื้อเพลิงกว่าการติดตั้งอาวุธที่ปีกด้วย
B-52 เครื่องแรกบินขึ้นครั้งแรกในปี 1952 โดยมีจำนวนการสร้างทุกรุ่นรวม 744เครื่อง มีพิสัยการบินไกล 8,764nmi บรรทุกอาวุธได้หนักราว 70,000lbs ทั้งระเบิด อาวุธปล่อยนำวิถี และอาวุธนิวเคลียร์
ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐฯมีแผนจะประจำการ B-52 ไปจนถึงราวปี 2040 เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

Antonov ยูเครนเข้าพบ NATO อย่างเป็นทางการ


Antonov meets with NATO official
http://www.janes.com/article/48098/antonov-meets-with-nato-official

Antonov บริษัทผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ของยูเครนได้เข้าพบผู้นำระดับสูงของ NATO อย่างเป็นทางการเพื่อหาโอกาสของบริษัทในการเปิดตลาดในกลุ่มประเทศตะวันตก
โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา Patrick Auroy รองเลขาธิการทั่วไปของ NATO ได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของ Antonov โดยส่วนหนึ่งของการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคมกล่าวว่า
"Antonov ได้แสดงความเห็นในการเข้าร่วมการพัฒนาอากาศยานขนส่งทางทหาร"
Antonov ยังได้กล่าวถึงการยื่นข้อเสนอที่มีศักยภาพสำหรับโครงการ Open Sky เช่นเดียวกับเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินตอบสนองเหตุภัยพิบัติด้วย

เดิมที Antonov ยูเครนมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัสเซียในด้านอุตสาหกรรมอากาศยานทางทหารซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียเป็นผู้ใช้อากาศยานของ Antonov รายใหญ่หลังการแยกประเทศเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย
เช่นโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางทหารทดแทนเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินโดยสารรุ่นเก่าอย่างโครงการเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง An-70 ที่จะทดแทน An-12
ล่าสุดกองทัพอากาศยูเครนได้นำ An-70 เข้าประจำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2015 ที่ผ่านมา หลังจากสิ้นสุดการทดสอบในเดือนเมษายนปี 2014
โดยกองทัพอากาศรัสเซียเองมีแผนที่จะสั่งจัดหา An-70 เข้าประจำการราว 60เครื่อง ซึ่ง An-70 ก็ได้ไปแสดงตัวในงาน MAKS 2013 ที่รัสเซียมาแล้ว


แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เลวร้ายลงหลังรัสเซียผนวก Crimea และเข้าแทรกแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภาค Donbass ทำให้ยูเครนต้องยุติความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียลง
ซึ่งนั่นรวมไปถึงโครงการพัฒนาและจัดหาอากาศยานจาก Antonov ของกองทัพอากาศรัสเซียหรือภาคเอกชนเช่นเครื่องบินโดยสาร An-140 และ An-148 ที่อนาคตดูไม่แน่นอนมากขึ้น
โดยในส่วนกองทัพอากาศรัสเซียนั้นได้หันไปพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีภายในประเทศเองเป็นหลัก ทั้งเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ IL-76MD-90A รุ่นปรับปรุงใหม่ที่เครื่องต้นแบบเพิ่งจะทำการบินไป
หรือเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดเบา IL-112 ที่จะทดแทน An-26 ที่เคยระงับโครงการไประยะหนึ่งก็กลับมาเริ่มโครงการใหม่เป็นต้น
ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ Antonov ได้หันไปมองหาความร่วมมือจาก NATO และมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่แทนรัสเซียและประเทศที่ใช้ระบบอากาศยานรัสเซียเดิมครับ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ภาพ Oplot-T ที่โรงงาน Malyshev ยูเครนล่าสุด-๓





รายงานข่าวสั้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 Channel ยูเครน รายงานเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา
แสดงให้เห็นถึงการทำงานในโรงงาน Malyshev เมือง Kharkov ซึ่งกำลังเร่งการผลิตรถถังและยานเกราะถึงสามกะงาน
โดยในภาพข่าวจะเห็นว่ามีรถถังหลัก Oplot ที่ประกอบน่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งคันอย่างน้อย 2คัน และส่วนที่เป็นแคร่รถ1คัน
แต่ก็ไม่ทราบว่านี่จะเป็นรถของกองทัพบกไทยหรือไม่ครับ

กองทัพเรือสหรัฐฯเปลี่ยนการกำหนดแบบเรือ LCS เป็นเรือฟริเกต

USS Freedom

USS Independence

http://www.defensenews.com/story/defense/naval/ships/2015/01/15/lcs-navy-frigate/21801559/

ตั้งแต่เปิดตัวโครงการในปี 2001 เรือ Littoral Combat Ship ที่สร้างออกมาทั้งสองชั้นคือชั้น Freedom และชั้น Independence กองทัพเรือสหรัฐฯมีแผนที่จะนำเรือ LCS เข้าประจำการแทนเรือรุ่นเก่าที่จะปลดระวางลง
เช่นเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และเรือตรวจการณ์เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามเลขานุการกองทัพเรือ Ray Mabus ได้คิดถึงเหตุผลของการกำหนดแบบเรือ LCS ว่าทำให้มีความสับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติและหน้าที่ของตัวเรือ
ซึ่งการตั้งชื่อเรือลักษณะนี้ก็มีเช่น  Joint High Speed Vessel (JHSV), Mobile Landing Platform (MLP) และ Afloat Forward Staging Base (AFSB) เป็นต้น
ดังนั้นแบบเรือ LCS ก็ควรจะเปลี่ยนการกำหนดแบบการเรียกตัวเรือให้เป็นแบบตามที่เคยมีมาก่อนแล้วและเป็นที่เข้าใจในทางสากลได้มากกว่า
"ในเมื่อมันเหมือนฟริเกตทำไมเราไม่เรียกมันว่าฟริเกตล่ะ" Mabus กล่าวต่อลูกเรือการรบผิวน้ำในห้องประชุมสมาคมกองทัพเรือผิวน้ำในงานสัมมนาประจำปีนอก Washington
"เราจะเปลี่ยนการกำหนดแบบตัวเรือจาก LCS เป็น FF มันยังคงเป็นเรือลำเดียวกันโครงการเดียวกันในบันทึก เพียงแต่ใช้ชื่อที่เหมาะสมตามแบบดั้งเดิม" Mabus กล่าว