วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

กองทัพเรือสหรัฐฯเตรียมการสัญญาจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สอง

USN preparing to let second Ford-class carrier contract in May
The US Navy's first-in-class aircraft carrier Gerald R Ford (CVN 78) was moved in November 2013 to a pier at Huntington Ingalls Industries' Newport News Shipbuilding for construction completion and testing. Source: HII
http://www.janes.com/article/50035/usn-preparing-to-let-second-ford-class-carrier-contract-in-may

กองทัพเรือสหรัฐฯได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาถึงการเปิดการประกวดแข่งขันลงนามสัญญาจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สองในไตรมาสที่สองของปี 2015
โดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Ford ลำแรกคือ CVN-78 USS Gerald R. Ford นั้นได้ปล่อยลงน้ำและตัวเรือเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ88 และการทดสอบระบบต่างเสร็จสิ้นไปแล้วร้อยละ39
ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ลำที่สองนี้ได้รับการตั้งชื่อแล้วว่า CVN-79 USS John F. Kennedy ซึ่งเรือชั้นนี้เป็นเรือบรรทุกเครื่องแบบแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯที่ติดตั้งรางดีดส่งเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า Electromagnetic Aircraft Launch System (EMALS) ตั้งแต่แรกสร้าง
อย่างไรก็ตามเรือ USS John F. Kennedy นั้นจะมีความแตกต่างจากเรือ USS Gerald R. Ford ตรงที่ติดตั้ง radar แบบ Enterprise Air Surveillance Radar (EASR) ที่ใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ที่ปรับปรุงแล้วและเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมชั้นใหม่ในอนาคตเพื่อลดค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้สัญญาการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John F. Kennedy จะมีมูลค่าราว $11.5 billion น้อยกว่าเรือ USS Gerald R. Ford ราว $1 billion และมีค่าใช้จ่ายคนงานลดลงร้อยละ18
คาดว่ากองทัพเรือสหรัฐฯจะได้รับมอบเรือ CVN-79 USS John F. Kennedy เข้าประจำการได้ในปี 2022 หลังจากเรือ CVN-78 USS Gerald R. Ford เข้าประจำการในราวเดือนมีนาคม ปี2016 ครับ

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความคืบหน้าของโครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Stealth LRS-B กองทัพอากาศสหรัฐฯ

Contemporary U.S. strategic bombers: the B-52 Stratofortress, B-1 Lancer and B-2 Spirit.

New U.S. stealth bomber shrouded in mystery
http://edition.cnn.com/2015/03/14/politics/u-s-air-force-stealth-bomber/

CNN ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการ LRS-B (Long Range Strike Bomber) ซึ่งเป็นโครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯที่ยังคงมีความคลุมเครือไม่แน่นอนในตัวโครงการหลายประการ
นับเป็นเวลาเกือบ 30ปีแล้วที่เครื่องบินทิ้งระเบิด Stealth แบบแรกของกองทัพอากาศสหรัฐฯคือ B-2 Spirit เข้าประจำการในจำนวนการผลิตเพียง21เครื่อง
กองทัพอากาศสหรัฐฯต้องการที่จะจัดหาเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ระยะไกลแบบใหม่จำนวนราว 80-100เครื่องเพื่อทดแทน B-52 Stratofortress ซึ่งเป็นม้างานหลักมาตั้งแต่ยุคปี 1950s
โดยผู้แข่งขันในโครงการมีสองรายด้วยกันคือ Northrop Grumman ผู้พัฒนา B-2 และทีมร่วมระหว่าง Boeing และ Lockheed Martin ที่จะพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบใหม่ได้ภายในกลางปี 2020s เป็นต้นไป

B-2 drops Mark 82 bombs.

เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ใหม่ในโครงการ LRS-B นั้นกองทัพอากาศสหรัฐฯได้กำหนดคุณสมบัติหลายประการเพื่อให้สามารถเจาะทะลวงและเอาตัวรอดจากระบบป้องกันภัยทางอากาศและเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ได้
เช่น คุณสมบัติตรวจจับได้ยากมาก Stealth มีความเร็วสูงและมีพิสัยการบินไกล บรรทุกอาวุธขนาดใหญ่จำนวนมากได้ทั้งระเบิดและอาวุธปล่อยนำวิถีตามแบบและอาวุธนิวเคลียร์
มีระบบตรวจจับชี้เป้าหมาย และระบบสงครามElectronicที่ทันสมัย มีความสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบตัวอากาศยาน และสามารถซ่อมแซมตัวเองจากความเสียหายได้ระดับหนึ่ง
อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ Combat Cloud คือการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละเครื่องเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายร่วมเพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติการรบสูงสุด
ซึ่งมีการประเมินว่าราคาเครื่องบินทิ้งระเบิดใหม่นี้จะมีราคาไม่ต่ำกว่าเครื่องละ $550 million นั่นหมายความว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯจะต้องใช้งบประมาณ $55 billion สำหรับการจัดหา 100เครื่อง

แต่อย่างไรก็ตามความล่าช้าในการพัฒนาโครงการเนื่องจากผลกระทบที่รัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดี Obama ได้ตัดลดงบประมาณทางกลาโหมลงหลายรายการ
ประกอบกับที่กองทัพอากาศสหรัฐฯยังมีโครงการจัดหาขนาดใหญ่ต่อเนื่องอีกหลายโครงการเช่น โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 F-35A Lightning II และโครงการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้่อเพลิงทางอากาศ KC-46A Pegasus เป็นต้น
ทำให้โครงการเครื่องบินทิ้งระเบิด LRS-B มีแนวโน้มที่จะมีความล่าช้าลงและมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลกลางและกองทัพอากาศสหรัฐฯต้องแบกรับในขณะนี้
ซึ่งถ้ากองทัพอากาศสหรัฐฯต้องการจะจัดหาเครื่องบินทิ้งระเบิดใหม่ 100เครื่องเข้าประจำการพร้อมรบได้ในกลางปี 2030s อาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า $90 billion
โครงการ LRS-B จึงมีผลต่อการคงขีดความสามารถด้านกำลังรบทางยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯมาก
เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดที่เป็นกำลังหลักในปัจจุบันอย่าง B-52 นั้นคงไม่สามารถยืดอายุการใช้งานไปได้เกินปี 2040-2045 ครับ

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

กองทัพบกสหรัฐฯจัดหาชุดปรับปรุงกระสุนปืนใหญ่นำวิถีขนาด 155mm แบบ M1156 PGK

Diagram of XM1156 alongside standard fuse profile

http://www.defensenews.com/story/defense/land/weapons/2015/03/13/orbital-atk-wins-us-army-deal-for-pgk/70222932/

กองทัพบกสหรัฐฯได้ลงนามสัญญาจัดหามูลค่า $120 million ในการจัดหาชุดปรับปรุง M1156 Precision Guidance Kit สำหรับติดตั้งกับกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155mm ให้เป็นระบบกระสุนปืนใหญ่นำวิถีความแม่นยำสูง
หลังจากที่ ATK ควบรวมกิจการกับ Orbital ในปี2006 ระบบ PGK ตัวต้นแบบได้มีการพัฒนาสาธิตเสนอให้กองทัพสหรัฐฯตั้งแต่ปี 2013 และชนะสัญญาจัดหาขั้นต้นวงเงิน $58 million
และอีกสองปีต่อมาจึงได้มีการลงนามสัญญาจัดหาแบบสายการผลิตเต็มอัตรา ซึ่งจะเริ่มส่งมอบระบบได้ในช่วงต้นปี 2016
M1156 Precision Guidance Kit เป็นชุดหัวชนวนกระสุนนำวิถี GPS ที่มีชุดครีบปรับทิศทางเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการยิงเป้าหมายเพื่อลดความเสียหายข้างเคียง เช่น ลดจำนวนความเสียหายที่จะเกิดต่อชีวิตพลเรือน
ซึ่งมีค่าความคลาดเคลื่อนต่อเป้าหมายในการยิง (CEP: Circular Error Probability) จะอยู่ที่ไม่เกิน 200m และน้อยที่สุดเพียง 30m
"เนื่องจากองทัพมีกระสุนในคลังอยู่แล้วเป็นล้านนัด การผลิตชุดปรับปรุงสำหรับติดตั้งกับกระสุนปืนใหญ่ตามแบบจะมีราคาถูกกว่าการผลิตกระสุนใหม่หมดทั้งนัดถึง10เท่า" Tim Jones ผู้จัดการโครงการของ Orbital ATK กล่าว
โดยชุดปรับปรุงจะมีราคาประมาณชุดละ $10,000 ซึ่งน้อยกว่ากระสุนนำวิถีที่ผลิตครบนัดแล้วที่ราคานัดละ $70,000-$13,000

M1156 PGK ได้ผ่านการทดสอบโดยกองทัพบกสหรัฐฯเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากนำระบบไปทดสอบที่ กองร้อย A และ B กองพันที่2 กรมทหารปืนใหญ่ที่15 ที่ประจำการในอัฟกานิสถานมาแล้วหลายเดือนก่อนหน้านี้
ประเทศที่สนใจจัดหาระบบ PGK ไปทดสอบและใช้งานนอกจากกองทัพบกสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ ก็มี ออสเตรเลีย และแคนาดา เป็นต้น
โดยการสาธิตเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาได้มีการติดตั้ง PGK กับกระสุนปืนใหญ่ DM111 เพื่อใช้ยิงกับปืนใหญ่อัตตาจร PzH 2000 ของกองทัพบกเยอรมนี
ซึ่งในการยิงทดสอบร้อยละ90 ของกระสุนที่ยิงมีความแม่นยำในการยิงกับเป้าหมายประจำที่คลาดเคลื่อนเพียง 5m จากระยะยิง 27km ครับ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

บราซิลบรรลุข้อตกลงการลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F 36เครื่อง


Brazilian 36 Gripen NG Fighter Contract Finalized For $4.55 Billion
http://www.defenseworld.net/news/12402/Brazilian_36_Gripen_NG_Fighter_Contract_Finalized_For__4_55_Billion#.VQJRyeH_GUl

SAAB ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า บราซิลได้บรรลุข้อตกลงในการลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบิงขับไล่ Gripen E/F จำนวน 36เครื่องวงเงิน $4.55 billion แล้ว
ซึ่งการจัดหานี้ไม่ได้รวมเฉพาะค่าตัวเครื่องเท่านั้น(คิดเป็นราวร้อยละ25-30ของวงเงิน) แต่รวมถึงระบบอาวุธ การฝึก อะไหล่ ระบบสนับสนุน การวางแผน การซ่อมบำรุง และการถ่ายทอด Technology ด้วย
"บราซิลเลือก SAAB เพราะต้องการ Technology รุ่นล่าสุดสำหรับผลักดันอุตสาหกรรมของเราให้ก้าวหน้า" Mikael Franzen ผู้จัดการโครงการ Gripen ของบราซิลกล่าว
การจัดหา Gripen ของกองทัพอากาศบราซิลทั้ง 36เครื่องประกอบด้วย Gripen E รุ่นที่นั่งเดี่ยว 28เครื่อง และ Gripen F รุ่นสองที่นั่ง 8เครื่องซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดย SAAB จะเริ่มส่งมอบเครื่องได้ภายในปี 2019-2024
โดยล่าสุดกองทัพอากาศบราซิลได้ส่งนักบินสองนายไปทำการฝึกบินกับ Gripen ที่ฐานทัพอากาศ F7 ใน Satenas สวีเดนเพื่อเตรียมเป็นครูการบินตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2014 แล้ว
บราซิลเป็นประเทศแรกในแถบ Latin America ที่จัดหา Gripen ไปใช้งานโดย Gripen E/F หรือ Gripen NG นั้นเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นล่าสุดของ SAAB ที่พัฒนาจากเครื่องต้นแบบสาธิต Technology Gripen Demo
สัญญาลงนามจัดหาเป็นโครงการระยะยาวนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของบราซิลเองและ SAAB ที่จะเปิดสายการผลิตเครื่อง Gripen E/F
ซึ่งต้องจ้างคนงานในโรงงานที่ Linkoping เพื่อผลิตทั้งเครื่องสำหรับกองทัพอากาศสวีเดนและกองทัพอากาศบราซิลด้วย
นอกจากนี้ SAAB ยังมองหาโอกาสความเป็นไปได้ที่จะหาลูกค้าของ Gripen E/F เพิ่มเติม เช่น ประเทศในเขตยุโรปตะวันออกอย่าง เชค หรือ ฮังการี ที่ทำการเช่า Gripen C/D ไปใช้อยู่ขณะนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

กองทัพบกไทยฝึกใช้เฮลิคอปเตอร์ CH-47D เคลื่อนย้ายรถถังเบา Scorpion ทางอากาศ

ส่วนตัวเคยสงสัยมานานแล้วครับว่ากองทัพบกเคยมีการฝึกใช้ ฮ.ล.๔๗ CH-47D Chinook ทำการหิ้วรถถังเบาแบบ ๒๑ Scorpion เคลื่อนย้ายทางอากาศด้วยหรือไม่
เพราะ ถ.เบา๒๑ Scorpion ตัวรถมีน้ำหนักพร้อมรบ 8tons ซึ่ง CH-47D สามารถทำการบรรทุกภายนอกลำตัวได้เหมือนการหิ้วรถยนต์บรรทุก HMMWV หรือปืนใหญ่สนาม เป็นต้น
ก็ได้พบภาพใน Clip ดังกล่าวนี้เป็นการยืนยันครับว่ากองทัพบกเคยมีการฝึกนำ ฮ.Chinook หิ้ว ถ.เบา Scorpion เคลื่อนที่ทางอากาศมานานแล้วครับ





แต่ถ้าถามว่า ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ของกองทัพบกสามารถหิ้่ว ถ.เบา Scorpion ได้เหมือน ฮ.ล.๔๗ CH-47D หรือไม่?
คำตอบคือไม่ได้ครับ เพราะน้ำหนักบรรทุกภายนอกสูงสุดของ Mi-17V5 คือ 3-4tons เท่านั้นไม่เพียงพอสำหรับจะหิ้วรถถังเบา Scorpion
เพราะฉะนั้นถ้ากองทัพบกไทยต้องการคงขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ทางอากาศกับ ถ.เบา ๒๑ Scorpion ซึ่งก็เพิ่งจะได้รับการปรับปรุงติดตั้งระบบกล้องเล็งใหม่ไป
ก็จำเป็นต้องพิจารณาการจัดหา CH-47F Chinook รุ่นใหม่หรือ ฮ.ลำเลียงหนักแบบอื่นที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันมาแทน ฮ.ล.๔๗ CH-47D ในอนาคตครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

Boeing และ SAAB พัฒนาระเบิดนำวิถี SDB รุ่นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องจากพื้นสู่พื้น

SDB conquers new ground


Boeing and Saab team members make preparations for the first Ground Launched SDB test in Vidsel, Sweden
http://www.boeing.com/boeing/Features/2015/03/bds_small_diameter_bomb_03_09_15.page

Boeing และ SAAB ได้ร่วมมือพัฒนาระบบ Ground Launched Small Diameter Bomb(GLSDB) ซึ่งพัฒนามาจาก GBU-39B SDB I ซึ่งเป็นระเบิดนำวิถีดาวเทียม GPS/INS ขนาด 250lbs ที่ติดตั้งกับอากาศยาน รวมกับจรวด M26 ขนาด 227mm ที่ยิงจากระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องเช่น M270 MLRS และ M142 HIMARS ให้เป็นระบบยิงจากภาคพื้นดิน
โดย GLSDB เป็นระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องที่สามารถโจมตีเป้าหมายที่มีความแตกต่างด้านตำแหน่งที่ตั้งและเส้นทางการโจมตีในระยะไกล 70-150km ได้หลายๆเป้าพร้อมกันในการยิงเพียงชุดเดียว
ซึ่งทีมพัฒนาของ Boeing และ SAAB ได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงจรวด GLSDB ณ สนามทดสอบยิงอาวุธที่ Vidsel สวีเดนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
"GLSDB เป็นส่วนผสมระหว่างระบบที่ได้รับการพิสูจน์ในสนามรบจริงแล้วสองระบบคือระเบิด SDB และจรวด Mk26 ซึ่งทำให้กองกำลังภาคพื้นดินมีขีดความสามารถเชิงรุกสูงขึ้น"
Beth Kluba รองประธานแผนกระบบอาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีของ Boeing กล่าว
"SAAB และ Boeing ประสบความสำเร็จในการสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน ขณะนี้ได้ขยายไปสู่ Technology ระบบอาวุธความแม่นยำสูงเป็นพื้นที่แล้ว เราคือผู้เปลี่ยนเกมในตลาดอาวุธทั้งสหรัฐฯและทั่วโลก"
Gorgen Johansson ประธานฝ่าย  Dynamics Business Area ของ SAAB AB กล่าวร่วมกัน
ซึ่ง Boeing และ SAAB ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาระบบร่วมกันตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2014 และจะเสนอขายระบบ GLSDB ให้กับกองทัพจากทั่วโลกครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิหร่านเปิดตัวอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนพิสัยไกล Soumar








http://www.presstv.ir/Detail/2015/03/08/400826/Iran-unveils-longrange-cruise-missile

วันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีกลาโหมอิหร่านพลจัตวา Hossein Dehqan ได้เปิดตัวอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนพื้นสู่พื้นพิสัยไกลแบบ Soumar ที่พัฒนาเองในประเทศ
โดยอ้างว่าระบบ Soumar นั้นมีความแม่นยำสูงกว่าระบบขีปนาวุธที่มีการพัฒนามาก่อนหน้านี้และมีพิสัยยิงไกล
ถ้าอ้างอิงจากภาพประกอบในข้างต้น Soumar จะมีระยะยิงถึง 3,000km ไกลพอที่จะยิงถึงอิสราเอลหรือยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางได้
"ระบบนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพิ่มอำนาจการป้องกันและป้องปรามแก่ประเทศของเรา" นายพล Dehqan กล่าวในงานเปิดตัวที่ Tehran
ทั้งนี้รายงานข่าวยังอ้างว่าจะมีการเปิดเผยระบบขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีลักษณะเดียวกันและรุ่นปรับปรุงในราววันที่ 21 มีนาคมนี้ด้วย
มีการวิเคราะห์ว่าระบบ Soumar นี้มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-55 ของรัสเซียมาก ซึ่งอิหร่านอาจจะทำการวิศวกรรมย้อนกลับและดัดแปลง
เพราะมีรายงานว่ายูเครนเคยขายระบบ Kh-55 ให้อิหร่าน(12นัด)และจีน(6นัด)อย่างผิดกฏหมายจำนวนหนึ่งในช่วงปี 2001-2005 ครับ

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตัวอย่างงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ThaiComic Mini Workshop 5



ชุดภาพนี้มาจากตัวอย่างงานแนะนำตัวที่ส่งสมัครเข้าร่วมโครงการ ThaiComic Mini Workshop 5 ของวิบูลย์กิจ เป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่างงาน Comic แนะนำตนเอง ๔หน้าครับ
โดยภาพนี้ในหน้าที่ ๓และ๔ เป็นหน้าคู่ที่วาดโดยใช้กระดาษขนาด A4 ต่อกัน (ท่านที่ติดตามข่าวโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ของกองทัพบกไทยมาตลอดน่าจะคุ้นกับภาพถ่ายต้นฉบับที่นำมาเป็นแบบในการวาดภาพนี้ดี)
เดิมที Comic แนะนำตนเอง ๔หน้านี้ได้วาดโดยใช้ Storyboard ของนิยายภาพเรื่องยาวใหม่ที่เคยมีโครงการว่าจะวาดครับ ทำการตัดเส้นหมึกในกระดาษจริงก็จะนำมาลงสีใน PC
แต่โครงการเรื่องนี้ได้ถูกพักไว้ก่อน และอาจจะเปลี่ยนแผนไปสู่รูปแบบการเขียนเป็นนวนิยายแทนในอนาคต
(เหมือน "ตำนานเจ้าคีรี" ที่เดิมทีมีการวางแผนว่าจะเขียนเป็น Comic ก่อน แต่ได้เปลี่ยนเป็นรูปแบบนวนิยายแทนและได้เขียนจบเรื่องส่งเข้าประกวดไปแล้วตามที่เคยลงข้อมูลไป)
ก็นับว่าต้องขอขอบคุณทาง ThaiComic และสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจเป็นอย่างมากที่ให้โอกาสผมในโครงการนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

กองทัพเรือสหรัฐฯเปิดเผยข้อมูลเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke Flight III แก่สภาCongress


Profile of Flight IIA Arleigh Burke-class destroyer.

Document: Navy Report to Congress on Flight III Destroyers
http://news.usni.org/2015/03/04/document-navy-report-to-congress-on-flight-iii-destroyers

ผู้ช่วยรัฐมนตรีแห่งฝ่ายวิจัย พัฒนา และจัดหากองทัพเรือสหรัฐฯได้ทำเอกสารการรายงานเปิดเผยข้อมูลแบบเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke Flight III แก่สภา Congress
ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกในเอกสารดังกล่าวแต่ก็คาดว่าแบบเรือ Flight III น่าจะพัฒนาต่อจากแบบเรือ Flight IIA
เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke นั้นปัจจุบันเป็นกำลังรบเรือผิวน้ำหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯซึ่งเปิดสายการผลิตมายาวนานนับตั้งแต่เรือลำแรกคือ DDG-51 USS Arleigh Burke เข้าประจำการในปี 1991
โดยมีการการพัฒนาและปรับปรุงแบบเรือมาต่อเนื่องหลายปี เช่นชุดแบบเรือ Flight I 21ลำ, Flight II 7ลำ, Flight IIA ปืนใหญ่เรือ Mk45 mod2 5"/54cal 2ลำ, Flight IIA ปืนใหญ่เรือ Mk45 mod4 5"/62cal 32ลำ
และอยู่ระหว่างการสร้างเรือแบบ Flight IIA Restart 3ลำ และ Flight IIA Technology Insertion มีการลงนามสัญญาก่อสร้างแล้ว 3ลำ และมีการลงนามสัญญาผู้ชนะการประกวดราคาแล้วอีก 5ลำ
สำหรับเรือแบบ Flight III นั้นมีแผนความต้องการขั้นต้น 3ลำ ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐฯมีแผนต้องการเรือชั้น Arleigh Burke รวมทั้งหมดอย่างน้อย 75ลำครับ

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาพ Oplot-T ที่โรงงาน Malyshev ยูเครนล่าสุด-๔

Kharkiv Tank Factory
The tank assembly line. Brendan Hoffman for Al Jazeera America
http://america.aljazeera.com/multimedia/2015/2/kharkiv-tank-factory.html

ภาพที่เห็นจากรายงานข่าวของ ALJAZEERA America นี้แสดงให้เห็นภาพรถถังหลัก Oplot ที่น่าจะเป็นของกองทัพบกไทยประกอบเสร็จเกือบจะสมบูรณ์แล้วสามคันที่โรงงาน Malyshev เมือง Kharkiv ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แต่ก็ไม่ทราบว่าขณะนี้มีรถถังหลัก Oplot ประกอบเสร็จแล้วจริงกี่คันแน่และจะส่งรถชุดใหม่มาถึงไทยได้เมื่อใดซึ่งนับว่าล่าช้ามากครับ