วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพสหรัฐฯดำเนินงานก้าวหน้าต่อเนื่องการพัฒนาชุดเกราะเสริมพลัง TALOS

USSOCOM continues to advance TALOS development
US Special Operations Command officials have re-affirmed their continued interest in the Tactical Assault Light Operator Suit programme. Source: Revision Military
http://www.janes.com/article/60861/ussocom-continues-to-advance-talos-development

กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพสหรัฐฯ(USSOCOM: US Special Operations Command) ได้เปิดข้อมูลทางการในงานสัมมนาอุตสาหกรรมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ SOFIC 2016(Special Operations Forces Industry Conference)
เปิดเผยรายการความต้องการของโครงการลับชุดเกราะโครงกระดูกภายนอกเสริมพลัง(Powered Exoskeleton) แบบ TALOS(Tactical Assault Light Operator Suit)
ตามที่หัวหน้ากองกำลังเฉพาะกิจการจัดหาร่วม TALOS (Joint Acquisition Task Force (JATF)-TALOS) คือ นาวาโท Anthony Baker จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือสหรัฐฯ(NAVSPECWARCOM: Naval Special Warfare Command) และ พลเอก Raymond Anthony Thomas III ผู้บัญชาการกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพสหรัฐฯ
ได้บรรยายสรุปถึงการพัฒนาล่าสุดเรื่องการอนุมัติการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการ "สนับสนุนระดับสูงสุด" สำหรับโครงการนี้ในงานสัมมนา

โครงการ TALOS จัดตั้งขึ้นครั้งแรกโดย พลเรือเอก Bill McRaven ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาต้นแบบชุดรบขั้นก้าวหน้าในเดือนสิงหาคม 2018
แนวคิดของชุด TALOS มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถ "การป้องกันอาวุธยิงขีปนวิถีที่ครอบคลุม, การหยั่งรู้สถานการณ์, และการโจมตีและสังหารอย่างรวดเร็วและแม่นยำ" ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการรบในเขตเมือง(MOUT:Military Operations in Urban Terrain)
นาวาโท Baker ได้เปิดเผยเป้าหมายของ JATF-TALOS ในปีงบประมาณ 2016 ว่าได้รวมถึงการเดินหน้าการพัฒนาชุดรบนี้อย่างต่อเนื่อง โดยรวมการวิจัย, การประเมินผล, การทดสอบ, และการพัฒนาของวิทยาการที่เกิดขึ้นใหม่และที่พลิกโฉม, ระบบย่อย และส่วนประกอบต่างๆ

แผนดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการเร่งอัตราการพัฒนาวิทยาการและการเปลี่ยนผ่านวิทยาการเหนือเส้นขอบฟ้าด้านความสามารถในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมการปฏิบัติการที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนในอนาคต เช่นเดียวกับการสร้างชุดต้นแบบเพื่อส่งมอบให้ผู้ใช้งานภาคสนามได้อย่างรวดเร็วโดยมีความล่าช้าน้อยที่สุด
ขอบเขตการทำงานที่ให้ความสนใจในโครงการนี้ประกอบด้วย ระบบโครงกระดูกภายนอก(Exoskeleton), ระบบพลังงาน, C4I(การบัญชาการ, ควบคุม, สื่อสาร, คอมพิวเตอร์ และข่าวกรอง Command, Control, Communications, Computers and Intelligence)
ส่วนติดต่อระหว่างผิวของผู้สวมชุดและชุดรบซึ่งร่ววมระบบตรวจจับทางชีวภาพ เช่นเดียวกับหมวกสนามและเกราะป้องกัน

"USSOCOM ยังไม่ได้กำหนดความต้องการ(สำหรับระบบ TALOS) อย่างเต็มที่ เรากำลังเผชิญหน้ากับระยะเวลาที่โหดหินมากสำหรับชุดต้นแบบในเดือนสิงหาคม 2018" นาวาโท Baker อธิบายเสริม
ขณะที่การตั้งข้อสังเกตว่าระบบ TALOS ท้ายสุดจะสามารถนำไปเปิดตัวเพื่อใช้กับหน่วยภาคพื้นดินตามแบบในอนาคตได้หรือไม่ ถ้าหากโครงการของ USSOCOM นี้ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่โครงการได้อธิบายว่ามันยังมีปัญหาสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขอีกหลายๆอย่าง ซึ่งรวมถึงการที่ทหารจะใช้สองมือของตนดำเนินการ "ติดยึด" ชุดรบนี้เข้ากับระบบอาวุธประจำกายของของตนได้อย่างไรด้วยครับ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๕

M60A3 Main Battle Tank Royal Thai Army New Upgrade
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=238675653161883&set=p.238675653161883

จากภาพล่าสุดในข้างต้นที่ปรากฎว่ากองทัพบกไทยมีการปรับปรุงรถถังหลัก M60 ซึ่งน่าจะเป็นการดำเนินการโดยบริษัท IMI อิสราเอลตามที่เคยรายงานข่าวไปก่อนนั้น
ในภาพจะเห็นว่าปืนใหญ่รถถังที่ติดกับรถถังหลัก M60 ที่ปรับปรุงจะไม่ใช่ปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm คือ MG251/MG253 ขนาด 120mm/L44 ของ IMI
http://www.imi-israel.com/home/doc.aspx?mCatID=68579
แต่ยังคงเป็นปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm โดยเปลี่ยนเป็นปืนใหม่น่าจะเป็นปืนใหญ่รถถัง M68(L7) ที่ได้สิทธิบัตรการผลิตในอิสราเอลที่ใช้ในรถถังหลัก Merkava MkI และ Merkava MkII ซึ่งกองทัพอิสราเอลปลดประจำการแล้ว
ซึ่งที่ดูจากรูปแบบกระบอกปืนที่เห็น ไม่แน่ใจว่าน่าจะเป็นปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm แบบของใหม่หรือไม่ ส่วนระบบควบคุมการยิงและกล้องเล็งใหม่ก็น่าจะเป็นของ Elbit Systems

รถถังหลักที่ได้รับการปรับปรุงเข้าใจว่าน่าจะเป็นรถถังหลัก M60A3 เพราะสีตัวรถเป็นลายพรางแบบสามสี NATO ซึ่งมีประจำการใน กองพันทหารม้าที่๕ รักษาพระองค์ และ กองพันทหารม้าที่๑๗ รักษาพระองค์
ขณะที่รถถังหลัก M60A1 ที่ประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒๐ รักษาพระองค์ สีตัวรถจะเป็นสีเขียวขี้ม้า
ตรงนี้ก็ยังไม่ทราบครับว่าโครงการปรับปรุงของ IMI ตอนนี้จะปรับปรุงเฉพาะ ถ.หลัก M60A3 กองพันเดียวหรือทั้งสองกองพัน และจะปรับปรุง ถ.หลัก M60A1 รวมถึง ถ.หลัก M48A5 ด้วยหรือไม่

([ROLEPLAY] Thailand to finalise deal with Israel on M60 Patton upgrade packages
https://www.reddit.com/r/worldroleplay/comments/408qj6/roleplay_thailand_to_finalise_deal_with_israel_on/
เนื้อหาข่าวที่ลงในข้างต้นเห็นมีอ้างอิงจาก Web นี้แห่งเดียวครับ ยังไม่มีแหล่งข่าวอื่นๆอ้างอิงเป็นทางการ เลยมองว่าอาจจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือครับ
แต่ถ้าเป็นไปตามที่อ้างอิงในที่ลงไว้ในข้างต้นทั้งหมด คือปรับปรุงทั้ง M48A5, M60A1 และ M60A3 ทั้งหมดที่กองทัพบกมีทั้งหมดในวงเงิน $700 million แต่ก็บอกว่า ทบ.จะเลิกใช้ M48A5)

ก็ดูเหมือนโครงการปรับปรุงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอัตตาจร M163 TVADS Super Vulcan ที่ปรับปรุงโดย IMI อิสราเอลก่อนหน้านี้ครับ ที่มาทำแบบเงียบๆแทบไม่มีข้อมูลอะไรออกมาเลย
แต่หลักๆที่ทำคงมีเปลี่ยน ปถ.105mm ใหม่กับระบบควบคุมการยิงใหม่ (ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่หรือไม่) คงต้องมาดูกันภายหลังว่าจะมีภาพการปรับปรุงรถเพิ่มเติมปรากฏออกมาอีกมากกว่านี้หรือไม่ครับ

รถถังหลัก Oplot กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย

ประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในสื่อหลักของไทยในกรณี Battery ของรถถังหลัก Oplot กองทัพบกไทยมีปัญหานั้น 
เห็นว่าข่าวนี้ต้นทางมาจากทางนิตยสาร Kanwa the Asian Defence ครับ
https://www.kanwa.com (แต่ยังหา Link จริงๆไม่พบ เข้าใจว่าเป็นหัวข้อบทความในหนังสือรูปเล่ม)

ประเด็นเนื้อหาหลักคือ Battey ของรถถังหลัก Oplot นั้นมีอาการเสื่อมสภาพและประจุไฟใหม่ได้ช้าและลดประสิทธิภาพลงหลังจากการใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งน่าจะมาจากการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยทำให้ Battery เสื่อมสภาพเร็ว
ก็เห็นว่าทางยูเครนจะแก้ปัญหานี้ให้ทางไทยครับ อย่างไรก็ตามในแหล่งข่าวข้างต้นมีการระบุข้อมูลว่า โรงงานที่ผลิต Battery ของ ถ.หลัก Oplot นั้นเดิมอยู่ที่เขต Luhansk
ซึ่งก็อย่างที่ทราบว่าเกิดความขัดแย้งภายในภาค Donbass ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งประกอบด้วยเขต Donetsk กับเขต Luhansk นั้น เป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลยูเครนกับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2014

เข้าใจว่าทางยูเครนต้องหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อยของรถถังหลัก Oplot ใหม่แทนชิ้นส่วนที่ผลิตในเขต Donetsk กับเขต Luhansk เดิมหลายๆระบบ (เป็นสาเหตุร่วมหนึ่งที่ทำให้การผลิตรถถัง Oplot ให้ไทยล่าช้า)
ถ้ารวมกับการแก้ไขปัญหา Bettery เสื่อมสภาพเร็วจากการใช้งานในเขตร้อนชื้นอย่างไทย ก็ต้องใช้เวลาอีกพอควร
ถ้าดูจากที่ผ่านๆมาทางยูเครนได้เสนอความร่วมมือที่จะถ่ายทอด Technology ความมั่นคงของตนให้ไทยมาตลอด เช่นการลงนามความร่วมมือที่จะเปิดสายการผลิตรถเกราะ BTR-3E1 ภายในไทย
ซึ่งหลังที่มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การแบตเตอรี่กับองค์การฟอกหนังไปเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ ก็มีการตั้งโรงงานแบตเตอรี่ทหาร สังกัด กองโรงงานอุตสาหกรรม กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ขึ้นมา
เรื่อง Battery ของรถถังหลัก Oplot ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทางไทยกับยูเครนน่าจะคุยกันได้ (แต่ว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการดำเนินการอย่างไรในขั้นต้นและระยะยาวตรงนี้ก็ยังไม่ทราบ)
แต่ก็สงสัยอยู่อย่างครับว่ารายงานนี้ไปได้แหล่งข่าวมาไหน เพราะคงต้องเป็นเจ้าหน้าที่ภายในที่เกี่ยวข้องครับถึงมีข้อมูลแบบนี้(ทั้งไทยและยูเครน) ซึ่งก็ไม่ทราบว่ามีวัตถุประสงค์ใดที่ให้ข้อมูลนี้กับสื่อ

ทั้งนี้ก็รวมถึงข่าวการส่งมอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่จำนวน ๑๐คันตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้
ซึ่งถ้าเป็นความจริงจะนับเป็นการส่งมอบชุดที่สามแล้ว นับจากการส่งมอบรถชุดแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗(2014) จำนวน ๕คัน และชุดที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๘(2015) จำนวน ๕คัน
ทำให้รถถังหลัก Oplot ที่ประจำการในกองทัพบกไทยรวมเป็น ๒๐คัน ยังเหลืออีกตามสัญญาที่ทางยูเครนจะต้องจัดส่งให้ไทยอีก ๒๙คัน โดยมีรายงานว่ารถชุดใหม่จะมาส่งถึงไทยเพิ่มเติมภายในปีนี้

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของข่าวการส่งมอบรถชุดใหม่นี้อยู่ครับ เพราะการส่งมอบคราวนี้ไม่มีภาพถ่ายการขนส่งรถถังจากเรือขนส่งหรือการเครื่องย้ายรถบนถนนปรากฎออกมาเลย
มีการอ้างข้อมูลบางแหล่งว่าเรือจากยูเครนที่มาไทยในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม เป็นเรือที่ขนส่งรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่กองทัพบกสั่งจัดหาอยู่ซึ่งก็มีจัดส่งให้เป็นระยะต่อเนื่อง
ในส่วนของรถถังหลัก Oplot ชุดล่าสุดนั้นก็มีการอ้างว่าลงเรือมาแล้วแต่ยังไม่มาถึงไทย ซึ่งเรือจะถึงไทยในราวเดือนมิถุนายนนี้
โดยถ้าติดตามจากชุดภาพในโรงงาน Malyshev และการทดสอบรถที่ยูเครนในช่วงครึ่งปีแรกนี้ก็จะเห็นว่ามีรถถังหลัก Oplot ที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์ทั้งคนแล้วหลายคัน รวมถึงชิ้นส่วนที่รอบการประกอบทั้งตัวถังและป้อมปืนอีกเป็นจำนวนมาก
(นอกจากภาพที่เผยแพร่ใน Facebook จนถึง Blog และ Social Network ของยูเครนและรัสเซีย ที่มีการยืนยันแล้วว่าน่าจะเป็นภาะการส่งมอบรถชุดที่สองเมื่อปีที่แล้ว ไม่ใช่การส่งมอบรถชุดล่าสุด)
รวมถึงแม้ว่า Jane's ที่เป็นแหล่งข้อมูลทางการทหารที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือมานานกว่าร้อยปีจะลงข่าวยืนยันตามสื่อที่ออกมาก็ตาม แต่กรณีข่าวรับมอบรถถังหลัก Oplot ของไทยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ครับ (คงต้องรอดูภาพและข้อมูลยืนยันที่ถูกต้องกว่านี้กันต่อไป)

รถถังหลัก VT4 (MBT-3000) รถต้นแบบคันใหม่ที่จีน ซึ่งปรากฎภาพล่าสุดเมื่อต้นปีนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 หรือ MBT-3000 ของกองทัพบกไทย จาก Facebook Page Combat Zones นิตยสาร Battlefield Defense ของ บก.สมพงษ์ นนท์อาสา นี้มีรายงานครับว่า
กองทัพบกไทยได้ลงนามจัดหารถถังหลัก VT4 เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙(2016) จำนวน ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท(นับว่าใกล้เคียงกับที่ส่วนตัวคาดไว้คือประมาณ ๕พันล้านบาท) มีกำหนดส่งมอบใน ๒ปี
โดยโครงการจัดหาครั้งนี้เป็นข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นมิตรประเทศ ทำให้กองทัพบกจะได้ยุทโธปกรณ์ในราคาถูกและจัดส่งได้รวดเร็วเนื่องจากซื้อโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบรถถังหลักของกองทัพบกได้ไปดูงานรถถังหลัก T-90S ที่รัสเซีย และรถถังหลัก VT4 จีน
ได้ประเมินคะแนนตามคุณลักษณะความต้องการ ความสามารถในการผลิต การบริการหลังการขาย การถ่ายทอดพัฒนา Technology ราคาต่อคันพร้อมอุปกรณ์สำหรับการรบ
คณะกรรมการกองทัพบกได้ให้คะแนนรถถังหลัก VT4 ร้อยละ๘๐ และรถถังหลัก T-90S ร้อยละ๗๕ (ราคาต่อคันที่เสนอให้ไทย VT-4 คันละ ๔.๙ล้านบาท ขณะที่ T-90S คันละประมาณ ๖ล้านบาทกว่า)

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการประกอบหรือผลิตรถถังหลัก VT4 ในไทย แต่จีนมีโครงการจะตั้งศูนย์การส่งกำลังบำรุงและซ่อมบำรุงในไทย
พร้อมส่งช่างเทคนิค วิศวกร มาประจำที่ไทยด้วย และมีการสะสมชิ้นส่วนซ่อม โดยมีระยะประกัน ๑ปี พร้อมสนับสนุนการซ่อมแซมปรนนิบัติบำรุงอีกไม่ต่ำกว่า ๒๕ปี
ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำรองต่างๆ ๔๓๗รายการ ชุดตาข่ายพรางตัวรถ ๒๘ชุด และกระสุนปืนใหญ่(กระสุนฝึกไม่มีหัวระเบิด) ๙๐นัด โดยจะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไทย ๑๘นายไปฝึกที่จีนก่อนการรับมอบรถชุดแรก ๔เดือน จากนั้นจะฝึกอบรมในไทย

Type 69-II ติดปืนใหญ่รถถัง 105mm กองพันทหารม้าที่๒๒ กองทัพบกไทย
(หมายเหตุ: ในกรณี รถถังหลัก ถ.๓๐ Type 69-II จีนที่กองทัพบกปลดประจำการไปก่อนนั้น
ในช่วงเวลาที่จัดหาคือ พ.ศ.๒๕๓๐(1987) กองทัพไทยจัดหารถถังรุ่นนี้จากจีนโดยตรงในราคามิตรภาพเนื่องจากเป็นรถในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโดยตรง เพื่อรับมือภัยคุกคามตามพรมแดนตะวันออกอย่างเร่งด่วนในช่วงนั้น
แต่จีนมีเงื่อนไขที่ทำให้ไทยไม่สามารถสำรองอะไหล่และอุปกรณ์ต่างสำหรับซ่อมบำรุงรถได้เองในไทย
ประกอบกับเวลาต่อมา ถ.หลักรุ่นนี้ล้าสมัยลงและกองทัพบกได้มีการจัดหารถถังแบบอื่นใช้งานที่มีประสิทธิภาพพอเช่น รถถังเบา ถ.เบา.๓๒ Stingray และรถถังหลัก M60A1/M60A3
ถ.หลัก Type 69-II จึงอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมในการซ่อมบำรุงเพื่อคงสภาพความพร้อม แม้ว่าจีนจะเสนอการปรับปรุงรถถัง Type 69-II ที่ติดปืนใหญ่รถถัง 105mm โดยมีการทดสอบรถต้นแบบที่ ม.พัน.๒๒ แล้วก็ตาม
แต่เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเองเลิกใช้รถถังรุ่นนี้แล้ว กองทัพบกจึงประเมินให้ปลดประจำการไปในที่สุด  แต่ว่าตามตรงโดยความเห็นส่วนตัวข้อเสนอของจีนในโครงการรถถังหลัก VT4 ก็ดูจะยังเอาเปรียบไทยอยู่ดี)

มีรายงานเพิ่มเติมด้วยครับว่ากองทัพบกไทยมีแผนจะจัดหารถถังหลัก VT4 เพิ่มเติมอีก ๑๘คัน รวมเป็น ๔๖คัน ตามอัตราจัดกำลังกองพันทหารม้ารถถังแบบใหม่
(เดิมทีกองพันทหารม้ารถถังของกองทัพบกไทยจะมีรถถังหลักรวม ๕๑คัน คือ
หนึ่งหมวดรถถังมีรถถังหลัก ๕คัน โดยเป็นรถของผู้บังคับหมวด ๑คัน หนึ่งกองร้อยรถถังจะมีรถถังหลัก ๑๕คัน+รถถังของผู้บังคับกองร้อย ๑คันเป็น ๑๖คัน สามกองร้อยรถถังมีรถถัง ๔๘คัน+รถถังของผู้บังคับกองพันอีก ๑คัน+รองผู้บังคับกองพันอีก ๒คัน รวมทั้งหมดเป็น ๕๑คัน
ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าอัตราจัดกองพันทหารม้ารถถังใหม่ที่ ๔๖คันนั้น เป็นอย่างไรครับ)
รวมถึงจะมีการจัดหารถสายพานกู้ซ่อม ๕คัน และรถซ่อมบำรุง ๔คัน ด้วย

ส่วนเครื่องยนต์ของรถถังหลัก VT4 บก.สมพงษ์ให้ข้อมูลเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ FW150 ๑๒ลูกสูบ สี่จังหวะ กำลัง 1200HP (883kW) พร้อม Turbocharge ระยะบายความร้อนด้วยน้ำ
ซึ่งเครื่องยนต์รถถังแบบนี้ไม่มีข้อมูลมาก่อน แต่อ้างว่าใช้ Technology จากยุโรปตะวันตก(DEUTZ?) แต่ก็ยังสร้างในจีนทั้งหมดอยู่
นอกนั้นก็ใกล้เคียงกับที่มีการให้ข้อมูลไปก่อนครับคือ ระบบควบคุมการยิงแบบ Digital พร้อมกล้องเล็งรักษาความเสถียรของภาพ(Image Stabilized Fire Control System) สำหรับพลยิง กล้อง Panoramic Sight พร้อระบบควบคุมการยิงแบบ Hunter-Killer สำหรับ ผบ.รถ
กล้องสร้างภาพความร้อน ระบบควบคุมอาวุธปล่อยนำวิถี ระบบแจ้งเตือนจากการตรวจจับด้วย Laser และยิงลูกระเบิดควันด้วยใช้หีบควบคุมด้วยมือหรือยิงแบบอัตโนมัติ เกราะวัสดุผสมและเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA ครับ
(ทุกอย่างออกแบบและสร้างในจีน แต่อ้างว่าใช้ระบบ Technology ที่ทันสมัยจากตะวันตก)

ทั้งนี้โครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ๔๙คันนั้น จะยังคงทยอยจัดหาเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ จนครบอัตราทั้งกองพันเช่นเดิม
โดยรถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO จีน ที่มีโครงการจัดหามาใหม่ชุดแรก ๒๘คันนั้น ถ้าเป็นตามรายงานของสำนักข่าวไทยจะเข้าประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๔ รักษาพระองค์ กองพลที่๑ รักษาพระองค์ 
ซึ่งเป็นคนละส่วนโครงการสำหรับคนละหน่วยกันครับ (กองทัพบกมีกองพันทหารม้าที่มีรถรบต่างแบบประจำการผสมร่วมกันเพียงหน่วยเดียวคือ กองพันทหารม้าที่๒๒ ซึ่งเป็นหน่วยฝึกศึกษาของ ศูนย์การทหารม้า)


ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย ใช้ถังดับเพลิงแบบยกหิ้วภายนอกเพื่อดับไฟป่า ในพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส

อีกทั้งช่วงก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปประชุมร่วมกลุ่ม ASEAN ที่เมือง Sochi รัสเซีย ซึ่งได้ร่วมการประชุมและลงนามข้อตกความร่วมทั้งด้าน วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจและความมั่นคงในหลายๆด้านระหว่างไทย-รัสเซียนั้น
ก็มีการนำเสนอข่างออกมาอย่างต่อเนื่องครับว่ากองทัพบกไทยมีความต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซียและอาจจะรวมถึงยุทโธปกรณ์แบบอื่นเช่น เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อดับไฟป่า 
โดยผู้บัญชาการทหารบกได้สัมภาษณ์สื่อว่ากองทัพบกต้องการเฮลิคอปเตอร์ใหม่ทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ ฮ.ล.๔๗ CH-47D ที่เคยมีประจำการใน กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก ๖เครื่อง
การจัดหาดังกล่าวน่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ที่ได้ใช้ในภารกิจดับไฟป่าที่จังหวัดนราธิวาสภาคใต้ร่วมกับอากาศยานแบบอื่นๆของ ศบบ.เช่น ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA เป็นต้น
ซึ่งแนวทางวางแผนการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 จำนวน ๑๒เครื่องนั้นเป็นความต้องการขั้นต่ำเพียงร้อยละ๕๐ จากความต้องการที่แท้จริงที่จะต้อมีความพร้อมรบถึงร้อย๘๐ เท่านั้น
(และประเด็นนี้ก็ได้กลายเป็นหัวข้อโจมตีความน่าเชื่อถือของกองทัพและหน่วยงานรัฐ ทั้งการจัดหา ฮ.Mi-17V5 เพื่อนำมาใช้ภารกิจช่วยเหลือประชาชนต่างๆ 
และการขายซากเครื่อง CH-47D จากบางสื่อซึ่งทางกองทัพบกก็ได้มีการชี้แจ้งข้อเท็จจริงไปแล้วว่ายังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆในขายซากเครื่องรวมถึงเรื่องการทุจริตตามที่ระบุด้วย)
ระยะเวลาราว ๕ปีนับตั้งแต่ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ชุดแรก ๓เครื่อง และชุดที่สอง ๒เครื่องได้เช้ประจำการใน กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก นั้นได้พิสูจน์แล้วครับว่า ฮ.Mi-17V5 นั้นเป็นอากาศยานแบบหนึ่งที่มีประสิทธิต่อราคาที่ดี
ดังนั้นการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มเติมอีก ๑๒เครื่องก็น่าจะเป็นแนวทางเหมาะสมและมาได้ไกลนับจากที่กำลังพลนักบินและช่างอากาศยานชุดแรกของกองทัพบกจำนวนไม่กี่นายไปศึกษาเปลี่ยนแบบที่รัสเซียมาจนรับมอบเครื่อง

บ.ล.๒๙๕ Airbus C-295W กองทัพบกไทย ที่สเปน

มีรายงานการทดสอบบินของเครื่องบินลำเลียงยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ บ.ล.๒๙๕ C-295W เครื่องแรกของกองทัพบกไทย ที่สนามบิน Seville ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน Airbus สเปนตามที่รายงานไป
โดยเครื่องบินลำเลียง C-295W จำนวน ๑เครื่องนี้คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก 
ซึ่งเดิมทีกองทัพบกเคยมีเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๓๓๐ Short Brothers Short 330-UTT ๒เครื่องที่ปลดประจำการไปแล้ว และยังคงประจำการเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๑๒ EADS CASA C212-300 ๒เครื่องอยู่
นอกจากนี้มีรายงานว่าอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธีขนาดกลางแบบ Elbit Hermes 450 UAV สำหรับภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ระยะเวลาทำการบินนาน 
ได้มีการจัดหาเข้าประจำการแล้วเพื่อทดแทนอากาศยานไร้คนขับ IAI Searcher II UAV ที่ใช้งานมานานในส่วน ศูนย์การบินทหารบก และมีรายงานว่ากำลังทำการฝึกบินที่ กองร้อยบิน กองพลทหารราบที่๙ 
ซึ่งทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาอากาศยานของกองทัพบกที่มาแบบเงียบๆช่วงนี้ครับ

24 - 25 พ.ค.59 การประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางมาใช้ใน ทบ.
เอกอัครราชฑูตยูเครนประจำประเทศไทยและคณะเข้าเยี่ยมคำนับ พล.ต.ดนัย กฤตเมธาวี ผบ.ศร. ณ ห้องรับรอง บก.ศร. 
และต่อจากนั้น ผบ.ศร.เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางมาใช้ใน ทบ.ไทย ณ ห้องประชุม 1 บก.ศร.ค่ายธนะรัชต์

ภาพ/ข่าว โดย ปชส.ศร.
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.601761836646998.1073742240.226022944220891
https://www.facebook.com/ศูนย์การทหารราบ-226022944220891/

ในชุดภาพข้างต้นจะเห็นครับว่า เอกอัครราชฑูตยูเครนประจำประเทศไทยและคณะนั่งในตำแหน่งตัวแทนบริษัทฯ และมีผู้แทนบริษัทหลายๆราย(นาจะเป็นคนไทย) ในการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางใหม่ของกองทัพบกไทย
ซึ่งตัวแทนนายทหารในส่วนของกองทัพบกก็มีทั้ง ศูนย์การทหารราบ ศูนย์การทหารม้า กรมสรรพาวุธทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เป็นต้น
อาจจะพอบอกได้ว่าโครงการจัดหายานเกราะล้อยางของกองทัพบกครั้งนี้มีตัวแทนจากยูเครนส่งแบบรถของตนเข้าแข่งขันรายหนึ่ง และอาจจะเป็นการจัดหาระบบรถหุ้มเกราะล้อยางที่จะนำเข้าประจำการทั้งใน เหล่าทหารราบ และเหล่าทหารม้าด้วย

แต่ตัวแทนรายอื่นจากประเทศอื่นๆก็ไม่ทราบครับว่ามีแบบใดบ้าง ทั้งนี้ที่ได้เคยรายงานไปว่ารถเกราะล้อยางอีกแบบที่มีข่าวออกมาก่อนว่าเสนอให้กองทัพบกคือ BTR-82A รัสเซีย
แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันชัดเจนว่าทางตัวแทนจากรัสเซียจะมาเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานพิจารณายานเกราะล้อยางหรือไม่และเมื่อใด
ซึ่งก็ควรที่จะมีตัวแทนหลายรายจากหลายประเทศมาเสนอแบบยานเกราะล้อยางให้กองทัพบกครับ

ยานเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 รถต้นแบบสำหรับกองทัพบกไทย(My Own Photo)


อากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่งปีกตรึง Falcon-V FUVEC พัฒนาโดยบริษัท Top Engineering Group และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.

DTI และ ทร. จับมือร่วมวิจัยยานเกราะล้อยาง-อากาศยานไร้นักบิน

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 DTI ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมวิจัยโครงการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญสองโครงการ คือ

โครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (FUVEC) 
ซึ่งถือว่าเป็นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่งของ DTI ในการร่วมมือกับหน่วยผู้ใช้ หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อนำมาใช้งานในกองทัพ

สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน 
เป็นรถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับลำเลียงพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของกำลังรบยกพลขึ้นบกในการเคลื่อนที่จากเรือสู่ฝั่ง 
สามารถบรรทุกไปกับเรือ และปฏิบัติการทางยุทธวิธียกพลขึ้นบกจากในทะเลชายฝั่งเข้าสู่ที่หมายหัวหาดและต่อเนื่องในยุทธบริเวณ 
และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเป็นความร่วมมือของ DTI และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพเรือ

ความเป็นมาของโครงการนั้น เนื่องด้วยกองทัพเรือนอกจากจะรับบทบาทในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลแล้ว ยังต้องมีขีดความสามารถในการสถาปนากำลังรบบนฝั่ง ทำการยึดรักษาหัวหาดอย่างมั่นคง 
ด้วยกำลังรบยกพลขึ้นบกไปยังชายฝั่งข้าศึกหรือพื้นที่ชายฝั่งที่ข้าศึกยึดครองอยู่ ซึ่งข้อได้เปรียบของการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกคือความอ่อนตัว ขีดความสามารถในการรวมกำลังที่เข็มแข็งและความรวดเร็วในการปฏิบัติภารกิจ 
และในปัจจุบันสภาพแวดล้อมของการดำเนินกลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้กำลังรบยกพลขึ้นบกจะมีภารกิจในการดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดินที่ต่อเนื่องด้วย 
ซึ่งจะต้องดำรงขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว มีอำนาจการยิงสนับสนุนที่รุนแรง และมีการป้องกันเพื่อเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบ

ยานเกราะล้อยางแบบ 8x8 เป็นรถที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อให้มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ มีอำนาจการยิงที่รุนแรงด้วยอาวุธที่หลากหลายสอดคล้องกับภารกิจ 
มีเกราะป้องกันแรงระเบิดด้านใต้และด้านข้าง ช่วยปกป้องทหารภายในรถ อีกทั้งมีความสามารถในการเคลื่อนที่ในน้ำ 
ทำให้ยานเกราะล้อยางมีคุณลักษณะและขีดความสามารถที่สอดคล้องและเหมาะสมต่อการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยนาวิกโยธินในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก ครอบคลุมถึงการปฏิบัติการอื่น ๆ ของหน่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
DTI ได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบยานเกราะล้อยาง 8x8 สำหรับปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกแล้วจำนวนหนึ่งคัน 
ซึ่งทำให้ DTI ได้รับองค์ความรู้อย่างมากในด้านการออกแบบ กำหนดคุณลักษณะของยานเกราะล้อยางตามความต้องการของผู้ใช้งาน 
และการดำเนินการสร้างต้นแบบที่มีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งจากความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติการของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทำให้นำมาสู่ข้อตกลงดังกล่าว

ผลผลิตของโครงการวิจัย จะได้ต้นแบบยานเกราะล้อยางสำหรับปฏิบัติภารกิจ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จำนวน 1 คัน 
พร้อมทั้งผลการทดสอบสมรรถนะและการทดลองระบบย่อยต่าง ๆ และคู่มือการใช้งานการซ่อมบำรุง รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกันของนักวิจัย DTI และเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ 
โดยต้นแบบกำหนดคุณสมบัติดังนี้
- สามารถบรรทุกเจ้าหน้าที่ประจำรถประกอบด้วย ผบ.รถ/ผบ.หมู่ 1 นาย พลขับ 1 นาย และพลยิง 1 นาย และอัตราบรรทุกทหารราบไม่น้อยกว่า 11 นาย
- มีความเร็วเดินทางบนบกโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- มีความเร็วเดินทางในน้ำสูงสุด 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- มีระยะปฏิบัติการบนบก 600 กิโลเมตร
- มีระบบเติมลมและปล่อยลงยางอัตโนมัติ
- มีระบบอาวุธหลักขนาด 12.7 – 30 มม. และมีระบบอาวุธรองขนาด 7.62 มม.
- มีเกราะด้านข้างสามารถกันกระสุนตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม กมย.กห.ที่ 2/2547 ระดับ 3
- มีเกราะใต้ท้องสามารถป้องกันระเบิดตามมาตรฐาน NATO Level 2b (STANAG 4569)
- มีระบบป้องกันนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ ภายในห้องโดยสาร
- มีระบบกล้องตรวจการณ์รอบตัวรถและระบบแสดงผล

สำหรับอีกโครงการหนึ่งคือโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (FUVEC) นั้น เป็นการร่วมมือระหว่าง DTI, สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ และบริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด 
โดยความเป็นมาของโครงการนั้น เกิดจากการที่บริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้น-ลงทางดิ่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพเรือได้แก่ 
หน่วยฝ่ายอำนวยการ (กรมยุทธการทหารเรือ) หน่วยผู้ใช้งาน (กองเรือยุทธการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทัพเรือภาคที่ 1 ทัพเรือภาคที่ 2 ทัพเรือภาคที่ 3 กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง) 
หน่วยเทคนิคที่เกี่ยวข้อง (กรมอู่ทหารเรือ กรมอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพาวุธทหารเรือ) 
ซึ่งจากคุณลักษณะดังกล่าวสามารถนำมาใช้งานกับภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างหลากหลายและมีความสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพเรือในการนำอากาศยานไร้นักบินไปใช้งาน 
จึงเสนอเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างกองทัพเรือ, DTI และบริษัท ท็อป เอ็นยีเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด โดยกำหนดความต้องการใช้งานของกองทัพเรือ 3 ภารกิจ ดังนี้

ภารกิจที่ 1 ใช้สำหรับการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบฝ่าย และชี้เป้าในระยะพ้นของฟ้าในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพเรือ 
รวมทั้งเฝ้าตรวจการทำผิดทางทะเลต่าง ๆ การค้ามนุษย์ น้ำมันเถื่อน เป็นต้น ในระยะทางน้อยกว่า 100 กิโลเมตร
ภารกิจที่ 2 สำรวจคราบน้ำมันในทะเล ที่ระยะน้อยกว่า 300 กิโลเมตร
ภารกิจที่ 3 การทำแผนที่ภูมิประเทศแสดงขั้นความสูง (Mapping terrain)

โดยผลผลิตของโครงการจะได้ต้นแบบอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่งขึ้น-ลงทางดิ่ง (FUVEX) ประกอบด้วยโครงสร้างอย่างน้อย 4 ลำ 
ระบบควบคุมอัตโนมัติ 4 ชุด ระบบขึ้นลงเรือ 2 ชุด ระบบควบคุมภาคพื้นดิน 2 ชุด อุปกรณ์ถ่ายภาพ 1 ชุด และระบบรับส่งข้อมูลแบบดิจิตอลที่มีคุณลักษณะดังนี้
- รัศมีปฏิบัติการแบบ Real time ระยะ 100 กิโลเมตร
- ตรวจการณ์พื้นที่รัศมี 150 กิโลเมตร การตรวจการณ์นอกรัศมีปฏิบัติการแบบ Real Time เป็นการบินอัตโนมัติโดยกำหนด Way point บันทึกภาพไว้บนตัวยาน (Silent Mode)
- ระยะเวลาปฏิบัติการอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
- ความเร็วเดินทาง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ทนความแรงของคลื่นลมได้ที่ระดับ 3 (Sea State 3) ความสูงของคลื่น 0.5 - 1.25 เมตร ความเร็วลม 7 - 10 น็อต (12.96-18.52 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
-สามารถขึ้นลงทางดิ่งแบบกึ่งอัตโนมัติบนดาดฟ้าเรือตั้งแต่เรือชุด ตกป. ขึ้นไปที่มีพื้นที่ท้ายเรือสำหรับการขึ้นลง 5x5 ตารางเมตร

ซึ่งทั้งสองโครงการ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ของประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับภาคเอกชน 
และเป็นการพึ่งพาตนเองเพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีด้วยฝีมือคนไทยต่อไป

คงยังหวังได้หน่อยว่ารถหุ้มเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 อาจจะได้ประจำการใน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย 
หลังจากที่กระแสออกมาว่าอาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการจัดหายานเกราะล้อยางแบบใหม่ของกองทัพบกไทย
รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ FUVEC แบบ Falcon-V และ Pigeon-V ซึ่งมีการนำมาสาธิตในการฝึกร่วมประจำปีของกองทัพเรือมาแล้วครับ

Royal Thai Air Force Gripen(wikipedia.org)

ข่าวเรื่องการให้สัมภาษณ์ของ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ หลังการเข้าพบของเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย นาย Staffan Herrstrom 
ที่หลายสำนักข่าวลงข่าวเหมือนกับว่ากองทัพอากาศไทยมีแผนจะจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติม ๔เครื่องไปแล้ว แต่สวีเดนปฏิเสธที่จะขายให้ไทยนั้น
ในความเป็นจริงที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศท่านก่อนๆคือ พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ก็มีแนวคิดการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D เพิ่มเติมสำหรับ ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ ที่มีประจำการอยู่ปัจจุบัน ๑๒เครื่องมาหลายปีแล้ว
เนื่องจากอัตราเครื่องประจำฝูงบินขับไล่ที่ ๑๒นั้นเป็นจำนวนที่สามารถคงระดับความพร้อมรบในขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งจำนวนเครื่องในอัตราฝูงบินขับไล่ปกติของกองทัพอากาศจะอยู่ที่ ๑๖-๑๘เครื่อง 
เช่นที่เห็นได้จาก บ.ข.๑๙ F-16A/B ของ ฝูงบิน๑๐๒(F-16A/B Block15 ADF) และฝูงบิน๑๐๓(F-16A/B Block15 OCU) กองบิน๑ และ ฝูงบิน๔๐๓(F-16A/B EMLU) กองบิน๔

อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าการให้สัมภาษณ์ของอดีต ผบ.ทอ.นั้นน่าจะเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของท่านเรื่องแนวคิดการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมตามความต้องการอัตราจัดมาตรฐานของฝูงบินขับไล่ เช่นที่เคยมีมาหลายครั้งจนถึงวาระของ ผบ.ทอ.ท่านปัจจุบันเองมากกว่า
เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจนจริงๆเสียที ก็อย่างที่ทราบครับว่ากองทัพอากาศยังมีภาระในหลายๆโครงการต่อเนื่องอยู่อีกมากจนอาจจะไม่มีการตั้งโครงการจัดหา Gripen เพิ่มได้ในเร็วๆนี้
ซึ่งทางการสวีเดนเองก็ได้ให้ข้อมูลปฏิเสธเรื่องการขาย Gripen ชุดใหม่ให้ไทยไป เพราะว่ายังไม่มีการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางไทยในขณะนี้ โดยไม่มีเรื่องเหตุผลด้านสถานการณ์ภายในของไทยและต่างประเทศ(ไม่นับการต่อต้านจาก NGO ในสวีเดนเอง)
ที่ผ่านมาหลายปีทางบริษัท SAAB ผู้ผลิตเครื่องและองค์กรด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของสวีเดนก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไรไทยจะสั่งจัดหา Gripen เพิ่มกับตนจริงๆเสียทีมาตลอด 
ซึ่งจากรายงานการเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen E ล่าสุดตามที่รายงานไปนั้น ทาง SAAB ก็หวังที่จะขายทั้ง Gripen C/D เพิ่มเติมสำหรับฝูงบิน๗๐๑ และ Gripen E/F ในโครงการจัดหาเครื่องขับไล่ฝูงใหม่ในอนาคตของกองทัพอากาศไทยครับ

(ตรงนี้จากแต่ละข่าวทั้งหมด ก็แสดงถึงคุณภาพการนำเสนอของสื่อหลักของไทยที่ไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือและจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชนนัก จั่วหัวเรื่องชี้นำไปทางแต่เนื้อหาข่าวจริงคนละเรื่องและอีกหลายๆอย่างเป็นประจำ
รวมถึงสื่อบน Social Network หลายแห่งที่ไร้คุณภาพที่ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์โดยตรงหรือแอบแฝงในการบ่อนทำลายความน่าเชื่อขององค์กรที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบสุขของชาติ เพื่อให้ประชาชนในประเทศและต่างประเทศรับข้อมูลผิดๆด้วย 
นอกจาก Website, Facebook Page หรือ Twitter ของหน่วยงานโดยตรงที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางการหรือเป็นบุคคลมืออาชีพที่มีความน่าเชื่อถือแล้ว ที่เหลือโดยมากมีแต่อะไรก็ไม่รู้เชื่อถือแทบไม่ได้เลย ซึ่งพวกหลังที่ว่ามาน่าเบื่อน่ารำคาญมากแต่เราทำอะไรไม่ค่อยได้)

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กองทัพเรือไทยเลือกเครื่องยนต์ดีเซล MAN เยอรมนีสำหรับโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่สอง

Thailand selects MAN engines for second modified River-class OPV
http://www.janes.com/article/60824/thailand-selects-man-engines-for-second-modified-river-class-opv

Second Krabi class Offshore Patrol Vessels model (My Own Photo) 

กองทัพเรือไทยได้เลือกระบบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนสำหรับโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ คือเครื่องยนต์ดีเซลแบบ MAN 16V28/33D sequential turbocharging (STC) สองเครื่องจากเยอรมนี
โดยเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ นี้ เป็นแบบเรือที่บริษัทอู่กรุงเทพได้ซื้อสิทธิบัตรจากแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 90m OPV(Offshore Patrol Vessel) ของบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับ เรือตรวจการไกลฝั่งชั้น River ของกองทัพเรืออังกฤษ
แต่แบบเรือของไทยที่มีการปรับปรุงล่านั้นติดอาวุธหนักที่สุดถ้าเทียบกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นอื่นๆที่ใช้แบบเรือเดียวกัน คือติดปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62, ปืนใหญ่กล MSI DS30MR 30mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84 Harpoon เป็นต้น

ตามแถลงการณ์ของบริษัท MAN เยอรมนีในโครงการนี้ เครื่องยนต์ดีเซลแบบ 16V28/33D STC เป็นเครื่องยนต์ที่มีระบบการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ
และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับติดตั้งในเรืออย่างแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ที่ปรับปรุงใหม่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการแบบภาระบรรทุกระดับกลางและระดับต่ำ(intermediate and low-load operations)
ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลในรุ่นเดียวกันกันนี้ได้ถูกนำไปติดตั้งเป็นเครื่องยนต์ของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Holland ของกองทัพเรือเนเธอร์แลนด์มาแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อินเดียและรัสเซียตกลงที่จะส่งออกอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ BrahMos ให้ประเทศอื่น

India, Russia agree to export BrahMos missiles to third countries — spokesman
AP Photo/Gurinder Osan
Talks with the UAE, Chile, South Africa and Vietnam are in advanced stage concerning export the world's fastest anti-ship cruise missile BrahMos
http://tass.ru/en/defense/878650

Praveen Pathak โฆษกของ BrahMos Aerospace ผู้พัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงที่เร็วที่สุดในโลก ได้กล่าวกับสำนักข่าว TASS เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า
อินเดียและรัสเซียได้เห็นชอบร่วมกันในหลักการที่จะส่งออกอาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos ให้กับประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรนต์, เวียดนาม, แอฟริกาใต้ และชิลี

"โครงสร้างหลายส่วนถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อนโยบายการส่งออกด้านความมั่นคงและสิ่งเหล่านี้กำลังมีผลออกมา
ประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเรื่องอาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos เท่าที่มีตอนนี้ก็เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรนต์, ชิลี, แอฟริกาใต้ และเวียดนาม ซึ่งอยู่ในขั้นที่ก้าวหน้าแล้ว
ตั้งแต่รัสเซียที่เป็นประเทศหุ้นส่วนในโครงการร่วม BrahMos ก็ได้รับการยินยอมในการหารือกับอีกหลายประเทศประกอบไปด้วย
ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, แอลจีเรีย, กรีซ, มาเลเซีย, ไทย, อียิปต์, สิงคโปร์, เวเนซุเอลา และบัลแกเรีย ที่ตอนนี้ได้นำเข้าสู่ระดับต่อไปแล้ว" นาย Praveen กล่าว

ตามข้อมูลจากโฆษก BrahMos Aerospace ยังได้ให้ข้อมูลรายละเอียดการเจรจาการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี BrahMos ในบางประเทศว่า
"BrahMos Aerospace คาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรนต์ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งทั้งอินเดียและรัสเซียต่างมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศนี้และมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่นั้น ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการส่งออกอาวุธปล่อยนำวิถีให้กับประเทศนี้
ในกรณีของเวียดนาม จีนได้แสดงการคัดค้านของตนต่อนโยบายของอินเดียที่จะจัดส่งอาวุธให้เวียดนาม ในทะเลจีนใต้ที่จีนและเวียดนามมีข้อขัดแย้งในพรมแดนทางทะเลระหว่างกัน
เราคาดหวังว่าบรรดามิตรประเทศเหล่านี้ซึ่งไม่ใช่ทั้งอินเดียและรัสเซียจะไม่ข้อขัดแย้งใดๆที่จะกระตือรือร้นในการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีเหล่านี้"

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ BrahMos เป็นโครงการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Defense Research and Development Organization(DRDO) อินเดีย และ NPO Mashinostroyenia (NPOM) รัสเซีย
โดยในปี 1998 ได้มีการจัดตั้งบริษัท BrahMos Aerospace ขึ้นมาซึ่งตั้งชื่อบริษัทจากการรวมกันของชื่อแม่น้ำของทั้งสองประเทศคือ แม่น้ำ Brahmaputra(แม่น้ำพรหมบุตร) อินเดีย และแม่น้ำ Moskva รัสเซีย
BrahMos เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีความเร็วเหนือเสียซึ่งทำความเร็วได้สูงถึง Mach 3 และสามารถปรับปรุงให้ทำความเร็วได้สูงยิ่งขึ้นเป็น Mach 6 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบ
BrahMos มีระยะยิงไกลถึง 290km ด้วยความเร็วเหนือเสียทำให้จรวดมีระยะเวลาเดินทางถึงเป้าหมายที่สั้นมาก จึงมั่นใจได้ว่ามีการถูกตรวจพบได้ก่อนต่ำ และไม่สามารถจะถูกสกัดกั้นได้ทัน
BrahMos เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีแบบยิงแล้วลืม อำนาจการทำลายของตัวจรวดมาจากพลังงานจลน์ขนาดใหญ่ที่เกิดจากการพุ่งชน เพดานบินจรวดอยู่ได้สูงถึงระดับความสูง 15km จนถึงลดระดับที่ความสูงเพียง 10m และติดหัวรบขนาด 200-300kg
เมื่อเทียบกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วต่ำกว่าเสียงชั้นนำที่มีในขณะนี้ BrahMos มีความเร็วมากกว่า 3เท่า ระยะยิงไกลกว่า 2.5-3เท่า ระยะค้นหามากกว่า 3-4เท่า และมีพลังงานจลน์มากกว่า 9เท่า
BrahMos ถูกออกแบบให้มีระบบแท่นยิงติดตั้งเพื่อทำการยิงได้ในจากหลายระบบ ทั้งฐานยิงภาคพื้นดิน, เรือรบผิวน้ำ, เรือดำน้ำ และอากาศยานครับ

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กองทัพเรือสิงคโปร์รับมอบเรือ Littoral Mission Vessel ชั้น Independence ลำแรก

Singapore navy takes delivery of its first Littoral Mission Vessel
The first Littoral Mission Vessel, Independence, was launched on 3 July 2015. Source: IHS/Kelvin Wong
http://www.janes.com/article/60772/singapore-navy-takes-delivery-of-its-first-littoral-mission-vessel

วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือสิงคโปร์ได้รับมอบเรือ Littoral Mission Vessel ชั้น Independence ลำแรก ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการพัฒนาในระยะระหว่างขั้นการรับมอบเรือ
เรือ Independence จะถูกนำไปทดสอบที่กองเรือที่182(182 Squadron) ซึ่งมีที่ตั้งที่ฐานทัพเรือ Tuas ทางตะวันตกของสิงคโปร์

โครงการสร้างเรือ Littoral Mission Vessel ทั้งหมด 8ลำ เป็นเรือรบเอนกประสงค์พหุภารกิจ ระวางขับน้ำ 1,250tons ความยาวเรือ 80m
ได้รับสัญญาจัดหาจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์เมือเดือนมกราคม 2013 เพื่อทดแทนเรือตรวจการณ์ชั้น Fearless จำนวน 11ลำ ที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่กลางปี 1990s
เรือ LMV ถูกสร้างโดยอู่ต่อเรือของบริษัท Singapore Technologies (ST) Marine ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของกลุ่มบริษัท ST Engineering สิงค์โปร์
โดยเรือ LMV เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่าง ST Marine สิงคโปร์ และ Saab Kockums AB สวีเดน ตัวโครงการถูกบริหารจัดการโดย Defence Science and Technology Agency (DSTA) ซึ่งหน่วยงานด้านการจัดหายุทโธปกรณ์ของสิงคโปร์

"การเดินทางได้มาถึงขั้นนี้โดยใช้เวลาเพียง 51เดือนเท่านั้น และมันไม่มีการกระทบกระเทือน แต่ทีมงานก็ได้เผชิญความท้าทายในหลายๆครั้ง
ถ้าพิจารณาว่านี่เป็นเรือลำแรกของชั้น ระยะเวลา 51เดือนถือเป็นผลรางวัลความสำเร็จอันมีค่ายิ่ง ผมอยากจะขอบคุณและแสดงความยินดีต่อหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของเราทั้ง DSTA และกองทัพเรือสิงคโปร์
เช่นเดียวกับหุ้นส่วนของเรารายอื่นๆอีกมากมายที่รวมถึง Saab Kockums และ DNV-GL สำหรับผลงานของพวกเขาต่อความสำเร็จในก้าวนี้"
Ng Sing Chan ประธาน ST Marine ได้กล่าวในแถลงการณ์ทาง E-mail ที่ส่งถึง Jane's

RSS Independence ซึ่งเป็นเรือ LMV ลำแรกถูกปล่อยลงน้ำที่อู่ต่อเรือ Benoi ของ ST Marine เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2015 และผ่านชุดการทดสอบหน้าท่า(harbour acceptance test) และในทะเล(sea trial)มาจนถึงเดือนเมษายน 2016
"ผลสมรรถนะที่ได้จากทดสอบเหล่านี้อยู่ภายใต้คุณสมบัติและความคาดหวังของเรา" นาวาโท Chew Chun-Chau หัวหน้าโครงการ LMV กล่าวกับ Jane's และให้ข้อมูลเพิ่มว่าคาดว่าเรือจะมีความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตราในปี 2017 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กองทัพบกไทยได้รับมอบรถถังหลัก Oplot เพิ่มเติม

Thailand takes delivery of more Oplot MBTs
http://www.janes.com/article/60677/thailand-takes-delivery-of-more-oplot-mbts

http://bmpd.livejournal.com/1916913.html
(ภาพนี้มีการยืนยันแล้วว่าน่าจะเป็นภาพที่ถ่ายในช่วงการส่งมอบครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ แต่ถูกเผยแพร่จาก Facebook และ Blog รัสเซีย-ยูเครนในช่วงเดือนนี้ของปีนี้อ้างว่าเป็นการส่งมอบครั้งล่าสุด)

Jane's ได้รายงานข้อมูลที่ได้รับจากสื่อเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคมว่า กองทัพบกไทยได้รับมอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่เพิ่มเติมจากยูเครนแล้ว
โดยการส่งมอบรถถังหลัก Oplot ครั้งล่าสุดนี้นับเป็นชุดที่สามแล้วจำนวน๑๐คัน ตั้งแต่ชุดแรก ๕คันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗(2014) และชุดที่สอง ๕ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘(2015) ทำให้ล่าสุดกองทัพบกไทยมีรถถังหลัก Oplot ประจำการแล้วรวม ๒๐คัน
ตามรายงานของสำนักข่าวยูเครน Interfax-Ukraine รถถังหลัก Oplot ซึ่งออกแแบบโดย KMDB(Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau) และทำการผลิตที่โรงงาน Malyshev นั้นถูกจัดส่งทางเรือมาที่ฐานทัพเรือสัตหีบ
มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่ารถถังหลัก Oplot ชุดต่อไปจะมีกำหนดส่งมอบเพิ่มอีกภายในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้

กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถถังหลัก BM Oplot จากยูเครนจำนวน ๔๙คัน วงเงิน ๗,๒๐๐ล้านบาท($240 million) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011)
อย่างไรก็ตามการผลิตและส่งมอบ ถ.หลัก Oplot ให้ไทยนั้นมีความล่าช้าอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ที่รัสเซียเข้าผนวก Crimea ปี2014 และแทรกแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในภาค Donbass ต่อสู้กับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนตั้งแต่ช่วงปี 2014-2015 และจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้มีรายงานว่าทางกองทัพบกไทยจะขยายระยะเวลาการส่งมอบรถถังหลัก Oplot กับทางยูเครนไปถึงปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ซึ่งรถถังหลัก Oplot ของกองทัพบกไทยถูกนำเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ ครับ

การฝึกผสม Guardian Sea 2016 ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ

เรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ทั้งสองลำคือ ร.ล.นเรศวร(421) และ ร.ล.ตากสิน(422)
FFG-421 HTMS Naresuan and FFG-422 HTMS Taksin

เรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ SSN-711 USS San Francisco


ฮ.ปด.๑ SH-60B กองการบินทหารเรือ และ ร.ล.จักรีนฤเบศร(911)
CVH-911 HTMS Chakri Naruebet and SH-60B Royal Thai Navy



Royal Thai Navy FFG-421 HTMS Naresuan, FFG-422 HTMS Taksin and US Navy DDG-63 USS Stethem

การฝึกผสม “Guardian Sea 2016”ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 24 – 27 พฤษภาคม 2559 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน 
เป็นการฝึกผสมการทดสอบขีดความสามารถของเรือในกองทัพเรือไทยในการปราบเรือดำน้ำ และการพัฒนาการปฏิบัติการทางเรือร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา 
โดยมี พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็น ผู้บัญชาการกองเรือฝึกกองเรือยุทธการ

สำหรับในการฝึก Guardian Sea 2016 ได้จัดตั้งหมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล (มวก.59.2) โดยมี พล.ร.ต. วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมวดเรือเฉพาะกิจ
ฝึกปฏิบัติการระยะไกล (ผบ.มวก.59.2) โดยมีกำลังในการฝึกฯ ประกอบด้วย
1. กำลังของกองทัพเรือไทย
1.1 เรือหลวงจักรีนฤเบศร
1.2 เรือหลวงตากสิน
1.3 เรือหลวงนเรศวร
1.4 เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S-70B) จำนวน 3 เครื่อง

2. กำลังของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
2.1 เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ USS STETHEM DDG-63(Arleigh Burke -Class)
2.2 เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS San Francisco SSN-711 (Los Angeles -Class)
2.3 เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล พี - 8(P-8A Poseidon)
สำหรับการฝึกกองทัพเรือ ปี 2559 มอบหมายกองเรือฝึกกองเรือยุทธการ (กรฝ.ทร.59) ทำการฝึก
ณ บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยกองเรือฝึกฯ ทำการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ และ การฝึกหมู่เรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ทำการฝึกในทะเลพื้นที่อ่าวไทย และอันดามัน ระว่างวันที่
17 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2559
สำหรับกองเรือฝึกกองเรือยุทธการ ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559 แบ่งการฝึกดังนี้
1. กองเรือฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ
1.1 การฝึกปฏิบัติการทางเรือในสาขาที่สำคัญ เป็นการฝึกประลองยุทธ์ในทะเลแบ่งเป็น 2 กองเรือ และกำลังของทัพเรือภาคที่ 1 - 3 ระหว่างวันที่ 17 - 22 พฤษภาคม 2558 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทย และอันดามัน
1.2 การฝึกผสม Guardian Sea 2016 เป็นการฝึกยุทธวิธีปราบเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน โดยมีหัวข้อในการฝึก ประกอบด้วย
- ฝึกความคุ้นเคยกับเรือดำน้ำ
- ฝึกติดตาม และวิเคราะห์เป้าเรือดำน้ำ
- ฝึกการค้นหา ตรวจจับ และติดตามเป้าเรือดำน้ำ และขั้นต่อตีเรือดำน้ำ เป้าเรือดำน้ำ
- ฝึกสถานการณ์คุ้มกันระบบเรือ จากการโจมตีของเรือดำน้ำ
- การถ่ายรูปกระบวนเรือฝึกทางอากาศ
1.3 การฝึกร่วมกองทัพเรือ-กองทัพอากาศ (สนธิการฝึกกับ การฝึกแผนเฉลิมอากาศของ กองทัพอากาศ) ระหว่างวันที่ 1 - 2 มิถุนายน 2559 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนบน
2. การฝึกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย
(การฝึกหมู่เรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย) ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม –2 มิถุนายน 2559 
โดยในวันที่ 1 - 2 มิถุนายน 2559 นำกำลังทางเรือไปจัดตั้งหน่วยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ณ เกาะเสม็ด ตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:ภาพ/จิรายุ หิรัญญะเวช ช่างภาพนิตยาสารท็อปกัน
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1181281628589858
https://th-th.facebook.com/prthainavy








SH-60B Royal Thai Navy carrying a Mark 46 lightweight torpedo(training torpedo)

การฝึกปราบเรือดำน้ำ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำในเวลากลางคืน ในการฝึกผสม “Guardian Sea 2016
วานนี้(25 พฤษภาคม 2559 ) เวลา 20.00 น. หมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล (มวก.59.2) กองเรือฝึกกองทัพเรือ ประจำปี2559 
โดยมีพลเรือตรี วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล (ผบ.มวก.59.2) 
ทำการฝึกปราบเรือดำน้ำ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำในเวลากลางคืน ในการฝึกผสม “Guardian Sea 2016”ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา 
เพื่อทำการทดสอบขีดความสามารถขององควัตถุ องค์บุคคล และองค์ยุทธวิธี ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย 
ซึ่งการฝึกในครั้งนี้สมมุติสถานการณ์ว่าตรวจพบและพิสูจน์ทราบเป้าว่าเป็นเรือดำน้ำ ทาง ผู้บัญชาการสั่งการทางยุทธวิธี บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร(OTC.) สั่งการให้ทำการโจมตีเป้าเรือดำน้ำ 
โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ทำการติดตั้งตอร์ปิโด MK.46(ลูกฝึก) เพื่อใช้ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำ 
ซึ่งในการฝึกครั้งนี้ใช้เวลาในการเตรียมการในการติดตั้งตอร์ปิโด MK.46 จนเครื่องขึ้นจากเรือหลวงจักรีนฤเบศร เพื่อเข้าทำการโจมตีเป้าเรือดำน้ำใช้เวลาเพียง 14.28 นาที
นับเป็นการฝึกความพร้อมอีกขั้นหนึ่งของทัพเรือในการปราบเรือดำน้ำในเวลากลางคืนและมีคลื่นลมแรง

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1181776695207018

https://th-th.facebook.com/prthainavy

USN, Royal Thai Navy conduct "most complex" anti-submarine exercise to date
The Royal Thai Navy's sole aircraft carrier HMTS Chakri Naruebet, seen here alongside in Sattahip naval base in 2013, is participating in Exercise 'Guardian Sea' with the US Navy from 23 to 27 May. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/60593/usn-royal-thai-navy-conduct-most-complex-anti-submarine-exercise-to-date

ด้านรายงานจาก Jane's เพิ่มเติมนั้นมีคำให้สัมภาษณ์จาก นาวาเอก H. B. le ผู้บัญชาการกองเรือพิฆาตที่7 (Destroyer Squadron 7) กองทัพเรือสหรัฐฯที่ได้แถลงในการฝึกทวิภาคีครั้งนี้ว่า
"การฝึก Guardian Sea ได้นำกองทัพเรือทั้งสองของเราสู่โอกาสและความท้าทายในการค้นหาและติดตามเรือดำน้ำ และสู่ขั้นตอนการฝึกที่เกี่ยวข้องในสงครามปราบเรือดำน้ำ
การฝึกในปีนี้จะเป็นการฝึกที่ซับซ้อนที่สุดในปัจจุบัน และเราจะมองไปข้างหน้าเพื่อทำงานร่วมกับกองทัพเรือไทยทั้งบนฝั่งและในทะเลเพื่อเพิ่มพูนทักษะและเสริมสร้างประสิทธิภาพในร่วมกันของเรา"
ซึ่งการฝึกร่วมทวิภาคีระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯครั้งนี้มีทั้งการฝึกภาคที่ตั้งบนฝั่งที่ประกอบด้วยการสัมมนาและการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันของกองทัพเรือทั้งสองประเทศครับ

กองกำลังพลร่มรัสเซียจะจัดตั้งกองพันรถถังจำนวน6กองพันภายในสิ้นปี 2018

Russian Airborne Force to set up six tank battalions by end of 2018 — source
T-72B3 Tank
Dmitry Rogulin/TASS
Each large air assault unit will have a T-72B3 tank battalion by 2018
http://tass.ru/en/defense/877777

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองกำลังพลร่มกองทัพรัสเซีย(VDV) ได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว TASS ว่า กองพันรถถังจะถูกจัดตั้งขึ้นภายในหน่วยจู่โจมทางอากาศขนาดใหญ่ทั้ง 6หน่วยของกองกำลังพลร่มรัสเซียก่อนสิ้นปี 2018
"หน่วยจู่โจมทางอากาศขนาดใหญ่ของเราทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยสองกองพลและสี่กองพลน้อย จะเริ่มการจัดตั้งกองร้อยรถถังขึ้นภายในหน่วยในครึ่งหลังของปีนี้
เรากำลังมีแผนที่จะบรรลุงานนี้ภายในสิ้นปีเพื่อแปรสภาพกองร้อยรถถังเหล่านี้ให้เป็นกองพันรถถัง ดังนั้นแต่ละหน่วยจู่โจมทางอากาศขนาดใหญ่จะมีกองพันรถถังที่ประจำการด้วยรถถังหลัก T-72B3 ภายในปี 2018" แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ TASS ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการใดๆ ณ ขณะนี้

ก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการกองกำลังพลร่มรัสเซีย พลเอก Vladimir Shamanov ได้เคยกล่าวว่าหน่วยพลร่มรัสเซียจะตั้งกองร้อยรถถัง 6กองร้อยในปี 2015
อย่างก็ตามแหล่งข่าวกล่าวว่าแผนการนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองเนื่องจากปัญหาวิกฤตด้านงบประมาณของรัสเซีย
"แผนนี้ได้มีการถูกปรับแต่งและเราจะเริ่มทำให้เป็นผลครึ่งหลังของปีนี้" แหล่งข่าวกล่าวกับ TASS ครับ

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ภาพเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒๙๕ C-295W กองทัพบกไทย

Unexpected C295W (Winglets) for Thailand spotted at Seville Airport today @alert5
https://twitter.com/ja_almarza/status/733714822064394240

ภาพนี้ถ่ายที่สนามบิน San Pablo ที่ Seville สเปน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอากาศยาน Airbus Defence and Space สเปน(EADS CASA เดิม)
จากภาพจะเห็นว่าเครื่องบินลำเลียง C-295W ที่มีปลายปีก Winglet ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2013 โดยมีกองทัพเรือเม็กซิโกเป็นลูกค้ารายแรกนี่ ทำสีเครื่องหมายของกองทัพบกไทยและทดสอบบินเรียบร้อยแล้ว
มีข้อมูลว่าการรับมอบเครื่องจะมีขึ้นประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ ราวเดือนกรกฎาคม โดยเข้าใจว่า บ.ล.๒๙๕ C-295W จำนวน ๑เครื่องนี้จะประจำการอยู่ใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก กบบ.ขส.ทบ. ครับ
(มีรายงานข่าวในปีที่แล้วว่าโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียง ๑เครื่องของกองทัพบกไทยตั้งวงเงินงบประมาณที่ ๑,๒๕๐ล้านบาท)

ข้อมูลจาก กองวิทยาการ กรมการขนส่งทหารบก
http://kvk94530.blogspot.com/2015/12/airbus-defence-spacee-c-295-w-295.html

Airbus Defence and Space C-295W (บ.ล.๒๙๕)
คุณลักษณะ และขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์
เป็นเครื่องบินลำเลียงมีระบบปรับความดันอากาศในห้องโดยสาร/บรรทุก ติดตั้งเก้าอี้แบบแถวเปล ๗๑ที่นั่ง พลร่ม ๕๐นาย น้ำหนักบรรทุกสูงสุด  8tons, เปลพยาบาล ๒๔เปล, แผ่นบรรทุกสัมภาระ 5 PALLET
เครื่องยนต์ GASTURBINE แบบ TURBO PROP ยี่ห้อ PRATT & WHITHEY รุ่น PW-127G กำลัง 2,645HP จำนวนสองเครื่องยนต์
ความเร็วเดินทาง 240Knots
พิสัยบิน 2,220nmi(น้ำหนักบรรทุก 3tons), 1,800nmi(น้ำหนักบรรทุก 5tons) , 735nmi (น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 8tons)
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 7,500liters
ความสิ้นเปลือง สป.๓ 762ลิตร/ชม.
สป.๓ ที่ใช้ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน JP-8 / JET A-1

ยูเครนวางแผนการตลาดส่งออกระบบเครื่องยนต์สำหรับรถถังหลัก

Ukraine markets MBT powerpack
The Oplot MBT, designed and built in Ukraine, is powered by the 6TD-2E engine developing 1,200 hp that provides a power-to-weight ratio of 23.5 hp/tonne. Source: Malyshev Plant

The latest 6TD six-cylinder diesel engine from the Malyshev Plant develops 1,500 hp. (Christopher F Foss)
http://www.janes.com/article/60525/ukraine-markets-mbt-powerpack

โรงงาน Malyshev รัฐวิสาหกิจในเครือกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงรัฐบาลยูเครน วางแผนการตลาดในการส่งออกเครื่องยนต์รถถังหลักรุ่นใหม่ 6TD-3 กำลัง 1,500HP ของตนสำหรับการปรับปรุงรถถังหลักที่มีใช้งานอยู่หรือติดตั้งกับรถถังประกอบใหม่ทั่วโลก
โรงงาน Malyshev มีประสบการณ์ในการผลิตรถถังหลักมาแล้วมากกว่า 20,000คัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ล่าสุดในตระกูลเครื่องยนต์ดีเซล 6TD แบบหล่อเย็นด้วยของเหลว หกลูกสูบ สองจังหวะ ใช้เชื้อเพลิงได้หลายประเภทแบบ supercharge นั้น
มีคุณสมบัติสำคัญคือหัวฉีดเชื้อเพลิงเผาไหม้โดยตรง, ระบบหล่อลื่นภายใน, ด้านบนของชุดเครื่องยนต์มีระบบหล่อเย็นแบบปลด, ระบบส่งกำลังปรับระดับขึ้น และระบบควบคุม Hydraulic และระบบหล่อลื่นชุดส่งกำลัง ตัวถังชิ้นส่วนเครื่องยนต์ยังประกอบด้วยระบบทำความสะอาดอากาศ, ช่องอากาศเข้า และท่อก๊าซ

ตามข้อมูลของโรงงาน Malyshev ระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ 6TD สามารถทำให้รถถังสามารถปฏิบัติการได้ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 55องศาเซลเซียโดยไม่สูญเสียกำลังเมื่อใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล
ระบบกรองอากาศแบบตัวกรองฝุ่นและตัวกรองแบบ cyclone อ้างว่าสามารถกรองอากาศที่จะเข้าเครื่องยนต์ได้ถึงร้อยละ99.8 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ทะเลทราย ชุดอัดอากาศของเครื่องยนต์สามารถทำให้รถถังหลักลุยน้ำได้ลึก 1.8m โดยไม่ต้องเตรียมการ
และด้วยการออกแบบที่กะทัดรัดทำงานเข้ากับชุดเฟืองร่วมแกนด้านข้างสามารถใช้งานร่วมกับชุดส่งกำลังแบบกลับทางของบริษัทซึ่งอ้างว่าจะเพิ่มความเร็วในการเดินหน้าและถอยหลังได้ดียิ่งขึ้น ด้านบนของเครื่องยนต์ยังมีระบบป้องกันความร้อนเพื่อลดการแพร่สัญญาณจากท่อไอเสีย

บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ดีเซลตระกูล 3TD ซึ่งมีกำลังขับ 280-600HP และเครื่องยนต์ดีเซล 5TD กำลังขับ 700-1,050HP ที่ขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับรถถังหลัก โดยเลข 3,5,6 เป็นการกำหนดแบบตามจำนวนลูกสูบของเครื่องยนต์
บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ระบบหน่วยจ่ายกำลังเสริม APU ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งกับรถถังหลักเป็นมาตรฐานที่สามารถทำให้เครื่องยนต์หลักสามารถดับเครื่องได้ขณะที่ยังคงใช้งานระบบที่ใช้ไฟฟ้าอื่นๆในตัวรถได้อยู่ครับ