วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566

สหรัฐฯอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache แก่โปแลนด์ 96เครื่อง

US State Department approves export of Apache attack helicopters to Poland



The first newbuild AH-64 delivery to Poland is scheduled for 2027. (Boeing)

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2023 ว่าตนได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache จำนวน 96เครื่องเป็นวงเงิน $12 billion แก่โปแลนด์
การอนุมัตินี้ไม่มีข้อผูกมัดที่จำเป็นที่โปแลนด์จะต้องทำตาม ถ้าโปแลนด์ดำเนินการตามอย่างเต็มรูปแบบโปแลนด์จะกลายเป็นผู้ใช้งานรายใหญ่ที่สุดของเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 นอกสหรัฐฯ

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache จะถูกจัดซื้อผ่านกระบวนการรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) แก่โปแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/ah-64e-apache-ah-1z-viper.html)
โปแลนด์ได้ยื่นเอกสารร้องของการจัดซื้อ(request to purchase) เฮลิคอปเตอร์ AH-64E ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในเดือนกันยายน 2022

ระบบอาวุธที่ได้รับการอนุมัติในการขายรวมถึง อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-179 JAGM(Joint Air to Ground Missile)(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/agm-179-jagm.html), 
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Stinger 92K เช่นเดียวกับชุดนำวิถีจรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น WGU-59 APKWS(Advanced Precision Kill Weapon System) สำหรับจรวดอากาศสู่พื้น Zuni จำนวนหนึ่ง

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache เครื่องแรกมีกำหนดจะมาถึงโปแลนด์ในปี 2027 บริษัท Boeing สหรัฐฯกล่าวกับ Janes โปแลนด์ได้พร้อมดำเนินมาตรการเพื่อเตรียมการสำหรับการนำเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache เข้าประจำการแล้ว
ในเดือนพฤษภาคม 2023 รัฐบาลโปแลนด์ได้อนุมัติการจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire ที่สร้างโดยบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯจำนวน 800นัด และประกาศการเช่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 จำนวน 8เครื่องจากคลังกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army)

"วันนี้การจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache สำหรับโครงการเฮลิคอปเตอร์โจมตี KRUK ของโปแลนด์ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการแจ้งต่อทางสภา Congress สหรัฐฯ
เรามองไปข้างหน้าที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลโปแลนด์เพื่อให้ตรงความต้องการด้านกลาโหมและพันธกรณีทางความมั่นคงของโปแลนด์" บริษัท Boeing กล่าว

ภายใต้โครงการเฮลิคอปเตอร์โจมตี KRUK(นกกา Raven) เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache สหรัฐฯจะทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-24(NATO กำหนดรหัส 'Hind') ที่มีอายุการใช้งานมานานของกองทัพบกโปแลนด์
ในเดือนกรฎาคม 2023 มีรายงานว่าโปแลนด์ได้บริจาคเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-24 จำนวน 10กว่าเครื่องของตนแก่ยูเครน เช่นเดียวกับชาติยุโรปสมาชิก NATO คือเนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กที่จะบริจาคเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM ของตนแก่ยูเครนที่ประกาศในเดือนสิงหาคม 2023 ครับ 

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566

กองทัพเรือไทยทำพิธีรับมอบเรือลากจูงขนาดกลางใหม่ เรือหลวงตาชัย
















Royal Thai Navy (RTN) held delivering ceremony for YTM-859 HTMS Ta Chai, new thrid Panyi-class Tugboat built by Asian Marine Service PCL (ASIMAR) shipyard at Laem Thian Pier, Sattahip Port, Sattahip District, Chonburi Province, Thailand on 21 August 2023. (Royal Thai Navy) 





ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือหลวงตาชัย
วันที่ 21 มกราคม 2566 เวลา 14.29 น. พลเรือเอก เชิงชาย  ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือหลวงตาชัย โดยมี ณ ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
โดยมี พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเรือตรี อาภา  ชพานนท์ ผู้บัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบก และยุทธบริการ กองเรือยุทธการ นายสุรเดช  ตัณฑ์ไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) และแขกผู้มีเกียรติร่วมให้การต้อนรับ 

ตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2558 - 2567 โครงสร้างกำลังรบ ได้กำหนดให้มีเรือลากจูงสำหรับใช้ปฏิบัติราชการในพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 8 ลำ ซึ่งในปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือลากจูงปฏิบัติราชการแล้ว จำนวน 6 ลำ และมีแผนปลดระวางประจำการ 1 ลำ ทำให้เหลือเรือลากจูงใช้ในราชการ เพียง 5 ลำ
กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นในการจัดหาเรือลากจูงขนาดกลางเพื่อมาทดแทน ซึ่งการต่อเรือหลวงตาชัย เรือลากจูงขนาดกลางลำนี้ จะทำให้มีเรือลากจูงที่เพียงพอต่อการสนับสนุนเรือขนาดใหญ่ และเรือดำน้ำที่กองทัพเรือจะได้รับมอบมาใช้ปฏิบัติราชการในปี 2567 
ทั้งนี้ เรือหลวงตาชัยจะเข้าประจำการ ที่กองเรือยกพลขึ้นบก และยุทธบริการ กองเรือยุทธการ นอกจากนี้การต่อเรือหลวงตาชัย กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้วิธีคัดเลือกจากบริษัท อู่ต่อเรือภายในประเทศ 
คือบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งด้านองค์บุคคล องค์ความรู้ และช่วยลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 
ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

คุณลักษณะที่สำคัญของเรือหลวงตาชัย คือ สามารถเข้าดึงและดันเรือขนาดใหญ่ของกองทัพเรือ และรวมไปถึงเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ได้อย่างคล่องตัวปลอดภัย และสามารถเคลื่อนที่ไปทางข้างได้ โดยมีขีดความสามารถทางการลากจูง และเรือมีกำลังดึง ไม่น้อยกว่า 55 เมตริกตัน 
โดยเรือหลวงตาชัยเป็นไปตามแบบเรือ Ramparts 3200 SD มีความยาวตลอดลำ 31.50 เมตร ความกว้าง 12.60 เมตร กินน้ำลึกสูงสุด 4.50 เมตร สามารถออกปฏิบัติการในระยะปฏิบัติการได้ไม่น้อยกว่า 2,500 ไมล์ทะเล ด้วยความเร็ว 8 นอต ที่ระวางขับน้ำเต็มที่
และสามารถทำความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง ที่ระวางขับน้ำเต็มที่ ไม่น้อยกว่า 12.1 น็อต มีการจัดแบ่งห้องพักอาศัยของกำลังพล จำนวน 20 นาย มีสถานที่จัดเก็บเสบียงอาหาร และระบบน้ำจืดเพียงพอต่อการปฏิบัติงานในทะเลได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุง 
สามารถปฏิบัติงานในท่าเรือ และชายฝั่งได้ทั้งกลางวันและกลางคืน มีความคงทนทะเลได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 3 (Sea State 3) สามารถสนับสนุนภารกิจอื่นๆ ด้วยความสามารถที่มีอยู่ได้ หากมีความจำเป็น 
เช่น การลากเป้าในการฝึกยิงอาวุธ ขจัดคราบน้ำมันในทะเลบริเวณท่าเรือได้ และดับเพลิงไหม้ในเรือ ทั้งในเขตฐานทัพ ท่าเรือต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ตลอดชายฝั่งได้ 
รวมทั้งสามารถบังคับเรือให้ไปทางข้างได้ ทั้งซ้ายและขวา ใช้ส่วนหัวเรือ ทั้งดึงและดันได้โดยไม่ต้องกลับลำเรือ และเน้นการใช้งานสำหรับการดันเรือเป็นหลัก

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ทำพิธีรับมอบเรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงปันหยีลำที่สาม เรือหลวงตาชัย เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023) ณ ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้มีขึ้นให้หลังเป็นเวลาราวเจ็ดเดือน
หลังจากได้มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน)(ASIMAR: Asian Marine Service PCL) ไทย ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/htmstachai.html)

เรือลากจูงขนาดกลาง ร.ล.ตาชัย ยังคงใช้แบบเรือลากจูง Ramparts 3200 SD ของ บริษัท Robert Allan Ltd.แคนาดา เรือลากจูงขนาดกลางชุด ร.ล.ปันหยี ๒ลำก่อนหน้าที่ถูกสร้างโดย บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด(Italthai Marine Limited) ไทย
คือ เรือหลวงปันหยี(857) ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และเรือหลวงหลีเป๊ะ(858) ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๓(2020)(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/blog-post_24.html) 

เรือลากจูงขนาดกลางเรือหลวงตาชัยจะเข้าประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) ในความต้องการทดแทนเรือลากจูงที่มีความต้องการรวมทั้งหมด ๘ลำ
โดยปัจจุบันมี ๖ลำคือเรือลากจูงชุดเรือหลวงริ้น ๑ลำคือ ร.ล.ริ้น(853)  เรือลากจูงชุดเรือหลวงแสมสาร ๒ลำคือ ร.ล.แสมสาร(855) และเรือหลวงแรด(856) และเรือลากจูงชุดเรือหลวงปันหยี ๒ลำ และเป็นที่เข้าใจว่า ร.ล.ริ้น จะปลดประจำการลงเร็วๆนี้ ทำให้เหลือ ๕ลำไม่รวม ร.ล.ตาชัย ลำใหม่ครับ

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566

หน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยและจีนเริ่มการฝึกผสม Strike 2023






Royal Thai Army (RTA)'s 4th Special Forces Regiment, 1st Special Forces Division, Special Warfare Center (SWC) and People's Liberation Army (PLA) held opening ceremony of 5th combine exercise STRIKE 2023 at Sarit Sena Camp, Wang Thong District, Phitsanulok Province, Thailand on 18 August 2023. (SMART Soldiers Strong ARMY)






















Light arms, communication and marksmanship training on 19 August 2023 as part of exercise STRIKE 2023 during 18 August to 2 September 2023. (SMART Soldiers Strong ARMY)





เปิดการฝึกอย่างเป็นทางการ กับ Strike 2023 การฝึกร่วมระหว่าง รพศ.ไทยและจีน ณ กรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 
โดยทั้งสองประเทศจัดกำลังพลเข้ารับการฝึกรวม 233 นาย (ไทย 152 นาย จีน 81 นาย) ทำการฝึก CTX แลกเปลี่ยนทักษะต่างๆ ของหน่วย รพศ., การฝึกแลกเปลี่ยนการปฏิบัติการพิเศษ การฝึกภาคสนาม 
รวมถึงการทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆ ร่วมกันเพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ 
สำหรับการฝึก Strike ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 5 โดยที่ผ่านมาไทยกับจีนจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ และนอกจาก ทบ.แล้ว จีนยังมีการฝึก Strike ร่วมกันกับอีกสองเหล่าทัพด้วย โดยของ ทร.จะใช้ชื่อรหัส Blue Strike และของ ทอ.ในรหัส Falcon Strike 
สำหรับการฝึกเดี๋ยวแอดจะทยอยมาอัพเดทให้ดูกันเรื่อยๆ ครับ

หลังจากเปิดการฝึกกันไปแล้วเมื่อวาน วันนี้หน่วย รพศ.ทั้งไทยและจีนก็เริ่มแลกเปลี่ยนการใช้อาวุธปืนและแลกเปลี่ยนทักษะการยิงปืนระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจขีดความสามารถของ 2 ประเทศ ก่อนเข้าสู่การฝึกการปฏิบัติอื่นๆ ร่วมกันในวันต่อไปครับ

กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) และกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People's Liberation Army Ground Force) ได้ทำพิธีเปิดการฝึกผสม Strike 2023 ณ กรมรบพิเศษที่๔ รพศ.๔(4th Special Forces Regiment) ค่ายสฤษดิ์เสนา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023) โดยเป็นการฝึกระหว่างหน่วยรบพิเศษของ กองพลรบพิเศษที่๑ พล.รพศ.๑(1st Special Forces Division) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบกไทย และหน่วยรบพิเศษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People's Liberation Army)

การฝึกผสม Strike 2023 ระหว่างกองทัพบกไทยและกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนระหว่างวันที่ ๑๘ สิงหาคม- ๒ กันยายน ๒๕๖๖ นี้เป็นการฝึกครั้งที่ห้าแล้ว นับแต่เริ่มจัดการฝึกผสม Strike 2007 ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๐(2007) โดยจีนเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกใน Guangzhou และสลับให้ไทยเป็นเจ้าภาพในการฝึกครั้งที่สอง
การฝึกผสม Strike 2013 เป็นการฝึกครั้งที่สี่ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการฝึก ณ กองพันจู่โจม พัน.จจ.(Ranger Battalion) กรมรบพิเศษที่๓ รพศ.๓(3rd Special Forces Regiment) ในจังหวัดลพบุรี และเว้นช่วงการฝึกไปเป็นเวลาถึงสิบปีจากหลายปัจจัยรวมถึงสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ทั่วโลก

การฝึกผสม Strike 2023 ครั้งที่ห้าล่าสุดนี้จัดขึ้นในพื้นที่กองทัพภาคที่๓(3rd Army Area) โดยมีกรมรบพิเศษที่๔ เป็นเจ้าภาพของฝ่ายไทย ซึ่งยังรวมถึงหน่วยอื่นของกองพลรบพิเศษที่๑ เช่น กองพันจู่โจมรักษาพระองค์ รพศ.๓ รอ.(Ranger Battalion King's Guard, 3rd SFR King's Guard)
การฝึกในวันแรกวันที่๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ จะได้เห็นการแลกเปลี่ยนทักษะการใช้อาวุธเช่นปืนเล็กสั้น Colt M5 และปืนซุ่มยิงใหม่(กับอาวุธเก่าบางส่วนอย่างเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG-7/Type 69)พร้อมอุปกรณ์และเครื่องสนามที่ทันสมัยของของหน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทย กับปืนเล็กยาว Type 95, ปืนเล็กสั้น Type 95B และปืนพก Type 92 ของหน่วยรบพิเศษจีน รวมถึงการฝึกใช้วัตถุระเบิดในการทำลายครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566

พิธีสวนสนามทางอากาศครบรอบ 40ปีการฝึกผสมกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์


The 40th ACE flypast!




A closer look at the fighter aircraft from both air forces that made up the flypast


The years of training with the RTAF has forged stronger bonds between both air forces and our personnel.
For MAJ Julian Low (on the right) from 149 SQN, training with the RTAF allowed him to meet Wing Commander (Wg.Cdr.) Suttiwat Sukeenung.
"We first met during Exercise Cope Tiger (XCT) 2016, when I was a junior pilot. We both participated in a mission together, and that is where our friendship began. I have met Wg.Cdr. Suttiwat at every edition of XCT since.
We are now both senior instructors, and beyond our professional interactions, we have also forged a strong friendship on a personal level. I attended his wedding in Chiang Mai in 2018, and our families have also grown to know each other.
We regard each other like family, and I look forward to meeting up with him whenever there is a chance to.”

Here’s to 40 years of bilateral exercises with the กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force (RTAF) Over the past few days, our personnel have been in Korat Air Base, Thailand for the 40th RSAF - RTAF Anniversary Combined Exercise (ACE)! 
To commemorate this milestone, a flypast comprising our F-15SG and F-16 fighter aircraft and the JAS 39, F-16 and F-5 fighter aircraft from the RTAF was held yesterday morning. 
The event came to a close with a dinner where personnel from both air forces came together to celebrate 40 years of close and long-standing relations. 
Also in attendance to witness the occasion were Chief of Air Force, MG Kelvin Khong, and RTAF Commander-in-Chief, ACM Alongkorn Vannarot.
Thank you RTAF for the hospitality, and we look forward to many more years of close defence ties
Photos by S Shiva and CPT Christian Teo





ครบรอบ 40 ปี ของการฝึกผสมระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสิงคโปร์
พลอากาศเอก อลงกรณ์  วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย นาวาอากาศเอกหญิง พรรณประภา  วัณณรถ นายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ ให้การต้อนรับ พลอากาศตรี เคลวิน  คอง (MG Kelvin Khong) ผู้บัญชาการทหารอากาศสิงคโปร์ พร้อมภริยา และคณะ 
เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกองทัพอากาศ ระหว่างวันที่ 15 – 18 สิงหาคม 2566 เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) 
และร่วมพิธีประดับเครื่องหมายความสามารถในการบินกิตติมศักดิ์กองทัพอากาศ แก่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เมื่อวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2566
จากนั้นได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในวาระครอบรอบ 40 ปี ของการฝึกผสมระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสิงคโปร์ ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2566
ทั้งนี้ กองทัพอากาศไทย เริ่มต้นเข้าร่วมการฝึกกับกองทัพอากาศสิงคโปร์ครั้งแรกเมื่อปี 2526 ภายใต้รหัสการฝึก “AIR THAISING 1/83” โดยมี พลอากาศตรี วรนาถ  อภิจารี เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึก 
ซึ่งครั้งนั้นได้ทำการฝึกภาคบังคับการ (Command Post Exercise – CPX) ณ ฐานทัพอากาศ PAYA LEBAR ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 - 26 สิงหาคม 2526 
และทำการฝึกปฏิบัติภาคอากาศ (Air Maneuvering Exercise – AMX) ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 19 - 23 กันยายน 2526 โดยกองทัพอากาศสิงคโปร์ได้ส่งเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ HUNTER เข้าร่วมการฝึกกับเครื่องบินแบบ F-5 ของกองทัพอากาศไทย 
จากนั้นได้ทำการฝึกร่วมกันรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพ คือ การฝึกที่บังคับการ (Command Post Exercise – CPX) จะทำการฝึก ณ ประเทศสิงคโปร์ ส่วนการฝึกภาคปฏิบัติ (Air Maneuvering Exercise – AMX) จะทำการฝึกที่ประเทศไทย 
ต่อมากองทัพอากาศทั้งสองประเทศก็ได้เข้าร่วมการฝึกอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การฝึกผสม Cope Thunder และการฝึกผสม Cope Tiger 
ทำให้กำลังพลของทั้งสองประเทศ ทั้งในส่วนของผู้ทำการบินและฝ่ายสนับสนุน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสร้างความสัมพันธ์อันดีมาจนปัจจุบัน

พิธีสวนสนามทางอากาศในโอกาสครบรอบ ๔๐ปีการฝึกผสมทางอากาศ(ACE: Air Combined Exercise) ระหว่างกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ณ กองบิน๑ โคราช วันที่๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023)
การบินหมู่และการจัดแสดงภาคพื้นดินของตัวแทนกำลังรบทางอากาศของทั้งสองชาติ กองทัพอากาศไทยประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี ซึ่งได้รับการปรับปรุงความทันสมัยเสร็จทั้งหมด ๑๓เครื่องแล้ว
เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Matin F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี ที่ผ่านการปรับปรุงความทันสมัยแล้วทั้ง ๑๘เครื่อง และเครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยใหม่ที่สุด

กองทัพอากาศสิงคโปร์ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG Strike Eagle ฝูงบิน149(149 Squadron) และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon ฝูงบิน143(143 Squadron) ซึ่งปัจจุบันวางกำลังที่กองบิน๑ จังหวัดนครราชสีมาในไทย
การฝึกผสมทางอากาศระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงค์โปร์ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่การฝึก AIR THAISING 1983 ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ จนปรับเปลี่ยนเป็นการฝึก Cope Tiger ในปี พ.ศ.๒๕๓๘(1995) โดยมีกองทัพอากาศสหรัฐฯเข้าร่วมเพิ่ม(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/cope-tiger-2023.html)
นับตั้งแต่ที่เริ่มการฝึกครั้งแรกในปี 1983 จนถึงการฝึก Cope Tiger 2023 ล่าสุดในห้วงเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา อากาศยานของกองทัพอากาศสิงคโปร์ที่เคยเข้าร่วมการฝึกเช่น เครื่องบินขับไล่ Hawker Hunter, เครื่องบินขับไล่ F-5S/T และเครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk ก็ได้ปลดประจำการไปหมดแล้ว 

แต่กองทัพอากาศไทยนั้นเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ที่เคยเข้าร่วมการฝึก AIR THAISING จนมาเป็นการฝึก Cope Tiger ก็ยังคงประจำการอยู่ โดยถ้านับระยะเวลาจากที่เครื่องชุดแรกที่เข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๒๑(1978) นั้นในปัจจุบันก็ประจำการมาถึง ๔๕ปีแล้ว
เช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ที่เข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988) ใกล้เคียงกับที่กองทัพสิงคโปร์นำเครื่องบิน F-16A/B ของตนเข้าประจำการและต่อมาส่งมอบให้กองทัพอากาศไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004) ในฝูงบิน๑๐๓
สิงคโปร์จะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II ชุดแรกสี่เครื่องจาก ๑๒เครื่องในปี 2026(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/f-35b-stovl.html) ทั้งนี้ความสัมพันธ์ทางทหารอันแข็งแกร่งระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองชาติจะยังคงมีต่อไปผ่านการฝึกร่วมกันครับ