NORINCO launches new tank destroyer
The ST2 tracked tank destroying vehicle is fitted with a three-person turret armed with a 105 mm rifled gun that can fire a wide range of ammunition. Source: NORINCO
http://www.janes.com/article/66778/norinco-launches-new-tank-destroyer
China North Industries Corporation หรือ NORINCO รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงรายใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ยานเกราะใหม่ของตนคือ
รถเกราะสายพาน ST2 Tank Destroying Vehicle(TDV) ยานเกราะพิฆาตรถถังติดปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะถูกพัฒนาขึ้นสำหรับส่งออกโดยเฉพาะมากกว่าที่จะนำเข้าประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชน(PLA: People's Liberation Army)
ตัวถังรถแคร่ฐานของ ST2 TDV เป็นรถเกราะสายพานที่มีความคล้ายคลึงกับรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล NORINCO YW534 หรืออีกชื่อคือ Type 89 APC(Armoured Personnel Carrier) ที่ไม่ได้มีสายการผลิตมาหลายปีแล้ว
แต่ล้อกดสายพานของ ST2 จะมีเป็นข้างละ 6ล้อมากกว่า Type 89 ที่มีข้างละ 5ล้อ จึงเป็นไปได้ว่ารถเกราะ ST2 ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเป็นการคืนสภาพใหม่หรือปรับปรุงจากรถรุ่นเก่าที่มีอยู่
(Type 89 APC เป็นรถรุ่นที่พัฒนาต่อจาก รสพ.๓๐ Type 85 ที่ประจำการในกองพันทหารม้าบรรทุกยานเกราะ ที่เป็นหน่วยขึ้นตรงของ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ กองทัพบกไทย)
ส่วนหน้าตัวถังรถด้านข้างมีความลาดเอียงเข้าด้านใน แต่ส่วนท้ายตัวถังรถจะเป็นแนวตั้งฉากตรงซึ่งเป็นตำแหน่งวางป้อมปืนบนวงแหวนรับขนาดใหญ่ สถานีพลขับจะอยู่ด้านหน้าชิดซ้ายและมีห้องเครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้าชิดขวา
ST2 TDV ใช้ป้อมปืนใหญ่แบบเหล็กกล้าเชื่อมใช้พลประจำป้อง 3นาย ติดตั้งปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลียวขนาด 105mm มีปลอกลดแรงถอย(muzzle brake), หม้อไล่ควัน(fume extractor) และปลอกกระจายความร้อน(thermal sleeve)
แต่ยังไม่พบว่าติดระบบอ้างอิงปากลำกล้อง(MRS: Muzzle Reference System) ซึ่งจะทำให้ปืนใหญ่รถถังสามารถปรับศูนย์(bore sight)ได้โดยที่พลประจำรถไม่ต้องลงมาจากรถ
ST2 สามารถบรรจุกระสุนปืนใหญ่รถถัง 105mm ได้ 32นัด ซึ่งน่าจะประกอบด้วยกระสุนหลายแบบเช่น กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบแบบมีครีบทรงตัวส่องวิถี(APFSDS-T: Armour Piercing Fin Stabilised Discarding Sabot-Tracer), กระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT: High Explosive Anti Tank) และกระสุนระเบิดแตกอากาศทำลายที่มั่นแข็งแรง(bunker busting) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแล้ว
รวมถึง ST2 สามารถใช้กระสุนนำวิถียิงจากปากกระบอกปืนใหญ่รถถัง (GLGP: Gun Launched Guided Projectile) ซึ่ง NORINCO ทำการตลาดในชื่อ GP2
กระสุนนำวิถี GP2 มีระยะยิงไกลสุด 5,000m ติดตั้งหัวรบสองชั้น Tandem HEAT ที่อ้างว่าสามารถเจาะเกราะเหล็กกล้า RHA(Rolled Homogeneous Armour) ที่ป้องกันด้วยเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA(Explosive Reactive Armour) ได้หนาถึง 650mm ครับ
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560
กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ตัดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP
Russian Navy undecided on submarine class to receive air-independent propulsion AIP system
AIP system on the AMUR class submarine (for illustration purpose only)
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/january-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4775-russian-navy-undecided-on-submarine-class-to-receive-air-independent-propulsion-aip-system.html
ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือเอก Vladimir Korolyov กล่าวกับสื่อว่า กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ได้ติดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบของตนติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air-Independent Propulsion)
ทั้งเรือดำน้ำชั้น Project 667 Lada(NATO กำหนดชื่อชั้น Peterburg ตามเรือลำแรกของชั้นคือ Sankt Peterburg) และเรือดำน้ำรหัสชั้น Kalina ซึ่งเป็นเรือดำน้ำยุคที่5ของรัสเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนา
"เราจะทำการตัดสินใจภายหลังจากที่ระบบพลังงานขับเคลื่อนถูกพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบขับเคลื่อน AIP เป็นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเราจะพยายามลองทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเรือเท่านั้นแต่ขึ้นกับสำนักออกแบบด้วย และเรามีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีที่จะเริ่มต้นที่เราจะส่งมอบนี้" นายพลเรือ Korolyov เน้นย้ำ
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากองทัพเรือรัสเซียคาดว่าระบบ AIP สำหรับเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้านั้นจะพร้อมใช้งานในปี 2021-2022
ในปลายปี 2015 Igor Vilnit ผู้อำนวยการทั่วไปสำนักออกแบบ Rubin กล่าวว่าการทดลองในทะเลของระบบขับเคลื่อน AIP มีกำหนดเริ่มในปี 2016
โดยเขายังเน้นว่าระบบขับเคลื่อน AIP นี้สามารถบูรณาการเข้ากับเรือดำน้ำชั้น Project 677 Lada ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งรองผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือตรี Victor Bursuk เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรือดำน้ำชั้น Project 677 นั้นอาจจะเรือดำน้ำชั้นแรกของรัสเซียที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP
เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 677 Lada ซึ่งออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเรือดำน้ำยุคที่4ของกองทัพเรือรัสเซียที่เป็นตัวเรือแบบชั้นเดียวแบบแรก ทดแทนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 636 Varshavyanka(Improved Kilo)
อย่างไรก็ตามเรือลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg มีปัญหาทางเทคนิคจำนวนมากตั้งแต่เริ่มทดลองเรือในทะเลในปี 2005 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2010 ซึ่งต่อมาในปี 2011 กองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือ Sankt Peterburg เข้าประจำการ
จนถึงปี 2012 จึงได้มีการออกแบบแก้ไขปัญหาของแบบเรือใหม่และสั่งสร้างเรือเพิ่มอีก 2ลำคือ B-586 Kronshtadt และ B-587 Velikiye Luki ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จเข้าประจำการได้ในราวปี 2019
สำนักออกแบบ Rubin ได้เสนอเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 1650 Amur สำหรับส่งออกต่างประเทศพร้อมเสนอทางเลือกเสริมในการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แต่จนถึงปัจจุบันนี้รัสเซียยังไม่มีลูกค้าอย่างเป็นทางการของเรือดำน้ำชั้น Amur ครับ
AIP system on the AMUR class submarine (for illustration purpose only)
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/january-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4775-russian-navy-undecided-on-submarine-class-to-receive-air-independent-propulsion-aip-system.html
ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือเอก Vladimir Korolyov กล่าวกับสื่อว่า กองทัพเรือรัสเซียยังไม่ได้ติดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบของตนติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air-Independent Propulsion)
ทั้งเรือดำน้ำชั้น Project 667 Lada(NATO กำหนดชื่อชั้น Peterburg ตามเรือลำแรกของชั้นคือ Sankt Peterburg) และเรือดำน้ำรหัสชั้น Kalina ซึ่งเป็นเรือดำน้ำยุคที่5ของรัสเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนา
"เราจะทำการตัดสินใจภายหลังจากที่ระบบพลังงานขับเคลื่อนถูกพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบขับเคลื่อน AIP เป็นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเราจะพยายามลองทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเรือเท่านั้นแต่ขึ้นกับสำนักออกแบบด้วย และเรามีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีที่จะเริ่มต้นที่เราจะส่งมอบนี้" นายพลเรือ Korolyov เน้นย้ำ
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากองทัพเรือรัสเซียคาดว่าระบบ AIP สำหรับเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้านั้นจะพร้อมใช้งานในปี 2021-2022
ในปลายปี 2015 Igor Vilnit ผู้อำนวยการทั่วไปสำนักออกแบบ Rubin กล่าวว่าการทดลองในทะเลของระบบขับเคลื่อน AIP มีกำหนดเริ่มในปี 2016
โดยเขายังเน้นว่าระบบขับเคลื่อน AIP นี้สามารถบูรณาการเข้ากับเรือดำน้ำชั้น Project 677 Lada ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งรองผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย พลเรือตรี Victor Bursuk เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรือดำน้ำชั้น Project 677 นั้นอาจจะเรือดำน้ำชั้นแรกของรัสเซียที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP
เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 677 Lada ซึ่งออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเรือดำน้ำยุคที่4ของกองทัพเรือรัสเซียที่เป็นตัวเรือแบบชั้นเดียวแบบแรก ทดแทนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 636 Varshavyanka(Improved Kilo)
อย่างไรก็ตามเรือลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg มีปัญหาทางเทคนิคจำนวนมากตั้งแต่เริ่มทดลองเรือในทะเลในปี 2005 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2010 ซึ่งต่อมาในปี 2011 กองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือ Sankt Peterburg เข้าประจำการ
จนถึงปี 2012 จึงได้มีการออกแบบแก้ไขปัญหาของแบบเรือใหม่และสั่งสร้างเรือเพิ่มอีก 2ลำคือ B-586 Kronshtadt และ B-587 Velikiye Luki ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จเข้าประจำการได้ในราวปี 2019
สำนักออกแบบ Rubin ได้เสนอเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 1650 Amur สำหรับส่งออกต่างประเทศพร้อมเสนอทางเลือกเสริมในการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แต่จนถึงปัจจุบันนี้รัสเซียยังไม่มีลูกค้าอย่างเป็นทางการของเรือดำน้ำชั้น Amur ครับ
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560
กองทัพอากาศสหรัฐฯออกเอกสารขอข้อเสนอสำหรับอาวุธ Laser ของเครื่องบินขับไล่
USAF issues RFP for fighter aircraft laser weapon
Artist's concept of Northrop Grumman's Next-Generation Air Dominance fighter using a laser to destroy incoming missiles. Source: Northrop Grumman
http://www.janes.com/article/66748/usaf-issues-rfp-for-fighter-aircraft-laser-weapon
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: United States Air Force) ได้ออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposals) ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในส่วนระบบป้องกันตนเอง Laser สำหรับอากาศยานรบทางยุทธวิธี
เอกสารขอข้อเสนอที่ออกโดยห้องวิจัยพัฒนากองทัพอากาศ, คณะกรรมการพลังงานตรง, แผนก Laser(AFRL/RDL: Air Force Research Laboratory, Directed Energy Directorate, Laser Division) บน Website Federal Business Opportunities (FedBizOpps) วันที่ 5 มกราคมนั้น
เป็นการค้นหาข้อเสนอวิจัยสำหรับการนำเข้าประจำการของโครงการ Laser Advancements for Next-generation Compact Environments(LANCE) ซึ่งเป็นการบูรณาการนำอาวุธ Laser ป้องกันตนเองติดตั้งกับอากาศยานขนาดเครื่องบินขับไล่ในปัจจุบันและอนาคต
"วัตถุประสงค์ของโครงการ LANCE คือการดำเนินการวิจัยและพัฒนากิจกรรมที่จำเป็นในการออกแบบ, ประดิษฐ์, และส่งมอบความน่าเชื่อถือ ของอาวุธ Laser พลังงานสูงที่ทนทาน(ด้วยคุณภาพลำแสงที่ยอดเยี่ยม และมีขนาดกะทัดรัด)
เพื่อบูรณาการเข้ากับโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์สำหรับใช้ระหว่างการทดสอบการบินบนอากาศยานทางยุทธวิธีสำหรับการวิจัยระบบป้องกันตนเองขั้นที่สอง
ของโครงการ Self-protect High Energy Laser Demonstrator(SHiELD) Advanced Technology Demonstration(ATD)" เอกสารชักชวนกล่าว
ในขั้นนี้ AFRL/RDL กำลังค้นหาแนวทางด้านนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาของวิทยาการ Laser ล้ำยุคขั้นก้าวหน้า เพื่อสาธิตสมรรถนะ และการประเมินอุปกรณ์ปฏิบัติการที่กะทัดรัด, ทนทาน
ของอาวุธ Laser พลังงานสูงในทุกรูปทรงของภัยคุกคามที่เป็นไปได้ที่เข้ามาบนอากาศยานรบทางยุทธวิธีที่ทำการบินในย่านเข้าใกล้ความเร็วเสียงจนถึงความเป็นไปได้ในย่านความเร็วเหนือเสียง
ขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาได้รวมการวิจัย, ออกแแบบ, ประดิษฐ์, และเอกสารของระบบย่อย Laser ที่ติดเข้ากับขนาดที่ต้องการและมวลที่จำกัดของโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์ของ SHiELD
Laser จะถูกบรรจุเข้ากับกระเปาะที่ทำการบินในย่านความเร็วเหนือเสียงเมื่อติดตั้งอากาศยานได้ ที่จะพัฒนาภายใต้สัญญาชื่อ Laser Pod Research and Development(LPRD)
ตามที่บันทึกโดย AFRL/RDL รัฐบาลสหรัฐฯได้คาดการณ์ความพยายามเพื่อเข้าใกล้สองขั้นตอนสำหรับโครงการ SHiELD ATD
ขั้นแรกประกอบด้วยการทดสอบพลังานต่ำและการสาธิตสมรรถนะของระบบย่อยการควบคุมลำแสง(BCS: Beam Control Subsystem) และระบบย่อยสนับสนุน Laser อื่นๆในย่านความเร็วเข้าใกล้เสียง
และการเก็บข้อมูลผลกระทบด้านอากาศพลศาสตร์ภายใต้สภาวะการบินย่านความเร็วเหนือเสียงสำหรับประสิทธิผลของ Laser ต่อเป้าหมายครับ
Artist's concept of Northrop Grumman's Next-Generation Air Dominance fighter using a laser to destroy incoming missiles. Source: Northrop Grumman
http://www.janes.com/article/66748/usaf-issues-rfp-for-fighter-aircraft-laser-weapon
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: United States Air Force) ได้ออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposals) ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในส่วนระบบป้องกันตนเอง Laser สำหรับอากาศยานรบทางยุทธวิธี
เอกสารขอข้อเสนอที่ออกโดยห้องวิจัยพัฒนากองทัพอากาศ, คณะกรรมการพลังงานตรง, แผนก Laser(AFRL/RDL: Air Force Research Laboratory, Directed Energy Directorate, Laser Division) บน Website Federal Business Opportunities (FedBizOpps) วันที่ 5 มกราคมนั้น
เป็นการค้นหาข้อเสนอวิจัยสำหรับการนำเข้าประจำการของโครงการ Laser Advancements for Next-generation Compact Environments(LANCE) ซึ่งเป็นการบูรณาการนำอาวุธ Laser ป้องกันตนเองติดตั้งกับอากาศยานขนาดเครื่องบินขับไล่ในปัจจุบันและอนาคต
"วัตถุประสงค์ของโครงการ LANCE คือการดำเนินการวิจัยและพัฒนากิจกรรมที่จำเป็นในการออกแบบ, ประดิษฐ์, และส่งมอบความน่าเชื่อถือ ของอาวุธ Laser พลังงานสูงที่ทนทาน(ด้วยคุณภาพลำแสงที่ยอดเยี่ยม และมีขนาดกะทัดรัด)
เพื่อบูรณาการเข้ากับโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์สำหรับใช้ระหว่างการทดสอบการบินบนอากาศยานทางยุทธวิธีสำหรับการวิจัยระบบป้องกันตนเองขั้นที่สอง
ของโครงการ Self-protect High Energy Laser Demonstrator(SHiELD) Advanced Technology Demonstration(ATD)" เอกสารชักชวนกล่าว
ในขั้นนี้ AFRL/RDL กำลังค้นหาแนวทางด้านนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาของวิทยาการ Laser ล้ำยุคขั้นก้าวหน้า เพื่อสาธิตสมรรถนะ และการประเมินอุปกรณ์ปฏิบัติการที่กะทัดรัด, ทนทาน
ของอาวุธ Laser พลังงานสูงในทุกรูปทรงของภัยคุกคามที่เป็นไปได้ที่เข้ามาบนอากาศยานรบทางยุทธวิธีที่ทำการบินในย่านเข้าใกล้ความเร็วเสียงจนถึงความเป็นไปได้ในย่านความเร็วเหนือเสียง
ขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาได้รวมการวิจัย, ออกแแบบ, ประดิษฐ์, และเอกสารของระบบย่อย Laser ที่ติดเข้ากับขนาดที่ต้องการและมวลที่จำกัดของโครงสร้างการผสานรวมอากาศพลศาสตร์ของ SHiELD
Laser จะถูกบรรจุเข้ากับกระเปาะที่ทำการบินในย่านความเร็วเหนือเสียงเมื่อติดตั้งอากาศยานได้ ที่จะพัฒนาภายใต้สัญญาชื่อ Laser Pod Research and Development(LPRD)
ตามที่บันทึกโดย AFRL/RDL รัฐบาลสหรัฐฯได้คาดการณ์ความพยายามเพื่อเข้าใกล้สองขั้นตอนสำหรับโครงการ SHiELD ATD
ขั้นแรกประกอบด้วยการทดสอบพลังานต่ำและการสาธิตสมรรถนะของระบบย่อยการควบคุมลำแสง(BCS: Beam Control Subsystem) และระบบย่อยสนับสนุน Laser อื่นๆในย่านความเร็วเข้าใกล้เสียง
และการเก็บข้อมูลผลกระทบด้านอากาศพลศาสตร์ภายใต้สภาวะการบินย่านความเร็วเหนือเสียงสำหรับประสิทธิผลของ Laser ต่อเป้าหมายครับ
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560
กองทัพเรือไทยจะจัดหากล้องตรวจการณ์ MX-10MS จาก L3 WESCAM แคนาดาสำหรับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่
Viriyakit (1995) Co.,Ltd. of Thailand has awarded L3 WESCAM a contract to supply its MX-10MS EO/IR maritime sensor system to the Royal Thai Navy for its Krabi Class Offshore Patrol Vessels (OPVs).
http://www.wescam.com/wp-content/uploads/WESCAM_90M-in-orders_FINAL_1Jan3_2017.pdf
Model of HTMS Trang Royal Thai Navy second Krabi class Offshore Patrol Vessel(https://www.youtube.com/user/ThaiPBS)
บริษัท วิริยะกิจ (1995) จํากัด ตัวแทนจำหน่ายฝ่ายไทยได้รับสัญญาในการจัดหากล้องตรวจการณ์ EO/IR(Electro Optic/Infrared) แบบ MX-10MS ของบริษัท L3 WESCAM แคนาดา ให้กองทัพเรือไทยสำหรับติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่
โดยกล้อง EO/IR แบบ MX-10MS เป็นระบบตรวจจับทางทะเลสำหรับเรือเพื่อภารกิจเช่น การตรวจการณ์ลาดตระเวน, ควบคุมชายแดน, ปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติ และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
ซึ่ง MX-10MS ถูกเลือกโดยกองทัพเรือไทยจากการประเมินค่าทางเทคนิคและประสิทธิภาพรวมของระบบ อีกทั้งยังเป็นสัญญาจัดซื้อครั้งแรกของ L3 WESCAM กับไทย
ทั้งนี้สัญญาจัดหาของกองทัพเรือไทยเป็นหนึ่งในการจัดซื้อระบบอุปกรณ์ของ L3 WESCAM จากทั่วโลกวงเงินมากกว่า $90 million ซึ่งรวมทั้ง กองทัพเรือสหรัฐฯ, กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐฯ, กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ และกองทัพอากาศออสเตรเลีย
L3 WESCAM's MX-10MS EO/IR
กองทัพเรือไทยได้ขึ้นระวางประจำการเรือตรวจการไกลฝั่ง ร.ล.กระบี่ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖(2013) โดยเรือดำเนินการสร้างที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ ในไทย
ซึ่งบริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) ได้จัดซื้อสิทธิบัตรแบบเรือ 90m OVP(Offshore Patrol Vessels) จากบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร (BVT Surface Ships เดิม)
ปัจจุบันกองทัพเรือไทยได้อนุมัติการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙(2016) วงเงิน ๒,๖๕๐ล้านบาท ดำเนินงานช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๙-๒๕๖๑(2016-2018)
โดยมีการปรับปรุงแบบเรือเพิ่มเติมหลายส่วนเช่น ลาดจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือรองรับ ฮ.ขนาด 10tons และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon II ทั้งนี้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ได้รับพระราชทานนามว่า ร.ล.ตรัง ครับ
http://www.wescam.com/wp-content/uploads/WESCAM_90M-in-orders_FINAL_1Jan3_2017.pdf
Model of HTMS Trang Royal Thai Navy second Krabi class Offshore Patrol Vessel(https://www.youtube.com/user/ThaiPBS)
บริษัท วิริยะกิจ (1995) จํากัด ตัวแทนจำหน่ายฝ่ายไทยได้รับสัญญาในการจัดหากล้องตรวจการณ์ EO/IR(Electro Optic/Infrared) แบบ MX-10MS ของบริษัท L3 WESCAM แคนาดา ให้กองทัพเรือไทยสำหรับติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่
โดยกล้อง EO/IR แบบ MX-10MS เป็นระบบตรวจจับทางทะเลสำหรับเรือเพื่อภารกิจเช่น การตรวจการณ์ลาดตระเวน, ควบคุมชายแดน, ปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติ และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
ซึ่ง MX-10MS ถูกเลือกโดยกองทัพเรือไทยจากการประเมินค่าทางเทคนิคและประสิทธิภาพรวมของระบบ อีกทั้งยังเป็นสัญญาจัดซื้อครั้งแรกของ L3 WESCAM กับไทย
ทั้งนี้สัญญาจัดหาของกองทัพเรือไทยเป็นหนึ่งในการจัดซื้อระบบอุปกรณ์ของ L3 WESCAM จากทั่วโลกวงเงินมากกว่า $90 million ซึ่งรวมทั้ง กองทัพเรือสหรัฐฯ, กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐฯ, กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ และกองทัพอากาศออสเตรเลีย
L3 WESCAM's MX-10MS EO/IR
กองทัพเรือไทยได้ขึ้นระวางประจำการเรือตรวจการไกลฝั่ง ร.ล.กระบี่ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖(2013) โดยเรือดำเนินการสร้างที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ ในไทย
ซึ่งบริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) ได้จัดซื้อสิทธิบัตรแบบเรือ 90m OVP(Offshore Patrol Vessels) จากบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร (BVT Surface Ships เดิม)
ปัจจุบันกองทัพเรือไทยได้อนุมัติการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙(2016) วงเงิน ๒,๖๕๐ล้านบาท ดำเนินงานช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๙-๒๕๖๑(2016-2018)
โดยมีการปรับปรุงแบบเรือเพิ่มเติมหลายส่วนเช่น ลาดจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือรองรับ ฮ.ขนาด 10tons และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon II ทั้งนี้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ได้รับพระราชทานนามว่า ร.ล.ตรัง ครับ
วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560
จีนเริ่มการสร้างเรือดำน้ำชั้น Type 039B Yuan ใหม่อีกครั้ง และความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ของไทย
China resumes production of Yuan-class submarines
Three Yuan-class submarines being fitted out at China's Wuchang Shipyard in Wuhan, central China. (Via top81.cn)
http://www.janes.com/article/66691/china-resumes-production-of-yuan-class-submarines
ชุดภาพที่เผยแพร่ใน Online Forums จีนเมื่อเดือนธันวาคม 2016 แสดงถึงเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าตามแบบชั้น Type 039B (NATO กำหนดรหัสชั้น Yuan) ใหม่ 3ลำกำลังดำเนินการติดตั้งสร้างเหนือน้ำในอู่ต่อเรือ Wuchang ใน Wuhan ทางตอนกลางของจีน
จึงเป็นที่ชัดเจนว่าจีนได้กลับมาดำเนินการสร้างเรือดำน้ำชั้น Type 039B สำหรับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(People's Liberation Army Navy)อีกครั้ง หลังจากที่หายไปจากการพบเห็นการสร้างเรือใหม่เป็นเวลาเกือบสามปี
ตามข้อมูลใน Internet Forums จีนระบุว่าเรือดำน้ำชั้น Type 039B ใหม่ 3ลำนี้ถูกปล่อยลงนำไปตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2016
ข้อมูลจาก Jane's Fighting Ships เรือดำน้ำชั้น Yuan รุ่นแรกคือ Type 039A ซึ่งเข้าประจำการในปี 2006 นั้นมีความยาว 77m กว้าง 8.4m ระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 2,700tons ระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 3,600tons
ระบบอาวุธท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm 6ท่อยิงสามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำอย่าง YJ-82 และตอร์ปิโดหนักอย่าง Yu-6 ได้
แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันเป็นทางการแต่ข้อมูลหลายแหล่งเชื่อว่าเรือดำน้ำชั้น Yuan ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้าและ AIP(Air Independent Propulsion)
ซึ่งสมรรถนะของ AIP ไม่เป็นที่เปิดเผยแต่คาดว่าสามารถขยายระยะเวลาระหว่างที่เรือดำน้ำเดินเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อประจุ Battery จากหลายชั่วโมงเป็นหลายวัน ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณเสียงจากเรือทำให้ถูกตรวจจับได้ยากขึ้น
ตัวเรือของเรือดำน้ำชั้น Yuan นี้ยังถูกหุ้มด้วยแผ่นยางลดการสะท้อนคลื่นเสียง(anechoic tiles) เพื่อลดการสะท้อนของสัญญาณ Ping ที่ส่งมาจาก Active Sonar เพื่อค้นหาเรือใต้น้ำด้วย
ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นมีการพบภาพว่าจีนได้สร้างเรือดำน้ำชั้น Type 039C รุ่นใหม่กว่าที่ตัวเรือมีจุดแตกต่างจากรุ่นก่อน เช่นหอเรือทรงใหม่ที่การออกแบบได้รับอิทธิพลเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ชั้น Virginia สหรัฐฯ
แต่การจัดสร้างภาพที่ถูกต้องของจำนวนเรือดำน้ำที่จีนสร้างขึ้นมาสำหรับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างทำได้ยาก เพราะจีนจัดกองกำลังเรือดำน้ำของตนเป็นกองเรือที่ชั้นมีความลับสูงมากกว่ากำลังทางเรือแบบอื่น
และการขาดหมายเลขเรือซึ่งจีนนำออกไปจากเรือดำน้ำของตนนานแล้ว ทำให้ภาพถ่ายเรือดำน้ำจีนจำนวนมากที่ไม่มีหมายเลขเรือบนตัวเรือนั้น ทำให้การตรวจสอบพิสูจน์ทราบและติดตามโครงการสร้างและจำหน่ายเรือมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายครับ
http://www.janes.com/article/66664/thailand-progresses-chinese-submarine-procurement
ตามความเข้าใจของ Jane's คาดว่ากองทัพเรือไทยจะสามารถยื่นข้อเสนอสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T จากจีนลำแรกจากสามลำได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
มีแหล่งข่าวยืนยันกับ Jane's ว่าภายใต้แผนการจัดหา ๑๑ปีที่กำลังได้ข้อสรุปโดยกองทัพเรือไทยแล้ว งบประมาณสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำลำแรกนั้นได้ถูกบรรจุในงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ตามที่เคยรายงานไปแล้ว
การสั่งจัดหาเรือดำน้ำอีกสองลำที่เหลือคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงก่อนปี พ.ศ.๒๕๖๔-๒๕๖๕(2021-2022) โดยการชำระเงินให้กับจีนจะมีต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
วงเงินการจัดหาเรือดำน้ำลำแรกอยู่ที่ ๑๓,๕๐๐ล้านบาท($377 million) โดยวงเงินรวมทั้งหมดของโครงการคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ ๓๖,๐๐๐ล้านบาท($1.12 billion)
ทำให้โครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T นี้มีวงเงินงบประมาณจัดหาสูงที่สุดของกองทัพไทย นับตั้งแต่โครงการเครื่องขับไล่ Saab Gripen C/D ๑๒เครื่อง(Peace Suvarnabhumi) ที่กองทัพอากาศไทยสั่งจัดหาเป็นสองระยะในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) และ พ.ศ.๒๕๕๓(2010)
จากข้อมูลจากบางแหล่งระบุว่าเรือดำน้ำแบบ S26T ที่ออกแบบมาสำหรับกองทัพเรือไทยนั้น มีพื้นฐานจากเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039B ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนครับ
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560
ภาพเปิดเผยจีนอาจนำรถถังเบา ZTQ ใหม่เข้าประจำการแล้ว
China possibly equipping PLA ground units with new light tank
One of China's new light tanks on a railway flatbed car at what seems to be the Guilin railway station in China's southern Guangxi Province. (Via CJDBY website)
http://www.janes.com/article/66681/china-possibly-equipping-pla-ground-units-with-new-light-tank
NORINCO debut VT5 Light Tank at Zhuhai Air Show 2016
ชุดภาพล่าสุดที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคม Online จีนน่าจะเป็นการเปิดเผยว่าเป็นไปได้ที่กองทัพบกปล่อยปล่อยประชาชนจีนได้นำรถถังเบาแบบใหม่ที่ถูกเรียกว่ารถถังเบา ZTQ เข้าประจำการแล้ว
โดยชุดภาพที่ลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2016 แสดงถึงรถถังใหม่ 10คันที่กำลังเคลื่อนย้ายบนรางรถที่สถานีรถไฟ Guilin มณฑล Guangxi ทางใต้ของจีน ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นการนำเข้าประจำการขั้นตนในหน่วยของกองบัญชาการภูมิภาคใต้ที่จัดตั้งขึ้นใหม่
รถถังเบา ZTQ เริ่มมีภาพเปิดเผยออกมาใน Internet จีนเมื่อช่วงปี 2011 โดยระบุว่าถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการในเขตภูเขาสูงเช่นแถบทิเบต และในภูเขาป่าดงดิบเช่นแถบมณฑลยูนานชายแดนพม่า-ลาว-เวียดนาม
ซึ่งเป็นการทดแทนรถถังเบา Type 62 ที่เข้าประจำการในช่วงปี 1962 และเคยเข้าร่วมสงครามจีน-เวียดนามปี 1979 ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการรบนัก และปลดประจำการไปในปี 2013
ตามข้อมูลล่าสุดในเดือนมกราคมปี 2016 รถถังเบา ZTQ คาดว่าจะมีน้ำหนักรถประมาณ 35-40tons มีกำลังพลประจำรถ 3นาย ติดตั้งเคลื่องยนต์ดีเซลและระบบส่งกำลังสมรรถนะสูงที่สามารถปฏิบัติการได้ดีในเขตภูเขาสูงและพื้นที่ดินอ่อนโคลน
ซึ่งสายพานสามารถปรับระดับขึ้นลงเพื่อปรับความสูงรถเพื่อซ่อนตัวรถพรางไปกับภูมิประเทศได้ เช่นในทุ่งนาข้าว และสะดวกต่อการขนส่งทางรถไฟและทางอากาศ
ป้อมปืนและตัวถังรถเป็นเกราะเหล็กกล้าเชื่อมเสริมด้วยเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA(Explosive Reactive Armour) ซึ่งสามารถป้องกันกระสุนระเบิดดินโพรงและกระสุนพลังงานจลน์ได้ระดับหนึ่ง
ถ.เบา ZTQ ดูเหมือนจะติดตั้งกล้องเล็งพลยิงและกล้อง Panoramic ผู้บังคับการรบแบบเดียวที่ใช้กับรถถังหลัก Type 99A และ Radar ตรวจจับกระสุน ระบบตรวจจับการถูกเล็งด้วย Laser และเครื่องยิงลูกระเบิดควัน
ระบบอาวุธมีปืนใหญ่รถถังลำกล้องขนาด 105mm พร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ สามารถยิงกระสุนเจาะเกราะต่อสู้รถถังแกน Tungsten เจาะเกราะได้หนา 500mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง, ปืนกลร่วมแกน 7.62mm และป้อมปืน Remote Weapon Station สำหรับปืนกลหนัก 12.7mm
ทั้งนี้ NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดตัวรถถังเบาแบบ VT5 ในงานแสดงการบิน Zhuhai Air Show 2016 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
มีการระบุว่ารถถังเบา VT5 นั้นเป็นรถรุ่นสำหรับส่งออกต่างประเทศที่มีพื้นฐานจากรถถังเบา ZTQ ที่กองทัพจีนประจำการอยู่ครับ
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560
เอกสารลับเปิดเผยสหรัฐฯเคยเสนอเครื่องบินรบ Stealth F-117 ให้อังกฤษ
In 1986 U.S. President Ronald Reagan offered Britain the F-117 stealth jet
Recently declassified documents show that U.S. President Ronald Reagan offered UK Prime Minister Margaret Thatcher access to the American stealth technology.
https://theaviationist.com/2017/01/02/in-1986-u-s-president-ronald-reagan-offered-britain-the-f-117-stealth-jet/
เอกสารที่ถูกยกเลิกชั้นความลับแล้วจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยข้อมูลลับที่น่าสนใจในอดีตว่า
ย้อนกลับไปในปี 1986 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Ronald Reagan ได้เสนออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นาง Margaret Thatcher สำหรับโอกาสในความร่วมร่วมข้ามมหาสมุทร Atlantic ของวิทยาการอากาศยานตรวจจับได้ยากคือเครื่องบินโจมตี Stealth แบบ F-117 Nighthawk
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Guardian อังกฤษ ภายใต้ชื่อโครงการ Project Moonflower อดีตเจ้าของนามเรียกขาน POTUS ซึ่งเป็นรหัสลับที่ใช้เรียกบุคคลในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯคืออดีตประธานาธิบดี Reagan ในขณะนั้น
ได้เสนอบรรยายข้อสรุปถึงโครงการลับ Black Project และความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรในโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกันแก่อดีตนายกรัฐมนตรี Thatcher
ซึ่งมีข้อความบางส่วนจากโทรเลขที่อดีตผู้นำผู้ล่วงลับทั้งสองส่งติดต่อกันถึงเรื่องดังกล่าวในปี 1986 เช่น
"Margaret ที่รัก
ผมดีใจที่ได้ยินว่าคุณสามารถที่จะพบ Cap(Casapar Weinberger รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯในสมัยนั้น) เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการพิเศษที่ผมเขียนถึง
...ผมหวังว่าจะได้รับการตอบสนองจากคุณ
ขอแสดงความนับถือ, Ron"
แต่ทางอังกฤษได้ปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำงานด้านวิทยาการ Stealth ร่วมกับสหรัฐฯและจัดหาเครื่องบินโจมตี F-117 ซึ่งบินขึ้นครั้งแรกในปี 1981 และถูกปกปิดเป็นความลับมาตลอด(กองทัพอากาศสหรัฐฯเรียกเป็น F: Fighter คือเครื่องบินขับไล่เพื่อลวงหน่วยข่าวกรองต่างชาติ)
จนมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 1988 และ F-117A กลายเป็นเครื่องบิน Stealth ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรักระหว่างยุทธการ Desert Storm ปี 1991
ตามจดหมายของกระทรวงกลาโหมอังกฤษในเดือนธันวาคมปี 1986 ถึง Charles Powell ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีอังกฤษด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยนั้นว่า
"คุณ Weinberger ได้เสนอให้เรามีโอกาสที่จะจัดซื้อเครื่องสหรัฐฯรุ่นปัจจุบัน แต่เราได้ตอบไปว่าเราไม่ต้องการจริงๆที่จะจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในขณะที่โครงการยังคงเป็นสีดำ(ลับเฉพาะ)อยู่"
หลังจากที่ปฏิเสธการเสนอในครั้งแรก ต่อมาในปี 1995 ได้มีเสนอเครื่องบิน F-117 รุ่นปรับปรุง ให้กับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(Royal Air Force) ซึ่งเชื่อว่าถูกเรียกว่า F-117C โดยแผนโครงการพัฒนา F-117 สำหรับกองทัพอากาศอังกฤษนั้นประกอบด้วยเช่น
การใช้ช่องรับอากาศเข้าแบบเครื่องบินทิ้งระเบิด Stealth B-2, กระจกครอบห้องนักบินแบบเห็นวิสัยทัศน์ได้รอบแบบเครื่องบินขับไล่ Stealth F-22, ระบบ Avionic ของอังกฤษ, เครื่องยนต์ไอพ่น General Electric F414 หรือ Eurojet EJ200 รวมถึงการใช้ส่วนประกอบโครงสร้างจำนวนมาก หรือการประกอบย่อยจาก BAE Systems
ยังมีเครื่องรุ่นที่ถูกอ้างชื่อว่า F-117A+ หรือ F-117B(B: British) ที่เคยถูกเสนอเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก Tornado GR4 นั่นเป็นสาเหตุที่เชื่อว่าทำไมถึงเคยมีนักบินกองทัพอากาศอังกฤษทำการบินประเมินค่า F-117A Nighthawk ก่อนที่กองทัพอากาศสหรัฐฯจะปลดประจำการในปี 2008
ถึงแม้ว่า Technology Stealth ของ F-117 นั้นจะล้ำยุคมากในช่วงกลางปี 1980s แต่ Tornado GR4 ก็เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีของกองทัพอากาศอังกฤษที่ประสบความสำเร็จในปฏิบัติการรบอย่างมากในหลายสมรภูมิช่วง 20ปีมานี้
ทั้งนี้กองทัพอากาศอังกฤษกำลังอยู่ระหว่างการรับมอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II ที่จัดหาจากสหรัฐฯ ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านวิทยาการ Stealth มากกว่าเข้าประจำการต่อไปในอนาคตครับ
Recently declassified documents show that U.S. President Ronald Reagan offered UK Prime Minister Margaret Thatcher access to the American stealth technology.
https://theaviationist.com/2017/01/02/in-1986-u-s-president-ronald-reagan-offered-britain-the-f-117-stealth-jet/
เอกสารที่ถูกยกเลิกชั้นความลับแล้วจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยข้อมูลลับที่น่าสนใจในอดีตว่า
ย้อนกลับไปในปี 1986 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Ronald Reagan ได้เสนออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นาง Margaret Thatcher สำหรับโอกาสในความร่วมร่วมข้ามมหาสมุทร Atlantic ของวิทยาการอากาศยานตรวจจับได้ยากคือเครื่องบินโจมตี Stealth แบบ F-117 Nighthawk
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Guardian อังกฤษ ภายใต้ชื่อโครงการ Project Moonflower อดีตเจ้าของนามเรียกขาน POTUS ซึ่งเป็นรหัสลับที่ใช้เรียกบุคคลในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯคืออดีตประธานาธิบดี Reagan ในขณะนั้น
ได้เสนอบรรยายข้อสรุปถึงโครงการลับ Black Project และความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรในโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกันแก่อดีตนายกรัฐมนตรี Thatcher
ซึ่งมีข้อความบางส่วนจากโทรเลขที่อดีตผู้นำผู้ล่วงลับทั้งสองส่งติดต่อกันถึงเรื่องดังกล่าวในปี 1986 เช่น
"Margaret ที่รัก
ผมดีใจที่ได้ยินว่าคุณสามารถที่จะพบ Cap(Casapar Weinberger รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯในสมัยนั้น) เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการพิเศษที่ผมเขียนถึง
...ผมหวังว่าจะได้รับการตอบสนองจากคุณ
ขอแสดงความนับถือ, Ron"
แต่ทางอังกฤษได้ปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำงานด้านวิทยาการ Stealth ร่วมกับสหรัฐฯและจัดหาเครื่องบินโจมตี F-117 ซึ่งบินขึ้นครั้งแรกในปี 1981 และถูกปกปิดเป็นความลับมาตลอด(กองทัพอากาศสหรัฐฯเรียกเป็น F: Fighter คือเครื่องบินขับไล่เพื่อลวงหน่วยข่าวกรองต่างชาติ)
จนมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 1988 และ F-117A กลายเป็นเครื่องบิน Stealth ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรักระหว่างยุทธการ Desert Storm ปี 1991
ตามจดหมายของกระทรวงกลาโหมอังกฤษในเดือนธันวาคมปี 1986 ถึง Charles Powell ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีอังกฤษด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยนั้นว่า
"คุณ Weinberger ได้เสนอให้เรามีโอกาสที่จะจัดซื้อเครื่องสหรัฐฯรุ่นปัจจุบัน แต่เราได้ตอบไปว่าเราไม่ต้องการจริงๆที่จะจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในขณะที่โครงการยังคงเป็นสีดำ(ลับเฉพาะ)อยู่"
หลังจากที่ปฏิเสธการเสนอในครั้งแรก ต่อมาในปี 1995 ได้มีเสนอเครื่องบิน F-117 รุ่นปรับปรุง ให้กับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(Royal Air Force) ซึ่งเชื่อว่าถูกเรียกว่า F-117C โดยแผนโครงการพัฒนา F-117 สำหรับกองทัพอากาศอังกฤษนั้นประกอบด้วยเช่น
การใช้ช่องรับอากาศเข้าแบบเครื่องบินทิ้งระเบิด Stealth B-2, กระจกครอบห้องนักบินแบบเห็นวิสัยทัศน์ได้รอบแบบเครื่องบินขับไล่ Stealth F-22, ระบบ Avionic ของอังกฤษ, เครื่องยนต์ไอพ่น General Electric F414 หรือ Eurojet EJ200 รวมถึงการใช้ส่วนประกอบโครงสร้างจำนวนมาก หรือการประกอบย่อยจาก BAE Systems
ยังมีเครื่องรุ่นที่ถูกอ้างชื่อว่า F-117A+ หรือ F-117B(B: British) ที่เคยถูกเสนอเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก Tornado GR4 นั่นเป็นสาเหตุที่เชื่อว่าทำไมถึงเคยมีนักบินกองทัพอากาศอังกฤษทำการบินประเมินค่า F-117A Nighthawk ก่อนที่กองทัพอากาศสหรัฐฯจะปลดประจำการในปี 2008
ถึงแม้ว่า Technology Stealth ของ F-117 นั้นจะล้ำยุคมากในช่วงกลางปี 1980s แต่ Tornado GR4 ก็เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีของกองทัพอากาศอังกฤษที่ประสบความสำเร็จในปฏิบัติการรบอย่างมากในหลายสมรภูมิช่วง 20ปีมานี้
ทั้งนี้กองทัพอากาศอังกฤษกำลังอยู่ระหว่างการรับมอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II ที่จัดหาจากสหรัฐฯ ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านวิทยาการ Stealth มากกว่าเข้าประจำการต่อไปในอนาคตครับ
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560
สวีเดนนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS 15 รุ่นฐานยิงชายฝั่งกลับเข้าประจำการใหม่
Sweden reactivates RBS15-based mobile coastal defence systems
An RBS15 Mk 2 anti-ship missile being fired from a Scania 3 series 8 x 6 mobile coastal defence platform during trials on the Baltic Coast in early 2016 Source: Swedish Defence Material Administration
http://www.janes.com/article/66614/sweden-reactivates-rbs15-based-mobile-coastal-defence-systems
กองทัพสวีเดนได้นำระบบอาวุธปล่อยนำนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงอัตตาจรแบบ RBS 15 กลับเข้าประจำการใหม่เพื่อป้องกันชายฝั่งทะเล Baltic หลังจากปลดประจำการไป 16ปีเนื่องจากถูกตัดงบประมาณ
พลเรือตรี Thomas Engevall หัวหน้าฝ่ายการส่งกำลังบำรุงกลาโหมและรับผิดชอบการจัดหายุทโธปกรณ์จากสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์สวีเดน(FMV) ให้ข้อมูลกับ Jane's ว่า
กองทัพได้ส่งปัญหาที่ 'ท้าท้าย' นี้ให้ Saab Dynamics เมื่อต้นปี 2015 เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำกลับเข้าประจำการและปรับปรุงการสร้างใหม่ของระบบป้องกันชายฝั่ง RBS 15M3 เดิมให้มีขีดความสามารถปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานภายในกรอบระยะเวลา 1ปี
"Saab เคยมีความท้าทายในช่วงฤดูไบไม้ผลิของปี 2015 เพื่อมองว่าเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ FMV ได้ทำสัญญาจัดจ้างและหนึ่งปีให้หลังเราได้ยิงจรวด
ดังนั้นจากความท้าท้ายเพื่อทำการยิงจรวดที่ใช้เวลาเป็นปี แต่สัญญาได้ลงนามหลังจากปัญหาที่ท้าท้ายนั้นเล็กน้อย ดังนั้นในความจริงระยะเวลาของสัญญาจึงสั้นกว่าปีหนึ่งนิดหน่อย" นายพลเรือ Engevall กล่าว
แรงกระตุ้นสำหรับการนำระบบกลับเข้าประจำการนี้ นายพลเรือ Engevall กล่าวว่าเป็นความสำคัญระดับสูงที่สั่งการโดยตรงจากรัฐบาลสวีเดนอย่างสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพสวีเดนทั้งหมดภายในปี 2020
ขณะที่การนำกลับเข้าประจำการของระบบป้องกันชายฝั่งอัตตาจร RBS 15 สำหรับกองทัพเรือสวีเดนไม่ใช่คำสั่งโดยตรง มันชัดเจนว่าเป็น 'ในจิตวิญญาณ' ของงานที่ได้รับมอบหมาย
"คำสั่งการเป็นปัญหาของรัฐบาลและความพยายามของพวกเราทั้งหมดเป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะตอบสนองกับเจตจำนงทางการเมือง แต่เรายังได้แสดงว่าเราสามารถจะทำสิ่งเช่นนี้ได้" นายพลเรือ Engevall กล่าว
Stefan Öberg รองประธาน Saab Dynamics หัวหน้าหน่วยธุรกิจอาวุธปล่อยนำวิถีให้ข้อมูลกับ Jane's ว่าการปรับปรุงรุ่นขีดความสามารถของ RBS15 ได้ประสบความสำเร็จโดยความรวมมือจากทั้ง FMV และกองทัพสวีเดน
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงอัตตาจรบนฝั่ง RBS 15 นั้นได้ถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นมาตรฐานรุ่น RBS 15 Mk2 โดยติดตั้งบนรถบรรทุกล้อยาง 8 x 6 ตระกูล Scania 3
ซึ่งการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฐานยิงชายฝั่งรุ่นปรับปรุงใหม่ได้มีขึ้นที่ชายฝั่งทะเล Baltic ของสวีเดนช่วงต้นปี 2016 ครับ
An RBS15 Mk 2 anti-ship missile being fired from a Scania 3 series 8 x 6 mobile coastal defence platform during trials on the Baltic Coast in early 2016 Source: Swedish Defence Material Administration
http://www.janes.com/article/66614/sweden-reactivates-rbs15-based-mobile-coastal-defence-systems
กองทัพสวีเดนได้นำระบบอาวุธปล่อยนำนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงอัตตาจรแบบ RBS 15 กลับเข้าประจำการใหม่เพื่อป้องกันชายฝั่งทะเล Baltic หลังจากปลดประจำการไป 16ปีเนื่องจากถูกตัดงบประมาณ
พลเรือตรี Thomas Engevall หัวหน้าฝ่ายการส่งกำลังบำรุงกลาโหมและรับผิดชอบการจัดหายุทโธปกรณ์จากสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์สวีเดน(FMV) ให้ข้อมูลกับ Jane's ว่า
กองทัพได้ส่งปัญหาที่ 'ท้าท้าย' นี้ให้ Saab Dynamics เมื่อต้นปี 2015 เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำกลับเข้าประจำการและปรับปรุงการสร้างใหม่ของระบบป้องกันชายฝั่ง RBS 15M3 เดิมให้มีขีดความสามารถปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานภายในกรอบระยะเวลา 1ปี
"Saab เคยมีความท้าทายในช่วงฤดูไบไม้ผลิของปี 2015 เพื่อมองว่าเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ FMV ได้ทำสัญญาจัดจ้างและหนึ่งปีให้หลังเราได้ยิงจรวด
ดังนั้นจากความท้าท้ายเพื่อทำการยิงจรวดที่ใช้เวลาเป็นปี แต่สัญญาได้ลงนามหลังจากปัญหาที่ท้าท้ายนั้นเล็กน้อย ดังนั้นในความจริงระยะเวลาของสัญญาจึงสั้นกว่าปีหนึ่งนิดหน่อย" นายพลเรือ Engevall กล่าว
แรงกระตุ้นสำหรับการนำระบบกลับเข้าประจำการนี้ นายพลเรือ Engevall กล่าวว่าเป็นความสำคัญระดับสูงที่สั่งการโดยตรงจากรัฐบาลสวีเดนอย่างสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพสวีเดนทั้งหมดภายในปี 2020
ขณะที่การนำกลับเข้าประจำการของระบบป้องกันชายฝั่งอัตตาจร RBS 15 สำหรับกองทัพเรือสวีเดนไม่ใช่คำสั่งโดยตรง มันชัดเจนว่าเป็น 'ในจิตวิญญาณ' ของงานที่ได้รับมอบหมาย
"คำสั่งการเป็นปัญหาของรัฐบาลและความพยายามของพวกเราทั้งหมดเป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะตอบสนองกับเจตจำนงทางการเมือง แต่เรายังได้แสดงว่าเราสามารถจะทำสิ่งเช่นนี้ได้" นายพลเรือ Engevall กล่าว
Stefan Öberg รองประธาน Saab Dynamics หัวหน้าหน่วยธุรกิจอาวุธปล่อยนำวิถีให้ข้อมูลกับ Jane's ว่าการปรับปรุงรุ่นขีดความสามารถของ RBS15 ได้ประสบความสำเร็จโดยความรวมมือจากทั้ง FMV และกองทัพสวีเดน
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงอัตตาจรบนฝั่ง RBS 15 นั้นได้ถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นมาตรฐานรุ่น RBS 15 Mk2 โดยติดตั้งบนรถบรรทุกล้อยาง 8 x 6 ตระกูล Scania 3
ซึ่งการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฐานยิงชายฝั่งรุ่นปรับปรุงใหม่ได้มีขึ้นที่ชายฝั่งทะเล Baltic ของสวีเดนช่วงต้นปี 2016 ครับ
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560
อินโดนีเซียรับมอบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง Type 90B จีน รถถังหลัก Leopard 2 RI เยอรมนีชุดใหม่ และทบทวนการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4 ยูเครนเพิ่ม
Indonesia takes delivery of 122 mm rocket systems from China
The Type 90B 122 mm multiple launch rocket system, similar to the one received by Indonesia in 2016. Source: NORINCO
http://www.janes.com/article/66543/indonesia-takes-delivery-of-122-mm-rocket-systems-from-china
นาวิกโยธินอินโดนีเซีย(KORMAR: Korps Marinir) ได้รับมอบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยางแบบ Type 90B ขนาด 122mm 40ท่อยิง จำนวน 4ระบบจาก NORINCO(North Industries Corporation) สาธารณรัฐประชาชนจีน
แหล่งข่าวในกองทัพอินโดนีเซียให้ข้อมูลกับ Jane's เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมว่าการทดสอบยิง Type 90B MLRS ระบบแรกมีขึ้น ณ สถานที่ไม่เปิดเผยในชวาตะวันออก(East Java)
คจลก.อจ.ล้อยาง Type 90B ถูกส่งมอบให้ตามสัญญาในปี 2015 ที่ลงนามระหว่างกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียและ NORINCO จีน โดยอินโดนีเซียเป็นลูกค้ารายแรกที่เป็นที่เปิดเผยของเครื่องจรวดหลายลำกล้องรุ่นนี้
ตามข้อมูลใน Jane's Land Warfare Platforms: Artillery & Air Defence ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง Type 90B ติดตั้งบนรถบรรทุก Tiema SC2030 6x6(ซึ่งจีนได้สิทธิบัตรจากรถบรรทุก Mercedes-Benz เยอรมนี)
ชุดยิงประกอบด้วยท่อยิง 10ท่อ 4แถวรวม 40ท่อยิงสำหรับจรวดขนาด 122mm ซึ่งรองรับตระกูลจรวดไม่นำวิถีแบบมีครีบทรงตัวของ NORINCO ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนเชื้อเพลิงแข็งวัสดุผสมระยะยิง 20-40km ซึ่งจรวดแต่ละนัดจะใช้เวลายิงนัดละ 0.5วินาที
Type 90B ยังทำการตลาดด้วยการเสนอขีดความสามารถในการยิงจรวดนำวิถี Fire Dragon (BRE7) นำวิถีด้วยดาวเทียมและแรงเฉื่อย GPS/INS ซึ่งมีความคลาดเคลื่อน 25m ในระยะยิง 40km แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าอินโดนีเซียจัดหาจรวดแบบนี้มาใช้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม Jane's ได้รับข้อมูลยืนยันจากหลายแหล่งในนาวิกโยธินอินโดนีเซียว่า ระบบบควบคุมการยิงย่อยของ คจลก.Type 90B เช่น HJ-1 mini-computer ไม่ได้รวมอยู่ในสัญญาจัดหา และการตั้งค่าการยิงต้องใช้การคำนวณด้วยมือ
ก่อนหน้าการรับมอบ Type 90B นาวิกโยธินอินโดนีเซียได้ทดสอบการยิงจรวด R-Han 122B ซึ่งพัฒนาโดย PT Pindad อินโดนีเซียกับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง RM-70 122mm เชค ซึ่งเป็นไปได้ว่าอินโดนีเซียน่าจะนำจรวดที่พัฒนาเองมาใช้กับ Type 90B ด้วย
โดยคาดว่าระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร Type 90B ของนาวิกโยธินอินโดนีเซียที่ประกอบด้วยรถชุดยิงจรวด, รถที่บังคับการ, รถบรรจุจรวด, รถลาดตระเวน, รถตรวจสภาพอากาศ และรถซ่อมบำรุง เป็นต้นนั้นจะมีความพร้อมปฏิบัติรบในปี 2017 ครับ
Indonesia receives a further 16 Leopard 2 RI main battle tanks
http://www.janes.com/article/66604/indonesia-receives-a-further-16-leopard-2-ri-main-battle-tanks
Leopard 2 RI (Republic of Indonesia) main battle tank
กองทัพบกอินโดนีเซีย(TNI-AD: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Darat) ได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดใหม่เพิ่มเติมอีก 16คัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดหารถถังหลัก Leopard 2 RI จำนวน 61คันกับบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนี
เจ้าหน้าที่สถานี PT Indonesia Kendaraan Terminal ให้ข้อมูลว่า รถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดใหม่นี้ถูกขนส่งมาที่ท่าเรือ Tanjong Priok ซึ่งเป็นสถานีรับมอบรถเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา
ตามข้อมูลของ Jane's เมื่อเดือนกันยายน 2016 อินโดนีเซียได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ไปก่อนหน้านี้แล้ว 24คัน เมื่อรวมกับการรับมอบชุดล่าสุดจะทำให้มีรถถังที่ส่งมอบแล้ว 40คัน
กองทัพบกอินโดนีเซียคาดว่าจะได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดสุดท้ายอีก 21คันในราวเดือนมีนาคมปี 2017 นี้ครับ
Indonesia reconsiders further acquisition of BTR-4 APCs after early trials
http://www.janes.com/article/66550/indonesia-reconsiders-further-acquisition-of-btr-4-apcs-after-early-trials
BTR-4M water drive trim problem(defence.pk)
Jane's ได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในกองทัพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมว่า นาวิกโยธินอินโดนีเซีย(KORMAR: Korps Marinir) ได้สรุปผลการฝึกขั้นต้นของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4M ยูเครนว่าต้องมีการทบทวนการจัดหารถชุดใหม่เพิ่มเติม
การทวบทวนการจัดหานี้เป็นไปตามรายงานของกำลังพลนาวิกโยธินอินโดนีเซียถึงปัญหาจำนวนมากของรถเกราะล้อยาง BTR-4M ในระหว่างการฝึกขั้นต้น
ซึ่งรวมถึงปัญหาในสถานการณ์การเคลื่อนที่ในน้ำด้วยความสูงสุดซึ่งรถเกราะ BTR-4M มีปัญหาสมดุลในส่วนหัวรถจมน้ำมากเกินไป ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับการใช้งานในปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้สั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4M เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 โดยอินโดนีเซียได้รับมอบรถชุดแรกจำนวน 5คันเมื่อเดือนกันยายน 2016 ครับ
The Type 90B 122 mm multiple launch rocket system, similar to the one received by Indonesia in 2016. Source: NORINCO
http://www.janes.com/article/66543/indonesia-takes-delivery-of-122-mm-rocket-systems-from-china
นาวิกโยธินอินโดนีเซีย(KORMAR: Korps Marinir) ได้รับมอบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยางแบบ Type 90B ขนาด 122mm 40ท่อยิง จำนวน 4ระบบจาก NORINCO(North Industries Corporation) สาธารณรัฐประชาชนจีน
แหล่งข่าวในกองทัพอินโดนีเซียให้ข้อมูลกับ Jane's เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมว่าการทดสอบยิง Type 90B MLRS ระบบแรกมีขึ้น ณ สถานที่ไม่เปิดเผยในชวาตะวันออก(East Java)
คจลก.อจ.ล้อยาง Type 90B ถูกส่งมอบให้ตามสัญญาในปี 2015 ที่ลงนามระหว่างกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียและ NORINCO จีน โดยอินโดนีเซียเป็นลูกค้ารายแรกที่เป็นที่เปิดเผยของเครื่องจรวดหลายลำกล้องรุ่นนี้
ตามข้อมูลใน Jane's Land Warfare Platforms: Artillery & Air Defence ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง Type 90B ติดตั้งบนรถบรรทุก Tiema SC2030 6x6(ซึ่งจีนได้สิทธิบัตรจากรถบรรทุก Mercedes-Benz เยอรมนี)
ชุดยิงประกอบด้วยท่อยิง 10ท่อ 4แถวรวม 40ท่อยิงสำหรับจรวดขนาด 122mm ซึ่งรองรับตระกูลจรวดไม่นำวิถีแบบมีครีบทรงตัวของ NORINCO ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนเชื้อเพลิงแข็งวัสดุผสมระยะยิง 20-40km ซึ่งจรวดแต่ละนัดจะใช้เวลายิงนัดละ 0.5วินาที
Type 90B ยังทำการตลาดด้วยการเสนอขีดความสามารถในการยิงจรวดนำวิถี Fire Dragon (BRE7) นำวิถีด้วยดาวเทียมและแรงเฉื่อย GPS/INS ซึ่งมีความคลาดเคลื่อน 25m ในระยะยิง 40km แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าอินโดนีเซียจัดหาจรวดแบบนี้มาใช้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม Jane's ได้รับข้อมูลยืนยันจากหลายแหล่งในนาวิกโยธินอินโดนีเซียว่า ระบบบควบคุมการยิงย่อยของ คจลก.Type 90B เช่น HJ-1 mini-computer ไม่ได้รวมอยู่ในสัญญาจัดหา และการตั้งค่าการยิงต้องใช้การคำนวณด้วยมือ
ก่อนหน้าการรับมอบ Type 90B นาวิกโยธินอินโดนีเซียได้ทดสอบการยิงจรวด R-Han 122B ซึ่งพัฒนาโดย PT Pindad อินโดนีเซียกับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง RM-70 122mm เชค ซึ่งเป็นไปได้ว่าอินโดนีเซียน่าจะนำจรวดที่พัฒนาเองมาใช้กับ Type 90B ด้วย
โดยคาดว่าระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร Type 90B ของนาวิกโยธินอินโดนีเซียที่ประกอบด้วยรถชุดยิงจรวด, รถที่บังคับการ, รถบรรจุจรวด, รถลาดตระเวน, รถตรวจสภาพอากาศ และรถซ่อมบำรุง เป็นต้นนั้นจะมีความพร้อมปฏิบัติรบในปี 2017 ครับ
Indonesia receives a further 16 Leopard 2 RI main battle tanks
http://www.janes.com/article/66604/indonesia-receives-a-further-16-leopard-2-ri-main-battle-tanks
Leopard 2 RI (Republic of Indonesia) main battle tank
กองทัพบกอินโดนีเซีย(TNI-AD: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Darat) ได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดใหม่เพิ่มเติมอีก 16คัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดหารถถังหลัก Leopard 2 RI จำนวน 61คันกับบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนี
เจ้าหน้าที่สถานี PT Indonesia Kendaraan Terminal ให้ข้อมูลว่า รถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดใหม่นี้ถูกขนส่งมาที่ท่าเรือ Tanjong Priok ซึ่งเป็นสถานีรับมอบรถเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา
ตามข้อมูลของ Jane's เมื่อเดือนกันยายน 2016 อินโดนีเซียได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ไปก่อนหน้านี้แล้ว 24คัน เมื่อรวมกับการรับมอบชุดล่าสุดจะทำให้มีรถถังที่ส่งมอบแล้ว 40คัน
กองทัพบกอินโดนีเซียคาดว่าจะได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2 RI ชุดสุดท้ายอีก 21คันในราวเดือนมีนาคมปี 2017 นี้ครับ
Indonesia reconsiders further acquisition of BTR-4 APCs after early trials
http://www.janes.com/article/66550/indonesia-reconsiders-further-acquisition-of-btr-4-apcs-after-early-trials
BTR-4M water drive trim problem(defence.pk)
Jane's ได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในกองทัพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมว่า นาวิกโยธินอินโดนีเซีย(KORMAR: Korps Marinir) ได้สรุปผลการฝึกขั้นต้นของรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4M ยูเครนว่าต้องมีการทบทวนการจัดหารถชุดใหม่เพิ่มเติม
การทวบทวนการจัดหานี้เป็นไปตามรายงานของกำลังพลนาวิกโยธินอินโดนีเซียถึงปัญหาจำนวนมากของรถเกราะล้อยาง BTR-4M ในระหว่างการฝึกขั้นต้น
ซึ่งรวมถึงปัญหาในสถานการณ์การเคลื่อนที่ในน้ำด้วยความสูงสุดซึ่งรถเกราะ BTR-4M มีปัญหาสมดุลในส่วนหัวรถจมน้ำมากเกินไป ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับการใช้งานในปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้สั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4M เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 โดยอินโดนีเซียได้รับมอบรถชุดแรกจำนวน 5คันเมื่อเดือนกันยายน 2016 ครับ
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560
สรุปความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙
Thailand looks to China to develop defence production facility
http://www.janes.com/article/66250/thailand-looks-to-china-to-develop-defence-production-facility
รองนรม.และรมว.กห.ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รมว.กห.สปจ. ณ กระทรวงกลาโหม โดยได้รับการต้อนรับด้วยมิตรภาพที่คุ้นเคยกันดีอย่างอบอุ่นยิ่ง
ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันถึง การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศให้มีขอบเขตครอบคลุมความร่วมมือด้านต่างๆให้มากขึ้น
โดย พล.อ.ประวิตรฯ รองนรม.และรมว.กห. เสนอความเป็นไปได้ถึงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ประสงค์ให้จีนสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทางทหารในไทย
พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการพัฒนาและดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในจีนที่มีประจำการในประเทศไทย และภูมิภาค
พร้อมกับ เชิญชวนและเสนอให้จีน พิจารณาความพร้อมในการเข้าร่วมฝึก Cobra Gold ผ่านความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ และความร่วมมือทางการแพทย์ทหาร
ขณะเดียวกันได้แสดงถึงความพร้อมของกห.ไทย ที่จะทำหน้าที่ร่วมกับจีนในฐานะประธานร่วมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายภายใต้กรอบการประชุมรมว.กห.อาเซียนและรมว.กห.ประเทศคู่เจรจาในวงรอบ ปี 60-62
พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รมว.กห.สปจ.ได้กล่าวแสดงความขอบคุณและพร้อมสนับสนุนให้กองทัพของทั้งสองประเทศ แลกเปลี่ยนความร่วมมือทางทหารในสาขาต่างๆให้มากขึ้น โดยเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน 3 ประการ ประกอบด้วย
1) ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ 2) ความร่วมมือในการฝึกร่วม ทั้งทวิภาคี ไตรภาคีและพหุภาคี 3) ความร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ พร้อมทั้งแสดงท่าทีเชิงบวกและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อเสนอของไทยทุกเรื่อง
โดยเฉพาะการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทางทหารในไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในจีน ที่มีประจำการในไทยและภูมิภาค
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงาน ประสานงานและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกทางการทูตทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=551917518348416&id=304086039798233
https://www.facebook.com/โฆษกกระทรวงกลาโหม-304086039798233/
ช่วงวันที่ ๑๒-๑๓ ธันวาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคณะซึ่งมีตัวแทนจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยหัวข้อการพูดคุยหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนหลายเรื่องในการเยือนครั้งนี้นั้น เฉพาะส่วนที่เกี่ยวของกับการจัดหายุทโธปกรณ์หลักน่าจะมีเรื่องโครงการจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) ของกองทัพบกไทย และโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือไทย
รวมถึงการหารือด้านความร่วมมือด้านอุตสากรรมความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ในความเป็นไปได้ที่จีนจะสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานซ่อมบำรุงและสร้างอาวุธโธปกรณ์โดยการถ่ายทอด Technology ให้กับไทย
ทั้งนี้เองมองว่าความเป็นไปได้ในในความร่วมมือการจัดตั้งโรงงานศูนย์ซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีนในไทยใน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้กองทัพไทยสามารถซ่อมบำรุงรักษาดูแลยุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมายุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากจีนในแต่ละเหล่าทัพโดยเฉพาะกองทัพบกนั้นส่วนหนึ่งเป็นระบบรุ่นเก่าที่เมื่อกองทัพไทยใช้งานไปนานหลายปีแล้วกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเองก็เลิกใช้
หรือเป็นยุทโธปกรณ์รุ่นส่งออกที่เมื่อผ่านไปนานหลายปีแล้วจีนก็ยกเลิกสายการผลิตรวมถึงชิ้นส่วนในการซ่อมบำรุง ทำให้ไทยไม่มีอะไหล่ที่จะซ่อมบำรุงรักษาจนเมื่ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบนั้นเสื่อมสภาพก็ต้องปลดประจำการในที่สุด
(ตัวอย่างที่ดีคือรถถังหลัก ถ.๓๐ Type 69-II ที่กองทัพบกไทยจัดหาจากจีนในราคาถูกพิเศษ แต่ติดเงื่อนไขจากจีนในเรื่องการคงคลังชิ้นส่วนอะไหล่และการบำรุงรักษาอื่นๆ
ทำให้เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเลิกใช้รถถังรุ่นนี้แล้ว กองทัพบกก็มีปัญหาในบำรุงรักษาจนต้องปลดประจำการในไทยสุด ขณะที่ประเทศที่ใช้รถถังจีนรุ่นที่เก่ากว่าไทยอย่าง Type 59M กองทัพบกพม่ายังได้รับการปรับปรุงและใช้งานได้อยู่)
ในส่วนการพัฒนาสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์เองของไทยกับจีนอาจจะต้องดูเป็นกรณีๆไปอย่างโครงการจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 และจรวดหลายลำกล้องนำวิถี DTI-1G ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน
แต่การคาดหวังว่าจะถึงขั้นสร้างรถถังหลัก VT4 ในไทยได้เองคงจะยังไม่น่าจะถึงขั้นนั้นในอนาคตอันใกล้ เพราะความเป็นไปได้ที่น่าจะตั้งเป้าไว้คือการที่ไทยจะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอาวุธจีนในภูมิภาคนี้(ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดนั้นดูแล้วทางจีนจะได้ประโยชน์เต็มๆ)
โดยโครงการความร่วมมือในการผลิตยุทโธปกรณ์ในไทยอย่างที่ยูเครนเสนอให้เปิดสายการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในไทยนั้น ก็มีการพูดคุยมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมในตอนนี้
การจะบอกว่าไทยเราจะสร้างรถถังหลักหรือแม้แต่เรือดำน้ำในไทยได้เองโดยความช่วยจากจีนนั้นอาจจะเป็นการกล่าวที่ดูเกินไปไม่ตรงกับความเป็นจริง
Thailand commits to accelerating defence industrial development in 2017
http://www.janes.com/article/66607/thailand-commits-to-accelerating-defence-industrial-development-in-2017
อย่างไรก็ตามในการสัมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เป็นรูปธรรมในปี ๒๕๖๐(2017) ซึ่งมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดนั้น
กระทรวงกลาโหมมีแนวคิดนโยบายที่จะผลักให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในพิ้นที่ของกองทัพ(กำลังศึกษาเช่นพื้นที่นครสวรรค์ หรือสัตหีบ ชลบุรี) และกำหนดแบบการกระจายงานให้ภาคเอกชนในการออกแบบผลิตยุทโธปกรณ์
โดยผลักดันให้ไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานจำนวนมากได้เอง พัฒนาออกแบบและเปิดสายการผลิตอาวุธของคนไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมความมั่นคงในประเทศทั้งใช้เองและส่งออก
นี่น่าเป็นเรื่องดีในระยะยาวที่เราจะมีแผนนโยบายในการผลักดันเรื่องอุตสาหกรรมความมั่นคงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งก็ต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไปครับ
http://www.janes.com/article/66250/thailand-looks-to-china-to-develop-defence-production-facility
NORINCO to demonstrate VT4(MBT-3000) Main Battle Tank at Zhuhai Air Show 2016, 1-6 November 2016
ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันถึง การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศให้มีขอบเขตครอบคลุมความร่วมมือด้านต่างๆให้มากขึ้น
โดย พล.อ.ประวิตรฯ รองนรม.และรมว.กห. เสนอความเป็นไปได้ถึงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ประสงค์ให้จีนสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทางทหารในไทย
พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการพัฒนาและดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในจีนที่มีประจำการในประเทศไทย และภูมิภาค
พร้อมกับ เชิญชวนและเสนอให้จีน พิจารณาความพร้อมในการเข้าร่วมฝึก Cobra Gold ผ่านความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ และความร่วมมือทางการแพทย์ทหาร
ขณะเดียวกันได้แสดงถึงความพร้อมของกห.ไทย ที่จะทำหน้าที่ร่วมกับจีนในฐานะประธานร่วมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายภายใต้กรอบการประชุมรมว.กห.อาเซียนและรมว.กห.ประเทศคู่เจรจาในวงรอบ ปี 60-62
พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รมว.กห.สปจ.ได้กล่าวแสดงความขอบคุณและพร้อมสนับสนุนให้กองทัพของทั้งสองประเทศ แลกเปลี่ยนความร่วมมือทางทหารในสาขาต่างๆให้มากขึ้น โดยเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน 3 ประการ ประกอบด้วย
1) ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ 2) ความร่วมมือในการฝึกร่วม ทั้งทวิภาคี ไตรภาคีและพหุภาคี 3) ความร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ พร้อมทั้งแสดงท่าทีเชิงบวกและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อเสนอของไทยทุกเรื่อง
โดยเฉพาะการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทางทหารในไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในจีน ที่มีประจำการในไทยและภูมิภาค
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงาน ประสานงานและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกทางการทูตทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=551917518348416&id=304086039798233
https://www.facebook.com/โฆษกกระทรวงกลาโหม-304086039798233/
ช่วงวันที่ ๑๒-๑๓ ธันวาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคณะซึ่งมีตัวแทนจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยหัวข้อการพูดคุยหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนหลายเรื่องในการเยือนครั้งนี้นั้น เฉพาะส่วนที่เกี่ยวของกับการจัดหายุทโธปกรณ์หลักน่าจะมีเรื่องโครงการจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) ของกองทัพบกไทย และโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือไทย
รวมถึงการหารือด้านความร่วมมือด้านอุตสากรรมความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ในความเป็นไปได้ที่จีนจะสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานซ่อมบำรุงและสร้างอาวุธโธปกรณ์โดยการถ่ายทอด Technology ให้กับไทย
ทั้งนี้เองมองว่าความเป็นไปได้ในในความร่วมมือการจัดตั้งโรงงานศูนย์ซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีนในไทยใน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้กองทัพไทยสามารถซ่อมบำรุงรักษาดูแลยุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมายุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากจีนในแต่ละเหล่าทัพโดยเฉพาะกองทัพบกนั้นส่วนหนึ่งเป็นระบบรุ่นเก่าที่เมื่อกองทัพไทยใช้งานไปนานหลายปีแล้วกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเองก็เลิกใช้
หรือเป็นยุทโธปกรณ์รุ่นส่งออกที่เมื่อผ่านไปนานหลายปีแล้วจีนก็ยกเลิกสายการผลิตรวมถึงชิ้นส่วนในการซ่อมบำรุง ทำให้ไทยไม่มีอะไหล่ที่จะซ่อมบำรุงรักษาจนเมื่ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบนั้นเสื่อมสภาพก็ต้องปลดประจำการในที่สุด
(ตัวอย่างที่ดีคือรถถังหลัก ถ.๓๐ Type 69-II ที่กองทัพบกไทยจัดหาจากจีนในราคาถูกพิเศษ แต่ติดเงื่อนไขจากจีนในเรื่องการคงคลังชิ้นส่วนอะไหล่และการบำรุงรักษาอื่นๆ
ทำให้เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเลิกใช้รถถังรุ่นนี้แล้ว กองทัพบกก็มีปัญหาในบำรุงรักษาจนต้องปลดประจำการในไทยสุด ขณะที่ประเทศที่ใช้รถถังจีนรุ่นที่เก่ากว่าไทยอย่าง Type 59M กองทัพบกพม่ายังได้รับการปรับปรุงและใช้งานได้อยู่)
ในส่วนการพัฒนาสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์เองของไทยกับจีนอาจจะต้องดูเป็นกรณีๆไปอย่างโครงการจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 และจรวดหลายลำกล้องนำวิถี DTI-1G ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน
แต่การคาดหวังว่าจะถึงขั้นสร้างรถถังหลัก VT4 ในไทยได้เองคงจะยังไม่น่าจะถึงขั้นนั้นในอนาคตอันใกล้ เพราะความเป็นไปได้ที่น่าจะตั้งเป้าไว้คือการที่ไทยจะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอาวุธจีนในภูมิภาคนี้(ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดนั้นดูแล้วทางจีนจะได้ประโยชน์เต็มๆ)
โดยโครงการความร่วมมือในการผลิตยุทโธปกรณ์ในไทยอย่างที่ยูเครนเสนอให้เปิดสายการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในไทยนั้น ก็มีการพูดคุยมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมในตอนนี้
การจะบอกว่าไทยเราจะสร้างรถถังหลักหรือแม้แต่เรือดำน้ำในไทยได้เองโดยความช่วยจากจีนนั้นอาจจะเป็นการกล่าวที่ดูเกินไปไม่ตรงกับความเป็นจริง
Thailand commits to accelerating defence industrial development in 2017
http://www.janes.com/article/66607/thailand-commits-to-accelerating-defence-industrial-development-in-2017
อย่างไรก็ตามในการสัมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เป็นรูปธรรมในปี ๒๕๖๐(2017) ซึ่งมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดนั้น
กระทรวงกลาโหมมีแนวคิดนโยบายที่จะผลักให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในพิ้นที่ของกองทัพ(กำลังศึกษาเช่นพื้นที่นครสวรรค์ หรือสัตหีบ ชลบุรี) และกำหนดแบบการกระจายงานให้ภาคเอกชนในการออกแบบผลิตยุทโธปกรณ์
โดยผลักดันให้ไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานจำนวนมากได้เอง พัฒนาออกแบบและเปิดสายการผลิตอาวุธของคนไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมความมั่นคงในประเทศทั้งใช้เองและส่งออก
นี่น่าเป็นเรื่องดีในระยะยาวที่เราจะมีแผนนโยบายในการผลักดันเรื่องอุตสาหกรรมความมั่นคงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งก็ต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไปครับ
M142 High Mobility Artillery Rocket System(HIMARS) 227mm wheeled Self-Propelled Multiple Rocket Launcher(wikipedia.org)
มีข่าวล่าสุดเกี่ยวกับโครงการจัดหาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร HIMARS ขนาด 227mm ๖ท่อยิง จากสหรัฐฯซึ่งมีข่าวว่ากองทัพบกไทยสนใจจะจัดหามาแล้วหลายปีก่อนหน้านี้แต่ก็ไม่มีการจัดหาเสียที
ล่าสุดระบุว่าตัวแทนบริษัทที่อยู่ในโครงการจัดหา คจลก.HIMARS จะขยายระยะเวลาโครงการออกไปเป็นในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๒(2018-2019)
ซึ่งถ้ามีการจัดหามาได้จริงกองทัพบกไทยจะเป็นประเทศที่สองใน ASEAN ที่จัดหา HIMARS มาใช้ต่อจากกองทัพบกสิงคโปร์ที่มีประจำการอยู่ ๑๘ระบบ
แต่ทั้งนี้การขยายระยะเวลานั้นมีผู้อธิบายว่า ถ้ามีการเสนอโครงการมาแต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติบรรจุลงแผน งป.ปีใดก็จะขยายระยะเวลาไปเรื่อยๆไม่ก็ปิดโครงการไป ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปครับว่าจะจัดหา HIMARS ได้จริงหรือจะเงียบหายไปอีกครั้งครับ
Royal Thai Army's Elbit Systems ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun) 155mm/39caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 at Factory in Thailand
อีกข่าวคือความคืบหน้าโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun หรือ ATMOS 2000) ขนาด 155mm/39caliber ของกองทัพบกไทยจากบริษัท Elbit Systems อิสราเอล
ซึ่งหลังจากการจัดหาระยะแรกที่ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท. ได้รับการถ่ายทอด Technology จากอิสราเอลในการสร้าง ป.อัตตาจร ATMG ระยะที่๑ จำนวน ๖ระบบในไทย
ล่าสุดขณะนี้โครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATGM 155mm ระยะที่๒ จำนวน ๖ระบบ วงเงินประมาณ ๘๖๐ล้านบาท ได้เริ่มต้นแล้ว โดยกองทัพบกมีความต้องการปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางเพิ่ม ๑๒ระบบ(สองกองร้อยปืนใหญ่) +๒ระบบ(น่าจะเป็นต้นแบบศึกษา) รวม ๑๔ระบบ
ถ้ารวมกับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Caesar 155mm/52caliber ของ Nexter ฝรั่งเศสที่กองทัพบกจัดหามาประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๒๑ กองพลทหารปืนใหญ่ จะทำให้กองทัพบกมีปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางรวมทั้งหมด ๒๐ระบบครับ
Royal Thai Army M109A5 155mm Self-Propelled Howitzer Rebuild Team
ด้านปืนใหญ่อัตตาจรอีกแบบคือปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน ปกค.๓๗ M109A5 และรถสายพานบรรทุกกระสุน M992A1 ซึ่งปัจจุบันประจำการที่ กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๒ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ นั้น
ก็มีเอกสารข้างต้นออกมาว่าในวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ว่าจะดำเนินการปรับปรุง ป.อจ.M109A5 ๑๐หน่วยยิง(๑๐ระบบ) และรถจ่ายกระสุน M992A1 ๑๐คันครับ
Royal Thai Army Mi-17V5 at Chiang Mai International Airport
เอกสารของกองจัดหา กรมการขนส่งทางบกในข้างต้นระบุ โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดหนัก จำนวน ๒เครื่อง พร้อมเครื่องช่วยติดเครื่องยนต์, อุปกรณ์เพิ่มเติม, ชิ้นส่วนซ่อมควบคู่, เครื่องมือซ่อมบำรุงบริภัณฑ์ภาคพื้น และคู่มือ วงเงิน $48,540,558.23 หรือ ๑,๖๙๘,๙๑๙,๕๓๙ล้านบาท จากรัสเซีย วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙(2016)
ตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นการสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มเติมอีก ๒เครื่องซึ่งปัจจุบัน กองพันบินที่๔๑(กองบินสนับสนุนทั่วไปเดิม) ศูนย์การบินทหารบก มี Mi-17V5 ประจำการอยู่แล้ว ๕เครื่อง
อีกส่วนคือการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ระหว่างไทยกับรัสเซียนั้นใช้เงิน Dollar เหรียญสหรัฐฯในการซื้อไม่ได้ใช้เงิน Ruble รัสเซียครับ
Royal Thai Army Leonardo-Finmeccanica AgustaWestland AW149 first flight at Italy
Photos strictly Copyright 2016 Marco Bianchi and reproduced here with permission(http://helihub.com/2016/12/09/exclusive-royal-thai-army-buys-aw149-and-six-aw139s/)
มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดกลางแบบที่๒ ฮ.ท.๑๔๙ AW149 ว่ามีการทำสัญญาจัดหาตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ จัดหา ฮ.AW149 จำนวน ๕เครื่อง วงเงิน ๓,๕๔๘ล้านบาท ส่งมอบภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
ฮ.ท.๒ หรือ ฮ.ท.๑๔๙ AW149 นี้จะถูกนำมาใช้งานเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงทางยุทธวิธีแทน ฮ.ท.๑ UH-1H ที่ประจำการมานานกว่า ๔๐ปี ซึ่งไม่มีสายการผลิตอะไหล่มานานหลายปีแล้วจำเป็นต้องปลดประจำการหาอากาศยานแบบใหม่ทดแทน
โดย AW149 สามารถติดอาวุธเช่นปืนกล 7.62mm หรือเสริมด้วยกระเปาะจรวด 70mm และกระเปาะปืนกลหนักอากาศ 12.7mm หรือกระเปาะปืนใหญ่อากาศ 20mm ได้(แต่เข้าใจว่าเบื้องต้นน่าจะติดแค่ ปก.7.62mm ยิงจากข้างประตูเหมือน ฮ.ท.๖๐ UH-60L/UH-60M)
ซึ่งนอกจากเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๓๙ AW139 ชุดใหม่ ๖เครื่องที่จะเข้าประจำการในกองพันบินที่๑(กองบินปีกหมุนที่๑ เดิม) ศูนย์การบินทหารบกแล้ว กองทัพบกก็จะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๔๕ Airbus Helicopters H145 ใหม่ ๖เครื่องด้วยครับ
Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)
เฉพาะในส่วนของโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ตามที่ได้รายงานไปว่าทางกระทรวงกลาโหมไทยและกองทัพเรือไทยจำเป็นที่จะต้องเจรจารายละเอียดข้อตกลงกับจีนใหม่
เนื่องจากหลังที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ได้อนุมัติแผนงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือที่วงเงิน ๗๐๐ล้านบาท ซึ่งต้องรอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณผูกพันข้ามปีในส่วนที่เหลือนั้น
จากเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างของศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางกองทัพเรือเรื่อง โครงการจัดหาจัดหาเรือดำน้ำ ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล หน่วยงานเจ้าของโครงการคือกองทัพเรือไทยนั้น
ระบุรายละเอียดในส่วนการจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T จำนวน ๑ลำ(ลำที่๑) พร้อมระบบอาวุธและส่วนสนับสนุน อะไหล่ และสิ่งอุปกรณ์ประจำเรือ เอกสาร การทดสอบทดลอง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การฝึกอบรมและการถ่ายทอด Technology
การตรวจรับ การส่งมอบ และพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งการบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากรแต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่นๆ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งปวงแล้ว วงเงินรวม ๑๓,๕๐๐ล้านบาท กำหนดราคากลางวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๙(2016) ยื่นซองประมูลภายในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๐(2017)
การที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำ S26T ขั้นต้นระยะที่๑ เพียง ๑ลำ แทนที่จะจะจัดหาที่เดียว ๓ลำ วงเงิน ๓๖,๐๐๐ล้านบาทนั้น
ตามที่ได้รายงานไปว่าทางจีนดูจะไม่พอใจความต้องการของทางไทยที่จะสั่งต่อเรือดำน้ำแค่ลำเดียวก่อน เพราะไม่คุ้มค่าในแง่ค่าใช้จ่ายการลงทุนในการสร้างเรือที่งบประมาณรวมต่อการสร้างเรือดำน้ำเพียงลำหนึ่งแทนที่จะเป็นหลายลำพร้อมกันเหมือนโครงการของปากีสถาน
(รายละเอียดโครงการจัดหาเรือดำน้ำของปากีสถานและของไทยนั้น ยังเป็นข้อมูลปกปิดที่ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด เราจึงไม่ทราบอะไรมาก)
นั่นก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างจีนกับไทย เพราะถ้ายังตกลงกันไม่ได้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยก็ยังจะเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีก ซึ่งทางฝ่ายที่เกี่ยวของกับโครงการของไทยต้องการจะผลักดันให้เรียบร้อยภายในต้นปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้ครับ
(รายละเอียดโครงการจัดหาเรือดำน้ำของปากีสถานและของไทยนั้น ยังเป็นข้อมูลปกปิดที่ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด เราจึงไม่ทราบอะไรมาก)
นั่นก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างจีนกับไทย เพราะถ้ายังตกลงกันไม่ได้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยก็ยังจะเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีก ซึ่งทางฝ่ายที่เกี่ยวของกับโครงการของไทยต้องการจะผลักดันให้เรียบร้อยภายในต้นปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้ครับ
กองทัพเรือ จัดพิธีลงนามข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน (MOU) การพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย
วันนี้ (14 ธันวาคม 2559) เวลา 10.00 น. พลเรือเอก นริส ปทุมสุวรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานฝ่ายกองทัพเรือในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย
โดยมี นาวาเอกพิชาเยนทร์ ตันประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด และ Mr.Hein Van Ameijden บริษัท DAMEN Schelde Naval Shipbuilding จำกัด ร่วมลงนามฯ
โดยมีพลเรือเอกยุทธนา ฟักผลงาม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการการภพัฒนาพาณิชยนาวีและคมนาคมทางน้ำแห่งชาติ พลเรือโทสุทธินันท์ สกุลภุชพงษ์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ พลเรือตรี สมารมภ์ ชั้นสุวรรณ เจ้ากรมพัฒนาการช่าง กรมอู่ทหารเรือ
เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม
กองทัพเรือ ได้ศึกษาข้อมูล ประสานงาน และประชุมหารือกับอู่เรือในต่างประเทศขนาดใหญ่ 3 ราย ได้แก่
DAEWOO Shipbuilding & Marine Engineering CO., LTD. (DSME) ของสาธารณเกาหลี DAMEN Schelde Naval Shipbuilding (DAMEN) ของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และ Chaina Shipbuilding Industry Corperation (CSIC) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยที่ผ่านมากองทัพเรือได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกับบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด บริษัท DSME จำกัด และ บริษัท ไฮเทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทผู้แทนในประเทศไทยของบริษัท DSME จำกัด) ในด้านความร่วมมือลักษณะดังกล่าวนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ 30 กันยายน 2559
สำหรับการลงนามข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน (MOU) มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืน โดยกองทัพเรือ มอบหมายให้กรมอู่ทหารเรือเป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย
ซึ่งมุ่งเน้นในการแสวงหาความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการซ่อม สร้าง และดัดแปลงเรือ ของกรมอู่ทหารเรือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนากองทัพเรือตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2558 - 2567 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสนับสนุน และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินเรือและอู่เรือของไทย ให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน
และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่มา: ข้อมูล กรมอู่ทหารเรือ
ความก้าวหน้าล่าสุดของแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมทางเรือและความมั่นคงทางทะเลของไทยที่กองทัพเรือไทยและกรมอู่ทหารเรือดำเนินการคือ แผนการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย
ซึ่งมีบริษัทอุตสาหกรรมทางเรือชั้นนำต่างประเทศที่ลงนามความร่วมือกับกองทัพเรือแล้วคือ DSME เกาหลีใต้, DAMEN เนเธอร์แลนด์ รวมกับบริษัทของไทยคือ บริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) และบริษัท High-Tech AJ Holding และรวมถึง CSIC จีนในอนาคตด้วย
นี่จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดีในระยะยาวสำหรับการพัฒนาขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของกรมอู่ทหารเรือและกองทัพเรือไทย ที่มีแผนจะต่อเรือฟริเกตได้เองในประเทศเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มเพื่อนบ้าน ASEAN ที่มีศักยภาพด้านนี้ก่อนไทยแล้ว ทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพม่าครับ
Marsun Shipyard's M58 Patrol Gun Boat Royal Thai Navy HTMS Laemsing class Model at Ship Tech III 2016(My Own Photo)
Thai shipbuilder Marsun plans IPO to support expansion
เรื่องน่ายินดีอีกเรื่องในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางเรือของไทยคือการที่บริษัท Marsun มีแผนจะระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์
โดยจะขายหุ้นของบริษัทให้ประชาชนที่ไม่เกินร้อยละ๒๕ ของหุ้นทั้งหมดในบริษัทในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ซึ่งการระดมทุนครั้งใหม่นี้จะถูกนำไปพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงและขายอุปกณ์และเครื่องจักรทางเรือที่ภูเก็ตขยายเป็นอู่ต่อเรือต่อไป
โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางทหารนั้นทาง Marsun ก็มีการพูดคุยกับบริษัท Blohm+Voss ในเครือ ThyssenKrupp Marine Systems(TKMS) ในการถ่ายทอด Technology พัฒนาเรือรบตั้งแต่เรือตรวจการณ์จนถึงเรือฟริเกตในการลงทุนอัตราส่วน 50:50
ปัจจุบันเครื่องบริษัท Marsun นอกจากธุรกิจการต่อเรือพาณิชย์และเรือรบกลุ่มเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง, เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง และเรือตรวจการณ์ปืนแล้ว ทาง Marsun ยังสนใจที่ขยายผลิตภัณฑ์ของตนไปด้านอื่นเช่น ยานไร้คนขับ(Unmanned Vehicles)
บริษัทของไทยนั้นจะมีข้อได้เปรียบด้านราคาแรงงานที่ไม่สูงมากขณะที่มีทักษะสูงแต่ก็ยังขาดในเรื่ององค์ความรู้ด้านวิทยาการระดับสูง ถ้าการดำเนินแผนของทาง Marsun เป็นไปตามที่คาดหวังก็จะเป็นผลดีอย่างมากครับ
กองบิน ๗ เปิดอบรมระบบอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะปานกลาง KS-1C
นาวาอากาศเอก พุทธพงศ์ ผลชีวิน รองผู้บังคับการกองบิน ๗(๒) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม โครงการอบรมระบบต่อสู้อากาศยานระยะปานกลางแบบ KS-1C ณ ห้องประชุมโรงซ่อมอากาศยาน ฝูงบิน ๗๐๑ เมื่อ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙
ตรงนี้ก็ชัดเจนครับว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลางแบบ KS-1C ที่จัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ๑ระบบ ประกอบด้วย Radar, รถฐานยิง ๔คัน หนึ่งฐานยิงมีจรวด ๒นัดในกล่องสี่เหลี่ยม, ลูกจรวด และระบบสนับสนุน มีระยิงยิง 70km
จะไปประจำการที่ กองร้อยทหารต่อสู้อากาศยาน กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี คาดว่าน่าจะมีการส่งมอบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหรือในต้นปีนี้
เป็นที่ทราบว่าในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D 'Peace Suvarnabhumi' ของกองทัพอากาศไทยนั้น บริษัท SAAB สวีเดนได้มีการปรับปรุงระบบสนับสนุนของกองบิน๗ ในฐานะส่วนหนึ่งของชุดการบูรณาการระบบให้รองรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ด้วย
ซึ่งนำทำให้ในช่วงแรกที่มีรายงานความต้องการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศประจำกองบิน๗ นั้นระบุว่ามีการเสนอระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ IRIS-T SLM/SLS ของบริษัท Diehl BGT Defence เยอรมนีซึ่งรองรับการบูรณาการเข้ากับระบบของ SAAB Gripen ได้
Turkmenistan KS-1C Surface to Air Missile durring Independence Day military parade, 27 October 2016(https://www.youtube.com/watch?v=Enqk25paOQQ)
แต่อย่างไรก็ตามการจัดหา KS-1C จีนเพื่อเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศประจำกองบิน๗ ซึ่ง KS-1C เป็นระบบที่ทำงานเอกเทศเฉพาะไม่ได้มีการรับรองความเข้ากันได้กับระบบสนับสนุนพื้นฐานของเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศบูรณาการของ SAAB นั้น
ก็ได้แสดงให้เห็นครับว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ของอากาศโยธิน กองทัพอากาศนั้นยังคงมีความสำคัญเป็นอันดับรองลงมาจากอากาศยานซึ่งเป็นกำลังรบหลักของกองทัพอากาศ
ซึ่งนั่นนำมาสู่ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดหาระบบต่อสู้อากาศที่ต้องเลือกจัดหาระบบที่มีประสิทธิภาพต่อราคาในระดับที่ประหยัดงบประมาณมากกว่าครับ
ตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ บ.ข. ๑๘ ข/ค
พลอากาศโท ภานุพงศ์ เสยยงคะ รองเสนาธิการทหารอากาศ และคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ บ.ข.๑๘ ข/ค และ ประชุม Program Menagement Review ครั้งที่ ๗ (PMR 7 ) ณ กองบิน ๒๑ ระหว่างวันที่ ๖-๗ ธันวาคม ๒๕๕๙
ในการนี้ นาวาอากาศเอก ฐานันดร์ ทิพเวส ผู้บังคับการ กองบิน ๒๑ ให้การต้อนรับ
Royal Thai Air Force F-5E Tigris with Python-4
สำหรับความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี ซึ่งเป็นฝูงบิน F-5 ฝูงเดียวในปัจจุบันของกองทัพอากาศไทยนั้นก็ยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งในขณะที่หลายประเทศกำลังเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการปลดประจำการ F-5E/F ภายในสิ้นปี 2020 เป็นต้นไปแล้ว แต่ทางกองทัพอากาศไทยน่าจะยังประจำการ บ.ข.๑๘ข/ค ไปอีกหลายปีครับ
ป้ายกำกับ:
ATMG,
AW149,
F-5,
HIMARS,
KS-1 SAM,
M109,
Marsun,
Mi-17,
Military Industry of People's Republic of China,
Military Industry of Thailand,
Royal Thai Air Force,
Royal Thai Army,
Royal Thai Navy,
S26T,
Submarine,
VT4
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

























