Russia’s Rostec plans to supply Ka-52K helicopters to Egypt
The Ka-52K differs from the baseline version of the helicopter by its shortened folding wing, upgraded to carry heavy weapons, and the mechanism of folding rotor blades(wikipedia.org)
http://tass.com/economy/950223
Ka-52 attack helicopter of Russian Aerospace Force(39th Helicopter Regiment, 27th Mixed Aviation Division, 4th Air Force and Air Defense Army at Dzhankoy airfield in Crimea) damage itself when firing 30mm cannon in 2016. this incident is not first time.
https://aviaforum.ru/threads/reestr-ka-52.35600/page-4#post-2053936
first attack helicopters K-52 Egyptian Air Force numbers 312 and 313, June 2017
https://www.facebook.com/pg/EGYDEFPORTAL
การตัดสินใจนโยบายได้มีขึ้นในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเลประจำเรือผิวน้ำแบบ Kamov Ka-52K ให้อียิปต์ แต่สัญญายังไม่มีการลงนามในตอนนี้ ตามที่ Viktor Kladov ผู้อำนวยการเพื่อความร่วมมือนานาชาติของ Rostec กลุ่มอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงรัสเซียกล่าวกับ TASS
"เราเพิ่งจะเดินทางกลับจากอียิปต์ที่ซึ่งเราหารือในหัวข้อนี้ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์มีจุดประสงค์แรกเริ่มสำหรับเฮลิคอปเตอร์ Ka-52K ดังนั้นพวกเขาจะนำไปใช้กับกองกำลังภาคพื้นดินและบนเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Mistral ผมคิดว่าตั้งแต่ที่การตัดสินใจนโยบายได้มีขึ้น การลงนามสัญญาจัดหาเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคเท่านั้น" นาย Kladov กล่าว
ฮ.โจมตี Ka-52 เป็นการเพิ่มระดับการปฏิบัติการของกำลังเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือผิวน้ำของกองทัพเรือรัสเซียควบคู่ไปกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-25 และ Ka-27,เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจู่โจม Ka-29 และเฮลิคอปเตอร์แจ้งเตือนทางอากาศ Ka-31
Ka-52K ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจลาดตระเวน, ยิงสนับสนุนระหว่างปฏิบัติการจู่โจมยกพลขึ้นบก และป้องกันต่อต้านการถูกยกพลขึ้นบก ในแนวหน้าและทางยุทธวิธีเชิงลึก ซึ่ง ฮ.โจมตี Ka-52 กองทัพอากาศรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลซีเรีย
เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K แตกต่างจาก Ka-52 รุ่นพื้นฐานของกองทัพอากาศรัสเซียโดยมีคานอาวุธสั้นข้างลำตัวที่พับได้, ปรับปรุงให้สามารถติดตั้งอาวุธได้หนักขึ้น และมีกลไกในการพับใบพัดประธานเพื่อลดพื้นที่ในการจัดเก็บในโรงเก็บใต้ดาดฟ้าเรือได้
มีขนาดเล็กทำให้บรรทุกไปกับเรือได้จำนวนมาก มีห้องนักบินหุ้มเกราะและเก้าอี้ดีดตัวเพื่อให้นักบินทั้งสองนายสละเครื่องได้อย่างปลอดภัย ฮ.โจมตี Ka-52K ยังมีการติดตั้งระบบกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลได้ด้วย
กองทัพอากาศอียิปต์เป็นลูกค้ารายแรกที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 จำนวน 46เครื่องจากรัสเซีย และกองทัพเรืออียิปต์ได้จัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Mistral จากฝรั่งเศส 2ลำซึ่งเดิมเป็นเรือของรัสเซียที่ออกแบบมาเพื่อใช้ปฏิบัติการร่วมกับ ฮ.โจมตี Ka-52K
อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยข้อบกพร่องของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 ออกมาบ้าง เช่นภาพของ Ka-52 กองทัพอากาศรัสเซียที่ส่วนหัวเครื่องได้รับความเสียหายจากการยิงปืนใหญ่อากาศ 30mm ของตนเอง ซึ่งเป็นปัญหาของปืนใหญ่อากาศแบบกึ่งตรึง(semi-rigid)ของ ฮ.โจมตีรุ่นนี้ครับ
วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560
BAE Systems ตั้งเป้าเสนอรถรบทหารราบ CV90 ให้กองทัพบกเชค
BAE Systems takes aim at Czech Army requirement with CV90
BAE Systems Hägglunds has integrated a Kongsberg MCT-30 unmanned turret on the CV90, displaying it for the first time at IDET 2017. Source: Shaun Connors
http://www.janes.com/article/71211/bae-systems-takes-aim-at-czech-army-requirement-with-cv90
In response to customer demands we have designed a vehicle for specific missions and customer requirements: BAE Systems Hägglunds CV90 Czech
http://www.baesystems.com/en/multimedia
บริษัท BAE Systems Hägglunds สวีเดน/สหราชอาณาจักร ได้จัดแสดงรถตัวอย่างสองคันของรถรบทหารราบ CV90 IFV(Combat Vehicle 90 Infantry Fighting Vehicle) ซึ่งหนึ่งคันนั้นติดตั้งป้อมปืนไร้คนประจำป้อมเป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธ IDET 2017 ที่ Brno สาธาณรัฐเชค
รถต้นแบบตัวอย่างคันหนึ่งได้ติดตั้งป้อมปืนแบบ Kongsberg MCT-30 นอร์เวย์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งป้อมปืนไร้พลประจำป้อมกับรถแคร่ฐาน CV90 เป็นตัวเลือกหนึ่งเพื่อรองรับกำลังพลและการจัดเก็บภายในตัวรถเพิ่มเติม
พื้นฐานของรถรบทหารราบสายพาน CV90 ตัวรถแคร่ฐานเป็นเหล็กกล้าเชื่อมล้วนทั้งคันแบบยกขึ้นเล็กน้อย ติดตั้งกล้องตาเรือเพื่อเพิ่มการหยั่งรู้สถานการณ์ของพลยิงและผู้บังคับการรถ เป็นที่เข้าใจว่าป้อมปืนไร้พลประจำป้อมแบบอื่นสามารถนำมาติดได้ตามความต้องการ
รถรบทหารราบ CV90 ที่แสดงทั้งสองคันเป็นระบบรุ่น Mk III ที่ติดตั้งสายพานหุ้มยางของ Soucy International แคนาดา โดยเป็นที่เข้าว่ากองทัพเชคมีความสนใจเป็นการเฉพาะกับสายพานตราอักษรนี้
รถตัวอย่างทั้งแบบใช้ปืนแบบมีพลประจำและป้อมปืนไร้พลประจำป้อมต่างติดตั้งปืนใหญ่กล Orbital ATK Armament Systems Mk44 สหรัฐฯขนาด 30mm และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm
ซึ่งปืนใหญ่กลรุ่นนี้ได้ถูกเลือกใช้โดยผู้ใช้งานปัจจุบันของ CV90 ราวร้อยละ30 และก็เป็นที่เข้าใจเช่นกันว่านี้เป็นอีกความสนใจเฉพาะของกองทัพบกเชค โดยป้อมปืนแบบมีพลประจำนั้นมีคุณสมบัติแบบเดียวกับที่ใช้กับรถรบทหารราบสายพาน CV9030N กองทัพบกนอร์เวย์ในปัจจุบัน
CV90CZ ยังคงมีพลประจำรถ 3นายคือ พลขับ, พลยิง และ ผบ.รถ เช่นดิม บวกกับทหารราบอีก 8นายทั้งสองรุ่น จำนวนกระสุนประจำรถยังคงมีความใกล้เคียงกับแบบพื้นฐานคือราว 300นัดสำหรับปืนใหญ่กลหลัก
Jane's เข้าใจว่าน้ำหนักรถโดยรวมของทั้งสองรุ่นยังคงมีความใกล้เคียงกันถ้าเปรียบเทียบกับระดับเกราะป้องกันที่เท่ากัน
แม้ว่ารายละเอียดทางเทคนิคความต้องการจะยังไม่ถูกเปิดเผยตอนนี้ ทาง BAE Systems Hägglunds ตั้งเป้าชัดเจนว่าจะส่ง CV90 เข้าแข่งขันในโครงการจัดหารถรบทหารราบใหม่ของกองทัพบกเชคเพื่อทดแทนรถรบทหาราบ BMP-2 รัสเซียเก่า
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 BAE Systems Hägglunds ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท VOP CZ สาธารณรัฐเชคในการเสนอ CV90 เพื่อให้ตรงความต้องการของกองทัพบกเชคที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบเวลาราวปี 2020-2025 ครับ
BAE Systems Hägglunds has integrated a Kongsberg MCT-30 unmanned turret on the CV90, displaying it for the first time at IDET 2017. Source: Shaun Connors
http://www.janes.com/article/71211/bae-systems-takes-aim-at-czech-army-requirement-with-cv90
http://www.baesystems.com/en/multimedia
บริษัท BAE Systems Hägglunds สวีเดน/สหราชอาณาจักร ได้จัดแสดงรถตัวอย่างสองคันของรถรบทหารราบ CV90 IFV(Combat Vehicle 90 Infantry Fighting Vehicle) ซึ่งหนึ่งคันนั้นติดตั้งป้อมปืนไร้คนประจำป้อมเป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธ IDET 2017 ที่ Brno สาธาณรัฐเชค
รถต้นแบบตัวอย่างคันหนึ่งได้ติดตั้งป้อมปืนแบบ Kongsberg MCT-30 นอร์เวย์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งป้อมปืนไร้พลประจำป้อมกับรถแคร่ฐาน CV90 เป็นตัวเลือกหนึ่งเพื่อรองรับกำลังพลและการจัดเก็บภายในตัวรถเพิ่มเติม
พื้นฐานของรถรบทหารราบสายพาน CV90 ตัวรถแคร่ฐานเป็นเหล็กกล้าเชื่อมล้วนทั้งคันแบบยกขึ้นเล็กน้อย ติดตั้งกล้องตาเรือเพื่อเพิ่มการหยั่งรู้สถานการณ์ของพลยิงและผู้บังคับการรถ เป็นที่เข้าใจว่าป้อมปืนไร้พลประจำป้อมแบบอื่นสามารถนำมาติดได้ตามความต้องการ
รถรบทหารราบ CV90 ที่แสดงทั้งสองคันเป็นระบบรุ่น Mk III ที่ติดตั้งสายพานหุ้มยางของ Soucy International แคนาดา โดยเป็นที่เข้าว่ากองทัพเชคมีความสนใจเป็นการเฉพาะกับสายพานตราอักษรนี้
รถตัวอย่างทั้งแบบใช้ปืนแบบมีพลประจำและป้อมปืนไร้พลประจำป้อมต่างติดตั้งปืนใหญ่กล Orbital ATK Armament Systems Mk44 สหรัฐฯขนาด 30mm และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm
ซึ่งปืนใหญ่กลรุ่นนี้ได้ถูกเลือกใช้โดยผู้ใช้งานปัจจุบันของ CV90 ราวร้อยละ30 และก็เป็นที่เข้าใจเช่นกันว่านี้เป็นอีกความสนใจเฉพาะของกองทัพบกเชค โดยป้อมปืนแบบมีพลประจำนั้นมีคุณสมบัติแบบเดียวกับที่ใช้กับรถรบทหารราบสายพาน CV9030N กองทัพบกนอร์เวย์ในปัจจุบัน
CV90CZ ยังคงมีพลประจำรถ 3นายคือ พลขับ, พลยิง และ ผบ.รถ เช่นดิม บวกกับทหารราบอีก 8นายทั้งสองรุ่น จำนวนกระสุนประจำรถยังคงมีความใกล้เคียงกับแบบพื้นฐานคือราว 300นัดสำหรับปืนใหญ่กลหลัก
Jane's เข้าใจว่าน้ำหนักรถโดยรวมของทั้งสองรุ่นยังคงมีความใกล้เคียงกันถ้าเปรียบเทียบกับระดับเกราะป้องกันที่เท่ากัน
แม้ว่ารายละเอียดทางเทคนิคความต้องการจะยังไม่ถูกเปิดเผยตอนนี้ ทาง BAE Systems Hägglunds ตั้งเป้าชัดเจนว่าจะส่ง CV90 เข้าแข่งขันในโครงการจัดหารถรบทหารราบใหม่ของกองทัพบกเชคเพื่อทดแทนรถรบทหาราบ BMP-2 รัสเซียเก่า
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 BAE Systems Hägglunds ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท VOP CZ สาธารณรัฐเชคในการเสนอ CV90 เพื่อให้ตรงความต้องการของกองทัพบกเชคที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบเวลาราวปี 2020-2025 ครับ
วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ญี่ปุ่นเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกที่สร้างในประเทศ
First Japanese-Built F-35A Officially Unveiled at Nagoya Facility
The first F-35A (of 38) to be assembled in Japan at the Mitsubishi Heavy Industries (MHI) F-35 Final Assembly & Check-Out (FACO) facility in Nagoya was unveiled June 5th. Lockheed Martin photo by Thinh Nguyen
AX-5, the first Japanese-assembled F-35A was unveiled in Nagoya Japan on 5 June 2017. The aircraft was built at Mitsubishi Heavy Industries (MHI) F-35 Final Assembly and Check Out (FACO) facility.
The Japan F-35 FACO is operated by MHI with technical assistance from Lockheed Martin and oversight from the U.S. Government. Photo by Thinh Nguyen, Lockheed Martin
http://news.lockheedmartin.com/2017-06-05-First-Japanese-Built-F-35A-Officially-Unveiled-at-Nagoya-Facility
Kannushi and Miko from Shinto Shrine was carried out Japan Air Self Defense Force F-35A AX-5 Roll Out Ceremony
https://www.facebook.com/jsdf.jcg.fdma.newspage/posts/1969004113344400
วันที่ 5 มิถุนายน เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) เครื่องแรกที่สร้างในสายการผลิต FACO( Final Assembly and Check Out ) โดยโรงงาน Mitsubishi Heavy Industries(MHI) Komaki South ที่ Nagoya ญี่ปุ่นได้ทำการเปิดตัวเป็นครั้งแรก
ภายใต้ความช่วยเหลือทาง Technic จากบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ และการควบคุมจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในพิธีมีแขกผู้มีเกียรติรวม 200คนจากรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงญี่ปุ่นและสหรัฐฯรวมงาน แสดงถึงความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ
อาทิ Kenji Wakamiya รองรัฐมนตรีกลาโหมอาวุโสญี่ปุ่น, พลอากาศเอก Yoshiyuki Sugiyama ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self Defense Force), พลอากาศโท Jerry Martinez ผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่5 กองทัพสหรัฐฯประจำญี่ปุ่น,
พลเรือโท Dave Lewis ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการสัญญากลาโหมสหรัฐฯ, Naohiko Abe รองประธานอาวุโสและประธานแผนกบูรณาการระบบกลาโหมและอวกาศ MHI ญี่ปุ่น และ Orlando Carvalho รองประธานบริหาร Lockheed Martin Aeronautics ร่วมงาน
"การได้เห็น F-35A เครื่องแรกที่สร้างในญี่ปุ่นเป็นพินัยกรรมยังธรรมชาติทั่วโลกของโครงการนี้ โรงงานประกอบที่นำสมัยนี้มีพนักงานและแรงงานที่มีพรสววรค์และแรงจูงใจช่วยให้เรายกระดับความสามารถเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม และความรู้วิทยาการในการสร้างเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในโลก
F-35 จะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของพันธมิตรความมั่นคงเราและเสริมการจัดตั้งพันธะผูกผันระยะยาวกับพันธมิตรเราผ่านการฝึก การซ้อมรบ และเหตุการณ์ทางทหารต่อทหาร" พลเรือโท Mat Winter จากสำนักบริหารโครงการ F-35 กล่าว
กระทรงกลาโหมญี่ปุ่นได้เลือกเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 F-35A จำนวน 42เครื่อง เป็นเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญีปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม 2011 ในรูปแบบการขายโครงการ FMS(Foreign Military Sales)
F-35A รหัส AX-1 เครื่องแรกของญี่ปุ่นได้สร้างเสร็จจากโรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องหนึ่งในชุดแรก 4เครื่องของญี่ปุ่น
F-35A อีก 38เครื่องโดยมี F-35A รหัส AX-5 เป็นเครื่องแรกนี้จะถูกประกอบสร้างตัวเครื่องในสายการผลิต FACO ที่โรงงานของ MHI ใน Nagoya ญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ร่วมกับเครื่องยนต์ที่ผลิตโดย IHI Corporation ญี่ปุ่น และระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าโดย Mitsubishi Electric ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ในปี 2014 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังได้เลือกโรงงานในญี่ปุ่นเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงยกเครื่องและปรับปรุงโครงสร้างอากาศหนัก MROU(Maintenance Repair Overhaul & Upgrade) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคที่จะเริ่มได้ในปี 2018 ด้วย
"จากความสัมพันธ์อันยืนยาวกับอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรามุ่มั่นเต็มที่ต่อหุ้นส่วนสายการผลิต F-35 ของเรากับ MHI และการสนับสนุนของเราต่อกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น
แรงงานที่มีทักษะเป็นผู้ได้รับความสำเร็จในก้าวย่างรู้มือแรกของขีดความสามรถของ F-35 และการที่เครื่องบินนี้จะเป็นหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งของพันธมิตรความมั่นคงสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ดังนั้นการสร้างวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นจะสร้างความมั่นใจว่าความเป็นพันธมิตรยังคงแข็งแกร่งต่อไปอีกทศวรรษที่จะมาถึง" นาย Carvalho กล่าวครับ
The first F-35A (of 38) to be assembled in Japan at the Mitsubishi Heavy Industries (MHI) F-35 Final Assembly & Check-Out (FACO) facility in Nagoya was unveiled June 5th. Lockheed Martin photo by Thinh Nguyen
AX-5, the first Japanese-assembled F-35A was unveiled in Nagoya Japan on 5 June 2017. The aircraft was built at Mitsubishi Heavy Industries (MHI) F-35 Final Assembly and Check Out (FACO) facility.
The Japan F-35 FACO is operated by MHI with technical assistance from Lockheed Martin and oversight from the U.S. Government. Photo by Thinh Nguyen, Lockheed Martin
http://news.lockheedmartin.com/2017-06-05-First-Japanese-Built-F-35A-Officially-Unveiled-at-Nagoya-Facility
Kannushi and Miko from Shinto Shrine was carried out Japan Air Self Defense Force F-35A AX-5 Roll Out Ceremony
https://www.facebook.com/jsdf.jcg.fdma.newspage/posts/1969004113344400
วันที่ 5 มิถุนายน เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) เครื่องแรกที่สร้างในสายการผลิต FACO( Final Assembly and Check Out ) โดยโรงงาน Mitsubishi Heavy Industries(MHI) Komaki South ที่ Nagoya ญี่ปุ่นได้ทำการเปิดตัวเป็นครั้งแรก
ภายใต้ความช่วยเหลือทาง Technic จากบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ และการควบคุมจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในพิธีมีแขกผู้มีเกียรติรวม 200คนจากรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงญี่ปุ่นและสหรัฐฯรวมงาน แสดงถึงความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ
อาทิ Kenji Wakamiya รองรัฐมนตรีกลาโหมอาวุโสญี่ปุ่น, พลอากาศเอก Yoshiyuki Sugiyama ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self Defense Force), พลอากาศโท Jerry Martinez ผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่5 กองทัพสหรัฐฯประจำญี่ปุ่น,
พลเรือโท Dave Lewis ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการสัญญากลาโหมสหรัฐฯ, Naohiko Abe รองประธานอาวุโสและประธานแผนกบูรณาการระบบกลาโหมและอวกาศ MHI ญี่ปุ่น และ Orlando Carvalho รองประธานบริหาร Lockheed Martin Aeronautics ร่วมงาน
"การได้เห็น F-35A เครื่องแรกที่สร้างในญี่ปุ่นเป็นพินัยกรรมยังธรรมชาติทั่วโลกของโครงการนี้ โรงงานประกอบที่นำสมัยนี้มีพนักงานและแรงงานที่มีพรสววรค์และแรงจูงใจช่วยให้เรายกระดับความสามารถเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม และความรู้วิทยาการในการสร้างเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในโลก
F-35 จะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของพันธมิตรความมั่นคงเราและเสริมการจัดตั้งพันธะผูกผันระยะยาวกับพันธมิตรเราผ่านการฝึก การซ้อมรบ และเหตุการณ์ทางทหารต่อทหาร" พลเรือโท Mat Winter จากสำนักบริหารโครงการ F-35 กล่าว
กระทรงกลาโหมญี่ปุ่นได้เลือกเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 F-35A จำนวน 42เครื่อง เป็นเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญีปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม 2011 ในรูปแบบการขายโครงการ FMS(Foreign Military Sales)
F-35A รหัส AX-1 เครื่องแรกของญี่ปุ่นได้สร้างเสร็จจากโรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องหนึ่งในชุดแรก 4เครื่องของญี่ปุ่น
F-35A อีก 38เครื่องโดยมี F-35A รหัส AX-5 เป็นเครื่องแรกนี้จะถูกประกอบสร้างตัวเครื่องในสายการผลิต FACO ที่โรงงานของ MHI ใน Nagoya ญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ร่วมกับเครื่องยนต์ที่ผลิตโดย IHI Corporation ญี่ปุ่น และระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าโดย Mitsubishi Electric ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ในปี 2014 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังได้เลือกโรงงานในญี่ปุ่นเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงยกเครื่องและปรับปรุงโครงสร้างอากาศหนัก MROU(Maintenance Repair Overhaul & Upgrade) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคที่จะเริ่มได้ในปี 2018 ด้วย
"จากความสัมพันธ์อันยืนยาวกับอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรามุ่มั่นเต็มที่ต่อหุ้นส่วนสายการผลิต F-35 ของเรากับ MHI และการสนับสนุนของเราต่อกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น
แรงงานที่มีทักษะเป็นผู้ได้รับความสำเร็จในก้าวย่างรู้มือแรกของขีดความสามรถของ F-35 และการที่เครื่องบินนี้จะเป็นหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งของพันธมิตรความมั่นคงสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ดังนั้นการสร้างวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นจะสร้างความมั่นใจว่าความเป็นพันธมิตรยังคงแข็งแกร่งต่อไปอีกทศวรรษที่จะมาถึง" นาย Carvalho กล่าวครับ
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
อินเดียทดลองเรือดำน้ำ Scorpene ชั้น Kalvari ลำที่สอง INS Khanderi
India begins sea trials of second Scorpène submarine
Khanderi undergoing sea trials off Mumbai Harbour in June 2017. Source: MDL
http://www.janes.com/article/71110/india-begins-sea-trials-of-second-scorp%E8ne-submarine
อินเดียได้เริ่มการทดลองเรือในทะเลของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีแบบ Scorpene ชั้น Kalvari ลำที่สองจากทั้งหมด 6ลำคือ S51 INS Khanderi ซึ่งอู่ต่อเรือ Mazagon Dockyard Limited(MDL) อินเดียได้สิทธิบัตรการสร้างเรือจากบริษัท DCNS ฝรั่งเศส
ตามการแถลงของบริษัท MDL เรือดำน้ำ Khanderi ได้แล่นออกจากอ่าว Mumbai เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน "มันยังเป็นการทดลองหลักครั้งแรกสำหรับระบบขับเคลื่อนของเธอ และก้าวย่างที่สำคัญมากในโครงการสร้างเรือ" ทาง MDL กล่าว
S51 INS Khanderi เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 230 billion Indian Rupee($3.5 billion) ที่ลงนามในเดือนตุลาคม 2005 ภายใต้โครงการเรือดำน้ำ Project 75(P75) ในการสร้างเรือดำน้ำในอินเดีย
ตามการออกแบบของ DCNS ฝรั่งเศส เรือดำน้ำชั้น Kalvari กองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy)มีความยาวเรือรวม 66.4m กว้าง 6.2m และตัวเรือกินน้ำลึก 5.8m กำลังพลประจำเรือ 31นาย รวมนายทหาร 6นาย
เรือดำน้ำชั้น Kalvari ใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 396 SE84 จำนวน 4เครื่อง ทำความเร็วขณะดำใต้น้ำได้สูงสุด 20knots และที่ผิวน้ำได้สูงสุด 11knots มีพิสัยทำการไกล้สุด 6,500nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 8knots
ระบบอาวุธมีท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm 6ท่อยิงรองรับ Torpedo หนักทวิประสงค์นำวิถีด้วยเส้นลวด(Wire-Guided)แบบ SUT เยอรมนี(ถูกใช้กับเรือดำน้ำแบบ Type 209 ชั้น Shishumar มาก่อนแล้ว) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ SM-39 Exocet Block 2 ฝรั่งเศส
(เดิมจะใช้ Torpedo หนักแบบ Black Shark อิตาลีแต่บริษัทแม่ของ WASS ผู้ผลิต Leonardo อิตาลีถูกรัฐบาลอินเดียขึ้นบัญชีดำในข้อหาทุจริตโครงการจัดหาอาวุธ)
S51 INS Khanderi ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนมกราคม 2017 และมีกำหนดจะเข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียในปลายปีนี้ เช่นเดียวกับเรือลำแรกของชั้น S50 INS Kalvari ที่ปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนตุลาคม 2015 และจะเข้าประจำการในราวเดือนมิถุนายน 2017 นี้
ทั้งนี้ INS Kalvari ได้เริ่มทำการทดลองเรือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2016 โดยในเดือนพฤษภาคม 2017 ได้มีการทดสอบการยิง Torpedo แบบ SUT ครั้งแรก หลังจากที่ทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Exocet ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2017 ครับ
Khanderi undergoing sea trials off Mumbai Harbour in June 2017. Source: MDL
http://www.janes.com/article/71110/india-begins-sea-trials-of-second-scorp%E8ne-submarine
อินเดียได้เริ่มการทดลองเรือในทะเลของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีแบบ Scorpene ชั้น Kalvari ลำที่สองจากทั้งหมด 6ลำคือ S51 INS Khanderi ซึ่งอู่ต่อเรือ Mazagon Dockyard Limited(MDL) อินเดียได้สิทธิบัตรการสร้างเรือจากบริษัท DCNS ฝรั่งเศส
ตามการแถลงของบริษัท MDL เรือดำน้ำ Khanderi ได้แล่นออกจากอ่าว Mumbai เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน "มันยังเป็นการทดลองหลักครั้งแรกสำหรับระบบขับเคลื่อนของเธอ และก้าวย่างที่สำคัญมากในโครงการสร้างเรือ" ทาง MDL กล่าว
S51 INS Khanderi เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 230 billion Indian Rupee($3.5 billion) ที่ลงนามในเดือนตุลาคม 2005 ภายใต้โครงการเรือดำน้ำ Project 75(P75) ในการสร้างเรือดำน้ำในอินเดีย
ตามการออกแบบของ DCNS ฝรั่งเศส เรือดำน้ำชั้น Kalvari กองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy)มีความยาวเรือรวม 66.4m กว้าง 6.2m และตัวเรือกินน้ำลึก 5.8m กำลังพลประจำเรือ 31นาย รวมนายทหาร 6นาย
เรือดำน้ำชั้น Kalvari ใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 396 SE84 จำนวน 4เครื่อง ทำความเร็วขณะดำใต้น้ำได้สูงสุด 20knots และที่ผิวน้ำได้สูงสุด 11knots มีพิสัยทำการไกล้สุด 6,500nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 8knots
ระบบอาวุธมีท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm 6ท่อยิงรองรับ Torpedo หนักทวิประสงค์นำวิถีด้วยเส้นลวด(Wire-Guided)แบบ SUT เยอรมนี(ถูกใช้กับเรือดำน้ำแบบ Type 209 ชั้น Shishumar มาก่อนแล้ว) และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ SM-39 Exocet Block 2 ฝรั่งเศส
(เดิมจะใช้ Torpedo หนักแบบ Black Shark อิตาลีแต่บริษัทแม่ของ WASS ผู้ผลิต Leonardo อิตาลีถูกรัฐบาลอินเดียขึ้นบัญชีดำในข้อหาทุจริตโครงการจัดหาอาวุธ)
S51 INS Khanderi ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนมกราคม 2017 และมีกำหนดจะเข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียในปลายปีนี้ เช่นเดียวกับเรือลำแรกของชั้น S50 INS Kalvari ที่ปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนตุลาคม 2015 และจะเข้าประจำการในราวเดือนมิถุนายน 2017 นี้
ทั้งนี้ INS Kalvari ได้เริ่มทำการทดลองเรือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2016 โดยในเดือนพฤษภาคม 2017 ได้มีการทดสอบการยิง Torpedo แบบ SUT ครั้งแรก หลังจากที่ทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Exocet ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2017 ครับ
วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Antey รัสเซียจะได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr ในปี 2025
Russian submarines to be equipped with Kalibr missiles by 2025
Yury Smitiuk/TASS
Certain onboard equipment will be modernized as well
http://tass.com/defense/949667
กระทรวงกลาโหมรัสเซียมีแผนที่จะปรับปรุงความทันสมัยให้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Project 949A Antey(NATO กำหนดรหัสชั้น Oscar-II) ทั้ง 4ลำของกองเรือแปซิฟิค กองทัพเรือรัสเซียในปี 2025
โดยการติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr(NATO กำหนดรหัส SS-N-27 Sizzler) ตามที่รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov กล่าวเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ระหว่างการเยี่ยมชมอู่ต่อเรือ Zvezda ในภาคตะวันออกไกล
"เราวางแผนการปรับปรุงความทันสมัยของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เอนกประสงค์ชั้น Project 949 อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ Granit ที่ล้าสมัยจะถูกแทนที่ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี Kalibr ซึ่งได้พิสูจน์ตนเองเป็นอย่างดีแล้ว เช่นที่การรบในซีเรีย" เขากล่าว
นอกจากนี้ระบบอุปกรณ์บนเรือจะได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วย "ในข้อเท็จจริงเรือดำน้ำเก่าจะมีคุณลักษณะใหม่ การทำงานนี้ดำเนินภายใต้แผนโครงการของรัฐปัจจุบัน เรือดำน้ำ K-132 Irkutsk ได้ถูกปรับปรุงแล้วและดำเนินต่อไปถึงปี 2021
ขณะนี้เราพิจารณาการปรับปรุงเรือดำน้ำที่เหลือกอีก 3ลำ(K-456 Tver, K-186 Omsk และ K-150 Tomsk) ภายใต้แผนโครงการรัฐในอนาคตสำหรับปี 2018-2025
อู่ต่อเรือจะสร้างชุดเรือที่รวมถึงการพัฒนาส่วนตอนบนของอู่สำหรับเรือขนส่งก๊าซหรือเรือแบบอื่นๆ เรายังมีแผนที่จะใช้อู่ต่อเรือสำหรับความเป็นไปได้ในการสร้างเรือระวางขับน้ำสูงมากสำหรับกองเรือช่วยรบของกระทรวงกลาโหม" รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าว
อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนรุ่นโจมตีภาคพื้นดินตระกูล Kalibr ถูกใช้ยิงโจมตีเป้าหมายในซีเรียระหว่างปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายโดยกองทัพเรือรัสเซียในการสนับสนุนกองทัพรัฐบาลซีเรีย
เรือที่ใช้ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr มีเช่น เรือฟริเกตชั้น Project 11356 Admiral Grigorovich, เรือฟริเกตชั้น Project 11661K Gepard, เรือคอร์เวตชั้น Project 21631 Buyan-M และเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Project 636.3 Varshavyanka(NATO กำหนดรหัส Improved Kilo)
ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้การปรับปรุงเรือของกองทัพเรือรัสเซียอีกหลายลำเช่นเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จะได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr ด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/admiral-kuznetsov-kalibr.html)
Yury Smitiuk/TASS
Certain onboard equipment will be modernized as well
http://tass.com/defense/949667
กระทรวงกลาโหมรัสเซียมีแผนที่จะปรับปรุงความทันสมัยให้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Project 949A Antey(NATO กำหนดรหัสชั้น Oscar-II) ทั้ง 4ลำของกองเรือแปซิฟิค กองทัพเรือรัสเซียในปี 2025
โดยการติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr(NATO กำหนดรหัส SS-N-27 Sizzler) ตามที่รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov กล่าวเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ระหว่างการเยี่ยมชมอู่ต่อเรือ Zvezda ในภาคตะวันออกไกล
"เราวางแผนการปรับปรุงความทันสมัยของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เอนกประสงค์ชั้น Project 949 อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ Granit ที่ล้าสมัยจะถูกแทนที่ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี Kalibr ซึ่งได้พิสูจน์ตนเองเป็นอย่างดีแล้ว เช่นที่การรบในซีเรีย" เขากล่าว
นอกจากนี้ระบบอุปกรณ์บนเรือจะได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วย "ในข้อเท็จจริงเรือดำน้ำเก่าจะมีคุณลักษณะใหม่ การทำงานนี้ดำเนินภายใต้แผนโครงการของรัฐปัจจุบัน เรือดำน้ำ K-132 Irkutsk ได้ถูกปรับปรุงแล้วและดำเนินต่อไปถึงปี 2021
ขณะนี้เราพิจารณาการปรับปรุงเรือดำน้ำที่เหลือกอีก 3ลำ(K-456 Tver, K-186 Omsk และ K-150 Tomsk) ภายใต้แผนโครงการรัฐในอนาคตสำหรับปี 2018-2025
อู่ต่อเรือจะสร้างชุดเรือที่รวมถึงการพัฒนาส่วนตอนบนของอู่สำหรับเรือขนส่งก๊าซหรือเรือแบบอื่นๆ เรายังมีแผนที่จะใช้อู่ต่อเรือสำหรับความเป็นไปได้ในการสร้างเรือระวางขับน้ำสูงมากสำหรับกองเรือช่วยรบของกระทรวงกลาโหม" รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าว
อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนรุ่นโจมตีภาคพื้นดินตระกูล Kalibr ถูกใช้ยิงโจมตีเป้าหมายในซีเรียระหว่างปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายโดยกองทัพเรือรัสเซียในการสนับสนุนกองทัพรัฐบาลซีเรีย
เรือที่ใช้ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr มีเช่น เรือฟริเกตชั้น Project 11356 Admiral Grigorovich, เรือฟริเกตชั้น Project 11661K Gepard, เรือคอร์เวตชั้น Project 21631 Buyan-M และเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Project 636.3 Varshavyanka(NATO กำหนดรหัส Improved Kilo)
ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้การปรับปรุงเรือของกองทัพเรือรัสเซียอีกหลายลำเช่นเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จะได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr ด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/admiral-kuznetsov-kalibr.html)
วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560
KAI เกาหลีใต้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH ให้ฟิลิปปินส์ครบ 12เครื่องแล้ว
South Korea's KAI completes deliveries of FA-50PH aircraft to Philippines
The final two of 12 KAI FA-50PH aircraft (seen here) ordered by the PAF in 2014 arrived at Clark Air Base north of Manila on 31 May. (PAF)
http://www.janes.com/article/71047/south-korea-s-kai-completes-deliveries-of-fa-50ph-aircraft-to-philippines
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบา FA-50PH ที่สั่งจัดหาจาก Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีในปี 2014 ครบ 12เครื่องแล้ว
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์แถลงใน page Facebook ของตนว่าเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH ชุดสุดท้าย 2เครื่องได้เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศ Clark ทางตอนเหนือของ Manila เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยมีพิธีรับมอบเครื่องอย่างเป็นทางการต่อ พลอากาศตรี Arnold Mancita ผู้บัญชาการกองบัญชาการการส่งกำลังบำรุงทางอากาศรวมงาน
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH 12เครื่องในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของตนตามแผนของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์
การทำการบินทดสอบครั้งแรกของ FA-50PH เครื่องแรกมีขึ้นที่ Sacheon สาธารณรัฐเกาหลีเมื่อ 19 มิถุนายน 2015 และ FA-50PH ชุดแรก 2เครื่องได้เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศ Clark ฟิลิปปินส์เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2015
ตามข้อมูลจาก Jane's Security Sentinel Assessment - southeast Asia กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ปราศจากระบบอากาศยานป้องกันภัยทางอากาศมานานนับตั้งแต่ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-5A Freedom Fighter ในปี 2005
โครงการจัดหาเครื่องขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันสำหนับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่หนึ่งฝูงบินจำนวน 12เครื่อง
ในช่วงต้นกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ให้ความสนใจจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C/D กองทัพอากาศสหรัฐฯส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้ แต่ข้อกังวลเกี่ยวกับการประเมินค่าใช้จ่ายทำให้ทางเลือกนั้ถูกตัดออกไป
ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2012 ฟิลิปปินส์ได้รับข้อเสนอจากเกาหลีใต้ในการขนายเครื่องบินขับไล่โจมตี KAI FA-50 ให้ต่อมาในเดือนมีนาคม 2014 กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ลงนามสัญญาจัดหา FA-50PH จำนวน 12เครื่อง
นอกจากนี้ความต้องการในการติดตั้งระบบ Radar ขั้นก้าวหน้าและประกอบกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางกับ FA-50PH 3-4เครื่องมีการเปิดเผย นี่จะทำให้กองทัพอากาศฟิลิปปินส์มีขีดความสามารถในการรบทางอากาศนอกระยะสายตาเพื่อการสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้เปิดเผยว่ามีการนำเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายโดยใช้ระเบิดธรรมดา Mk82 ขนาด 500lbs เครื่องละ 6ลูก (http://aagth1.blogspot.com/2017/01/fa-50ph.html)
ทั้งนี้ในวิกฤตการณ์บุกยึดเมืองของกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในเมือง Marawi เกาะ Mindanao ตั้งแต่ 23 พฤษภาคมนั้น กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้นำ FA-50PH เครื่องบินโจมตีใบพัด OV-10C ที่ได้รับมอบจากกองทัพอากาศไทย และเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ AW109E มาใช้โจมตีทางอากาศครับ
The final two of 12 KAI FA-50PH aircraft (seen here) ordered by the PAF in 2014 arrived at Clark Air Base north of Manila on 31 May. (PAF)
http://www.janes.com/article/71047/south-korea-s-kai-completes-deliveries-of-fa-50ph-aircraft-to-philippines
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบา FA-50PH ที่สั่งจัดหาจาก Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีในปี 2014 ครบ 12เครื่องแล้ว
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์แถลงใน page Facebook ของตนว่าเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH ชุดสุดท้าย 2เครื่องได้เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศ Clark ทางตอนเหนือของ Manila เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยมีพิธีรับมอบเครื่องอย่างเป็นทางการต่อ พลอากาศตรี Arnold Mancita ผู้บัญชาการกองบัญชาการการส่งกำลังบำรุงทางอากาศรวมงาน
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH 12เครื่องในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของตนตามแผนของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์
การทำการบินทดสอบครั้งแรกของ FA-50PH เครื่องแรกมีขึ้นที่ Sacheon สาธารณรัฐเกาหลีเมื่อ 19 มิถุนายน 2015 และ FA-50PH ชุดแรก 2เครื่องได้เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศ Clark ฟิลิปปินส์เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2015
ตามข้อมูลจาก Jane's Security Sentinel Assessment - southeast Asia กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ปราศจากระบบอากาศยานป้องกันภัยทางอากาศมานานนับตั้งแต่ปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-5A Freedom Fighter ในปี 2005
โครงการจัดหาเครื่องขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันสำหนับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่หนึ่งฝูงบินจำนวน 12เครื่อง
ในช่วงต้นกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ให้ความสนใจจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C/D กองทัพอากาศสหรัฐฯส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้ แต่ข้อกังวลเกี่ยวกับการประเมินค่าใช้จ่ายทำให้ทางเลือกนั้ถูกตัดออกไป
ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2012 ฟิลิปปินส์ได้รับข้อเสนอจากเกาหลีใต้ในการขนายเครื่องบินขับไล่โจมตี KAI FA-50 ให้ต่อมาในเดือนมีนาคม 2014 กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้ลงนามสัญญาจัดหา FA-50PH จำนวน 12เครื่อง
นอกจากนี้ความต้องการในการติดตั้งระบบ Radar ขั้นก้าวหน้าและประกอบกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางกับ FA-50PH 3-4เครื่องมีการเปิดเผย นี่จะทำให้กองทัพอากาศฟิลิปปินส์มีขีดความสามารถในการรบทางอากาศนอกระยะสายตาเพื่อการสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล
กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้เปิดเผยว่ามีการนำเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50PH ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายโดยใช้ระเบิดธรรมดา Mk82 ขนาด 500lbs เครื่องละ 6ลูก (http://aagth1.blogspot.com/2017/01/fa-50ph.html)
ทั้งนี้ในวิกฤตการณ์บุกยึดเมืองของกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในเมือง Marawi เกาะ Mindanao ตั้งแต่ 23 พฤษภาคมนั้น กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ได้นำ FA-50PH เครื่องบินโจมตีใบพัด OV-10C ที่ได้รับมอบจากกองทัพอากาศไทย และเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ AW109E มาใช้โจมตีทางอากาศครับ
วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560
รัสเซียจะสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สำหรับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K เสร็จสองลำในปี 2027
Russia to complete building two helicopter carriers by 2027
Andrei Luzik/Russian Navy Northern Fleet Press Office/TASS
The development of the helicopter carriers will begin in 2018
http://tass.com/defense/948625
รัสเซียจะสร้างเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(รองรับแบบหลักคือเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K) และจะใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลหรือกังหันไอพ่น(CODOG: Combined Diesel or Gas) ตามที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวกับ TASS
"การพัฒนาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จะเริ่มขึ้นในปี 2018 และเรือนำร่องลำแรกจะเสร็จสิ้นในปี 2020 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียได้ในปี 2024 เรืออีกลำจะถูกสร้างตามมาในปี 2022 และจะส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียได้ในปี 2026" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวได้ระบุว่า "เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จะใช้ระบบขับเคลื่อนผสมเครื่องยนต์ดีเซลหรือกังหันไอพ่น ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลจะเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์กังหันไอพ่นจะถูกใช้เมื่อต้องการให้เรือทำความเร็วสูง
เรือจะบรรทุกเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเล Kamov Ka-52K เป็นหลัก เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27,เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจู่โจม Ka-29 และเฮลิคอเตอร์แจ้งเตือนทางอากาศ Ka-31 อากาศยานปีกหมุนเหล่านี้จะถูกส่งมอบในช่วงเวลาเดียวกับเรือ"
แหล่งข่าวอธิบายว่ายังไม่มีการเลือกผู้สร้างเรือในตอนนี้ อย่างไรก็ตามการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดหาอาวุธของสหพันธรัฐรัสเซียใหม่ในปี 2018-2025
รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuriy Borisov ได้กล่าวกับสื่อก่อนหน้านี้ในงานจัดแสดงเฮลิคอปเตอร์ HeliRussia 2017 ว่าเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำแรกของรัสเซียจะเปิดตัวได้ราวปี 2022 แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ (http://aagth1.blogspot.com/2017/05/2022-mi-28nm-ka-52.html)
Priboy project amphibious assault helicopter carrier ship
โดยส่วนจัดแสดงของกองทัพเรือรัสเซียในงานแสดงอาวุธ Army 2015 มีการจัดแสดงแบบจำลองเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Priboy(ภาษารัสเซียแปลว่า "คลื่นกระทบฝั่ง") ขนาดระวางขับน้ำเต็มอัตรา 14,000tons
แผ่นป้ายแสดงข้อมูลระบุว่าเรือรองรับปฏิบัติการของ ฮ.Ka-27, Ka-29 และ Ka-52 ตามที่ภายหลังมีการวางแบบจำลอง ฮ.โจมตี Ka-52K บนแบบจำลองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Priboy
D-156 Project 11770 Serna-class landing craft.(wikipedia.org)
Michman Lermontov, Project 21820 Dyugon-class landing craft.(wikipedia.org)
ข้อมูลเรือยังระบุว่าเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม Priboy ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Klinok(Kinzhal, NATO กำหนดรหัส SA-N-9 Gauntlet), ระบบอาวุธป้องกัยภัยทางอากาศปืนใหญ่กลและอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pantsir-M และปืนใหญ่เรือ A-190 ขนาด 100mm
เรือยกพลขึ้นบกจู่โจม Priboy สามารถบรรทุกกำลังพลทหาราบยกพลขึ้นนบกได้ 500นาย หรือยานยนต์ได้ 60คัน และบรรทุกเรือระบายพลใหญ่(LCU: Landing Craft Utility) Project 11770 Serna ได้ 2ลำ และ Project 21820 Dyugon ได้ 4ลำครับ
Andrei Luzik/Russian Navy Northern Fleet Press Office/TASS
The development of the helicopter carriers will begin in 2018
http://tass.com/defense/948625
รัสเซียจะสร้างเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(รองรับแบบหลักคือเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K) และจะใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลหรือกังหันไอพ่น(CODOG: Combined Diesel or Gas) ตามที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวกับ TASS
"การพัฒนาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จะเริ่มขึ้นในปี 2018 และเรือนำร่องลำแรกจะเสร็จสิ้นในปี 2020 และส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียได้ในปี 2024 เรืออีกลำจะถูกสร้างตามมาในปี 2022 และจะส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียได้ในปี 2026" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวได้ระบุว่า "เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จะใช้ระบบขับเคลื่อนผสมเครื่องยนต์ดีเซลหรือกังหันไอพ่น ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลจะเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์กังหันไอพ่นจะถูกใช้เมื่อต้องการให้เรือทำความเร็วสูง
เรือจะบรรทุกเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเล Kamov Ka-52K เป็นหลัก เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27,เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจู่โจม Ka-29 และเฮลิคอเตอร์แจ้งเตือนทางอากาศ Ka-31 อากาศยานปีกหมุนเหล่านี้จะถูกส่งมอบในช่วงเวลาเดียวกับเรือ"
แหล่งข่าวอธิบายว่ายังไม่มีการเลือกผู้สร้างเรือในตอนนี้ อย่างไรก็ตามการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดหาอาวุธของสหพันธรัฐรัสเซียใหม่ในปี 2018-2025
รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuriy Borisov ได้กล่าวกับสื่อก่อนหน้านี้ในงานจัดแสดงเฮลิคอปเตอร์ HeliRussia 2017 ว่าเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำแรกของรัสเซียจะเปิดตัวได้ราวปี 2022 แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ (http://aagth1.blogspot.com/2017/05/2022-mi-28nm-ka-52.html)
Priboy project amphibious assault helicopter carrier ship
โดยส่วนจัดแสดงของกองทัพเรือรัสเซียในงานแสดงอาวุธ Army 2015 มีการจัดแสดงแบบจำลองเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Priboy(ภาษารัสเซียแปลว่า "คลื่นกระทบฝั่ง") ขนาดระวางขับน้ำเต็มอัตรา 14,000tons
แผ่นป้ายแสดงข้อมูลระบุว่าเรือรองรับปฏิบัติการของ ฮ.Ka-27, Ka-29 และ Ka-52 ตามที่ภายหลังมีการวางแบบจำลอง ฮ.โจมตี Ka-52K บนแบบจำลองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Priboy
D-156 Project 11770 Serna-class landing craft.(wikipedia.org)
Michman Lermontov, Project 21820 Dyugon-class landing craft.(wikipedia.org)
ข้อมูลเรือยังระบุว่าเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม Priboy ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Klinok(Kinzhal, NATO กำหนดรหัส SA-N-9 Gauntlet), ระบบอาวุธป้องกัยภัยทางอากาศปืนใหญ่กลและอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pantsir-M และปืนใหญ่เรือ A-190 ขนาด 100mm
เรือยกพลขึ้นบกจู่โจม Priboy สามารถบรรทุกกำลังพลทหาราบยกพลขึ้นนบกได้ 500นาย หรือยานยนต์ได้ 60คัน และบรรทุกเรือระบายพลใหญ่(LCU: Landing Craft Utility) Project 11770 Serna ได้ 2ลำ และ Project 21820 Dyugon ได้ 4ลำครับ
วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560
กองทัพเรือสหรัฐฯและกองทัพเรือไทยร่วมฝึกผสม CARAT 2017 และ Guardian Sea 2017
USN further enhances military engagements in Asia Pacific at 'CARAT' 2017
USS Sterett in an exercise with of RSS Intrepid, HTMS Naresuan, and USS Coronado at 'CARAT' 2017. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/70920/usn-further-enhances-military-engagements-in-asia-pacific-at-carat-2017
US Navy SSN-722 USS Key West and DDG-104 USS Sterett with Royal Thai Navy FFG-421 HTMS Naresuan and FS-533 HTMS Longlom during Guardian Sea 2017
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1538777196173631
Royal Australian Navy FFH 155 HMAS Ballarat and Royal Thai Navy FSG-442 HTMS Sukhothai during Passex of AUSTHAI 2017
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1348918068479417
พาชมเรือรบเทคโนโลยีล่องหน USS Coronado Combat ship ชมความทันสมัยในการออกแบบพร้อมเขี้ยวเล็บสำคัญที่ติดตั้งบนเรือ ในโอกาสที่เรือลำนี้ได้มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเข้าร่วมการฝึก CARAT 2017
ตามนโยบายการเพิ่มการกระชับความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ได้ร่วมการดำเนินชุดการฝึกทางเรือ Cooperation Afloat Readiness and Training(CARAT) รูปแบบใหม่
โดยรวมการฝึกพหุภาคีทำให้การฝึกมีความซับซ้อนมากขึ้น การฝึกผสมทางเรือ CARAT 2017 ที่เป็นปีที่ 23แล้วนั้น เป็นครั้งแรกที่มีการฝึกร่วมผสมในระดับพหุภาคีระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ และกองทัพเรือไทย
การฝึก CARAT 2017 ที่ทะเลจีนใต้เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Arleigh burke คือ DDG-104 USS Sterett และเรือ Littoral Combat Ship ชั้น Independence คือ LCS-4 USS Coronado
ร่วมการฝึกกับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Formidable คือ RSS Intrepid(69) และกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.นเรศวร คือ ร.ล.นเรศวร
การฝึก CARAT 2017 ในขั้นพหุภาคีได้ร่วมการฝึกการปฏิบัติการบินร่วม และการจัดกระบวนเรือทางยุทธวิธีระดับกองเรือ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการ่วมกันในภารกิจการรักษาความปลอดภัยร่วมของกองทัพเรือทั้งสามประเทศ
ตามที่ นาวาโท Doug Meagher ผู้บังคับการเรือ USS Coronado กล่าวแถลง การฝึก CARAT 2017 ได้เข้าสู่การฝึกระดับทวิภาคีปกติกับกองทัพเรือไทย ที่มีกำหนดการฝึกเป็นเวลาแปดวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๖ มิถุนายน ที่บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย
แต่กองทัพเรือสหรัฐฯยังไม่ได้ตัดการฝึกทวิภาคีมากกว่านี้สำหรับชุดการการฝึกซ้อมที่มีอยู่ "นั่นอาจจะมีขั้นอื่นของการฝึก CARAT อีกที่จะพัฒนาไปสู่การฝึกแลกเปลี่ยนระดับพหุภาคี หรือรวมกับชาติอื่นในฐานะผู้สังเกตการณ์ในขั้นระดับทวิภาคี"
นาวาตรี Arlo Abrahamson นายทหารประชาสัมพันธ์ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามนี้กับ Jane's
ก่อนหน้าในวันที่ ๒๒-๒๗ พฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles SSN-722 USS Key West และเรือพิฆาต DDG-104 USS Sterett
ร่วมกับกองทัพเรือไทยที่ส่งเรือฟริเกต ร.ล.นเรศวร และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด ร.ล.คำรณสินธุ คือ ร.ล.ล่องลม ในการฝึก Guardian Sea 2017 ที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน
และในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปี คือ ร.ล.คีรีรัฐ และเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ คือ ร.ล.สุโขทัย
ร่วมกับเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Anzac คือ FFH 155 HMAS Ballarat กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ในการฝึกผสม AUSTHAI 2017 ครับ
USS Sterett in an exercise with of RSS Intrepid, HTMS Naresuan, and USS Coronado at 'CARAT' 2017. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/70920/usn-further-enhances-military-engagements-in-asia-pacific-at-carat-2017
US Navy SSN-722 USS Key West and DDG-104 USS Sterett with Royal Thai Navy FFG-421 HTMS Naresuan and FS-533 HTMS Longlom during Guardian Sea 2017
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1538777196173631
Royal Australian Navy FFH 155 HMAS Ballarat and Royal Thai Navy FSG-442 HTMS Sukhothai during Passex of AUSTHAI 2017
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1348918068479417
ตามนโยบายการเพิ่มการกระชับความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ได้ร่วมการดำเนินชุดการฝึกทางเรือ Cooperation Afloat Readiness and Training(CARAT) รูปแบบใหม่
โดยรวมการฝึกพหุภาคีทำให้การฝึกมีความซับซ้อนมากขึ้น การฝึกผสมทางเรือ CARAT 2017 ที่เป็นปีที่ 23แล้วนั้น เป็นครั้งแรกที่มีการฝึกร่วมผสมในระดับพหุภาคีระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ และกองทัพเรือไทย
การฝึก CARAT 2017 ที่ทะเลจีนใต้เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Arleigh burke คือ DDG-104 USS Sterett และเรือ Littoral Combat Ship ชั้น Independence คือ LCS-4 USS Coronado
ร่วมการฝึกกับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Formidable คือ RSS Intrepid(69) และกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.นเรศวร คือ ร.ล.นเรศวร
การฝึก CARAT 2017 ในขั้นพหุภาคีได้ร่วมการฝึกการปฏิบัติการบินร่วม และการจัดกระบวนเรือทางยุทธวิธีระดับกองเรือ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการ่วมกันในภารกิจการรักษาความปลอดภัยร่วมของกองทัพเรือทั้งสามประเทศ
ตามที่ นาวาโท Doug Meagher ผู้บังคับการเรือ USS Coronado กล่าวแถลง การฝึก CARAT 2017 ได้เข้าสู่การฝึกระดับทวิภาคีปกติกับกองทัพเรือไทย ที่มีกำหนดการฝึกเป็นเวลาแปดวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๖ มิถุนายน ที่บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย
แต่กองทัพเรือสหรัฐฯยังไม่ได้ตัดการฝึกทวิภาคีมากกว่านี้สำหรับชุดการการฝึกซ้อมที่มีอยู่ "นั่นอาจจะมีขั้นอื่นของการฝึก CARAT อีกที่จะพัฒนาไปสู่การฝึกแลกเปลี่ยนระดับพหุภาคี หรือรวมกับชาติอื่นในฐานะผู้สังเกตการณ์ในขั้นระดับทวิภาคี"
นาวาตรี Arlo Abrahamson นายทหารประชาสัมพันธ์ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามนี้กับ Jane's
ก่อนหน้าในวันที่ ๒๒-๒๗ พฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles SSN-722 USS Key West และเรือพิฆาต DDG-104 USS Sterett
ร่วมกับกองทัพเรือไทยที่ส่งเรือฟริเกต ร.ล.นเรศวร และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด ร.ล.คำรณสินธุ คือ ร.ล.ล่องลม ในการฝึก Guardian Sea 2017 ที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน
และในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปี คือ ร.ล.คีรีรัฐ และเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ คือ ร.ล.สุโขทัย
ร่วมกับเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Anzac คือ FFH 155 HMAS Ballarat กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ในการฝึกผสม AUSTHAI 2017 ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๐-๕
Oplot-T Main Battle Tank at Kharkiv-based Malyshev factory, State Enterprise Ukroboronprom announces delivery plan for next batch of Oplot tanks to Thailand
ทางด้านโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot-T จากยูเครนต่อกองทัพบกไทย ทางโรงงาน Malyshev ก็กำลังผลิตรถถังหลัก Oplot ให้กองทัพบกไทยอยู่ ตามที่ปัจจุบัน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ได้รับมอบ ถ.หลัก Oplot แล้ว ๒๐คัน
ทางยูเครนเองได้ข้อมูลต่อสื่อตนว่าภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้จะส่งมอบรถชุดใหม่ให้กองทัพบกไทยได้ครบ ๒๙คันที่เหลือ ซึ่งรถชุดใหม่ได้มีการขนส่งมาทางเรือเมื่อเร็วๆนี้แล้ว
อย่างไรก็ตามจากภาพข่าวการทำงานของโรงงาน Malyshev ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นั้นจะเห็นได้ว่างานหลักของโรงงานคือการซ่อมคืนสภาพและปรับปรุงรถถังหลัก T-80 ให้ทันสมัยขึ้นสำหรับกองทัพบกยูเครนเอง
นั่นจึงยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าจนถึงปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) แล้ว ยูเครนจะสามารถส่งมอบ ถ.หลัก Oplot ที่เหลือ ๒๙คันให้ครบได้ทั้งหมดจึงหรือไม่ ในขณะที่จีนสามารถส่งมอบรถถังหลัก VT4 ให้กองทัพบกไทยได้เร็วกว่าและจำนวนมากกว่าครับ
VT4 picture show with poem at 6th Carvaly Battalion, 6th Carvaly Regiment Royal, 3rd Cavalry Division, Royal Thai Army
ตามที่มีรายงานจากสำนักข่าว Xinhua ที่อ้างอิงจาก Bangkok Post อีกทีว่ากองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีน ในระยะที่๓ อีก ๑๐คันนั้น มีการตรวจสอบแล้วว่ารายงานข่าวนี้ดูจะไม่ตรงกับความจริงครับ
โดยโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๑ จำนวน ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท ที่ลงนามสัญญาในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) เพิ่งจะมีส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่จาก กรมสรรพาวุธทหารบก ไปดูงานการผลิตที่โรงงาน NORINCO ที่จีนเมื่อราวเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ซึ่งเงินในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ของโครงการระยะที่๑ นั้นเพิ่งจ่ายไปได้ร้อยละ๑๕ โดยการจ่ายอีกร้อยละ๔๕ จะเป็นหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบการผลิตของ สพ.ทบ.เขียนรายงานความคืบหน้าการผลิตเสร็จแล้ว
ส่วนโครงการ ถ.หลัก VT4 ระยะที่๒ อีก ๑๑คัน รวมกับรถกู้ซ่อม ๑คัน และรถบริการจำนวนหนึ่งวงเงิน วงเงินประมาณ ๒พันล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้นั้นก็เพิ่งจ่ายเงินในในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ไปได้ร้อยละ๑๕เท่านั้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในแต่ละปีงบประมาณของกองทัพบก การพิจารณาอนุมัติโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๓ นั้นจะต้องเป็นในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑(2018) หรือปีหน้า
ซึ่งขณะนี้รถถัง VT4 ชุดแรก ๒๘คันยังผลิตไม่เสร็จ ยังไม่มีการตรวจรับมอบที่คาดว่าจะมีในราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ และระยะที่๒ อีก ๑๑คันก็จะตามมาในปีถัดไป ฉะนั้นการที่ Xinhua ระบุว่ากองทัพบกได้ใช้งาน ถ.หลัก VT4 จนเป็นที่พอใจจึงสั่งเพิ่มนั้นจึงไม่น่าจะตรงกับความจริง
อีกทั้งก็มีข้อมูลว่าเหล่าทหารม้ากองทัพบกไทยมีแผนจะปรับอัตราจัดกำลัง กองพันทหารม้ารถถัง ใหม่จากเดิมที่มีรถถังใน ม.พัน.ถ.จำนวน ๔๙คัน เหลือเป็น ๔๔คัน ซึ่งจะทำให้การจัดหา ถ.หลัก VT4 ระยะที่๓ อาจจะมีเพียงแค่ ๕คันด้วย
ทั้งนี้ก็มีรายงานมากขึ้นว่าการจัดหารถถังหลัก VT4 นั้นหน่วยแรกที่น่าจะได้รับมอบคือ กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ ที่เดิมใช้รถถังเบา Stingray ที่จะย้าย ถ.เบา๓๒ Stingray ไปประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๙ กองพลทหารราบที่๔ ครับ
Thailand, China vow to further enhance bilateral defence ties
http://www.janes.com/article/70980/thailand-china-vow-to-further-enhance-bilateral-defence-ties
ทั้งนี้การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พลเอก Fang Fenghul ประธานกรมเสนาธิการร่วม คณะกรรมาธิการทหารกลาง กองทัพปลดปล่อยประชาชน สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะในฐานะแขกของกองทัพไทย
ก็มีพูดคุยเรื่องการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและจีนหลายด้านเช่นประสบการณ์จีนที่มีในการพัฒนาโครงข่ายระบบคมนาคม ทั้งการแลกเปลี่ยนระดับสูงในทุกภาคส่วน และการฝึกร่วมการต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกัน
นั่นเป็ฯเรื่องที่ดีในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมความั่นคงในประเทศที่ดีมากขึ้นในอนาคต แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำขึ้นมาได้จริงหรือไม่มากน้อยแค่ไหนครับ
AASAM welcomes Commander Army Training Command, Lieutenant General Nathaphon Sriswasdi of the Royal Thai Army who was impressed with the speed of his soldiers on the obstacle course!
#AASAM2017 #Marksmanship #Combatshooting #YourADF #AustralianArmy Images by LSIS Peter Thompson
https://www.facebook.com/AASAMAustralianArmy/posts/1310387045735727
https://www.facebook.com/AASAMAustralianArmy/videos/1312666345507797/
MEET THE TEAMS: The Royal Thai Army has stood out with its excellent fitness and teamwork.
They tackled exhausting obstacle courses with ease. Some of its most senior military leaders have visited Puckapunyal to see the progress of the soldiers as they learn important lessons to improve their #Combatshooting
https://www.facebook.com/AASAMAustralianArmy/
การแข่งขันทักษะการใช้อาวุธทางยุทธวิธีทหารราบร่วมนานาชาติ AASAM 2017 (Australian Army Skill at Arms Meeting 2017) ที่กองทัพบกออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ โดยกองทัพไทยได้ส่งชุดแข่งขันด้วยนั้น
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่านอกจากเช่น เครื่องแบบสนาม Combat Shirt หมวกสนามแบบมีรางติดอุปกรณ์เสริม Tactical Rail Helmet และเสื้อกั๊กทางยุทธวิธี Tactical Vest แบบใหม่แล้ว
ยังมีการพบว่าทีมปืนเล็กยาวกองทัพบกไทยมีการนำปืนเล็กยาวแบบ FN SCAR-L 5.56mm เข้าร่วมการฝึกเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งเป็นปืนเล็กยาวแบบใหม่ที่พบเห็นว่าแจกจ่ายในบางหน่วยขึ้นตรงของ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบกไทยครับ
Royal Thai Navy Officers visited Royal Thai Army's Elbit Systems ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun) 155mm/39caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 at Factory in Thailand
มีเรื่องน่ายินดีทั้งในส่วนความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือและภาคส่วนอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยว่า นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยมีแผนจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้องยางแบบ ATMG แบบเดียวกับที่กองทัพบกไทยมีใช้งาน
ซึ่ง ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท. ได้รับการถ่ายทอด Technology จาก Elbit Systems อิสราเอลในการสร้าง ป.อัตตาจร ATMG ระยะที่๑ จำนวน ๖ระบบในไทย ที่ล่าสุดมีการสั่งจัดหาระยะที่๒ จำนวน ๖ระบบเพิ่มแล้ว
โดยทาง นย.ได้เริ่มการเจรจารายละเอียดความต้องการกับ ทบ.ไปแล้ว(เห็นว่านาวิกโยธินไทยต้องการปืนลำกล้อง 155mm/52cal) และจะมีการสั่งจัดหา ป.อจ.ที่ทำการประกอบในไทยในราวปีหน้า(2018)
กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือนั้นมีความต้องการจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรมานาน ตามความต้องการทางยุทธการและทดแทนระบบปืนใหญ่ที่เริ่มมีอายุการใช้งานมากและล้าสมัย
การที่ ศอว.ศอพท.และกองทัพบกจะดำเนินการประกอบปืนใหญ่อัตตาจรล้องยาง ATMG ภายใต้สิทธิบัตรจากอิสราเอลให้นาวิกโยธินกองทัพเรือนั้น นับว่าเป็นความก้าวหน้าในด้านความร่วมมือภายในเหล่าทัพและอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยอย่างมากครับ
แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากที่ว่าสื่อกระแสหลักของไทยได้รายงานข่าวการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรของกองทัพไทยในทำนองที่ว่า "ซื้ออาวุธมาอีกแล้ว จะไปรบกับใคร สิ้นเปลืองงบประมาณรัฐจากภาษีประชาชน"
อีกทั้งยังเติมข้อมูลเท็จเข้าไปเอง อย่างว่าจะซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศจาก Elbit อิสราเอลพร้อมกับปืนใหญ่ ทั้งๆที่ Elbit ไม่มีผลิตภัณฑ์ระบบป้องกันภัยทางอากาศโดยตรง และเป็นความร่วมมือในการถ่ายทอดวิทยาการเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยด้วย
ซึ่งจะเห็นได้จากรายงานการจัดหารถถังหลัก VT4 ในข้างต้นมาแล้วว่า สื่อกระแสหลักของไทยทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์นั้นมักจะนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มากเพียงพอ เพราะไม่มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองทำข่าวนั่นจริงๆ
และนั่นเป็นตอกย้ำถึงความไร้จรรยาบรรณและขาดความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนหลักของไทย ที่มุ่งขายข่าวฉาบฉวยเพื่อชี้นำประชาชนไปในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความจริงและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศครับ
Office of The Naval Attache, Office of the Defence and Air Attache of Royal Thai Embassy Beijing visited VN16 Amphibious Light Tank demonstration at NORINCO factory in Chongqing, China
ผชท.ทร.ไทย/ปักกิ่ง พร้อมด้วย ผชท.ทบ. และ ผชท.ทอ. ร่วมชมการสาธิต รถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ VN16 ของบริษัท Norinco ที่พื้นที่ทดสอบรถ นครฉงชิ่ง ระหว่าง 9 - 11 ม.ค.60
เรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกำลังรบของนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย คือการที่ผู้ช่วยทูตทหารเรือ พร้อมผู้ช่วยทูตทหารบก และผู้ช่วยทูตทหารอากาศ ประจำสถานทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้ชมการสาธิตของรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก NORINCO VN16 เมื่อ ๙-๑๑ มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า กองทัพเรือน่าจะมีความสนใจในรถถังเบารุ่นนี้ ซึ่งมีการสงออกให้นาวิกโยธินเวเนซุเอลาไปแล้ว
โดย ถ.เบา VN16 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก ZTD05 ที่นาวิกโยธินกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAMC: People's Liberation Army Navy Marine Corps) มีใช้งานเองก็เคยมาฝึกซ้อมรบในการฝึก Blue Strike 2016 ในไทยมาแล้ว
(ซึ่งในความเห็นของเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินไทยที่ร่วมการฝึกไม่ได้พอใจนัก ถ.เบา ZTD05 และรถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบก ZBD05 ที่จีนนำมาร่วมฝึก เนื่องจากรถมีปัญหาให้เห็นตั้งแต่เครื่องยนต์ดับก่อนสาธิตลงน้ำต้องเปลี่ยนคันใหม่ และปัญหาจุกจิกเล็กๆน้อยๆอื่นๆ)
โดยรถถังเบา ZTD05 ใช้พื้นฐานรถแคร่ฐานของรถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบก ZBD05 ซึ่ง ZBD05 จีนนั้นใช้แนวคิดการออกแบบจากรถเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกความเร็วสูง EFV(Expeditionary Fighting Vehicle) นาวิกโยธินสหรัฐฯที่ยกเลิกโครงการไปแล้ว
ถ.เบา ZTD05 ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก Type 63 และ Type 63A ที่จีนลอกแบบจากรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก PT-76 รัสเซีย ซึ่ง PT-76 มีประจำการในกองทัพประชาชนเวียดนามและเคยทำการรบในสงครามมาแล้ว(เช่นการปะทะชายแดนตะวันออกกับไทย)
ถ.เบา Type 63 มีประจำการในกองทัพบกพม่า ซึ่งกองทัพพม่ามีการนำมาใช้ฝึกร่วมกับเรือยกพลขึ้นบกบ่อยๆ ส่วน Type 63A ที่ปรับปรุงรูปทรงรถและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้แรงขึ้นวิ่งในน้ำได้เร็ว และมีป้อมปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm พร้อระบบควบคุมการยิงที่ทันสมัย
(จำได้ว่าจีนเคยเสนอรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก Type 63A ให้ไทยเมื่อ ๑๐กว่าปีก่อน แต่ตอนนั้นนาวิกโยธินไทยไม่มีงบประมาณพอจะจัดตั้งโครงการจัดหารถถังใหม่ได้ กองทัพเรือไทยเลยไม่ได้ให้ความสนใจ)
ASCOD Pizarro LT-105 Light Tank
รถถังเบาเป็นหนึ่งในความต้องการของ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธินมานาน ตั้งแต่โครงการจัดหารถถังเบา LT105 ASCOD ติดป้อมปืนใหญ่ 105mm สเปนที่ยกเลิกไปเนื่องจากปัญหาขาดแคลนงบประมาณจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997)
โดยเดิมทีเมื่อช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๔๑(1996-1998) พัน.ถ.นย.มีแผนจะจัดหา ถ.เบา ASCOD LT-105 จากสเปนจำนวน ๑๕คันสำหรับ ๑กองร้อยรถถัง ตั้งวงเงินไว้ที่คันละ $2-3 million รวมราว ๑,๐๕๐ล้านบาทในเวลานั้น
ซึ่งปัจจุบัน พัน.ถ.นย.ก็มีรถถังหลักแบบ ๓๐ Type 69-II หนึ่งหมวดรถถัง จำนวน ๕คันที่โอนมาจากจากกองทัพบกเท่านั้น ทำให้ ถ.เบา VN16 จึงดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในแง่ของสมรรถนะและจำนวนผู้ใช้งาน เมื่อเทียบกับรถถังเบาอื่นๆในตลาด
เช่น 2S25 Sprut-SD รัสเซียที่ยังไม่มีลูกค้าส่งออก รถรบทหารราบ K21 สาธารณรัฐเกาหลีติดป้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill XC-8 105mm/120mm เบลเยียม กับ CV90120 สวีเดนติดปืนใหญ่รถถัง 120mm ซึ่งต่างมีเพียงรถต้นแบบเท่านั้น
ฉะนั้นจึงเข้าใจว่าถ้านาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย จะตั้งโครงการจัดหารถถังใหม่ก็น่าจะเกิน ๑๕คัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพงบประมาณด้วยว่าจะมีได้รับมาหรือไม่ ที่เดิมเคยมีการตั้งไว้ราว ๒,๕๐๐ล้านบาท สำหรับ ๑กองร้อยรถถังนาวิกโยธินจำนวน ๑๕คันครับ
FAC-322 HTMS Vitiyakom, Ratcharit-class fast attack craft missile boat firing Exocet
การปรับปรุงกำลังรบของกองทัพเรือ จากรายงานแผนการปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ และชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ในอีกสิบปีข้างหน้า(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_19.html)นั้น
มีข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุดว่ากองทัพเรืออาจจะเร่งระยะเวลาในการปลดประจำการเรือ รจอ.ที่มีอยู่ทั้งสองชุดให้เร็วขึ้น ซึ่งมีการกล่าวว่า ร.ล.วิทยาคม ซึ่งเป็นเรือลำที่สองของเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ นั้นได้ถูกปลดประจำการแล้ว
โดยเรือ รจอ.ชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ทั้งสามลำคือ ร.ล.ราชฤทธิ์ 321, ร.ล.วิทยาคม 322 และ ร.ล.อุดมเดช 323 นั้นสร้างโดยอู่เรือ Cantiere Navale Breda อิตาลี เข้าประจำการช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๓(1979-1980) หรือ ๓๗-๓๘ปีแล้ว
เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีเช่นชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ นั้นเป็นเรือขนาดเล็กติดตั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนกำลังขับสูงทำให้มีมีความเร็วมาก และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet MM38 ฝรั่งเศส ๔นัด
นั่นทำให้เมื่อมีอายุการใช้งานมาขึ้นเรือก็มีสภาพทรุดโทรมเกินที่ซ่อมบำรุงให้งานต่อไปได้ ประกอบกับหลักนิยมในการใช้กำลังของกองเรือตรวจอ่าวนั้นถูกเปลี่ยนไปใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งแทน ทำให้เรือ รจอ.ที่ล้าสมัยและมีอายุการใช้งานมานานจำเป็นต้องปลดประจำการไปครับ
(สมัยจัดหาเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ จาก Cantiere Navale Breda อิตาลีนั้นมีการวิจารณ์จากนายทหารเรือที่ไปดูงานว่าอู่เรืออิตาลีมีปัญหาในการต่อเรือ แต่เรือเร็วโจมตีปืนชุด ร.ล.ชลบุรีที่ต่อโดยอิตาลีเช่นกันนั้นตัวเรือใหญ่กว่าทำให้มีปัญหาในการซ่อมบำรุงน้อยกว่า)
FAC-313 HTMS Soo Pirin, Prabbrorapak-class fast attack craft missile boat converted to fast attack craft gun boat
Marsun Shipyard's M58 Patrol Gun Boat Royal Thai Navy HTMS Laemsing class Model at Ship Tech III 2016(My Own Photo)
ด้านเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ทั้งสามลำคือ ร.ล.ปราบปรปักษ์ 311, ร.ล.หาญหักศัตรู 312 และ ร.ล.สู้ไพรินทร์ 313 สร้างโดยอู่เรือ Singapore Technologies Marine สิงค์โปร์ เข้าประจำการมาช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐(1976-1977) หรือ ๔๐-๔๑ปีแล้ว
ที่เดิมทีติดตั้งอาวุธปล่อยนำนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Gabriel อิสราเอล ๕นัด แต่เมื่ออาวุธปล่อยนำวิถี Gabriel หมดอายุการใช้งานก็ถอดแท่นยิงออกปรับเป็นเรือเร็วโจมตีปืนไปหลายสิบปีนั้น มีข้อมูลล่าสุดว่ามีแผนจะปลดประจำการลงภายในปีนี้(2017) หรือปีหน้า(2018)
ทั้งนี้กองเรือตรวจอ่าวกำลังพิจารณาอนาคตของการมีเรือ รจอ.ในอนาคต ซึ่งถ้าจะยังคงเรือแบบนี้ไว้อยู่ก็จะมีแบบเรือที่มองไว้เช่น เรือตรวจการณ์ปืนชุด ร.ล.แหลมสิงห์ (M58 Patrol Gun Boat)ของ Marsun ประเทศไทยที่ออกแบบให้ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-704 จีนได้ครับ
สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ ตามที่ได้รายงานไปอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านั้น
แม้ว่าจะมีการลงนามสัญญาจัดหาไปเมื่อ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html) และทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง.ได้แถลงถึงผลการตรวจสอบโครงการว่าไม่มีปัญหาอะไรไปแล้วก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่เป็นการรับประกันได้แต่อย่างใดว่าโครงการเรือดำน้ำจะประสบความสำเร็จได้เรือมาแน่จริงๆ เพราะจากอดีตที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ลงนามสัญญาไปแล้วก็ถูกยกเลิกในภายหลัง
หรือแม้แต่วางกระดูกงูเรือหรือปล่อยเรือลงน้ำไปแล้วก็ถูกปฏิเสธไม่รับมอบด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินการที่นาน ๖ปีนั้นนานพอที่จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปได้อีกมากจนไม่สามารถจะจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการได้จริง ก็ติดตามกันต่อไปครับ
Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)
สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ ตามที่ได้รายงานไปอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านั้น
แม้ว่าจะมีการลงนามสัญญาจัดหาไปเมื่อ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html) และทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง.ได้แถลงถึงผลการตรวจสอบโครงการว่าไม่มีปัญหาอะไรไปแล้วก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่เป็นการรับประกันได้แต่อย่างใดว่าโครงการเรือดำน้ำจะประสบความสำเร็จได้เรือมาแน่จริงๆ เพราะจากอดีตที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ลงนามสัญญาไปแล้วก็ถูกยกเลิกในภายหลัง
หรือแม้แต่วางกระดูกงูเรือหรือปล่อยเรือลงน้ำไปแล้วก็ถูกปฏิเสธไม่รับมอบด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินการที่นาน ๖ปีนั้นนานพอที่จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปได้อีกมากจนไม่สามารถจะจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการได้จริง ก็ติดตามกันต่อไปครับ
Korea Aerospace Industries T-50TH(FA-50) model at Defense & Security 2015(MY OWN PHOTO)
พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้โอวาทและแนะนำแนวทางการปฏิบัติแก่คณะนักบิน จำนวน ๖ คน ที่จะเดินทางไปเข้ารับการฝึกบิน T-50TH ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ ๒๑ พฤษภาคม - ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๐
โดยมี พลอากาศตรี ชานนท์ มุ่งธัญญา ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารอากาศ เป็นผู้นำคณะเข้ารับฟังโอวาท เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ
การดำเนินการข้างต้นเป็นไปตามโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น (ระยะที่ ๑) โดยจัดทำสัญญากับบริษัท Korea Aerospace Industries Limited (KAI) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๘ เพื่อจัดซื้อเครื่องบินแบบ T-50TH จำนวน ๔ เครื่อง
ซึ่งในสัญญากำหนดให้มีการฝึกอบรมนักบิน รวมจำนวน ๖ คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน และนักบินลองเครื่อง
สำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า KAI T-50TH ของกองทัพอากาศไทย ก็มีการส่งนายทหารนักบินชุดแรก ๖นาย เข้ารับการฝึกบินเปลี่ยนแบบที่สาธารณรัฐเกาหลีระหว่างวันที่ ๒๑ พฤษภาคม-๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017) แล้ว
ซึ่งนายทหารทั้ง ๖นายนี้จะเป็นนักบิน T-50TH ชุดแรกของกองทัพอากาศไทยที่จะเป็นครูการบินของนักบินรุ่นต่อไป ซึ่ง T-50TH กองทัพอากาศไทยก็คงจะมีการเปิดตัวเครื่องแรกจาก ๔เครื่องแรกในสายการผลิตในปีนี้ ก่อนจะส่งมอบได้ในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018)
ทั้งนี้ตามที่ที่ได้กองทัพอากาศไทยได้มีการลงนามสัญญาจัดหา KAI T-50TH ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) นั้น
คาดว่าโครงการจัดหา T-50TH ระยะที่๒ จำนวน ๘เครื่อง วงเงินประมาณ ๙,๐๐๐ล้านบาท น่าจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ โดยจะทำให้จำนวน T-50TH ที่จัดหากองทัพอากาศไทยรวมเป็น ๑๒เครื่องครับ
สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาลูกระเบิดร่อนนำวิถี (GBU-12)”
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาลูกระเบิดร่อนนำวิถี (GBU-12)” โดยมี พล.อ.อ.สุรศักดิ์ มีมณี ที่ปรึกษา สทป. เป็นประธานเปิดงาน
ผู้ร่วมสัมมนาฯ มีหน่วยงานภาครัฐ อาทิเช่น วท.กห., ยก.ทหาร, ยก.ทอ., ยก.ทบ., ศอว.ทอ., สถาบันการศึกษา และเครือข่ายความร่วมมือของ สทป. ให้ความสนใจเข้าร่วมงานเพื่อแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ท.สราวุธ กลิ่นพันธุ์ ผอ.ศวอ.ทอ. บรรยายประสบการณ์ จากการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับลูกระเบิดร่อนนำวิถี (GBU-12) ของกองทัพอากาศ
และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวิจัยพัฒนาลูกระเบิดร่อนนำวิถี (GBU-12) ในลำดับต่อไป ณ ห้องสยามปฐพีพิทักษ์ สทป. เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 60
F-16A 403rd Squadron carry GBU-12 with domestic Wing adaptor kit developed by Research And Development Centre For Space And Aeronautical Science And Technology, Royal Thai Air Force
โครงการพัฒนาลูกระเบิดนำวิถีร่อน โดย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ กองทัพอากาศ(ศูนย์วิทยาศาสตร์และพัฒนาระบบอาวุธ กองทัพอากาศ เดิม) นั้นเป็นโครงการที่มีการวิจับพัฒนามาตั้งแต่ราวปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๘(1997-2005) แล้ว
ซึ่งแนวคิดคือการติดตั้งชุดปีกบินเข้ากับระเบิดนำวิถี Laser แบบ GBU-12 ขนาด 500lbs เพื่อเพิ่มระยะยิงด้วยการร่อนเข้าสู่เป้าหมายได้ไกลขึ้น(เหมือระบบ Lockheed Martin Longshot สหรัฐฯ) โดยก็มีการทดสอบกับ F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๔๐๓ ไปแล้ว
ถ้าจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีความทันสมัยขึ้น ใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินโจมตีแบบอื่นเช่น Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ หรือ T-50TH ฝูงบิน๔๐๑ โดยสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากครับ
เรื่องสุดท้ายที่ขอกล่าวถึงเล็กน้อยคือเดี๋ยวนี้มีการทำ Clip เกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ความมั่นคงบน Youtube ในลักษณะ Clickbait คือตั้งหัวข้อชื่อเกินจริงล่อให้คนกดเข้าไปดู ที่มีเนื้อหาในตัว Clip ที่มั่วซั่วแต่งเติมเกินจริงและไร้ความน่าเชื่อถือ
ทุกวันนี้นอกจากสื่อไร้จรรยาบรรณบนหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ที่มีช่อง Youtube เป็นของตนเอง และกลุ่มก่อการร้ายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยความมั่นคงต่อสถาบันหลักของชาติอยู่แล้ว
ยังมีช่อง Youtube แย่ๆพวกนี้มาสร้าง Clip ไม่มีคุณภาพและหลอกคนเข้ามาดูได้เป็นหมื่นๆคน แถมช่อง Youtube พวกนี้ยังมีหน้ามาขอรับเงินบริจาคทำตัวอย่างกับขอทานเพื่อหาเงินเข้าตัวล้วนๆ มาเสริมทัพให้คนหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงอีกครับ
เรื่องสุดท้ายที่ขอกล่าวถึงเล็กน้อยคือเดี๋ยวนี้มีการทำ Clip เกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ความมั่นคงบน Youtube ในลักษณะ Clickbait คือตั้งหัวข้อชื่อเกินจริงล่อให้คนกดเข้าไปดู ที่มีเนื้อหาในตัว Clip ที่มั่วซั่วแต่งเติมเกินจริงและไร้ความน่าเชื่อถือ
ทุกวันนี้นอกจากสื่อไร้จรรยาบรรณบนหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ที่มีช่อง Youtube เป็นของตนเอง และกลุ่มก่อการร้ายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยความมั่นคงต่อสถาบันหลักของชาติอยู่แล้ว
ยังมีช่อง Youtube แย่ๆพวกนี้มาสร้าง Clip ไม่มีคุณภาพและหลอกคนเข้ามาดูได้เป็นหมื่นๆคน แถมช่อง Youtube พวกนี้ยังมีหน้ามาขอรับเงินบริจาคทำตัวอย่างกับขอทานเพื่อหาเงินเข้าตัวล้วนๆ มาเสริมทัพให้คนหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงอีกครับ
ป้ายกำกับ:
ATMG,
F-16,
FN SCAR,
KAI FA-50,
M58 Patrol Boat,
Marsun,
MBT-3000,
Military Industry of Thailand,
Oplot,
Royal Thai Air Force,
Royal Thai Army,
Royal Thai Marine Corps,
Royal Thai Navy,
S26T,
Submarine,
VN16,
VT4
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)













































