SSN-724 USS Louisville US Navy's Los Angeles class nuclear powered attack submarine joint anti-submarine exercise 'Guardian Sea 2019' with Royal Thai Navy in Andaman Sea during 7-11 April 2019.
Royal Thai Navy officer aboard visit US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's Sikorsky SH-60B Seahawk (S-70B) anti-submarine helicopter and US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's newest guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej, Naresuan-class guided missile frigate FFG-422 HTMS Taksin and Khamronsin class anti-submarine corvette FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
Formation of US Navy SSN-724 USS Louisville submarine and T-AO-200 USNS Guadalupe a Henry J. Kaiser-class underway replenishment oiler with Royal Thai Navy FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej FFG-422 HTMS Taksin and FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
กระชับความสัมพันธ์ ทร.ไทย-สหรัฐ ใน การฝึกผสม Guardian sea 2019
การฝึกผสม Guardian sea 2019 เป็นการฝึกแบบทวิภาคี ระหว่าง กองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เป็นการฝึกการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเรือ และอากาศยานในการปราบเรือดำน้ำ
เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระหว่าง กองทัพเรือทั้งสองประเทศ ตั้งแต่การฝึกทักษะของเจ้าหน้าที่ทำงาน ไปจนถึงการปฏิบัติและการวางแผนของฝ่ายอำนวยการในการค้นหา ตรวจจับ และต่อตีเรือดำน้ำ
ซึ่งโอกาสที่จะฝึกกับเรือดำน้ำจริงนั้นหาได้ยาก ครั้งนี้จึงจึงถือเป็นประโยชน์ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติงานกับเรือดำน้ำที่จะเข้ามาประจำการในประเทศไทยในวันข้างหน้า
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้นด้วย
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603508166343351
ประมวลภาพการฝึกผสม Guardian Sea 2019ในทะเล ระหว่างกองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐฯ
วันนี้ 9 เม.ย.62 กำลังทางเรือ ทร.ไทย ประกอบด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B กำลังทางเรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย เรือส่งกำลังบำรุง และเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ทำการฝึกการปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่ง สิ่ง ของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุงสหรัฐฯ ในพื้นที่น่านน้ำทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603858272975007
SUB RIDER
หนึ่งในภารกิจการฝึกร่วม Guardian Sea 19 คือการเเลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างนายทหารเรือของทั้งสองประเทศ เพื่อเเสดงออกถึงความเป็นมิตร เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานบนเรือของกันเเละกัน
จากนั้นจะมีการส่งนายทหารสังเกตุการณ์ฝึก(SUB RIDER) ของ ทร.ไทย ลงเรือดำน้ำของ ทร.อเมริกา เพื่อร่วมเดินทางในระหว่างที่ทำการฝึกร่วมกัน ถือว่าเป็นโอกาศที่ดีในการได้ร่วมสังเกตุการณ์ เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานจริงบนเรือดำน้ำ
อันจะทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการทำงานบนเรือดำน้ำของ ทร. ไทย ซึ่งจะเข้าประจำการในอีกไม่นานนี้ โดยการฝึก Guardian Sea 19 จะมีการฝึกระหว่าง 9 - 11 เม.ย.62 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2604216009605900
Clip: การฝึกผสม Guardian Sea 2019 ในทะเล เริ่มขึ้นแล้ว ในวันที่ 9 เม.ย.62 เวลา 0730
เรือ ทร.ไทย ประกอบไปด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B เรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย เรือส่งกำลังบำรุง USNS GUADALUPE T-AO 200 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ USS LOUISVILLE SSN 724
ทำการฝึก ปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่งสิ่งของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุง และการฝึกอื่นๆ ระหว่างวันที่ 9 – 11 เม.ย.62
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/videos/346041286031908/
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯในทะเลอันดามันระหว่างวันที่ ๗-๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นการฝึกการปราบเรือดำน้ำเป็นหัวข้อหลักที่ได้จัดการฝึกมาเป็นปีที่๘ แล้ว นับตั้งแตการฝึกครั้งแรก Guadian Sea 2012 ในปี พ.ศ.๒๕๕๕
การฝึก Guadian Sea 2019 นี้เป็นครั้งแรกที่เรือฟริเกตสมรรถถูกชุดใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือไทยคือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าร่วมการฝึกปราบเรือดำน้ำจริงนับตั้งแต่เข้าประจำการใน กองเรือฟริเกตที่๑ กองเรือยุทธการ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/blog-post_7.html)
โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเมษายน ๒๕๖๒ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เข้าร่วมการฝึกภาคทะเลอย่างต่อเนื่องมาตลอด ทั้งการฝึกหลักสูตรยุทธวิธีเรือผิวน้ำ(Surface warfare 2019) และการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๒ ร่วมกับหมู่เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศร
กำลังของกองทัพเรือไทยนอกจาก ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ยังมีเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวรคือ เรือหลวงตากสิน และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด เรือหลวงคำรณสินธุ คือเรือหลวงล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk กองการบินทหารเรือ
กำลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ประกอบด้วยเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles คือ SSN-724 USS Louisville ความยาวเรือ 206m ระวางขับน้ำ 9,500tons และเรือส่งกำลังบำรุงชั้น Henry J. Kaiser คือ T-AO-200 USNS Guadalupe
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 เป็นกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่ากองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญต่อสงครามปราบเรือดำน้ำในภูมิภาค ASEAN และเป็นการฝึกเพื่อทดสอบสมรรถนะของระบบปราบเรือดำน้ำที่ทันสมัยของเรือฟริเกตใหม่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ด้วยครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Los Angeles class แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Los Angeles class แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562
วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560
กองทัพเรือสหรัฐฯและกองทัพเรือไทยร่วมฝึกผสม CARAT 2017 และ Guardian Sea 2017
USN further enhances military engagements in Asia Pacific at 'CARAT' 2017
USS Sterett in an exercise with of RSS Intrepid, HTMS Naresuan, and USS Coronado at 'CARAT' 2017. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/70920/usn-further-enhances-military-engagements-in-asia-pacific-at-carat-2017
US Navy SSN-722 USS Key West and DDG-104 USS Sterett with Royal Thai Navy FFG-421 HTMS Naresuan and FS-533 HTMS Longlom during Guardian Sea 2017
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1538777196173631
Royal Australian Navy FFH 155 HMAS Ballarat and Royal Thai Navy FSG-442 HTMS Sukhothai during Passex of AUSTHAI 2017
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1348918068479417
พาชมเรือรบเทคโนโลยีล่องหน USS Coronado Combat ship ชมความทันสมัยในการออกแบบพร้อมเขี้ยวเล็บสำคัญที่ติดตั้งบนเรือ ในโอกาสที่เรือลำนี้ได้มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเข้าร่วมการฝึก CARAT 2017
ตามนโยบายการเพิ่มการกระชับความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ได้ร่วมการดำเนินชุดการฝึกทางเรือ Cooperation Afloat Readiness and Training(CARAT) รูปแบบใหม่
โดยรวมการฝึกพหุภาคีทำให้การฝึกมีความซับซ้อนมากขึ้น การฝึกผสมทางเรือ CARAT 2017 ที่เป็นปีที่ 23แล้วนั้น เป็นครั้งแรกที่มีการฝึกร่วมผสมในระดับพหุภาคีระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ และกองทัพเรือไทย
การฝึก CARAT 2017 ที่ทะเลจีนใต้เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Arleigh burke คือ DDG-104 USS Sterett และเรือ Littoral Combat Ship ชั้น Independence คือ LCS-4 USS Coronado
ร่วมการฝึกกับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Formidable คือ RSS Intrepid(69) และกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.นเรศวร คือ ร.ล.นเรศวร
การฝึก CARAT 2017 ในขั้นพหุภาคีได้ร่วมการฝึกการปฏิบัติการบินร่วม และการจัดกระบวนเรือทางยุทธวิธีระดับกองเรือ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการ่วมกันในภารกิจการรักษาความปลอดภัยร่วมของกองทัพเรือทั้งสามประเทศ
ตามที่ นาวาโท Doug Meagher ผู้บังคับการเรือ USS Coronado กล่าวแถลง การฝึก CARAT 2017 ได้เข้าสู่การฝึกระดับทวิภาคีปกติกับกองทัพเรือไทย ที่มีกำหนดการฝึกเป็นเวลาแปดวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๖ มิถุนายน ที่บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย
แต่กองทัพเรือสหรัฐฯยังไม่ได้ตัดการฝึกทวิภาคีมากกว่านี้สำหรับชุดการการฝึกซ้อมที่มีอยู่ "นั่นอาจจะมีขั้นอื่นของการฝึก CARAT อีกที่จะพัฒนาไปสู่การฝึกแลกเปลี่ยนระดับพหุภาคี หรือรวมกับชาติอื่นในฐานะผู้สังเกตการณ์ในขั้นระดับทวิภาคี"
นาวาตรี Arlo Abrahamson นายทหารประชาสัมพันธ์ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามนี้กับ Jane's
ก่อนหน้าในวันที่ ๒๒-๒๗ พฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles SSN-722 USS Key West และเรือพิฆาต DDG-104 USS Sterett
ร่วมกับกองทัพเรือไทยที่ส่งเรือฟริเกต ร.ล.นเรศวร และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด ร.ล.คำรณสินธุ คือ ร.ล.ล่องลม ในการฝึก Guardian Sea 2017 ที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน
และในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปี คือ ร.ล.คีรีรัฐ และเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ คือ ร.ล.สุโขทัย
ร่วมกับเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Anzac คือ FFH 155 HMAS Ballarat กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ในการฝึกผสม AUSTHAI 2017 ครับ
USS Sterett in an exercise with of RSS Intrepid, HTMS Naresuan, and USS Coronado at 'CARAT' 2017. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/70920/usn-further-enhances-military-engagements-in-asia-pacific-at-carat-2017
US Navy SSN-722 USS Key West and DDG-104 USS Sterett with Royal Thai Navy FFG-421 HTMS Naresuan and FS-533 HTMS Longlom during Guardian Sea 2017
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1538777196173631
Royal Australian Navy FFH 155 HMAS Ballarat and Royal Thai Navy FSG-442 HTMS Sukhothai during Passex of AUSTHAI 2017
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1348918068479417
ตามนโยบายการเพิ่มการกระชับความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ได้ร่วมการดำเนินชุดการฝึกทางเรือ Cooperation Afloat Readiness and Training(CARAT) รูปแบบใหม่
โดยรวมการฝึกพหุภาคีทำให้การฝึกมีความซับซ้อนมากขึ้น การฝึกผสมทางเรือ CARAT 2017 ที่เป็นปีที่ 23แล้วนั้น เป็นครั้งแรกที่มีการฝึกร่วมผสมในระดับพหุภาคีระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ และกองทัพเรือไทย
การฝึก CARAT 2017 ที่ทะเลจีนใต้เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Arleigh burke คือ DDG-104 USS Sterett และเรือ Littoral Combat Ship ชั้น Independence คือ LCS-4 USS Coronado
ร่วมการฝึกกับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Formidable คือ RSS Intrepid(69) และกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)ที่ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.นเรศวร คือ ร.ล.นเรศวร
การฝึก CARAT 2017 ในขั้นพหุภาคีได้ร่วมการฝึกการปฏิบัติการบินร่วม และการจัดกระบวนเรือทางยุทธวิธีระดับกองเรือ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการ่วมกันในภารกิจการรักษาความปลอดภัยร่วมของกองทัพเรือทั้งสามประเทศ
ตามที่ นาวาโท Doug Meagher ผู้บังคับการเรือ USS Coronado กล่าวแถลง การฝึก CARAT 2017 ได้เข้าสู่การฝึกระดับทวิภาคีปกติกับกองทัพเรือไทย ที่มีกำหนดการฝึกเป็นเวลาแปดวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๖ มิถุนายน ที่บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย
แต่กองทัพเรือสหรัฐฯยังไม่ได้ตัดการฝึกทวิภาคีมากกว่านี้สำหรับชุดการการฝึกซ้อมที่มีอยู่ "นั่นอาจจะมีขั้นอื่นของการฝึก CARAT อีกที่จะพัฒนาไปสู่การฝึกแลกเปลี่ยนระดับพหุภาคี หรือรวมกับชาติอื่นในฐานะผู้สังเกตการณ์ในขั้นระดับทวิภาคี"
นาวาตรี Arlo Abrahamson นายทหารประชาสัมพันธ์ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามนี้กับ Jane's
ก่อนหน้าในวันที่ ๒๒-๒๗ พฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐฯได้ส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles SSN-722 USS Key West และเรือพิฆาต DDG-104 USS Sterett
ร่วมกับกองทัพเรือไทยที่ส่งเรือฟริเกต ร.ล.นเรศวร และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด ร.ล.คำรณสินธุ คือ ร.ล.ล่องลม ในการฝึก Guardian Sea 2017 ที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน
และในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปี คือ ร.ล.คีรีรัฐ และเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ คือ ร.ล.สุโขทัย
ร่วมกับเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Anzac คือ FFH 155 HMAS Ballarat กองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) ในการฝึกผสม AUSTHAI 2017 ครับ
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๐-๔
Thai Cabinet gives go-ahead for submarine procurement
Thailand’s Cabinet has given formal approval for the Royal Thai Navy (RTN) to procure the first of three S26T diesel-electric submarines from China, the government announced on 24 April.
http://www.janes.com/article/69821/thai-cabinet-gives-go-ahead-for-submarine-procurement
ความเคลื่อนไหวที่สำคัญในโครงการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมาดูเหมือนมีเรื่องหลักเดียวคือโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนของกองทัพเรือไทย
ที่มีรายงานว่าผ่านการเสนอเข้าวาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายนแล้ว และมีการนำกลับไปให้กองทัพเรือพิจารณาการลงนามสัญญากับทางจีนต่อไปในอนาคต
มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีประชุมหารือกับคณะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับทางไทยในอนาคตเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแบบรัฐต่อรัฐ ถ้ามีรายงานข่าวว่าผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ณะ อารีนิจ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในราวเดือนพฤษภาคมนี้
และถ้ามีการลงนามสัญญาจัดหาจริงแล้วเมื่อไร จึงจะถือได้เสียทีว่าโครงการเรือดำน้ำกองทัพเรือไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ขาดหายไปถึง ๖๖ปี(พ.ศ.๒๔๙๔-๒๕๖๐ 1951-2017) ได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่อาจจะสามารถประสบความสำเร็จจริงๆได้เสียที
แต่ก็น่าเสียดายที่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการเรือดำน้ำได้ถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีใส่ร้ายกองทัพเรือโดยผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ทั้งการเผยแพร่เอกสารนำเสนอแบบเรือของ CSOC และรายอื่นๆ ซึ่งเป็นเอกสารที่เสนอในช่วงการพิจารณาแบบเรือในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015)
ที่ถูกนำไปขยายผลโดยผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติโดยการนำเสนอเนื้อหาในตัวเอกสารที่ไม่ครบถ้วน แล้วเติมข้อมูลความเห็นส่วนที่เป็นประโยชน์กับตนเอง พร้อมโจมตีว่ากองทัพเรือโกหกหลอกประชาชนด้วยความเท็จ โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงในความต้องการชี้นำสังคมไปในทางที่ตนต้องการ
เช่น บอกว่าทะเลไทยตื้นน้ำใส การที่กองทัพเรือบอกว่าเรือดำน้ำดำลงไปใต้ทะเลลึก 5m 10m 15m แล้วมองไม่เห็น เรือดำน้ำไม่สามารถถูกดาวเทียมสอดแนมตรวจจับได้ง่าย รวมถึงชั้นอุณหภูมิใต้ทะเล(Thermal Layer, thermocline) ล้วนเป็นเรื่องโกหกที่หาข้อมูลจริงได้จาก Google
จนถึงเศรษฐกิจตอนนี้ก็แย่เราจะไปรบกับใครเดี๋ยวนี้เขาไม่รบกันแล้ว และการแอบอ้างพระราชดำรัสซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง(ระหว่างกองทัพเรือ กับกลุ่มกระบวนการหวังผลแอบแฝงดังกล่าว ใครกันแน่ที่โกหก? ก็ไม่อาจทราบได้เพราะเราไม่ได้อยู่ในวงความขัดแย้งนี้โดยตรง)
อย่างไรก็ตามในอีกแง่ที่มีเอกสารข้อมูลเรือซึ่งคงจะมีแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในกองทัพเรือเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้รับและเข้าถึงได้เผยแพร่ออกมานั้น ก็ยังแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือบางส่วนเองที่ต่อต้านโครงการเรือดำน้ำอยู่
ซึ่งก็ถึงแนวร่วมที่เดิมเคยสนับสนุนโครงการเรือดำน้ำในอดีตที่ไม่ประสบความสำเร็จเช่น A19 ใหม่สวีเดน ๒ลำวงเงิน ๑๗,๐๐๐ล้านบาท ช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๗-๒๕๓๙(1994-1996) หรือ U206A มือสองเยอรมนี ๔ลำ+อะไหล่๒ลำ วงเงิน ๗,๗๐๐ล้านบาท ช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕(2010-2012)
เพื่อต่อต้าน S26T ที่ถูกมองว่าเป็นการจัดหาที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะปฏิบัติงานกับเรือในอนาคตที่ไม่ได้เป็นผู้เลือกแบบเรือที่แท้จริงแล้ว ก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านเรือดำน้ำเพื่อต่อต้านเรือดำน้ำจีนไปด้วย
ทำให้ส่วนตัวมีความเห็นว่า จุดประสงค์แท้จริงของการกระทำดังกล่าวของบางกลุ่ม ไม่ได้เพื่อเป็นการคัดค้านความไม่ถูกต้องโปร่งใสของโครงการจัดหา หรือข้อกังขาในแง่สมรรถนะของตัวเรือ แต่เพื่อต้องการไม่ให้กองทัพเรือมีเรือดำน้ำไม่ว่าจะแบบอะไรจากประเทศอะไรเลยแม้แต่ลำเดียวตลอดไปเสียมากกว่า
นั่นทำให้แม้ว่าวาระเรือโครงการจัดหาเรือดำน้ำจะผ่าน ครม.แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันได้ว่าจะไม่อุปสรรคอันใดมาขัดขวางโครงการไม่ให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนเช่นในอดีตหลายครั้งอีก
เพราะโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่๑ วงเงิน๑๓,๕๐๐ล้านบาทนั้นใช้เวลาดำเนินงาน ๖ ปี โดยครบทั้ง ๓ลำ ๓๖,๐๐๐ล้านบาทจะใช้เวลาดำเนินการรวม ๑๑ปี ซึ่งเป็นเวลาที่นานพอจะมีเหตุการณ์อะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกมาก
โดยก็มีการชี้แจงจากทางรองนายกรัฐมนตรี นาย วิษณุ เครืองาม ว่าหลังการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลใหม่สามารถที่จะพิจารณายกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากจีนของกองทัพเรือไทยได้
แม้ว่าจะเป็นหลังที่กองทัพเรือไทยมีการลงนามสัญญาจัดหาเรือดำน้ำกับจีนแล้วก็ตาม ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลานั้น และนั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
เรื่องการใช้เรือดำน้ำในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันนั้นก็เคยมีการกล่าวถึงมาบ้างแล้ว เช่นการที่กองทัพเรือสหรัฐฯส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ร่วมการฝึกในอ่าวไทยและในช่วง ๕-๑๐ปีมานี้
เช่น Subpassex 2013 ในอ่าวไทย (http://aagth1.blogspot.com/2015/04/los-angeles.html) และ Guardian Sea 2016 ในฝั่งอันดามัน (http://aagth1.blogspot.com/2016/05/guardian-sea-2016.html)
ซึ่งกองทัพเรือไทยยังขาดองค์ความรู้ด้านสงครามเรือดำน้ำ(Submarine Warfare) อีกมากเพราะยังไม่มีเรือดำน้ำประจำการเป็นของตนเอง การฝึกต้องรอให้มิตรประเทศส่งเรือดำน้ำมาร่วมฝึกตลอด
ทั้งนี้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบ(Conventional Diesel-Electric Submarine) ในปัจจุบันเป็นเรือดำน้ำโจมตี(Attack Submarine) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการต่อสู้กับเรือดำน้ำด้วยกัน, โจมตีเรือผิวน้ำ และวางทุ่นระเบิด
ดังนั้นข้อมูลที่ว่าเรือดำน้ำรัสเซียอย่าง Project 636 Improved Kilo หรือเรือดำน้ำจีนคือ Type 039B Yuan ที่เป็นแบบพื้นฐานของ S26T ที่จะส่งออกให้ไทยนั้นยิงได้แต่เรือผิวน้ำใช้โจมตีเรือดำน้ำด้วยกันไม่ได้นั้นจึงไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง
ที่ผ่านมาโดยส่วนตัวได้พยายามเผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบทาง Technic ที่เป็นจริงตามหลักวิชาการที่ปราศจากอคติส่วนตัวให้ได้มากที่สุด โดยจะพยายามไม่กล่าวถึงในประเด็นปัญหาภายในและระหว่างประเทศ หรือกล่าวในเชิงการโจมตีตัวบุคคล
Thailand’s Cabinet has given formal approval for the Royal Thai Navy (RTN) to procure the first of three S26T diesel-electric submarines from China, the government announced on 24 April.
http://www.janes.com/article/69821/thai-cabinet-gives-go-ahead-for-submarine-procurement
Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)
ความเคลื่อนไหวที่สำคัญในโครงการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมาดูเหมือนมีเรื่องหลักเดียวคือโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนของกองทัพเรือไทย
ที่มีรายงานว่าผ่านการเสนอเข้าวาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายนแล้ว และมีการนำกลับไปให้กองทัพเรือพิจารณาการลงนามสัญญากับทางจีนต่อไปในอนาคต
มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีประชุมหารือกับคณะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับทางไทยในอนาคตเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแบบรัฐต่อรัฐ ถ้ามีรายงานข่าวว่าผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ณะ อารีนิจ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในราวเดือนพฤษภาคมนี้
และถ้ามีการลงนามสัญญาจัดหาจริงแล้วเมื่อไร จึงจะถือได้เสียทีว่าโครงการเรือดำน้ำกองทัพเรือไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ขาดหายไปถึง ๖๖ปี(พ.ศ.๒๔๙๔-๒๕๖๐ 1951-2017) ได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่อาจจะสามารถประสบความสำเร็จจริงๆได้เสียที
แต่ก็น่าเสียดายที่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการเรือดำน้ำได้ถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีใส่ร้ายกองทัพเรือโดยผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ทั้งการเผยแพร่เอกสารนำเสนอแบบเรือของ CSOC และรายอื่นๆ ซึ่งเป็นเอกสารที่เสนอในช่วงการพิจารณาแบบเรือในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015)
ที่ถูกนำไปขยายผลโดยผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติโดยการนำเสนอเนื้อหาในตัวเอกสารที่ไม่ครบถ้วน แล้วเติมข้อมูลความเห็นส่วนที่เป็นประโยชน์กับตนเอง พร้อมโจมตีว่ากองทัพเรือโกหกหลอกประชาชนด้วยความเท็จ โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงในความต้องการชี้นำสังคมไปในทางที่ตนต้องการ
เช่น บอกว่าทะเลไทยตื้นน้ำใส การที่กองทัพเรือบอกว่าเรือดำน้ำดำลงไปใต้ทะเลลึก 5m 10m 15m แล้วมองไม่เห็น เรือดำน้ำไม่สามารถถูกดาวเทียมสอดแนมตรวจจับได้ง่าย รวมถึงชั้นอุณหภูมิใต้ทะเล(Thermal Layer, thermocline) ล้วนเป็นเรื่องโกหกที่หาข้อมูลจริงได้จาก Google
จนถึงเศรษฐกิจตอนนี้ก็แย่เราจะไปรบกับใครเดี๋ยวนี้เขาไม่รบกันแล้ว และการแอบอ้างพระราชดำรัสซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง(ระหว่างกองทัพเรือ กับกลุ่มกระบวนการหวังผลแอบแฝงดังกล่าว ใครกันแน่ที่โกหก? ก็ไม่อาจทราบได้เพราะเราไม่ได้อยู่ในวงความขัดแย้งนี้โดยตรง)
อย่างไรก็ตามในอีกแง่ที่มีเอกสารข้อมูลเรือซึ่งคงจะมีแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในกองทัพเรือเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้รับและเข้าถึงได้เผยแพร่ออกมานั้น ก็ยังแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือบางส่วนเองที่ต่อต้านโครงการเรือดำน้ำอยู่
ซึ่งก็ถึงแนวร่วมที่เดิมเคยสนับสนุนโครงการเรือดำน้ำในอดีตที่ไม่ประสบความสำเร็จเช่น A19 ใหม่สวีเดน ๒ลำวงเงิน ๑๗,๐๐๐ล้านบาท ช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๗-๒๕๓๙(1994-1996) หรือ U206A มือสองเยอรมนี ๔ลำ+อะไหล่๒ลำ วงเงิน ๗,๗๐๐ล้านบาท ช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕(2010-2012)
เพื่อต่อต้าน S26T ที่ถูกมองว่าเป็นการจัดหาที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะปฏิบัติงานกับเรือในอนาคตที่ไม่ได้เป็นผู้เลือกแบบเรือที่แท้จริงแล้ว ก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านเรือดำน้ำเพื่อต่อต้านเรือดำน้ำจีนไปด้วย
ทำให้ส่วนตัวมีความเห็นว่า จุดประสงค์แท้จริงของการกระทำดังกล่าวของบางกลุ่ม ไม่ได้เพื่อเป็นการคัดค้านความไม่ถูกต้องโปร่งใสของโครงการจัดหา หรือข้อกังขาในแง่สมรรถนะของตัวเรือ แต่เพื่อต้องการไม่ให้กองทัพเรือมีเรือดำน้ำไม่ว่าจะแบบอะไรจากประเทศอะไรเลยแม้แต่ลำเดียวตลอดไปเสียมากกว่า
นั่นทำให้แม้ว่าวาระเรือโครงการจัดหาเรือดำน้ำจะผ่าน ครม.แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันได้ว่าจะไม่อุปสรรคอันใดมาขัดขวางโครงการไม่ให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนเช่นในอดีตหลายครั้งอีก
เพราะโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่๑ วงเงิน๑๓,๕๐๐ล้านบาทนั้นใช้เวลาดำเนินงาน ๖ ปี โดยครบทั้ง ๓ลำ ๓๖,๐๐๐ล้านบาทจะใช้เวลาดำเนินการรวม ๑๑ปี ซึ่งเป็นเวลาที่นานพอจะมีเหตุการณ์อะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกมาก
โดยก็มีการชี้แจงจากทางรองนายกรัฐมนตรี นาย วิษณุ เครืองาม ว่าหลังการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลใหม่สามารถที่จะพิจารณายกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากจีนของกองทัพเรือไทยได้
แม้ว่าจะเป็นหลังที่กองทัพเรือไทยมีการลงนามสัญญาจัดหาเรือดำน้ำกับจีนแล้วก็ตาม ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลานั้น และนั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
SSN-706 USS Albuquerque dive to Periscope Depth(63feet = 19m) in Subpassex 2013 Exercise at Gulf of Thailand
เรื่องการใช้เรือดำน้ำในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันนั้นก็เคยมีการกล่าวถึงมาบ้างแล้ว เช่นการที่กองทัพเรือสหรัฐฯส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ร่วมการฝึกในอ่าวไทยและในช่วง ๕-๑๐ปีมานี้
เช่น Subpassex 2013 ในอ่าวไทย (http://aagth1.blogspot.com/2015/04/los-angeles.html) และ Guardian Sea 2016 ในฝั่งอันดามัน (http://aagth1.blogspot.com/2016/05/guardian-sea-2016.html)
ซึ่งกองทัพเรือไทยยังขาดองค์ความรู้ด้านสงครามเรือดำน้ำ(Submarine Warfare) อีกมากเพราะยังไม่มีเรือดำน้ำประจำการเป็นของตนเอง การฝึกต้องรอให้มิตรประเทศส่งเรือดำน้ำมาร่วมฝึกตลอด
ทั้งนี้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบ(Conventional Diesel-Electric Submarine) ในปัจจุบันเป็นเรือดำน้ำโจมตี(Attack Submarine) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการต่อสู้กับเรือดำน้ำด้วยกัน, โจมตีเรือผิวน้ำ และวางทุ่นระเบิด
ดังนั้นข้อมูลที่ว่าเรือดำน้ำรัสเซียอย่าง Project 636 Improved Kilo หรือเรือดำน้ำจีนคือ Type 039B Yuan ที่เป็นแบบพื้นฐานของ S26T ที่จะส่งออกให้ไทยนั้นยิงได้แต่เรือผิวน้ำใช้โจมตีเรือดำน้ำด้วยกันไม่ได้นั้นจึงไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง
ที่ผ่านมาโดยส่วนตัวได้พยายามเผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบทาง Technic ที่เป็นจริงตามหลักวิชาการที่ปราศจากอคติส่วนตัวให้ได้มากที่สุด โดยจะพยายามไม่กล่าวถึงในประเด็นปัญหาภายในและระหว่างประเทศ หรือกล่าวในเชิงการโจมตีตัวบุคคล
S.C.S Dangerous Waters เป็น Combat Naval Simulation game จำลองสงครามทางเรือที่ออกมาตั้งแต่ปี 2005
ซึ่ง Clip ข้างต้นนี้เป็นการเล่นภารกิจเรือดำน้ำชั้น Kilo ที่ปฏิบัติการในเขตตื้นพรมแดนญี่ปุ่น-รัสเซียแถบทะเลญี่ปุ่นทางตอนเหนือของเกาะ Hokkaido หมู่เกาะ Kuril และเกาะ Sakhalin ที่จะเห็นได้ว่าพื้นที่ปฏิบัติการหลักมีความลึกที่ระหว่าง 20-50m เท่านั้น
เป็นภารกิจพื้นฐานของเรือดำน้ำคือจมเรือสินค้าข้าศึกที่คุ้มกันโดยเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ๒ลำ ใน Clip จะเป็นการใช้ทั้ง Torpedo ต่อต้านเรือผิวน้ำ และทุ่นระเบิดเป็นกับดัก
สำหรับผมเองที่เคยได้เล่นในภารกิจนี้นั้นจะคล้ายๆ Clip ในช่วงต้นคือทำการพิสูจน์ทราบระบุเป้าหมายเรือสินค้าและเรือฟริเกต OPH ข้าศึกด้วย ESM(Electronic Support Measures) และกล้องตาเรือ(Periscope) ด้วยความเร็วเงียบ 4-5knot ดำลึกที่ที่ระดับกล้องตาเรือ 19m
เมื่อข้อมูลในสถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่(Target Motion Analysis) พร้อมก็ป้อนข้อมูลเป้าให้ Torpedo ต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ 53-65KE ๒นัดแรกตั้งค่าระดับความลึกโจมตีกระดูกงูเรือจัดการเป้าหมายภารกิจเรือสินค้า
ตามด้วยป้อนข้อมูลให้ 53-65 อีก๒นัดยิงครั้งที่สองจัดการเรือฟริเกตข้าศึก ๒ลำ (ที่จริงในบรรยายสรุปภารกิจระบุว่าไม่จำเป็นต้องจมเรือฟริเกต แต่ตัดสินใจว่าจมดีกว่า จะได้ไม่โดนล่าจากทั้งเรือฟริเกตและเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ SH-60 ของเรือ)
จากนั้นก็ปล่อยเป้าลวง Active Decoy ดำด้วยความเร็วสูงสุดหนี จากนั้น Torpedo ทั้ง ๔นัดก็ทำงานตามที่ตั้งค่าไว้ เรือสินค้าและเรือฟริเกตข้าศึกทั้ง ๔ลำ จมหมด ภารกิจสำเร็จเดินเรือต่อไปจุดถอนตัวเป็นอันจบ game
บางท่านอาจจะบอกได้ว่า "นี่มันก็แค่เกม" แต่ Sonalysts Combat Simulations ผู้พัฒนา Game นี้เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมฝึกสอนในสถาบันการศึกษาของกองทัพเรือสหรัฐ อย่างโรงเรือนายเรือ Annapolis เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็น Game สำหรับพลเรือนแต่ความสมจริงก็นับว่าสูงมาก
ซึ่งนักเรียนนายร้อยสหรัฐฯที่เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก West Point, โรงเรือนายเรือ Annapolis และโรงเรียนนายเรืออากาศ Colorado Springs ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นไป
ที่ตอนนี้ก็จบออกมาเป็นนายทหารหลักของกองทัพสหรัฐฯกันแล้วคงจะเป็นคนรุ่นที่จำโลกที่ไม่มี Computer, Internet และ Electronic Game ไม่ได้แล้ว ซึ่งนายทหารรุ่นใหม่ของกองทัพไทยก็เช่นกันครับ
เอาเกมส์ มาประยุกต์ใช้ในการฝึก
ทีมงานยุทธการและสื่อสาร ร.ล.แหลมสิงห์ ฝึกการตราทางเป้าผิวน้ำและอากาศยาน (ASUW&AAW Polt Exercise) โดยการนำเกมส์ "Dangerous Water" มาใช้เพื่อจำลองสถานการณ์
โดยผู้ควบคุมการฝึก ใช้ Mission Editor ในเกมส์สมมุติสถานการณ์ เรือปฏิบัติการในพื้นที่บริเวณ เกาะช้าง (ซึ่ง ร.ล.แหลมสิงห์ จะเข้าปฏิบัติราชการในห้วง เม.ย.-ก.ค.60)
ผลการปฏิบัติพบว่า เกมส์ "Dangerous Water" สามารถช่วยสนการสร้างสถานการณ์ฝึกทีมงานศูนย์ยุทธการได้เป็นอย่างดี ทำให้การพล๊อตต่างๆ มีความสมจริงมากขึ้นนั่นเอง
ไพริพินาศ Let them sink by us
By Admin ต้นปืน561
https://www.facebook.com/Laemsing561/posts/305521833206339
ตามที่ พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเรื่องความจำเป็นของโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไปนั้น
แม้จะมีข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดบางส่วนคือชื่อเรือดำน้ำชุด ร.ล.มัจฉาณุ ที่เป็นเรือดำน้ำชุดแรกของของกองทัพเรือไทยที่สร้างโดยญี่ปุ่นที่ประกอบด้วย เรือหลวงมัจฉาณุ(ลำที่๒), เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล
(ไม่มีเรือชื่อ ร.ล.สุดสาคร ซึ่งทางท่านโฆษกกองทัพเรือก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับข้อผิดพลาดในเรื่องนี้แล้ว โดยครูจุมพลท่านก็ยอมรับว่าเป็นความผิดตนเองเพราะตนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์
แต่ปัญหาในการให้ข้อมูลของกองทัพเรือจริงๆคือ นักข่าวอาชีพที่ทำงานในสื่อกระแสหลักมักจะตั้งธงไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่าจะเสนอข่าวออกมาแบบไหน ก่อนจะตั้งคำถามกับแหล่งข่าวแล้ว)
ประเด็นสำคัญที่โฆษกกองทัพเรือท่านให้สัมภาษณ์สื่อคือ "เรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงลับและเชิงรุก-รับ" (ล.ลับ กับ ร.รับ และ ร.รุก) แต่สิ่งที่กองทัพเรือไม่สามารถจะพูดออกสื่อตรงๆได้คือ รูปแบบการใช้งานปฏิบัติเรือดำน้ำที่มันเป็นจริงๆ
อย่างที่ครูจุมพลท่านบอกว่าเรือดำน้ำจะใช้ปฏิบัติการได้ในบางส่วนของอ่าวไทย ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือกองทัพเรือจะไม่ได้ใช้เรือดำน้ำในเขตอ่าวไทยส่วน อ่าวรูปตัว ก. จนถึงอ่าวไทยชั้นใน
แต่เรือดำน้ำไทยเราจะดำลงใต้น้ำตั้งแต่ช่วงร่องน้ำลึก 60mลงไป จากใต้ในแนวเส้นขีดจากเกาะกูด จังหวัดตราด ไป เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี คำถามที่ตามมาคือเลยจากนี่จะเป็นนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทยเข้าน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านแล้วไม่ใช่หรือ?
ก็ใช่ไงครับ! นอกจากภารกิจฝึกร่วมกับกองเรือผิวน้ำที่มีของกองทัพเรือไทยแล้ว ส่วนตัวค่อนข้างเชื่อว่า ภารกิจหนึ่งในการที่จะทดสอบสมรรถนะเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยคือ
การออกเดินเรือจากฐานทัพเรือสัตหีบ อ่าวไทย ไปฐานทัพเรือพังงา ทะเลอันดามัน โดยส่วนของเส้นทางเรือจะดำอยู่ใต้น้ำเดินทางผ่านน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ไม่ถูกตรวจจับได้
คำถามคือนั่นเป็นการล้ำน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่หรือ? ใช่! เพราะเรือดำน้ำเป็นเรือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจแบบนั้น
จากที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การใช้กำลังเรือดำน้ำของประเทศต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนไม่มีประเทศใดที่ใช้เรือดำน้ำปฏิบัติงานแบบเดียวกับเรือตรวจการณ์ที่ลาดตระเวนเฉพาะในน่านน้ำทะเลอาณาเขตของตน
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ซึ่งยุคนั้นเรือดำน้ำยังมีสมรรถนะยังเป็นกึ่งๆเรือผิวน้ำอยู่ เรือดำน้ำชั้น Type VII U-Boots ของเยอรมนีที่มีระวางขับน้ำเพียง 770tons ก็ออกลาดตระเวนในมหาสมุทร Atlantic อันกว้างใหญ่มาแล้ว
หรือในมหาสมุทร Pacific เรือดำน้ำเดินสมุทรขนาดใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรทั้ง กองทัพเรือสหรัฐฯและกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ก็เคยนำเรือเข้ามาปฏิบัติการในเขตอ่าวไทยมาแล้ว เช่นการลักลอบส่งเสรีไทยขึ้นฝั่ง หรือจมเรือต่างๆ
ตัวอย่างเช่น ร.ล.สมุย(ลำที่๑) ซึ่งถูกเรือดำน้ำชั้น Balao ขนาด 1,550tons(ที่ผิวน้ำ) คือ SS-315 USS Sealion กองทัพเรือสหรัฐยิงจมใกล้เกาะโลซิน ระหว่างภารกิจลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทย เมื่อ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘(1945)
เฉพาะกองทัพเรือไทยเองก็มีบันทึกไว้อยู่ว่า เรือดำน้ำชุด ร.ล.มัจฉาณุ ทั้ง ๔ลำ ซึ่งเป็นเป็นเพียงเรือดำน้ำรักษาฝั่งขนาดเล็กเพียง 370tons ช่วงการรบในสงครามไทย-ฝรั่งเศส เรือดำน้ำไทยก็ได้เคยถูกส่งไปปฏิบัติการถึงหน้าฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีนฝรั่งเศสที่ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชามาแล้ว(www.navy.mi.th/navalmuseum/002_history/html/his_od_submarine_thai.htm)
แต่น่าเสียดายที่ประวัติการรบของเรือดำน้ำไทยช่วงนั้นไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นชัดเจนถึงขั้นจมเรือศัตรูได้ ประกอบกับสถานการณ์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ไทยต้องการให้การประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นโมษะ ทำให้เราไม่ค่อยพูดถึงการใช้เรือดำน้ำในเชิงรุกรานนัก
แต่ถ้าติดตามข่าวเรือดำน้ำทั่วโลกในยุคร่วมสมัยนี้ ก็เห็นว่าไม่ว่าจะกรณีเรือดำน้ำรัสเซียที่ล้ำน่านน้ำฟินแลนด์-น่านน้ำสวีเดน, เรือดำน้ำจีนที่ล้ำน่านน้ำญี่ปุ่น-น่านน้ำเกาหลีใต้
หรือแม้แต่ในกลุ่ม ASEAN เองก็เคยมีข่าวอินโดนีเซียไม่พอใจที่พบว่าเรือดำน้ำมาเลเซียล้ำน่านน้ำตน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียก็ไม่พอใจที่พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียล้ำน่านน้ำตนเช่นกัน
กล่าวคือกองทัพเรือไทยจะพูดตรงๆไม่ได้หรอกว่าเราจะใช้เรือดำน้ำทำเรื่องแบบนั้น เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณว่าเราจะคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน เลยต้องพูดเป็นเรื่องการสำรวจและปกป้องทรัพยากรในทะเลไทยอะไรก็ว่าไป
แต่ก็ต้องกล่าวย้ำอีกครั้งคือเรือดำน้ำเป็นเรือที่ใช้ในทางลับ-รุก-รับ ภารกิจส่วนใหญ่ของเรือดำน้ำเราก็คงจะใช้แบบเดียวกับประเทศอื่นๆที่มีเรือดำน้ำนั่นละ คือการป้องกันตั้งรับโดยการรุกในทางลับ เพราะเราจะไม่สามารถชนะสงครามได้เลยถ้าไม่มีอาวุธในเชิงรุกทั้งในยามสงบและยามสงคราม
(ไม่มีกองทัพเรือประเทศไหนใช้เรือดำน้ำทำงานเดียวกับเรือตรวจการณ์ยามฝั่งที่ปฏิบัติการเฉพาะในทะเลอาณาเขตของตน ถ้าจะใช้เรือดำน้ำแบบนั้นอย่าซื้อมาเลยไม่เปลือง)
ในอีกแง่ถ้ากล่าวถึงการใช้เรือดำน้ำในภารกิจที่ไม่ใช่ยามสงคราม ตัวอย่างหนึ่งคือในกองเรือนานาชาติภารกิจปราบปรามโจรสลัดโซมาเลียในอ่าว Aden
เช่นเรือดำน้ำชั้น Walrus กองทัพเรือเนเธอร์แลนด์ (http://www.nato.int/cps/en/natolive/news_64706.htm) จนถึงเรือดำน้ำชั้น Type 039 Song จีน(https://news.usni.org/2014/09/30/chinese-submarine-headed-gulf-aden-counter-piracy-operations) นั้น
เรือดำน้ำหลายชาติที่เข้าร่วมปฏิบัติการจะดำลงใต้น้ำและใช้ Sonar ตรวจจับเรือต่างๆที่เดินทางออกมาจากชายฝั่งโซมาเลีย ซึ่งสามารถวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของเรือพลเรือนที่ตรวจจับได้ว่า เรือลำไหนเป็นเรือแม่ที่ปล่อยเรือเล็กของโจรสลัดที่จะเข้าโจมตีเรือพาณิชย์ได้
เรือดำน้ำจึงน่าจะถูกใช้งานในการเฝ้าตรวจการณ์ติดตามเรือที่กระทำผิดกฎหมายทางทะเลได้เช่นเดียวกับเรือผิวน้ำ โดยมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าเช่นการซ่อนพรางเพื่อไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว
(การพิสูจน์ทราบเป้าหมายเรือผิวน้ำของเรือดำน้ำสมัยใหม่ด้วย Sonar เชิงรับนั้น ทำได้ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบเสียงของเครื่องยนต์และใบจักร ซึ่งถ้า Sonar ที่ติดตั้งมีประสิทธิภาพสูงก็จะจับเสียงได้ในระยะที่ไกล
โดยรูปแบบเสียงที่แพร่ออกมาจากเรือสินค้าและเรือรบนั้นมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว โดยการเทียบจากรูปแบบเสียงที่มีบันทึกในฐานข้อมูล หรือจากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ประจำสถานี Sonar
การระบุประเภทชั้นเรืออาจจะต้องใช้ระบบตรวจจับอื่นๆประกอบ เช่น ESM ในการตรวจจับสัญญาณการแพร่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเรือรบจะมีการเปิด Radar ตรวจจับชนิดต่างๆซึ่งมีรูปแบบสัญญาณเฉพาะตามชนิดของระบบที่ติดตั้ง หรือการระบุเรือเป้าหมายในระยะสายตาด้วยกล้องตาเรือจากใต้น้ำ
ข้อมูลทั้งหมดที่ระบบตรวจจับต่างๆของเรือดำน้ำรวบรวมได้จะถูกป้อนเข้าสู่สถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่เป้าหมาย (TMA: Target Motion Analysis) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนวยการรบในการวิเคราะห์และกำหนดรูปแบบของแต่ละเป้าหมายที่ตรวจจับได้ต่อไป)
Royal Thai Navy HTMS Laemsing Patrol Gun Boat using 'Dangerous Water' Naval Warfare Simulation Game for ASUW & AAW Polt Exercise
เอาเกมส์ มาประยุกต์ใช้ในการฝึก
ทีมงานยุทธการและสื่อสาร ร.ล.แหลมสิงห์ ฝึกการตราทางเป้าผิวน้ำและอากาศยาน (ASUW&AAW Polt Exercise) โดยการนำเกมส์ "Dangerous Water" มาใช้เพื่อจำลองสถานการณ์
โดยผู้ควบคุมการฝึก ใช้ Mission Editor ในเกมส์สมมุติสถานการณ์ เรือปฏิบัติการในพื้นที่บริเวณ เกาะช้าง (ซึ่ง ร.ล.แหลมสิงห์ จะเข้าปฏิบัติราชการในห้วง เม.ย.-ก.ค.60)
ผลการปฏิบัติพบว่า เกมส์ "Dangerous Water" สามารถช่วยสนการสร้างสถานการณ์ฝึกทีมงานศูนย์ยุทธการได้เป็นอย่างดี ทำให้การพล๊อตต่างๆ มีความสมจริงมากขึ้นนั่นเอง
ไพริพินาศ Let them sink by us
By Admin ต้นปืน561
https://www.facebook.com/Laemsing561/posts/305521833206339
ตามที่ พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเรื่องความจำเป็นของโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไปนั้น
แม้จะมีข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดบางส่วนคือชื่อเรือดำน้ำชุด ร.ล.มัจฉาณุ ที่เป็นเรือดำน้ำชุดแรกของของกองทัพเรือไทยที่สร้างโดยญี่ปุ่นที่ประกอบด้วย เรือหลวงมัจฉาณุ(ลำที่๒), เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล
(ไม่มีเรือชื่อ ร.ล.สุดสาคร ซึ่งทางท่านโฆษกกองทัพเรือก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับข้อผิดพลาดในเรื่องนี้แล้ว โดยครูจุมพลท่านก็ยอมรับว่าเป็นความผิดตนเองเพราะตนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์
แต่ปัญหาในการให้ข้อมูลของกองทัพเรือจริงๆคือ นักข่าวอาชีพที่ทำงานในสื่อกระแสหลักมักจะตั้งธงไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่าจะเสนอข่าวออกมาแบบไหน ก่อนจะตั้งคำถามกับแหล่งข่าวแล้ว)
ประเด็นสำคัญที่โฆษกกองทัพเรือท่านให้สัมภาษณ์สื่อคือ "เรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงลับและเชิงรุก-รับ" (ล.ลับ กับ ร.รับ และ ร.รุก) แต่สิ่งที่กองทัพเรือไม่สามารถจะพูดออกสื่อตรงๆได้คือ รูปแบบการใช้งานปฏิบัติเรือดำน้ำที่มันเป็นจริงๆ
Submarine's assume transit plot course Sattahip Naval Base to Phang Nga Naval Base concept
อย่างที่ครูจุมพลท่านบอกว่าเรือดำน้ำจะใช้ปฏิบัติการได้ในบางส่วนของอ่าวไทย ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือกองทัพเรือจะไม่ได้ใช้เรือดำน้ำในเขตอ่าวไทยส่วน อ่าวรูปตัว ก. จนถึงอ่าวไทยชั้นใน
แต่เรือดำน้ำไทยเราจะดำลงใต้น้ำตั้งแต่ช่วงร่องน้ำลึก 60mลงไป จากใต้ในแนวเส้นขีดจากเกาะกูด จังหวัดตราด ไป เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี คำถามที่ตามมาคือเลยจากนี่จะเป็นนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทยเข้าน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านแล้วไม่ใช่หรือ?
ก็ใช่ไงครับ! นอกจากภารกิจฝึกร่วมกับกองเรือผิวน้ำที่มีของกองทัพเรือไทยแล้ว ส่วนตัวค่อนข้างเชื่อว่า ภารกิจหนึ่งในการที่จะทดสอบสมรรถนะเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยคือ
การออกเดินเรือจากฐานทัพเรือสัตหีบ อ่าวไทย ไปฐานทัพเรือพังงา ทะเลอันดามัน โดยส่วนของเส้นทางเรือจะดำอยู่ใต้น้ำเดินทางผ่านน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ไม่ถูกตรวจจับได้
คำถามคือนั่นเป็นการล้ำน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่หรือ? ใช่! เพราะเรือดำน้ำเป็นเรือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจแบบนั้น
Royal Thai Navy Matchanu class submarines(1939-1951) drawing line
จากที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การใช้กำลังเรือดำน้ำของประเทศต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนไม่มีประเทศใดที่ใช้เรือดำน้ำปฏิบัติงานแบบเดียวกับเรือตรวจการณ์ที่ลาดตระเวนเฉพาะในน่านน้ำทะเลอาณาเขตของตน
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ซึ่งยุคนั้นเรือดำน้ำยังมีสมรรถนะยังเป็นกึ่งๆเรือผิวน้ำอยู่ เรือดำน้ำชั้น Type VII U-Boots ของเยอรมนีที่มีระวางขับน้ำเพียง 770tons ก็ออกลาดตระเวนในมหาสมุทร Atlantic อันกว้างใหญ่มาแล้ว
หรือในมหาสมุทร Pacific เรือดำน้ำเดินสมุทรขนาดใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรทั้ง กองทัพเรือสหรัฐฯและกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ก็เคยนำเรือเข้ามาปฏิบัติการในเขตอ่าวไทยมาแล้ว เช่นการลักลอบส่งเสรีไทยขึ้นฝั่ง หรือจมเรือต่างๆ
ตัวอย่างเช่น ร.ล.สมุย(ลำที่๑) ซึ่งถูกเรือดำน้ำชั้น Balao ขนาด 1,550tons(ที่ผิวน้ำ) คือ SS-315 USS Sealion กองทัพเรือสหรัฐยิงจมใกล้เกาะโลซิน ระหว่างภารกิจลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทย เมื่อ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘(1945)
เฉพาะกองทัพเรือไทยเองก็มีบันทึกไว้อยู่ว่า เรือดำน้ำชุด ร.ล.มัจฉาณุ ทั้ง ๔ลำ ซึ่งเป็นเป็นเพียงเรือดำน้ำรักษาฝั่งขนาดเล็กเพียง 370tons ช่วงการรบในสงครามไทย-ฝรั่งเศส เรือดำน้ำไทยก็ได้เคยถูกส่งไปปฏิบัติการถึงหน้าฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีนฝรั่งเศสที่ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชามาแล้ว(www.navy.mi.th/navalmuseum/002_history/html/his_od_submarine_thai.htm)
แต่น่าเสียดายที่ประวัติการรบของเรือดำน้ำไทยช่วงนั้นไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นชัดเจนถึงขั้นจมเรือศัตรูได้ ประกอบกับสถานการณ์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ไทยต้องการให้การประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นโมษะ ทำให้เราไม่ค่อยพูดถึงการใช้เรือดำน้ำในเชิงรุกรานนัก
แต่ถ้าติดตามข่าวเรือดำน้ำทั่วโลกในยุคร่วมสมัยนี้ ก็เห็นว่าไม่ว่าจะกรณีเรือดำน้ำรัสเซียที่ล้ำน่านน้ำฟินแลนด์-น่านน้ำสวีเดน, เรือดำน้ำจีนที่ล้ำน่านน้ำญี่ปุ่น-น่านน้ำเกาหลีใต้
หรือแม้แต่ในกลุ่ม ASEAN เองก็เคยมีข่าวอินโดนีเซียไม่พอใจที่พบว่าเรือดำน้ำมาเลเซียล้ำน่านน้ำตน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียก็ไม่พอใจที่พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียล้ำน่านน้ำตนเช่นกัน
กล่าวคือกองทัพเรือไทยจะพูดตรงๆไม่ได้หรอกว่าเราจะใช้เรือดำน้ำทำเรื่องแบบนั้น เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณว่าเราจะคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน เลยต้องพูดเป็นเรื่องการสำรวจและปกป้องทรัพยากรในทะเลไทยอะไรก็ว่าไป
แต่ก็ต้องกล่าวย้ำอีกครั้งคือเรือดำน้ำเป็นเรือที่ใช้ในทางลับ-รุก-รับ ภารกิจส่วนใหญ่ของเรือดำน้ำเราก็คงจะใช้แบบเดียวกับประเทศอื่นๆที่มีเรือดำน้ำนั่นละ คือการป้องกันตั้งรับโดยการรุกในทางลับ เพราะเราจะไม่สามารถชนะสงครามได้เลยถ้าไม่มีอาวุธในเชิงรุกทั้งในยามสงบและยามสงคราม
(ไม่มีกองทัพเรือประเทศไหนใช้เรือดำน้ำทำงานเดียวกับเรือตรวจการณ์ยามฝั่งที่ปฏิบัติการเฉพาะในทะเลอาณาเขตของตน ถ้าจะใช้เรือดำน้ำแบบนั้นอย่าซื้อมาเลยไม่เปลือง)
HNLMS BRUINVIS Walrus class submarine Royal Netherlands Navy
ในอีกแง่ถ้ากล่าวถึงการใช้เรือดำน้ำในภารกิจที่ไม่ใช่ยามสงคราม ตัวอย่างหนึ่งคือในกองเรือนานาชาติภารกิจปราบปรามโจรสลัดโซมาเลียในอ่าว Aden
เช่นเรือดำน้ำชั้น Walrus กองทัพเรือเนเธอร์แลนด์ (http://www.nato.int/cps/en/natolive/news_64706.htm) จนถึงเรือดำน้ำชั้น Type 039 Song จีน(https://news.usni.org/2014/09/30/chinese-submarine-headed-gulf-aden-counter-piracy-operations) นั้น
เรือดำน้ำหลายชาติที่เข้าร่วมปฏิบัติการจะดำลงใต้น้ำและใช้ Sonar ตรวจจับเรือต่างๆที่เดินทางออกมาจากชายฝั่งโซมาเลีย ซึ่งสามารถวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของเรือพลเรือนที่ตรวจจับได้ว่า เรือลำไหนเป็นเรือแม่ที่ปล่อยเรือเล็กของโจรสลัดที่จะเข้าโจมตีเรือพาณิชย์ได้
เรือดำน้ำจึงน่าจะถูกใช้งานในการเฝ้าตรวจการณ์ติดตามเรือที่กระทำผิดกฎหมายทางทะเลได้เช่นเดียวกับเรือผิวน้ำ โดยมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าเช่นการซ่อนพรางเพื่อไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว
(การพิสูจน์ทราบเป้าหมายเรือผิวน้ำของเรือดำน้ำสมัยใหม่ด้วย Sonar เชิงรับนั้น ทำได้ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบเสียงของเครื่องยนต์และใบจักร ซึ่งถ้า Sonar ที่ติดตั้งมีประสิทธิภาพสูงก็จะจับเสียงได้ในระยะที่ไกล
โดยรูปแบบเสียงที่แพร่ออกมาจากเรือสินค้าและเรือรบนั้นมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว โดยการเทียบจากรูปแบบเสียงที่มีบันทึกในฐานข้อมูล หรือจากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ประจำสถานี Sonar
การระบุประเภทชั้นเรืออาจจะต้องใช้ระบบตรวจจับอื่นๆประกอบ เช่น ESM ในการตรวจจับสัญญาณการแพร่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเรือรบจะมีการเปิด Radar ตรวจจับชนิดต่างๆซึ่งมีรูปแบบสัญญาณเฉพาะตามชนิดของระบบที่ติดตั้ง หรือการระบุเรือเป้าหมายในระยะสายตาด้วยกล้องตาเรือจากใต้น้ำ
ข้อมูลทั้งหมดที่ระบบตรวจจับต่างๆของเรือดำน้ำรวบรวมได้จะถูกป้อนเข้าสู่สถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่เป้าหมาย (TMA: Target Motion Analysis) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนวยการรบในการวิเคราะห์และกำหนดรูปแบบของแต่ละเป้าหมายที่ตรวจจับได้ต่อไป)
ถ้าไม่นับประเด็นความโปร่งใสของการจัดหา จนถึงข้อกังขาถึงสมรรถนะของตัวเรือแล้ว ถ้ากองทัพเรือไทยมีเรือดำน้ำเราก็จะใช้ในเขตอ่าวไทยชั้นนอกจนถึงอันดามัน โดยอาจจะต้องลอบเข้าไปในเขตน่านน้ำประเทศอื่นโดยไม่ให้ถูกตรวจจับได้
และนั่นก็เป็นเหตุผลโดยรวมว่าทำไมถึงมีบางฝ่ายที่จะพอใจและได้ประโยชน์มากถ้ากองทัพเรือไทยยังคงไม่มีเรือดำน้ำประจำการจริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะได้เรือดำน้ำมาจริงหรือไม่ เพราะถ้ามีก็ได้ใช้ได้ลองจริงๆให้รู้แน่ว่าจะทำอย่างได้อย่างที่ว่ามาหรือเปล่า เช่นในภาพแผนที่ประกอบข้างต้น
ซึ่งเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039A Yuan ที่กองทัพเรือจีนมีใช้งานเองนั้นทำได้มาแล้วในการเดินทางจากฐานทัพเรือเกาะ Hainan ทะเลจีนใต้ไปฐานทัพเรือ Karachi ปากีสถานผ่านมหาสมุทรอินเดียโดยมีเรือสนับสนุนตามไปด้วยโดยที่กองทัพเรืออินเดียไม่สามารถตรวจจับได้
โดยการเดินการดังกล่าวมีภาพถ่ายดาวเทียมยืนยัน (http://aagth1.blogspot.com/2015/07/yuan.html)
แต่ก็ไม่ทราบว่าการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำ S26T โดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นจะสอนยุทธวิธีนี้ให้กองทัพเรือไทยทราบทั้งหมดหรือไม่
แต่ก็ไม่ทราบว่าการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำ S26T โดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นจะสอนยุทธวิธีนี้ให้กองทัพเรือไทยทราบทั้งหมดหรือไม่
เพราะตามรายงานพิเศษล่าสุดของ TAF นั้นผู้ให้ข้อมูลดูจะกล่าวว่าทางกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนไม่ต้องการจะให้รัฐบาลจีนขายเรือดำน้ำทีมีสมรรถนะสูงแบบล่าสุดเท่ากับรุ่นที่จีนใช้เอง และน่าจะรวมถึงการสอนเทคนิคการใช้เรือดำน้ำที่จีนมีทั้งหมดให้ไทยด้วย
ที่สำคัญที่สุดเรืออาจจะใช่เวลาสร้างนานเช่นเดียวกับการฝึกกำลังพลให้ปฏิบัติงานกับเรือได้ แต่เวลาที่จะให้กำลังพลประจำเรือ เสนาธิการ และผู้บังคับบัญชามีความชำนาญในการใช้กำลังทางเรือนั้นจะใช้เวลานานกว่าการสร้างเรือและฝึกกำลังพลอย่างมาก
เป็นเวลานานตั้งแต่การปลดประจำการเรือดำน้ำชุดแรกของกองทัพเรือไทยคือปี พ.ศ.๒๔๙๔ ที่กองทัพเรือไทยขาดองค์ความรู้ด้านเรือดำน้ำที่สมบูรณ์แท้จริง นอกจากการฝึกด้วยเครื่องจำลอง อบรมในหลักสูตรต่างประเทศ และการฝึกร่วมกับเรือดำน้ำมิตรประเทศ
ยิ่งกองทัพเรือไทยยังคงไม่มีเรือดำน้ำประจำการนานเท่าไร ไทยเราก็จะเสียบเปรียบด้านการรักษาสมดุลกำลังความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากขึ้น
แต่นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากการที่ไทยยังมีไม่เรือดำน้ำ ต้องการให้โครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบใดๆก็ตามไม่ประสบผลสำเร็จตลอดไปหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ครับ (แต่ที่ผ่านมาโครงการเรือดำน้ำในอดีตที่ไม่ประความสำเร็จก็เพราะบางทีจะมีคนในด้วยกันนี่ละที่เอาข้อมูลไปให้ฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะสื่อใช้ในการโจมตี)
Royal Thai Air Force Gripen C 701 Fighter Squadron with RB 15F Anti-Ship Missile and IRIS-T Air-to-Air Missile(https://www.facebook.com/RTAFpage/videos/1600942799935304/)
ข่าวที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินในไทยคือการที่บริษัท SAAB สวีเดนให้ความพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก(EEC: Eastern Economic Corridor) เพื่อจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) กับกระทรวงอุตสาหกรรมไทย
ถ้าจะมีการสร้างจริงจะใช้เวลาราว ๒ปี ซึ่งนอกจาก SAAB สวีเดนแล้วยังมีเช่น การบินไทย, Airbus ฝรั่งเศส-เยอรมนี, Lockheed Martin-Sikorsky สหรัฐฯ(ร่วมกับ Thai Aviation Services) และจากต่างประเทศอื่นๆกว่า ๓๐ราย ที่ให้ความสนใจพื้นที่ EEC โดยเฉพาะพื้นที่เขตส่งเสริมอู่ตะเภา
ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ ๑๑เครื่อง และ บ.อ.๑ SAAB 340 ERIEYE AEW และ บ.ล.๑๗ SAAB 340B ฝูงบิน๗๐๒ กองบิน๗
การที่ SAAB ให้ความสนใจจะตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในไทยจริงจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกกรรมการบินและการพัฒนาอากาศยานด้านความมั่นคงในไทยมาก ซึ่งทาง SAAB เองก็เข้ามาทำการตลาดในกลุ่มประเทศ ASEAN มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ทางรัสเซียเองก็มีการเจรจาหารือกับกระทรวงกลาโหมไทยในด้านความร่วมมือการจัดหาและซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียในไทย ซึ่งหลักๆก็เช่น ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทยครับ
ตรงนี้บ่นส่วนตัว เมื่อกล่าวถึงทั้งสื่อกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อทางเลือกใน Internet ทั้ง Website, Webboard, Page Facebook หรือ Youtube ในการนำเสนอข่าวสารทางทหารในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล้วนเป็นการตอกย้ำความไร้จรรยาบรรณในการทำงานของสื่อไทย
ทั้งการให้สัมภาษณ์ชี้เแจงของตัวแทนเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทยต่อโครงการหาเรือดำน้ำจีน, กองทัพเรือสหรัฐฯยิงอาวุธนำวิถีร่อน BGM-109 Tomahawk โจมตีซีเรีย, กองทัพอากาศสหรัฐฯส่ง MC-130 ทิ้งระเบิด GBU-43/B MOAB โจมตีกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
จนถึงที่สหรัฐฯส่งหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี CVN-70 USS Carl Vinson ไปวางกำลังที่คาบสมุทรเกาหลี การเดินทางเยือนฐานทัพเรือ Busan ของเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนชั้น Ohio(ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่) SSGN-727 USS Michigan
(ซึ่งการให้สัมภาษณ์สื่อหรือผ่าน Twitter ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump มีข้อมูลคาดเคลื่อนกับที่เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯชี้แจงต่อสื่อหลายส่วน แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ Trump)
การสวนสนามแสดงแสนยานุภาพทางทหารในวันครบรอบ ๑๐๕ปีวันเกิดอดีตผู้นำประเทศ Kim Il-sung ผู้ล่วงลับ และทดสอบยิงขีปนาวุธที่ล้มเหลวของกองทัพประชาชนเกาหลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีนั้น
ทั้งที่เห็นจากในรายการสัมภาษณ์โฆษกกองทัพเรือเรื่องเรือดำน้ำที่ดูจะเป็นการสร้างน้ำหนักให้กับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการจัดหาเรือดำน้ำ (ถามแต่ละอย่างมีแต่ชี้นำจนฟังแล้วหงุดหงิดแทนนายทหารเรือผู้ถูกสัมภาษณ์)
รวมถึงการวิเคราะห์แบบที่ว่ากันตรงๆคือ 'มั่ว' ตามความรู้ที่น้อยนิดหรือไม่ได้รู้อะไรเลยของผู้จัดรายการ และผู้เขียนบทความข่าวในสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงเน้นแต่สร้างกระแสฉาบฉวยเพื่อขายข่าวหลอกผู้ชมที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ในด้านนั้น
เช่น เสนอข่าวเท็จว่าเปียงยางเกาหลีเหนือมีเสียงสัญญาณเตือนภัยทั้งที่ภาพประกอบเป็นเสียงเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ชิลีเมื่อหลายปีก่อน สหรัฐฯยิง Tomahawk และทิ้ง MOAB เพื่อขายอาวุธทั้งๆนี้อาวุธทั้งสอบแบบนั้นเป็นอาวุธพิเศษที่สหรัฐฯจะไม่ส่งออกให้แม้แต่มิตรประเทศโดยง่าย (ประเทศเดียวที่สหรัฐฯส่งออก Tomahawk ให้คือกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ระบบหลักคือ UGM-109 ซึ่งยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของอังกฤษ)
รวมถึงสร้างกระแสความเชื่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ที่มีที่มาจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างหนังสือพิมพ์แนว Tabloid จนถึงการชี้นำข้อมูลที่ถือข้างสหรัฐฯบ้าง ถือข้างรัสเซีย ถือข้างจีนบ้าง บ้างก็อาศัยกระแสนี้โจมตีกองทัพไทยต่างๆนานาตามที่ตนจะได้ผลประโยชน์
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกใน Internet เหล่านี้ยังเรียกตนเองว่านักข่าวหรือนักวิชาการได้อย่างไร เพราะทำตัวน่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักแต่งนิยายแนวเกินจริง ไม่ก็หมอดูหมอเดาเสียมากกว่า
และการจะพิมพ์หรือเผยแพร่อะไรใน Internet อย่างการตั้ง FB Page หรือลง Clip Youtube ทุกวันนี้ก็ง่ายรวดเร็วและสะดวกมาก โดยแทบไม่มีใครมาคอยตรวจสอบเนื้อหาว่าไม่ถูกต้องบิดเบือนหรือไม่ และก็แทบจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรที่พลาดไปแล้วหรือไปใส่ร้ายใครด้วย
ซึ่งก็แย่ที่ว่าทุกวันนี้สื่อปลอมพวกนี้ยังทำตัวเป็นกลุ่มนกกระจอก ที่สุมหัวคุยกันอยู่ในรังส่งเสียงดังน่ารำคาญตลอดเวลา แถมบางส่วนก็ยังมีชื่อเสียงในสังคมอยู่ได้ด้วย
โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าปัญหาของประเทศไทยชาติที่รักของเราในภาพรวมคือ 'คนไทยไม่ค่อยรักชาติ' ซึ่งคนต่างประเทศที่มีกระแสชาตินิยมในประเทศตนสูงอย่างคนเกาหลีใต้ที่อยู่เมืองไทยมานานพอก็จะมองออกครับ http://aagth1.blogspot.com/2015/04/animation.html
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles กองทัพเรือสหรัฐฯในการฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทยในอ่าวไทย
https://www.facebook.com/Enigma45/posts/10153144225986013
ตรงนี้ก็นำภาพมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลอีกช่องทางครับ
เข้าใจว่าชุดภาพดังกล่าวน่าจะเป็นภาพของ SSN-706 USS Albuquerque ในการฝึก Subpassex 2013 ระหว่าง ๑๑-๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖
ฝึก Subpassex 2013 กับ เรือดำน้ำ USS Albuquerque
เรือดำน้ำขณะลอยลำบริเวนอ่าวสัตหีบ พร้อมเรือพี่เลี้ยง
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.375765125870222.1073741834.375731425873592&type=3
โดยเป็นขั้นตอนการแสดงตัวของเรือดำน้ำเพื่อสร้างความคุ้นเคย Submarine Familiairization ก่อนจะดำลงใต้น้ำเพื่อเริ่มการฝึกการค้นหาเรือดำน้ำต่อไป ซึ่งรายละเอียดส่วนใหญ่ก็ตามแหล่งที่มาในข้างต้น
ในช่วง ๒-๓ปีมานี้มีเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles เข้ามาทำการฝึกที่อ่าวไทยมาแล้ว ๒ลำคือ SSN-715 USS Buffalo ในปี 2012 และ SSN-706 USS Albuquerque ในปี 2013
ซึ่งก็จะเห็นได้จากชุดภาพนี้ว่าเมื่อเรือดำลงลงไปในระดับความลึกกล้องตาเรือ (Periscope Depth) ซึ่งสำหรับเรือชั้น Los Angeles จะอยู่ที่ 63feet(19m) หรือลึกน้อยกว่านั้นเล็กน้อยราว 10m
ที่ส่วนหอเรือใต้น้ำจะชักกล้องตาเรือและเสาสายวิทยุออกมาให้เห็นนั้น ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าตัวเรือที่อยู่ใต้น้ำนั้นมองไม่เห็นแล้ว เป็นการหักล้างความเชื่อว่าทะเลไทยใสเรือดำน้ำดำไปก็มองเห็นแล้วว่าไม่เป็นความจริงอย่างชัดเจน
อีกประการคือเรือดำน้ำชั้น Los Angeles ทั้งสองลำนี้เป็นเรือรุ่น Flight I มีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำเต็มที่ 6,120tons ตัวเรือยาว 110.3m นั้นสามารถปฏิบัติการดำใต้น้ำในทะเลอ่าวไทยได้ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


































