วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตุรกีเปิดตัวปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน New Generation Firtina รุ่นใหม่

IDEF 2019: Turkey’s New Generation Firtina SPH unveiled


The New Generation Firtina on display at IDEF 2019. The changes made to the system reflect the challenges of fighting an asymmetric opponent and the importance of artillery in doing so successfully. Source: IHS Markit/Sam Cranny-Evans
https://www.janes.com/article/88225/idef-2019-turkey-s-new-generation-firtina-sph-unveiled


กรมโรงงานซ่อมบำรุงหลักที่หนึ่ง(First Main Maintenance Factory Directorate) ตุรกีได้จัดแสดงปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน New Generation T-155 Firtina รุ่นใหม่เป็นครั้งแรก
ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ  IDEF 2019(International Defence Industry Fair) ณ มหานคร Istanbul ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-3 พฤษภาคม 2019

ตามข้อมูลจากตัวแทนเข้าหน้าที่ของกรม กองทัพบกตุรกี(Turkish Army) ได้ลงนามสัญญาสำหรับสายการผลิตจำนวนมากของระบบปืนใหญ่อัตตาจรที่อยู่ระหว่างการทดสอบชุดสุดท้าย
บริษัท Aselsan ตุรกีเป็นหนึ่งในผู้รับสัญญาสำหรับโครงการและส่งมอบระบบควบคุมการยิงใหม่(FCS: Fire Control System) สำหรับระบบปืนใหญ่อัตตาจร

Aselsan ได้แถลงในสื่อประชาสัมพันธ์ว่าการพัฒนาปืนใหญ่อัตตาจร NG Firtina มีผลตอบรับจากปฏิบัติการล่าสุดของกองทัพตุรกีในการปฏิบัติการข้ามพรมแดนและ 'ต่อต้านการก่อการร้าย'
การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นได้ชัดที่สุดจากปืนใหญ่อัตตาจร Firtina ดั้งเดิมคือการติดตั้งป้อมปืน Remote(RWS: Remote Weapon Station) แบบ SARP จาก Aselsan บนด้านบนของตัวรถ

ตามข้อมูลจากตัวแทนของ Aselsan ตุรกี ป้อมปืน SARP RWS ทำงานในสองหน้าที่คือใช้เป็นอาวุธระยะประชิดสำหรับต่อต้านทหารราบ เช่นเดียวกับการทำงานนฐานะศูนย์เล็งยิงตรงสำหรับปืนใหญ่หลักขนาด 155mm/52caliber
นอกจากนี้อุปกรณ์ควบคุมปืนใหญ่ของ ป.อัตตาจรยังถูกเปลี่ยนจาก hydraulic เป็นระบบไฟฟ้าล้วน ที่ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของกำลังพลและลดการซ่อมบำรุง

ระบบบรรจุกระสุนปืนใหญ่ซึ่งเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติใน ป.อัตตาจร Firtina รุ่นเดิมได้รับการปรับปรุงเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมดซึ่งทำให้พลปืนสามารถจะเลือกหนึ่งในสี่แบบกระสุนใดๆได้ตามที่ต้องการ
มากไปกว่านั้นระบบกระสุนได้ถูกดัดแปลงโดยนำระบบช่องเก็บกระสุนแบบควบคุมอุณหภูมิและระบบสูญญากาศมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเก็บดินส่งกระสุน

การหยั่งรู้สถานการณ์ของกำลังพลทั้ง 4นายได้รับการปรับปรุงโดยการเพิ่มแผงควบคุมส่วนบุคคล เช่นเดียวกับระบบมุมการมองเห็นของพลขับด้วยช่องมองสร้างภาพความร้อนและแสงกลางวัน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามแบบอสมมาตร และความสำคัญของระบบปืนใหญ่ในการปฏิบัติการยิงสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จครับ

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

FNSS ตุรกีเปิดตัวยานเกราะจู่โจมนาวิกโยธิน Zaha MAV

IDEF 2019: Zaha Marine Assault Vehicle makes debut


Unveiled at IDEF 2019 was the Zaha MAV, which FNSS has developed to meet the requirements of the Turkish Naval Forces Command. Source: IHS Markit/Patrick Allen
https://www.janes.com/article/88248/idef-2019-zaha-marine-assault-vehicle-makes-debut


ยานเกราะจู่โจมนาวิกโยธิน Zaha MAV(Marine Assault Vehicle) รถตัวอย่างคันแรกได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ  IDEF 2019(International Defence Industry Fair) ณ มหานคร Istanbul ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-3 พฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา
ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท FNSS Savunma Sistemleri ตุรกีภายใต้สัญญากับสำนักงานอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(Presidency of Defence Industries, SSB) เพื่อให้ตรงความต้องการของกองบัญชาการกองทัพเรือตุรกี(Turkish Naval Forces Command)

รถจู่โจมนาวิกโยธิน Zaha MAV จำนวน 27คันที่จะถูกส่งมอบประกอบด้วยรถเกราะสายพานลำเลียงพล(APC: Armoured Personnel Carrier) 23คัน, รถที่บังคับการ(CP: Command Post) 2คัน และะรถเกราะกู้ซ่อม(ARV: Armoured Recovery Vehicle) 2คัน
ในรุ่นรถสายพานลำเลียง APC จะมีพลประจำรถ 3นาย(ผู้บังคับการรถ, พลขับ และพลยิง) สามารถบรรทุกกำลังพลไปกับรถได้ 21คัน ซึ่งสามารถวางกำลังออกจากรถได้อย่างรวดเร็วผ่านทางประตูทางด้านท้ายแบบทำงานด้วยกำลัง

Zaha MAV มีคุณสมบัติการออกแบบตัวถังผนึกน้ำเต็มรูปแบบตามหลักอุทกพลศาสตร์ ด้วยความสามารถกู้สมดุลตนเองระหว่างลอยตัวไม่ให้ล่มขณะรถเอียงพลิกคว่ำในน้ำได้
และขับเคลื่อนขณะลอยตัวในน้ำด้วยสองเครื่องยนต์ Water Jet ที่ติดอยู่ที่แต่ละด้านของท้ายรถ ทำความเร็วในน้ำได้สูงสุดถึง 7knots(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/fnss-mav-2019.html)

ระบบขับเคลื่อนเหล่านี้ได้รับกำลังจากชุดเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้ารถ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซลควบคู่กับระบบส่งกำลังอัตโนมัติเต็มรูปแบบทำให้ Zaha MAV สามารถทำความเร็วบนบกได้สูงสุดถึง 70km/h
Zaha MAV รุ่น APC ติดตั้งป้อมปืน Remote ที่พัฒนาโดย FNSS ตุรกีติดตั้งปืนกลหนัก M2 HB .50caliber และเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40mm ป้อมปืน Remote มีระบบกล้องเล็งกลางวัน/สร้างภาพความร้อน เพื่อทำให้จับเป้าหมายเพื่อจะโจมตีภายใต้แทบทุกสภาพกาลอากาศ

ระบบอุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยระบบป้องกันนิวเคลียร์, ชีวะ, เคมี(NBC), ระบบปรับอากาศ, ระบบตรวจจับไฟไหม้/การระเบิดและระงับ และขีดความสามารถในการสร้างควันฉากกำบังจากการฉีดเชื้อเพลิงดีเซลเข้าสู่ท่อปล่อยไอเสียด้านข้างของตัวถังรถ
สถานีพลขับมีตำแหน่งที่นั่งด้านหน้าซ้ายของรถ โดยมีสถานีผู้บังคับการรถที่มีตำแหน่งเรียงตามด้านหลังที่นั่งพลขับ แต่ละตำแหน่งจะมีช่องเข้าออกฝาปิดเปิดไปทางด้านหลังและกล้องตาเรือเวลากลางวัน

ยานเกราะจู่โจมนาวิกโยธิน Zaha MAV น้ำหนัก 30tonnes ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการร่วมกับเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock) คือ L400 TCG Anadolu ของกองทัพเรือตุรกี
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019 เรือ LHD TCG Anadolu เกิดไฟไหม้ที่หัวเรือขณะทำการสร้างในอู่ต่อเรือบริษัท Sedef Shipbuilding, Inc. ตุรกี ทำให้คาดว่าจะมีความเสียหายต่อตัวเรือจนทำให้กำหนดการเข้าประจำการต้องล่าช้าออกไปครับ

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตุรกีแสดงรถถังหลัก T1 Altay ต้นแบบสาธิตมาตรฐานการผลิตสุดท้าย

IDEF 2019: BMC presents T1 Altay technology demonstrator

A technology demonstrator of the Altay T1 MBT at the IDEF 2019 exhibition. Akkor hard-kill APS elements are visible on the turret. Source: IHS Markit/Patrick Allen
https://www.janes.com/article/88200/idef-2019-bmc-presents-t1-altay-technology-demonstrator



รถถังหลัก T1 Altay รถต้นแบบสาธิตทางวิทยาการที่สะท้อนถึงมาตรฐานสายการผลิตสุดท้ายนั้นได้ถูกจัดแสดงโดยบริษัท BMC ตุรกี ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้ผลิตรถถังหลัก Altay
ได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ  IDEF 2019(International Defence Industry Fair) ณ มหานคร Istanbul ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-3 พฤษภาคม 2019

แม้ว่ารถสาธิตที่ถูกนำมาแสดงมาตรฐานสุดท้ายของรถถังหลัก Altay T1 ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในท้ายที่สุด แต่ Mustafa Sarişin ผู้จัดการวิศวกรระบบแผนกยานยนต์สายพานของ BMC ตุรกี ย้ำว่าการการออกแบบยังคงอยู่ในการพัฒนา
รถที่จัดแสดงในงาน IDEF 2019 ตั้งอยู่บนรถพ่วงชานต่ำขนส่งรถถัง BMC TWV มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรถถังหลัก Altay ต้นแบบที่เสร็จสิ้นไปแล้วโดยผู้ออกแบบเดิมคือบริษัท Otokar ตุรกี

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วยการติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) แบบ Akkor จากบริษัท Aselsan ตุรกี
Akkor APS ประกอบด้วยระบบป้องกันเชิงรุกแบบ Hard-Kill และ Soft-Kill ที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile) ที่ถูกใช้โดยจากฝ่ายตรงข้ามที่มีความทัดเทียมกันและภัยคุกคามอสมมาตร

Sarişin อธิบายว่าระบบ Akkor APS ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และเมื่อการพัฒนาระบบ Akkor เสร็จสิ้นรถถังหลัก Altay จะเข้าใกล้การเปิดสายการผลิตไปอีกขั้น
นอกจากนี้ด้านข้างของ ถ.หลัก Altay ที่จัดแสดงในงาน IDEF 2019 ยังติดตั้งเกราะเสริมขนาดใหญ่ที่พัฒนาโดยบริษัท Rocketsan ตุรกีสำหรับรถถังหลักรุ่นนี้โดยเฉพาะด้วย

ก่อนหน้านี้สำนักงานอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(Presidency of Defence Industries, SSB: Savunma Sanayii Başkanlığı) ได้เปิดเผยว่ารถถังหลัก Altay ที่จะมีการผลิตขึ้นมาในสามรุ่นจำนวน 251คัน โดย BMC ตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/altay.html)
รถถังหลัก Altay ที่ได้รับการลงนามจัดหาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2018 นั้น 40คันจะเป็นรถถังหลัก Altay T1 ซึ่งเป็นรุ่นที่มีความคล้ายคลึงกับรถต้นแบบจำนวน 4คันที่ได้เสร็จสิ้นการทดสอบไปแล้ว และมีกำหนดจะเข้าประจำการในกองทัพตุรกีภายในปี 2021

อีก 210คันจะเป็นรถถังหลัก Altay T2 รุ่นมาตรฐานที่มีคุณสมบัติเพิ่มระดับการป้องกันและระบบการหยั่งรู้สถานการณ์ และรถถังหลัก Altay T3 จำนวน 1คันจะถูกสร้างขึ้น และจะมีคุณสมบัติติดตั้งป้อมปืนแบบไร้พลประจำป้อมพร้อมระบบระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ(Autoloader) ที่มีความรวดเร็วสูง
ตุรกียังมีแผนที่จะทำการผลิตรถเกราะกู้ซ่อม(Armoured Recovery) จำนวน 60คัน และรถเกราะทำลายทุ่นระเบิด(Mine Clearance) จำนวน 60คัน ที่มีพื้นฐานจากรถแคร่ฐานในรุ่นรถถังหลัก Altay T1 ด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Antonov ยูเครนระงับโครงการเครื่องบินลำเลียง An-132D และจะยุบ UkrOboronProm

Antonov stalls An-132D programme






Progress on the Antonov An-132, seen here at the Paris Air Show in 2017, has stalled. Source: IHS Markit/Patrick Allen
https://www.janes.com/article/88169/antonov-stalls-an-132d-programme



Ukraine considers scrapping UkrOboronProm
The Ukrainian parliament is considering legislation that would dismantle state-owned defence industrial company UkrOboronProm.
https://www.janes.com/article/88167/ukraine-considers-scrapping-ukroboronprom

การพัฒนาของเครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนต์ใบพัด Turboprop แบบ Antonov An-132D ได้ถูกระงับลงตามการแตกหักระหว่างคู่พัฒนาของยูเครนและซาอุดีอาระเบีย
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Unian ยูเครน Alexander Donets ประธานบริษัท Antonov ยูเครนเปิดเผยว่า ความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับการพัฒฯาและการผลิตของเครื่องบินลำเลียงใบพัด An-132D ได้ถูกระงับลงแล้ว

ตามข้อมูลจาก Donets บริษัท Antonov ยูเครนได้บรรลุสัญญาขั้นต้นกับ สถาบันเพื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี King Abdulaziz City(KACST: King Abdulaziz City for Science and Technology) ซาอุดีอาระเบีย
สำหรับเครื่องบินต้นแบบสาธิต และได้รับการอนุมัติเพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานประกอบอากาศยานใน Taif ร่วมกันกับบริษัท Taqnia Aeronautics  ซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในหุ้นส่วนโครงการได้เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียนำไปสู่การระงับโครงการ Donets เสริมว่าลูกค้าทางทหารยังได้เปลี่ยนความต้องการสำหรับเครื่องบิน จึงนำไปสู่การโอนเอียงความชอบไปยังเครื่องบินลำเลียงแบอื่นเพื่อเติมเต็มการจัดหา
กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบีย(RSAF: Royal Saudi Air Force) ก่อนหน้านี้มีความต้องการเครื่องบินลำเลียง An-132D จำนวน 6เครื่อง โดย 4เครื่องเป็นรูปแบบเครื่องบินค้นหากู้ภัย และ 2เครื่องเป็นรูปแบบเครื่องบินสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare)

โดย Antonov ยูเครนหวังสำหรับการจัดหาเครื่องบินลำเลียง An-132 เพิ่มเติมสำหรับรูปแบบอื่น เช่น เครื่องบินลำเลียงทางทหาร และเครื่องบินโจมตี Gunship
แม้จะประสบความล้มเหลว Donets กล่าวว่าบริษัทกำลังทำงานเพื่อเข้าแข่งขันในโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่ของกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force)

ซึ่งกองทัพอากาศอินเดียมีเครื่องบินลำเลียงใบพัด Antonov An-32 (NATO กำหนดรหัส Cline) รุ่นก่อนที่จะพัฒนามาเป็น An-132 ประจำการอยู่แล้ว การปรับปรุงหลักของฝูงเครื่องบินลำเลียง An-32 กองทัพอากาศอินเดียได้เริ่มขึ้นในปี 2009
แต่ประสบความล่าช้าจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในภาค Donbass ทำสงครามกับกองกำลังความมั่นคงยูเครนตั้งแต่ปี 2014 และมีผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนประกอบเครื่อง

Antonov ยูเครนได้ทำพิธีเปิดตัวเครื่องบินลำเลียง Antonov An-132D จากโรงงานอากาศยานของ Antonov ในยูเครนเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2016(https://aagth1.blogspot.com/2016/12/antonov-132d.html)
และทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017(https://aagth1.blogspot.com/2017/04/antonov-132.html) โดย  An-132 เป็นการปรับปรุงใหม่ที่มีพื้นฐานจาก An-32 ด้วยโดยการติดตั้งระบบตะวันตกเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องยนต์ Turboprop Pratt & Whitney Canada PW150A

นอกจากนี้รัฐสภายูเครนกำลังพิจารณาทางนิติบัญญัติที่จะยุบเลิก UkrOboronProm รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงยูเครน ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยรองเลขาธิการสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครน(NSDC: National Security and Defense Council) Serhiy Kryvonos
กล่าวว่าองค์กรในรูปแบบปัจจุบันจะถูกยุบ โดยบางบริษัที่มีอยู่ในเครือจะเข้าสู่การชำระบัญชี(เลิกกิจการ) และบริษัทอื่นในเครือจะถูกนำเข้าไปภายใต้การแบ่งอำนาจใหม่ภายใต้โครงสร้างการบริหารส่วนกลางของประเทศ

ฎีกาหมายเลข 10248 ได้ถูกขึ้นทะเบียนโดยสภาสูงสุดยูเครน Verkhovna Rada เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2019 และร่างเค้าโครงหลายเหตุผลสำหรับการเสนอการปฏิรูป ซึ่งรวมถึงการยุบสินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของและดำเนินการโดย UkrOboronProm
เพื่อความจำเป็นที่จะลดความเสี่ยงของการทุจริจและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ และการล้มละลายในบริษัทย่อยครับ

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๒-๔

Thailand flexes anti-ship missile capabilities in Andaman Sea with C-802A firing




HTMS Kraburi firing the C-802A missile while in the Andaman Sea on 5 April. Source: Royal Thai Navy
https://www.janes.com/article/87751/thailand-flexes-anti-ship-missile-capabilities-in-andaman-sea-with-c-802a-firing
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2598819926812175


ตามที่เรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา คือ เรือหลวงกระบุรี ได้ทำการฝึกยิง อาวุธปล่อยนำวิถีจากพื้นสู่พื้นแบบ C-802A เป็นครั้งแรก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกกองทัพเรือประจำปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ในพื้นที่ทะเลอันดามัน(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/c-802a.html)
กองทัพเรือไทยได้ประชาสัมพันธ์การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-802A ที่มีระยะยิงไกลที่สุดในภูมิภาค ASEAN คือ 100km โดยจรวดประสบความสำเร็จในการทำการยิงโคจรเข้าหา พุ่งชน และทะลุเป้าหมายซึ่งแสดงถึงขีดความสามารถของเรือในการต่อต้านเรือผิวน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ C-802A ไม่มีลูกซ้อมและมีการถอดหัวรบออกแล้วใส่ส่วน Inert แทน จรวดจึงพุ่งทะลุส่วนตาข่ายโลหะของเป้าไปโดยไม่ระเบิด ทั้งนี้การลั่นไกของชนวนหัวรบจะต้องใช้แรงปะทะ 199G ขึ้นไป จึงจะเริ่มหน่วงเวลา 22-28มิลลิวินาทีให้จรวดทะลวงก่อนหัวรบจะระเบิดภายในตัวเป้าหมายเรือรบผิวน้ำ
แต่ทว่าการที่เป้าซ้อมไม่ถูกทำลายด้วยการระเบิดนี้กลับมีผู้ไม่หวังดีโจมตีกองทัพเรือว่าจัดหาอาวุธที่ไม่มีประสิทธิภาพในการแม้แต่จะจมเป้าซ้อมแต่พุ่งเลยไปตกทะเล พอกองทัพเรือชี้แจงตามความจริงก็ถูกผู้ประสงค์ร้ายกล่าวเรื่องเดิมๆย้ำซ้ำๆอย่างไม่เป็นธรรมครับ



Royal Thai Navy Exercise 2019 conduct at Phangnga, Andaman Sea,Thailand include domestic stealth Sea Mine donate explosion, Royal Thai Marine Corps landing with AAV7A1 from LPD-791 HTMS Angthong



Formation of US Navy SSN-724 USS Louisville submarine and T-AO-200 USNS Guadalupe a Henry J. Kaiser-class underway replenishment oiler Royal Thai Navy FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej FFG-422 HTMS Taksin FS-533 HTMS Long Lom and Sikorsky SH-60B Seahawk in exercise Guardian Sea 2019.



ตลอดช่วงเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ผ่านมามาเป็นหัวการฝึกสำคัญของกองทัพเรือไทย ในส่วนของการฝึก ทร.๖๒ ในฝั่งทะเลอันดามันยังมีการฝึกจุดทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหน Mi-9 ที่กองทัพเรือไทยพัฒนาเอง ในการฝึกภาคสนามที่หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา
ทั้งการฝึกยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธิน การฝึกยิงปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่ต่อสู้อากาศของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ซึ่งเป็นครั้งที่กองทัพเรือไทยมีการฝึกขนาดใหญ่ระดับนี้ที่ฝั่งทะเลอันดามัน(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/blog-post_9.html)
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 ที่กองทัพเรือสหรัฐฯส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles คือ SSN-724 USS Louisville ก็เป็นครั้งแรกที่เรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทยคือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าร่วมการฝึกปราบเรือดำน้ำครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/guardian-sea-2019.html)




Royal Thai Navy frigates FFG-421 HTMS Naresuan and FF-456 HTMS Bangpakong has joint formation People’s Liberation Army Navy 70th Anniversary at Qingdao, China, 23 Aprill 2019


ใน 23 เม.ย.62 กองทัพเรือ จัดกำลังทางเรือ ประกอบด้วย ร.ล.นเรศวร ร.ล.บางปะกง กำลังพลหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือ ณ เมืองชิงเต่า (Qingdao) สาธารณรัฐประชาชนจีน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/videos/408320769990008/

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ ที่ประกอบด้วย เรือหลวงนเรศวร และเรือหลวงบางปะกง ได้ออกเดินทางพานักเรียนนายเรือไปฝึกภาคทะเลในต่างประเทศ ในวันที่ 18 มีนาคม-15 พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ มีการเยือนเมืองท่าต่างๆของมิตรประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์, Saaebo ญี่ปุ่น, Vladivostok รัสเซีย
และเข้าร่วมการสวนสนามทางเรือเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๐ปีการก่อตั้งกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ณ เมือง Qingdao สาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ เมษายน ๒๕๖๒ โดยมีพลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นแขกผู้มีเกียรติร่วมพิธีที่จีนด้วย
การออกฝึกภาคทะเลต่างประเทศคั้งนี้เป็นการเดินทางไกลระยะทางกว่า 10,647nmi ในรอบ ๑๕ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นการอวดธงราชนาวีไทยแก่มิตรประเทศแล้ว ยังเป็นการฝึก 'เหล็กในเรือ' รุ่นใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประจำของกองทัพเรือไทยอันจะเป็นกำลังหลักสำคัญในอนาคตครับ



Royal Thai Navy SEAL Naval Special Warfare Group 2 headquarter opening ceremony 1 April 2019

เปิด กรมรบพิเศษ ที่ 2
หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เปิด กรมรบพิเศษ ที่ 2 ในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ.2562) เพิ่มอัตรากำลังพลเตรียมรับมือภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งด้านยาเสพติด, ภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะทวีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น
https://www.facebook.com/ThaiSEAL/posts/2016588071797915

ตามแผนการปรับอัตราโครงสร้างของ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ นสร.กร.(Royal Thai Navy SEALs) จากเดิมที่ นสร.มีอัตรากำลังรบที่ ๑กรมรบพิเศษ ก็จะขยายอัตรากำลังเป็น ๒กรมรบพิเศษ(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/blog-post_29.html)
เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒ ได้มีการจัดพิธีเปิดที่ตั้งและอาคารกองบังคับการ กรมรบพิเศษที่๒ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ เพื่อรองรับการขยายอัตรากำลังพลรับมือภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปและเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเดิม นสร.มีกำลังพลจำกัดไม่เพียงพอต่อภารกิจ
ซึ่งเท่าที่ทราบมาภารกิจของ นสร.ในช่วงหลายปีก่อนหน้าจนถึงปัจจุบันนั้นนับว่ามากเกินจำนวนกำลังพลในหน่วย โดยเฉพาะการเพิ่มภารกิจช่วยเหลือประชาชน อย่างการช่วยทีมนักฟุตบอลเยาวชนหมูป่า ๑๓ชีวิตที่ติดถ้ำถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) เป็นต้นครับ




Training Platoon of Royal Thai Marine Corps include Muay Thai demonstration prepared to joint conduct exercise Blue Strike 2019 with People's Liberation Army Navy Marine Corps (PLANMC) at Sanshui, Guangdong, China in 2-8 May 2019

ราชนาวิกโยธิน - Blue Strike 2019
พล.ร.ท.รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ให้โอวาทกำลังพลหมวดฝึกนาวิกโยธิน ที่จะเดินทางไปฝึกร่วมผสม Blue Strike 2019 ระหว่าง 2-8 พฤษภาคม 2562 ณ เมืองซ่านหวุ่ย มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
การฝึกผสม Blue Strike 2019 กำลังร่วมฝึกฝ่ายไทย ประกอบด้วย บก.กองอำนวยการฝึก มี พล.ร.ต.ไพศาล มีศรี ผบ.กองเรือฟริเกต ที่ 2 เป็น ผอ.กฝ. Blue Strike 2019 ร.ล.บางปะกง ร.ล.นเรศวร (ทั้งสองลำเป็นหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ) และ หมวดฝึกนาวิกโยธิน
ในส่วนหมวดฝึกนาวิกโยธิน จะทำการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่เมืองซ่านหวุ่ย มณฑลกวางตุ้ง สปจ. ในหัวข้อการฝึกทางยุทธวิธีของหน่วยขนาดเล็ก และมีการแลกเปลี่ยนศิลปะการป้องกันตัว ฝ่าย นย.ไทย ได้เตรียมแม่ไม้มวยไทย ในการนำเสนอ
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ให้โอวาทว่า "ทหารนาวิกโยธิน ที่ได้เดินทางไปฝึกผสม Blue Strike 2019 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน
กำลังพลทุกนายต้องแสดงออกถึงความเป็นทหารอาชีพ และขอให้กำลังพลทุกนายประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้กับกองทัพเรือต่อไป
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2632633093430858

การฝึกร่วมผสม Blue Strike 2019 ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒-๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นรอบการฝึกที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศตน
นอกจาการฝึกร่วมผสมที่ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย จะเดินทางไปมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรวมการฝึกกับกองกำลังนาวิกโยธินกองทัพเรือจีน ในการฝึกยกพลขึ้นบกแล้ว
หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือประกอบด้วย ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.บางปะกง ที่เดินทางไปจีนก่อนหน้าในข้างต้น ก็เข้าร่วมการฝึกร่วมผสมทางเรือกับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน และกองทัพเรือ ASEAN ที่เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือ ๗๐ปีการก่อตั้งกองทัพเรือจีน เช่น
เรือฟริเกต F14 UMS Shinbyushin กองทัพเรือพม่า, เรือฟริเกต FFG30 KD Lekiu กองทัพเรือมาเลเซีย, เรือฟริเกต RSS Stalwart(72) กองทัพเรือสิงคโปร์, เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 09 KDB Daruttaqwa กองทัพเรือบรูไน และเรืออู่ยกพลขึ้นบก LD-601 BRP Tarlac กองทัพเรือฟิลิปปินส์ เป็นต้นครับ

DTI Black Widow Spider 8x8 APC(Armoured Personnel Carrier) Prototype for Royal Thai Army at Defense & Security 2015 (My Own Photo)

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป. หรือ DTI ยังคงมีความคืบหน้าในโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมยานเกราะล้อยาง(ระยะที่๒) และต้นแบบยานเกราะล้อยาง ACPC ที่ต่อเนื่องจากที่รู้จักในชื่อยานเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 สำหรับกองทัพบกไทย
เช่น งานจ้างออกแบบระบบไฟฟ้ายานเกราะล้อยาง 8x8 วงเงิน ๔,๙๘๖,๒๐๐บาท($155,818.75) โดยบริษัท เทพยนต์ แอโรโมทีพ อินดัสตรีส์ จำกัด, จ้างปรับปรุงฟื้นฟูสภาพต้นแบบยานเกราะล้อยาง APC(คันที่๑) วงเงิน ๒,๔๙๕,๐๐๐($77,943.80) โดบบริษัท ปรีชาถาวร อุตสาหกรรม จำกัด,
จัดซื้อป้อมปืน 12.7mm/ค.40mm และอุปกรณ์ประกอบติดตั้งบนต้นแบบยานเกราะล้อยาง APC(คันที่๑) วงเงิน ๒๕,๐๗๒,๐๐๐บาท($800,000) จากบริษัท ST Engineering Land LTD.สิงค์โปร์, จัดซื้อระบบควบคุมบังคับบัญชา(BMS: Battle Management System) ระบบป้องกัน Anti Heat Screen
สำหรับต้นแบบยานเกราะล้อยาง ACPC(คันที่๒) วงเงิน ๒๕,๙๙๘,๐๐๐บาท($812,177.52) โดยบริษัท ดาต้าเกท จำกัด แสดงถึงความต่อเนื่องของโครงการที่มีการปรับปรุงยานเกราะล้อยาง Black Widow Spider ต้นแบบคันแรก และกำลังสร้างรถต้นแบบคันที่สองครับ




Ministry of Defence of Thailand Committee inspect for system testing of Defence Technology Institute (DTI) D-Eyes Mark I Mini UAV (Unmanned Aerial Vehicle), 5 April 2019 

พล.อ.อ.ดร. ปรีชา ประดับมุข ผอ.สทป. มอบหมาย พล.อ.อ.สุรศักดิ์ มีมณี ที่ปรึกษา สทป. นำคณะ กมย.กห. เข้าเยี่ยมชม เพื่อตรวจสอบ และทดสอบมาตรฐานระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กของ สทป. (Mini UAV รุ่น D - Eyes MK1) ณ สนามบินโพธาราม จ.ราชบุรี วันที่ 5 เม.ย.62
โดยผลการตรวจสอบ และทดสอบมาตรฐานเป็นที่พอใจของคณะกรรมการ กมย.กห.

งานพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) อีกโครงการที่มีมาอย่างต่อเนื่องของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.คือระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก Mini UAV แบบ D-Eyes MK1 
ที่ คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม มีการตรวจสอบ และทดสอบมาตรฐานที่ สนามบินโพธาราม ราชบุรี เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่น่าจะก้าวไปสู่การนำเข้าประจำการในแต่ละเหล่าทัพของกองทัพไทย
ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) DTI ก็ได้มีการมอบต้นแบบ Mini UAV D-Eyes Mark I ให้หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยไปทดลองใช้งานแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/dti-aapc_22.html) นับเป็นความก้าวหน้าในการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยครับ



Mi-17V5 helicopter 41st Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army with Bambi bucket in wildfire fighting mission at Northern of Thailand

กองพันบินที่ 41 กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ลพบุรีจัดอากาศยานสนับสนุน หน่วยบินเฉพาะกิจควบคุมหมอกควันและไฟป่าพื้นที่ภาคเหนือ
หยุดเผา เพื่อส่วนรวม ร่วมเป็นหูเป็นตาเพื่อไม่ให้ผู้ใดลอบเผาป่า เพราะป่าไม้เป็นของทุกคนในชาติต้องร่วมกันอนุรักษ์ 

ในภารกิจควบคุมหมอกควันและดับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยนอกจากอากาศยานจากกองทัพอากาศที่วางกำลังปฏิบัติภารกิจนี้ประจำอย่างเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๒ก BT-67 ฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๖ พิษณุโลก กองทัพอากาศไทยแล้ว
กองทัพบกไทยยังได้นำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mil Mi-17V5 กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ศบบ. ติดตระกร้าใส่น้ำดับเพลิง Bambi Bucket ร่วมภารกิจดับไฟป่าด้วย
แม้ว่าทางการจะแจ้งให้ชาวบ้านเลิกเผาป่าเพื่อหาเห็ดถอบ ผักหวาน และล่าสัตว์ป่าก็ตาม แต่ก็ยังมีการเผาป่าจากกลุ่มคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนไม่สนใจปัญหาส่วนรวมอยู่ประจำ ทำให้เจ้าหน้าที่กองทัพต้องสิ้นเปลืองในการนำอาวุธยุทโธปกรณ์มาใช้ในแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนครับ

TAVOR TAR Assault Rifle 5.56x45mm with IWI UBGL 40 40x46mm and MEPRO 21 and MEPRO GLS self illuminated reflex sight for 40mm Grenade Launcher at Defense and Security 2017.(My Own Photo)

IWI ACE-N 22 Assault Rifle 5.56x45mm with IWI UBGL 40x46mm and MEPRO 21 reflex sight at Defense and Security 2017.(My Own Photo)

IWI GL 40 40x46mm Grenade Launcher

กรมสรรพาวุธ กองทัพบกไทย ได้ตั้งโครงการจัดซื้อเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40mm ใช้ประกอบปืนเล็กยาวขนาด 5.56x45mm วงเงิน ๒๘,๘๑๒,๙๖๐บาท($906,355) ราคาต่อหน่วย ๕๘,๒๐๘บาท($1,831) (๔๙๕กระบอก) มีผู้เสนอราคาคือบริษัท Israel Weapon Industries LTD.(IWI) อิสราเอล
ผลิตภัณฑ์เครื่องยิงลูกระเบิด 40mm สำหรับติดกับปืนเล็กยาว 5.56mm ของ IWI อิสราเอลคือ IWI GL 40 ที่สามารถติดตั้งได้กับปืนเล็กยาวจู่โจม TAVOR TAR ปืนเล็กสั้น X95 และปืนเล็กยาวจู่โจม ACE N-23 ที่มีประจำการในกองทัพบกไทย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ IWI อิสราเอลเช่นกัน
ปัจจุบันอัตราจัดของหมู่ปืนเล็ก เหล่าทหารราบ กองทัพบกไทยที่ใช้ ปลย.๕๐ TAVOR นั้น พลเครื่องยิงลูกระเบิดยังจะใช้ปืนเล็กยาวจู่โจม M16A2 ติด ค.M203 40mm อยู่ การจัดหา ค.IWI GL 40 จะทำให้หมู่ปืนเล็กใช้ปืนแบบเดียวกันทั้งหมู่ลดปัญหาสายการส่งกำลังบำรุงปืนที่ต่างแบบกันในหน่วยครับ



Piaggio P.180 Avanti II EVO 402nd Squadron, Wing 4 Takhli, Royal Thai Air Force was displayed in Thailand Children's Day 2019, 12 January 2019.(unknow photo source)

เครื่องบินตรวจการณ์และลาดตระเวน Piaggio P.180 Avanti II EVO ที่ประจำการ ณ ฝูงบิน๔๐๒ กองบิน๔ ตาคลี จำนวน ๑เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องบินตรวจการณ์ลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศที่มาทดแทนครื่องบินตรวจการณ์ลำเลียงแบบที่๑๒ บ.ตล.๑๒ Learjet 35A ที่ปลดประจำการไปแล้วนั้น
มีข้อมูลออกมาว่าเครื่องบินลำเลียง P.180 ที่จัดหาจากอิตาลีนี้จะมีการเปลี่ยนภารกิจเครื่องใหม่และโอนย้ายไปหน่วยอื่น โดยมีการถอดอุปกรณ์ลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศจากช่องที่เจาะข้างลำตัวที่เป็นความลับออกไป โดยจะมีความชัดเจนในภารกิจใหม่และเครื่องบินทดแทนภารกิจเดิมในอนาคต
เป็นที่เข้าใจว่ากรณีนี้ก็เนื่องมาจากบริษัท Piaggio Aerospace อิตาลีที่ผลิตเครื่องกำลังประสบปัญหาใกล้จะล้มละลาย หลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยกเลิกการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ P.1HH HammerHead และกระทรวงกลาโหมอิตาลีไม่มีแผนจะจัดหาเข้าประจำการในกองทัพอิตาลีเอง
เรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงกรณีเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๔ บ.ล.๑๔ Alenia G.222 จำนวน ๖เครื่องที่กองทัพอากาศไทยเคยมีประจำการในอดีต ซึ่งบริษัท Aeritalia(Alenia) อิตาลีผู้ผลิตล้มละลายทำให้ขาดแคลนอะไหล่ในการซ่อมบำรุงเครื่อง G222 จนกองทัพอากาศต้องปลดประจำการเร็วกว่าที่ควรครับ

บังคลาเทศรับมอบเรือคอร์เวตแบบ C13B จีนสองลำสุดท้าย

Bangladesh Navy receives final two Chinese-made Type C13B corvettes

The final two Shadhinota (Type C13B)-class corvettes for the BN arrived at the naval base in Chittagong on 27 April, according to an ISPR statement. Source: ISPR
https://www.janes.com/article/88149/bangladesh-navy-receives-final-two-chinese-made-type-c13b-corvettes



กองทัพเรือบังคลาเทศ(BN: Bangladesh Navy) ได้รับมอบเรือคอร์เวตชั้น Shadhinota(Type C13B) สองลำสุดท้ายที่ได้สั่งจัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปลายปี 2015
ตามการแถลงโดยกองประชามสัมพันธ์ระหว่างเหล่าทัพ(ISPR: Inter-Services Public Relations) ที่เป็นฝ่ายสื่อสารมวลชนของกองทัพบังคลาเทศ

เรือคอร์เวต C13B ใหม่สองลำซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า F113 BNS Sangram และ F114 BNS Prottasha ได้ถูกส่งมอบแก่กองทัพเรือบังคลาเทศเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2019 และเดินทางถึงฐานทัพเรือ Chittagong เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2019 ISPR กล่าว
เรือซึ่งคาดว่าจะเข้าประจำการในอนาคตอันใกล้เป็นเรือลำที่สามและสี่ของเรือคอร์เวตชั้น Shadhinota ที่ถูกสร้างโดยอู่เรือ Wuchang Shipbuilding Industry Group ใน Wuhan จีน

โดย BNS Sangram ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 และ BNS Prottasha ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนเมษายน 2018 เป็นเรือชุดที่สองที่ต่อจากเรือสองลำแรกของชั้น
คือ F111 BNS Shadhinota และ F112 BNS Prottoy ซึ่งทั้งสองลำถูกปล่อยลงน้ำที่ Wuhan เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014 และเดือนธันวาคม 2014 ตามลำดับ และเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2016 ตามข้อมูลจาก Jane's Fighting Ships

อย่างไรก็ตามชุดภาพที่ปรากฎได้แสดงให้เห็นว่าเรือคอร์เวตชั้น Shadhinota ชุดสองลำหลังไม่เหมือนกับเรือชุดสองลำแรก โดยเรือสองลำหลังสุดดูเหมือนจะได้รับการติดตั้ง phased-array radar ที่มีความก้าวหน้ามากกว่า
ซึ่งตามข้อมูลจาก Website sina.com จีน น่าจะเป็น 3-D multifunctional radar แบบ SR2410C แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการใดๆปรากฎออกมา

เรือคอร์เวตแบบ C13B มีพื้นฐานการออกแบบจากเรือคอร์เวตชั้น Type 056 ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)
เรือคอร์เวต C13B มีความยาวเรือ 90m กว้าง 11m กินน้ำลึก 4.4m ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,330tonnes และมีความเร็วสูงสุดราว 25knots เรือแต่ละลำมีกำลังพล 78นายประกอบด้วยนายทหาร 18นาย และพันจ่า จ่า และพลทหาร 60นาย

เรือคอร์เวตแบบ C13B ติดตั้งปืนหลักปืนใหญ่เรือ H/PJ-26 ขนาด 76mm, ระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) ปืนใหญ่กล H/PJ-17-1 ขนาด 30mm สองกระบอก, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ FL-3000N แท่นยิง 8นัด,
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น C-802(YJ-83) และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ แม้ว่าระบบอำนวยการรบของ C13B ส่วนใหญ่จะเหมือนกับ Type 056 แต่เรือคอร์เวตชั้น Shadhinota ของกองทัพเรือบังคลาเทศไม่ได้มีการติดตั้งระบบ Sonar และอาวุธปราบเรือดำน้ำครับ