วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จีนนำเครื่องบินลำเลียง Y-20 เข้าประจำการอย่างเป็นทางการ

Chinese air force inducts Y-20 transport aircraft into service






The Y-20 has a maximum take-off weight of 200 tonnes and is designed to carry cargo and people over long distances, according to the Chinese air force.
The Chinese air force officially inducted the Y-20 heavy strategic transport aircraft into service on 6 July.Source: Xinhua
http://www.janes.com/article/62064/chinese-air-force-inducts-y-20-transport-aircraft-into-service
https://www.facebook.com/XinhuaNewsAgency/posts/1321082037919237

กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคที่ผ่านมาว่า
เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์ Y-20 ที่ออกแบบผลิตโดย Xian Aircraft Corporation(XAC) ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนอย่างเป็นทางการแล้ว
"การเข้าประจำการของ Y-20 เป็นนับเป็นหลักสำคัญของกองทัพอากาศในการเพิ่มขีดความสามารถการวางแผนทางยุทธศาสตร์" Shen Jinke โฆษกกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนกล่าวต่อสำนักข่าว Xinhua
โดยกล่าวเพิ่มอีกว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจำเป็นต้องมีเครื่องบินลำเลียงจำนวนมากกว่าและดีกว่านี้เพื่อเติมเต็มภารกิจทางทหารทั้งการรักษาความมั่นคงของชาติ, การกู้ภัยภายในและนอกประเทศ และงานบรรเทาสาธารณภัย

Y-20 เป็นอากาศยานที่ออกแบบและพัฒนาภายในจีน โดยเครื่องต้นแบบบินขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี2013  และเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ China International Aviation and Aerospace ครั้งที่10 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี2014
การนำเครื่องเข้าประจำการอย่างเป็นทางการมีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่มีรายงานอ้างว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนได้รับมอบ Y-20 เครื่องแรกจากจำนวนที่จะจัดหามากกว่า 1,000เครื่องเมื่อเดือนที่แล้ว
โดยสื่อสังคม Online จีนได้รายงานภาพการส่งมอบ Y-20 หมายเลข 11051 และ 11052 ที่ฐานทัพอากาศ Chengdu-Qionglai เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน แต่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในขณะนั้น
ต่อมาไม่กี่วันสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกข่าวว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนต้องการเครื่องบินลำเลียงหนัก Y-20 มากกว่า 1,000เครื่อง เพื่อรองรับความต้องการเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยแผนในปี 2014 มีความต้องการเริ่มต้นที่มากกว่า 400เครื่อง

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลว่า เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ไอพ่นสี่เครื่อง Y-20 มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 200tons และถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกสัมภาระและบุคคลเป็นระยะทางไกลในสภาพอากาศเลวร้าย
ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยคุณสมบัติของเครื่องอย่างเป็นทางการ แต่สื่อทางการจีนให้ข้อมูลว่า Y-20 บรรทุกได้หนัก 66tons ถ้าบรรทุกหนัก 51tons จะมีพิสัยการบินไกล 5,200km
ยังไม่ปรากฎภาพข้อมูลยืนยันว่าเครื่องบินลำเลียง Y-20 มีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้หรือไม่ ณ ขณะนี้
เป็นที่ทราบว่าวิศวกรอากาศยานรัสเซียและยูเครนของบริษัท Antonov มีส่วนช่วยในการออกแบบเครื่องบินลำเลียง Y-20 โดยมีข้อสังเกตว่า Y-20 มีรูปร่างคล้ายเครื่องบินลำเลียงหนักสี่เครื่องยนต์ใบพัด Turboprop แบบ Antonov An-70 ยูเครนครับ

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไทยและยูเครนพิจารณาการจัดตั้งสายการผลิตยานยนต์ทางทหารร่วมกัน

UKROBORONPROM and Ukrspetsexport show BTR-3E1 Armored Personnel Carrier Model at Defense & Security 2015(My Own Photo)

Thailand and Ukraine consider co-production of military vehicles
http://www.janes.com/article/62056/thailand-and-ukraine-consider-co-production-of-military-vehicles

ไทยและยูเครนกำลังพิจารณาความร่วมมือด้านความมั่นคงในโครงการผลิตยานยนต์ทางทหารร่วมกันในประเทศไทย
โดยโครงการดังกล่าวเป็นหัวข้อหนึ่งในการหารือระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และนาย Andrii Beshta เอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย ที่ศาลาว่าการกลาโหม เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคมที่ผ่านมา
โฆษกของรัฐบาลไทยได้ให้ข้อมูลว่าระหว่างการหารือนั้นทางการยูเครนได้เสนอการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยโดยการถ่ายทอด Technology ให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมในประเทศของไทย
และยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่ากำลังมองความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ทางทหารร่วมกันและระบบสนับสนุนการซ่อมบำรุงแบบเต็มอัตราในไทยด้วย

รายงานข้อเสนอความเป็นไปได้ในความร่วมมือการถ่ายทอด Technology การจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยานเกราะของยูเครนร่วมกับไทยนั้นถูกเปิดเผยขึ้นเป็นครั้งแรกในงาน Defense & Security 2015 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015)
ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกไทยก็ได้มีการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 ยูเครนจำนวนมากเพื่อเข้าประจำการใน กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ฯ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
รถถังหลัก Oplot ที่สั่งจัดหาจำนวน ๔๙คันเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ ซึ่งทางยูเครนระบุว่าจะจัดส่งรถครบภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
เช่นเดียวกับ กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยที่มีรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ประจำการอยู่ ๑๒คัน

การที่ยูเครนเสนอการถ่ายทอด Technology ด้านวิทยาการยานเกราะของตนซึ่งบริษัที่อยู่ในการควบคุมของ UKROBORONPROM รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครน
ที่มีผลิตภัณฑ์ยานเกราะหลายระบบที่ประจำการในกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนและส่งออกให้กับต่างประเทศเช่น รถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 ตระกูล BTR-3 และ BTR-4 และรถถังหลัก Oplot ของ KMDB,
รถหุ้มเกราะล้อยาง 4x4 หลายแบบเช่น Dozor-B ของ KMDB, BARS-8 ของ Bogdan, Kozak II ของ Practika และ Shrek/Spartan/Cougar/Cobra รวมถึงรถยนต์บรรทุกหนักทางทหารของ KrAZ เป็นต้นแล้ว
ถ้าข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยและยูเครนนี้บรรลุผลเป็นรูปธรรมได้จริงมองว่าจะส่งผลดีกับอุตสาหกรรมความมั่นคงของไทยในระยะยาวมากครับ

กองทัพเรืออินเดียรายงานปัญหาเรือบรรทุกเครื่องบิน Vikramaditya และเครื่องบินขับไล่ MiG-29K ที่จัดหาจากรัสเซีย

Indian Navy reports problems with Russian carrier, aircraft
The Indian Navy maintains that the MiG-29Ks it has received from Russia have been delivered in a substandard configuration. Source: Indian Navy
http://www.janes.com/article/62063/indian-navy-reports-problems-with-russian-carrier-aircraft

แหล่งข่าวอินเดียได้ให้ข้อมูลกับ Jane's ว่า กองทัพเรืออินเดียประสบปัญหาจำนวนมากกับเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน MiG-29K/MiG-29KUB
เช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ที่เข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียตั้งแต่ปี 2013 หรือเดิมคือเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Gorshkov ซึ่งทั้งหมดจัดหาจากรัสเซีย

ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ MiG-29K รุ่นที่นั่งเดี่ยว และ MiG-29KUB รุ่นฝึกสองที่นั่ง โดยทั่วไปนั้นเกิดจากการที่บริษัท RKS-MiG รัสเซียไร้ความสามารถในการส่งมอบอากาศยานที่สมบูรณ์โดยมีคุณสมบัติตรงตามสัญญาในเอกสารที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้
ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียซึ่งเคยเยี่ยมชมการทดสอบที่ฐานทัพเรือ Goa ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีอากาศนาวี INS Hansa ฐานบินฝึกทดสอบของเครื่องได้รายงานว่า MiG-29K ที่ส่งมอบให้กองทัพเรืออินเดียนั้นมีคุณลักษณะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
"เป็นอย่างแท้จริงว่าเครื่องได้รับการปรับปรุงและนำมาดูแลให้เป็นตามคุณสมบัติขณะที่อยู่ในเส้นทางการบิน" ผู้เชี่ยวชาญที่เคยเยี่ยมชมฐานทัพเรือ Goa กล่าว

เครื่องบินขับไล่ MiG-29K ของกองทัพเรืออินเดียนั้นแตกต่างจากเครื่องบินขับไล่ MiG-29KR ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับกองทัพเรือรัสเซีย(VMF)เพื่อปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ที่ได้รับการปรับปรุงเรือใหม่แล้ว
โดย MiG-29K ได้ถูกรวมอยู่ในกฎหมายการคว่ำบาตของรัฐบาลยูเครนที่ห้ามการส่งออกชิ้นส่วนทางทหารต่อรัสเซีย เช่นเดียวกับที่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯที่ระงับการส่งออกส่วนประกอบทางทหารของตะวันตกต่อรัสเซีย
การหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวทำให้ส่วนประกอบที่มาจากยูเครนหรือของตะวันตกสำหรับ MiG-29K นั่น ถูกนำเข้าโดยอินเดียโดยตรงและนำมาบูรณาการติดตั้งกับเครื่องที่ฐานทัพเรือ Goa

เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikramaditya ของกองทัพเรืออินเดียนั้น เป็นการดัดแปลงเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ซึ่งเดิมปฏิบัติการด้วยอากาศขึ้นลงทางดิ่งเช่นเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขับไล่ขึ้นลงทางดิ่ง Yak-38
ให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน STOBAR(Short Take-Off But Arrested Recovery) เช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ซึ่งดำเนินการโดยอู่ต่อเรือ Sevmash รัสเซีย ซึ่งเรือมีข้อบกพร่องที่ยังไม่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติการของเรือบรรทุกเครื่องบินเต็มที่
"หนึ่งในอุปกรณ์ที่ขาดคือแท่นกั้นการลงจอดฉุกเฉินที่เหมาะสมที่นอกเหนือจากการลงจอดตามปกติของเรือ" ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียรายหนึ่งกล่าวครับ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กองทัพโปแลนด์รับมอบเฮลิคอปเตอร์ W-3 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

Polish armed forces receive upgraded W-3 helos
The upgraded helicopter (front) includes a Rafael Advanced Defense Systems Toplite system mounted above the cockpit. Source: Grzegorz Holdanowicz

The Gluszec cockpit features colour multifunction displays and a HUD. (Grzegorz Holdanowicz)

The 12.7 mm under-nose machine gun provides significant firepower. (Grzegorz Holdanowicz)

The W-3RM Anakonda is being upgraded to a state-of-the-art maritime rescue version for the Naval Aviation Brigade. (PZL-Swidnik)
http://www.janes.com/article/61969/polish-armed-forces-receive-upgraded-w-3-helos

บริษัท Leonardo Helicopters อิตาลีได้แถลงว่าบริษัทย่อยในเครือคือ PZL-Swidnik โปแลนด์ได้ส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ W-3PL Gluszec เครื่องสุดท้ายที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว และเฮลิคอปเตอร์ W-3RM Anakonda เครื่องแรกที่ได้รับการปรับปรุงให้กองทัพโปแลนด์
พิธีการส่งมอบดังกล่าวมีขึ้นมีโรงงานของ PZL-Swidnik เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ Antoni Macierewicz นักการเมืองระดับสูง เจ้าหน้าที่กองทัพ และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมงาน
โดยมีเฮลิคอปเตอร์ W-3PL จำนวน 4เครื่องสุดท้ายจาก 8เครื่องที่ปรับปรุงส่งมอบให้กองทัพบกโปแลนด์ และเฮลิคอปเตอร์ W-3RM จำนวน 2เครื่องแรกจาก 5เครื่องที่ปรับปรุงส่งมอบให้กองทัพเรือโปแลนด์

การปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์ตระกูล W-3 ดังกล่าวเป็นผลงานพัฒนาของ PZL-Swidnik, กองทัพโปแลนด์ และสถาบันเทคโนโลยีกองทัพอากาศโปแลนด์
ฮ.W-3PL Gluszec ได้รับการติดตั้งห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ประกอบด้วยจอแสดงผลตรงหน้า Head Up Display และระบบ Avionic ภารกิจใหม่
ด้านบนหลังคาเครื่องติดตั้งกล้อง Electro-Optic/Infrared แบบ Toplite ของ Rafael Advanced Defense Systems อิสราเอล และระบบต่อต้านทั้งเครื่องยิงเป้าลวง chaff/flare และระบบลวง infrared
ระบบอาวุธประกอบด้วยป้อมปืนกลอากาศ 12.7mm ใต้หัวเครื่อง, ปืนใหญ่อากาศลำกล้องแฝด 27mm, จรวดขนาด 57mm/70mm/80mm, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ และระเบิดนำวิถีดาวเทียม Small Diameter Bomb
ตามข้อมูลของ PZL-Swidnik ฮ.W-3PL จะถูกนำเข้าประจำการที่ฐานทัพอากาศที่56 ใน Inowroclaw สำหรับภารกิจค้นหากู้ภัยในการรบ(CSAR: Combat Search and Rescue), ขนส่งกำลังพล, คุ้นกันขบวนเดินทาง, จู่โจม และการตรวจการณ์
การส่งมอบได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2010 คาดว่า ฮ.W-3PL จะยังคงประจำการไปจนถึงช่วงปี 2025-2030

ฮ.W-3RM Anakonda ได้รับการปรุงเพื่อเป็นรุ่นกู้ภัยทางทะเลที่นำสมัย สำหรับกองพลน้อยอากาศนาวี กองทัพเรือโปแลนด์ PZL-Swidnik ได้ให้ข้อมูลนี้โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในการทำงาน
จากข้อมูลใน Jane's All the World's Aircraft: Development & Production พื้นฐานของเครื่องรุ่น W-3RM จะมีคุณสมบัติประกอบด้วย
ห้องโดยสารที่กันน้ำ, ถุงลอยตัวในน้ำแบบยุบแบนได้ 6ถุง, และเพิ่มหน้าต่างในส่วนล่างของประตูห้องนักบิน เข้าใจว่าการปรับปรับปรุงนี้น่าจะรวมถึงระบบควบคุมเครื่องยนต์ขั้นก้าวหน้าและที่ยึดจับตัวเครื่องกับลานจอดในการวางกำลังบนเรือด้วยครับ

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กองทัพเรือพม่ามีเรือดำน้ำ ๑๐ลำมีความเป็นได้จริงหรือไม่?

Republic of Union of Myanmar Navy

ประเด็นหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงในแง่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยล่าสุดนั้น คือคำให้สัมภาษณ์สื่อของรัฐมนตรีกลาโหมที่กล่าวว่า
กองทัพเรือพม่ามีเรือดำน้ำถึง ๑๐ลำ และเป็นเรือใหม่ทั้งหมด ซึ่งสร้างความสงสัยให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารทางทหารในไทยจำนวนหนึ่งมาก (ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่เข้าใจผิดว่าประเทศที่มีเรือดำน้ำมากกว่า ๑๐ลำคือกองทัพเรืออินเดียซึ่งอยู่ในฝั่งทะเลอันดามันเช่นกัน)

เพราะส่วนใหญ่จะเป็นที่เข้าใจว่ากองทัพเรือพม่ามีความต้องการจะจัดตั้งกองเรือดำน้ำในปี 2015
โดยได้มีการส่งกำลังพลไปฝึกองค์ความรู้ด้านวิทยาการเรือดำน้ำที่ปากีสถาน ซึ่งปากีสถานอาจจะพิจารณาขายเรือดำน้ำ Agosta 70 เก่าแบบมือสองให้พม่า
และกำลังเจรจาความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Kilo จากรัสเซีย ๒ลำ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในขณะนี้
(อ้างอิงจาก http://www.globalsecurity.org/military/world/myanmar/navy.htm)
โดยพม่าต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(Conventional Submarine) เพื่อคานกำลังต่อกองทัพเรือบังคลาเทศที่จัดหาเรือดำน้ำชั้น Type 035 (NATO กำหนดรหัส "Ming") จากจีนแบบมือสองจำนวน ๒ลำ
ซึ่งทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวเบงกอลในการสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาตั้งแต่ช่วงปี 2008 จนถึงความขัดแย้งทางพรมแดนทางบก จนเคยมีการปะทะกันมาแล้วหลายครั้งเช่นล่าสุดในปี 2014

กรณีที่ระบุว่ากองทัพเรือพม่ามีเรือดำน้ำถึง ๑๐ลำ นั้นส่วนตัวเคยได้ทราบมาระยะหนึ่งแล้วครับว่า กองทัพเรือพม่าอาจจะมีเรือดำน้ำขนาดเล็กพวก Midget Submarines ใช้งานอยู่จำนวนหนึ่ง
ที่ได้ทราบข้อมูลมาคือดูเหมือนพม่าจะมีความสามารถในการต่อเรือดำน้ำขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนหนึ่งเองในประเทศซึ่งอาจจะได้รับความช่วยเหลือทาง Technology จากบางประเทศ
ถ้าถามว่ามีประเทศใดบ้างที่เป็นผู้ส่งออกเรือดำน้ำขนาดเล็กให้กองทัพเรือพม่า ก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้อยู่อย่างน้อยสองประเทศคือ อดีตยูโกสลาเวียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

สำหรับอดีตยูโกสลาเวียนั้นเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของกองทัพพม่าในอดีตก่อนยุคการปกครองโดยรัฐบาลทหาร SLORC หรือต่อมาคือ SPDC จะมีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนจำนวนมากในต้นปี 1990s
โดยในส่วนของกองทัพเรือพม่านั้นได้มีการจัดหาเรือรบจากอดีตยูโกสลาเวียหลายชุด เช่น
เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Y ช่วงปี 1957-1960, เรือตรวจการณ์ชั้น PB-90 ช่วงปี 1990, เรือตรวจการณ์ลำน้ำชั้น Michao ช่วงปี 1963-1968 และเรือสำรวจชายฝั่ง 801 Thutaythi ปี 1965 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานนานมากๆและเริ่มจะทยอยปลดประจำการไปหลายลำแล้ว

Former Yugoslav Navy submarines P-821 Heroj and P-912 Una at the Museum of Maritime Affairs in the port of Porto Montenegro, Tivat.(wikipedia.org)

ทั้งนี้อดีตยูโกสลาเวียเป็นประเทศหนึ่งที่มีอุตสาหกรรมทางเรือที่สามารถต่อเรือรบได้เองในประเทศ ถึงระดับที่สามารถต่อเรือดำน้ำขนาดเล็กและเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบประจำการในกองทัพเรือยูโกสลาเวียได้
ตัวอย่างอู่ต่อเรือ Uljanik ที่เมือง Pula ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศโครเอเชียแล้วนั้น สมัยอดีตยูโกสลาเวียเคยสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Sutjeska ๒ลำเข้าประจำการในปี 1962-1987
หรืออู่ต่อเรือ Brodosplit (BSO เดิม) เมือง Split ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศโครเอเชียเช่นกัน สมัยอดีตยูโกสลาเวียเคยสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Heroj ๓ลำเข้าประจำการในปี 1968-1999, เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Sava ๒ลำเข้าประจำการในปี 1972-2002 และเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Una ๖ลำเข้าประจำการในปี 1985-2005 เป็นต้น
ซึ่งอดีตยูโกสลาเวียนั้นได้เคยให้ความร่วมมือการถ่ายทอด Technology กับเกาหลีเหนือในการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กและมีอิทธิพลในการออกแบบเรือดำน้ำยุคใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือประชาชนเกาหลีที่มีข้อมูลรั่วไหลออกมาบ้าง

แต่หลังจากที่อดีตยูโกสลาเวียล่มสลายและเกิดสงครามกลางเมืองในช่วงปี 1990s จนแตกเป็นประเทศเกิดใหม่ต่างๆนั้น หลังจากที่มอนเตเนโกรแยกตัวไปเซอร์เบียก็เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลไม่มีกองทัพเรืออีกแล้ว
ดังนั้นในช่วงปี 1990s เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันถึงกองทัพพม่าจะยังจัดหาอาวุธบางระบบจากเซอร์เบีย เช่น ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Nora B-52 ขนาด 155mm
แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่กองทัพเรือพม่าจะจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กจากเซอร์เบียได้ เพราะเซอร์เบียไม่มีอู่ต่อเรือทางทะเลแล้วครับ


Ghadir class midget submarine Islamic Republic of Iran Navy(www.irna.ir)

A Sang-O-class submarine captured by South Korea on display at Tongil (Unification) Park near Gangneung in 2012.(wikipedia.org)

สำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีนั้นได้มีการพัฒนาสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กขึ้นมาหลายชั้นเข้าประจำการในกองทัพเรือประชาชนเกาหลีและส่งออกต่างประเทศได้จำนวนหนึ่ง เช่น
เรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yono ระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 130tons ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นเรือดำน้ำที่ยิง Torpedo จมเรือคอร์เวตชั้น Pohang คือ PCC-772 Cheonan ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2010
เรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yugo ระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 110tons ซึ่งถูกสร้างขึ้นมา ๖ลำ โดยหนึ่งลำถูกเกาหลีใต้ยึดได้ในปี 1998, ลำหนึ่งถูกปลดประจำการแล้ว และมีหนึ่งลำจมในอุบัติเหตุระหว่างการฝึกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2016 นี้
และเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Sang-O ระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำ 370tons ซึ่งเป็นแบบล่าสุดที่สร้างขึ้นมาช่วงปี 1990s โดยจาก ๔๐ลำ มีลำหนึ่งถูกเกาหลีใต้ยึดได้ในปี 1996
รวมถึงข้อมูลว่าเกาหลีเหนือกำลังมีการพัฒนาเรือดำน้ำขนาดเล็กแบบ K-300 หรือที่รู้จักในกลุ่มนักวิเคราะห์ทางทหารว่า Sang-O II ที่ขยายขนาดและเพิ่มสมรรถนะตัวเรือให้สูงขึ้น

มีข้อมูลบางส่วนออกมาว่ามีประจำการในกองทัพเรืออิหร่านซึ่งเปิดตัวเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Ghadir ที่สร้างเองในอิหร่านเมื่อปี 2007 นั้นอาจจะมีพื้นฐานมาจากเรือดำน้ำชั้น Yono และ Yugo ที่จัดหาจากเกาหลีเหนือจำนวนหนึ่งก่อนหน้านี้
โดยเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yugo นี้เคยเข้าประจำการในกองทัพเรือประชาชนเวียดนามจำนวน ๒ลำช่วงปี 1997 แต่ปัจจุบันปลดประจำการแล้ว
(จำได้ว่าช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) เป็นต้นมาซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ A19 จากบริษัท Kockums สวีเดนของกองทัพเรือไทยไม่ประสบความสำเร็จ
ก็มีรายงานในสื่อทางทหารว่าเวียดนามจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น P-4 Yugo จากเกาหลีเหนือสองลำพร้อมอุปกรณ์ Torpedo และทุ่นระเบิด แต่ก็ไม่มีรายงานภาพยืนยัน ทำให้หลายคนเชื่อว่าเป็นเพียงข่าวลือ
จนมาในช่วงหลังปี ๒๕๔๗-๒๕๔๘(2004-2005) ก็มีภาพเผยแพร่ออกมาสองสามภาพเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพประชาชนเวียดนามเยี่ยมชมเรือดำน้ำขนาดเล็กสีเขียวที่จอดอยู่ที่ท่า
มาถึงหลังปี ๒๕๕๓(2010) จึงมีภาพเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yugo ทั้งสองลำของกองทัพเรือประชาชนเวียดนามทาสีดำมีหมายเลขสีขาวออกมาทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์มากขึ้น
ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Project 636M Improved Kilo จากรัสเซีย และมีการปลดประจำเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yugo ต่อมารวมระยะเวลาประจำการเกือบ ๒๐ปี แต่ก็นับว่าเรือชั้นนี้ของกองทัพเรือประชาชนเวียดนามหาภาพยากมากอยู่ดี)

ทั้งนี้พม่าเคยตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจากเหตุวางระเบิดที่อนุสรณ์สุสานทหารใน Rangoon ปี 1983 เพื่อลอบสังหารประธาณาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้น ทำให้มีเจ้าหน้าที่พม่าและเกาหลีใต้เสียชีวิตถึง ๒๑ราย
ต่อมาพม่าได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีใหม่ในปี 2003 และผู้บัญชาการทหารพม่าได้ไปเยือนเกาหลีเหนือในปี 2008 และมีข้อตกลงความร่วมมือทางทหารร่วมกัน
ถ้าดูจากที่กองทัพพม่าได้มีการจัดหาระบบอาวุธจากเกาหลีเหนือจำนวนหนึ่ง เช่น เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M-1991 ขนาด 240mm แล้ว การจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กพร้อมการถ่ายทอด Technology เพื่อสร้างเองในพม่าอาจจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
เพราะเคยมีรายงานว่ามีการพบเจ้าหน้าที่เทคนิคเกาหลีเหนือราว ๒๐กว่าคนที่ฐานทัพเรือ Monkey Point กองทัพเรือพม่าที่เมือง Yangon รวมถึงข่าวลือที่กองทัพเรือพม่าได้จัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Yugo เมื่อช่วงต้นปี 2000s มาแล้ว
แต่ทั้งนี้เองหลังจากที่พม่ามีการเลือกตั้งเปลี่ยนผ่านเป็นรัฐบาลกึ่งพลเรือนเมื่อปี 2010 เพื่อเป็นสนับสนุนการที่กลุ่มประเทศตะวันตกผ่อนปรนยกเลิกการคว่ำบาตทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือการลงทุนจากสาธารณรัฐเกาหลีมากขึ้น
ทำให้รัฐบาลพม่ามีนโยบายที่ลดระดับความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีลง นั่นอาจจะทำให้การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากเกาหลีเหนือของพม่าลดลงไปซึ่งอาจจะรวมถึงความเป็นไปได้เรื่องเรือดำน้ำครับ

Hyundai Heavy industries KSS-II(Type 214 Son Won-Il class) and HDS-500 Submarines Model

S. Korean Navy's first-generation submarines decommissioned
http://english.yonhapnews.co.kr/news/2016/06/30/0200000000AEN20160630007500315.html

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงสำหรับข่าวเมื่อปี 2015 ที่บริษัท Hyundai Heavy industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลีให้ข้อมูลว่ากำลังสร้างเรือดำน้ำแบบ HDS-400 ให้กับลูกค้าที่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อและจำนวนได้
โดยเรือดำน้ำ HDS-400 ซึ่งเป็นเรือดำน้ำที่มีขนาดเล็กลงมาจากเรือดำน้ำแบบ HDS-500RTN ที่เคยเสนอข้อมูลให้กองทัพเรือไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘(2015) นั้น
มีการร่ำลือกันในกลุ่มสังคม Online ของไทยบางแห่งครับว่าเรือดำน้ำ HDS-400 นี่มีลูกค้าคือกองทัพเรือพม่า
อย่างไรก็ตามเท่าที่มีการรวบรวมข้อมูลล่าสุดนี้ ยังไม่มีรายงานทางกองทัพเรือพม่าได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการฝึกอบรมศึกษาหรือเข้าสังเกตุการณ์การซ้อมรบที่สาธารณรัฐเกาหลีแต่อย่างใด
รวมถึงจากแหล่งข้อมูลในเกาหลีใต้เองที่เชื่อว่าทาง HHI ได้สร้างเรือดำน้ำ HDS-400 นี้สำหรับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีเองเพื่อทดแทนเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Dolgorae ๓ลำที่เรือชุดสุดท้าย ๒ลำที่เข้าประจำการในปี 1990-1991 ได้ถูกปลดประจำการเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมา
และที่ต้องเป็นปกปิดความลับในการจัดหาก็เนื่องจากเรือชั้นนี้จะถูกใช้ในการสนับสนุนปฏิบัติการลับของหน่วยรบพิเศษอย่าง UDT/SEAL ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี หรือไม่เช่นนั้นก็คงจะเป็นประเทศอื่นมากกว่าพม่าครับ

Myanmar Army Officer aboards Submarine

อย่างไรก็ตามเรื่องเรือดำน้ำขนาดเล็กกองทัพเรือพม่านี้ก็เป็นหนึ่งในบรรดาข่าวลือที่ออกมากล่าวถึงความลึกลับของกองทัพพม่าครับตัวอย่างเช่น
กองทัพพม่าจัดหาขีปนาวุธพิสัยใกล้ Hwasong-6 SRBM จากเกาหลีเหนือบ้าง การสร้างเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินฐานทัพลับที่มีภาพออกมาบ้าง และโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่เงียบไปแล้วบ้าง
ฉะนั้นตอนที่ได้ทราบข้อมูลมาส่วนตัวก็เลยไม่ค่อยเชื่อครับว่าจะเป็นความจริง
แต่อีกแง่หนึ่งถ้าพม่าจะต่อเรือดำน้ำขนาดเล็กเองได้จริงในตอนนี้ก็ไม่แปลกใจนักครับ เพราะเราก็เห็นพม่าพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรมทางการทหาร โดยเฉพาะการต่อเรือรบเองในประเทศมานานแล้ว
ดังนั้นเรื่องที่กองทัพเรือพม่ามีเรือดำน้ำถึง ๑๐ลำนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่มีข้อมูลในส่วนข่าวกรองทางทหารของไทย แต่มันก็ยังเป็นความลับและคำกล่าวลอยๆที่ไม่สามารถจะยืนยันหลักฐานอะไรออกมาได้ในขณะนี้
(เชื่อว่าแม้แต่ชาวพม่าและทหารพม่าหลายนายอาจจะไม่ทราบเรื่องด้วยซ้ำไป เหมือนชุดเรือ ต.241 ของกองทัพเรือไทย)
หรืออาจจะเป็นอะไรที่ต่างจากที่กล่าวในบทความนี้ไปเลยก็ไม่อาจจะทราบได้ครับ

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กองทัพสิงคโปร์เปิดตัวรถหุ้มเกราะสายพานยุคใหม่ New Generation Armoured Fighting Vehicle

Singapore Armed Forces reveals next generation AFV development


The New Generation Armoured Fighting Vehicle is expected to be commissioned by 2019. Seen here is the final prototype of the new platform. Source: MINDEF
https://www.facebook.com/todayonline/photos/pcb.10153860693657572/10153860693192572
http://www.janes.com/article/61892/singapore-armed-forces-reveals-next-generation-afv-development

รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng Eng Hen ได้ประกาศระหว่างการแถลงต่อสื่อสำหรับวันกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces Day) ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า
กองทัพสิงคโปร์ได้รับมอบรถรบหุ้มเกราะสายพาน(AFV: Armoured Fighting Vehicle) รถต้นแบบคันสุดท้ายขนาด 29tons ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนรถสายพานลำเลียง M113A2 Ultra APC(Armoured Personnel Carrier) ที่มีอายุการใช้งานมานาน

รถเกราะสายพานที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อนี้ถูกกำหนดแบบในขณะนี้ว่า New Generation Armoured Fighting Vehicle
ซึ่งถูกพัฒนาโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (DSTA: Defence Science and Technology Agency) สิงคโปร์ ร่วมกับบริษัท Singapore Technologies (ST) สิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2006
และคาดว่าจะสามารถนำเข้าประจำการในหน่วยยานเกราะของกองทัพบกสิงคโปร์ได้ภายในปี 2019 ร่วมกับรถรบทหารราบสายพานที่พัฒนาสร้างโดย ST Kinetics สิงคโปร์คือ Bionix และ Bionix II ที่เข้าประจำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1999 และปี 2006

"พวกคุณบางคนที่นี่อาจจะคุ้นเคยกับ M113 ที่เป็นรถรบหุ้มเกราะหลักของเราซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1970s เป็นไปได้ว่าอาจจะก่อนพวกคุณบางคนเกิดด้วยซ้ำ ดังนั้นมันถึงเวลาที่จะทดแทนมันและเรามีการเปลี่ยนแทนในการทำงาน มันจะคือรถรบหุ้มเกราะของเรา
ผมได้เห็นรถต้นแบบแล้ว มันเป็นการทดแทนที่แข็งแกร่งด้วยอำนาจการยิง, การป้องกัน การเคลื่อนที่ และการหยั่งรู้สถานการณ์ที่มากยิ่งขึ้น คุณสามารถจินตนาการได้ถึงรถรบหุ้มเกราะที่มีทุกอย่างพร้อม
ทั้งการหยั่งรู้สถานการณ์ที่ดีขึ้น, ระบบตรวจจับที่มีขีดความสามารถดีขึ้น และแน่นอนมีการป้องกันที่ดีขึ้น" รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng กล่าวต่อสื่อในงาน

ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์(MINDEF: Ministry of Defence) รถเกราะสายพาน New Generation AFV นี้มีความยาวตัวรถ 6.9m กว้าง 3.28m สูง 3.2m หนัก 29tons
อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก 24.5HP/ton ทำความเร็วได้สูงสุด 70km/h พิสัยทำการ 500km ข้ามเครื่องกีดขวางได้สูงสุด 0.6m ข้ามคูได้กว้างสุด 2.1m ปีนที่ลาดชันได้สูงสุด 60%
กำลังพลประจำรถ 3นาย(ผบ.รถ, พลขับ และพลยิง) บรรทุกทหารราบได้ 8นาย ระบบอาวุธที่ติดตั้งกับรถต้นแบบคือป้อมปืน Remote Weapon Stations แบบ ADDER M30 ของ ST Kinetics ติดตั้งปืนใหญ่กล Bushmaster 30mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm ครับ
(เป็นป้อมปืน Remote แบบเดียวกับที่ยืมมาติดตั้งสาธิตกับยานเกราะล้อยาง DTI Black Widow Spider 8x8 ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยครับ)

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ภาพประกอบแนะนำนวนิยายเรื่องยาว "คีตะคีรีมิรู้จบ แนวรบตะวันตกไม่เคยสิ้นสุด"



ขอบขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนวนิยายเรื่องยาว "คีตะคีรีมิรู้จบ แนวรบตะวันตกไม่เคยสิ้นสุด"
จนมียอดผู้ชมเกิน ๕๐๐ท่าน และติดอันดับที่ ๑๖ ในหมวดนิยายสงคราม Dek-D.com ครับ
ท่านสามารถอ่านนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงใหม่(Rewrite) โดยเพิ่มบทส่งท้ายและตอนพิเศษได้ที่
http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1434167
ขอขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดครับ

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ฟิลิปปินส์ตัดสิทธิ์อินเดียออกจากโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่กองทัพเรือฟิลิปปินส์

Indian Company Garden Reach Shipbuilders & Engineers Ltd.(GRSE) show Stealth Corvette Model at Defense & Security 2015(My Own Photo)

Indian shipbuilder disqualified from frigate acquisition program 
The Department of National Defense has announced that the Indian shipbuilder Garden Reach Shipbuilders & Engineers Ltd. was not able to meet requirements set for the acquisition of two Philippine Navy frigates.
http://www.update.ph/2016/06/indian-shipbuilder-disqualified-from-frigate-acquisition-program/6862

ตามที่ได้เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่าบริษัท Garden Reach Shipbuilders & Engineers Ltd.(GRSE) รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือในความควบคุมของกระทรวงกลาโหมรัฐบาลอินเดีย เป็นผู้ชนะในการคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตเบาใหม่จำนวน 2ลำของกองทัพเรือฟิลิปปินส์นั้น
แต่ล่าสุดทางกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์(DND: Department of National Defense) ได้ประกาศแถลงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ฟิลิปปินส์ได้ตัดสิทธิ์บริษัท GRSE อินเดียออกจากโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือฟิลิปปินส์แล้ว
ปลัดกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ นาย Fernando Manalo ได้ให้ข้อมูลกับสื่อว่าบริษัทจากอินเดียได้ถูกตัดสิทธิ์ภายหลังแล้วเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามความต้องการของโครงการที่กำหนดไว้
โดยนาย Manalo กล่าวว่าบริษัทอู่ต่อเรือของอินเดียนั้น "ไม่มีความสามารถทางการเงินเท่าตามการคำนวณขีดความสามารถการทำสัญญาจัดหาเงินทุนสุทธิของตัวบริษัท"

การตัดสิทธิ์บริษัท GRSE อินเดียซึ่งเป็นผู้ยื่นราคาต่ำสุดในกลุ่มผู้ประมูลในโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือฟิลิปปินส์นั้น ได้รับการยืนยันภายหลังกองบัญชาการตะวันตกโดยกลุ่มทำงานทางเทคนิคของผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์ พลเรือตรี Ronald Joseph Mercado
โดยผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปินส์ได้แถลงว่า จากการที่คณะตัวแทนจากกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้เยี่ยมชมและดำเนินการตรวจสอบหลังการรับรองสิทธิ์ของบริษัท Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันในโครงการเรือฟริเกตเบา
ที่บริษัท HHI เกาหลีใต้เป็นผู้ยื่นราคาต่ำสุดเป็นอันดับสองในกลุ่มผู้ประมูลโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ พลเรือตรี Mercado ได้กล่าวเพิ่มเติมหลังการตรวจสอบว่าแบบเรือและข้อเสนอของ HHI เกาหลีใต้ "มีความเหมาะสมมากกว่า"
และยังกล่าวอีกว่าคณะตัวแทนกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้มุ่งเน้นไปที่ขีดความสามารถตามความต้องการที่จะตอบสนอง "ข้อเสนอทางเทคนิคและความต้องการทางเทคนิค" ของโครงการได้ครับ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๖

NORINCO VN1 8x8 model at Defense & Security 2015(My Own Photo)

สำหรับโครงการพิจารณายานเกราะล้อยางแบบใหม่ของกองทัพบกไทยนั้นล่าสุดมีรายงานข้อมูลออกมาเพิ่มเติมครับว่า แบบตัวเลือกในการพิจารณานั้นได้มีรถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ VN1 ของ NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเสนออีกแบบ
นอกจากที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่ามีประเทศที่เสนอแบบรถหุ้มเกราะล้อยางของตนคือรัสเซียที่เสนอ รถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-82A และยูเครนเสนอ BTR-3 หรือ BTR-4 ซึ่งทำให้ล่าสุดมีอย่างน้อยสามประเทศแล้วที่เสนอแบบรถของตนในโครงการของกองทัพบกไทยนี้



VN1 8x8 Bolivarian Marine Infantry(Venezuelan Marine Corps) Bolivarian Navy of Venezuela(Navy of Venezuela)

VN1 เป็นรถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบกล้อยาง 8x8 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของรถรบทหารราบล้อยาง ZBL-09 หรือ Type 07 ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
คุณสมบัติและสมรรถนะของ VN1 มีน้ำหนักรถ 21tons ความยาวรถ 8m ความกว้างรถ 3m ความสูงรถ 2.1m ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถน้อยกว่า 0.45m
ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล Deutz BF6M1015C กำลัง 440HP ทำความเร็วบนถนนสูงสุด 100km/h ทำความเร็วขณะลอยตัวในน้ำ 8km/h พิสัยทำการ 800km ปีนที่ลาดชันได้สูงสุด 30% ข้ามคูได้กว้าง 1.8m ข้ามเครื่องกีดขวางได้สูงสุด 0.55m
ระบบอาวุธติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm พร้อมปืนกลร่วมแกน 7.62mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง HJ-73D นำวิถีด้วยเส้นลวดแบบ SACLOS ระยะยิง 3,000m
(HJ-73 มีพื้นฐานลอกแบบมาจาก 9M14 Malyutka รัสเซีย ซึ่ง NATO กำหนดรหัส AT-3 Sagger โดยรุ่น HJ-73D ปรับปรุงระบบนำวิถี และใช้หัวรบสองชั้น Tandem HEAT เพื่อเพิ่มอำนาจการเจาะเกาะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA)
พลประจำรถ ๓นาย และบรรทุกทหารราบได้ ๗นาย(จำนวนกำลังพลที่บรรทุกได้ขึ้นกับว่าเป็นรุ่นรถรบทหารราบ IFV ๗นาย หรือรุ่นลำเลียงพล APC ๑๐-๑๑นาย ตามความต้องการของลูกค้า)

นาวิกโยธินกองทัพเรือเวเนซุเอลาเป็นลูกค้ารายแรกที่จัดหารถรบทหารราบล้อยาง VN1 ราว ๖๐คัน พร้อมกับรถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบกสายพาน VN18(ZBD-05 รุ่นส่งออก) และรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก VN16(ZTD-05 รุ่นส่งออก) วงเงินโครงการรวม $500 million
และมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมอาเจนตินาได้สั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล VN1 จำนวน ๑๑๐คัน พร้อมสายการผลิตในโรงงาน Tandanor-CINAR ซึ่ง VN1 รุ่นที่กองทัพบกอาเจนตินาจะจัดหาเป็นรุ่นลำเลียงพล APC ติดอาวุธหลักปืนกลหนัก 12.7mm กำลังพล ๓+๑๑นาย

NORINCO ST1 8x8 105mm assault gun

รถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล VN1 ยังมีแบบสำหรับส่งออกอีกหลายรุ่นตามพื้นฐานของรถหุ้มเกราะล้อยาง ZBL-09 ที่ประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
เช่น รถหุ้มเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถังแบบ ST1 ซึ่งติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm (จีนลอกแบบพื้นฐานจากปืนใหญ่รถถัง L7 105mm อังกฤษ) ที่เป็นรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานจากรถหุ้มเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง ZTL-09
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง PLZ-09 ขนาด 122mm หรือ 155mm, เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง PLL-09 ขนาด 120mm, ระบบต่อสู้อากาศยานอัตตาจร CS/SA5 ประกอบด้วยปืนใหญ่กล Gatling หกลำกล้อง 30mm และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้
รถเกราะล้อยางที่บังคับการ, รถเกราะล้อยางลาดตระเวน, รถเกราะล้อยางกู้ซ่อม และรถเกราะล้อยางพยาบาล เป็นต้น


ZBL-09 8x8 People's Liberation Army Ground Force

ถ้าเปรียบเทียบตัวเลือกแบบยานเกราะล้อยางที่เสนอให้กองทัพบกพิจารณาล่าสุด ณ ขณะนี้นั้น คงจะต้องกล่าวว่าถ้าดูเฉพาะด้านการออกแบบตัวรถแล้วยานเกราะล้อยาง VN1 จีนดูจะมีความทันสมัยที่สุด
เมื่อเทียบกับยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ยูเครนที่ประจำการในกองทัพบกปัจจุบัน และยานเกราะล้อยาง BTR-82A รัสเซียนั้นต่างมีพื้นฐานมาจากรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-80 เช่นเดียวกัน
ตามที่เสนอในบทความวิเคราะห์ไปครับว่า BTR-82A รัสเซียนั้นมีมิติขนาดเล็กกว่า BTR-3E1 และใช้ป้อมปืนแบบใช้พื้นที่วางภายในตัวรถ ทำให้ไม่สะดวกที่จะปรับแต่งภายในรถให้รองรับหมู่ทหารราบ ๑๑นายตามมาตรฐานกองทัพบกไทยเพิ่มจากหมู่ทหารราบรัสเซีย ๗นายได้
ส่วน BTR-3E1 ยูเครนนั้นถ้าไม่นับปัญหาความล่าช้าในการผลิตส่งมอบ ถึงตัวรถจะมีมิติขนาดใหญ่กว่า BTR-82A แต่การปรับปรุงให้รองรับการบรรทุกหมู่ทหารราบให้ครบ ๑๑นาย ผลตอบรับจากการฝึกหลายปีที่ผ่านมากำลังพลที่ใช้งานรถก็ไม่สะดวกมากนัก เช่น ในการขึ้นลงจากประตูข้างซ้ายขวาหรือช่องเปิดตั้งหลังคารถ
รถหุ้มเกราะล้อยางที่ออกแบบในมาตรฐานเดียวกับตะวันตก เช่น BTR-4 ยูเครน และ VN1 ที่มีประตูเปิดด้านท้ายจะทำให้กำลังพลสะดวกต่อการจัดที่นั่งภายในและขึ้นลงรถมากกว่า
อย่างไรตามรถเกราะล้อยาง VN1 เมื่อดูจากรถเกราะล้อยาง ZBL-09 ที่เป็นแบบพื้นฐานแล้ว ประตูท้ายของ ZBL-09 จะเป็นประตูขนาดไม่ใหญ่มากเปิดปิดด้านข้างเหมือนรถสายพานลำเลียง รสพ.๓๐ Type 85 ที่ประจำการในกองทัพบกมานานแล้ว
ต่างจากรถเกราะล้อยาง BTR-4 ที่ประตูท้ายมีประตูขนาดใหญ่เปิดทางซ้ายและขวา ซึ่งทำให้กำลังพลสะดวกในการขึ้นลงอย่างรวดเร็วพร้อมๆกันได้ดีกว่า VN1 ที่มีประตูเดียว

VN1 with HJ-73D Anti-Tank Missile

ด้านระบบอาวุธนั้นถ้าเปรียบเฉพาะในรุ่นรถรบทหารราบ IFV(Infantry Fighting Vehicle) เหมือนกัน BTR-82A รัสเซียจะมีอำนาจการยิงน้อยที่สุดคือมีป้อมปืนไร้คนบังคับ BPPU ติดปืนใหญ่กล 30mm กับปืนกลร่วมแกน 7.62mm เท่านั้น
ส่วน VN1 IFV จะสูงขึ้นมาโดยในรุ่นที่ส่งออกให้นาวิกโยธินเวเนซุเอลามีป้อมปืนใหญ่กล 30mm ปืนกลร่วมแกน 7.62mm และรางติดแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง HJ-73D ๑นัด
แต่นั่นก็ทำให้ระบบป้อมปืนไร้คนบังคับ Shturm ที่ติดกับ BTR-3E1 และ BTR-4 มีอำนาจการยิงสุงสุดในกลุ่มตัวเลือกด้วย ปืนใหญ่กล 30mm, ปืนกลร่วมแกน 7.62mm, เครื่องยิงลูกระเบิด 30mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังนำวิถี Laser SACLOS แบบ Barrier ระยะยิง 5,000m
เมื่อเทียบกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง HJ-73D ที่เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยเส้นลวด  wire-guided SACLOS รุ่นเก่าระยะยิงเพียง 3,000m ซึ่งแม้จะมีการปรับปรุงมาหลายรุ่นแต่ก็ล้าสมัยไปมากแล้ว
แม้ว่าจีนจะมีการพัฒนาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังยุคที่๓ ของตนแล้ว เช่น HJ-9 นำวิถี Laser SACLOS/ Semi-Active Millimetre Wave Radar ระยะยิง 5,500m ที่ใช้ในรถเกราะล้อยางติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแล้วก็ตาม
รวมถึงการพัฒนาป้อมปืนต้นแบบขั้นก้าวหน้า เช่น ระบบป้อมปืนใหญ่รถถัง 100mmพร้อมปืนใหญ่กล 30mm และ ป้อมปืนใหญ่กล 30mm พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังยุคที่๒ HJ-8 เป็นต้น
แต่ก็ยังไม่พบว่ามีการพัฒนาระบบต้นแบบต่างๆเหล่านี้มาติดตั้งกับรถรบทหารราบที่ประจำการจริงในขณะนี้รวมถึงเพื่อการส่งออกด้วยหรือไม่
รวมถึงความเป็นไปได้ที่ว่ารถหุ้มเกราะล้อยาง VN1 ที่เสนอให้กองทัพบกพิจารณานั้นอาจจะเป็นแบบเดียวกับของกองทัพบกอาเจนตินา คือเป็นรุ่นลำเลียงพล APC ติดเฉพาะป้อมปืน Remote ขนาด 12.7mm กำลังพล ๓+๑๑นาย หรือไม่เช่นกัน
ก็คงต้องติดตามความคืบหน้าในโครงการพิจารณายานเกราะล้อยางแบบใหม่ของกองทัพบกนี้กันต่อไปในอนาคตครับ

ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมากองทัพเรือไทยมีการจัดการฝึกซ้อมรบหลายการฝึกครับ เช่น 
-การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๕๙
-การฝึกผสม Guardian Sea 2016 กองทัพเรือไทย-กองทัพเรือสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙
-การฝึกผสม  BLUE STRIKE 2016 กองทัพเรือไทย-กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๒๑ พฤษภาคม-๙ มิถุนายน ๒๕๕๙
-การฝึกร่วมกองทัพไทยประจำปี ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
-การฝึกผสม CARAT 2016 กองทัพเรือไทย-กองทัพเรือสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ ๑๖-๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙
ซึ่งการฝึกต่างๆเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมในการปฏิบัติการของกองทัพเรือไทยทั้งการปฏิบัติรวมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศไทย รวมถึงมิตรประเทศทั้งสหรัฐฯและจีนครับ

ZTD-05 Amphibious Light Tank People's Liberation Army Marine Corps at exercise Blue Strike 2016 Thailand

ZBD-05 Amphibious Infantry Fighting Vehicle People's Liberation Army Marine Corps at exercise Blue Strike 2016 Thailand


เฉพาะในส่วนการฝึกผสม BLUE STRIKE 2016 นั้นปีนี้เป็นปีแรกที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หลายแบบมาทำการฝึกในไทย 
เช่น เรืออู่ยกพลขึ้นพลชั้น Type 071 LPD-989 Changbaishan, ปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน PLZ-07 122mm, รถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบกสายพาน ZBD-05 และรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก ZTD-05 
ซึ่งในส่วนรถรบทหารราบ ZBD-05 และรถถังเบา ZTD-05 นั้นจากการสาธิตการฝึกยิงกระสุนจริงที่สนามฝึกกองทัพเรือ บ้านจันทเขลม จันทบุรี ร่วมกับรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 กองพันรถถัง นาวิกโยธินกองทัพเรือไทยนั้น 
ได้สร้างความสนใจในสมรรถนะของรถรบแบบนี้ของจีนต่อนาวิกโยธินไทยพอสมควร

การจัดกำลังของหน่วยรถรบและยานเกราะของ กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยนั้น จะมีอัตราจัดอยู่ใน กองพันรถถังนาวิกโยธิน โดย พัน.ถ.นย.จะมีหน่วยขึ้นตรงในอัตราจัดประกอบด้วย
-กองร้อยรถถัง มีรถถังหลัก Type 69-II ๕คันที่โอนมาจากกองทัพบกหลายสิบปีแล้ว
-กองร้อยยานเกราะ มีรถหุ้มเกราะล้อยาง 4x4 แบบ V-150 ติดป้อมปืนกลหนัก M2 .50(12.7x99mm)กับปืนกล MG3 7.62x51mm จำนวน ๒๔คัน และรถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 BTR-3E1 จำนวน ๑๒คัน
-กองร้อยต่อสู้รถถัง มีรถยนต์บรรทุก HMMWV ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง TOW

ASCOD Pizarro LT-105 Light Tank

เดิมทีเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๔๑(1996-1998) นั้นกองพันรถถังนาวิกโยธินมีแผนจะจัดหารถถังเบา ASCOD LT-105 ติดป้อมปืนใหญ่ 105mm จากสเปนจำนวน ๑๕คันสำหรับ ๑กองร้อยรถถัง ตั้งวงเงินไว้ที่คันละ $2-3 million รวมราว ๑,๐๕๐ล้านบาทในเวลานั้น
แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) นำมาสู่การลดค่าเงินบาทและตัดลดงบประมาณกลาโหม ทำให้กองทัพเรือต้องยกเลิกโครงการจัดหารถถังสำหรับนาวิกโยธิน และรับโอน ถ.๓๐ Type 69-II ๕คันจากกองทัพบกมาใช้งานมาตลอด
ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมากองทัพเรือได้ศึกษาแบบรถหุ้มเกราะสายพานติดปืนใหญ่รถถังสำหรับจะนำเข้าประจำการในกองพันรถถังนาวิกโยธินมาตลอด 
เช่น CV90105-T และ CV90120-T สวีเดน ติดป้อมปืนใหญ่ขนาด 105mm และ 120mm กับ K21-105/120 สาธารณรัฐเกาหลี ติดป้อมปืน Cockerill XC-8 ขนาด 105mm หรือ 120mm เบลเยียม
โดยได้เคยเสนองบประมาณราว ๒,๕๐๐ล้านบาท สำหรับ ๑กองร้อยรถถังนาวิกโยธินจำนวน ๑๕คัน แต่อย่างไรก็ตามหลังโครงการจัดหายานเกราะล้อยาง BTR-3E1 จำนวน ๑๒คัน วงเงิน ๔๒๐ล้านบาท นาวิกโยธินก็ยังไม่มีโครงการจัดหารถรบใหม่อีกแต่อย่างใด

ทั้งนี้ในส่วนของโครงการวิจัยและพัฒนายานเกราะล้อยางสำหรับนาวิกโยธิน ที่กองทัพเรือลงนามความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI ไปแล้ว 
ที่จำเป็นจะต้องมีการวิจัยศึกษาประเมินคุณสมบัติความต้องการในการพัฒนารถต้นแบบสำหรับนาวิกโยธิน เพิ่มเติมจากรถหุ้มเกราะล้อยาง Black Widow Spider สำหรับกองทัพบกนั้น ยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการกว่าได้รถต้นแบบอีกนานพอสมควร
ซึ่งนอกจากในส่วนกองร้อยรถถังของนาวิกโยธินที่อัตราไม่ครบ ๑๕คันตามที่วางแผนไว้มานานหลายสิบปีแล้ว 
กองทัพเรืออาจจะมองในส่วนการจัดหารถรบใหม่ทดแทน V-150 ๒๔คันใน ร้อย.ก.พัน.ถ.นย. และรถเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก LVTP7 ๑๒คันรุ่นเก่าที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว และ AAV7A1 ๒๔คันในกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบกด้วย


VN16 Amphibious Light Tank Bolivarian Marine Infantry(Venezuelan Marine Corps) Bolivarian Navy of Venezuela(Navy of Venezuela)

นั่นทำให้รถเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกสายพาน VN18(ZBD-05 รุ่นส่งออก) และรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก VN16(ZTD-05 รุ่นส่งออก) จีนอาจจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นาวิกโยธินกองทัพเรือไทยอาจจะให้ความสนใจ เช่นเดียวกับที่นาวิกโยธินเวเนซุเอลาจัดหาไปแล้ว
โดยรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก ZTD-05 มีกำลังพลประจำรถ ๔นาย(ผบ.รถ, พลขับ, พลยิง และพลบรรจุ) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลกำลัง 550HP ทำบนถนนได้ 65km/h และขณะลอยตัวในน้ำได้ถึง 25km/h โดยใช้ชุดเพิ่มกำลังเครื่องยนต์พิเศษเป็น 1475HP
ติดตั้งปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลียวขนาด 105mm(มีพื้นฐานจาก ปถ.L7 เช่นกัน) สามารถยิงกระสุนมาตรฐาน NATO รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังที่จีนพัฒนาเองจากปากกระบอกปืนขณะอยู่บนบกและลอยตัวในน้ำได้ พร้อมปืนกลร่วมแกน 7.62mm และปืนใหญ่กล 12.7mm
ส่วนรถรบทหารราบสะเทินน้ำสะเทินบกสายพาน ZBD-05 มีกำลังพลประจำรถ ๓นาย(ผบ.รถ, พลขับ และพลยิง) บรรทุกทหารราบได้ ๘นาย ติดตั้งปืนใหญ่กล 30mm พร้อมปืนกลร่วมแกน 7.62mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง HJ-73 ๒นัด

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่จะได้รับในอนาคตด้วยว่าจะเพียงพอต่อการดำเนินโครงการจัดหาหรือไม่ 
อีกทั้งถ้าจะว่ากันตามตรงระบอาวุธจากจีนในปัจจุบันแม้จะมีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ก็ควรต้องมาดูจากผลการปฏิบัติงานจริงของระบบนั้นๆครับ ไม่ใช่ดูแค่รายละเอียดสมรรถนะในเอกสารประชาสัมพันธ์อย่างเดียว
ซึ่งจากการฝึก Blue Strike 2016 ล่าสุดที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ไทยที่ร่วมการฝึกหลายนายก็ยังได้เห็นถึงข้อบกพร่องของระบบอาวุธจีนแบบต่างๆที่นำมาฝึกหลายอย่างที่ไม่น่าประทับใจนักอยู่ครับ


พิธีเริ่มเดินเครื่องตัดโลหะ CNC เรือ OPV ลำที่ 2
พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล ประธานคณะกรรมการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง และที่ปรึกษาพิเศษ กองทัพเรือ 
เป็นประธานในพิธี เริ่มเดินเครื่องตัดโลหะ CNC สำหรับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำที่ ๒ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ นั้น ก็ได้มีการทำพิธีเดินเครื่องตัดโลหะชิ้นส่วนเรือเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งความคืบหน้าในการก่อสร้างเรือขั้นต่อไปคงจะมีรายงานตามมาครับ





ยามเย็นวันนี้ ร.ล.แหลมสิงห์ เครดิตรูปจาก ช่างต่อเรือเหล็ก อธบ.อร.

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ปืนชุด ร.ล.แหลมสิงห์ นั้นการติดตั้งระบบอาวุธประจำเรือเช่น ปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62 และปืนใหญ่กล MSI DS30MR คาดว่าจะเริ่มต้นในราวเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
และคาดว่า ร.ล.แหลมสิงห์ จะมีกำหนดการทำพิธีขึ้นระวางประจำการภายในเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ นี้ครับ

แบบจำลองเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า(Conventional Submarine) ของ China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) และ China Shipbuilding & offshore International(CSOC) 
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ Ship Technology for the Next Decade หรือ Ship Tech.III (My Own Photo)

หลังจากมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.ศ.๒๕๖๐ ไปนั้น ก็มีกระแสข่าวออกมาครับว่า
กองทัพเรือไทยจะมีการเสนอจัดซื้อเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เบื้องต้น ๑ลำ วงเงินประมาณ ๑๓,๐๐๐ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณในส่งนของกองทัพเรือเอง โดยมีแผนจะจัดซื้อให้ครบ ๓ลำภายใน ๑๒ปี
ข้อมูลเดิมนั้นกองทัพเรือได้ตั้งงบประมาณจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากจีนจำนวน ๓ลำวงเงินประมาณ ๓๖,๐๐๐ล้านบาท แต่กองทัพเรือได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการใช้งบประมาณผูกผันต่อเนื่องในโครงการนี้จากคำแนะนำของรัฐบาลและกระแสต่อต้านจากภาคสังคม
ซึ่งทำให้ข้อมูลล่าสุดจึงออกมาว่ากองทัพเรือจะดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำ S26T เพียง ๑ลำในขั้นต้นเพื่อเป็นการลดจำนวนงบประมาณที่จะต้องใช้ในโครงการและกระแสต่อต้านจากประชาชน

อย่างไรก็ตามกระแสต่อต้านทั้งภายในกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม และภาคประชาสังคมที่จะต้องการให้ยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำจากจีนก็ยังสูงมากอยู่ดี 
แม้ว่ากองทัพเรือจะพยายามลดกระแสกดดันต่อต้านจากภาคส่วนต่างๆโดยลดจำนวนการจัดหาเรือในระยะแรกมาเป็นเพียง ๑ลำในเบื้องต้นเพื่อลดงบประมาณที่ใช้ในโครงการลง แต่ฝ่ายต่อต้านนั้นมีจุดประสงค์ต้องการที่จะให้กองทัพเรือยุติโครงการจัดหาเรือดำน้ำโดยถาวรตลอดไป
ดังนั้นแม้ว่าจะมีการผ่านการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อเรือก็ตาม แต่ก็มีความอ่อนไหวมากที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจนในอนาคตกองทัพเรือไม่สามารถจัดหาเรือดำน้ำได้อีกครั้งจากหลายขั้นตอนและวิธีการ 
เช่นถ้า สนช.ผ่านการอนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจริง แต่ในอนาคตถ้ามีการเปลี่ยนแปลงภายในใดๆ ถึงจะลงนามสัญญาจัดหาไปแล้วก็ยังสามารถถูกยกเลิกได้อยู่ดี เพราะก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในหลายๆโครงการที่ผ่านมาในอดีตที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ในความเป็นจริงเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมมีน้ำหนักน้อยมากที่เปลี่ยนแปลงโครงการได้ แต่ถ้าโครงการจัดเรือดำน้ำจีนนี้จะไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้งเหมือนเช่นที่ผ่านมาในอดีต ก็จะเนื่องมาจากปัจจัยภายในกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม และอื่นๆที่เกี่ยวข้องเองนั่นละครับ
ก็คงต้องติดตามและหวังว่า กองเรือดำน้ำ กองทัพเรือ จะสามารถจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการได้จริงๆเสียที ไม่มีสภาพเป็นกองทัพเรือที่ปราศจากเรือดำน้ำต่อไปอีกอย่างไม่ทราบว่าจะนานเท่าไร 
เพราะจนถึงตอนนี้เองข่าวการจัดหาเรือดำน้ำดังกล่าวก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยผู้รับมอบใช้งานและกองทัพเรือแต่อย่างใดเลย
อย่างล่าสุดบางสื่อก็นำเสนอว่ากองทัพเรือเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจีน ๓ลำ วงเงิน ๓๖,๐๐๐ล้านบาท เข้าวาระประชุมพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยเป็นงบประมูลผูกพันจัดซื้อต่อเนื่อง ๑๑ปี ตามขั้นตอน ดูแล้วข่าวยังไม่นิ่งในขณะนี้ที่จะยืนยันอะไรได้ครับ
(ตรงนี้ยังไม่รวมถึงกระแสต่อต้านภายในจากบุคลากรในกองทัพเองหรือประชาสังคมต่อบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจของหลายๆโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านกันด้วยข้อเท็จจริงทางข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่มักเป็นการใช้ประทุษวาจาโจมตีที่ตัวบุคคลมากกว่าตัวโครงการ
เห็นได้ตามสื่อสังคม Online Social Network หรือสื่อมวลชนหลักหลายๆแห่ง ที่บางแห่งอาจดูน่าเชื่อถือเป็นกลางแต่ถ้าอ่านรายละเอียดเชิงลึกก็จะพบว่ามีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ เดี๋ยวหาแหล่งที่จะนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นกลางจริงๆได้น้อยลงไปมากครับ)

น.อ.วสุ มโนสิทธิศักดิ์ ผบ.บน.๖ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมศิษย์การบินฝ่ายยุทธการ รุ่นที่๑ ณ ฝูงบิน๖๐๔ กองบิน๖ ในวันที่ ๑๗ มิ.ย.๕๙
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1179358775450127.1073742182.838645852854756
https://www.facebook.com/กองบิน6-Wing-6-RTAF-838645852854756/

นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพไทยครับ เมื่อกองทัพอากาศไทยได้เปิดตัวผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นนักบินหญิงชุดแรกทั้ง ๕ท่านประกอบด้วย
เรืออากาศโทหญิง กานต์ชนก จรรยารักษ์
เรืออากาศโทหญิง พีรศรี จักรไพศาล
เรืออากาศตรีหญิง ชนากานต์ สอนจ้าน
นางสาว สิรีธร ลาวัณย์เสถียร
และ นางสาว ชลนิสา สุภาวรรณพงศ์

นักบินหญิงทั้ง ๕ท่านนี้ ๒ท่านที่จบจากสถาบันการบินพลเรือน คือ นางสาว สิรีธร ลาวัณย์เสถียร และ นางสาว ชลนิสา สุภาวรรณพงศ์
จะต้องเข้ารับการฝึกหลักสูตรนายทหารชั้นผู้บังคับหมดเบื้องต้นเป็นเวลา ๑เดือน ก่อนที่ได้รับยศเป็น เรืออากาศตรี จากนั้นจะเข้าฝึกภาควิชาการและภาคอากาศต่ออีก ๗๖ชั่วโมง โดยคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในเดือนกันยายน ๒๕๕๙
ส่วนอีกสามท่านที่เป็นทหารอากาศอยู่แล้วซึ่งยังไม่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี จะต้องเข้าฝึกหลักสูตรศิษย์การบินของกองทัพอากาศ, ฝึกภาควิชาการและภาคอากาศ รวม ๕๑๖ชั่วโมง โดยคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในเดือนกันยายน ๒๕๖๐
เพื่อทั้งหมดจะได้รับการบรรจุเป็นนักบินลำเลียงพร้อมรบของกองทัพอากาศต่อไป ซึ่งจะไปทำการบินกับเครื่องบินลำเลียงได้ทุกแบบในทุกฝูงของกองทัพอากาศ
เช่น บ.ล.๘ C-130H ฝูงบิน๖๐๑ กองบิน๖ , บ.ล.๒ก. BT-67 ฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๑ อาจจะรวมถึง บ.จธ.๒ AU-23A ฝูงบิน๕๐๑ กองบิน๕, บ.อ.๑ SAAB 340 ERIEYE AEW และ บ.ล.๑๗ SAAB 340B ฝูงบิน๗๐๒ กองบิน๗ ด้วย

อย่างไรก็ตามก้าวแรกของประวัติศาสตร์นักบินพร้อมรบหญิงของกองทัพอากาศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นครับ
เพาะถ้าดูตัวอย่างจากหลายประเทศที่มีการเปิดรับสุภาพสตรีเข้ามาทำการศึกษาในโรงเรียนผลิตนายทหารหลัก หรือเข้ามาบรรจุในหน่วยใช้กำลังของกองทัพ
เช่น กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นซึ่งวิทยาลัยป้องกันประเทศ NDA(โบเอได) ได้เปิดรับสุภาพสตรีเข้ามาเรียนรวมกับสุภาพบุรษเกือบ ๒๐ปีแล้วนั้น
ก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปีกว่านายทหารหญิงเรานั้นจะได้รับการยอมรับจากกำลังพลชายที่เป็นกำลังหลักที่บางส่วนมักจะต่อต้าน ตัวอย่างเช่นผู้บังคับการเรือพิฆาตหญิงคนแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นตามที่เคยรายงานไป
ในกรณีของกองทัพอากาศไทยก็ต้องมาดูกันต่อไปในระยะยาวครับว่า นักบินหญิงชุดแรกนี้จะมีโอกาสเติบโตก้าวหน้าในสายงานต่อไปเป็นรากฐานให้นักบินหญิงรุ่นต่อๆไปของกองทัพอากาศไทย
หรือสุดท้ายจะหายไปตามกาลเวลาเหมือนนักเรียนนายร้อยหญิง โรงเรียนนายร้อยทหารบก สมัยสงครามโลกครั้งที่๒ (พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๘๗ 1942-1944) รุ่นแรกและรุ่นเดียว ๒๘ท่าน ครับ

ฮ.๖ UH-1H ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ กองทัพอากาศไทย
https://www.facebook.com/rach2511/posts/10209885223265350
https://www.facebook.com/rach2511

ตรงนี้ขอบ่นหน่อยครับ ตั้งแต่ติดตามข่าวอุบัติเหตุ ฮ.๖ UH-1H ๒๒/๑๒ หมายเลขเครื่อง ๒๐๓๔๓ หมวดบิน ๒๐๓๔ ดอนเมือง ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ กองทัพอากาศตกระหว่าภารกิจการส่งกำลังบำรุง สถานีถ่ายทอดโทรคมนาคมที่เขาชะเมา
บริเวณ อำเภอจังหวัดระยอง และเขาวง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙ ที่ผ่านมา
โดยพบร่างนักบินและช่างเครื่องเสียชีวิต ๓นายคือ นาวาอากาศตรี พสิษฐ์ เตชะเสน นักบินที่๑, เรืออากาศเอก อลงกรณ์ จันทร์กระจ่าง นักบินที่๒ และ พันจ่าอากาศเอก วิสุทธิ์ พุทธรักษา เจ้าหน้าที่ช่างอากาศยาน
ก็ยิ่งได้เห็นความเหลวไหลของสื่อและสังคมในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีการตรวจสอบแน่ชัดจากทางการ

อย่างข่าวที่ได้มาตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆบอกว่า ฮ.ที่ตกเป็นแบบ Bell 412 ทั้งที่จริงเป็น UH-1H ต่อมาก็ปล่อยข่าวว่ามีคนโบกผ้าในป่าบ้าง ชุดร่มบินที่บินค้นหาพบควันไฟในป่าบ้าง นักบินและช่างเครื่องรอดทั้ง ๓นายบ้าง
ซึ่งบั่นทอนกำลังใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดค้นหาอย่างมากทั้ง เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ชุดรบพิเศษทหารบก ชุดกองพันลาดตระเวนนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ชุดพลร่มกู้ภัย PJ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธิน กองทัพอากาศ และตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น
(ชุดค้นหาในส่วนของกองทัพเรือมี นาวาตรี กันตินันท์ เตชะเสน พรรคนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นน้องชายของ นาวาอากาศตรี พสิษฐ์ เตชะเสน นักบินที่เสียชีวิตด้วย)
มันแสดงให้เห็นภาพส่วนหนึ่งครับว่าสื่อมวลชนในไทยขณะนี้มีสื่อประเภทที่ไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพทำข่าวด้วยความฉาบฉวยไร้วุฒิภาวะและความรับผิดชอบมาก

ฮ.๑๑ EC725 (Airbus Helicopters H225M) ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ กองทัพอากาศไทย
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1081517148565858.1073742484.243966748987573
https://www.facebook.com/wing2RTAF/

ทั้งนี้ผลที่ตามมาจากอุบัติเหตุ ฮ.๖ UH-1H ตกที่เขาชะเมา เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน นั้น ทางกองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะปลดประจำการ ฮ.๖ UH-1H ที่ประจำการใน ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ ลงจำนวน ๑๐เครื่อง จากจำนวนที่ยังคงประจำการอยู่ราว ๒๐เครื่อง
และมีแผนจะจัดหาอากาศยานปีกหมุนทดแทน ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นการจัดหา ฮ.๑๑ EC725 (ปัจจุบัน Airbus Helicopters กำหนดแบบเป็น H225M) เพิ่มเติม
ที่ปัจจุบันจัดหามาแล้วในระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง และกำลังดำเนินการสร้างในระยะที่๒ อีก ๒เครื่อง และมีแผนจัดหาเพิ่มในระยะที่๓ อีก ๒เครื่อง รวม ๘เครื่อง ให้ครบฝูง ๑๒เครื่องเป็นอย่างน้อย
ในส่วนสถานี Radar บนภูเขาที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ประจำการ ซึ่งจำเป็นต้องมีการส่งกำลังบำรุงด้วยเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น เพราะไม่สามารถส่งเสบียงด้วยรถยนต์ สัตว์ต่าง หรือการเดินเท้าได้นั้น
ทางกองทัพอากาศมีแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้งานระบบควบคุมที่ไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ประจำ เช่นจากสัญญาณ Microwave เป็นผ่านสาย Fiber optic และดาวเทียม เป็นต้นครับ