แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ An-70 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ An-70 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๙

UH-1H and Bell 212 EDA of 2nd Airmobile Company, Aviation Battalion, Army Aviation Center, Royal Thai Army 
ฮ.ท.๑ UH-1H และ ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA กองบินปีกหมุนที่๒ การซ้อมพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตรับราชการนักบินทหารบกชั้นนายพลประจำปี๒๕๕๙

ฮ.ท.๒๑๒ Bell 212 EDA กองบินปีกหมุนที่๒ การซ้อมพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตรับราชการนักบินทหารบกชั้นนายพลประจำปี๒๕๕๙

ฮ.ท.๑ UH-1H กองบินปีกหมุนที่๒ การซ้อมพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตรับราชการนักบินทหารบกชั้นนายพลประจำปี๒๕๕๙
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1807719302782309&id=100006327702559


http://news.thaipbs.or.th/content/255817
http://www.matichon.co.th/news/288092

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ ฮ.ท.๑ UH-1H หมายเลข019 กองบินปีกหมุนที่๒ ตกกระแทกพื้นขณะลงจอดจนเกิดเพลิงไหม้เครื่องและมีผู้บาดเจ็บ ๔นาย ที่ลานจอดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ที่ผ่านมา
ในภารกิจสนับสนุน พบตรี เอกรัตน์ ช้างแก้ว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, พันเอก พสิษฐ์ ชาญเลขา ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่๔๖ และคณะไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ อำเภอ แจะแนะ จังหวัดนราธิวาส นั้น
นับเป็นการสูญเสียอากาศยานของศูนย์การบินทหารบกอีกครั้งในรอบไม่กี่เดือนนี้ โดยตามการแถลงของ พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาค๔ส่วนหน้า กล่าวว่า
เบื้องต้นน่าจะมาจากระบบเครื่องขัดข้องจนนักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้แม้จะทำตามขั้นตอนนิรภัยการบินทุกอย่างแล้วจนต้องลงจอดฉุกเฉินและเกิดอุบัติเหตุในที่สุด โดยจะมีตรวจสอบและการสอบสวนสาเหตุต่อไป
ซึ่งจากที่สังเกต UH-1H กองบินปีกหมุนที่๒ ที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำสีเครื่องใหม่เป็นสีดำเหมือน ฮ.ท.Bell 212 EDA กองบินปีกหมุนที่๒ ที่ได้รับการปรับปรุงระบบใหม่เมื่อไม่กี่ปีมานี้่ครับ(อากาศยานปีกหมุนสังกัดกองบินปีกหมุนที่๒ ปลายหางเครื่องจะทาสีเหลืองตามภาพข้างต้น)




Thailand's deputy defence minister General Udomdej Sitabutr visited UKROBORONPROM Ukraine's Malyshev Factory and Kyiv Armored Plant

ความคืบหน้าของโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ยูเครน ทางคณะกรรมการของกระทรวงกลาโหมไทยโดย พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมก็ได้เดินทางไปยูเครนเพื่อเยี่ยมชมภาคส่วนอุตสาหกรรมความมั่นคง
ซึ่งก็รวมถึงโรงงาน Malyshev ที่ Kharkiv เพื่อดูสายการผลิตรถถัง Oplot และโรงงาน Kyiv เพื่อดูสายการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่กำลังดำเนินการผลิตให้กองทัพบกไทยอยู่ และยุทโธปกรณ์อื่นๆเช่น รถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4 และรถหุ้มเกราะล้อยาง Dozor-B
นอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ทางยูเครนพยายามให้ความเชื่อมั่นกับไทยเรื่องการส่งมอบรถถัง Oplot และรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้ครบจำนวนตามสัญญาที่ลงนามไว้ (แต่ถ้าดูจากรายงานข่าวว่าทางคองโกยกเลิกการจัดหารถถังหลัก T-64B1M มือสองปรับปรุงใหม่กับยูเครนแล้วก็น่ากังวลอยู่) 
และเพิ่มความร่วมมือด้านกลาโหมและอุตสาหกรรมความมั่นคงของทั้งสองประเทศ อย่างแผนโครงการจัดตั้งโรงงานประกอบยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ในไทยและการถ่ายทอด Technology รถถังหลัก Oplot เป็นต้น ดังนั้นโดยรวมจึงไม่ค่อยมีความคืบหน้าใหม่มากนัก
โดยรายงานล่าสุดจากพิธีสวนสนามเทิดเกียรติอำลาชีวิตราชการของนายทหารชั้นนายพลทหาราบกกองทัพบกที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าวันที่ ๒๙ กันยายน ที่ผ่านมามีรายงานว่า 
กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ ได้รับมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่อีก ๕คันซึ่งตรวจรับมอบแล้ว ทำให้กองทัพบกมีรถถังหลัก Oplot ล่าสุด ๑๕คันแล้วครับ
ทั้งนี้จากที่ได้รายงานข่าวยูเครนส่งมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4M จำนวน 5คันให้นาวิกโยธินอินโดนีเซียทดสอบใช้งานไป มีกระแสข่าวออกมาเพิ่มว่ายูเครนอาาจะส่ง BTR-4 มาให้ไทยทดสอบประเมินค่าด้วยครับ










H145M 202nd Squadron, Wing 2, Royal Thai Naval Air Division, Royal Thai Fleet, Royal Thai Navy
เขี้ยวเล็บใหม่ของกองทัพเรือ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ H145 M มาถึงแล้ว

เมื่อวานนี้ (8 กันยายน 2559) เวลา 05.30 น. เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ H145 M ที่กองทัพเรือจัดหามาใหม่จำนวน 5 ลำได้เดินทางถึงสนามบินอู่ตะเภาแล้ว 
โดยเข้าประจำการในฝูงบิน 202 กองบิน 2 กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ และจะมีพิธีรับมอบในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
โดยกองทัพเรือได้เซ็นต์สัญญากับบริษัทแอร์บัสเฮลิคอปเตอร์(Airbus Helicopters) ซื้อเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ H145 M 5 ลำ 
ซึ่งทำให้กองทัพเรือไทย เป็นแห่งแรกที่มี เฮลิคอปเตอร์ขนส่งทหารขนาดเบา ทันสมัยที่สุดและก้าวหน้าที่สุดของค่ายยุโรปในขณะนี้

แอร์บัสเฮลิคอปเตอร์ กล่าวในเว็บไซต์ว่า กองทัพเรือไทยได้เป็นลูกค้ารายแรก สำหรับ H145M ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นส่งออก ที่แตกต่างไปจาก EC145T2 ที่ผลิตออกมาใช้สำหรับฝ่ายพลเรือน 
และ ยังเป็นรุ่นทันสมัยที่สุด ใหม่ล่าสุด ของ เฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาสองเครื่องยนต์ในครอบครัว EC145 
เฮลิคอปเตอร์ H145M ได้รับการอัปเกรดระบบส่งกำลัง (เกียร์) ใหม่ ใช้โรเตอร์หางแบบหุ้ม เฟเนสตรอน (Fenestron) ที่เพิ่มความปลอดภัยในการลงจอดและขณะบิน ลดความดังของเสียงและการสั่นสะเทือน 
ควมคุมการต้านแรงบิดของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นมากลดการใช้พลังงานขณะบินตรงไปข้างหน้า และควบคุมง่ายขึ้นทั้งในขณะยกตัว และขณะบินความเร็วสูง อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแอร์บัสเฮลิคอปเตอร์ 
ห้องนักบินของ H145M ยังเป็นดิจิตอลทั้งหมด สามารถเข้ากับระบบกล้องไนท์วิชั่น (Night Vision Goggle) สำหรับนักบินที่ออกปฏิบับัติการในเวลากลางคืนได้
นอกจากนั้น ยังติดตั้งเฮลิโอนิกส์สูท (Helionix Suit) ซึ่งก็คือ ระบบเอวิโอนิกส์เฉพาะของแอร์บัสฯ พร้อมระบบบินอัตโนมัติแบบ 4 แกน ( Four-Axis Digital Autopilot) ของแอร์บัสฯ เช่นกัน 

เฮลิคอปเตอร์ลายพรางราชนาวีไทย H145M สุดทันสมัย
เฮลิคอปเตอร์ H145M ของกองทัพเรือไทยที่จัดซื้อเป็นเวอร์ชั่นทางการทหาร H145M จึงมีแท่นสำหรับติดตั้งอาวุธ ติดมาด้วยจำนวน 2 แท่น สามารถถอดได้ 
พร้อมระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม ระบบหาพิกัด/ชี้เป้าด้วยเลเซอร์ และระบบดิสเพลย์อินฟราเรด/อีเล็กโตรอ็อปติกส์ และ ระบบแจ้งเตือนสำหรับนักบิน ให้มาครบ 
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นระบบและอุปกรณ์ ที่ทำให้ H145M สามารถปฏิบัติการในทะเลได้ ในทุกสภาพอากาศ แม้อยู่ภายใต้ทัศนะวิสัยที่เลวร้าย 
ปลายปี 2556 แอร์บัสฯ เคยนำ EC145T2 จำนวน 1 ลำ พร้อมกับรุ่นอื่นอีก 1 ลำ มาแสดงและบินสาธิตที่สนามบินทหารดอนเมือง ระหว่างการออกทำโรดโชว์ทางการตลาดในหลายประเทศย่านนี้ 
โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ การให้บริการฉุกเฉินทางการแพทย์ การค้นหาและช่วยชีวิต ภารกิจอื่นๆ ตามความต้องการของรัฐบาลและเอกชน 
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่วงการ ได้เห็นตัวตนเวอร์ชั่นทหาร ของ ฮ.ขนาดเบาอเนกประสงค์สองเครื่องยนต์รุ่นนี้

อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยคุ้นเคยกับ ฮ.รุ่นนี้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่กองทัพบกได้ดำเนินการจัดหา เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-72A “ลาโคตา” (Lakota) จำนวน 6 ลำในปลายปี 2556 
ซึ่งเป็น ฮ.อเนกประสงค์ EC145 อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ของแอร์บัสเฮลิคอปเตอร์ ที่ผลิตจากโรงงานในรัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐ แอร์บัสฯ รายงานในเว็บไซต์ก่อนหน้านี้ว่า “ลาโคตา” ทั้ง 6 ลำ จัดแต่ง ทำคอนฟิกูเรชั่นเป็นแบบ เฮลิคอปเตอร์วีไอพีทั้งหมด 
กองทัพบกไทยจัดซื้อภายใต้โครงการ FMS (Foreign Military Sales) ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ กับชาติพันธมิตรที่มีความใกล้ชิดทั่วโลก

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:ภาพจากนาวาโทพัฒน์สมิทธ์ นิ่มเรือง 

กองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง H145M(EC645 T2 เดิม) จำนวน ๕เครื่องจากบริษัท Airbus Helicopters เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗(2014)
โดย Airbus Helicopters ได้มีการเปิดตัวและทดสอบการบินของ H145M ทั้ง ๕เครื่องของกองทัพเรือไทยไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาตามที่ได้รายงานไป ซึ่งกองทัพเรือไทยเป็นลูกค้าต่างประเทศรายแรก นอกจากกองทัพเยอรมนีที่จัดหา H145M ไปใช้สนับสนุนหน่วยรบพิเศษ KSK
ฮ.H145M ทั้ง ๕เครื่องจะเข้าประจำการใน ฝูงบิน๒๐๒ กองบิน๒ กองการบินทหารเรือ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะกำหนดแบบเป็น เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ และจะมีพิธีรับมอบเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนนี้ ตามรายงานข่าวในข้างต้น 
คาดว่าการจัดหา ฮ.ลล.๖ H145M นี้น่าจะมาทนแทน ฮ.ลล.๒ Bell 212 ๖เครื่องที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๑(1978) ในภารกิจลำเลียงทางธุรการ ปฏิบัติการร่วมกับเรือผิวน้ำ และสนับสนุนกำลังนาวิกโยธินและหน่วยสงครามพิเศษทางเรือครับ
(ตรงนี้ก็ขอกล่าวถึงการไร้ความรับผิดชอบในการรายงานข่าวของสื่อสังคม Online หน่อย เห็นมาตั้งแต่ข่าวการส่งมอบ C-295W ของกองทัพบกที่ติดธงชาติสเปนบนเครื่อง และ H145M ที่ขนส่งโดยเครื่องบินลำเลียง Antonov An-124 ยูเครนแล้ว
เพราะเครื่องเหล่านี้ถูกโจมตีว่ากองทัพไทยซื้อแบบมือสองจากสเปนและเยอรมนีในราคาแพง ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงเป็นเครื่องประกอบสร้างใหม่จากโรงงาน และการติดธงชาติประเทศผู้ผลิตก็เพราะเป็นขั้นตอนการลงทะเบียนอากาศยานที่ยังเป็นความรับผิดชอบของประเทศผู้สร้าง ก่อนที่จะส่งมอบลูกค้าคือไทยเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ 
แต่ก็อย่างว่ามี Page บน Facebook และสื่อสังคม Online อื่นๆ ที่เสนอข้อมูลข่าวสารทางทหารอย่างไม่มีคุณภาพและมาตรฐานเยอะแยะ ทั้งคัดลอกข่าวจาก Blog มาตรงๆไม่ให้แหล่งที่มาแล้วอ้างว่าเขียนเอง รวมถึงเต้าข่าวโดยมีวัตถุประสงค์อื่น แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมีความเป็น 'คนดัง' เป็นเกราะกำบังตน) 

S26T Conventional Submarine Proposal for Royal Thai Navy 

สำหรับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น จากรายงานล่าสุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.๒๕๖๐ ในวาระที่สาม
ซึ่งรวมถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ๒๑๐,๗๗๗,๔๖๑,๔๐๐บาท ซึ่งรวมงบประมาณในส่วนของกองทัพเรือไทยที่น่าจะมีงบประมาณสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ วงเงินประมาณ ๑๑,๐๐๐ล้านบาทด้วย
อย่างไรก็ตามทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่าเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ใช้วงเงินสูง รัฐบาลต้องจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาและเสริมสร้างศักยภาพโดยรวมของกองทัพเรือ
ตรงนี้มองว่าก็ขึ้นอยู่กับเวลาครับว่าจะมีการการแถลงการลงนามจัดหาเรือดำน้ำจีนอย่างเป็นทางการหรือไม่และเมื่อไร เพราะโดยปกติการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์หลักจากต่างประเทศของกองทัพเรือนั้นจะมีการรายงานข่าวให้สาธารณชนทราบอยู่
แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

Royal Thai Navy Commissioning Ceremony PGB-561 HTMS Laemsing, Marsun M58 Patrol Gun Boat

ข้อมูลที่ได้มาเพิ่มเติมจาก บก.สมพงษ์ นนท์อาสา หลังพิธีรับมอบเรือขึ้นระวางประจำการของเรือตรวจการณ์ปืน ร.ล.แหมสิงห์ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ที่ผ่านมา คือข้อมูลจากบริษัท Marsun เจ้าของแบบเรือตรวจการณ์ M58 ว่า
นอกจากทางบริษัทจะหวังที่จะได้รับสัญญาต่อเรือตรวจการณ์ปืนชุดนี้เพิ่มอีก ๒ลำแล้ว เรือตรวจการณ์แบบ M58 นี้ยังมีที่ว่างสำหรับออกแบบให้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำขนาดเล็กอย่าง C-705 จีนด้วย
แต่อย่างไรก็ตามตั้งแต่แบบเรือตรวจการณ์อื่นๆของ Marsun เองอย่างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 และเรือ ต.994 แม้จะออกแบบให้ติดอาวุธปล่อยนำวิถีได้ แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีแผนจะติดตั้ง
อีกทั้งก็ได้เพิ่งจะรายงานข่าวการฝึกทางเรือ Armada Jaya 2016 ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย ที่ล้มเหลวในการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถี C-705 จากเรือเร็วโจมตีแบบ KCR-40 ทั้งสองลำโดยยิงไม่โดนเรือเป้าไป
โดยกองทัพเรือไทยเองก็มีประสบการณ์เดียวกันตอนจัดหาและทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-801 ที่ติดตั้งบนเรือฟริเกตชุด ร.ล.เจ้าพระยา ช่วงแรกๆเมื่อ ๒๐กว่าปีก่อนที่ทดสอบยิงบางนัดแล้วจรวดมุดน้ำไม่ถูกเป้าหมายมาแล้ว
ฉะนั้นการพิจารณาจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีจากจีนมาบูรณาการกับเรือตรวจการณ์ของไทยก็ควรจะต้องพิจารณาระบบจากแหล่งอื่นที่อาจจะน่าเชื่อถือกว่าประกอบด้วยครับ

กองทัพเรือ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย
วันนี้ (30 กันยายน 2559) เวลา 10.30 น. พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานฝ่ายกองทัพเรือในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย 
โดยมี นาวาเอกพิชาเยนทร์ ตันประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด MR.Deog-Soo Kim รองประธานบริษัทแดวูชิปบิลดิ้งแอนด์ มารเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(DSME) และนายอนุรักษ์ อินทรภูวศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไฮ-เทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมลงนามฯ 
โดยมีพลเรือโทสุทธินันท์ สกุลภุชพงษ์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ พลเรือตรีสมารมภ์ ชั้นสุวรรณ เจ้ากรมพัฒนาการช่าง กรมอู่ทหารเรือ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม
สำหรับพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนระหว่าง กองทัพเรือ บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด บริษัท แดวูชิปบิลดิ้งแอนด์ มารีเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ บริษัท ไฮ - เทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด 
โดยกองทัพเรือ มอบหมายให้กรมอู่ทหารเรือเป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย 
ซึ่งมุ่งเน้นในการแสวงหาความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการซ่อม สร้าง และดัดแปลงเรือ ของกรมอู่ทหารเรือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนากองทัพเรือตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือพ.ศ.2558 - 2567 
ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสนับสนุนให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ของรัฐบาล 
ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:กรมอู่ทหารเรือ
https://th-th.facebook.com/prthainavy/posts/1285636294821057

สำหรับความร่วมมือล่าสุดระหว่างกองทัพเรือไทยร่วมกับกรมอู่ทหารเรือ กับบริษัทอู่กรุงเทพ, Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี และ High-Tech AJ Holding ในการพัฒนาอู่ต่อเรือของไทยนั้น
ตรงนี้ก็ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับแผนโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๒ ซึ่งอาจจะดำเนินการสร้างในไทยโดยตรงหรือไม่ (เรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๑ แบบเรือ DSME DW3000H กำลังต่อที่เกาหลีใต้)
แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องดีในการพัฒนาขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือของกองทัพเรือไทยและเอกชนไทยครับ

Airbus A340-500 Royal Thai Force test flight at Don Mueang International Airport, 8 September 2016.

วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙(2016) กองทัพอากาศไทยได้ทำการบินทดสอบเครื่องบินลำเลียง Airbus A340-500 ณ ท่าอากาศดอนเมือง ซึ่งกองทัพอากาศได้ทำการจัดซื้อต่อจากการบินไทย(ชื่อเครื่อง 'พิษณุโลก' ทะเบียน 698 HS-TLC) ในวงเงิน ๑,๗๔๕,๓๒๘,๒๐๐ล้านบาท
จากภาพจะเห็นว่าเครื่องบินโดยสาร Airbus A340-500 หมายเลข 60204 ได้ทำสีเครื่องและเครื่องหมายของกองทัพอากาศไทยแล้ว เข้าใจว่าน่าจะเข้าประจำการเป็น เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๙(บ.ล.๑๙) ประจำการในฝูงบิน๖๐๒ รักษาพระองค์ กองบิน๖ ดอนเมือง
ทั้งนี้ Airbus A340-500 นั้นไม่ใช่เครื่องบินโดยสารไอพ่นสี่เครื่องยนต์พิสัยการบินไกลแบบแรกที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย โดยก่อนหน้านี้กองทัพอากาศเคยมีเครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๐ Douglas DC-8-62 อยู่ ๓เครื่องในฝูงบิน๖๐๑ ซึ่งปลดประจำการเมื่อราว ๒๕ปีที่แล้ว
ตรงนี้ก็มองว่าการที่กองทัพอากาศไทยจัดหา Airbus A340 มาใช้งานนั้นจะช่วยแบ่งเบาภารกิจที่ต้องบินไปต่างประเทศไกลๆได้มาก ทั้งการส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกต่างประเทศ การขนย้ายคนไทยจากต่างประเทศกลับไทยในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการขนส่งบุคคลสำคัญไปต่างประเทศด้วย
การจะมองว่าการจัดหาเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่แบบนี้มาใช้เป็นการสิ้นเปลืองในการช่วยเหลือการบินไทยแบบเตี้ยอุ้มค่อม ส่วนตัวคิดว่าดูจะไม่ยุติธรรมกับกองทัพอากาศเกินไปครับ

People's Liberation Army Air Force Y-9 Transport Aircraft at U-Tapao Royal Thai Navy Air Base to joint AM-HEx 2016 Thailand.

Royal Australian Air Force Lockheed Martin C-130J-30 Super Hercules at Point Cook(wikipedia.org)

Ukrainian Antonov An-70

ความคืบหน้าสำคัญของโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบใหม่ของกองทัพอากาศไทยเพื่อทดแทน บ.ล.๘ C-130H/C-130H-30 จำนวน ๑๒เครื่องที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ ซึ่งจะหมออายุการใช้ในอีกราว ๕ปีข้างหน้าก็เริ่มมีความชัดเจนขึ้น
ในช่วงปลายวาระดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการทหารอากาศท่านปัจจุบันคือ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ที่เติบโตมาในสายนักบินลำเลียง และจะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้โดย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง จะรับตำแหน่ง ผบ.ทอ.ท่านต่อไปในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้
จากรายงานจากสื่อหลายแหล่ง เช่น Xinhua ระบุว่ากองทัพอากาศไทยกำลังพิจารณาระหว่าง Shaanxi Y-9 จีน และ Lockheed Martin C-130J Super Hercules สหรัฐฯ อีกแหล่งระบุว่ามี Antonov An-70 ยูเครนอีกแบบที่สมใจจะเข้าแข่งขันในโครงการจัดหาของกองทัพอากาศไทย

โดยทาง Lockheed Martin มั่นใจว่า "Hercules ต้องทดแทนด้วย Super Hercules" จากความสำเร็จในการเปิดสายการผลิตมากว่า ๒๐ปีตั้งแต่ปี 1996 จำนวนมากกว่า ๓๐๐เครื่อง กับกองทัพมากกว่า ๑๙ประเทศทั่วโลก โดยมีราคาส่งออกเฉลี่ยเครื่องละ $100-120 million
ขณะที่เครื่องบินลำเลียง Y-9 จีนนั้นพัฒนามาจาก Y-8 ที่ลอกแบบจาก Antonov An-12 รัสเซีย-ยูเครนสมัยอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อปี 2012 ยังไม่ทราบราคาส่งออกถ้ากองทัพอากาศไทยจะเป็นลูกค้ารายแรก
อีกทั้ง An-70 เป็นเครื่องบินลำเลียงที่มีสมรรถนะสูงสุดในตัวเลือกที่น่าจะเข้าแข่งขันในโครงการตอนนี้คือมีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 47tons ขณะที่ C-130J-30 มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 20tons และ Y-9 มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 25tons
แต่อย่างไรก็ตาม An-70 นั้นเคยเป็นโครงการร่วมระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทางรัสเซียยกเลิกการจัดหาเข้าประจำการหลังการตัดความสัมพันธ์ทางการทหารจากการที่รัสเซียผนวก Crimea ในปี 2014 และแทรกแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภาค Donbass ของยูเครน 
นั่นทำให้เครื่องบินลำเลียง An-70 ยูเครนซึ่งตอนนี้มีเพียงต้นแบบ ๒เครื่องและกองทัพอากาศยูเครนเองก็ไม่มีงบประมาณในการจัดหาเป็นจำนวนมาก(น่าจะมีไม่ถึง ๑๐เครื่อง)  
ประกอบกับปัญหาความล่าช้าในการผลิตรถถังหลัก Oplot และรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ของกองทัพบกไทยด้วยนั้น ดูจะทำให้ An-70 มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า เครื่องบินลำเลียง Y-9 จีนที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้สั่งจัดหาผลิตจำนวนหลายเครื่องต่อเนื่องแล้ว
อย่างไรก็ตามอากาศยานจีนนั้นยังถือเป็นระบบที่ใหม่มากสำหรับกองทัพอากาศไทยที่แม้ว่าอาจจะมีราคาถูกกว่าอากาศยานจากตะวันตก ซึ่งยังต้องพิสูจน์ข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือจากตัวอย่างที่เห็นในการส่งออกต่อกลุ่มประเทศแอฟริกาและละตินอเมริกาที่ไม่ค่อยน่าประทับใจนักครับ

แต่ทั้ง An-70 และ Y-9 ถ้ากองทัพอากาศจะจัดหามาจะก็เป็นลูกค้าต่างประเทศรายแรกของเครื่องทั้งสองรุ่นนั้น ถ้าไม่นับ C-130J ก็ยังน่าจะมีตัวเลือกเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบอื่นๆที่มีความน่าเชื่อถือด้านลูกค้าที่ส่งออกแล้วอยู่ครับ
และที่ผ่านมาการตัดสินใจทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลในช่วงนั้นค่อนข้างจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกแบบอากาศยานเข้าประจำการของกองทัพอากาศไม่มาก 
เพราะที่ผ่านมากองทัพอากาศจะพิจารณาแบบอากาศยานจากสมรรถนะความเหมาะสมจำเป็นคุ้มค่าเป็นหลัก โดยเฉพาะอากาศยานรบและอากาศยานทางยุทธวิธีที่เป็นกำลังรบหลักของกองทัพอากาศไทยที่นักบินพร้อมรบจะต้องปฏิบัติงานด้วยตลอดระยะเวลาที่บรรจุประจำฝูงบิน
เว้นแต่ในส่วนของหน่วยใช้กำลังที่มีความสำคัญรองลงมาที่มีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้งบประมาณไม่มากที่มีประสิทธิภาพยอมรับได้ อย่างอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ QW-2 และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง KS-1C จากจีนของหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
ตรงนี้มองว่าการตัดสินใจโครงการน่าจะมีขึ้นอย่างเร็วในช่วงของท่านผู้บัญชาการทหารอากาศท่านใหม่นี้ โดย พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง นั้นจะมีเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.๒๕๖๑(ท่านจบจากวิทยาลัยป้องกันประเทศญี่ปุ่น โดยเชี่ยวชาญภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น รวมถึงตำราพิชัยสงครามของซุนวู)
ซึ่ง บ.ล.๘ C-130H เองก็น่าจะมีกำหนดปลดประจำการในราวปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ดังนั้นการตั้งโครงการและพิจารณาและตัดสินใจเลือกแบบเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่ทดแทนก็ควรจะดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะไม่ใช่ในเร็วๆนี้ครับ


C-130H Royal Thai Force with Thai Aviation Industries(TAI) Glass Cockpit Upgrade

ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ากองทัพอากาศมีแผนจะปรับปรุงโครงสร้างของ C-130H เพื่อยืดอายุการใช้งานต่อไปอีกหรือไม่ หลังการปรับปรุง บ.ล.๘ C-130H ทั้ง ๑๒เครื่องล่าสุดคือการปรับปรุงระบบ Avionic ที่ดำเนินการโดย TAI ร่วมกับ Rockwell Collins ในปี พ.ศ.๒๕๕๓(2010)
เพราะถ้าดูจากอายุการใช้งานของอากาศยานลำเลียงแบบต่างที่ประจำการในกองทัพอากาศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่๒ หรือ บ.ล.๕ Avro 748 ที่ประจำการมา ๕๐ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙(1966)เพิ่งปลดประจำการในปี ๒๕๕๙(2016) นี้เอง
อย่าง บ.ล.๒ C-47 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบหนึ่งที่ประจำการนานที่สุดของกองทัพอากาศไทยคือตั้งแต่ปี ๒๔๙๐-๒๕๓๔ ประมาณ๔๔ปี (ยังไม่นับ บ.ล.๒ก BT-67 ที่นำ C-47 มาดัดแปลงใหม่ที่ยังประจำการในฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๖ พิษณุโลก ปัจจุบัน)
นั่นหมายความว่ามีความเป็นได้ที่ระหว่างการจัดตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่ทดแทน บ.ล.๘ C-130H นั้น C-130H เองอาจจะต้องประจำการต่อไปอีกสักหลายปีระหว่างการพิจารณาแบบเครื่อง ลงนามจัดหา และส่งมอบ
ถ้าดูจากระยะเวลาและข้อจำกัดด้านงบประมาณที่กองทัพอากาศจะจัดหาอากาศยานใหม่เป็นชุดเพียง ๒-๔เครื่องหลายระยะต่อเนื่องตามปีงบประมาณจนกว่าจะครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว 
ก็เป็นไปได้มากที่ บ.ล.๘ C-130H อาจจะต้องประจำการต่อไปจนมาอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕-๕๐ปี ดังนั้นการปรับปรุงยืดอายุโครงสร้างเครื่องอาจจะเป็นสิ่งที่น่าจะควรพิจารณาเป็นทางเลือกครับ

พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประกอบพิธีประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินกองทัพอากาศและมอบประกาศนียบัตรนักบินประจำกอง 
แก่ศิษย์การบินฝ่ายยุทธการ ฝูงบิน ๖๐๔ กองบิน ๖ รุ่นที่ ๑ (นักบินหญิง) เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ ณ ห้องรับรองกองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

ขอแสดงความยินดีกับนักบินหญิง 2 คนแรกของกองทัพอากาศ ว่าที่เรืออากาศตรีหญิง สิรีธร ลาวัลย์เสถียร และ ว่าที่เรืออากาศตรีหญิง ชลนิสา สุภาวรรณพงศ์
ในโอกาสที่ได้รับการประดับเครื่องหมายความสามารถในการบินและรับประกาศนียบัตรนักบินประจำกองของกองทัพอากาศ

ภาพถ่ายโดย นาวาอากาศตรี ณัฐนันท์ ยืนยง

วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้เป็นประธานพิธีประดับเครื่องหมายความสามารถการบินให้กับนักบินหญิงรุ่นที่๑ ของกองทัพอากาศไทยสองท่านแรก
คือ เรืออากาศตรีหญิง ชลนิสา สุภาวรรณพงศ์ และ เรืออากาศตรีหญิง สิรีธร ลาวัณย์เสถียร ซึ่งเป็นศิษย์การบินนีกบินหญิงรุ่นที่๑ ของ ฝูงบิน๖๐๔ กองบิน๖ ดอนเมือง ซึ่งเป็นฝูงบินฝึกนักบินลำเลียงของกองทัพอากาศ
โดยนักบินหญิงทั้งสองท่านเป็นผู้ที่จบหลักสูตรการศึกษาด้านการบินพลเรือนมีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี(CPL)ก่อนแล้ว และผ่านหลักสูตรนายทหารชั้นผู้บังคับหมวด, หลักสูตรเวชศาสตร์การบิน และการดำรงชีพในป่า เพื่อบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตรของกองทัพอากาศ
มีรายงานว่านักบินหญิงที่งสองนายจะบรรจุเป็นนักบินพร้อมรบทำการบินกับเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๘ C-130H ฝูงบิน๖๐๑ กองบิน๖ เช่นเดียวกับนักบินชายที่จบจากโรงเรียนนายเรืออากาศและโรงเรียนการบิน
ตามคำให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทอ.ท่านก่อน(พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง) กองทัพอากาศมีแผนที่จะเปิดรับสมัครนักบินหญิงเพิ่มต่อเนื่องสามปีรับปีละ ๕ท่าน รวม๑๕ท่านครับ

นักบินหลักสูตร Air Lift Lead-In รุ่นที่ ๑๑ จบหลักสูตรและได้รับประกาศนียบัตรนักบินพร้อมรบ (COMBAT READY) พร้อมที่จะเป็นนักบินลำเลียงทางอากาศของกองทัพอากาศต่อไป 
ในโอกาสนี้นาวาอากาศเอก วสุ มโนสิทธิศักดิ์ ผู้บังคับการกองบิน ๖ เป็นประธานในพิธีและร่วมแสดงความยินดี ณ โรงเก็บเครื่องบิน ฝูงบิน ๖๐๔ กองบิน ๖ เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๙

พลอากาศตรี รัชชาพงษ์ สมนาม ผู้บัญชาการโรงเรียนการบิน เป็นประธานพิธีรับโอนเครื่องบินฝึกแบบที่.๒๐ เข้าประจำการ จากกองบิน ๖ 
โดยมี นาวาอากาศเอก อธิราช ศิริทรัพย์ เสนาธิการกองบิน ๖ เป็นผู้ส่งมอบ ณ บริเวณลานจอดอากาศยาน โรงเรียนการบิน เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙

ทั้งนี้ล่าสุดก็ได้มีการโอนย้ายเครื่องบินฝึก บ.ฝ.๒๐ DA-42 Diamond จากฝูงบิน๖๐๔ กองบิน๖ ดอนเมือง ไปยัง ฝูงบินขั้นปลาย โรงเรียนการบิน กำแพงแสน 
โดยนักบินพร้อมรบ(COMBAT READY PILOT) หลักสูตร Air Lift Lead-In รุ่นที่๑๑ ที่ทำการฝึกบินกับ บ.ฝ.๒๐ DA-42 เป็นรุ่นสุดท้าย ก็เพิ่งจะสำเร็จหลักสูตรไปเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา
ซึ่งดูเหมือนว่าในส่วนของฝูงบินลำเลียง ฝูงบินฝึกพลเรือน และฝูงบินฝึกนักบินพร้อมรบ น่าจะมีการปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปในหลายๆทาง
อีกส่วนหนึ่งโครงการจัดหาอากาศต่อเนื่องของกองทัพอากาศไทย เช่น โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ฮ.๑๑ EC725 นั้นท่านผู้บัญชาการทหารอากาศท่านใหม่(พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง)ก็กล่าวว่าจะต้องมีการดำเนินการต่อจนครบจำนวนความต้องการด้วยครับ

ส่วนข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการพัฒนากำลังรบเครื่องบินขับไล่กองทัพอากาศไทยก็มีรายงานภาพออกมาว่า 
เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี ที่ได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุโดย Thai Aviation Industries(TAI) ประเทศไทย ได่รับการติดตั้งกระเปาะตรวจการณ์ชี้เป้าหมายแบบ AN/AAQ-33 Sniper Advanced Targeting Pod แล้ว
ซึ่งเดิมที F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ โคราช และฝูงบิน๔๐๓ นั้นสามารถติดตั้งกระเปาะนำร่องแบบ Rubis และกระเปาะชี้เป้าหมายแบบ Altis II สำหรับการบินเวลากลางคืนและชี้เป้าหมายให้อาวุธนำวิถี เช่น ระเบิดนำวิถี Laser 
เช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี ที่ได้มีการจัดหากระเปาะตรวจการณ์ชี้เป้าหมายแบบ LITENING GIII แล้วเช่นกัน
โดยทั้ง F-16AM/BM EMLU ที่ติดกระเปาะ Sniper ATP และ Gripen C/D ที่ติดกระเปาะ LITENING GIII ถูกพบเห็นและถ่ายภาพในการฝึกซ้อมก่อนพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ ณ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
แต่เนื่องจากสภาพอากาศปิดในวันพิธีจริง จึงมีการยกเลิกการแสดงการบินของอากาศยานไปเพื่อความปลอดภัย จึงยังไม่สามารถลงและหาภาพยืนยันที่ชัดเจนจริงๆได้มากพอในตอนนี้ครับ

สำหรับเดือนตุลาคมนี้ก็เป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) แล้ว ความเคลื่อนไหวและคืบหน้าของโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยก็น่าจะมีข้อมูลออกมาหลังจากนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จีนนำเครื่องบินลำเลียง Y-20 เข้าประจำการอย่างเป็นทางการ

Chinese air force inducts Y-20 transport aircraft into service






The Y-20 has a maximum take-off weight of 200 tonnes and is designed to carry cargo and people over long distances, according to the Chinese air force.
The Chinese air force officially inducted the Y-20 heavy strategic transport aircraft into service on 6 July.Source: Xinhua
http://www.janes.com/article/62064/chinese-air-force-inducts-y-20-transport-aircraft-into-service
https://www.facebook.com/XinhuaNewsAgency/posts/1321082037919237

กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคที่ผ่านมาว่า
เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์ Y-20 ที่ออกแบบผลิตโดย Xian Aircraft Corporation(XAC) ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนอย่างเป็นทางการแล้ว
"การเข้าประจำการของ Y-20 เป็นนับเป็นหลักสำคัญของกองทัพอากาศในการเพิ่มขีดความสามารถการวางแผนทางยุทธศาสตร์" Shen Jinke โฆษกกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนกล่าวต่อสำนักข่าว Xinhua
โดยกล่าวเพิ่มอีกว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจำเป็นต้องมีเครื่องบินลำเลียงจำนวนมากกว่าและดีกว่านี้เพื่อเติมเต็มภารกิจทางทหารทั้งการรักษาความมั่นคงของชาติ, การกู้ภัยภายในและนอกประเทศ และงานบรรเทาสาธารณภัย

Y-20 เป็นอากาศยานที่ออกแบบและพัฒนาภายในจีน โดยเครื่องต้นแบบบินขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี2013  และเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ China International Aviation and Aerospace ครั้งที่10 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี2014
การนำเครื่องเข้าประจำการอย่างเป็นทางการมีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่มีรายงานอ้างว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนได้รับมอบ Y-20 เครื่องแรกจากจำนวนที่จะจัดหามากกว่า 1,000เครื่องเมื่อเดือนที่แล้ว
โดยสื่อสังคม Online จีนได้รายงานภาพการส่งมอบ Y-20 หมายเลข 11051 และ 11052 ที่ฐานทัพอากาศ Chengdu-Qionglai เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน แต่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในขณะนั้น
ต่อมาไม่กี่วันสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกข่าวว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนต้องการเครื่องบินลำเลียงหนัก Y-20 มากกว่า 1,000เครื่อง เพื่อรองรับความต้องการเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยแผนในปี 2014 มีความต้องการเริ่มต้นที่มากกว่า 400เครื่อง

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลว่า เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ไอพ่นสี่เครื่อง Y-20 มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 200tons และถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกสัมภาระและบุคคลเป็นระยะทางไกลในสภาพอากาศเลวร้าย
ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยคุณสมบัติของเครื่องอย่างเป็นทางการ แต่สื่อทางการจีนให้ข้อมูลว่า Y-20 บรรทุกได้หนัก 66tons ถ้าบรรทุกหนัก 51tons จะมีพิสัยการบินไกล 5,200km
ยังไม่ปรากฎภาพข้อมูลยืนยันว่าเครื่องบินลำเลียง Y-20 มีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้หรือไม่ ณ ขณะนี้
เป็นที่ทราบว่าวิศวกรอากาศยานรัสเซียและยูเครนของบริษัท Antonov มีส่วนช่วยในการออกแบบเครื่องบินลำเลียง Y-20 โดยมีข้อสังเกตว่า Y-20 มีรูปร่างคล้ายเครื่องบินลำเลียงหนักสี่เครื่องยนต์ใบพัด Turboprop แบบ Antonov An-70 ยูเครนครับ

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยูเครนจะปรับปรุงรถรบทหารราบ BMP-2 Sarath กองทัพบกอินเดีย

Ukraine will modernized BMP-2 Sarath IFV Infantry Fighting Vehicle of Indian army
Indian Army Sarath BMP-2 tracked armoured IFV (Infantry Fighting Vehicle) source wikipedia.
http://www.armyrecognition.com/may_2016_global_defense_security_news_industry/ukraine_will_modernized_bmp-2_sarath_ifv_infantry_fighting_vehicle_of_indian_army_10805162.html

UKROBORONPROM รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์รัฐบาลยูเครนโดยบริษัทในกลุ่มคือ SE SpetsTehnoEksport ยูเครน และบริษัท Reliance Defence Limited อินเดีย
ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงในการมีส่วนร่วมกันในโครงการปรับปรุงรถรบทหารราบสายพาน BMP-2 Sarath IFV(Infantry Fighting Vehicle) ของกองทัพบกอินเดีย
ความร่วมมือในขั้่นต้นเกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งมอบชิ้นส่วนประกอบและระบบสำหรับปรับปรุงการเคลื่อนที่ของรถรบทหารราบ BMP-2 ให้ดีขึ้น, ปรับปรุงกล้องเล็งและระบบควบคุมการยิงเป็นรุ่นใหม่
กองทัพบกอินเดียมีรถรบทหารราบสายพาน BMP-2 หลายรุ่นประจำการอยู่ราว 2,000คัน ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการรบเพิ่มเติม

"UKROBORONPROM กำลังจะพิชิตตลาดโลก,ได้ตั้งตนเองในฐานะหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ และตอบสนองต่อเงื่อนไขทุกสัญญาอย่างทันเวลา การเสริมสร้างความร่วมมือกับอินเดียจะช่วยให้เรามุ่งไปสู่ระดับใหม่ นำเข้าเงินตราต่างประเทศอย่างมีเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในสายการผลิตเพื่อปรับปรุงและผลิตยุทโธปกรณ์สมัยใหม่สำหรับกองทัพยูเครน" Denis Gurak รองผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายกิจการเศรษฐกิจต่างประเทศของ UKROBORONPROM กล่าว
Reliance Defence Limited อินเดียได้มองไปยังเครื่องบินลำเลียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก An-124-100 Russian และ An-225 Mriya, เครื่องบินลำเลียงทางทหารขึ้นลงระยะสั้น An-70
รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ของเครื่องบินโดยสาร An-158 และเครื่องบินลำเลียง An-178 ที่กำลังบินทดสอบ ซึ่งทั้งหมดต่างเป็นผลิตภัณฑ์อากาศยานของบริษัท Antonov ยูเครนด้วย
เอกสารที่ลงนามครั้งนี้เป็นความสำเร็จของ UKROBORONPROM ที่เข้าร่วมจัดแสดงในงานแลสงยุทโธปกรณ์ DefExpo 2016 ที่อินเดียเมื่อ 28-31 มีนาคมที่ผ่านมา และการริเริ่มการเจรจาของ SE SpetsTehnoEksport ยูเครน

BMP-2 Sarath เป็นรถรบทหารราบสายพานที่อินเดียได้รับสิทธิบัตรการผลิตจากรัสเซียในการผลิตภายในอินเดีย
โดย BMP-2 Sarath ติดตั้งป้อมปืนที่ใช้กำลังพลประจำสองนายเช่นเดียวกับ BMP-2 ของรัสเซีย ซึ่งติดตั้งปืนใหญ่กลแบบป้องกระสุนสองทาง 2A42 30mm, ปืนกลร่วมแกน PKT 7.62mm
และบนหลังคาป้อมติดแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง 9M113 Konkurs (NATO กำหนดรหัส AT-5 Spandrel) นำวิถีด้วยเส้นลวด SACLOS(Semi Automatic Command Line of Sight) ระยยิงไกลสุด 4,000km
ซึ่ง BDL (Bharat Dynamics Limited) อินเดียได้สิทธิบัตรในการผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังนี้ภายในอินเดียครับ

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โอกาสของเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีรัสเซียในกองทัพอากาศไทย

A model of the IL-112 concept at the MAKS in 2009.

A model of the UAC/HAL IL-214 Multi-role Transport Aircraft (MTA) at the Aero India exhibition in 2009.

อย่างที่ทราบว่า บ.ล.๘ C-130H และ C-130H-30 ซึ่งประจำการในฝูงบิน๖๐๑ กองทัพอากาศไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๓ นั้นแม้จะได้รับการปรับปรุงระบบ Avionic และยืดอายุการใช้งานแล้วก็ตาม
แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะต้องฉลองครบรอบการเข้าประจำการเป็นปีที่ ๔๐แล้ว ซึ่งถือว่านานทีเดียวสำหรับเครื่องบินลำเลียงที่เป็นม้าใช้ของกองทัพแบบหนึ่ง
ถ้าดูจากผลปฏิบัติการล่าสุดในการขนส่งเจ้าหน้าที่และสิ่งของไปช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหวในเนปาลปี ๒๕๕๘ นี้ล่าสุด แม้ว่า C-130H ของกองทัพอากาศไทยจะยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่
แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆที่นำเครื่องบินลำเลียงทางทหารที่มีขนาดใหญ่บรรทุกได้มากและพิสัยบินไกลกว่าเข้าปฏิบัติการแล้ว กองทัพอากาศไทยก็คงทราบข้อจำกัดของ C-130H อยู่
และน่าจะมีความต้องการเครื่องบินลำเลียงที่มีพิสัยบินไกลกว่าและมีน้ำหนักบรรทุกมากกว่า ถ้าจะมีการจัดตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงแบบใหม่ทดแทน บ.ล.๘ ในอนาคตอันใกล้
ประกอบกับโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางที่จะมาแทน บ.ล.๑๔ G222 ที่ปลดประจำการไปหลายปีแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้านักในขณะนี้

ก็เคยมีการแสดงความเห็นอยู่ว่าทำไมกองทัพอากาศไทยจึงไม่สนใจที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีจากรัสเซียมีราคาไม่แพงนักถ้าเทียบกับเครื่องบินลำเลียงจากค่ายตะวันตกและมีสมรรถนะดี
ซึ่งทางรัฐบาลรัสเซียเองก็ให้ความสนใจและพร้อมที่จะเสนอขายยุทโธปกรณ์แบบต่างๆที่ตนพัฒนาและผลิตเองในประเทศให้กองทัพไทย
แต่ทั้งนี้ก็มีผู้ให้ความเห็นว่าอากาศยานของรัสเซียมีโอกาสที่จะถูกจัดหาโดยกองทัพอากาศไทยได้ยาก เนื่องจากนักบินและช่างอากาศยานของกองทัพอากาศไทยฝึกและศึกษาการใช้งานระบบอากาศยานมาตรฐานตะวันตกในกลุ่ม NATO มาตลอด
การเปลี่ยนไปใช้งานระบบอากาศยานรัสเซียซึ่งมีเครื่องยนต์ ระบบเครื่องวัด Avionic อุปกรณ์สนับสนุนใหญ่เล็ก จนถึงระบบอาวุธที่เป็นคนละแบบโดยสิ้นเชิงกับระบบพื้นฐานที่กองทัพอากาศใช้งานอยู่เดิมนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากไม่ค่อยคุ้มค่าในทางปฏิบัติ
ซึ่งในกลุ่ม ASEAN เองก็มีตัวอย่างกองทัพอากาศมิตรประเทศหลายประเทศที่มีปัญหาความพร้อมรบเมื่อต้องใช้อากาศยานต่างค่ายร่วมกันในกองทัพอากาศตนจนความพร้อมรบต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้นสำหรับประเทศที่มีงบประมาณด้านความมั่นคงที่จำกัดเช่นไทยแล้ว การจัดหาอากาศยานที่ใช้ระบบต่างค่ายกันโดยสิ้นเชิงจึงไม่น่าจะใช้แนวคิดที่ดีนักในด้านการจัดการบริหารทรัพยากรของกองทัพอากาศ


อย่างไรก็ตามจากข่าวที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วว่ากองทัพอากาศมีแผนจะจัดหาเครื่องบินโดยสาร Sukhoi Superjets 100 จำนวน ๓เครื่องจากรัสเซีย สำหรับภารกิจรับส่งบุคคลสำคัญ
ซึ่ง SSJ-100 เป็นเครื่องบินโดยสารที่รัสเซียออกแบบตามมาตรฐานการบินตะวันตก และเริ่มกระแสข่าวการที่กองทัพอากาศไทยอาจพิจารณาการให้ความสนใจเครื่องบินลำเลียงจากรัสเซียด้วยแล้ว
ทำให้มีคำถามเกิดตามมาว่าจะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่กองทัพอากาศไทยสนใจจะจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีจากรัสเซีย?
คำตอบที่ได้จากการหาข้อมูลคือเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีของรัสเซียส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการในอนาคตครับ

กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานหลักของรัสเซียคือเครือ United Aircraft Corporation(UAC) ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายๆย่อย เช่น Ilyushin และ Tupolev ซึ่งเป็นผู้ออกแบบพัฒนาและสร้างเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินโดยสารหลักของรัสเซียนั้น
ปัจจุบันกองทัพอากาศรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีหลายขนาดเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงรุ่นเก่าที่ใช้งานมาตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวียต
โดยเฉพาะเครื่องของ Antonov ที่ปัจจุบันเป็นของยูเครน ซึ่งกองทัพรัสเซียตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินโครงการทางทหารใดๆร่วมกับยูเครนแล้ว
เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองที่เลวร้ายลงจากวิกฤตการณ์ใน Crimea และ Donbass ตั้งแต่ปี 2014


ตัวอย่างเช่นเครื่องบินลำเลียง IL-112 นั้นกองทัพอากาศรัสเซียตั้งใจจะพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินลำเลียง An-26 ที่มีใช้งานเป็นจำนวนมากในรัสเซียและหลายประเทศทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปี 1970s
IL-112 นั้นเป็นเครื่องบินลำเลียงขนาดเบาใช้เครื่องยนต์ turboprops แบบ  Klimov TV7-117ST กำลังเครื่องละ 2,800hp สองเครื่อง
สามารถบรรทุกสิ่งของได้หนักสุด 6tons ทำความเร็วได้สูงสุด 550-580km/h(297-313knots) มีพิสัยทำการไกลสุด 1,000km(540nmi) เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา และ 5,000km(2,700nmi) เมื่อบรรทุกหนัก 2tons
ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียเคยสั่งยกเลิกโครงการ IL-112 ในปี 2011 เพื่อจัดหา An-140 จากยูเครน ๗เครื่องสำหรับเป็นเครื่องบินลำเลียงสินค้า
แต่กองทัพอากาศรัสเซียได้อนุมัติให้ Ilyushin ดำเนินการพัฒนาต่อในปี 2013 และยกเลิกการจัดหา An-140
คาดว่าเครื่องต้นแบบจะมีกำหนดบินขึ้นได้ในราวปี 2017 โดยแผนการดังเดิมรัสเซียต้องการจัดหา IL-112 รุ่นเครื่องบินลำเลียงทางทหารราว ๗๐เครื่อง

ถ้าอ้างอิงจากแผนพัฒนากองทัพของกระทรวงกลาโหมเก่าซึ่งกำหนดความต้องการโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางที่มีรายละเอียดดังนี้แล้ว

บันทึก 14 โครงการจัดหา บ.ลำเลียง ทดแทน (ระยะที่ 1)
จัดหา บ.ลำเลียง (จำนวนผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 40 คน น้ำหนักบรรทุกไม่ต่ำกว่า 4,000 กก.
ความเร็วเดินทางไม่ต่ำกว่า 240 นอต และพิสัยบินไม่ต่ำกว่า 1,000 ไมล์ทะเล )
จำนวน 6 เครื่อง พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ อะไหล่ การฝึกอบรม และเอกสารเทคนิค

IL-112 อาจจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่น่าสนใจนักถ้าเทียบกับเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางสองเครื่องยนต์ของตะวันตกที่มีสมรรถนะสูงกว่า เช่น


C-27J Spartan ที่ใช้ ย.turboprops Rolls-Royce AE2100-D2A กำลังเครื่องละ 3,400hp ทำความเร็วได้สูงสุด 325knots บรรทุกได้หนักสุด 11.5tons มีพิสัยทำการไกลสุด 1,000nmi เมื่อบรรทุกหนัก 10tons


หรือ C-295M ที่ใช้ ย.turboprops Pratt & Whitney Canada PW127G กำลังเครื่องละ 2,645hp ทำความเร็วได้สูงสุด 311knots บรรทุกได้หนักสุด 9.25tons มีพิสัยทำการไกลสุด 1,000nmi เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา
จะเห็นได้ว่าในกลุ่มเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่มีขนาดใกล้เคียงกันนั้น IL-112 ของรัสเซียมีสมรรถนะต่ำที่สุด ดังนั้นกองทัพอากาศจึงอาจจะไม่สนใจ IL-112 ซึ่งยังไม่เปิดสายการผลิตในขณะนี้ครับ


ส่วนเครื่องบินลำเลียงทดแทน C-130H นั้นโครงการหนึ่งของที่น่าสนใจคือ IL-214 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางร่วมระหว่าง UAC รัสเซีย และ Hindustan Aeronautics Limited(HAL)
IL-214 เป็นเครื่องลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางใช้เครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Aviadvigatel PD-14M สองเครื่อง กำลังเครื่องละ 34,392lbf
ทำความเร็วได้สูงสุด 470knots บรรทุกได้หนักสุด 20tons มีพิสัยทำการไกลสุด 1,755nmi เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา
กองทัพอากาศอินเดียต้องการนำเครื่อง IL-214 เข้าประจำการแทน An-32 ราว ๖๐เครื่อง ซึ่งมีกำหนดเข้าประจำการในราวปี 2018 หลังจากที่เครื่องต้นแบบเริ่มทำการบินครั้งแรกในปี 2017 เช่นเดียวกับ IL-112

แต่ก็เช่นเดียวกับ IL-112 ว่ากลุ่มเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่นแบบอื่นๆที่เปิดสายการผลิตหรือมีเครื่องต้นแบบแล้ว เช่น


Embraer KC-390 ที่ใช้ ย.turbofan แบบ IAE V2500-E5 กำลัง 31,330lbf สองเครื่อง ทำความเร็วสูงสุด 0.8MACH บรรทุกได้หนักสุด 23.6tons มีพิสัยทำการไกลสุด 1,400nmi เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา
ที่เพิ่งทำการบินครั้งแรกไปเมื่อ ๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีมาตรฐานตะวันตกที่มีหลายประเทศให้ความสนใจจัดหาไปประจำการเป็นจำนวนมาก
ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่ามียอดสั่งจัดหารวมไม่ต่ำกว่า ๖๐เครื่องแล้วในขณะนี้จากประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้และยุโรป





หรือ Antonov An-178 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบล่าสุดของยูเครนซึ่งเพิ่งเปิดตัวจากโรงงานให้สาธาณชนชมเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ที่ผ่านมาและจะมีกำหนดทำการบินครั้งแรกในราวเดือนพฤษภาคมนี้
โดย An-178 ใช้ ย.turbofan แบบ Progress D-436-148FM กำลัง 7,880kgf(17,372lbf) สองเครื่อง มีพิสัยทำการไกลสุด 1,000km(540nmi) เมื่อบรรทุกหนัก 18tons
แม้ว่าจะมีสมรรถนะน้อยกว่า IL-214 แต่ An-178 ก็ดูจะมีข้อได้เปรียบกว่าที่มีเครื่องต้นแบบจริงแล้ว ซึ่งทาง Antonov ตั้งเป้าที่จะขาย An-178 ได้ ๒๐๐เครื่องทั่วโลก
(ความเห็นส่วนตัวอาจจะยากเพราะ KC-390 ดูจะมีข้อได้เปรียบด้านสมรรถนะถ้าเทียบกับ An-178 และ Embraer มีโอกาสในการทำการตลาดทั่วโลกที่ดีกว่า Antonov
ซึ่งอุตสาหกรรมทางทหารเพื่อส่งออกของยูเครนได้รับผลกระทบในภาพรวมจากสงครามกับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซีย)


และคงไม่ต้องกล่าวถึงเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์อย่าง IL-76MD-90A หรือ IL-476 อันเป็นรุ่นปรับปรุงล่าสุดของ IL-76 ที่ออกแบบผลิตมาตั้งแต่ปี 1970s
โดยกองทัพอากาศรัสเซียสั่งจัดหาเครื่องใหม่ ๓๙เครื่อง และจะทำการปรับปรุง IL-76MD ที่มีอยู่เดิมโดยใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบ PS-90A-76 ระบบ Avionic ระบบควบคุมการบินใหม่ และ glass cockpit อีกจำนวนหนึ่ง
เพราะก็เหมือนกับ Boeing C-17 Globemaster III ที่ใหญ่และแพงเกินความจำเป็นสำหรับกองทัพอากาศไทยไปหน่อย



ถ้ากองทัพอากาศไทยจะสนใจเครื่องบินลำเลียงขนาดหนักที่ใหญ่กว่า C-130 แล้ว Airbus A400M Atlas อย่างที่กองทัพอากาศมาเลเซียจัดหาไป ๔เครื่อง ซึ่งเพิ่งได้รับมอบชุดแรกไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
โดย A400M นั้นใช้ ย.turboprops สี่เครื่องแบบ Europrop TP400-D6 กำลังเครื่องละ 11,060hp ทำความเร็วสูงสุด 420knots บรรทุกได้หนักสุด 37tons มีพิสัยทำการไกลสุด 1,780nmi เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา
และตามที่เคยรายงานไปว่ากองทัพอากาศเยอรมนีและกองทัพอากาศสเปนต้องการจะขายเครื่องส่วนเกินที่ลดจากจำนวนที่ตนต้องการจำนวนหนึ่ง
ถ้าลูกค้าหลักของเครื่องส่วนเกินนี้ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกในกลุ่ม NATO หรือสหภาพยุโรปก็น่าสนใจอยู่ถ้าไม่ติดขัดปัญหาอะไรกับไทย



หรือ An-70 ของยูเครน ซึ่งใช้เครื่องยนต์ propfans แบบ Progress D-27 สี่เครื่อง กำลังเครื่องละ 13,880hp ทำความเร็วได้สูงสุด 421knots บรรทุกได้หนักสุด 47tons มีพิสัยทำการ 5,000km(2,700nmi)เมื่อบรรทุกหนัก 35tons
ที่มีต้นแบบแล้ว ๒เครื่อง ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียได้ยกเลิกการจัดหา An-70 จำนวน ๖๐เครื่องเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านจากปัญหาความสัมพันธ์ทางทหารกับยูเครนที่ได้กล่าวในข้างต้น
ตามที่เคยรายงานไปเช่นกันว่า Antonov กำลังปรับปรุงระบบอากาศยานของตนให้เข้าสู่มาตรฐาน NATO เพื่อมองหาลูกค้ารายใหม่ๆในกลุ่มประเทศตะวันตกแทนรัสเซียที่ยกเลิกการจัดหาเครื่องบินลำเลียงของ Antonov หลายโครงการ
(ถ้าเทียบกันแล้ว An-70 มีสมรรถนะบางด้านที่สูงกว่า A400M แต่เช่นเดียวกับการเปรีบเทียบระหว่าง An-178 กับ KC-390 ที่ Airbus ที่มีโอกาสในการทำการตลาดมากกว่า Antonov)

สรุปได้ในภาพรวมครับว่า ณ ขณะนี้โครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่ๆของรัสเซียเองที่พอจะน่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศไทยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาไม่มีเครื่องต้นแบบทำการบินจริงเลย
ซึ่งตรงนี้เป็นผลมาจากการที่รัสเซียยกเลิกโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงของ Antonov กับยูเครนเป็นจำนวนมาก เช่น An-70 และ An-140 ทำให้การพัฒนาเครื่องใหม่ทดแทนเครื่องรุ่นเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอดีสหภาพโซเวียตเกิดความล่าช้า
ถ้ากองทัพอากาศไทยจะเริ่มตั้งโครงการจัดหาเครื่อบินลำเลียงขนาดกลางใหม่หรือทดแทน C-130H ในเร็วๆนี้แล้ว
จะเห็นว่ายังมีเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีแบบต่างๆมีมีสายการผลิตพร้อมแล้ว รวมถึงมีความเข้ากันได้กับระบบพื้นฐานของกองทัพอากาศไทยเป็นจำนวนมากให้สนใจเลือกพิจารณามากกว่าเครื่องบินลำเลียงของรัสเซีย
ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของท่านผู้บัญชาการทหารอากาศคนปัจจุบันคือ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ซึ่งเติบโตมาในสายนักบินเครื่องบินลำเลียงด้วยว่าจะเป็นไปในทิศทางใดครับ