China may be building first indigenous carrier
Airbus Defence and Space imagery shows an overview of Dalian shipyard in China. Source: CNES 2015, Distribution Airbus DS / 2015 IHS
http://www.janes.com/article/54833/china-may-be-building-first-indigenous-carrier
Jane's ได้รายงานข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมของ Airbus Defence and Space เหนืออู่ต่อเรือ Dalian ของจีนเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า มีความเป็นไปได้ที่จีนกำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่ออกแบบเองอยู่
โดยบริเวณที่สงสัยว่ากำลังเป็นพื้นที่ก่อสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีนนั้นเป็นอู่แห้งซึ่งมีขนาดใหญ่พอรองรับการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือบรรทุกเครื่องบิน CV-16 Liaoning ได้
ซึ่งเดิมทีเรือ Liaoning คือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Admiral Kuznetsov ชื่อ Varyag ของอดีตสหภาพโซเวียตที่อยู่ในสภาพก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
ที่ต่อมาจีนได้ซื้อต่อจากยูเครนและนำมาปรับปรุงด้วยตนเองเป็นเวลานานจนสามารถเข้าประจำการเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนได้
จากการประเมินภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ในวันที่ 10 มีนาคม เปรียบเทียบกับภาพล่าสุดแสดงให้เห็นถึงสภาพการก่อสร้างตัวเรือที่มีความคืบหน้าไปมากในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
โดยภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่อู่ต่อเรือ Dalian มีการปล่อยเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ออกจากอู่ และแสดงภาพเห็นถึงการนำชิ้นส่วนวัสดุก่อสร้างจำนวนมากในอู่แห้งเดียวกันนี้
มีการวิเคราะห์เบื้องต้นว่าจากการประเมินส่วนขนาดของหัวเรือเป็นไปได้ทีเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีนนี้อาจจะมีความยาวตัวเรือราว 270m เมื่อเสร็จสมบูรณ์
อย่างไรก็ตามขณะนี้การก่อสร้างในส่วนของดาดฟ้าเรือด้านบนตัวเรือยังไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถจะระบุได้ชัดเจนว่านี่จะคือเรือบรรทุกเครื่องบินที่อู่ Dalian กำหนดแบบว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน 001A จริงหรือไม่ครับ
วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
Boeing สหรัฐฯทำการบินเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-46 เที่ยวแรก
Boeing’s KC-46 Tanker Completes First Flight
The Boeing-built KC-46A Pegasus tanker takes off on its first flight, from Paine Field, Everett, Wash. to Boeing Field, Seattle.(Photo: Boeing)
http://www.defensenews.com/story/defense-news/2015/09/25/boeings-kc-46-completes-first-flight/72846164/
เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ Boeing KC-46A Pegasus ประสบความสำเร็จในการทำการบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ภายในเส้นตายสุดท้ายหลังกำหนดการณ์ล่าช้ามาหลายเดือนและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
หลังจากเลื่อนการขึ้นบินเนื่องจากสภาพอากาศ เครื่องทดสอบ KC-46A ได้ทำการบินขึ้นจากสนามบินของ Boeing ที่ Seattle มลรัฐ Washington ในช่วงบ่ายต้นๆและลงจอดในอีก 4ชั่วโมงต่อมา
ตามแถลงการณ์ของ Boeing นักบินทดสอบได้ทำการทดสอบการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการบิน และระบบสภาพแวดล้อมของเครื่อง
"การเสริมกำลังเที่ยวบินวันนี้นั้นทำให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นไปตามแผนขั้น C ที่วางไว้ว่าจะเริ่มการทดสอบภายหลังในปีนี้
นี่คือครั้งแรกและความสุดยอดของอุตสาหกรรมการบินในการทำงานอย่างหนักจำนวนมากของทีมงานทั้งของ Boeing ผู้รับเหมารายย่อยของเรา และกองทัพอากาศสหรัฐฯ"
Tim Peters รองประธานและผู้จัดการโครงการเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-46 ของ Boeing กล่าวในการแถลง
ทั้งนี้การทดสอบลำดับต่อไปจะเป็นการติดตั้งระบบท่อเติมเชื่อเพลิงแบบ BOOM และกระเปาะเติมเชื้อเพลิงทางอากาศตรงปีก เพื่อทดสอบเสถีรภาพในการบิน
โดยตามแผนขั้น C เดิมที่ได้รับการอนุมัติจาก Pentagon นั้น KC-46A จะเข้าสู่สายการผลิตในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2016 และส่งมอบได้อย่างน้อย 18เครื่องในเดือนสิงหาคม 2017
อย่างไรก็ตามความล่าช้าที่เกิดขึ้นในโครงการตั้งแต่การเลื่อนการทำการบินเที่ยวแรกในปี 2014 จนถึงเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯถูกกดดันจากรัฐบาลกลางให้ยุติโครงการ
ซึ่งตามสัญญาที่ลงนามไว้ Boeing จะต้องส่งมอบ KC-46A อย่างน้อย 8เครื่องภายในสายการผลิตระดับต่ำระยะที่สอง(LRIP2)ภายในปีงบประมาณ 2016
แต่ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2015 ที่สภา Congress ได้อนุมัติงบประมาณให้กองทัพอากาศสหรัฐฯสั่งจัดหา KC-46A ในสายการผลิตขั้นต้นระยะที่หนึ่ง(LRIP1)เพียง 7เครื่อง
ตามข้อมูลของพลอากาศจัตวา Duke Richardson เจ้าหน้าที่บริหารโครงการ KC-46 ของโครงการสหรัฐฯ ซึ่งเคยให้ข้อมูลการระงับการทดสอบเครื่องตามขั้นตอนที่วางไว้
เนื่องจากมีการบรรทุกสารเคมีผิดประเภทสู่เครื่องระหว่างการทดสอบการเติมเชื่อเพลิงกลางอากาศนั้น การที่จะเลื่อนการอนุมัติจัดหา KC-46 เพียง 7เครื่องในปีงบประมาณ 2016 อาจะเป็นการละเมิดข้อตกลงในสัญญา
และ พลอากาศโท Arnie Bunch รองเลขานุการช่วยของโครงการจัดหากล่าวในสัปดาห์นี้ว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการต่อรองยกเว้นข้อจำกัดดังกล่าวอย่างสมดุลกับสภา Congress
ที่จะส่งผลกระทบต่อกองทัพอากาศสหรัฐฯด้านความพร้อมของกำลังรบกว่า50โครงการซึ่งรวมถึงโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ด้วย
KC-46A Pegasus เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศที่พัฒนามาจากเครื่องบินโดยสาร Boeing 767 ซึ่ง Boeing
ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะสัญญาในโครงการ KC-X เพื่อทดแทนเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-135 Stratotankers ที่ใช้งานมานานหลายสิบปีของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ซึ่งนอกจากกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว ล่าสุดกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF) ยังได้เลือก KC-46 เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศใหม่ของตนในอนาคตราวปี 2018 ซึ่งกำลังเจรจากันอยู่ด้วยครับ
The Boeing-built KC-46A Pegasus tanker takes off on its first flight, from Paine Field, Everett, Wash. to Boeing Field, Seattle.(Photo: Boeing)
http://www.defensenews.com/story/defense-news/2015/09/25/boeings-kc-46-completes-first-flight/72846164/
เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ Boeing KC-46A Pegasus ประสบความสำเร็จในการทำการบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ภายในเส้นตายสุดท้ายหลังกำหนดการณ์ล่าช้ามาหลายเดือนและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
หลังจากเลื่อนการขึ้นบินเนื่องจากสภาพอากาศ เครื่องทดสอบ KC-46A ได้ทำการบินขึ้นจากสนามบินของ Boeing ที่ Seattle มลรัฐ Washington ในช่วงบ่ายต้นๆและลงจอดในอีก 4ชั่วโมงต่อมา
ตามแถลงการณ์ของ Boeing นักบินทดสอบได้ทำการทดสอบการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการบิน และระบบสภาพแวดล้อมของเครื่อง
"การเสริมกำลังเที่ยวบินวันนี้นั้นทำให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นไปตามแผนขั้น C ที่วางไว้ว่าจะเริ่มการทดสอบภายหลังในปีนี้
นี่คือครั้งแรกและความสุดยอดของอุตสาหกรรมการบินในการทำงานอย่างหนักจำนวนมากของทีมงานทั้งของ Boeing ผู้รับเหมารายย่อยของเรา และกองทัพอากาศสหรัฐฯ"
Tim Peters รองประธานและผู้จัดการโครงการเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-46 ของ Boeing กล่าวในการแถลง
ทั้งนี้การทดสอบลำดับต่อไปจะเป็นการติดตั้งระบบท่อเติมเชื่อเพลิงแบบ BOOM และกระเปาะเติมเชื้อเพลิงทางอากาศตรงปีก เพื่อทดสอบเสถีรภาพในการบิน
โดยตามแผนขั้น C เดิมที่ได้รับการอนุมัติจาก Pentagon นั้น KC-46A จะเข้าสู่สายการผลิตในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2016 และส่งมอบได้อย่างน้อย 18เครื่องในเดือนสิงหาคม 2017
อย่างไรก็ตามความล่าช้าที่เกิดขึ้นในโครงการตั้งแต่การเลื่อนการทำการบินเที่ยวแรกในปี 2014 จนถึงเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯถูกกดดันจากรัฐบาลกลางให้ยุติโครงการ
ซึ่งตามสัญญาที่ลงนามไว้ Boeing จะต้องส่งมอบ KC-46A อย่างน้อย 8เครื่องภายในสายการผลิตระดับต่ำระยะที่สอง(LRIP2)ภายในปีงบประมาณ 2016
แต่ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2015 ที่สภา Congress ได้อนุมัติงบประมาณให้กองทัพอากาศสหรัฐฯสั่งจัดหา KC-46A ในสายการผลิตขั้นต้นระยะที่หนึ่ง(LRIP1)เพียง 7เครื่อง
ตามข้อมูลของพลอากาศจัตวา Duke Richardson เจ้าหน้าที่บริหารโครงการ KC-46 ของโครงการสหรัฐฯ ซึ่งเคยให้ข้อมูลการระงับการทดสอบเครื่องตามขั้นตอนที่วางไว้
เนื่องจากมีการบรรทุกสารเคมีผิดประเภทสู่เครื่องระหว่างการทดสอบการเติมเชื่อเพลิงกลางอากาศนั้น การที่จะเลื่อนการอนุมัติจัดหา KC-46 เพียง 7เครื่องในปีงบประมาณ 2016 อาจะเป็นการละเมิดข้อตกลงในสัญญา
และ พลอากาศโท Arnie Bunch รองเลขานุการช่วยของโครงการจัดหากล่าวในสัปดาห์นี้ว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการต่อรองยกเว้นข้อจำกัดดังกล่าวอย่างสมดุลกับสภา Congress
ที่จะส่งผลกระทบต่อกองทัพอากาศสหรัฐฯด้านความพร้อมของกำลังรบกว่า50โครงการซึ่งรวมถึงโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ด้วย
KC-46A Pegasus เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศที่พัฒนามาจากเครื่องบินโดยสาร Boeing 767 ซึ่ง Boeing
ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะสัญญาในโครงการ KC-X เพื่อทดแทนเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-135 Stratotankers ที่ใช้งานมานานหลายสิบปีของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ซึ่งนอกจากกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว ล่าสุดกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF) ยังได้เลือก KC-46 เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศใหม่ของตนในอนาคตราวปี 2018 ซึ่งกำลังเจรจากันอยู่ด้วยครับ
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558
Hyundai เกาหลีใต้เริ่มการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กให้ลูกค้าซึ่งไม่เปิดเผย
Hyundai begins construction of mini-submarine for undisclosed customer
The HDS-400 submarine under construction by Hyundai Heavy Industries could be a permutation of the mini-submarine concept known as the KSS 500A unveiled by South Korea's Agency for Defence Development in 2011. (Mrityunjoy Mazumdar)
http://www.janes.com/article/54825/hyundai-begins-construction-of-mini-submarine-for-undisclosed-customer
Jane's ได้รายงานข้อมูลว่า Hyundai Heavy Industries สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นบริษัทอู่ต่อเรือชั้นนำรายใหญ่ที่ต่อเรือให้กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีมาแล้วหลายลำ
รวมถึงเรือดำน้ำแบบ U214 ชั้น Sohn Won-il (KSS-II)ที่ได้สิทธิบัตรจาก ThyssenKrupp Marine Systems เยอรมนี
กำลังเริ่มทำการก่อสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็ก(mini-submarine) เพื่อส่งออกให้ลูกค้าที่ไม่มีการเปิดเผยซึ่งอาจจะเป็นกองทัพเรือประเทศหนึ่ง
ซึ่ง HHI ได้เปิดเผยข้อมูลแบบแผนเรือดำน้ำขนาดเล็กแบบใหม่นี้ในงานแสดงยุทโธปกรณ์ DSEI 2015 ที่ London สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน ที่ผ่านมา
โดยมีการวิเคราะห์ว่าเรือดำน้ำ HDS-400 นั้นถูกออกแบบสำหรับภารกิจสนับสนุนการตรวจการณ์ชายฝั่ง และสนับสนุนปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ
"HDS-400 เป็นแบบเรือที่พัฒนาขึ้นมาใหม่(สำหรับ)ประเทศที่ไม่สามารถจัดซื้อเรือดำน้ำขนาดใหญ่จากแหล่งที่เป็นที่รู้จักดีได้
ณ เวลานี้ผมสามารถยืนยันได้เพียงว่าเรือดำน้ำ HDS-400 กำลังดำเนินการก่อสร้างในอู่ของเรา"
Kim Moon-ju เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของ HHI กล่าวซึ่งเขาปฏิเสธการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของสัญญาใดๆ ณ ขณะนี้โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า
เท่าที่มีข้อมูลขณะนี้เรือดำน้ำแบบ HDS-400 มีความยาวตัวเรือ 40m ระวางขับน้ำ 400tons ทำความเร็วได้สูงสุด 15knot แต่ไม่มีข้อมูลรายละเอียดอาวุธที่จะติดตั้งกับเรือเปิดเผยในขณะนี้
อย่างไรก็ตามสำหรับเรือดำน้ำขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากันสามารถติดตั้ง Torpedo หนักสองนัด และ Torpedo เบาสี่นัด รวมถึงบรรทุกหน่วยรบพิเศษไปกับเรือได้ 14นาย รวมกับลูกเรือประจำเรือ
ซึ่ง HDS-400 เป็นเรือรุ่นที่มีขนาดเล็กลงมาจาก HDS-500RTN ซึ่งมีระวางขับน้ำ 500ton ที่เคยเสนอให้กองทัพเรือไทยในโครงการจัดหาเรือดำน้ำในปีนี้
โดยแบบเรือดำน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ HHI อื่นก็มี HDS-1800 ขนาด 1,800tons และ HDS-3000 ขนาด 3,300tons
ซึ่ง HHI กล่าวว่าเรือดำน้ำในชุด HDS นั้นเป็นผลลัพธ์จากการสั่งสมประสบการในการสร้างและพัฒนาเรือดำน้ำของตนเองมากว่าทศวรรษครับ
The HDS-400 submarine under construction by Hyundai Heavy Industries could be a permutation of the mini-submarine concept known as the KSS 500A unveiled by South Korea's Agency for Defence Development in 2011. (Mrityunjoy Mazumdar)
http://www.janes.com/article/54825/hyundai-begins-construction-of-mini-submarine-for-undisclosed-customer
Jane's ได้รายงานข้อมูลว่า Hyundai Heavy Industries สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นบริษัทอู่ต่อเรือชั้นนำรายใหญ่ที่ต่อเรือให้กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีมาแล้วหลายลำ
รวมถึงเรือดำน้ำแบบ U214 ชั้น Sohn Won-il (KSS-II)ที่ได้สิทธิบัตรจาก ThyssenKrupp Marine Systems เยอรมนี
กำลังเริ่มทำการก่อสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็ก(mini-submarine) เพื่อส่งออกให้ลูกค้าที่ไม่มีการเปิดเผยซึ่งอาจจะเป็นกองทัพเรือประเทศหนึ่ง
ซึ่ง HHI ได้เปิดเผยข้อมูลแบบแผนเรือดำน้ำขนาดเล็กแบบใหม่นี้ในงานแสดงยุทโธปกรณ์ DSEI 2015 ที่ London สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน ที่ผ่านมา
โดยมีการวิเคราะห์ว่าเรือดำน้ำ HDS-400 นั้นถูกออกแบบสำหรับภารกิจสนับสนุนการตรวจการณ์ชายฝั่ง และสนับสนุนปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ
"HDS-400 เป็นแบบเรือที่พัฒนาขึ้นมาใหม่(สำหรับ)ประเทศที่ไม่สามารถจัดซื้อเรือดำน้ำขนาดใหญ่จากแหล่งที่เป็นที่รู้จักดีได้
ณ เวลานี้ผมสามารถยืนยันได้เพียงว่าเรือดำน้ำ HDS-400 กำลังดำเนินการก่อสร้างในอู่ของเรา"
Kim Moon-ju เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของ HHI กล่าวซึ่งเขาปฏิเสธการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของสัญญาใดๆ ณ ขณะนี้โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า
เท่าที่มีข้อมูลขณะนี้เรือดำน้ำแบบ HDS-400 มีความยาวตัวเรือ 40m ระวางขับน้ำ 400tons ทำความเร็วได้สูงสุด 15knot แต่ไม่มีข้อมูลรายละเอียดอาวุธที่จะติดตั้งกับเรือเปิดเผยในขณะนี้
อย่างไรก็ตามสำหรับเรือดำน้ำขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากันสามารถติดตั้ง Torpedo หนักสองนัด และ Torpedo เบาสี่นัด รวมถึงบรรทุกหน่วยรบพิเศษไปกับเรือได้ 14นาย รวมกับลูกเรือประจำเรือ
ซึ่ง HDS-400 เป็นเรือรุ่นที่มีขนาดเล็กลงมาจาก HDS-500RTN ซึ่งมีระวางขับน้ำ 500ton ที่เคยเสนอให้กองทัพเรือไทยในโครงการจัดหาเรือดำน้ำในปีนี้
โดยแบบเรือดำน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ HHI อื่นก็มี HDS-1800 ขนาด 1,800tons และ HDS-3000 ขนาด 3,300tons
ซึ่ง HHI กล่าวว่าเรือดำน้ำในชุด HDS นั้นเป็นผลลัพธ์จากการสั่งสมประสบการในการสร้างและพัฒนาเรือดำน้ำของตนเองมากว่าทศวรรษครับ
รถถังหลัก T-14 ARMATA รัสเซียจะเพิ่มกำลังเครื่องยนต์เป็น 1,800แรงม้า
http://lenta.ru/news/2015/09/24/armata/
จากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อของนาย Oleg Siyenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Uralvagonzavod ผู้ออกแบบและผลิตรถถังหลัก T-14 ARMATA รุ่นใหม่ของกองทัพบกรัสเซียนั้น
จะมีการพัฒนาให้ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มกำลังจากเดิมในรุ่นปัจจุบัน 1500HP เป็น 1800HP ซึ่งนับว่าจะเป็นรถถังหลักที่ใช้เครื่องยนต์กำลังขับสูงที่สุดแบบหนึ่งของโลก
แต่นาย Siyenko ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลรายละเอียดของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของ ถ.หลัก T-14 ARMATA ในขณะนี้โดยกล่าวว่าการสร้างเครื่องยนต์แบบใหม่ให้เสร็จกำลังดำเนินการอยู่
ทั้งนี้ในงานแสดงอาวุธ Russia Arms Expo 2015 (RAE 2015) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการจัดแสดงรถถังหลัก T-14 ARMATA ในงาน
ได้มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจที่จัดหารถถังหลัก T-14 ไปใช้ เช่น จีน อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรนต์ กาตาร์ รวมถึงกำลังเป็นจับตาของกลุ่มประเทศยุโรป
อย่างไรก็ตามตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมรัสเซียปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับการนำรถถังหลัก T-14 ARMATA หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ
และเปิดสายการผลิตรถสำหรับเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียเป็นหลัก โดยคาดว่าในช่วงหลังปี 2020-2025 เป็นต้นไปกองทัพรัสเซียจะสั่งจัดหา ถ.หลัก T-14 จำนวน 2,300คัน
ซึ่งนาย Siyenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Uralvagonzavod กล่าวเมื่องวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาว่า รถถังหลัก T-14 ARMATA ในสายการผลิตจำนวนมากเต็มอัตราจะมีราคาคันละ 250 million rubles
หรือเพียง $4 million ต่อคันซึ่งถูกกว่ารถถังหลักยุคที่3 ที่ประจำการในกองทัพประเทศตะวันตกทั้ง M1A2 Abrams สหรัฐฯ หรือ Leopard 2A7 เยอรมนี
ทำให้คาดว่ารัสเซียจะมีความพร้อมที่จะทำการผลิตรถถังหลัก T-14 ARMATA สำหรับการส่งออกได้ภายในช่วงหลังปี 2020 เป็นต้นไป
ล่าสุดทาง Uralvagonzavod กำลังเจรจากับอินเดียสำหรับความเป็นไปได้ในการขายรถถังหลัก T-90MS ซึ่งเป็นรถถังหลักรุ่นล่าสุดในตระกูล T-90 สำหรับการส่งออกให้กองทัพบกอินเดีย
โดยกองทัพบกอินเดียเองก็เป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่จัดหารถถังหลัก T-90S และ T-90M Bhishma ไปใช้งานแล้วมากกว่า 862คัน
ซึ่งส่วนหนึ่งอินเดียทำการประกอบเองในประเทศภายใต้สิทธิบัตรจากการจัดส่งชิ้นส่วนแบบ knocked-down จากรัสเซียในโรงงาน Heavy Vehicles Factory ที่ Avadi รัฐ Tamil Nadu
เมื่อรวมกับแผนการจัดหา ถ.หลัก T-90MS ใหม่ราว 354คัน จะทำให้กองทัพบกอินเดียจะมีรถถังหลัก T-90 ทุกรุ่นรวมถึงราว 1,640คัน
ซึ่งทาง Uralvagonzavod รัสเซียจะยังคงมีรถถังหลัก T-90MS เป็นรถถังรุ่นที่ทันสมัยที่สุดสำหรับส่งออกต่างประเทศ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการส่งออกของรถถังหลัก T-14 ARMATA ครับ
จากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อของนาย Oleg Siyenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Uralvagonzavod ผู้ออกแบบและผลิตรถถังหลัก T-14 ARMATA รุ่นใหม่ของกองทัพบกรัสเซียนั้น
จะมีการพัฒนาให้ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มกำลังจากเดิมในรุ่นปัจจุบัน 1500HP เป็น 1800HP ซึ่งนับว่าจะเป็นรถถังหลักที่ใช้เครื่องยนต์กำลังขับสูงที่สุดแบบหนึ่งของโลก
แต่นาย Siyenko ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลรายละเอียดของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของ ถ.หลัก T-14 ARMATA ในขณะนี้โดยกล่าวว่าการสร้างเครื่องยนต์แบบใหม่ให้เสร็จกำลังดำเนินการอยู่
ทั้งนี้ในงานแสดงอาวุธ Russia Arms Expo 2015 (RAE 2015) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการจัดแสดงรถถังหลัก T-14 ARMATA ในงาน
ได้มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจที่จัดหารถถังหลัก T-14 ไปใช้ เช่น จีน อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรนต์ กาตาร์ รวมถึงกำลังเป็นจับตาของกลุ่มประเทศยุโรป
อย่างไรก็ตามตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมรัสเซียปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับการนำรถถังหลัก T-14 ARMATA หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ
และเปิดสายการผลิตรถสำหรับเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียเป็นหลัก โดยคาดว่าในช่วงหลังปี 2020-2025 เป็นต้นไปกองทัพรัสเซียจะสั่งจัดหา ถ.หลัก T-14 จำนวน 2,300คัน
ซึ่งนาย Siyenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Uralvagonzavod กล่าวเมื่องวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาว่า รถถังหลัก T-14 ARMATA ในสายการผลิตจำนวนมากเต็มอัตราจะมีราคาคันละ 250 million rubles
หรือเพียง $4 million ต่อคันซึ่งถูกกว่ารถถังหลักยุคที่3 ที่ประจำการในกองทัพประเทศตะวันตกทั้ง M1A2 Abrams สหรัฐฯ หรือ Leopard 2A7 เยอรมนี
ทำให้คาดว่ารัสเซียจะมีความพร้อมที่จะทำการผลิตรถถังหลัก T-14 ARMATA สำหรับการส่งออกได้ภายในช่วงหลังปี 2020 เป็นต้นไป
ล่าสุดทาง Uralvagonzavod กำลังเจรจากับอินเดียสำหรับความเป็นไปได้ในการขายรถถังหลัก T-90MS ซึ่งเป็นรถถังหลักรุ่นล่าสุดในตระกูล T-90 สำหรับการส่งออกให้กองทัพบกอินเดีย
โดยกองทัพบกอินเดียเองก็เป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่จัดหารถถังหลัก T-90S และ T-90M Bhishma ไปใช้งานแล้วมากกว่า 862คัน
ซึ่งส่วนหนึ่งอินเดียทำการประกอบเองในประเทศภายใต้สิทธิบัตรจากการจัดส่งชิ้นส่วนแบบ knocked-down จากรัสเซียในโรงงาน Heavy Vehicles Factory ที่ Avadi รัฐ Tamil Nadu
เมื่อรวมกับแผนการจัดหา ถ.หลัก T-90MS ใหม่ราว 354คัน จะทำให้กองทัพบกอินเดียจะมีรถถังหลัก T-90 ทุกรุ่นรวมถึงราว 1,640คัน
ซึ่งทาง Uralvagonzavod รัสเซียจะยังคงมีรถถังหลัก T-90MS เป็นรถถังรุ่นที่ทันสมัยที่สุดสำหรับส่งออกต่างประเทศ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการส่งออกของรถถังหลัก T-14 ARMATA ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558
อียิปต์จะจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์ชั้น Mistral สองลำที่เดิมเป็นของรัสเซีย พร้อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 50เครื่อง
Official: France Announce Egypt Will Acquire the 2 Mistral Class LHDs Originally Intended for Russia
The former Russian Navy Mistral class LHD Vladivostok
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3114
รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศแถลงการอย่างเป็นทางการว่าประธานธิบดีฝรั่งเศส นาย Francois Hollande และประธานาธิบดีอียิปต์ Abdel Fattah Al Sissi
ได้เข้าพบกันและมีข้อตกลงร่วมในการที่ฝรั่งเศสจะขายต่อเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock)ชั้น Mistral ที่เดิมเป็นของกองทัพเรือรัสเซียทั้งสองลำ
โดยตามกำหนดการเดิมที่ฝรั่งเศสทำสัญญาไว้กับรัสเซียนั้นเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำคือ Vladivostok และ Sevastopol จะต้องส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ
แต่เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรปและ NATO กับรัสเซียที่รุนแรงขึ้นหลังจากที่รัสเซียเข้าผนวก Crimea และแทรงแซงสงครามในเขต Donbass ของยูเครนตั้งแต่ปี 2014
ทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยกเลิกการส่งมอบเรือ LHD ทั้งสองลำให้รัสเซียซึ่งมีการเจรจาข้อตกลงชดเชยระหว่างกันไปแล้ว ซึ่งนั่นทำฝรั่งเศสเสียผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของตนไปพอสมควร
และเป็นการทำกองทัพเรือรัสเซียจะเพิ่มขีดความสามารถในปฏิบัติยกพลขึ้นบกได้ช้าลงจนกว่าจะสามารถสร้างเรือ LHD ของตนเองใหม่ด้วย โดยคาดว่ากองทัพเรือรัสเซียมีแผนจะนำเรือ LHD ทั้งสองลำเข้าประจำการในกองเรือแปซิฟิค
อย่างไรก็ตามข้อตกลงในการขายเรือ LHD ชั้น Mistral สองลำให้อียิปต์ที่คาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 950 million Euros นั้นถือเป็นความสำเร็จที่ทั้งฝรั่งเศส รัสเซีย และอียิปต์ที่ได้ประโยชน์ในการหาทางออกของปัญหาร่วมกัน
โดยบริษัท DCNS ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นออกแบบและต่อเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์ชั้น Mistral นั้นก็เพิ่งจะทำการส่งมอบเรือฟริเกตแบบ FREMM คือ FFG-1001 Tahya Misr ให้กองทัพเรืออียิปต์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
(เดิมคือ D651 Normandie ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ตามที่เคยรายงานไป)
รวมทั้ง DCNS ยังมีสัญญาการต่อเรือคอร์เวตแบบ Gowind 2500 จำนวน 4ลำให้กองทัพเรืออียิปต์ซึ่งจะมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกในปี 2017 ด้วย
เมื่อรวมกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ของกองทัพอากาศอียิปต์จากฝรั่งเศสตามที่เคยรายงานไปล่าสุดก็ยิ่งเป็นกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฝรั่งเศสและอียิปต์มากยิ่งขึ้น
Source: Egypt buys 50 Russian Alligator helicopters, deck-based version may be supplied
Ka-52 Alligator helicopter TASS/Yuri Smityuk
http://tass.ru/en/defense/823140
นอกจากนี้ตามรายงานข่าวของสื่อรัสเซียว่าอียิปต์ได้ลงนามข้อตกลงในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 Alligator จำนวน 50เครื่องจากรัสเซีย วงเงินราว 2.3 billion Euros
สำหรับกองทัพอากาศอียิปต์ซึ่งจะส่งมอบในช่วงปี 2016-2019 นั้น มีข้อมูลว่าอียิปต์ยังมองความเป็นได้ในการจัดหา ฮ.โจมตี Ka-52K Katran ซึ่งเป็นรุ่นปฏิบัติการทางทะเลจากเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ด้วย
โดยเดิมทีกองทัพเรือรัสเซียได้สั่งจัดหา ฮ.โจมตี Ka-52K สำหรับกองบินทหารเรือเพื่อนำมาใช้ปฏิบัติการร่วมกับเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำ โดยจะได้รับมอบเครื่องชุดแรกในช่วงปี 2017-2018
แต่เนื่องจากการที่ฝรั่งเศสยกเลิกการส่งมอบเรือให้รัสเซียทำให้แผนการนำ ฮ.Ka-52K เข้าประจำการบนเรือ LHD ต้องล่าช้าออกไปจนกว่ากองทัพเรือรัสเซียจะสร้างเรือ LHD ใหม่ของตนเองได้
อีกทั้งยังมีรายงานจากสื่อของรัสเซียและฝรั่งเศสด้วยว่าถ้าอียิปต์เป็นผู้จัดหาเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำแทนรัสเซียแล้ว
การถอดถอนระบบอุปกรณ์ที่เป็นระบบของรัสเซียบนเรือ LHD คือ Vladivostok และ Sevastopol นั้น รัสเซียจะทำการถอดออกเพียงบางระบบที่เป็นชั้นความลับเท่านั้น แต่จะคงบางระบบบนเรือให้อียิปต์ไปใช้ต่อ
นั่นทำให้มีความเป็นไปได้มากว่าอียิปต์จะรับมอบเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำที่เดิมเป็นของรัสเซียโดยเป็นระบบผสมทั้งของฝรั่งเศสและรัสเซีย ที่อาจจะรองรับการปฏิการของ ฮ.โจมตี Ka-52 ร่วมกับเรือได้
ซึ่งตามคุณสมบัติของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์ชั้น Mistral นั้นสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ 16เครื่อง เรือระบายพล 4ลำ รถหุ้มเกราะ 70คัน และทหารราบ 450นายครับ
The former Russian Navy Mistral class LHD Vladivostok
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3114
รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศแถลงการอย่างเป็นทางการว่าประธานธิบดีฝรั่งเศส นาย Francois Hollande และประธานาธิบดีอียิปต์ Abdel Fattah Al Sissi
ได้เข้าพบกันและมีข้อตกลงร่วมในการที่ฝรั่งเศสจะขายต่อเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock)ชั้น Mistral ที่เดิมเป็นของกองทัพเรือรัสเซียทั้งสองลำ
โดยตามกำหนดการเดิมที่ฝรั่งเศสทำสัญญาไว้กับรัสเซียนั้นเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำคือ Vladivostok และ Sevastopol จะต้องส่งมอบให้กองทัพเรือรัสเซียในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ
แต่เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรปและ NATO กับรัสเซียที่รุนแรงขึ้นหลังจากที่รัสเซียเข้าผนวก Crimea และแทรงแซงสงครามในเขต Donbass ของยูเครนตั้งแต่ปี 2014
ทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยกเลิกการส่งมอบเรือ LHD ทั้งสองลำให้รัสเซียซึ่งมีการเจรจาข้อตกลงชดเชยระหว่างกันไปแล้ว ซึ่งนั่นทำฝรั่งเศสเสียผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของตนไปพอสมควร
และเป็นการทำกองทัพเรือรัสเซียจะเพิ่มขีดความสามารถในปฏิบัติยกพลขึ้นบกได้ช้าลงจนกว่าจะสามารถสร้างเรือ LHD ของตนเองใหม่ด้วย โดยคาดว่ากองทัพเรือรัสเซียมีแผนจะนำเรือ LHD ทั้งสองลำเข้าประจำการในกองเรือแปซิฟิค
อย่างไรก็ตามข้อตกลงในการขายเรือ LHD ชั้น Mistral สองลำให้อียิปต์ที่คาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 950 million Euros นั้นถือเป็นความสำเร็จที่ทั้งฝรั่งเศส รัสเซีย และอียิปต์ที่ได้ประโยชน์ในการหาทางออกของปัญหาร่วมกัน
โดยบริษัท DCNS ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นออกแบบและต่อเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์ชั้น Mistral นั้นก็เพิ่งจะทำการส่งมอบเรือฟริเกตแบบ FREMM คือ FFG-1001 Tahya Misr ให้กองทัพเรืออียิปต์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
(เดิมคือ D651 Normandie ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ตามที่เคยรายงานไป)
รวมทั้ง DCNS ยังมีสัญญาการต่อเรือคอร์เวตแบบ Gowind 2500 จำนวน 4ลำให้กองทัพเรืออียิปต์ซึ่งจะมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกในปี 2017 ด้วย
เมื่อรวมกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ของกองทัพอากาศอียิปต์จากฝรั่งเศสตามที่เคยรายงานไปล่าสุดก็ยิ่งเป็นกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฝรั่งเศสและอียิปต์มากยิ่งขึ้น
Source: Egypt buys 50 Russian Alligator helicopters, deck-based version may be supplied
Ka-52 Alligator helicopter TASS/Yuri Smityuk
http://tass.ru/en/defense/823140
นอกจากนี้ตามรายงานข่าวของสื่อรัสเซียว่าอียิปต์ได้ลงนามข้อตกลงในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 Alligator จำนวน 50เครื่องจากรัสเซีย วงเงินราว 2.3 billion Euros
สำหรับกองทัพอากาศอียิปต์ซึ่งจะส่งมอบในช่วงปี 2016-2019 นั้น มีข้อมูลว่าอียิปต์ยังมองความเป็นได้ในการจัดหา ฮ.โจมตี Ka-52K Katran ซึ่งเป็นรุ่นปฏิบัติการทางทะเลจากเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ด้วย
โดยเดิมทีกองทัพเรือรัสเซียได้สั่งจัดหา ฮ.โจมตี Ka-52K สำหรับกองบินทหารเรือเพื่อนำมาใช้ปฏิบัติการร่วมกับเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำ โดยจะได้รับมอบเครื่องชุดแรกในช่วงปี 2017-2018
แต่เนื่องจากการที่ฝรั่งเศสยกเลิกการส่งมอบเรือให้รัสเซียทำให้แผนการนำ ฮ.Ka-52K เข้าประจำการบนเรือ LHD ต้องล่าช้าออกไปจนกว่ากองทัพเรือรัสเซียจะสร้างเรือ LHD ใหม่ของตนเองได้
อีกทั้งยังมีรายงานจากสื่อของรัสเซียและฝรั่งเศสด้วยว่าถ้าอียิปต์เป็นผู้จัดหาเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำแทนรัสเซียแล้ว
การถอดถอนระบบอุปกรณ์ที่เป็นระบบของรัสเซียบนเรือ LHD คือ Vladivostok และ Sevastopol นั้น รัสเซียจะทำการถอดออกเพียงบางระบบที่เป็นชั้นความลับเท่านั้น แต่จะคงบางระบบบนเรือให้อียิปต์ไปใช้ต่อ
นั่นทำให้มีความเป็นไปได้มากว่าอียิปต์จะรับมอบเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำที่เดิมเป็นของรัสเซียโดยเป็นระบบผสมทั้งของฝรั่งเศสและรัสเซีย ที่อาจจะรองรับการปฏิการของ ฮ.โจมตี Ka-52 ร่วมกับเรือได้
ซึ่งตามคุณสมบัติของเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอเตอร์ชั้น Mistral นั้นสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ 16เครื่อง เรือระบายพล 4ลำ รถหุ้มเกราะ 70คัน และทหารราบ 450นายครับ
กองทัพอากาศนอร์เวย์ทำพิธีรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรก
https://forsvaret.no/aktuelt/her-er-norges-foerste-f-35
วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา กองทัพอากาศนอร์เวย์ได้ทำพิธีรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A AM-1 เครื่องแรก จากชุดแรกที่สั่งจัดหาขั้นต้น 4เครื่อง ที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ใน Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐฯ
กองทัพอากาศนอร์เวย์ได้เข้าร่วมโครงการ JSF ระดับ Tier 3 ในปี 2008 เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ F-35A Lightning II เข้าประจำการแทนเครื่องบินขับไล่ F-16AM/BM จำนวน 55เครื่องที่ผ่านการปรับปรุง MLU ที่ใช้งานมานานหลายสิบปี
ซึ่ง F-35A ของกองทัพอากาศนอร์เวย์ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมจาก F-35A รุ่นมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ เช่น ติดร่มหน่วงเพื่อลดความเร็วระหว่างลงจอดที่ท้ายเครื่อง และปรับปรุงให้สามารถหยุดเครื่องในทางวิ่งที่น้ำแข็งจับได้ดีขึ้น
โดย F-35A ชุดแรก 4เครื่อง(AM-1, AM-2 และลำดับต่อไป)นี้จะบินไปประจำที่ฐานทัพอากาศ Luke กองทัพอากาศสหรัฐฯในมลรัฐ Arizona ที่เป็นที่ตั้งฝูงบิน F-35 นานาชาติก่อนคริสต์มาสนี้ เพื่อทำการฝึกนักบิน F-35 ชุดแรกของกองทัพอากาศนอร์เวย์
ก่อนจะเดินทางไปยังนอร์เวย์ในปี 2017 ซึ่งจะเข้าประจำการในฐานทัพอากาศ Orland ทางตอนกลางของนอร์เวย์แทนฝูงบิน F-16 เดิม ขณะที่ฐานทัพอากาศ Bodo ซึ่งเป็นที่ตั้งของ F-16 อีกฝูงนั้นกองทัพอากาศนอร์เวย์ตัดสินใจปิดฐานหลังปลด F-16
ทั้งนี้กองทัพอากาศนอร์เวย์จะเริ่มนำ F-35A เข้าประจำการภายในปี 2019 มีการสั่งจัดหาแล้ว 22เครื่อง และจนถึงปี 2025 กระทรวงกลาโหมนอร์เวย์มีแผนจัดหา F-35A จำนวน 52เครื่อง วงเงิน 64 billion Norwegian krone ($7.7 billion) ครับ
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558
ยูเครนจะส่งมอบรถถังหลัก Oplot ชุดต่อไปให้กองทัพบกไทยได้ภายในสิ้นปีนี้
Ukroboronprom to ship next batch of tanks to Thailand by year's end
The next batch of Ukrainian-made Oplot tanks is to be shipped to Thailand by the end of 2015 / Photo from UNIAN
http://www.unian.info/economics/1126701-ukroboronprom-to-ship-next-batch-of-tanks-to-thailand-by-years-end.html
สำนักข่าว UNIAN ได้รายงานว่า Ukroboronprom หน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครนจะส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดต่อไปให้กองทัพบกไทยได้ภายในสิ้นปี 2015 นี้
โดยรองผู้อำนวยการลำดับที่หนึ่งของ Ukroboronprom นาย Serhiy Pinkas กล่าวว่าจะต้องทำการส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่อีก ๕คันให้กองทัพบกไทยได้ทันภายในเส้นตายก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ นี้ตามสัญญาที่ลงนามไว้กับไทย
(เข้าใจว่าทางกองทัพบกไทยต้องการรถถังหลัก Oplot-T อย่างน้อย ๑๕คัน หรือหนึ่งกองร้อยทหารม้ารถถัง ซึ่งเป็นกำลังขั้นต่ำสุดสำหรับหน่วยทหารม้ารถถังในการปฏิบัติการสนาม
สำหรับ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยที่รับมอบรถมาใช้งานให้ทันภายในเส้นตายก่อนสิ้นปีนี้
ทั้งนี้หนึ่งกองร้อยรถถัง จะประกอบด้วย สามหมวดรถถัง แต่ละหมวดมีรถถัง ๕คัน กับรถถังของผู้บังคับกองร้อยอีกหนึ่งคัน รวมเป็น ๑๖คัน)
ทั้งนี้นาย Pinkas ยังได้กล่าวถึงปัญหาความล่าช้าและยากลำบากในการสร้าง ถ.หลัก Oplot ส่งมอบให้ไทยส่วนหนึ่งว่า
"ผมไม่ได้บอกว่าการผลิตรถถังหลัก Oplot เป็นงานที่ราบลื่นและง่าย มันไกลเกินจากที่จะเป็นได้ง่าย
ผมสามารถบอกได้ว่าการปรับย้ายบุคลากรของโรงงานรถถัง Malyshev เองเป็นสัญญาณว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นจะดี
ตอนนี้เราได้จัดซื้อวัสดุโลหะชุดใหญ่สำหรับการสร้างรถถังใหม่จำนวนมาก สถานการณ์ในการจัดหาชิ้นส่วนประกอบก็ดีขึ้น
ในระยะสั้นความคืบหน้าอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการจะให้สำเร็จ แต่เราขอให้รอจนถึงปลายปีนี้ และเราจะออกประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป"
กองทัพบกไทยได้ลงนามสัญญาจัดหารถถังหลัก Oplot-T กับ Ukroboronprom ยูเครนซึ่งทำการผลิตที่โรงงานงานเกราะ Malyshev จำนวน ๔๙คัน วงเงิน $250 million (๗,๒๐๐ล้านบาท) เมื่อปี 2011(พ.ศ.๒๕๕๔)
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปีทาง Ukroboronprom ได้ประกาศแผนที่จะเพิ่มอัตราสายการผลิตรถถังหลัก Oplot ของโรงงาน Malyshev ให้เป็น ๔๐คันในปี 2015 และเพิ่มเป็น ๑๐๐-๑๒๐คันในปี 2016
แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยูเครนมีปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบรถให้ไทย โดยรถถังหลัก Oplot ชุดแรก ๕คันถูกขนส่งมายังไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2014(พ.ศ.๒๕๕๗) และชุดที่สองอีก ๕คันในเดือนมิถุนายน 2015 (พ.ศ.๒๕๕๘)
และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทาง Ukroboronprom ได้สั่งปลดผู้อำนวยการโรงงาน Malyshev คนก่อนออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการรับผิดชอบที่ไม่สามารถดำเนินการสายการผลิต ถ.Oplot ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้
โดยทาง Ukroboronprom กล่าวว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนในส่วนสายการผลิตรถถังนั้นมีความกังวลว่าขีดความสามารถด้านการผลิตของตนจะมีไม่เพียงพอ
ล่าสุดยูเครนได้มีการการเสนอรถถังหลัก Oplot สำหรับโครงการจัดหารถถังหลักใหม่ของกองทัพบกปากีสถาน รวมถึงข้อเสนอสิทธิบัตรในการประกอบรถในโรงงาน Heavy Industries Taxila ของปากีสถานเอง
ซึ่งก็เพิ่งมีการส่งรถถัง Oplot ไปทดสอบในสนามจริงที่ปากีสถานมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้(มีข้อมูบางแหล่งว่าเป็นรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ 6TD-3 กำลัง 1500HP)
รวมถึงการปรับปรุงขีดความสามารถและซ่อมคืนสภาพรถถังเก่าของกองทัพยูเครนเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในเขต Donbass หลังจากสูญเสียรถถังไปจำนวนหนึ่งตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2014
ทั้งนี้ทางยูเครนเองต้องการจะผลิตรถถังหลัก Oplot เพื่อการส่งออกมากกว่าจะผลิตเพื่อใช้เอง เนื่องจาก ถ.หลัก Oplot มีราคาแพงเกินกว่าที่กองทัพยูเครนจะสั่งสร้างใหม่ทั้งคันเพื่อนำไปใช้ในกองทัพ
แต่ส่วนตัวแล้วคำถามก็ยังเหมือนเดิมครับว่า คือถ้าสถานะการผลิตและส่งมอบจริงยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ ยูเครนจะสามารถผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ให้กองทัพบกไทยได้ครบตามแผนที่วางไว้ได้จริงหรือครับ?
The next batch of Ukrainian-made Oplot tanks is to be shipped to Thailand by the end of 2015 / Photo from UNIAN
http://www.unian.info/economics/1126701-ukroboronprom-to-ship-next-batch-of-tanks-to-thailand-by-years-end.html
สำนักข่าว UNIAN ได้รายงานว่า Ukroboronprom หน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครนจะส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดต่อไปให้กองทัพบกไทยได้ภายในสิ้นปี 2015 นี้
โดยรองผู้อำนวยการลำดับที่หนึ่งของ Ukroboronprom นาย Serhiy Pinkas กล่าวว่าจะต้องทำการส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่อีก ๕คันให้กองทัพบกไทยได้ทันภายในเส้นตายก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ นี้ตามสัญญาที่ลงนามไว้กับไทย
(เข้าใจว่าทางกองทัพบกไทยต้องการรถถังหลัก Oplot-T อย่างน้อย ๑๕คัน หรือหนึ่งกองร้อยทหารม้ารถถัง ซึ่งเป็นกำลังขั้นต่ำสุดสำหรับหน่วยทหารม้ารถถังในการปฏิบัติการสนาม
สำหรับ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยที่รับมอบรถมาใช้งานให้ทันภายในเส้นตายก่อนสิ้นปีนี้
ทั้งนี้หนึ่งกองร้อยรถถัง จะประกอบด้วย สามหมวดรถถัง แต่ละหมวดมีรถถัง ๕คัน กับรถถังของผู้บังคับกองร้อยอีกหนึ่งคัน รวมเป็น ๑๖คัน)
ทั้งนี้นาย Pinkas ยังได้กล่าวถึงปัญหาความล่าช้าและยากลำบากในการสร้าง ถ.หลัก Oplot ส่งมอบให้ไทยส่วนหนึ่งว่า
"ผมไม่ได้บอกว่าการผลิตรถถังหลัก Oplot เป็นงานที่ราบลื่นและง่าย มันไกลเกินจากที่จะเป็นได้ง่าย
ผมสามารถบอกได้ว่าการปรับย้ายบุคลากรของโรงงานรถถัง Malyshev เองเป็นสัญญาณว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นจะดี
ตอนนี้เราได้จัดซื้อวัสดุโลหะชุดใหญ่สำหรับการสร้างรถถังใหม่จำนวนมาก สถานการณ์ในการจัดหาชิ้นส่วนประกอบก็ดีขึ้น
ในระยะสั้นความคืบหน้าอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการจะให้สำเร็จ แต่เราขอให้รอจนถึงปลายปีนี้ และเราจะออกประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป"
กองทัพบกไทยได้ลงนามสัญญาจัดหารถถังหลัก Oplot-T กับ Ukroboronprom ยูเครนซึ่งทำการผลิตที่โรงงานงานเกราะ Malyshev จำนวน ๔๙คัน วงเงิน $250 million (๗,๒๐๐ล้านบาท) เมื่อปี 2011(พ.ศ.๒๕๕๔)
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปีทาง Ukroboronprom ได้ประกาศแผนที่จะเพิ่มอัตราสายการผลิตรถถังหลัก Oplot ของโรงงาน Malyshev ให้เป็น ๔๐คันในปี 2015 และเพิ่มเป็น ๑๐๐-๑๒๐คันในปี 2016
แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยูเครนมีปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบรถให้ไทย โดยรถถังหลัก Oplot ชุดแรก ๕คันถูกขนส่งมายังไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2014(พ.ศ.๒๕๕๗) และชุดที่สองอีก ๕คันในเดือนมิถุนายน 2015 (พ.ศ.๒๕๕๘)
และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทาง Ukroboronprom ได้สั่งปลดผู้อำนวยการโรงงาน Malyshev คนก่อนออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการรับผิดชอบที่ไม่สามารถดำเนินการสายการผลิต ถ.Oplot ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้
โดยทาง Ukroboronprom กล่าวว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนในส่วนสายการผลิตรถถังนั้นมีความกังวลว่าขีดความสามารถด้านการผลิตของตนจะมีไม่เพียงพอ
ล่าสุดยูเครนได้มีการการเสนอรถถังหลัก Oplot สำหรับโครงการจัดหารถถังหลักใหม่ของกองทัพบกปากีสถาน รวมถึงข้อเสนอสิทธิบัตรในการประกอบรถในโรงงาน Heavy Industries Taxila ของปากีสถานเอง
ซึ่งก็เพิ่งมีการส่งรถถัง Oplot ไปทดสอบในสนามจริงที่ปากีสถานมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้(มีข้อมูบางแหล่งว่าเป็นรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ 6TD-3 กำลัง 1500HP)
รวมถึงการปรับปรุงขีดความสามารถและซ่อมคืนสภาพรถถังเก่าของกองทัพยูเครนเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในเขต Donbass หลังจากสูญเสียรถถังไปจำนวนหนึ่งตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2014
ทั้งนี้ทางยูเครนเองต้องการจะผลิตรถถังหลัก Oplot เพื่อการส่งออกมากกว่าจะผลิตเพื่อใช้เอง เนื่องจาก ถ.หลัก Oplot มีราคาแพงเกินกว่าที่กองทัพยูเครนจะสั่งสร้างใหม่ทั้งคันเพื่อนำไปใช้ในกองทัพ
แต่ส่วนตัวแล้วคำถามก็ยังเหมือนเดิมครับว่า คือถ้าสถานะการผลิตและส่งมอบจริงยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ ยูเครนจะสามารถผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ให้กองทัพบกไทยได้ครบตามแผนที่วางไว้ได้จริงหรือครับ?
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558
Saab Kockums สวีเดนทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของเรือดำน้ำแบบ A26 ลำแรก
Steel cut for first submarine [DSEi15D4]
http://www.janes.com/article/54612/steel-cut-for-first-submarine-dsei15d4
วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา บริษัท Saab Kockums สวีเดนได้ทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของชิ้นส่วนถังความดันของตัวเรือ(pressure hull) ของเรือดำน้ำแบบ A26 ลำแรกของกองทัพเรือสวีเดนที่อู่ต่อเรือ Karlskrona ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการก่อสร้างของโครงการ
"เราได้ละทิ้งขั้นตอนการออกแบบไว้เบื้องหลังและเริ่มการก่อสร้างเรือดำน้ำ A26 ที่จะเป็นเสาหลักของการป้องกันภัยทางทะเลในอนาคตของสวีเดน
ตอนนี้การก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงลูกค้าที่มีความเป็นไปได้รายอื่นทั่วโลกว่า SAAB พร้อมที่จะส่งมอบพวกเธอ(เรือ)ให้(ลูกค้า)ได้อย่างดีเช่นกัน"
Gunnar Wieslander ประธานคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งของส่วนธุรกิจ Saab Kockums กล่าว
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Saab ได้รับสัญญาจากสำนักงานจัดหายุทธภัณฑ์ความมั่นคงสวีเดน(FMV) วงเงิน 7.6 billion Swedish Krona ($929.5 million) สำหรับการจัดหาเรือดำน้ำ A26 2ลำ ซึ่งลำแรกมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือสวีเดนในปี 2022
เรือดำน้ำแบบ A26 มีระวางขับน้ำประมาณ 2,000tons ได้รับการออกแบบตามแนวคิด Modular และความเหมาะสมที่เน้นขีดความสามารถสำหรับภารกิจที่หลากหลาย ทั้งการรวบรวมข่าวกรอง การตรวจการณ์ การลาดตระเวน และการปฏิบัติการพิเศษ
คุณสมบัติสำคัญของตัวเรือนั้นรวมการลดการแพร่สัญญาณให้ตรวจจับได้ต่ำมาก มีระยะเวลาดำอยู่ใต้น้ำได้นานด้วยระบบขับเคลื่อน Stirling AIP(Air Independent Propulsion) มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ระดับสูง มีความอยู่รอดขั้นเหนือระดับ
ใช้ระบบตรวจจับสถาปัตยกรรมเปิด และชุดระบบสื่อสารที่รองรับการทำสงครามแบบเครือข่าย(Network Centric Warfare)
โดยคุณสมบัติหลักสำคัญของเรือดำน้ำแบบ A26 คือช่องบรรทุกที่มีความยืดหยุ่นในส่วนหัวเรือที่เรียกว่า Multimission Portal (MMP) ที่อยู่ระหว่างคู่ของท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm ทั้ง4ท่อยิงที่หัวเรือ
ซึ่งสามารถทำการปล่อยได้ทั้งนักประดาน้ำ, ยานลำเลียงนักดำน้ำ(Swimmer Delivery Craft) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(Unmanned Underwater Vehicles) จากท่อพิเศษนี้ครับ
http://www.janes.com/article/54612/steel-cut-for-first-submarine-dsei15d4
วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา บริษัท Saab Kockums สวีเดนได้ทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของชิ้นส่วนถังความดันของตัวเรือ(pressure hull) ของเรือดำน้ำแบบ A26 ลำแรกของกองทัพเรือสวีเดนที่อู่ต่อเรือ Karlskrona ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการก่อสร้างของโครงการ
"เราได้ละทิ้งขั้นตอนการออกแบบไว้เบื้องหลังและเริ่มการก่อสร้างเรือดำน้ำ A26 ที่จะเป็นเสาหลักของการป้องกันภัยทางทะเลในอนาคตของสวีเดน
ตอนนี้การก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงลูกค้าที่มีความเป็นไปได้รายอื่นทั่วโลกว่า SAAB พร้อมที่จะส่งมอบพวกเธอ(เรือ)ให้(ลูกค้า)ได้อย่างดีเช่นกัน"
Gunnar Wieslander ประธานคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งของส่วนธุรกิจ Saab Kockums กล่าว
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Saab ได้รับสัญญาจากสำนักงานจัดหายุทธภัณฑ์ความมั่นคงสวีเดน(FMV) วงเงิน 7.6 billion Swedish Krona ($929.5 million) สำหรับการจัดหาเรือดำน้ำ A26 2ลำ ซึ่งลำแรกมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือสวีเดนในปี 2022
เรือดำน้ำแบบ A26 มีระวางขับน้ำประมาณ 2,000tons ได้รับการออกแบบตามแนวคิด Modular และความเหมาะสมที่เน้นขีดความสามารถสำหรับภารกิจที่หลากหลาย ทั้งการรวบรวมข่าวกรอง การตรวจการณ์ การลาดตระเวน และการปฏิบัติการพิเศษ
คุณสมบัติสำคัญของตัวเรือนั้นรวมการลดการแพร่สัญญาณให้ตรวจจับได้ต่ำมาก มีระยะเวลาดำอยู่ใต้น้ำได้นานด้วยระบบขับเคลื่อน Stirling AIP(Air Independent Propulsion) มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ระดับสูง มีความอยู่รอดขั้นเหนือระดับ
ใช้ระบบตรวจจับสถาปัตยกรรมเปิด และชุดระบบสื่อสารที่รองรับการทำสงครามแบบเครือข่าย(Network Centric Warfare)
โดยคุณสมบัติหลักสำคัญของเรือดำน้ำแบบ A26 คือช่องบรรทุกที่มีความยืดหยุ่นในส่วนหัวเรือที่เรียกว่า Multimission Portal (MMP) ที่อยู่ระหว่างคู่ของท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm ทั้ง4ท่อยิงที่หัวเรือ
ซึ่งสามารถทำการปล่อยได้ทั้งนักประดาน้ำ, ยานลำเลียงนักดำน้ำ(Swimmer Delivery Craft) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(Unmanned Underwater Vehicles) จากท่อพิเศษนี้ครับ
BAE Systems เปิดเผยภาพจำลองและข้อมูลล่าสุดของเรือฟริเกต Type 26
A glimpse at the Royal Navy’s new frigates
http://www.royalnavy.mod.uk/news-and-latest-activity/news/2015/september/16/150916-type-26
ในงานแสดงยุทโธปกรณ์ Defence and Security Equipment International 2015 (DSEI 2015) ที่ London สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน ที่ผ่านมา
BAE Systems ได้แสดงภาพและวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์ข้อมูลล่าสุดของเรือฟริเกตชั้น Type 26 Global Combat Ship ซึ่งจะเป็นเรือฟริเกตแบบใหม่ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy)
เพื่อทดแทนเรือฟริเกตชั้น Type 23 หรือเรือฟริเกตชั้น Duke ที่เข้าประจำการในกองทัพเรืออังกฤษตั้งช่วงปี 1990-2002
โดย First Sea Lord Admiral Sir George Zambellas ได้กล่าวในหัวข้ออนาคตและนวัตกรรมของราชนาวีอังกฤษในงาน DSEI 2015 เกี่ยวกับเรือฟริเกต Type 26 ไว้ว่า
"เป็นกระดูกสันหลังของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร ด้วยการออกแบบให้มีศักยภาพตรงความจำเป็นในการปฏิบัติการของจำนวนกองทัพเรือหลักทั่วโลก"
ขั้นตอนการประเมินโครงการเรือฟริเกต Type 26 ได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2010 โดยความร่วมมือจากทีมวิศวกรจาก กองทัพเรืออังกฤษ กระทรวงกลาโหมอังกฤษ BAE Systems และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ในการทำงานพัฒนารายละเอียดความต้องการของเรือที่จะจัดหาจำนวน 13ลำขึ้นไปตามแผนปัจจุบัน ซึ่งเรือฟริเกต Type 26 ถูกออกแบบให้เป็นเรือรบผิวน้ำเอนกประสงค์ที่มีความสามารถในการทำภารกิจที่หลากหลาย
ทั้งการต่อต้านเรือดำน้ำ การป้องกันภัยทางอากาศแบบพื้นที่เฉพาะ(Local Area Air Defence) และปฏิบัติการทั่วไปอื่นๆ
Type 26 ถูกออกแบบตัวเรือให้เป็นแบบ Modular และใช้สถาปัตยกรรมเปิด ทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงให้รองรับ Technology ใหม่ที่จะพัฒนาในอนาคต
ตัวเรือยาว 148m มีระวางขับน้ำประมาณ 6,500tons ใช้เครื่องยนต์แบบ Combined Diesel Electric or Gas Turbine (CODLOG) ทำความเร็วได้สูงสุด 28knots พิสัยทำการไกลสุด 7,800nm กำลังพลประจำเรือ 185นาย
อาวุธประจำเรือที่วางแผนจะติดตั้งมีเช่น ปืนใหญ่เรือ Mk45 ขนาด 5", ปืนใหญ่กล DS30M mk2 ขนาด 30mm, ระบบป้องกันระยะประชิดปืนใหญ่กลลำกล้องหมุน Phalanx CIWS 20mm, ปืนกลลำกล้องหมุน Minigun 7.62mm
Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Sting Ray, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ CAMM ระยะยิง 25km ในแท่นยิง 6-cell VLS 8ระบบ และเป็นไปได้ที่จะติดตั้งแท่นยิง Mk41 VLS 8-cell 3ระบบสำหรับ Tomahawk, ASROC และ LRASM
Geoff Searle ผู้อำนวยการโครงการเรือฟริเกต Type 26 ของ BAE Systems กล่าวว่า
ความต้องการสำหรับการรองรับภารกิจของเรือ Type 26 นั้นอาจจะไม่เปลี่ยนไปจากเรือฟริเกต Type 23 แต่ขีดความสามารถของเรือฟริเกต Type 26 ใหม่นั้นได้รับการขยายให้สูงมากขึ้น
ทั้งนี้เรือฟริเกต Type 23 ที่กองทัพเรืออังกฤษยังคงประจำการอยู่ 13ลำ(3ลำขายให้กองทัพเรือชิลีไปแล้วในปี 2006-2008) จะเริ่มปลดประจำการในช่วงปี 2023-2036
โดยเรือฟริเกต Type 26 ลำแรกคาดว่าจะเริ่มสร้างในปี 2016 และเข้าประจำการได้ในราวปี 2021-2022 ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
KAI เกาหลีใต้จะส่งออกเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50 ให้กองทัพอากาศไทย
T-50 Golden Eagles lining up(wikipedia.org)
KAI will export T-50s to Thailand
https://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2015/09/116_187047.html
สำนักข่าว The Korea Times สาธารณรัฐเกาหลี ได้ลงข่าวว่า รัฐบาลไทยได้เลือกเครื่องบินฝึกไอพ่นแบบ T-50 ของ Korea Aerospace Industries (KAI) ซึ่งมีฐานผลิตใน Sacheon จังหวัด South Gyeongsang
ตามโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้าใหม่ ๔เครื่อง(ระยะที่๑) ทดแทน บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART วงเงินกว่า ๑แสนล้านวอน หรือ $ 110 million
หรือตามที่เคยมีข่าวออกมาว่ากองทัพอากาศไทยตั้งงบประมาณจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นไว้ที่ ๓,๗๐๐ล้านบาท($112.6687 million) สำหรับเครื่องใหม่จากโรงงาน ๔เครื่อง
ซึ่งถ้าข่าวนี้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจริงกองทัพอากาศไทยจะเป็นประเทศที่สามในกลุ่ม ASEAN ที่จัดหา บ.ไอพ่นตระกูล KAI T-50 Golden Eagle เข้าประจำการ
ต่อจากกองทัพอากาศอินโดนัเซียที่จัดหารุ่นฝึก KAI T-50 จำนวน ๑๖เครื่องในปี 2011 และกองทัพฟิลิปปินส์ที่จัดหารุ่นขับไล่โจมตี KAI FA-50 ๑๒เครื่อง ในปี 2014
โดยการส่งออกในประเทศอื่นก็มีเช่นกองทัพอากาศอิรักที่จะจัดหา KAI T-50 จำนวน ๒เครื่องในปี 2013 และจะได้รับมอบในราวปี 2016
และการเจรจากับรัฐบาลและกองทัพอากาศเปรูในการจัดหา KAI FA-50 จำนวน ๒๔เครื่อง วงเงินรวมไม่ต่ำกว่า $2 billion
ปัจจุบันนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2006 กองทัพอากาศสาธาณรัฐเกาหลีได้นำเครื่องบินไอพ่นตระกูล KAI T-50 Golden Eagle
ทั้งรุ่นฝึกนักบินขั้นก้าวหน้า T-50, รุ่นพิเศษสำหรับฝูงบินผาดแผลง Black Eagles Black Eagles T-50B, รุ่นโจมตีเบา TA-50 และรุ่นขับไล่ FA-50
เพื่อทดแทนเครื่องรุ่นเก่าที่ปลดประจำการแล้วและใกล้จะปลดประจำการ ทั้งเครื่องบินฝึกไอพ่น T-38 เครื่องบินโจมตี A-37 และเครื่องบินขับไล่ F-5E/F แล้วไม่ต่ำกว่า ๕๐เครื่อง
และนับเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีอีกโครงการ นับตั้งแต่ที่กองทัพเรือไทยลงนามสัญญาจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจาก Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering (DSME)
วงเงิน ๕แสนล้านวอน หรือตามข่าวของไทยคือ ๑๔,๖๐๐ล้านบาท เมื่อปี 2013 ซึ่งมีรายงานการทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แน่นอนว่าถ้าข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงอย่างเป็นทางการจะนับเป็นความสำเร็จอีกครั้งของ KAI T-50 ต่อตัวเลือกแบบเครื่องบินฝึกไอพ่นต่างๆ ที่เสนอต่อกองทัพอากาศไทย
ทั้ง Hongdu L-15 จีน, Alenia Aermacchi M-346 อิตาลี, Textron AirLand Scorpion สหรัฐฯ และ Yak-130 รัสเซีย
และล่าสุดมีการยืนยันจากรายงานข่าวสถานีโทรทัศน์ YTN NEWS สาธารณรัฐเกาหลีว่า
มีการทำพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50TH ระหว่างกองทัพอากาศไทย และ Korea Aerospace Industries ไปตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายนแล้ว
ตามข้อมูลที่ออกมาขณะนี้ T-50TH ที่กองทัพอากาศไทยจะจัดหาน่าจะเป็นรุ่นเครื่องบินฝึกขั้นก้าวหน้า โดยเครื่องชุดแรก ๔เครื่องมีกำหนดส่งมอบในเดือนมีนาคม 2018
และจากรายงานของสำนักข่าว ARIRANG สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่าในปีถัดไปกองทัพอากาศไทยจะจัดหา T-50TH เพิ่มอีกราว ๒๐เครื่อง
โดยจำนวนเครื่องที่กองทัพอากาศไทยอาจจะจัดหารวมเป็น ๒๔เครื่องนี้ ดูจะใกล้เคียงกับจำนวนเครื่องในฝูงบินโจมตีอย่าง บ.จ.๗ Alpha Jet ที่จัดหาจากเยอรมนีในปี พ.ศ.๒๕๔๓ จำนวน๒๕เครื่อง
(ใช้จริง๒๐เครื่อง เป็นเครื่องอะไหล่๕ สูญเสียจากอุบัติเหตุไป ๑เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๔๕ เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและนักบินเสียชีวิต)
ตรงนี้ไม่แน่ใจว่ากองทัพอากาศมีแผนจะให้ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี ซึ่งคาดว่าจะเป็นฝูงที่จะรับมอบ T-50TH มาแทน L-39 ที่จะย้าย L-39 ทั้งหมดไปรวมที่ ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่
โดยให้ฝูงบิน ๔๐๑ มี T-50TH รวมทั้งหมด ๒๔เครื่อง หรืออาจจะแบ่งเป็นสองฝูงบินฝึกขั้นก้าวหน้าฝูงละ ๑๒เครื่อง เช่นเปิดอัตราฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ โคราชขึ้นมาใหม่ครับ
KAI will export T-50s to Thailand
https://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2015/09/116_187047.html
สำนักข่าว The Korea Times สาธารณรัฐเกาหลี ได้ลงข่าวว่า รัฐบาลไทยได้เลือกเครื่องบินฝึกไอพ่นแบบ T-50 ของ Korea Aerospace Industries (KAI) ซึ่งมีฐานผลิตใน Sacheon จังหวัด South Gyeongsang
ตามโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้าใหม่ ๔เครื่อง(ระยะที่๑) ทดแทน บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART วงเงินกว่า ๑แสนล้านวอน หรือ $ 110 million
หรือตามที่เคยมีข่าวออกมาว่ากองทัพอากาศไทยตั้งงบประมาณจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นไว้ที่ ๓,๗๐๐ล้านบาท($112.6687 million) สำหรับเครื่องใหม่จากโรงงาน ๔เครื่อง
ซึ่งถ้าข่าวนี้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจริงกองทัพอากาศไทยจะเป็นประเทศที่สามในกลุ่ม ASEAN ที่จัดหา บ.ไอพ่นตระกูล KAI T-50 Golden Eagle เข้าประจำการ
ต่อจากกองทัพอากาศอินโดนัเซียที่จัดหารุ่นฝึก KAI T-50 จำนวน ๑๖เครื่องในปี 2011 และกองทัพฟิลิปปินส์ที่จัดหารุ่นขับไล่โจมตี KAI FA-50 ๑๒เครื่อง ในปี 2014
โดยการส่งออกในประเทศอื่นก็มีเช่นกองทัพอากาศอิรักที่จะจัดหา KAI T-50 จำนวน ๒เครื่องในปี 2013 และจะได้รับมอบในราวปี 2016
และการเจรจากับรัฐบาลและกองทัพอากาศเปรูในการจัดหา KAI FA-50 จำนวน ๒๔เครื่อง วงเงินรวมไม่ต่ำกว่า $2 billion
ปัจจุบันนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2006 กองทัพอากาศสาธาณรัฐเกาหลีได้นำเครื่องบินไอพ่นตระกูล KAI T-50 Golden Eagle
ทั้งรุ่นฝึกนักบินขั้นก้าวหน้า T-50, รุ่นพิเศษสำหรับฝูงบินผาดแผลง Black Eagles Black Eagles T-50B, รุ่นโจมตีเบา TA-50 และรุ่นขับไล่ FA-50
เพื่อทดแทนเครื่องรุ่นเก่าที่ปลดประจำการแล้วและใกล้จะปลดประจำการ ทั้งเครื่องบินฝึกไอพ่น T-38 เครื่องบินโจมตี A-37 และเครื่องบินขับไล่ F-5E/F แล้วไม่ต่ำกว่า ๕๐เครื่อง
และนับเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีอีกโครงการ นับตั้งแต่ที่กองทัพเรือไทยลงนามสัญญาจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจาก Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering (DSME)
วงเงิน ๕แสนล้านวอน หรือตามข่าวของไทยคือ ๑๔,๖๐๐ล้านบาท เมื่อปี 2013 ซึ่งมีรายงานการทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แน่นอนว่าถ้าข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงอย่างเป็นทางการจะนับเป็นความสำเร็จอีกครั้งของ KAI T-50 ต่อตัวเลือกแบบเครื่องบินฝึกไอพ่นต่างๆ ที่เสนอต่อกองทัพอากาศไทย
ทั้ง Hongdu L-15 จีน, Alenia Aermacchi M-346 อิตาลี, Textron AirLand Scorpion สหรัฐฯ และ Yak-130 รัสเซีย
และล่าสุดมีการยืนยันจากรายงานข่าวสถานีโทรทัศน์ YTN NEWS สาธารณรัฐเกาหลีว่า
มีการทำพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50TH ระหว่างกองทัพอากาศไทย และ Korea Aerospace Industries ไปตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายนแล้ว
ตามข้อมูลที่ออกมาขณะนี้ T-50TH ที่กองทัพอากาศไทยจะจัดหาน่าจะเป็นรุ่นเครื่องบินฝึกขั้นก้าวหน้า โดยเครื่องชุดแรก ๔เครื่องมีกำหนดส่งมอบในเดือนมีนาคม 2018
และจากรายงานของสำนักข่าว ARIRANG สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่าในปีถัดไปกองทัพอากาศไทยจะจัดหา T-50TH เพิ่มอีกราว ๒๐เครื่อง
โดยจำนวนเครื่องที่กองทัพอากาศไทยอาจจะจัดหารวมเป็น ๒๔เครื่องนี้ ดูจะใกล้เคียงกับจำนวนเครื่องในฝูงบินโจมตีอย่าง บ.จ.๗ Alpha Jet ที่จัดหาจากเยอรมนีในปี พ.ศ.๒๕๔๓ จำนวน๒๕เครื่อง
(ใช้จริง๒๐เครื่อง เป็นเครื่องอะไหล่๕ สูญเสียจากอุบัติเหตุไป ๑เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๔๕ เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและนักบินเสียชีวิต)
ตรงนี้ไม่แน่ใจว่ากองทัพอากาศมีแผนจะให้ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี ซึ่งคาดว่าจะเป็นฝูงที่จะรับมอบ T-50TH มาแทน L-39 ที่จะย้าย L-39 ทั้งหมดไปรวมที่ ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่
โดยให้ฝูงบิน ๔๐๑ มี T-50TH รวมทั้งหมด ๒๔เครื่อง หรืออาจจะแบ่งเป็นสองฝูงบินฝึกขั้นก้าวหน้าฝูงละ ๑๒เครื่อง เช่นเปิดอัตราฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ โคราชขึ้นมาใหม่ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

