วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเสร็จสิ้นการทดลองอาวุธ Laser ทางเรือและเริ่มพัฒนาระบบต้นแบบถัดไป

Japan completes naval laser trials, begins developing next prototype





Asuka (ASE-6102). (Hachiro Nakai, MICHIYA MURATA, MoriJun)

ญี่ปุ่นได้เสร็จสิ้นชุดการทดลองระบบอาวุธ laser ประจำเรือบนเรือวิจัย ASE-6102 JS Asuka ที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) มายาวนาน
และขณะนี้จะเริ่มต้นงานเกี่ยวกับระบบต้นแบบใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธทางเรือพลังงานสูงต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/railgun.html)

ในการเขียนที่ตอบสนองต่อการตั้งคำถามต่างๆจาก Janes ตัวแทนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยืนยันว่าการทดสอบประเมินค่าต่างๆได้เข้าถึงข้อสรุปต่างๆของพวกมันแล้วในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026
"ระหว่างการทดสอบอาวุธ laser เราได้ประเมินสมรถนะระบบภายใต้สภาพการณ์การปฏิบัติการทางทะเลจริงต่างๆ ในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 การทดสอบได้เสร็จสิ้นลงแล้วเป็นส่วนใหญ่ และข้อมูลที่ได้รับปัจจุบันกำลังถูกรวบรวบและวิเคราะห์" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวเสริม

อ้างอิงจากการทดลองนี้และโครงการวิจัยต่างๆก่อนหน้า ญี่ปุ่นขณะนี้ได้กำลังเริ่มต้นการออกแบบต้นแบบระบบ laser พลังงานสูง(HEL: High-Energy Laser) สำหรับเรือรบต่างๆ
"การริเริ่มนี้มุ่งไปที่วิทยาการการโจมตีและการควบคุมการยิงอาวุธ laser ขั้นก้าวหน้าต่างๆ เช่นเดียวกับความเข้ากันได้กับระบบบนเรือที่นำไปสู่การติดตั้งในอนาคต" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว

ไม่มีรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมที่ถูกมอบให้เกี่ยวกับการติดตั้ง, แต่ชุดภาพถ่ายจากแหล่งข้อมูลเปิด open-source ของเรือวิจัย JS Asuka บ่งชี้ว่าระบบอาวุธ laser ได้ถูกติดตั้งบนท้ายเรือในรูปแบบตู้บรรทุก container
ระบบประกอบไปด้วยป้อมทรงโค้งมนโดยมีช่องเปิดทรงกลมที่เด่นชัดสำหรับการปล่อยลำแสง beam และวางอยู่บน module เสริมความแข็งแรงที่ประเมินว่าเป็นโครงเรือนระบบปรับอากาศ, ระบายความร้อน และควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน

แบบแผนรูปทรงการจัดวาง, งานวิศวกรรม และการรักษาการทรงตัวของป้อมปืน laser ตั้งข้อสังเกตุว่าระบบได้รับการปรับแต่งสำหรับการเล็งอย่างแม่นยำ, ทนทานต่อสภาพแวดล้อม, และบูรณาการการควบคุมเข้ากับสภาพแวดล้อมการทดสอบบนเรือ
เรือวิจัยและทดสอบ JS Asuka ที่มีรูปทรงเหมือนเรือพิฆาต ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเพื่อการทดสอบวิทยาการระบบทางเรือที่อุบัติขึ้นใหม่ต่างๆ

เรือวิจัย JS Asuka มีพื้นที่ต่างๆภายในแบบ modular, ระบบเครื่องมือการวัดที่ครอบคลุม และสามารถที่จะรองรับสิ่งอุปกรณ์ที่ยังไม่เป็นมาตรฐานได้ ทำให้เรือเป็นระบบทางการทดสอบหลักมาเป็นเวลาเกือบสามทศวรรษ
ตั้งแต่ที่ถูกนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นในปี 1995 สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

ลัตเวียยกเลิกแผนจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD 530F สหรัฐฯหลังประเมินความต้องการใหม่

Latvia drops proposed MD 530F buy following re-evaluation of requirements





An MD 530F seen in the service of the former Afghan Air Force in February 2018. (US Air Force)



ลัตเวียได้ละทิ้งแผนของตนที่จะวางกำลังเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD Helicopters(MDH) MD 530F Cayuse Warrior สหรัฐฯ(ภายหลังกำหนดแบบเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีเบา AH530)
โดยกระทรวงกลาโหมลัตเวียได้บอกกับ Janes ว่าเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ/โจมตีเบา MD 530F/AH530 สหรัฐฯไม่เหมาะสมสำหรับความต้องการต่างๆของตนอีกต่อไป

การตอบสนองต่อการร้องขอข้อมูลปรับปรุงล่าสุดเกี่ยวกับข้อเสนอการขายของเฮลิคอปเตอร์โจมตีเบาที่ผลิตโดยบริษัท MD Helicopters(MDH) สหรัฐฯ ที่เปิดเผยครั้งแรกในปี 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/10/md-530f-cayuse-warrior.html)
โฆษกกระทรวงกลาโหมลัตเวียกล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD 530F ไม่สอดคล้องกับการประเมินค่าใหม่ของความต้องการที่จำเป็นต่างๆของกองทัพลัตเวีย(Latvian National Armed Forces,  LNBS: Latvijas Nacionālie bruņotie spēki) อีกต่อไป

"หลังจากได้รับข้อเสนอราคาสุดท้ายและรูปแบบจากผู้ผลิต สำหรับจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ MD 530F กระทรวงกลาโหมลัตเวียและกองทัพลัตเวียได้ดำเนินการการประเมินค่าใหม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง
ตามการประเมินค่าใหม่ ได้มีข้อสรุปว่าแบบแผนที่ได้ถูกเสนอไม่ตรงต่อความต้องการการปฏิบัติการในปัจจุบันของกองทัพลัตเวีย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการตัดสินใจที่จะปฏิเสธการซื้อเฮลิคอปเตอร์เหล่านี้" โฆษกกระทรวงกลาโหมลัตเวียกล่าวเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026

ในเดือนตุลาคม 2023 การแจ้งสัญญาได้ถูกยื่นในนามของสำนักงานโครงการพิเศษการบินนานาชาติสหรัฐฯ(MASPO: Multi-National Aviation Special Project Office) ที่อ้างอิงถึง
เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD 530F Cayuse Warrior จำนวน 4เครื่องสำหรับกองทัพอากาศลัตเวีย(Latvian Air Force, LGs: Latvijas Gaisa spēki) เฮลิคอปเตอร์เหล่านี้จะมีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Lielvārde

โดยงานการสนับสนุนจะดำเนินการเป็นระยะเวลาขั้นต่ำสองปีตั้งแต่ปีปฏิทิน 2026-2027 หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงกลาโหมลัตเวียได้เผยแพร่สื่อประสัมพันธ์ซึ่งเป็นการยืนยันว่า
กระทรวงกลาโหมลัตเวียมีความตั้งใจที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีเบา MD 530Fจำนวน 4เครื่องสำหรับกองทัพอากาศลัตเวียเพื่อภารกิจการสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิด(CAS: Close Air Support)

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces กองทัพอากาศลัตเวียมีกำลังอากาศยานในขนาดที่เล็กมาก โดยฝูงอากาศยานปีกหมุนปัจจุบันมีเพียงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Sikorsky UH-60M Black Hawk จำนวน 4เครื่องเท่านั้น
แม้ว่าจะไม่มีการระบุถึงเหตุผลของการตัดสินใจ แต่เข้าใจว่าตามที่ลัตเวียได้ให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งพรมแดนทางบกของตนกับรัสเซียและเบลารุสมากขึ้น MD 530F ในรูปแบบ ฮ.โจมตีเบาจึงอาจถูกพิจารณาว่าไม่ตรงต่อหรือเกินความจำเป็นของตนครับ

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกไทย-สหรัฐฯทำพิธีปิดการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026
















U.S. Army Pacific Announces Transfer of 17 Strykers to Royal Thai Army at Hanuman Guardian 2026 Closing Ceremony
LOP BURI, Thailand – March 20, 2026 — The U.S. Army Pacific (USARPAC) today ceremonially transferred 17 Stryker armored vehicles to the Royal Thai Army (RTA) during the closing ceremony of Exercise Hanuman Guardian 2026. 
The event, held at the Royal Thai Army Aviation Center in Lopburi, was attended by senior leaders from both nations, including LTG Joel Vowell, USARPAC Deputy Commander; General Pana Claewplodtook, Royal Thai Army Commander-in-Chief; and Sean K. O’Neill, U.S. Ambassador to Thailand.
This transfer, conducted under the U.S. Excess Defense Articles (EDA) program, marks a significant milestone in the U.S.-Thai defense partnership. These vehicles, previously operated by U.S. Army units and meticulously maintained, will enhance the RTA’s operational capabilities and support Thailand’s ongoing military modernization. 
The 17 Strykers, once delivered, will form the foundation of the RTA’s 111th Stryker Regiment Combat Team, supporting both training and operational missions.
General Ronald Clark, USARPAC Commanding General, underscored the strategic importance of the U.S.-Thai alliance: “The U.S.-Thai alliance is a cornerstone of regional stability and security, and this Stryker transfer is a clear demonstration of our enduring commitment to our allies and partners. 
It’s about more than just equipment – it’s about strengthening relationships, building trust, and enhancing capabilities that deter aggression and address emerging challenges.
By modernizing and enhancing the Royal Thai Army’s capabilities, we’re not just improving readiness; we’re reinforcing the collective ability of our nations to ensure partnerships are valued, sovereignty is respected, and peace is preserved.”
Ambassador O’Neill also addressed future benefits resulting from the transfer, such as potential new infrastructure to support the transferred Strykers 
“This [infrastructure] would ensure long-term readiness of the Stryker fleet and create substantial economic opportunities for both our countries: it will create jobs and advance military and commercial capabilities that benefit both our countries.  
This investment would position Thailand as a regional leader in defense sustainment and innovation. I am excited to see new opportunities for U.S. companies to collaborate with Thai partners. This is a model example of a defense partnership that benefits both countries.” 
Exercise Hanuman Guardian 2026, a joint U.S.-Thai military exercise, remains a cornerstone of bilateral defense cooperation. 
This year’s iteration featured a range of training activities, from live-fire exercises to cultural exchanges, fostering mutual understanding and strengthening the bonds between U.S. and Thai service members. The Stryker transfer at the closing ceremony underscores the shared achievements and future aspirations of both armies.





จังหวัดลพบุรี ประเทศไทย – 20 มีนาคม 2569: วันนี้ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นแปซิฟิก (USARPAC) ประกาศการส่งมอบยานเกราะสไตรเกอร์ติดอาวุธ 17 คันให้แก่กองทัพบกไทยระหว่างพิธีปิดการฝึกหนุมานการ์เดียน ประจำปี 2569 พิธีดังกล่าวจัดขึ้นที่ศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี 
โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และไทยเข้าร่วม ได้แก่ พลโท โจเอล วาว์เวิล รองผู้บัญชาการ USARPAC พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกไทย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฌอน เค. โอนีลล์
การส่งมอบยานเกราะสไตรเกอร์ภายใต้โครงการ Excess Defense Articles (EDA) ของสหรัฐฯ เป็นหมุดหมายสำคัญในความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ที่ผ่านมาหน่วยทหารบกของสหรัฐฯ ใช้งานและซ่อมบำรุงยานเกราะเหล่านี้เป็นอย่างดี 
ยานเกราะดังกล่าวจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพบกไทย และสนับสนุนการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย การส่งมอบยานเกราะสไตรเกอร์ 17 คันจะเป็นพื้นฐานสำคัญของชุดรบของกรมยานเกราะสไตรเกอร์ (กรมทหารราบที่ 111) ซึ่งสนับสนุนทั้งภารกิจการฝึกและการปฏิบัติการ
พลเอก โรนัลด์ คลาร์ก ผู้บัญชาการ USARPAC เน้นย้ำถึงความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของพันธไมตรีระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยกล่าวว่า “พันธไมตรีสหรัฐฯ-ไทย เป็นสิ่งสำคัญของเสถียรภาพและความมั่นคั่งในภูมิภาค และการส่งมอบสไตรเกอร์นี้เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ของเราต่อ พันธมิตรและหุ้นส่วนของเรา 
เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ แต่คือการกระชับความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจ และเสริมสร้างขีดความสามารถ ซึ่งจะป้องปรามการรุกราน และรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อกองทัพไทยได้รับการเสริมสร้างขีดความสามารถและทันสมัยมากยิ่งขึ้น 
เราไม่เพียงแต่ปรับปรุงความพร้อมรับมือเท่านั้น แต่เรายังเสริมสร้างความสามารถร่วมกันของชาติของเราเพื่อให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วน เคารพอธิปไตย และธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ”
เอกอัครราชทูต โอนีลล์ กล่าวถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการส่งมอบนี้ เช่นการมีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะสนับสนุนยานเกราะสไตรเกอร์เหล่านี้ “[โครงสร้างพื้นฐานนี้] จะเป็นการช่วยให้ยานสไตรเกอร์มีความพร้อมใช้งานในระยะยาว และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับทั้งสองประเทศ นั่นคือการสร้างงานและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารและพาณิชย์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศของเราทั้งสอง 
การลงทุนนี้จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการซ่อมบำรุงและนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นโอกาสใหม่ ๆ สำหรับบริษัทสหรัฐฯ ในการร่วมมือกับหุ้นส่วนไทย นี่คือตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ”
การฝึกหนุมานการ์เดียน ประจำปี 2569 เป็นการฝึกร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับไทย และเป็นหัวใจสำคัญของการร่วมมือทางทหารระดับทวิภาคี การฝึกในปีนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมการฝึกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฝึกกระสุนจริงไปจนถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกำลังพลสหรัฐฯ และไทย 
การประกาศการส่งมอบสไตรเกอร์ในพิธีปิดนี้เน้นย้ำความสำเร็จร่วมกัน ตลอดจนเป้าประสงค์ในอนาคตของกองทัพของทั้งสองประเทศ

SMART Soldiers l ปิดฉาก Hanuman Guardian 2026 ยกระดับขีดความสามารถการรบสมัยใหม่พร้อมรับมือกับทุกภัยคุกคาม
กองทัพบกจัดพิธีปิดการฝึกผสมไทย–สหรัฐฯ ภายใต้รหัส “Hanuman Guardian 2026” ภายหลังดำเนินการฝึกระหว่างวันที่ 9–20 มีนาคม 2569 ณ พื้นที่ฝึกบ้านดีลัง จังหวัดลพบุรี บรรลุความมุ่งหมายในการพัฒนาขีดความสามารถการปฏิบัติการทางทหารร่วมของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
พิธีปิดการฝึกในครั้งนี้มี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, H.E. Mr. Sean Kotaro O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และ LTG Joel B. Vowell USARPAC DCG รองผู้บัญชาการกองกำลังทางบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ร่วมเป็นประธานในพิธี โดยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวว่า
“การฝึกผสม Hanuman Guardian 2026 เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นของทั้งสองกองทัพ และเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาเทคนิคและยุทธวิธี เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ตลอดระยะเวลาการฝึก กำลังพลได้ปฏิบัติการในระดับกองพันผสมเหล่า โดยบูรณาการขีดความสามารถด้านการรบสมัยใหม่อย่างครบมิติ ทั้งการใช้อากาศยานไร้คนขับและโดรนโจมตี การปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ การยิงสนับสนุน การเจาะช่องเครื่องกีดขวาง และการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ 
ควบคู่กับการวางแผนและการปฏิบัติการร่วมภายใต้สถานการณ์จำลอง เพื่อเชื่อมต่อการฝึกให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสนามปฏิบัติการ
Hanuman Guardian 2026 จัดเป็นการฝึกที่พัฒนาขีดความสามารถของกองทัพบกไทยในเชิงรูปธรรม ทั้งด้านเทคนิคและยุทธวิธี การบูรณาการกำลัง และการปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตร ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของความพร้อมรบในยุคปัจจุบัน การพัฒนากองทัพในยุคใหม่ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่เริ่มต้นจาก “การฝึกที่เข้มข้น ฝึกอย่างที่จะรบ การรบอย่างที่ฝึก และพร้อมรับมือกับทุกภัยคุกคาม”

กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) และกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้เสร็จสิ้นการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ ๙-๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ด้วยพิธีปิดที่จัดขึ้น ณ สนามฝึกยิงปืนใหญ่บ้านดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ด้วยการฝึกดำเนินกลุยทธ์ด้วยกระสุนจริง(CALFEX: Combined Arms Live Fire Exercise) 
กองทัพบกไทยจัดกำลังหลักจากกรมทหารราบที่๑๑๒ กองพลทหารราบที่๑๑ ร.๑๑๒ พล.ร.๑๑(112th Infantry Regiment, 11th Infantry Division) ซึ่งเป็นกรมชุดรบยานเกราะล้อยาง Stryker(SRCT: Stryker Regiment Combat Team) ของกองทัพบกไทยที่เป็นหน่วยใช้งานยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV(Royal Thai Army Infantry Carrier Vehicle) 8x8

เสริมด้วยรถเกราะล้อยางใช้ต่อสู้ทางยุทธวิธี First Win AFV 4x4 ที่พัฒนาและผลิตในไทยโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการนำเข้าร่วมการฝึก Hanuman Guardian ตามที่ได้ร่วมการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2026 ที่เสร็จสิ้นไปก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/stryker-8x8-bms-cobra-gold-2026.html)
และปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งแบบลากจูง LG1 Mk III 105mm กองพันทหารปืนใหญ่ที่๑๑ กรมทหารปืนใหญ่ที่๑ รักษาพระองค์ ป๑.พัน๑๑ รอ.(11th Artillery Battalion, 1st Artillery Regiment)(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/lg1-mk3-105mm.html) ที่มีการฝึกการเคลื่อนย้ายทางอากาศจากเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60M Black Hawk กองพันบินที่๙(9th Aviation Battalion), กรมบิน(Aviation Regiment) ศูนย์การบินทหารบก ศบบ.(AAC: Army Aviation Center)

กองทัพบกสหรัฐฯจัดกำลังจากกองพลน้อยชุดรบ Stryker ที่๑(1-2 SBCT: Stryker Brigade Combat Team) กองพลทหารราบที่๗(7th Infantry Division) เสริมด้วยปืนใหญ่สนามลากจูง M777A2 155mm(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/bae-systems-m777.html) จากกองพันที่๑ กรมทหารปืนใหญ่สนามที่๓๗(1st Battalion, 37th Field Artillery Regiment)
และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป UH-60M จากกองพันเฮลิคอปเตอร์จู่โจมที่๒(2nd Assault Helicopter Battalion) กรมบินที่๑๕๘(158th Aviation Regiment) และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache จากกองพันโจมตีที่๑(1st Attack Battalion) กรมบินที่๒๒๙(229th Aviation Regiment), กองพลน้อยบินรบที่๑๖(16th CAB: 16th Combat Aviation Brigade)

หลังเสร็จสิ้นการฝึกภาคสนาม(FTX: Field Training Exercise) พิธีปิดการฝึกร่วมผสม Hanuman Guardian 2026 ยังคู่ขนานด้วยการทำพิธีส่งมอบยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 เพิ่มเติมจำนวน ๑๗คันภายใต้โครงการยุทโธปกรณ์ส่วนเกิน(EDA: Excess Defense Articles) ของรัฐบาลสหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/hanuman-guardian-2026-open.html)
ซึ่งอยู่ในรูปแบบยานเกราะล้อยางลำเลียงพล M1126 Stryker ICV ติดตั้งระบบควบคุมอาวุธระยะไกลแบบ M153 CROWS II(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/stryker-8x8.html) ซึ่งจะถูกนำเข้าประจำการ ณ กรมทหารราบที่๑๑๑ ร.๑๑๑ พล.ร.๑๑(111th Infantry Regiment, 11th Infantry Division) เพื่อขยายอัตรากำลังของทั้ง พล.ร.๑๑ เป็นกองพลน้อยชุดรบ Stryker(SBCT) ที่สมบูรณ์ทั้งกองพลครับ

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรือฟริเกตชั้น Tamandaré ลำแรก F200 Tamandaré มาถึงฐานทัพเรือของตนเพื่อทดสอบอาวุธก่อนขึ้นระวางประจำการ

Brazil's newest combat ship arrives in Rio de Janeiro for test firing, commissioning





The Tamandaré class was designed for various missions, including patrol; surveillance; and anti-surface, anti-submarine, and anti-air warfare. The first-of-class ship F Tamandaré is shown just prior to its arrival in Rio. (Brazilian Navy)



เรือฟริเกตชั้น Tamandaré แบบเรือฟริเกตเบาอเนกประสงค์ MEKO A-100MB ลำแรกสำหรับกองทัพเรือบราซิล(Brazilian Navy, Marinha do Brasil) เรือฟริเกต F200 Tamandaré 
ได้เดินทางมาถึงฐานทัพเรือที่ตั้งของตนฐานทัพเรือ Rio de Janeiro แล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2026 กองทัพเรือบราซิลกล่าวกับ Janes ฐานทัพเรือ Rio de Janeiro มีที่ตั้งบนเกาะ Mocanguê ภายในเขตเทศบาล Niterói ในรัฐ Rio de Janeiro

พิธีขึ้นระวางประจำการของเรือฟริเกตชั้น Tamandaré ลำแรก เรือฟริเกต F200 Tamandaré โดยกองบัญชาการกองกำลังเรือผิวน้ำ(Surface Force Command) กองทัพเรือบราซิลจะมีขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2026
กองทัพเรือบราซิลกล่าว ก่อนพิธีขึ้นระวางประจำการอย่างเป็นทางการ การรณรงค์การยิงทดสอบด้วย torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ RTX MK 54(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/p-8a-poseidon-4-mk-54-8.html)

และปืนเรือ Leonardo Electronics OTO 76/62 Super Rapido 76mm/62calibre ระบบป้อนกระสุน multifeeding จะมีขึ้นนอกชายฝั่งของรัฐ Rio de Janeiro กองทัพเรือบราซิลกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2026
เรือฟริเกต F200 Tamandaré ยังติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA UK Sea Ceptor ในแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launching System) 12นัด(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/saab-visby-sea-ceptor.html)

เรือฟริเกต F200 Tamandaré(https://aagth1.blogspot.com/2024/08/tamandare-f200-tamandare.html) เป็นเรือลำแรกของโครงการเรือฟริเกตชั้น Tamandaré(PFCT: Programa Fragatas Classe Tamandaré)
การริเริ่มทางยุทธศาสตร์ที่การปรับปรุงความทันสมัยของกองกำลังเรือผิวน้ำของกองทัพเรือบราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/tamandare-embraer-atech-tkms.html) กองทัพเรือบราซิลกล่าว

บริษัท TKMS Estaleiro Brasil Sul(TKEBS) บราซิล-เยอรมนี อู่เรือปฏิบัติงานในบราซิลของบริษัท TKMS เยอรมนีกำลังสร้างเรือฟริเกตชั้น Tamandaré ในโครงการ PFCT อีกสามลำ
เรือฟริเกตชั้น Tamandaré ลำที่สอง เรือฟริเกต F201 Jerônimo de Albuquerque(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/tamandare-f201-jeronimo-de-albuquerque.html), 

เรือฟริเกตชั้น Tamandaré ลำที่สาม เรือฟริเกต F202 Cunha Moreira และเรือฟริเกตชั้น Tamandaré ลำที่สี่ เรือฟริเกต F203 Mariz e Barros โดยมีกำหนดการขึ้นระวางประจำการในปี 2027, 2028 และ 2029 ตามลำดับ
บราซิลกำลังพิจารณาที่จะจัดหาเรือฟริเกตชั้น Tamandaré เพิ่มเติมอีก 4ลำรวม 8ลำ ผู้อำนวยการกรมการบริหารโครงการกองทัพเรือบราซิล(Directorate of Navy Programs Management) พลเรือโท Marcelo Silva Gomes กล่าวกับ Janes ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตุรกีเปิดตัวอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ K2 Kamikaze UAV

Türkiye debuts K2 Kamikaze OWA UAV





One of five Baykar K2 Kamikaze OWA UAVs that performed swarming flight trials on 13 and 14 March 2026. (Baykar)



บริษัท Baykar ตุรกีได้เปิดตัวอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว K2 Kamikaze OWA(One-Way Attack) UAV(Unmanned Aerial Vehicle) ใหม่ของตน
Baykar ตุรกีผู้ผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับ UAV ได้เปิดตัวอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ K2 Kamikaze เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2026 การประกาศถึงการทดสอบการบินเป็นฝูงจำนวนมากอัตโนมัติ

ของสิ่งที่ถูกอธิบายว่าเป็นอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว OWA UAV ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแบบนี้ "K2 Kamikaze OWA UAV...ได้ถูกนำสู่สนามด้วยการทดสอบการสาธิต
ขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ, ปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) และรูปขบวนต่างๆของมัน ติดตั้งด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI ขั้นก้าวหน้าและ algorithms อัตโนมัติต่างๆ"

"ระบบอากาศยานไร้คนขับ K2 Kamikaze OWA UAV ได้ประสบความสำเร็จการทดสอบการบินต่างๆที่ดำเนินระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2026 ด้วย K2 Kamikaze UAV จำนวน 5เครื่อง" บริษัท Baykar กล่าว
สำหรับการบินทดสอบอากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพทางเดียว K2 OWA UAV ได้บินออกจากศูนย์การฝึกและทดสอบการบิน Keşan ก่อนดำเนินการทดสอบหลากหลายสถานการณ์เหนืออ่าว Saros

"ในสถานการณ์ทดสอบต่างๆ ระบบอากาศยานไร้คนขับ K2 ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI, ระบบตรวจจับ และชุดคำสั่ง software ต่างๆของพวกตนเพื่อจะกำหนดตำแหน่งของพวกตนที่สัมพันธ์กับอากาศยานเครื่องอื่นในฝูง
การดำรงตำแหน่งของพวกมันภายในรูปขบวนหมู่บินโดยปราศจากความผิดพลาดและประสบความสำเร็จการเสร็จสิ้นทุกๆภารกิจที่ได้รับมอบหมาย" บริษัท Baykar ผู้ผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับ UAV กล่าว

อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ K2 มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 800kg และสามารถบรรทุกหัวรบน้ำหนัก 200kg ได้เป็นระยะทาง 2,000km ที่ความเร็วเกิน 200 km/h
"ระยะเวลาการปฏิบัติของ(อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ K2) ที่มากกว่า 13ชั่วโมงทำให้ระบบสามารถที่จะดำเนินการปฏิบัติการภารกิจทางยุทธศาสตร์พิสัยไกลต่างๆได้" Baykar ตุรกีกล่าว

K2 OWA UAV ถูกออกแบบที่จะปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่มีการทำสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) และการปฏิเสธการเข้าถึงระบบนำร่องดาวเทียม GNSS(Global Navigation Satellite Services)
โดยมีขีดความสามารถในการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของตนเองโดยคุณสมบัติการตรวจสอบภูมิประเทศด้วยสายตาผ่านแท่นระบบตรวจจับกล้อง EO/IR(Electro-Optical/Infrared)

ระบบตรวจจับกล้อง EO/IR มอบการลาดตระเวนและตรวจการณ์แก่อากาศยานไร้คนขับโจมตีแบบพลีชีพ K2 ให้มีขีดความสามารถการจับเป้าหมายด้วยสายตาหรือกำหนดเป้าหมายบนพื้นฐานการประสานงาน
K2 OWA UAV มีระยะทางการส่งสัญญาณ(LOS: Line-of-Sight) และเครือข่าย datalink ดาวเทียมนอกระยะทางการส่งสัญญาณ(BLOS: Beyond-Line-of-Sight) ตัวอากาศยาน(air vehicle) มีปีกกว้าง 10m ยาว 5.1m และสูง 2.1m ครับ

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มการทดสอบเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EC-2 ใหม่

Update: Japan begins testing of new electronic warfare aircraft






This computer graphics image, presenting an overhead view of the Kawasaki Heavy Industries (KHI) Stand-off Electronic Warfare Aircraft, shows the aircraft's enlarged dorsal fairings. (Janes)



ญี่ปุ่นได้เตรียมการเริ่มต้นการบินทดสอบสำหรับเครื่องบินสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ใหม่ของตนที่ผลิตโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่น
ก่อนหน้าการนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) ในปีหน้าปี 2027 โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes ในเดือนมีนาคม 2026 

การพัฒนาของระบบเครื่องบินสงคราม electronic ได้เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2020 ของญี่ปุ่น โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว ตามแผนต่างๆในปัจจุบัน เครื่องบินสงคราม electronic ใหม่ได้ถูกผลิตแล้วจำนวน 1เครื่องจนถึงขณะนี้
จะ "เข้าประจำการ(ในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น)ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2027" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวต่อ งบประมาณวงเงินทั้งหมด 52.3 billion Yen($328.7 million) ได้รับการจัดสรรสำหรับโครงการระหว่างปีงบประมาณ 2020-2023

โฆษกของสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026
Janes เข้าใจว่ากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นน่าจะจัดหาเครื่องบินสงคราม electronic ใหม่มากกว่า 1เครื่องในอนาคต "จำนวนเครื่องบินที่จะถูกจัดหาหลังจาก(เครื่องบินเครื่องแรก)กำลังอยู่ในการพิจารณา" โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว

แม้ว่าโฆษกของ สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง ATLA ญี่ปุ่นและกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้อ้างอิงถึงระบบอากาศยานใหม่ในฐานะ "เครื่องบินสงคราม electronic ระยะไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม"(Stand-off EW Aircraft)
ขีดความสามารถนี้น่าจะทำให้ถูกกำหนดแบบเป็นเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 โดย ATLA ญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes ในปี 2022 ว่าเครื่องบินจะมีพื้นฐานจากเครื่องบินลำเลียง KHI C-2(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/jassm-er.html)

มีรายละเอียดต่างๆเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการหลังการพัฒนาได้เริ่มต้นในปี 2020 ระบบเครื่องบิน EW แบบใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินสงคราม electronic แบบ KHI EC-1 ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 1986 ดังกล่าวขณะนี้ได้เดินหน้าสู่ขั้นระยะการทดสอบแล้ว
ที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 เมื่อกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้เปิดเผยชุดภาพถ่ายอย่างเป็นทางการแรกของระบบเครื่องบินสงคราม electronic ใหม่บนสื่อสังคม online X(Twiiter เดิม)

ชุดภาพได้แสดงถึงเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 ที่มีพื้นฐานจากเครื่องบินลำเลียง C-2 มีโครงสร้างส่วนครอบอากาศยาน(fairing) เป็นโหนก(dorsal) ยื่นขยายออกมาในส่วนหัว, ด้านข้าง, ด้านบน, และด้านหลังของเครื่องบิน
ภาพที่เผยแพร่ในสื่องสังคม Online ของญี่ปุ่นล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 แสดงถึงเครื่องบินสงคราม electronic แบบ EC-2 ใหม่ได้ทำการบินครั้งแรกของตนจากฐานทัพอากาศ Gifu แล้วครับ

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่สามและลำที่สี่ OPV-903 JS Hinoki และ OPV-904 JS Sugi

Japan launches two more Sakura-class OPVs







The fourth Sakura-class OPV, seen here at its launching ceremony on 13 March 2026. (JMSDF/Kosuke Takahashi)



ญี่ปุ่นได้ทำพิธีตั้งชื่อเรือและพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura OPV(Offshore Patrol Vessel) ลำที่สามและลำที่สี่เพิ่มเติมสองลำสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่สามเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-903 JS Hinoki และลำที่สี่เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-904 JS Sugi ตามลำดับได้ลงสู่ผิวน้ำ ณ อู่เรือ Isogo ของบริษัท Japan Marine United Corporation(JMUC) ญี่ปุ่นในมหานคร Yokohama เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นกล่าวในแถลงการณ์ในวันเดียวกัน เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura มีระวางขับน้ำปกติที่ราว 1,920tonnes มีความยาวเรือ 95m กว้าง 12m และกินน้ำลึก 4.2m
การออกแบบของเรือติดตั้งระบบขับเคลื่อนรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้าและดีเซล CODLAD(Combined Diesel‑Electric and Diesel) ขับสองเพลงใบจักร รวมถึงชุดขับเคลื่อน bow thruster ที่หัวเรือ

เพื่อเพิ่มขยายความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ระหว่างการปฏิบัติการในระยะประชิด เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura คาดว่าจะทำความเร็วสูงสุดได้ที่ประมาณ 25knots และสามารถรองรับกำลังพลประจำเรือได้ที่ราว 30นาย
ชุดภาพที่เผยแพร่โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026 บ่งชี้ว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura มีคุณลักษณะรูปทรงตัวเรือที่ถูกตรวจพบได้ต่ำ

สันนิษฐานว่าเพื่อลดภาคตัดขวาง radar(RCS: Radar Cross‑Section) และเพื่อความอยู่รอดระหว่างการปฏิบัติการรักษาความมั่นคงทางทะเล เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสามารถวางกำลังบนดาดฟ้าบินของเรือ
ได้รับการสนับสนุนโดยโรงเก็บอากาศยานและสิ่้งอำนวยความสะดวกทางการบินที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติการอากาศยานปีกหมุน เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura จะติดอาวุธปืนกล 30mm ในตำแหน่งปืนเรือหลัก

โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ของญี่ปุ่นได้รับการริเริ่มภายใต้แผนการกลาโหมระยะกลางสำหรับระหว่างปีงบประมาณ 2019-2023 ซึ่งเรียกร้องการนำเข้าประจำการของเรือตรวจการณ์แบบใหม่ เพื่อลดการใช้งานเรือรบที่มูลค่าสูงจากภารกิจการตรวจตราตามวงรอบและการแสดงกำลังต่างๆ 
ต่อเนื่องตามมาสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2021 ว่า งานเกี่ยวกับแนวคิดเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งยุคอนาคต Next-Generation OPV ได้รับการดำเนินการ 

ในเดือนธันวาคม 2022 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 12ลำสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น โดยบริษัท JMUC ญี่ปุ่นได้รับสัญญาเพื่อสร้างเรือ 4ลำแรกเป็นวงเงิน 35.7 billion yen($230 million)
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura ลำที่แรกเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-901 JS Sakura และลำที่สองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง OPV-902 JS Tachibana ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2025 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sakura สี่ลำแรกมีกำหนดจะถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 2027 ครับ